ข้านี่แหละจวิ้นอ๋อง (BL)

ตอนที่ 58 : ใต้เงาหน้ากากลายพยัคฆ์(100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,474
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    8 ม.ค. 60






         รุ่งเช้าแสงสีทองกำลังโผล่พ้นขอบฟ้า ขบวนเดินทางยิ่งใหญ่ถูกจัดการจนแล้วเสร็จ รถม้าใหญ่หลายคันจอดเรียงต่อกันเพื่อนำส่งบุคคลสำคัญของแคว้นไปยังเมืองหลวง ทหารนำทัพและคอยดูแลความเรียบร้อยนับหมื่นยืนรออยู่อย่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ภารกิจนี้สำคัญยิ่งนักด้วยไม่ได้มีแค่คนของเทียนจิ้น ยังร่วมด้วยรถม้าและขบวนเดินทางของคณะทูตไห่เยี่ยนเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้หวงจื่อหานเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีของทั้งสองแคว้น หยุดยั้งศึกที่ชายแดนใต้ จับมือค้าขายร่วมกัน



            ครั้งนี้เนื่องจากมีบุคคลสำคัญร่วมทางกองทหารที่จะทำหน้าที่อารักขาคือทหารยอดฝีมือเจ็ดพันนายของค่ายทักษิณใต้การกำกับดูแลของแม่ทัพแดนใต้หลินจวินเจ๋อ ขณะที่การจัดการทัพหลังจบศึกยังไม่เสร็จสิ้น รองแม่ทัพใหญ่เว่ยชางหลางจึงรับคำสั่งคอยอยู่จัดการความเรียบร้อยในฐานที่มั่นต่างๆ  เทียบกับยามเดินทางที่มาพร้อมทหารนับแสน กำลังพลเท่านี้นับว่าสามารถเดินทางได้คล่องตัวกว่าเดิม มีกำหนดการเร่งเดินทางให้กลับถึงเมืองหลวงภายในหนึ่งอาทิตย์ ดังนั้นจึงไม่มีการรอช้า เมื่อตะวันลอยสูงขบวนก็เริ่มเคลื่อนพลออกจากเมืองถานเฟิ่งในที่สุด



            เมื่อไม่นานมานี้ยังถือดาบรบพุ่งกัน ตอนนี้กลับต้องมาคุ้มกันขบวนเดินทางของศัตรู ยามข้ามองลอดจากหน้าต่างรถม้าไปยังทหารหลายพันนายที่เดินรั้งไหล่ทางก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจิตใจคนจะคิดเช่นไร



             “ท่านอ๋อง รับชาไหมขอรับ” กลิ่นชาหอมที่เคยคุ้นมาพร้อมกับสุ้มเสียงที่แปลกหูออกไป แน่นอนว่าไม่เหมือนกับน้ำเสียงแผ่วเบาของเหล่าไท่ ข้าปิดผ้าม่านและหันกลับมา มองลูกกวางน้อยหน้าตาน่ามองที่ยิ้มจนตาเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ส่งถ้วยชามาให้ข้าอย่างประจบเอาใจแล้วยิ้มละไม



             “ไปส่งเส้าไป๋มาแล้วหรือ?”



             “ขอรับ ท่านอ๋อง” คนที่ตอบรับด้วยรอยยิ้มและท่าทีเชื่อฟังอย่างสุดหัวใจนี่แน่นอนว่าเป็นเสี่ยวเจี๋ย ข้ามองดวงตาเล็กเรียวคู่นั้น ยิ้มด้วยความคิดกึ่งหัวเราะกึ่งชอบใจกับสิ่งที่เขาแสดงออก หลังจากเดินทางออกจากเมืองถานเฟิ่งเสี่ยวเจี๋ยก็เป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของข้าเต็มตัวแล้ว เขาทั้งขยันเอาอกเอาใจและเชื่อฟังข้าอย่างถึงที่สุด และแน่นอนว่านิยมทอดตาหวานให้ข้าอย่างที่สุดเช่นเดียวกับปณิธานมุ่งมั่นในใจ



           มองดูความพยายามของเขาแล้วก็สนุกดี ข้ายกชาขึ้นจิบแล้วมองไปรอบๆรถม้า “ลู่ซุนเล่า?”



           “ท่านลุงเหล่าไท่เรียกตัวไว้ขอรับ บอกว่าให้ไปช่วยงานอาหง” สีหน้าของเสี่ยวเจี๋ยเผยความหงุดหงิดขึ้นมาวูบหนึ่งแม้ไม่ได้ตั้งใจ “ลู่ซุนยังกลัวคนอยู่เลย กระทั่งข้าน้อยที่นอนร่วมห้อง เขายังไม่กล้าเข้าใกล้”



           “เขาเจอเรื่องราวเลวร้ายมา ย่อมเกิดแผลใจ เสี่ยวเจี๋ยเจ้าเองก็ต้องช่วยดูแลลู่ซุนด้วย” วางถ้วยน้ำขาลงแล้วหรี่ตาลงน้อยๆ “เข้าใจใช่ไหม?”



           “เข้าใจขอรับ ท่านอ๋อง”



           เฉายุ่นจื่อหรือเสี่ยวเจี๋ยหันมาก้มศีรษะเล็กน้อย ตอบรับด้วยท่าทีเคร่งขรึมทันทีที่ข้าเอ่ยคำ ใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีนั้นเต็มไปด้วยความเคารพนับถือและเชื่อฟังอย่างสุดใจ...แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ข้ายิ้มให้เขาแต่ในใจเองก็ระแวดระวังไม่ต่าง ทั้งเสี่ยวเจี๋ยและลู่ซุน เด็กสองคนนี้ข้ายังไม่อาจไว้ใจได้ในทันที ต่างก็ต้องคอยจับตาดูทั้งคู่ ที่สำคัญคือให้ทั้งสองคนนั้นจับตาดูกันและกัน เสี่ยวเจี๋ยอาจจัดการได้ง่าย แต่ไม่ใช่ลู่ซุน เด็กคนนี้ไม่อาจตัดสินใจได้ว่าเป็นผู้ปองร้ายหรือเป็นตัวดี นี่ต่างหากความลำบากใจอันแท้จริง



           เสียงก๊อกแก๊กที่ประตูรถม้าทำให้ข้าชะงัก ในใจกำลังคิดว่าเป็นหลินจวินเจ๋อซึ่งผละจากงานคุ้มกันขบวนเดินทางมาไต่ถามความเป็นไป นับแต่ข้ารับเด็กรับใช้ใหม่มาสองคน หลินจวินเจ๋อก็วนเวียนมาข้างกายบ่อยขึ้น ทำตัวเป็นเต่าหวงก้างและส่งสายตาขวางๆใส่เสี่ยวเจี๋ยและลู่ซุนอย่างไม่ยอมความ คิดแล้วน่าขันไม่น้อย ดังนั้นข้าจึงยิ้มแย้ม เตรียมเอ่ยวาจากลั่นแกล้งเขาสักประโยค



            “ท่านอ๋อง...” เสี่ยวเจี๋ยที่โผล่หน้าไปเมียงมองที่ประตูรถม้า เรียกข้าด้วยสีหน้าครุ่นคิดทำให้ทราบแน่ว่าคนที่มาจะมิใช่สามีตัวดี ครั้นได้นึกถึงผู้ที่จะแวะเวียนมาแล้วข้าก็ถอนหายใจเล็กน้อย ขยับตัวจัดอาภรณ์ตนเองให้เขาที่ “องค์ชายฉู่เหวินแห่งไห่เยี่ยนขอพบขอรับ”



            “ให้เข้ามา” คิดไม่ผิดว่าต้องเป็นคนผู้นี้ เจ้าของกำไลสีฟ้านี่ช่างรับมือยากและหน้าทนอย่างยิ่ง ข้าเอ่ยปากอนุญาตแล้วก็ปล่อยให้เสี่ยวเจี๋ยจัดโต๊ะ นำเบาะนั่งและวางถาดขนมและน้ำชาต้อนรับ ภายในรถม้าอากาศเย็นสบาย ไม่จำเป็นต้องใช้เตาพกจึงไม่ต้องจัดเตรียมอะไรมาก ไม่นานนักร่างสูงใหญ่ของคนผู้หนึ่งก็เข้ามาในรถม้า เพราะสูงมากจนศีรษะอาจกระแทกหลังคา คนจึงต้องก้มตัวอย่างลำบากไม่น้อย จนกว่าจะได้ทรุดตัวลงนั่ง



             ร่างสูงใหญ่นั่งลงบนเบาะนุ่มด้วยท่าทีองอาจชวนเคลิ้ม องค์ชายเจ็ดในชุดราชนิกุลไห่เยี่ยนประดับขนสัตว์แปลกตาปลดเสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำสนิทของตนยื่นให้เสี่ยวเจี๋ยรับไปห้อยอย่างว่องไว ใบหน้าที่ข้าทราบดีว่าคล้ายเหมือนผู้ใดยิ่งนักถูกปกปิดเอาไว้ด้วยหน้ากากเงินแสนคุ้นตา ดวงเนตรสีฟ้าเข้มทอประกายวับวาวยามสบมอง คนแม้ไม่เห็นหน้าแต่ข้าทราบดีว่าเขากำลังยิ้ม ดูท่าหลังจากกลับไปเตรียมตัวนำคณะทูตมาเทียนจิ้น องค์ชายเจ็ดจะปรับตัวจากการถูกข้าตะปบฉู่น้อยได้แล้ว คิดถึงแค้นที่ไม่อาจชำระอย่างเต็มที่แล้วช่างน่าแค้นใจ



             “อาซิ่น”



            “องค์ชายเจ็ด” ข้าพยักหน้าเล็กน้อยพลางยกมือประสานทำความเคารพตามแบบฉบับทางการและยิ้มหวานตามมารยาท เห็นเสี่ยวเจี๋ยนั่งอยู่ด้านหลัง ข้าก็ครุ่นคิดเล็กน้อยว่าควรจะปล่อยให้เขานั่งอยู่ตรงนี้หรือไม่ ที่สุดก็ตัดสินใจปล่อยไป ไล่ออกไปอยู่กันสองคนก็เป็นที่ครหา ไม่ให้ออกไปคนหน้าทนก็ยังกระทำการตามใจหาได้แยแสไม่



          “จวิ้นอ๋องมากมารยาทอีกแล้ว” ฟังเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเองของอีกฝ่าย ข้าทำได้เพียงถอนหายใจ ไม่ทราบว่าเขารู้หรือแสร้งไม่รู้กันแน่ว่าเหตุใดข้าต้องมากมารยาทอย่างยิ่ง



            “ย่อมต้องกระทำเช่นนั้น” ยิ้มน้อยๆมอบให้เขา ครู่หนึ่งข้านึกถึงฉู่เหวินที่ได้พบครั้งแรก คนที่เป็นองค์ชายแห่งไห่เยี่ยนผู้วางท่าโหดเหี้ยมข่มขู่ตนเองให้ยอมจำนน กับนึกถึงองค์ชายเจ็ดคนปัจจุบันซึ่งกำลังมองสบตาข้าตรงหน้าแววตาอ่อนนุ่มสะท้อนอารมณ์บางอย่างทำเอาไม่อาจทนรับไหว “องค์ชาย ท่านก็ทราบดีว่าข้าเป็นใคร ท่านเป็นใคร ข้าคงไม่ต้องเอ่ยปากอีกกระมังว่าอันใดควรทำ ไม่ควรทำ”



           “อาซิ่นคิดว่าที่มาหา เป็นข้าจะกลั่นแกล้งเจ้าหรือ?” ดวงตาคมของผู้ถามฉายแววตัดพ้อเบาบาง หากข้านิ่งเฉย ทำไม่รู้ร้อน



           “ข้าไม่ได้พูด” แต่นึกถึงเรื่องลู่ซุนและเรื่องอื่นแล้วก็ไม่อาจวางใจ “ข้าแค่อยากบอกกล่าวด้วยฐานะของจวิ้นอ๋องและองค์ชายเจ็ด มาพบกันเช่นนี้ย่อมไม่ดีกับเราทั้งคู่ ยิ่งข้าไม่ทำตามมารยาทด้วยแล้วคงส่งผลเสีย จึงได้นอบน้อมต่อองค์ชายในฐานะแขกของไห่เยี่ยน หากองค์ชายเจ็ดไม่อยากแกล้งข้าจริง ก็อย่าได้ทำให้ลำบากใจเลย”



             “เจ้ายังคงระแวงข้าอยู่ดี” ฟังคำพูดของฉู่เหวินแล้วข้าก็ยิ้ม นึกอยากสวนกลับไปสักคำว่าเจ้าทำตัวน่าเชื่อถือนักหรือ ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปากหรือคิดวุ่นวายอันใด องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนก็แค่นเสียงเบาๆ “มาพบในฐานะองค์ชายเจ็ดนับว่าน่าระแวง มาคุยในฐานะฉู่เหวินก็ไม่เหมาะสม ข้าเพียงอยากเป็นมิตรกับจวิ้นอ๋อง เหตุใดยากเย็นถึงเพียงนี้”



            “ท่านก็พูดจายืดยาวมากความไป ได้หรือไม่คนก็ยังมาอยู่ดี” ข้าก็ชี้แจ้งไปหลายรอบแล้วว่าไม่อาจมีไมตรีกับองค์ชายผู้นี้ได้ด้วยสถานการณ์ของวังจวิ้นอ๋องนั้นไม่สู้ดี คนก็ทราบอยู่แก่ใจแต่ก็สร้างความลำบากไม่จบไม่สิ้น แม้ไม่ทราบว่าเขาจะมาทำไม จะด้วยคิดถึงคะนึงหาอย่างที่แสดงออกหรือไม่ ข้าก็ต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และในส่วนเป็นมิตรนั้นคงไม่อาจยิ้มแย้มสานสัมพันธ์ตอนนี้ มากกว่านั้นนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง



             “แม้รู้เช่นนั้น อาซิ่นก็ยังออกปากไล่ข้าทุกคราไป”



             “อย่างน้อยเมื่อมีคนมาเอาความ ยังสามารถบอกได้ว่าปฏิเสธนัดพบปะกันแล้ว” ข้าชินชาในความหน้าทนของคนตรงหน้าแล้วจึงหัวเราะ หางตายังมองเห็นเสี่ยวเจี๋ยนิ่งมององค์ชายเจ็ดตาเป็นมัน อืม..หรือข้าจะยกเด็กคนนี้ให้องค์ชายเจ็ดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขาดี? แม้เสียดายกวางน้อยแต่ก็น่าสน ทว่ากับฉู่เหวินที่มองเมินเขาราวกับไม่มีตัวตนนี่สิ จะจัดการอย่างไร 



             “จวิ้นอ๋องช่างใจหินยิ่งนัก...” คำพูดของฉู่เหวินทำให้ข้าละจากภวังค์ความคิดไร้สาระ ก่อนจะพบว่าดวงตาคู่นั้นกำลังสำรวจตนเองอย่างใคร่รู้และพิจารณา ในแววตาคู่นั้นไม่มีความลามกหรือเหยียดหยาม ข้าจึงปล่อยให้เขาจ้องต่อไป จวบจนดวงตาสีฟ้าจับอยู่ที่ข้อมือซึ่งสวมกำไลหยกแกะสลักจึงแจ้งใจว่าคนผู้นี้กำลังมองหาสิ่งใดกันแน่ “กำไลหยกนภา อาซิ่นไม่ชอบหรือ?”



             “ของมีค่าควรเมือง ข้าย่อมต้องนิยมชมชอบ” คิดถึงกำไลสีฟ้าใสแล้วข้ายังเห็นว่ามันงามนัก แม้ทราบดีว่ามันคือของนำพาหายนะก็ยังตัดใจปล่อยให้จมลงในสระบัวไม่ได้ อุตส่าห์เสี่ยงภัยจะโดนเจ้าเต่าพิโรธหากรู้เรื่อง จะบอกว่าไม่ชอบได้อย่างไร



             “แต่เจ้าไม่ใส่” ดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นมองข้อมือของข้าเขม็ง จ้องมองจนข้าต้องเอื้อมมือไปจับกำไลหยกแกะสลักของตนเองเพราะกลัวคนบางคนจะทำให้มันหัก และยิ้มแย้มพลางสบมองดวงตาที่มีระลอกคลื่นของอีกฝ่าย



             “ข้ามีกำไลของข้าอยู่แล้ว”



             ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องชอบหรือไม่ชอบคนให้กำไล แต่ในสายตาข้า สวมกำไลหยกขาวแกะสลักนี่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดอย่างแท้จริง กำไลสีฟ้าสวมไปก็หาเรื่องใส่ตัว และนี่ไม่ต้องกล่าวถึงกำไลสีโลหิตของหวงไท่หยาง



            “ข้าคิดว่าเจ้าเหมาะกับมัน...” คนคล้ายมองของบนข้อมือข้าด้วยแววตาแผดเผา แล้วกล่าวเสียงเบาเจือความเสียดายอย่างยิ่ง



             อาจเพราะน้ำเสียงเช่นนั้นกระมัง มันทำให้ใจอ่อนมาวูบหนึ่งจนต้องเอ่ยปาก ไม่อยากเห็นใบหน้าคล้ายหวังอี้เสี่ยต้องหม่นหมอง “กำไลสีฟ้าเหมือนดวงตาของท่าน ย่อมเหมาะกับท่าน”



            “แต่ข้าอยากให้มันอยู่กับเจ้าเพราะข้าชอบเจ้า”



           เสียงสูดลมหายใจแรงของเสี่ยวเจี๋ยเด็กรับใช้ข้างกายเป็นดั่งคำตอบของคำพูดประโยคนั้น ข้าจ้องมองฉู่เหวินนิ่งงัน ขนาดคนมาใหม่อย่างเสี่ยวเจี๋ยยังรู้เลยว่ามันหมายถึงอะไร ข้าไยจะไม่ทราบ ครู่หนึ่งนึกปวดศีรษะและอยากถอนหายใจกับองค์ชายเจ็ดผู้นี้ เขายืนยันหนักแน่นไม่ยอมถอยข้าหรือจะกล้าทำไม่รู้อีก ตั้งแต่ถูกจับตัวไปได้พบหน้า ขู่ข้าด้วยลู่ซุน จนการมาเทียวไล้เทียวขื่อ ขอความเห็นใจและส่งของกำนัล คนผู้นี้กระทำมาทุกวิถีทางแล้วจริงๆจนมาพูดต่อหน้า บอกอย่างชัดเจนว่าชมชอบข้ายิ่งนัก



           คนแสดงออกว่าจริงจัง แต่คิดแล้วรู้สึกว่าเรื่องชักวุ่นวาย ข้าจึงโบกมือไล่เสี่ยวเจี๋ยออกไป แม้เด็กหนุ่มจะวางท่าไม่ยินยอมแต่ก็มิอาจขัด จึงถอยหลังไปเงียบๆ ไม่นานนักในรถม้าจึงเหลือข้ากับฉู่เหวินในประเด็นชวนอิหลักอิเหลื่อ



             “ข้ามีสามี--”



           “คำปฏิเสธคำนี้ข้าได้ยินจนบ่อยแล้ว หรืออาซิ่นไม่ทราบว่านี่ไม่สามารถหยุดข้าได้?”



           “เช่นนั้น..อยากฟังว่าอย่างไร หากบอกว่าข้าไม่ได้คิดกับท่านเช่นนั้นจะอยากได้ยินอีกหรือไม่?” ทั้งที่ข้ออ้างว่ามีคู่แล้วน่าจะได้ผลที่สุด กับคนผู้นี้ดันใช้ไม่ได้เสียอย่างนั้น คนไม่เกรงใจข้าก็ไม่เกรงใจเขา จึงเอ่ยปากไปอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาอย่างที่สุด



           “ไม่เลยสักนิด..” ประโยคตอบรับเบาๆนั่นคล้ายมีบางสิ่งทำให้คนเจ็บปวด ข้าจึงเบือนหน้าหนีไปไม่สบตาคู่นั้น รู้ดีหรอกว่ากล่าวคำพูดที่ไม่มีใครอยากฟัง แต่เขาก็บังคับเอง ข้าพยายามบ่ายเบี่ยงมานานสุดท้ายก็ต้องเป็นเช่นนี้ แต่ข้าก็ไม่ได้ชมชอบเขาในแง่นั้นจริงๆ จะให้ทำเช่นไรเล่า กับคนที่นึกถึงก็มีเพียงความหน้าทนและดวงตาฟ้าๆนั่น “ข้ามีใบหน้าคล้ายคนที่เจ้าโหยหา..แต่เจ้ากลับมิชอบข้าเลยสักนิด?”



           “นี่อาจเป็นสาเหตุให้ข้าเคยชังน้ำหน้าท่าน องค์ชาย” ได้ยินคนพูดถึงหน้าที่คล้ายหวังอี้เสี่ย ข้าก็ขมวดคิ้วและลดรอยยิ้มบนใบหน้าลงโดยพลัน กล่าววาจาออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เกรงใจคนกำลังนิ่งเงียบสักนิด “ท่านหน้าเหมือนเขา เลยคิดว่าจะใช้ใบหน้านี้มาทำให้ข้าใจอ่อนได้หรือ? ข้าชอบเขาคือชอบเขา มิได้ชอบท่าน ยิ่งท่านทำเรื่องเลวร้ายด้วยใบหน้านี้ ข้ายิ่งตระหนักว่าท่านมิใช่คนผู้นั้น หรือต่อให้ท่านทำดีต่อข้า ข้าก็ได้แต่หวนคิดว่าเขาคนนั้นเคยดีกับข้าเพียงใด แท้จริงการมีใบหน้าเหมือนคนผู้อื่นไม่ใช่เรื่องดี และหากอยากให้ข้าชอบท่านจริงๆก็ควรให้ข้าชอบที่เป็นตัวท่าน มิใช่เพราะท่านหน้าเหมือนใคร”



             “นี่เจ้ากำลังแนะหนทางเอาชนะใจให้ข้าใช่หรือไม่?”



            บัดซบ ข้าแทบสำลักลมหายใจเมื่อได้ยินคำกล่าวของฉู่เหวิน นี่ข้ากำลังกล่าววาจารานน้ำใจและหักอกเขาอยู่แท้ๆ คนเราเหตุใดจึงคิดเช่นนี้ไปได้ โรคหน้าทนของเจ้ายังรักษาไม่หาย นี่ไปได้โรคคิดไปเองมาใหม่อีกอย่างแล้วรึ!!



             ข้านั่งนิ่ง ใช้ดวงตางามๆของจวิ้นอ๋องเบิกตามองฉู่เหวินอย่างไร้คำพูดจะกล่าว คนหน้าทนขนาดนี้จะให้ข้าพูดอย่างไรอีก โดนหักอกก็ยังเฉย โดนข้าปฏิเสธก็ยังไม่แยะแส คิดๆดูแล้วความพยายามของเขาถือว่าน่านับถือยิ่งนัก แต่หากคนยังไม่ยอมตัดใจและเป็นเช่นนี้ต่อให้เห็นข้าถอดเสื้อผ้าปลุกปล้ำกับเจ้าเต่าแซ่หลิน อาจจะนั่งดูแทนก็เป็นได้



            “ข้าไม่เข้าใจ” อาจด้วยความอยากรู้และความอัดอั้นตันใจเล็กๆ ข้าจึงถอนหายใจออกมายาวเหยียด “ท่านเองก็เห็นแล้ว ข้าจวิ้นอ๋องแม้หน้าตางดงาม แต่งามแล้วอย่างไร คนหน้าตาดีพ่วงมาด้วยปากเสียๆไม่น่าฟังและนิสัยลามกอย่างคนพาลเช่นข้า มีที่ใดให้นึกชมชอบถึงเพียงนี้”



            กล่าวถึงข้อเสียของตัวเองอย่างถนัดปากต่อหน้าอีกฝ่าย ข้าคิดว่าฉู่เหวินเองก็ได้ซาบซึ้งกับนิสัยแย่ๆของข้าพอสมควร ไม่ต้องกล่าวถึงหน้าตาเป็นเลิศที่สุดในสามภพของหวงเทียนหยาง เขาจะหลงรักนับว่าถูกต้อง แต่อย่างอื่นเล่า ข้าไม่กล้าอวดอ้างสรรพคุณตนเองเลย โดยเฉพาะล่าสุดที่ได้ตะปบเป้าองค์ชายเจ็ดผู้นี้ไป ในสายตาข้าคนอย่างฉู่เหวินไม่น่าใช่จำพวกมองคนที่หน้าตา แล้วเหล่าจือไปถูกใจเขาตอนไหน หรือแค่เพราะไม่กลัวสีตาและรอยแผลนั่นก็นับว่าใช้ได้แล้ว?



            “ข้ามิได้ชมชอบเจ้าเพราะหน้าตางดงาม” ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นพราวระยับ ข้ามองแววตาที่ทอประกายรื่นรมย์เบาบางขององค์ชายผู้ฟื้นตัวจากความผิดหวังได้อย่างรวดเร็วแล้วยิ้มน้อยๆ



            “ข้าทราบ” หากชอบคนที่หน้าตาจริงๆ ข้าคงโดนฉู่เหวินจับกินไปตั้งแต่ถูกจับแล้ว ไม่เหลือรอดมาจนถึงตอนนี้หรอก



            “หากข้าบอกว่าชมชอบจวิ้นอ๋องที่ใด จะสามารถเพิ่มความประทับใจได้มากขึ้นหรือไม่?”



             เจ้าคนที่ทำอันใดก็หวังผล ข้ากรอกตามองเพดานรถม้าเสียทีหนึ่งแล้วยิ้ม คนเช่นนี้หากลบเหลี่ยมมุมบางอย่างที่ไม่น่าประทับไปได้บ้าง สามารถเป็นสหายสนิทกันได้น่าจะดี “ขึ้นอยู่กับว่าจะพูดอะไร”



            “ไม่ทราบ”



             หืม? ได้ฟังคำตอบอันประกอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมความภาคภูมิขององค์ชายเจ็ดราวกับนี่คือคำตอบอันเลิศล้ำที่สุดแล้วข้าก็ขมวดคิ้ว



            “คนผู้หนึ่งชมชอบอีกคนที่ใด มีหรือจะสามารถไล่เรียงได้จนหมด จุดเริ่มต้นอยู่ใด หากสามารถกล่าวมาได้ นั่นคงมิใช่ความรักแล้ว” ราวกับกลัวว่าข้าจะเห็นความจริงใจของเขาไม่มากพอ ฉู่เหวินก็ปลดหน้ากากลง เผยใบหน้าอันคุ้นเคยของเขาซึ่งข้าพยายามจะมองมันผิดแผกไปจากหวังอี้เสี่ยดูบ้าง องค์ชายเจ็ดยิ้มมุมปากบางๆ ใบหน้าคร้ามเข้มดูอ่อนละมุนลงเพราะถ้อยคำรักอันแปลกหู “อาจเป็นเพราะเจ้าไม่กลัวข้ากระมัง เพราะเจ้าบอกข้าว่าอย่าได้สนใจหน้าตาตนเอง เจ้าที่ดื้อรั้นหลบหนีไป หรือเจ้าที่เป็นท่านอ๋องลามกจับหว่างขาบุรุษผู้หนึ่ง”



           “นี่ใช่คำสารภาพรักแน่รึ” ฟังความซึ้งถึงประโยคสุดท้ายแล้วรู้สึกเหมือนไม่ใช่ ข้าย่นจมูกเล็กน้อย แต่กระนั้นก็ยิ้มบางๆ อย่างนึกนับถือใจคนตรงหน้า อันที่จริงได้รับคำบอกรักจากผู้อื่นมีอันใดไม่ดี เพียงแต่เป็นคนที่มีสถานะเป็นภัยต่อตนเองในยามนี้ข้าจึงต้องวิตกกริ่งเกรงอยู่บ้าง แต่เห็นความพยายามทั้งที่ถูกรานน้ำใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังต้องประทับใจ เรื่องคำพูดกึ่งเพ้อฝันของฉู่เหวินนั้นก็ช่างเถอะ อย่างน้อยคนๆนี้ยังกล้าบอกสิ่งที่คิดออกมาตามตรง ไม่บ่ายเบี่ยงไปมาจนชวนให้เหนื่อยเหมือน..



            คิดไปถึงเจ้าเต่าจอมลีลาแล้วข้าก็โคลงศีรษะ คนไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันเพราะอยู่ในสถานการณ์แตกต่าง หลินจวินเจ๋อไม่พูดเพราะไม่แน่ใจตนเองนั่นก็เป็นเรื่องดี เพราะเมื่อพูดออกมานั่นหมายถึงความจริง ส่วนฉู่เหวินที่พูดจนกว่าข้าจะยอมรับน้ำใจนี่ก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่..กระมัง



           ข้ายิ้มมองสบตาบุรุษเบื้องหน้า หากเป็นตัวเอง เป็นเหลียงจื่อซิ่นคนเก่า ข้าคงกระดิกนิ้วเรียกฉู่เหวินขึ้นเตียงอย่างง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย หน้าตาไม่เลว นิสัยน่าปวดหัวนิดหน่อยแต่ยังพอทน ที่ดีคือไอ้ความรักแบบหน้ามืดตาลายทำให้หลอกกินง่ายยิ่งกว่า แต่เพราะนี่ไม่ใช่ตัวเองและอาจเพราะสันดานโดนขัดเกลาไปตามกาลเวลานิดหน่อยกระมัง ข้าจึงรู้จักคำว่ายับยั้งชั่งใจขึ้นมาอีกเล็กน้อย เช่นที่ว่าไม่อาจลากองค์ชายเจ็ดนับเป็นหนึ่งในกิ๊กเพราะสถานการณ์ไม่เป็นใจ อ้อ..รวมถึงมีเต่าตัวโตขวางอยู่ด้วย



         “ดูเจ้าจะชอบคำตอบของข้า..” วาจาทอดสนิทขึ้นอีกเล็กน้อย ข้าจึงละออกจากภวังค์มามองสบตาฉู่เหวิน



          “ก็ไม่เชิง..อย่างน้อยก็นับถือใจท่าน” ข้าส่งเสียงฮึมฮัมในลำคออย่างลืมตัวแล้วหลับตาลง “คิดว่าได้เป็นสหายก็ดี”



          “ข้าไม่อยากเป็นสหาย” คำพูดตอบฉับพลันทันใด ใบหน้าก็บูดบึ้งขึ้นทันตา คนเริ่มอารมณ์เสียแล้ว



          “ข้ารู้ แค่คิดว่าหากได้สหายนิสัยเช่นนี้ก็ดี”



          ลืมตาขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายแล้วยิ้มบางๆ ขณะที่องค์ชายเจ็ดแห่งไห่เยี่ยนได้ฟังคำพูดข้าแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พลันคนก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเบาๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอันแปลกหูของฉู่เหวิน โต๊ะเตี้ยวางถ้วยชาที่คั่นกลางระหว่างพวกเราไหวยวบ กว่าข้าจะรู้ตัวร่างสูงใหญ่ก็กระโจนพรวดเข้ามาหาอย่างรวดเร็วราวกับเสือดาวจนตกใจแทบไม่ทัน เสียงถ้วยชากลิ่งตกพื้นดังขึ้นเบาๆยังดีที่มันไม่ได้รินรดร่างของใคร กระนั้นสภาพข้าที่ถูกจับตรึงไว้โดยมีโต๊ะคั่นกลางระหว่างตนเองกับฉู่เหวินก็ช่างดูไม่จืดอย่างยิ่ง



         “แต่ข้าไม่พอใจยิ่งนักที่จะเป็นได้แค่สหาย” มือหนากำแขนบางแน่นแล้วออกแรงบีบเสียจนเจ็บ ข้าขมวดคิ้วกับการลงไม้ลงมือของฉู่เหวิน องค์ชายผู้กัดฟันกรอดดวงตาขุ่นมัวจึงคลายมือออกเมื่อรู้ตัว ทว่าเขายังคงกดแขนข้าว่าบนพื้นพรมเช่นนั้น “หรือต้องให้ข้าลงมือข่มเหงเจ้าจึงจะกระจ่าง”



           “ข้ากระจ่างใจมานานแล้ว” นิสัยโมโหแล้วลงไม้ลงมือของคนผู้นี้เมื่อใดจึงจะแก้ไขได้ ข้าขมวดคิ้วและพยายามดึงแขนออก “ที่นี่ไม่ใช่ค่ายทัพไห่เยี่ยน ความจริงข้อนี้วานองค์ชายตระหนักด้วย”



           ฉู่เหวินเม้มปาก แม้กำลังขุ่นใจแต่ก็ทราบดีว่าการกระทำของตนเองนั้นรุนแรงเกินเหตุ ดังนั้นจึงยอมผละออกมาโดยดี เขาลุกมานั่งได้อย่างง่ายดายทว่าข้ากลับเสื้อผ้ายับยู่ ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง คิดดังนั้นจึงขยับห่างจากคนก่อเรื่องอีกเล็กน้อยและวางโต๊ะน้ำชาคั่นอย่างแสดงบอกชัดว่าไม่พอใจ



         “ข้าขออภัย”



           “ขอโทษไปก็เท่านั้นหากยังทำอีก องค์ชายโปรดละเลิกนิสัยเช่นนี้ด้วย” ข้ายกมือคลำข้อมือตนเองด้วยความไม่พอใจ อ้าปากตำหนิไม่ไว้หน้า ประทับใจส่วนประทับใจ คนก่อเรื่องก็ส่วนคนก่อเรื่อง ข้าจะหงุดหงิดไม่อยากพบหน้าเพราะเขาชอบทำตัวแบบนี้นี่ล่ะ เอะอะใช้แรงทำร้ายร่างกาย นับเป็นนิสัยดีที่ใด



           “ข้าจะไม่ทำอีก” น้ำเสียงคนพูดยิ่งเบาลงและทอดสายตากังวลมายังข้อมือของข้า ข้าเองก็ก้มมองเห็นรอยนิ้วพาดผ่านมาแล้ว เฮ้อ..นิดๆหน่อยๆก็เป็นรอยช้ำ อาการป่วยที่เป็นนี่ช่างน่าขุ่นเคือง



           “รีบเอาตัวเทพโอสถมารักษาข้าเสีย” คนกำลังหงอย หาประโยชน์อันใดได้ก็รีบหา ข้าอ้างเรื่องรอยแผลบีบให้เขารับผิดชอบอย่างว่องไว



           “ข้าเองก็ติดต่อท่านอาจารย์ไปแล้ว” ฉู่เหวินได้ยินคำขอของข้าแล้วยกมุมปากยิ้ม ท่าทางคล้ายจะบอกว่ารู้ทัน “แต่จะรักษาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่านเช่นเดิม”



           เฮอะ คนผู้นี้หลอกล่อไม่ง่ายจริงๆ “ข้าเชื่อว่าเขาย่อมทำตามที่ศิษย์รักร้องขอ”



           “หากง่ายดายเช่นนั้น ท่านอาจารย์คงรักษาแผลบนหน้าข้าไปจนหมดแล้ว”



          “ท่านยังถือสาเรื่องนี้?” ข้าเลิกคิ้วมองและเอ่ยถาม แต่จะกล่าวไปแล้วคนท้องอิ่มย่อมไม่เข้าใจคนหิวโหย ข้าผู้มีใบหน้างามล้ำจะกล่าววิพากษ์วิจารณ์ให้คนอื่นไม่ถือสาหน้าตาตนเองได้อย่างไรในเมื่อเหล่าจอยังนั่งน้ำลายไหลหน้ากระจกมองคนงามได้ทุกวี่ทุกวัน



          “ทั้งถือสาและไม่ถือสา” ฉู่เหวินใช้ดวงตาคู่นั้นมองมาและตอบเบาๆ “ฟังจวิ้นอ๋องกล่าวถึงเรื่องคนที่มีใบหน้าเหมือนกันแล้วข้าจึงนึกขึ้นได้ หากข้ามีใบหน้าเหมือนคนที่เจ้าโหยหาเช่นนั้นเวลามองหน้าข้า จะนึกถึงคนผู้นั้น ใช่หรือไม่”



          “ใช่” ข้าไม่ปฏิเสธว่าใบหน้านี้ทำให้ข้านึกถึงหวังอี้เสี่ย แม้จะเพียงครู่หนึ่งก็ตาม    


 

          “เช่นนั้น หากข้ากรีดหน้าตนเองจนยับ เจ้าก็จะไม่มองข้าเป็นผู้อื่นอีกใช่หรือไม่?”



        “คิดทำอันใดไร้สาระ” ข้ากล่าวเสียงเย็นใส่องค์ชายน่าตายเบื้องหน้า ตอนแรกคิดว่ามีใบหน้าเหมือนหวังอี้เสี่ยจะทำให้ตนเองได้เปรียบ เมื่อพบว่าเสียเปรียบและไม่อยากถูกข้ามองเป็นผู้อื่นถึงกับคิดกรีดหน้าตนเอง นี่เรียกว่าเสียสติแล้ว “ท่านจะเพิ่มรอยอีกสิบรอย หรือลบรอยจนหมดใบหน้าได้ ข้าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ อย่าได้ทำอันใดโง่ๆเชียว”



           “ที่แท้อาซิ่นก็ชอบที่ใบหน้าข้าหล่อเหลาเช่นนี้” กล่าวแล้วไม่พอคนยังลากมือลงบนปลายคางตัวเองและยิ้มยั่วซ้ำขยับมาใกล้อย่างชวนกวนโทสะ ท่าทีเหมือนหนุ่มเจ้าชู้นั่นมันอะไรกัน ข้ายกมือผลักใบหน้าเขาทันควันอย่างนึกหมั่นไส้



           “ข้าชอบคนหน้าตาดีทุกคน แต่ไม่ได้รักทุกคน ส่วนคนที่ซ่อนใบหน้าตนเองในหน้ากากนั้นถือว่าขี้ขลาด ไม่ขอนับ”



           “แล้วหากข้ายอมถอดหน้ากากตนเอง ใช้ใบหน้านี้เดินเหินทั่วเทียนจิ้น เจ้าจะว่าอย่างไร” ฉู่เหวินได้ยินคำพูดข้าแล้วหรุบตาลงช้าๆ ระบายยิ้มตรงมุมปาก



           “อย่างน้อยก็ถือว่าท่านสามารถยอมรับตนเองได้ ไม่หวั่นไหวอีกต่อไปเวลามีคนมองใบหน้าใต้หน้ากากของตน” เห็นความพยายามอันมากล้นของฉู่เหวิน ข้าอดยิ้มออกมาไม่ได้ หากได้ช่วยอนุเคราะห์ให้คนๆหนึ่งข้ามผ่านรอยแผลในใจตนนี่ถือว่าเป็นเรื่องดี “เมื่อถึงยามนั้น ท่านอาจจะเจอคนที่ไม่หวาดกลัวรอยแผลบนหน้าตน ไม่หวั่นไหวว่าจะถูกสาปด้วยดวงตาสีฟ้านี้ก็เป็นได้ แล้วคราวนั้นอาจจะอยากส่ายหน้าให้ตนเองที่เผลอพูดจาอันใดไร้สาระ เคยบอกรักท่านอ๋องลามกผู้หนึ่ง”



          “แล้วหากตอนนั้นข้ายังยึดมั่นในตัวเจ้า จะเป็นเช่นไร”



          “ข้าก็จะขอบคุณ”



          “เพียงเท่านั้น” ฉู่เหวินเลิกคิ้วช้าๆ ข้าฟังแล้วก็หัวเราะ



          “เรื่องนี้เป็นประโยชน์กับท่านเอง มีดีกับข้าที่ใด”



          “ให้เจ้ามองใบหน้านี้แล้วเคยชินว่าคือหน้าของข้า นึกถึงแต่ข้า ไม่คิดถึงคนอื่นที่ข้าไม่รู้จักมิได้หรือ?” คำขอขององค์ชายแห่งไห่เยี่ยนบันดาลให้คิ้วของข้าถูกเลิกขึ้นสูง หากผู้เอ่ยกลับหัวเราะเบาๆ “ไม่มีใครพอใจที่ถูกมองเป็นตัวแทนผู้อื่น หากเจ้าสัญญาว่าเมื่อมองใบหน้านี้จะคิดถึงข้า ข้าก็จะถอดหน้ากากเผยใบหน้าให้ทุกคนรับรู้”



           “องค์ชาย นี่ไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะรับปากได้” ข้าโคลงศีรษะ หัวเราะแผ่วเบาเมื่อนึกถึงข้อตกลง อันที่จริงมันก็ไม่ได้ยากหากควบคุมตนเองได้ แต่ควบคุมได้แล้วอย่างไร ไม่มีประโยชน์กับข้าเสียหน่อย ไม่รู้จะยอมรับเรื่องนี้ไปทำไมกัน



           “หากไม่ใส่กำไลของข้า อย่างน้อยก็ขอแค่นี้เป็นพอ”



           “ถ้าท่านทำให้เทพโอสถรับปากรักษาข้า” เหล่าจือคือพ่อค้า ทำการค้าไม่ยอมขาดทุน นอกจากนี้ยังนิยมขูดรีดอีกด้วย ข้ายิ้มหวานแล้วสบตาฉู่เหวิน มองใบหน้าและดวงตาขององค์ชายเจ็ดอย่างถี่ถ้วน ค้นหาความจริงจังและอาการใคร่ครวญบนใบหน้านั้น และนิ่งรอคำตอบเงียบๆ รอให้เวลาผ่านไปอึดใจฉู่เหวินจึงหัวเราะ



           “ได้ ข้ายอมรับ”



           “ข้าก็ยอมตกลงเช่นกัน”



           ในที่สุดก็หาหลักประกันเรื่องอาการป่วยว่าหายแน่นอนโดยไม่ต้องอ้อนวอนดูอารมณ์ท่านเทพโอสถ ข้าจึงเบิกบานใจนัก ส่วนเรื่องที่ฉู่เหวินขอ การลืมอาจารย์หวังนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่การเห็นใบหน้าเขาแล้วพยายามไม่คิดถึงอาจารย์หวัง อาจเป็นไปได้หากพวกเราอยู่ด้วยกันมากพอ ส่วนเรื่องความรักนั่นข้าไม่ขอตอบ



         “ท่านอ๋อง ขบวนหยุดพักยามเที่ยงขอรับ”



           เสียงของเสี่ยวเจี๋ยดังอยู่ภายนอกดั่งรู้ว่าการเจรจาประสบผลสำเร็จทำให้ข้าร้องรับเบาๆ ไม่นานนักวงล้อของรถม้าก็หยุดหมุน ถึงเวลาเที่ยงที่ผู้คนจะพักผ่อนรับประทานอาหาร ข้าส่งสายตาไปให้ฉู่เหวิน บอกเขาโดยไร้คำพูดให้กลับไปยังขบวนของตนก่อนจะถูกผู้คนจับตาไปมากกว่านี้



            “ก่อนไป ข้ามีเรื่องจะถาม” ฉู่เหวินเองก็ทราบดีว่าตนเองไม่ควรอยู่นาน ดังนั้นจึงมีเพียงรอยยิ้มและคำถามแนบท้าย คนถอดหน้ากากแล้ววางท่าผึ่งผาย สบตาข้าเงียบๆ



             “ว่ามา” ข้าพยักหน้า นิ่งรอฟัง



          “ทุกครั้งที่ข้าบอกว่าชมชอบเป็นเจ้าปฏิเสธทุกครา ไม่บอกว่าแต่งงานแล้วก็มีสามี เป็นคนมีพันธะ แต่กลับไม่พูดเรื่องความรักใดๆทั้งนั้น หรือที่แท้...อาซิ่นเองก็มิได้มีใจให้ผู้ใด



           เขาถามข้าในฐานะอาซิ่น มิใช่จวิ้นอ๋อง



           ข้าสบตาฉู่เหวินเล็กน้อย หรุบตาลงมองโต๊ะน้ำชาแล้วไม่ตอบคำ คนผู้นี้มองความจริงของข้าเรื่องนี้จนทะลุประโปร่งแล้ว ที่จริงพูดจาบอกว่ารักมั่นไปก็ย่อมได้ หากแต่จะให้โกหกว่ารัก หรือบอกว่าไม่ได้รัก กลับพูดไม่ออกสักคำ หรือแท้จริงข้าเองก็ไม่ทราบว่าใจตัวเองบัดนี้เป็นเช่นไร..



           ฉู่เหวินเอ่ยถามแล้วก็มิได้พูดจาอื่นใดต่อ คนลุกออกจากรถม้าแสดงตนว่าจะกลับแล้ว ข้าเองก็มิได้รั้ง ปล่อยให้เขาออกไป ทว่าชั่วแล่นที่ผ้าคลุมรถม้าถูกเปิดออก ข้ากลับมองเห็นประกายตาวิบวับแปลกตาและรอยยิ้มมุมปากขององค์ชายเจ็ดที่ดูแล้วช่างไม่น่าไว้วางใจ แล้วเมื่อร่างสูงใหญ่นั้นผละออกไป ข้าก็ยังเห็นแผ่นหลังแสนคุ้นตาในชุดนักรบของบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนพิงรถม้า บุรุษผู้นั้นนิ่งรอคอยอยู่เบื้องนอกอย่างเงียบงัน ซ้ำแผ่นหลังนั้นดูหนาหนักและแฝงแววหดหู่บางอย่าง



           ข้าสูดหายใจลึกเข้าปอดเมื่อทราบในทันทีว่าคนผู้นั้นคือใคร รอยยิ้มชั่วช้าของฉู่เหวินเมื่อครู่ มิได้เป็นไปด้วยเปิดโปงให้หลินจวินเจ๋อนึกกังขาเรื่องนี้หรอกรึ



            กัดฟันกรอดสบถด่าองค์ชายเจ็ดในใจอย่างดุเดือด ช่างแม่งความประทับทับใจ! ช่างหัวเรื่องสัญญงสัญญา ทำมาพูดจาขอความรักและถึงกับกลาวจริงจังเรื่องใบหน้าของตน ทำมาพูดดีว่าจะช่วยข้า แต่ที่แท้ยังวางแผนทำลายคู่แข่งแบบนี้ มันช่างสมเป็นฉู่เหวินที่สุด !!




+++++++++



คนอย่างฉู่หรือจะยอมโดนหักอกแล้วเชื่อง งานสร้างความร้าวฉานต้องมา 55


ขายตรงจองนิยายเช่นเดิม

>>  https://docs.google.com/document/d/1qKrLQhy14sUsIpxCO2m3mZIPhCcQDYTT5hmai_LgyL0/edit

 

เพจ FB : https://www.facebook.com/mywhynn/

 

ทวิต @Secrate_Wind

 

และเม้าท์นะยายแท็ก #จวิ้นอ๋อง นะคะ

 

 

 

           

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,785 ความคิดเห็น

  1. #13776 nanq (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 01:54
    โอเคองค์ชายเจ็ดขึ้นนำรัชทายาทไปเลยค่ะ มันน่ารักว่ะเฮ้ย เหมาหมดได้มั้ยอะไม่อยากเห็นน้ำตาคนหล่อเรยย
    #13,776
    0
  2. #13767 ฟองฟู่ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 10:16
    แก ชั้นชอบองค์ชายเจ็ดมาก แง เขาน่ารักอะ ทำทีเป็นกวนประสาทไปมา แต่ก็ทำเพื่ออยากอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองชอบ ชอบก็บอกว่าเลย ตรงไปตรงมาดี ไหนจะมีปมเรื่องหน้าตาอีก คงโดนบุลลี่เรื่องนี้มานานมากแล้วแน่ๆ เจอคนที่ยอมรับตัวตนของเขาได้โดยไม่ได้สนหน้าตา เป็นใครก็รู้สึกประทับใจนะ ไม่ว่ามองยังไงเขาก็น่ารักอะแก น่ารักมากจนดิชั้นอดคันหัวใจยุบยิบแทนอาซิ่นไม่ได้ แง
    #13,767
    0
  3. #13709 Amarry (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 00:55
    ต้องยอมรับว่าชอบพี่ฉู่จริงๆนั่นล่ะ ตัดเรื่องความร้ายเหลี่ยมจัดออกไปพี่แกเป็นตลกนะ กวนประสาทจนน่าทุบวันละหลายที
    อยากเปิดฮาเร็มจัง อยากได้อาซิ่นยุคสองพัน ตกลงเสร็จสับแล้วสานสัมพันธ์เตียงงี้ //ส่งการ์ดเชิญรัชทายาทเข้าฮาเร็มอีกคน อิอิ
    #13,709
    0
  4. #13623 Kankao94 (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 09:42
    สร้างความร้าวฉานให้ผัวเมียชาวบ้านมันบาปหนานะพวกท่าน😂😂
    #13,623
    0
  5. #13573 ununchuahong (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 17:01
    เรื่องสร้างความร้าวฉานไว้ใจองค์รัชทายาทกับองค์ชายเจ็ดได้เลย
    #13,573
    0
  6. #13072 ต่งต่ง8894 (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 02:19
    ทำไมอาซิ่นไม่มีสักสามร่างงงงง จะได้แบ่งกันให้ทั่วถึง5555
    #13,072
    0
  7. #13020 เมมฟิส (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 18:26
    รีบปรับความเข้าใจกับเจ้าลูกเต่าด่วน และรับเจ้าลูกตะพาบเข้าวังด้วย
    #13,020
    0
  8. #12915 มูตี้ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 12:01
    ^______^
    #12,915
    0
  9. #9473 noo_parekapoom (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 18:23
    55555 ร้ายตลอดไม่ยอมเสียการสร้างคามแตกแยก
    #9,473
    0
  10. #9374 M.D. MayDay (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 20:32
    ร้ายกาจจจจ
    #9,374
    0
  11. #9289 -FOLY03- (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 00:11
    สู้ต่อไปนะเต่า:-;#ทีมเต่า
    #9,289
    0
  12. #9111 Mina_Chu+Chu (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 08:28
    /แจวเรือองค์ชายเจ็ดเงียบๆ ฮือ องค์ชายคะ ถ้านกก็มาคู่กับเราไหมคะ
    #9,111
    0
  13. #9106 newexo (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 02:33
    น่าฆ่าให้ตาย เรื่องทำให้แตกแยกนี่งานถนัดขององค์ชายเจ็ดจริงๆ นับถือในความรักที่มอบให้อาซิ่น แต่คิดจะแย่งแบบหน้าด้านนี่ไม่ชอบ พอไม่พอใจก็ชอบใช้ความรุนแรงนี่ยิ่งไม่ชอบเลย คือเธอออออ ต่อให้เขาไม่ได้รักกันยังไงเธอก็ไม่มีสิทธิ์มาแย่งอะ นั่นเรื่องของเขาเนาะไม่ต้องยุ่ง สิ่งที่เธอควรสำเหนียกคือ เขาไม่ได้ชอบเธอ ต่อให้เปลี่ยนยังไงก็ไม่ชอบด้วย ควรเลิกมโนเข้าข้างตัวเองแล้วยอมรับซะทีเถ้อ จริงๆมันไม่ควรตั้งแต่มาถึงเนื้อถึงตัวอาซิ่นแล้วละ คนดีๆเขาจะรู้ละเนอะ ฆ่าให้ตายไปเลยจะได้จบๆ บอกให้เป็นเพื่อนก็ไม่เอา นั่นนี่ก็ไม่ชอบ หน้าด้านเกินใจอะ มักมากนักก็ตายไป สิ้นเรื่อง
    #9,106
    0
  14. #9057 ไอแอมอะก้อย (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 21:07
    โอ้ โยนระเบิดแล้วจากไป
    #9,057
    0
  15. #9046 พริกหยวกน่ะถูกแล้ว (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 20:46
    ชอบชายเจ็ดนะ แซ่บดี แต่เรื่องนี้มันเรียลไปหน่อย งอกฮาเร็มยาก 5555+ ยิ่งท่านฮ๋องง่อยๆอยู่ด้วย
    #9,046
    0
  16. #8986 ไม่เข้าใจ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 14:44
    คนเขียนแก้เนื้อหาตรงไหนหรือเปล่า ทำไมอ่านตอนนี้กับอ่านคอมเมนของตอนถึงไม่เหมือนกัน งงๆ
    #8,986
    0
  17. #8985 WuLingLing (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 13:39
    ในตอนนี้อาซิ่นนับถือใจองค์ชายเจ็ด เราก็นับถือใจอาซิ่นด้วย จากที่เริ่มอ่านแต่ต้นและมีอ่านทวนซ้ำ ทำให้รู้ว่าอาซิ่นเปลี่ยนไปในทางที่ดีมากจริงๆ ถ้ากลับไปอ่านละเอียดก็จะรู้ว่าอาซิ่นฉลาดและมีสติในการพูดมากขึ้น ทำอะไรคิดถึงสิ่งที่ตามมาและเลือกทางที่ปลอดภัยที่สุดได้ดี โดยพยายามปิดจุดอ่อนให้ได้มากที่สุด ทั้งยังคิดถึงใจคนอื่นมากขึ้นต่างจากอาซิ่นคนเก่า แถมมีหวั่นไหวกับเต่าน้อยอีก ถึงคนงามจะยังไม่รัก แต่ก็คงอีกไม่นาน ยิ่งบอกว่ารักยากแต่ผูกพันธ์ได้ถึงขั้นนี้ ฟันธงเลยว่าชีวิตรักทั้งคู่คงเหมือนในประวะติศาสตร์ที่กล่าวมาแน่นอน

    นอกจากนี้เราก็นับถือคนเขียนในฐานะนักอ่านและนักเขียนคนหนึ่งด้วย สุดยอดเลยที่แต่งออกมาได้ละเอียดและเสมือนจริงขนาดนี้ สนุกมากๆเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
    #8,985
    1
  18. #8984 ^ จู ^ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 13:24
    โถเต่าน้อย โดนวางยาซะละ
    #8,984
    0
  19. #8983 E๐Ben (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 09:55
    โธ่ท่านแม่ทัพ กอดปลอบ 1 ที อย่าพึ่งคิดมากสิ ถ้าไมา่รักไม่ชอบบ้างจะยอมถึงเพียงรั้หรอ ฮึ


    แมร่งงง องค์ชายเจ็ดนิสัยไม้ดี เราแอบหวั่นไหวตลอด แต่มาทำร้ายเจ้าลูกเต่าแบบนี้ไม่ได้นะ - 10 คะแนนด่วนๆ 


    ปกติไม่ค่อยชอบแนว ฮาเร็ว หรือ 3 4 5 6 P 


    แต่เรื่องนี้ หวั่นไหวตลอดเชียร์ทุกคนเลย รวมถึงองค์รัชทายาทด้วย 555555


    แต่ท่านแม่ทัพที่ 1 นะ ไม่ต้องน้อยใจไป
    #8,983
    0
  20. #8981 Mo On Junn (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 9 มกราคม 2560 / 00:06
    เอิมม ผัวก็มีแล้วเป็นถึงอ๋อง เหมือนจะฉลาดปากก็บอกว่าใครก็ไม่น่าไว้ใจ แต่ก็เปิดโอกาให้คนอื่นเข้ามาทำรายความสัมพันธ์ทั้งที่มีกันอยู่สองคน ชักศึกเข้าบ้านซะงั้น ถึงแม่ทัพจะเคยทำให้เสียใจ แต่อย่างน้อย รักชอบใครก็ชัดเจน ทั้งคำพูดและการกระทำ แต่อ๋องดิในใจก็มีคนรักเก่า แม่ทัพก็จะเอา องค์ชายก็เปิดโอกาส สงสารคนที่ชัดเจนขึ้นทุกวันอย่างแม่ทัพ ถูกทำอย่างกับของเล่น ถูกหลอกให้รัก แค่หมากในเกมส์ รักเขาทั้งที่ในใจเขามีคนอื่น เหอๆ สงสาร ใครกันแน่ที่ไว้ใจไม่ดี
    #8,981
    1
    • #8981-1 มินมิน (จากตอนที่ 58)
      9 มกราคม 2560 / 11:23
      เห็นด้วยยยยย สถานการณ์ตัวเองก็ไม่ใช่จะดี ไม่ควรเปิดโอกาสแบบนี้

      โกหกไปก่อนก็ได้ ส่วนใจตัวเองยังไม่รู้ก็ค่อยๆดูไป
      #8981-1
  21. #8979 ปาท่องโก๋ใบเตย (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 22:00
    ง่า ตอนนี้ยกให้นางเลย อาฉู่

    ชอบองค์ชายนะ แต่ถ้าเลือก คงอยู่กับท่านแม่ทัพ รู้สึกถึงความมั่นคง หนักแน่น อบอุ่น
    #8,979
    0
  22. #8978 Lugchit (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 21:46
    ร้านจริง สร้างเรื่องทิ้งไว้อีก
    #8,978
    0
  23. #8977 pimsinee (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 21:41
    เห้ย เต่า เต่าน้อยลูกเอ๋ย สู้นะลูก ซงซานเหลือเกิน ถึงแม้เธอจะหล่อ และขี้หึงเกินไป55555555
    #8,977
    0
  24. #8976 mimiza *-* (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 21:32
    ชูป้ายไฟองค์ชายเจ็ด~~~
    #8,976
    0
  25. #8975 ขวัญ (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 21:09
    เปลี่ยนใจมาเชียร์องค์ชายเจ็ดได้มะ 555 คู่ต่อสู้สมน้ำสมเนื้อหน่อย นายเอกเราจะได้ดูมีค่าไม่หลงพระเอกหัวปักหัวปำ
    #8,975
    0