นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

แด่ตัวผมที่เป็นดั่งนกพิราบ

โดย Raliciel

มีทฤษฎีหนึ่งของสเรอดิงเงอร์ที่พูดถึงแมวตัวหนึ่งที่อยู่ในกล่องทึบ เราจะไม่รู้ชะตากรรมของแมวในกล่องทึบนั้นได้ ดังนั้นเมื่อเปิดกล่องออกมาจะมีความเป็นไปได้อยู่ 2 แบบ: แมวตัวนั้นมีชีวิต และแมวตัวนั้นตาย

ยอดวิวรวม

72

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


72

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  21 ส.ค. 61 / 20:29 น.
นิยาย Ǽ繴觹Һ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


เนื้อเรื่อง อัปเดต 21 ส.ค. 61 / 20:29


มีทฤษฎีหนึ่งของสเรอดิงเงอร์ที่พูดถึงแมวตัวหนึ่งที่อยู่ในกล่องทึบ เราจะไม่รู้ชะตากรรมของแมวในกล่องทึบนั้นได้ ดังนั้นเมื่อเปิดกล่องออกมาจะมีความเป็นไปได้อยู่ 2 แบบ: แมวตัวนั้นมีชีวิต และแมวตัวนั้นตาย สองความเป็นไปได้ที่ขัดแย้งกันแยกออกมาเป็นสองโลกที่ไม่มีวันเจอกัน เหมือนเส้นขนานที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ


เราเรียกโลกคู่นั้นว่า “โลกคู่ขนาน”


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



เสียงพลิกกระดาษดังเป็นทำนองที่คล้อยตามกับเพลงที่เปิดในร้าน ตัวผมที่นั่งจิบกาแฟอ่านนิตยสาร “Times” พลางๆ ไปเพื่อฆ่าเวลา ก่อนจะหยุดสายตามองไปรอบๆเพราะบทความที่เข้าใจยากในนิตยสาร


ผมสะดุดกับนกคู่หนึ่งที่อยู่นอกหน้าต่าง พวกมันเป็นนกพิราบสีขาว จงอยปากสีเหลืองแหลมมน นกทั้งคู่เหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่อีกตัวหนึ่งโปร่งใสจนมองทะลุได้ นกที่ไม่โปร่งใสกำลังหันไปทางขวาส่วนนกอีกตัวกำลังเดินไปทางซ้าย


เหมือนกับทุกคนที่อยู่ในร้านคาเฟ่ ต่างคนต่างมี “เงา” จางๆพวกนั้น ทำกิจกรรมที่ต่างจาก “ตัวจริง”

แล้วผมเดาได้ว่าทุกคน... ไม่สิ เกือบทุกคนยกเว้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเงาตามตัว


ผมเริ่มมองเห็นเงาตั้งแต่ที่ถูกรถชนในโรงเรียนมัธยม ครั้งแรกที่เจอมันไม่ค่อยน่าประทับใจนัก ถ้าเทียบเงา  พวกนี้ได้ก็คงเหมือนกับผีเขาเห็นกันในรายการทีวี แต่ผีมองเห็นเฉพาะตอนกลางคืน และผมมองเห็นมัน ทุกเวลา


ผมเก็บเรื่องนี้เงียบไว้ไม่บอกใคร เพราะถึงบอกไปก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี ครั้งล่าสุดที่ผมบอกเรื่องนี้กับคนอื่นเขาล้อเลียนสนุกปากจนผมเผลอไปชกหน้าเข้า


“เหม่ออะไรอยู่?”

ระหว่างที่คิดเรื่อยเปื่อยอยู่ก็รู้สึกเจ็บหลังเหมือนมีคนตบแรงๆ

ชายตัวเล็กตาสีเขียวเข้มที่ตบหลังผมคือพี่สินสโรชญ์ เป็นรุ่นพี่ลูกครึ่งไทยครึ่งอิตาลี่ที่เพิ่งจบรัฐศาสตร์ที่มหาลัยเดียวกับผม


เงาของพี่สินยืนอยู่ข้างๆ ไขว้มือไว้ข้างหลังแทนการกอดอก


“ผมแค่คิดเรื่อยเปื่อยเหมือนปกตินั่นแหล่ะครับ” ผมวางนิตยสารข้างๆ แก้วกาแฟระหว่างที่รุ่นพี่ปีนขึ้นเก้าอี้มานั่งข้างๆ เขาขานเออๆ ออๆ ตามคำพูดของผมและกวาดสายตาอ่านเนื้อหาในบทความ


“‘แมวของสเรอดิงเงอร์’ ‘โลกคู่ขนาน’ สนใจเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ?” พี่สินเท้าคางในขณะที่เงานั่งเท้าโต๊ะ     ภาพทั้งสองซ้อนทับกัน ขาสี่ขาห้อยลงมา ลำตัวสองลำแยกห่างเหมือนคริสตัลตกผลึก เห็นทีก็แอบทำขนลุกขนพองอยู่ “พี่ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่หรอก แต่เคยอ่านอยู่”

“ผมแค่เบื่อๆ เลยหยิบมาอ่าน” ผมจิบกาแฟลดความประหม่าจากการโกหก

“เห... เอาเถอะ ห้องที่ไม่มีหนังสือมันก็เหมือนกับร่างที่ไร้วิญญาณนั่นแหล่ะ อ่านๆมันก็ดีแล้ว”


พี่สินมองออกไปนอกหน้าต่างจุดเดียวกับที่ผมเห็นนกพิราบนั่น แต่จุดที่นกพิราบยืนอยู่มันถูกแทนที่ด้วยรอยของเหลวสีแดงแทน


“น่าสงสารจังนะ ถูกแมวคาบไปซะแล้วล่ะ”


ผมมองดวงตาสีมรกตสองคู่ที่สะท้อนกับแสงสว่างจนเป็นประกาย รู้สึกตัวอีกทีแก้วกาแฟที่กำลังถือก็ว่างเปล่าเสียแล้ว


ผมเดินออกจากร้านหลังจากที่พนักงานทำลาเต้หวานน้อยให้พี่สินเสร็จ ผมเรียนป.ตรีปีสุดท้ายและพี่สินทำงานอยู่ใกล้ๆมหาลัยพอ ดังนั้นผมจึงต้องรอรุ่นพี่ทุกเย็นเพื่อจะกลับเข้าหอที่เราพัก อีกนัยหนึ่ง ผมไม่อยากให้พี่เขากลับคนเดียวเท่าไหร่ เพราะเงาของพี่สินมันชัดเจนกว่าปกติมากจนน่าเป็นห่วง


ผมไม่อยากให้สิ่งที่ผมคิดไว้เกิดกับรุ่นพี่คนนี้เลย


พี่สินโยนแก้วพลาสติกที่ไม่มีลาเต้หวานน้อยลงขยะระหว่างที่รอไฟแดงเพื่อเดินข้ามทางม้าลาย เขาเท้าเอวยืนข้างขวาของผม มองเสียนานกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังจ้องเงาของพี่สินไม่ใช่ตัวจริงของพี่สินที่ยืนเท้าเอวอยู่ข้างซ้ายเหมือนกระจกสะท้อน ทุกคนเดินขวักไขว่ทะลุเงานั้นเหมือนมันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก ผมที่รู้ว่าถึงเวลาแล้วเดินไปอีกฟากหนึ่งของถนนตามทิศทางของคนส่วนมากจนลืมไปว่ารุ่นพี่คนหนึ่งยังไม่เดินข้ามมา เขากำลังเหม่อลอยมองถนนหนทางอยู่


ผมตะโกนขานชื่อเขา พี่สินทั้งคู่หันมาและเดินข้ามตามเสียงตะโกน ทั้งคู่เดินพร้อมกัน ไม่ใช่แค่จังหวะแต่เป็นวิธีการเดิน ก้าวขวาเหยียบเส้นสีขาว ก้าวซ้ายข้ามช่องว่างสีดำ เงาของพี่สินเดินมาทางซ้าย ตัวจริงเดินมาทางขวา และ...





...ซ้อนทับกันสนิท



ผมกลืนความกลัวลงพร้อมกับไฟจราจรสีเขียว


ร่างตรงหน้าลอยออกไปไกลห่าง

ทิ้งรอยเลือดไว้เป็นทาง

ตรงหน้ามีแต่สีแดง

เสียงรถเหยียบเบรคดังขึ้น


เร็วมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก

ทุกอย่างวุ่นวาย

ทุกอย่างมืดสนิท


ผมขยับไม่ได้


ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่


จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีคนสะกิด

พี่สินสะกิดผม



ผมไม่ได้ตีความในสิ่งที่เขาพูด แค่ดึงแขนของเขาเข้ามา ลูบจับให้รู้ว่ายังมีอยู่

ใช่ พี่เขายังอยู่ พี่สินยังไม่ตาย


ร่างที่อยู่บนถนนหายไป ทุกคนเดินขวักไขว่ไปมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


ร่างที่โอบไว้สะบัดตัวออกจากผมก่อนแล้วจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเอง ผมเพิ่งสังเกตว่าคนรอบๆเริ่มมองเราแปลกๆ หน้าของผมชาจากสายตาของคนรอบๆ จึงถอยห่างจากรุ่นพี่ทันที “ขอโทษพี่!!”


พี่สินโบกมือหนีแล้วส่ายหน้า ที่แขนขวาของเขามีรอยจ้ำรูปมือสีแดง


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สถานการณ์อึดอัดด้วยความว่างเปล่า ไม่มีการพูดคุย มีแต่ความรู้สึกกดดันจากการไม่ได้อธิบาย ผมรู้ว่าพี่สินกำลังโกรธ เขากำลังโกรธ ลำพังก็อยากห่างจากผมจะแย่อยู่แล้ว

ผมรู้ว่ามันคืออะไร หากอธิบายตามทฤษฏีอะตอมที่สเรอดิงเงอร์อธิบายไว้ว่าในสภาวะหนึ่ง อนุภาคระดับเล็กจะมีสภาวะหนึ่งที่คงอยู่ตรงนั้นและไม่คงอยู่ เหตุการณ์นั้นเป็นจุดแยกที่ทำให้เกิดโลกคู่ขนานที่แตกต่างจากเรา คำถามต่อมาคือหากโลกคู่ขนานมีเหตุการณ์ที่เกิดเหตุการณ์เหมือนและพร้อมสองโลกล่ะ?

เหมือนรถสองคันที่แล่นอยู่บนถนน ถ้ามันขับมาที่เลนหนึ่งเลนตรงตำแหน่งเดียวกัน รถสองคันจะชน


ผมที่มองเห็นสองโลกได้ในระดับใหญ่กว่าอะตอมแค่ปกป้องพี่สินจากการถูกชนจนพังเท่านั้นเอง


หนึ่งชั่วโมงผ่านไปที่เราถึงหอพัก ไม่มีใครเริ่มบทสนทนาแม้เราจะถึงห้องนอนในหอพักแล้วก็ตาม ความเงียบกับเสียงเครื่องปรับอากาศอยู่เสียนานจนมีรุ่นพี่คนที่ใส่แว่นกรองแสงทำลายมัน


“เครียดอะไรรึเปล่า?” ดวงตาสีมรกตมองผมผ่านเลนน์ที่ถูกแสงแล้วเปลี่ยนเป็นสีหม่น

“ไม่ครับ…”

“แกชอบเก็บเรื่องไว้คนเดียว พี่ไม่เชื่อหรอกนะว่าแกไม่ได้เครียดหน่ะ”

“ไม่มีอะไรจริงๆครับ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ


เสียงเครื่องปรับอากาศและความคิดพุ้งซ่านถูกขัดจังหวะอีกครั้งด้วยเสียงเก้าอี้ลากตามพื้นไม้แล้วมาหยุดข้างหน้าผม พี่สินที่กำลังดูดนมรสหวานในกล่องแล้วนั่งพิงที่พักไหล่ ทิ้งระยะจากเงาไว้ไม่ห่าง


“พี่ขอคุยกับแกหน่อยสิ”

ผมพยักหน้าตกลง แล้วหันตัวไปทางคู่สนทนาที่กำลังนั่งท้าวคางกับที่พักไหล่

“ช่วงนี้อย่าเพิ่ง... ช่วงนี้ไม่ต้องรอพี่ตอนเย็นได้มั้ย”


หัวของผมว่างสนิท


“ทำไมครับพี่...” น้ำเสียงของผมสั่นยิ่งกว่าเก่า

“ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยว่างหน่ะ อาจจะกลับดึกหน่อย”

“งั้นเดี๋ยวผมไปรอบรับพี่ที่ร้านเอ-”

“แกจะให้พี่รอห้านาทีแล้วทักแบบรอบที่แล้วอีกหรอ?”

พี่สินมองผมตาขวางเหมือนกำลังดุทางสายตา เขาไม่ได้ยิ้มแต่อย่างใด ผมรู้เลยว่าพี่เขากำลังโกรธ


ครั้งที่แล้วพี่สินกลับช้า ผมเลยไปรอที่หน้าร้าน บังเอิญเงาของพี่เขาก็กำลังจะซ้อนกับร่างจริงพอที ผมจึงบอกให้พี่เขารอห้านาทีแล้วค่อยทัก แล้วทุกคนในร้านก็หัวเราะ


“พี่ขอล่ะ... มันหลายทีแล้ว” พี่สินลากเก้าอี้กลับไปหน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม เขาไม่พูดกับผมอีก ไม่พูดอีกแล้ว เขาเกลียดผม กลัวผม อยากออกห่างจากผม...


ใช่ หลายทีแล้ว ผมไม่แปลกใจเลยที่พี่สินจะรังเกียจผม


ความทรงจำในวันที่เปิดตาหลังการผ่าตัดสมัยมัธยมนั้นผมจำได้แม่น ภาพหน้าของแม่ที่มีตาสองคู่และปากขมิบผิดที่ยังทำผมหลอนไม่หาย ตอนนั้นผมกลัวจนไปไล่บนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ผมเลิกเห็นมัน

สิ่งที่ผมได้รับจากพวกท่านคือแม่หลายคนที่ซ้อนกันสนิทเป็นคนคนเดียว วินาทีนั้นใจชื้นที่คำขอเป็นจริง แต่วินาทีต่อจากนั้นแม่ของผมเสียชีวิตด้วยอาการหลอดเลือดในสมองแตก


ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็ระแวงเงามาตลอด ผมพยายามหลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ที่เงานั่นจะซ้อนกับตัวจริงเพราะผมกลัวผมจะเสียคนที่ผมรักไปอีก กลับกลายเป็นว่าพฤติกรรมนั้นค่อยๆทำให้พวกเขาหมดความเชื่อใจจากผมทีละคน ทีละคน


...รวมทั้งพี่สินด้วย


บางทีผมก็อยากโบยบินออกไป เหมือนนกพิราบที่ไม่จมปลักอยู่ที่พื้นดิน


เช้ารุ่งขึ้นผมออกไปเรียนที่มหาลัยเหมือนเดิม หัวของผมรับอะไรไม่ค่อยติดเพราะมัวแต่คิดเรื่องเมื่อวานจนไม่ได้นอน ความกลัวที่จะเสียรุ่นพี่คนนั้นไปแล้วเหลือแค่ตัวคนเดียวเปลี่ยนเป็นความโกรธให้ตัวเอง ทำไมกันนะ… แค่อธิบายพี่เขาไปก็จบแล้วนี่ กับ ถ้าอยากให้ออกไปนักก็เอาเลย! ไม่มีเรามันจะดีแค่ไหนเชียว


ผมเดินผ่านร้านคาเฟ่ประจำ มองดูคนในร้านที่ขวักไขว่ไปในเงา ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส พี่สินที่เคาน์เตอร์คุยกับลูกค้าอย่างมีความสุข รอยยิ้มนั้นกว้างกว่าที่พี่เขาให้ผมอีก

ผมไม่ได้เข้าร้าน กลับกันผมเดินผมหลบสายตารุ่นพี่ที่มองผมอย่างเกลียดชัง ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยผมอยู่เนื่องๆ คืนวันนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยกันด้วย


วันต่อมาก็เป็นเหมือนเดิม

เหมือนกับวันต่อจากนั้น

และเป็นเหมือนเดิม เป็นเหมือนเดิม


รอยยิ้มของพี่สินมีกับลูกค้าในร้าน แต่พอเขาอยู่กับผมกลับไม่มีรอยยิ้มนั้นให้ เหมือนเดิม

เหมือนเดิมจนความซ้ำรอยนั้นทิ่มแทงให้น้ำตาล้นเบ้า


บางวันผมก็ได้ยินเสียงเงาของพี่สินหัวเราะให้กับความโง่ของผม บางวันก็ของคนอื่น หลายวันที่เป็นของทุกคน


คืนนี้ผมตัดสินใจไม่กลับห้องพักของตัวเองแต่ตรงไปที่ร้านเหล้าแทน ผมสั่งไวน์องุ่นซึ่งเป็นน้ำที่ฤทธิ์เมาเบาที่สุดในร้าน มองเงาของตัวเองที่สะท้อนจากผิวของเหลวสีลูกหว้าในแก้ว จิบไปหนึ่งครั้งให้รู้รสของมัน

พี่สินชอบล้อผมว่าเป็นพวกคออ่อน แค่น้ำมะเขือเทศยังเมาได้


อา… พี่สินอีกแล้ว


ดื่มเข้าไปอีกอึกหนึ่งสำหรับลิ้มลองลืมความทุกข์ ซึ่งผมไม่สามารถปล่อยวางได้

หรือผมควรจะหยุดอยู่ตรงนี้แล้วหนีจากความจริงไปนะ...

ผมเงยหน้าขึ้นมาจากแก้วน้ำ พลันเห็นพนักงานที่บาร์แยกเป็นสอง... ไม่สิ สี่รวมทั้งเงาของเขาด้วย แต่ผมไม่ใส่ใจกับมัน ยังดื่มเข้าไปเพิ่มอีกอึกสำหรับอีกหลายคนที่ทิ้งผมไป อึกที่สี่ อึกที่ห้า อึกต่อมา...


จู่ๆผมมองเห็นเงาหลายสิบตน มันเป็นเงาของผม รายล้อมอยู่ที่ผม หัวเราะร่อใส่ผม

พวกมันพากันให้ลุกออกจากเก้าอี้ เดินออกไปที่ทางเดินฟุตบาท  ออกจากตรงนั้น ที่ไฟจราจรสีเขียว ที่ไฟหน้า สีขาวใกล้เข้ามา มันสว่างจ้าจนแสงแยงตา


แปลกที่ผมไม่ต่อต้าน แต่กลับเดินเข้าไปหาแสงนั้นแทน


แล้วทุกอย่างก็บินเหมือนนกพิราบตัวนั้น


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



สวัสดีค่ะ เราเป็นสมาชิกใหม่ที่ไม่เคยใช้เด็กดีมาก่อนในชีวิตเลยจริงๆ ;;3;; ขอแนะนำตัวไว้ก่อนว่าเราเป็นสายวาดรูปค่ะ เรื่องแต่งเรื่องสั้นพวกนี้ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ (ฮา) ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเอาเรื่องสั้นลงเด็กดี และครั้งแรกที่โพสต์นิยายของเราลงอินเตอร์เน็ตด้วย

สำหรับคนที่หลงเข้ามาอ่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องสั่นทางวิทยาศาสตร์ที่เราแต่งส่งเนื่องในวิชาการเขียนค่ะ แต่ว่าเราดันถูกใจพล็อตเรื่องซะงั้น ก็เลยตัดสินใจโพสต์ลงเด็กดีให้คนอื่นได้อ่านค่ะ ถ้ามีข้อผิดพลาดหรือจะติชมอะไรเราก็คอมเม้นมาได้นะคะ ถ้ามีคนชอบมากๆ เราจะแต่งเป็นนิยายตอนๆ ถ้ามีโอกาศค่ะ

-- Raliciel

ปล1. เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากทฤษฏีแมวของสเรอดิงเงอร์ โลกคู่ขนานและดอปเปลเกงเกอร์ (Doppelganger) ค่ะ
ปล2. ชื่อ "สินสโรญช์" เราได้แรงบันดาลใจมาจากชื่อ "ซิเซโร่" (Cicero) ค่ะ บางคนอาจจะคุ้นมาจากชื่อนักการเมืองชาวกรีกที่ชื่อ Marcus Tullius Cicero เจ้าของประโยค A room without a book is a body without a soul. (แต่ความจริงเราเอามาจากตัวละครหลักของเกม Masquerada)
ปล3. ทำไมเด็กดีไม่มีฟ้อน TH saraban อ่ะ ;-;

ผลงานอื่นๆ ของ Raliciel

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 สิงหาคม 2561 / 21:42

    เนื้อเรื่องสนุกมากเลยค่ะ วลีดีมาก~ อ่านเเล้วคล้อยตามสุดๆ~

    #1
    0