โลกใบนี้ที่ผันแปร...และตัวผมที่เปลี่ยนไป? ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่นะ?

ตอนที่ 1 : อา...ชักมีอารมณ์แฮะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    14 ต.ค. 63

(ให้ตาย...เป็นท้องฟ้าที่แสบตาซะจริง)

ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆดำ...อากาศปลอดโปรงที่ชวนให้อยากสูดหายใจด้วยแรงจากปอดทั้งหมดที่มีของตัวเอง สั้นๆเลยคือเป็นวันที่อากาศดี

 ’ผม’มองท้องฟ้าโดยพยายามทำให้หัวของตัวเองโล่งที่สุด

อืม...จะว่ายังไงดี มันก็ไม่อะไรหรอก...แค่อย่างน้อยๆมันก็จำเป็นสำหรับ‘สถาณการณ์’นี้

“ฮา~”

ผมสูดหายใจเข้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี โดยคาดหวังว่าร่างกายของตัวเองจะได้อากาศบริสุทธิ์บ้าง

 ทั้งอย่างนั้นแล้วหัวของผมมันก็ยังไม่รู้สึกโล่งปลอดโปร่งอย่างที่หวังเอาไว้

บ้าจริง...ต้องเป็นเพราะไอ้’โซ่’ที่รัดคอผมอยู่นี่แน่ๆ ‘ออกซิเจน’เลยไม่ไหลไปเลี้ยงสมอง

“มีอะไรจะสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้ายก่อนไปโลกหน้ามั้ยคะ?”

หญิงสาวผมสีทองผู้เป็นตัวการของ‘สถาณการณ์’เอ่ยถามผม คือ...จะว่ายังไงดีล่ะ ถึงคำถามจะธรรมดาก็เถอะ แต่ช่วยใส่ความจริงใจหน่อยไม่ได้หรือไง?

 พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆแบบนั้นมันขาดรสชาติยังไงก็ไม่รู้อ่ะ... 

ผมก็อยากจะตบมุกกลับไปทำนองว่า‘ช่วยทำให้มันจริงใจหน่อยสิฟะ!’อยู่หรอก แต่คนตรงหน้าดันบอกว่าครั้งสุดท้ายเนี่ยสิ...

“นั่นสินะ งั้นผมขอคำถามเดียวละกัน”

“ค่ะ”

อา...พอเรียบเรียงความคิดได้ก็เข้าใจเลยว่าทำไมอากาศถึงไม่ไปเลี้ยงสมองเลยสักกะนิด เหตุผลไม่ใช่‘โซ่มิติ’ประหลาดที่รัดมือเท้าและลำคอของผมเลย—แต่เป็นสถาณที่

ก็แหม...สภาพแวดล้อมโดยรอบดันเป็นซอยอับตามอาคารบ้านเรือน แถมรอบๆเองก็มีแต่ฝุ่นแล้วก็ขยะ

แถมตัวโซ่มันไม่ได้รัดแน่นขนาดนั้น...จริงอยู่ว่าขยับไม่ได้ แต่ไม่ถึงขั้นหายใจไม่ออก

เออ..ช่างมันเถอะ

คิดมากไปก็ปวดขมับ สู้ถามเรื่องที่คาใจเลยจะเข้าท่ากว่า

“เรื่องที่ผมอยากจะถามน่ะ...”

‘โซ่’ที่รัดตามร่างกาย...ใบหน้าและน้ำเสียงที่เย็นชาดุจน้ำแข็งแดนหิมะ ด้วยปัจเจกหลายๆอย่างจากตัวเธอทำให้ผมมั่นใจว่าเธอต้องใช่แน่ๆ...

แต่เพื่อความแน่ใจยังไงก็ต้องถาม

“เธอน่ะ...”

ผมพยายามเค้นคำศัพท์ที่มั่นใจว่าเธอจะต้องเข้าใจออกมาจากความทรงจำ...เป็นคำที่ไม่ว่าวัยรุ่นคนไหนในยุคนี้ฟังก็ต้องเข้าใจ

มันเป็นคำและแนวที่ฮ๊อตฮิตชนิดที่ว่าดึงดูดผู้คนซึ่งพยายามมองหาความดิบเถื่อนและความไร้เหตุผล...

ราวกับออกมาจากหนังของชายผู้พยายามแก้แค้นคนที่มาฆ่าหมาของเขา

ใช่แล้ว...คำๆนั้นแหละ!

“เธอน่ะ...เป็นพวกซาดิสต์สินะ”

“ห๊ะ?”

“ฮู้ยยยยยย! ในที่สุดก็ได้ถามออกไปสักที แหมๆ ชอบอะไรแบบนี้ก็บอกกันแต่แรกสิ”

“มันจะไปใช่ได้ยังไงละยะ!”

ตบได้สวยมาก...จังหวะ สีหน้า ท่าทางอันสมจริง บอกตามตรงว่าเธอคนนี้โคตรจะมีพรสวรรค์

“ฉันมาฆ่านายย่ะ! ฆ่าน่ะ!”

“โฮ...มีอารมณ์ถึงขนาดจะเอาชีวิตกันเลยรึ? แบบนี้ฉันก็ลำบากแย่สิ พรุ่งนี้มีเรียนช่วงเช้าด้วย”

“คิดว่าฉันจะเขวด้วยการบ่ายเบี่ยงไร้สาระนั่นหรือไง!”

แล้วเธอก็เรียกดาบสีทองออกมาจ่อที่คอของผม อืม...นอกจากมีพรสวรรค์ด้านการตบมุกแล้ว ยังมีพรสวรรค์ในการใช้‘เวทย์มนตร์’อีก

ไม่ธรรมดาแล้ว ผมละทึ่งเลย...

“นี่เธอ...มีอารมณ์ถึงขนาดนั้นเลยหรือ จะเล่นซาดิสต์กันอย่างน้อยก็ต้องเกรงใจสถาณที่กันบ้างสิ อย่างน้อยๆก็ช่วยรอให้ถึงโรงแรมก่อนเซ่...”

“หาา!? มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงล่ะยะ!”

หญิงสาวผมสีทองตอบกลับด้วยใบหน้าที่แดงแปร๊ดด นี่ทนไม่ไหวจริงๆเรอะ?

“อีกอย่างนะ...ฉัน17นาย16 อายุแค่นี้จะไปเข้าโรงแรมได้ยังไง!”

“บะ บ้าน่า...16แล้วยังไม่เป็นผู้ใหญ่อีกเหรอ อย่างงี้นี่เอง...มิน่าล่ะถึงต้องมาทำข้างนอก”

“ไม่ใช่แล้ว! มันไม่ใช่แล้วย่ะ!“

ให้ตายเถอะน่า...เวลาเปลี่ยนสามัญสำนึกก็เปลี่ยน นี่ผมลืมเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไงกัน? 

เอาเถอะ...ก่อนอื่นเลยคือตอนนี้ผมมีเรื่องที่ต้องสะสาง เหมือนว่าความเห็นของผมและอีกฝ่ายจะไม่ตรงกัน

“เฮ้อ...มันจะไม่ใช่ได้ยังไงเล่า”

“หา?ฉันว่าสมองนายต้องมีอะไรผิดเพี้ยนแน่ๆ”

“ไม่อ่ะ สมองฉันก็ปกติดี เธอมากกว่าละมั้งที่แปลก บอกว่าจะฆ่าฉันแท้ๆแต่เตรียมตัวมาซะพร้อมเชียว”

“ฉันไม่เข้าใจว่านายอยากจะสื่ออะไรกันแน่?”

เหมือนฝ่ายนู้นจะยังไม่เข้าใจแฮะ ทึ่มนิดหน่อยนะเนี่ย

ผมรู้สึกรำคาญนิดหน่อยที่ต้องมาเล่นเกมจับผิดแบบนี้ แต่ถ้าอีกฝ่ายว่าไงผมก็ว่าตามนั้น

“ก็ถ้าเธอไม่ได้มีอารมณ์จริงแล้วไหงถึงได้แต่งตัวแบบนั้นล่ะ? ฉันจำได้ว่า‘โรงเรียนอัศวิน’เขาเคร่งเรื่องกฎระเบียบเป็นพิเศษนี่”

“อึก...”

ใช่แล้วล่ะ เธอคนนี้เป็นผู้มาจาก‘โรงเรียนอัศวิน’ สถาณที่ของ‘อัจฉริยะเพื่ออัจฉริยะ’

นอกจากจะเคร่งกฎระเบียบแล้วยังเคร่งในเรื่องขนบธรรมเนียมอีก...อย่างน้อยๆการติดต่อกับคนภายนอกก็ถือว่า‘ผิดกฎ”

อีกอย่างคือสภาพของเธอคนนี้น่ะมันเลยคำว่าผิดกฎไปมากแล้ว

“ปลดกระดุมเม็ดบน ไม่ผูกเน็คไท เสื้อผ้าหลุดลุ่ย แถมยังแต่งหน้าและพับกระโปงขึ้นอีก ดูยังไงก็มีอารมณ์เห็นๆ”

“รู้ดีจังนะ”

“ก็นะ อย่างน้อยๆพี่สาวของฉันก็เรียนอยู่นั่น”

ผมฟังพี่สาวของตัวเองบ่นมาไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้ว...เห็นบอกว่าแค่คอเสื้อยับนิดหน่อยก็โดนสั่งให้วิ่งรอบสนามร่วมสิบรอบได้

“หึ ฉันขอยอมรับละกันว่าฉันมีอารมณ์”

“เฮ้ๆ ป่านนี้แล้วเพิ่งจะ—”

“ที่จะฆ่านายยังไงล่ะ”

“อย่างน้อยๆก็ช่วยฟังคนอื่นพูดจนจบหน่อยเถอะ”

“ฉันฟังนายพล่ามมาพอแล้ว”

ก็นะ...ความจริงผมก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเธอคนนี้มีจุดประสงค์อะไร แต่พอได้มาเห็นอะไรเด็กๆแบบการ‘ล้างแค้น’แล้ว...ไม่รู้ทำไมผมถึงมีอารมณ์อยากกลั่นแกล้งขึ้นมาซะอย่างงั้น

{พรึบ!}

แล้วหญิงสาวก็‘สยาย’บางสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสมควรจะมีมันออกมาถึงสองข้าง

“เห...เป็นปีกที่สวยดีจังนะ สำหรับ‘เทวทูต’ที่อายุยังน้อยแล้วคงต้องขอชม”

“แกเองก็จองหองราวกับหลุดออกมาจากหนังสือภาพเลยนะ...ทั้งๆที่ตอนนี้เป็นแค่มนุษย์แท้ๆ”

อา...นานแค่ไหนแล้วนะที่เผ่าพันธุ์น่าชิงชังนี่หายไปจากโลกนี้ จำได้ลางๆว่าครั้งสุดท้ายที่เจอคือเมื่อ1000ปีก่อน

“จงไปเสียใจต่อในนรกซะ ‘จอมมาร’!”

หญิงสาวเผ่า‘เทวทูต’ประกาศกร้าวพร้อมกับแทงดาบมาที่หัวใจของผม 

แล้วต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อน่ะหรือ?

เรื่องนั้นคงต้องขอให้ตัวผม ณ อีกช่วงเวลาเล่าย้อนความกันสักหน่อย ซึ่งก็ไม่ยาวมากนักหรอก

อย่างน้อยๆตอนนี้ก็ขอให้ผมได้แนะนำตัวสักหน่อย

ชื่อของผมคือเรน...ผู้ที่ได้รับโอกาสที่สาม ใช่ พวกคุณเข้าใจไม่ผิดหรอก...

ว่าตัวผมน่ะ...ได้เกิดใหม่เป็น‘หนที่สอง’

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น