คัดลอกลิงก์เเล้ว

เหมยฮวา บุปผาลายมังกร ตอนพิเศษ

หลังจากแต่งงานเป็นพระชายาของท่านอ๋องจินตี้แม่ทัพใหญ่แห่งวังหลวง เพ่ยฉีหรือที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเหมยฮวาแล้ว ยังต้องเผชิญเรื่องราวอะไรเพิ่มขึ้นอีก

ยอดวิวรวม

19,335

ยอดวิวเดือนนี้

138

ยอดวิวรวม


19,335

ความคิดเห็น


53

คนติดตาม


393
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 3
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 มิ.ย. 57 / 23:29 น.
นิยาย ػѧ ͹ เหมยฮวา บุปผาลายมังกร ตอนพิเศษ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

หนี่ฮ่าวววว!!

แฟนๆของเพ่ยฉีสบายดีกันมั้ยเจ้าคะ

หลังจากที่เหมยฮวา บุปผาลายมังกรจบไป

ไรท์เตอร์ก็เพิ่งจะได้โอกาสมาเสริมต่อตอนพิเศษนี้แล

หวงัว่าทุกคนคงจะยังอยากติดตามกันอยู่นะ//แอบหวั่น

ฉะนั้นอย่าให้เสียเวลา ไปติดตามกันดีกว่าค่ะ 

ว่าชีวิตหลังแต่งงานของพระชายาเหมยฮวานั้นจะเป็นเช่นกันบ้าง!!


ส่วนใครที่เห็นบทความนี้แล้วยังไม่ได้อ่านตอนต้นก็ติดตามกันได้ จิ้มๆข้างล่างเลยจ้า





 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 มิ.ย. 57 / 23:29


 

 

 

ตอนพิเศษ

 

            “...เรื่องนี้ห้ามให้เหมยฮวารู้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นหากนางสอดมือเข้ามายุ่งอาจเป็นอันตราย”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูพูดขึ้นภายในห้องที่มืดสนิทที่มีเพียงแสงเทียนเล่มเดียวเท่านั้นที่ให้ความสว่าง นอกจากเจ้าของเสียงแล้วยังปรากฏเป็นร่างบุรุษสูงใหญ่กำยำอีกสามคนนั่งล้อมวงพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แม้แสงอันน้อยนิดจะทำให้มองได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ยังสังเกตเห็นใบหน้าคมคายสง่างามมีแววอิดโรย รูปร่างสูงใหญ่ผึ่งผายสูบผอมลงเล็กน้อย

เหมยฮวาที่ตื่นขึ้นมากลางดึกพบว่าผู้เป็นสามีไม่ได้นอนหลับอยู่ข้างกายก็นึกสงสัยจึงออกตามหาจนกระทั่งมาถึงเรือนไม้หลังเล็กที่ไม่ได้ใช้งานมีไฟสลัวให้เห็นก็มาทันได้ยินบทสนทนาเมื่อครู่ นางซึ่งแอบดูอยู่ที่รอยแง้มตรงหน้าต่างได้ยินเข้าคิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากันมุ่น

เรื่องอะไรกันนะ สำคัญและอันตรายมากถึงขนาดที่เรารู้ไม่ได้เลยเชียวหรือ?

ขณะที่กำลังคิดสงสัยสายตาก็ยังคงจับจ้องเข้าไปที่ด้านใน เฝ้ามองใบหน้าของท่านอ๋องจินตี้ผู้เป็นสามีแล้วความรู้สึกเป็นห่วงก็เริ่มถาโถม

นับตั้งแต่นางและเขาได้เป็นสามีภรรยากันมานี่ก็ผ่านมา 4-5 เดือนแล้ว แม้ว่าในช่วงแรกก็เป็นอย่างเช่นคู่ข้าวใหม่ปลามันสีหน้าเปี่ยมสุขดวงตาหวานซึ้งแต่มาระยะหลังๆนี้กลับกลายเป็นว่าอ๋องจินตี้เริ่มไม่อยากอาหารทานได้น้อยลงทั้งๆที่ปกติหากเป็นฝีมือการเข้าครัวของเหมยฮวาต่อให้ท้องไม่หิวเขาก็จะทานจนหมดทุกครั้ง แล้วยังใบหน้าที่อิดโรยนั่นอีก คงเป็นเพราะเรื่องนี้ที่นางรู้ไม่ได้แน่ๆที่ทำให้ท่านอ๋องเสียสุขภาพได้ถึงขนาดนี้

“นี่ข้าก็ออกมานานแล้วเกรงว่าน้องสาวของพวกเจ้าจะตื่น คงต้องหยุดหารือกันเท่านี้ พวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด” อ๋องจินตี้เอ่ยเสียงเบา

“เข้าใจแล้ว เจ้าก็เช่นกัน ท่าทางดูอ่อนเพลียไม่น้อยต้องพักผ่อนให้มาก” จื่อหวงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเป็นห่วงสหายรัก แม้จะเข้าใจที่ทุกคนต้องมานั่งพูดคุยในเวลาดึกสงัดลึกลับเช่นนี้เป็นเพราะอะไร แต่ก็อดห่วงอีกฝ่ายไม่ได้

อ๋องจินตี้เมื่อได้ฟังก็เพียงพยักหน้าเล็กน้อยและส่งยิ้มให้เท่านั้น นับตั้งแต่แต่งงานเขาก็ย้ายออกมาอยู่ที่จวนแม่ทัพใหญ่ซึ่งฝ่าบาทพระราชทานให้เพื่อเป็นเรือนหอของเขา นอกจากเขาและพระชายาแล้วยังมีจื่อหวง หวังฉี และหลี่เจิงองครักษ์และสหายสนิทตามมาอยู่ด้วย ทั้งเพื่อคุยราชการลับและปกป้องดูแลเขาและพระชายา เมื่อเห็นสีหน้าทั้งสามที่เป็นห่วงเขาอย่างเห็นได้ชัดก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง

ฝ่ามือใหญ่สะบัดออกไปทีหนึ่งแสงเทียนสลัวก็ดับวูบจนถูกความมืดมิดกลืนกินจนทั่ว ร่างทั้งสี่ก็ค่อยทยอยหายไปท่ามกลางความเงียบของรัตติกาล

 

            เสียงเปิดประตูอย่างเบามือ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าและเสื้อผ้าเสียดสีกันดับซวบซาบดังขึ้น เหมยฮวาที่รีบย่องกลับมาก่อนรู้ทันทีว่าท่านอ๋องกลับเข้ามาแล้วจึงรีบหลับตาและผ่อนลมหายใจให้สม่ำเสมอราวกับคนที่หลับสนิทไม่รู้สึกตัว

            อ๋องจินตี้เมื่อเห็นว่าร่างบางบนเตียงยังคงนอนนิ่งก็ค่อยๆถอดเสื้อคลุมออกพาดไว้บนราวแขวนก่อนจะค่อยๆนั่งลงที่ขอบเตียง ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าหวานของอีกฝ่ายนิ่ง นิ้วเรียวแกร่งค่อยๆเกี่ยวปอยผมที่ปรกหน้าภรรยาออกอย่างแผ่วเบา ใบหน้างามอ่อนหวานถูกแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างขับผิวให้นวลเนียนน่ามองมากขึ้น เขาจ้องมองเนิ่นนานราวกับถูกมนต์สะกดจนกระทั่งรู้สึกตัวก็ลอบถอนหายใจแผ่วเบาออกมาแล้วจึงค่อยๆก้มลงจูบบนหน้าผากมนนั้นก่อนจะเอนตัวลงนอน จัดการห่มผ้าให้ภรรยาเรียบร้อยก็รั้งร่างนางเข้ามาซบแนบอกประคองกอดด้วยความทะนุถนอมราวกับสิ่งล้ำค่า เพียงไม่นานเสียงลมหายใจก็สม่ำเสมอนิทราลงด้วยความเหนื่อยอ่อน

            เหมยฮวาที่แกล้งทำเป็นหลับอยู่นั้นรู้สึกใจเต้นโครมครามอยู่ในอก ทั้งหวั่นว่าอีกฝ่ายจะจับได้ว่านางแกล้งหลับอีกเพราะการกระทำที่อ่อนโยนนั้นยังคงทำให้นางเขินอายอยู่ทุกครั้งไป จนเมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับสนิทแล้วดวงตากลมก็เบิกโพลงขึ้นมา ในสมองโลดแล่นใช้ความคิดไม่หยุดนิ่ง กระทั่งตัดสินใจบางสิ่งได้หลังจากนั้นไม่นานและไออุ่นของอ้อมแขนแข็งแกร่งเริ่มทำให้ความง่วงงุนของนางกลับมาอีกครั้งจึงหลับลงในที่สุด

 

            ท่ามกลางความแออัดวุ่นวายบนถนนหนทางในยามกลางวันที่มีแสงแดดสาดส่องอบอุ่น เสียงตะโกนโหวกเหวกของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งสองข้างทางที่ทอดยาวจนสุดถนน ประกอบกับรถม้าวัวเกวียนที่สวนกันไปมาบนถนนหนทางแลดูคึกคัก แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้สายตาแทบทุกคู่ต้องหันมองตามกันอย่างพร้อมเพรียง นั่นคือบุรุษใบหน้าเกลี้ยงเกลารูปงามราวพานอัน*ในชุดผ้าไหมปักลายลงดิ้นเงินหรูหราราคาแพง ในมือถือพัดลวดลายทิวทัศน์วิจิตรของจิตรกรชื่อดังโบกสะบัดไปมา ใบหน้าประดับยิ้มหันสายแลขวาไปรอบๆราวกับกำลังเพลิดเพลิน ทำเอาหญิงสาวกระทั่งแม่ค้ารุ่นใหญ่ทั้งสาวแก่และแม่หม้ายอดจะเอามือขึ้นทาบอกจิตใจหวั่นไหวไม่ได้ คุณชายบ้านใดกันหนอช่างสง่างามถึงเพียงนี้...

            ภายใต้ใบหน้าสนุกสนานตื่นเต้นราวกับคนต่างถิ่นกำลังท่องเที่ยวเดินชมเมืองนั้น สายตาที่มองไปรอบๆทั้งซ้ายขวาของบุรุษรูปงามนั้นแท้จริงแล้วเป็นการสังเกตการณ์หาความผิดปกติอยู่ เหมยฮวาในคราบบุรุษที่ห่างหายไปเนิ่นนานกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ตัดสินใจได้เมื่อคืนนี้ ลองเธอได้สงสัยอะไรแล้วให้ตายอย่างไรก็ต้องรู้ให้ได้ว่าท่านอ๋องกำลังสืบเรื่องอะไรอยู่ แม้จะรู้สึกผิดที่ไม่อาจสนใจความเป็นห่วงของสามีได้ แต่อย่างไรเสียนางก็เพียงแค่อยากรู้เท่านั้น

แค่อยากรู้แต่ไม่ไปเกี่ยวข้อง คงไม่เป็นอันตรายหรอก แต่หากนอกเหนือความคาดหมายก็ค่อยคิดกันอีกทีก็แล้วกันนะท่านพี่

เหมยฮวาคิดอย่างนึกสนุก ใจหนึ่งก็เพียงอยากช่วยเหลือสามีที่ตอนนี้ดูเหน็ดเหนื่อย แต่อีกใจหนึ่ง(ที่มีน้ำหนักมากกว่า)อาจเป็นเพราะตั้งแต่แต่งงานเป็นชายาอ๋องมานางแทบไม่ได้ออกบู๊อย่างที่ถนัดเลยแม้แต่น้อย แบบนี้ร่างกายนางก็ฝืดหมดน่ะสิ!

“พระชายา  เหตุใดท่านถึงต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ อีกทั้งยังไม่นำสาวใช้คอยติดตามหรือคนคุ้มกันมา แล้วยังออกจากจวนมาโดยไม่แจ้งแก่ท่านอ๋องแบบนี้ผู้น้อยเช่นข้าจะลำบากเอานะขอรับ”

เสียงโอดครวญน่าสงสารของจิ่นเฉาดังขึ้นที่ด้านหลัง เขาที่ซึ่งสมัครเข้ามาเป็นนายทหารเมื่อไม่นานมานี้ตั้งแต่ได้พบกับพระชายาก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจคอยเรียกใช้และติดสอยห้อยตามอยู่บ่อยๆ จนบางครั้งในระหว่างฝึกก็จะถูกทำโทษอย่างไม่ทราบสาเหตุ คนสั่งทำโทษเขาน่ะหรือ? จะใครซะอีก ก็ท่านอ๋องจินตี้แม่ทัพใหญ่สามีของนางอย่างไรเล่า ถึงแม้ว่าจะเป็นโทษสถานเบาก็เถอะ ใช่ว่าเขาอยากจะโดนบ่อยๆเสียเมื่อไหร่

แล้วดูเอาเถิด เช้าวันนี้ขณะที่กำลังเฝ้ายามอยู่นั้น จู่ๆก็ถูกลากตัวออกมาแบบนี้ อีกทั้งดูแล้วคงจะไม่ใช่แค่การมาเดินเที่ยวชมตลาดธรรมดาอย่างแน่นอน หากเรื่องนี้ไปถึงหูท่านอ๋องเมื่อไหร่ ไม่แคล้วเขาคงถูกโบยหลังลายหรือไม่ก็ถูกขังคุกมืดอันหนาวเหน็บเป็นแน่แท้

“ไม่เป็นไรหรอกน่าจิ่นเฉา เจ้าก็แค่บอกไปว่าถูกข้าบังคับมา อีกอย่างเจ้ายังมาเป็นคนคุ้มกันให้ข้าอีก แบบนี้แล้วท่านอ๋องคงไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก” เหมยฮวาในร่างบุรุษพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่สายตาก็ยังไม่วายคอยสอดส่องไปทั่วไม่ตกหล่น กระทั่งชนเข้ากับร่างบางที่เดินเลี้ยวมาโดยไม่ทันระวัง

“อุ๊บ/ว้าย!!

            ด้วยแรงกระแทกทำให้ร่างบางซึ่งตัวเล็กกว่าเซถอยหลังจนล้มลง

“แม่นางเป็นอะไรมากหรือไม่ ทางข้าไม่ระวังต้องขออภัยท่านจริงๆ”

            เหมยฮวาถามขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปช่วยพยุงร่างของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน นางก้มหน้าก้มตาปัดเศษฝุ่นและเก็บสร้อยคอที่ออกมานอกสาบเสื้อเพราะแรงกระแทกกลับเข้าไปอย่างมิดชิด เมื่อเรียบร้อยแล้วร่างบางตรงหน้าก็ช้อนตาขึ้นมองตอบจึงได้เห็นเต็มตา ใบหน้างดงามจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตและแววตาที่ใสกระจ่าง จมูกและริมฝีปากบางรับกันเป็นอย่างดีบวกกับเครื่องแต่งกายที่ทั้งเนื้อผ้าและเครื่องประดับล้วนเป็นของสูงค่าทั้งสิ้น ..คงจะเป็นลูกสาวเศรษฐีบ้านไหนละมั้งนะ

“เอ่อ..แม่นาง เจ้าเป็นอะไร บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่?” เหมยฮวาเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองจ้องตัวเองนิ่งก็เกิดสงสัย

“เปล่าๆ ข้าไม่ได้บาดเจ็บอะไร เพียงแค่รู้สึกตกใจเท่านั้น”

ร่างบางเอ่ยตอบพร้อมกับตบหน้าเรียกสติตัวเองเบาๆ จากนั้นจึงมองไปรอบตัว เหมยฮวาเห็นอย่างนั้นจึงมองตามก็พบว่ามีชาวบ้านที่เดินไปมากำลังมองดูคนทั้งคู่อยู่ พอดีกับที่เห็นว่าด้านหลังเป็นโรงเตี๊ยมที่มีคนนั่งอยู่พอสมควร และโต๊ะหนึ่งในนั้นมีทหารที่สนิทกับจื่อหวงนั่งอยู่ด้วยจึงตัดสินใจจะเข้าไปนั่งใกล้ๆเผื่อว่าอาจจะได้รู้เรื่องอะไรบ้าง ไม่รอช้าเหมยฮวาจึงเอ่ยปากชวนร่างบางตรงหน้าที่ยังคงมองซ้ายมองขวาไปรอบตัว

“ข้าว่าเราย้ายที่คุยกันดีหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าที่ตรงนี้จะเป็นจุดสนใจทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดจนเอาไปพูดคุยกันต่างๆนาๆอาจทำให้ท่านเสียหายได้ เอาเป็นว่าข้าขอเชิญท่านเข้าไปดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยมด้านหลังนี้ ถือว่าเป็นการไถ่โทษที่ทำให้ท่านเจ็บตัวก็แล้วกัน”

“อ่ะ...เอ่อ...เรื่องแค่นี้มะ...ไม่ปะ...”

แต่ดูเหมือนว่าร่างบางตรงหน้าจะปฏิเสธคำชวน จนกระทั่ง...

จ๊อก...

เสียงน้ำย่อยในกระเพาะโหยหวนประท้วงเพราะความหิวดังออกมาส่งผลให้เจ้าของร่างเขินอายจนหน้าแดง ส่วนเหมยฮวาก็เพียงยิ้มขันออกมาเล็กน้อย

“สงสัยว่าแม่นางคงจะปฏิเสธข้าไม่ได้เสียแล้ว มาเถิด ข้าขอเปลี่ยนเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อแทนก็แล้วกัน”

ว่าแล้วก็ถือโอกาสคว้าข้อมืออีกฝ่ายเดินเข้าไปด้านใน ส่วนมืออีกข้างก็ยกพัดขึ้นมาปิดบังหน้าส่วนหนึ่งไว้ตามมาด้วยจิ่นเฉาที่มีสีหน้าห่อเหี่ยวระลึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองถูกทำโทษซึ่งคงจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

หลังจากเดินเข้ามาถึงโต๊ะที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับเป้าหมาย เหมยฮวาเลือกที่จะนั่งหันหลังให้อีกฝ่ายเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเหล่านั้นสังเกตเห็นตน กระทั่งสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อร์ที่มาต้อนรับเรียบร้อยแล้วจึงหันไปเอ่ยปากชวนคุยกับสาวงามที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามของโต๊ะ

“ขออภัยที่เสียมารยาท แต่ไหนๆเราก็ได้มานั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกันแล้ว ฉะนั้นข้าขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านได้หรือไม่?”

“ข้าน้อยมีนามว่าเหม่ยเหลียนเจ้าค่ะ พื้นเพนั้นไม่ใช่คนที่นี่เวลานี้อยู่ในระหว่างท่องเที่ยวแต่ที่เมืองนี้ทิวทัศน์ช่างงดงามนัก อีกทั้งอาหารการกินก็เลิศรสยิ่งเลยติดใจอยู่มาเสียหลายวัน” เจ้าของเสียงหวานใสเอ่ยตอบ ใบหน้าท่าทางสงบเสงี่ยมลงกว่าคราแรก

“เช่นนั้นหรือ แต่ข้าว่าท่านจะไม่วางใจไปหน่อยหรือ สตรีคนเดียวเดินทางไปมาต่างถิ่นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่พาใครร่วมทางมาด้วยเล่า”

เพ่ยฉีเอ่ยถามอย่างแปลกใจและเป็นห่วงยังไงเสียก็เป็นผู้หญิงด้วยกัน อีกอย่างรูปร่างหน้าตารวมทั้งการแต่งกายของคนตรงหน้าธรรมดาสามัญเสียที่ไหน ด้านเหม่ยเหลียนเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยืดอกเชิดหน้าด้วยท่าทางมั่นใจเอ่ยตอบ

“ไม่มีใครทำอะไรข้าได้หรอก หรือถ้ามีพวกมันคงเบื่อชีวิตเสียแล้ว ฉะนั้นท่านอย่าได้กังวลไป”

“แต่... เอ่อ ช่างเถิด ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้น อาหารมาแล้ว รีบทานตอนที่กำลังร้อนๆเถิด”

ขณะที่เหมยฮวากำลังจะพูดอะไรต่อ ก็พลันได้ยินบทสนทนาที่เกิดขึ้นจากโต๊ะด้านหลังประกอบกับที่เสี่ยวเอ้อร์นำอาหารที่สั่งไปมาให้พอดี จึงรีบตัดบทแล้วตั้งใจฟังนายทหารเหล่านั้นพูดคุยกัน

“เจ้าได้ฟังเรื่องจากท่านอ๋องและพวกท่านจื่อหวงแล้วใช่หรือไม่?”

หนึ่งในกลุ่มนั้นพูดขึ้น ด้วยหัวข้อสนทนานี้และเสียงพูดคุยคุยที่เบาพอแค่ให้ได้ยินกันในกลุ่มยิ่งทำให้เหมยฮวาค่อยๆขยับตัวไปด้านหลังช้าๆเพื่อให้ฟังได้ถนัดมากขึ้น

“อืม เรื่องที่มีสาสน์จากจักรพรรดิจินหลงขอให้ช่วยตามหาคน” หนึ่งในนั้นเอ่ยตอบ

“นั่นแหละๆ เห็นว่าคนที่ตามหาอยู่เป็นถึงว่าที่จักรพรรดิณี อีกทั้งฝ่ายนั้นสืบรู้มาว่านางมาอยู่ที่เมืองนี้เมื่อหลายวันก่อนจึงได้ไหว้วานให้ท่านอ๋องตามหา แต่เพราะนางเป็นคนสำคัญเรื่องนี้จึงต้องปิดเป็นความลับเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ท่านจื่อหวงจึงสั่งให้ข้าหาคนที่ไว้ใจได้ช่วยตามหากันอีกแรงเพราะท่านอ๋องและองครักษ์ทั้งสามไม่อาจลงมือเองมากได้ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นที่สังเกตของพวกไม่หวังดี” ชายคนที่เริ่มเรื่องร่ายยาวจนจบ ถึงตรงนี้เหมยฮวาก็เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างทันที

ท่านพี่นะท่านพี่ เรื่องนี้ไม่เห็นต้องปิดบังข้าเลย ใช่ว่าข้าจะทำให้เรื่องวุ่นวายเสียหน่อย ดีไม่ดีข้าอาจจะหาตัวนางเจอก่อนพวกท่านก็ได้

เหมยฮวาคิดอย่างขัดใจ เพราะตั้งแต่เป็นว่าที่จนกระทั่งได้เป็นพระชายามานี้นอกจากพูดคุยกันเรื่องงานบ้านงานเมืองแล้ว เหล่าอาวุธทั้งหลายที่เคยได้จับบ่อยๆ การฝึกซ้อมตากแดดตากฝนก็แทบจะไม่ได้แตะต้อง กลายเป็นสตรีอยู่แต่ในเรือนอย่างเต็มตัว ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่ง!

“เข้าใจแล้ว แล้วเจ้ามีภาพวาดหรืออะไรให้พวกเราดูหรือไม่ จะได้ออกตามหากันทันที เรื่องแบบนี้ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี” ชายคนที่สองเอ่ยต่อ เรียกความสนใจจากเหมยฮวาไปอีกครั้ง

“ภาพวาดนั้นไม่มี เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นความลับจึงไม่มีการคัดลอกภาพมา แต่เพียงแค่ลักษณะเด่นก็สามารถค้นหาคนได้แล้วเพราะว่าที่จักรพรรดิณีนั้นมีของติดตัวอยู่สามสิ่งและเพราะมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่ครอบครองอยู่จึงเป็นที่สังเกตได้แม้ไม่รู้หน้าตา อย่างแรกคือสร้อยคอหยกเขียวมีจี้เป็นเหรียญทองสลักลายตัวอักษร อย่างที่สองคือแหวนเงินประดับพลอยสีชมพู และอย่างสุดท้ายคือต่างหูรูปนกสีแดงเพลิงมีจี้ห้อยเป็นลูกแก้วสีชมพู”

“เป็นสามสิ่งที่สามารถมองเห็นได้ไม่ยากนัก งั้นก็รีบออกไปตามหากันเถอะ” คนทั้งโต๊ะพยักหน้าพร้อมกันก่อนจะลุกเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป

ฝ่ายเหมยฮวาที่ได้ฟังบทสนทนาทั้งหมดก็นิ่งเงียบ ราวกับว่ามีบางสิ่งที่สะกิดใจนางอยู่ จนกระทั่ง...

ใช่แล้ว! สร้อยคอ สร้อยคอที่ว่านั่นเมื่อครู่ข้าได้เห็นมันแล้ว ถึงจะแค่แวบเดียวก็เถอะ สร้อยเส้นนั้นเป็นของแม่นางที่ข้าชนเมื่อครู่ ถ้าเช่นนั้น...ว่าที่จักรพรรดิณีที่ทุกคนตาอยู่ก็คือเหม่ยเหลียน...!!?’

เมื่อคิดได้ดังนั้นเหมยฮวาที่มีสีหน้าตระหนกตกใจ รีบหันสายตากลับมาที่ร่างบางซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่ภาพที่เห็นทำเอานางถึงกับชะงักนิ่ง

ตรงหน้านั้นคือสตรีร่างบางหน้าตางดงามกำลังทานอาหารบนโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย กับข้าวหลายจานล้วนพร่องไปแล้วเกินครึ่ง มือข้างหนึ่งกำลังฉีกน่องไก่ชิ้นโต ส่วนมืออีกข้างกำลังพุ้ยข้าวตามเข้าไปราวกับกลัวว่าจะถูกแย่ง มองดูราวกับหัวหน้าพรรคกระยาจกประทับร่าง ทำเอาเหมยฮวาเริ่มไม่แน่ใจในความคิดของตัวเองเสียแล้ว แต่เมื่อลองสังเกตดูดีๆนอกจากสร้อยที่ถูกเก็บไว้มิดชิดแล้ว ที่มือของนางก็มีแหวนวงที่ว่า อีกทั้งที่หูทั้งสองข้างซึ่งถูกผมดำยาวปกปิดอยู่เมื่อยามขยับก็ทันได้เห็นต่างหูตามที่นายทหารคนเมื่อครู่พูดอย่างชัดเจน

“หือ? มีอะไรงั้นหรือคุณชาย ท่านรีบกินเข้าเถอะ อาหารที่นี่อร่อยมากเลยนะ งั่มๆๆๆ” เหม่ยเหลียนเห็นอีกฝ่ายมองด้วยสีหน้าตกตะลึงจึงเอ่ยถามด้วยใบหน้าใสซื่อ

“อะ...เอ่อ ไม่มีอะไร ดูเหมือนท่านจะหิวมาก ข้าเลยตกใจเล็กน้อย”

เมื่อได้ยินคุณชายรูปงามผู้เป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวพูดเช่นนั้น เหม่ยเหลียนที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มกระพุ้งแก้มก็หยุดกึกทันที

“อะ...เอ่อ แฮ่ม! ข้าหิวมากอย่างที่ท่านว่า อีกอย่างอาหารของที่นี่ก็อร่อยมากเช่นกันข้าก็เลย...เอาเป็นว่าข้าขอตัวก่อนดีกว่า”

เหม่ยเหลียนบอกด้วยสีหน้าเก้อเขินพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีหวานขึ้นมาเช็ดปากเช็ดมืออย่างลวกๆก่อนจะรีบลุกขึ้นเตรียมตัวจะเดินออกไป แต่ยังไม่ทันที่เหมยฮวาจะพูดรั้งก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ประมาณหกเจ็ดคนมายืนล้อมโต๊ะเอาไว้

“คุณชายรูปงาม หากท่านไม่อยากเจ็บตัวละก็ถอยไปเสีย แล้วห้ามโวยวายเสียงดังด้วยล่ะ”

ชายร่างใหญ่นวดเครารุงรังอีกทั้งยังหัวโล้นตามแบบฉบับโจรป่าวายร้ายพูดขึ้นพร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่งที่โต๊ะของเหมยฮวา น้ำเสียงของมันดูสบายๆราบเรื่อยก็จริงแต่ช่างขัดกับดวงตาคู่นั้นที่ดูมุ่งร้ายยิ่ง ในใจมันนั้นรู้สึกเสียดายคุณชายรูปงามตรงหน้าอย่างสุดแสน หากไม่ติดว่ามันมาเพื่อจับปลาใหญ่ล่ะก็คงจะพาไปเป็นเครื่องบำเรอราคาดีอย่างแน่นอน แต่ไม่เป็นไร เสร็จจากงานนี้มันก็จะได้เงินมากกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่าแล้ว

ตอนแรกคิดว่าจะได้อะไรมาง่ายๆ กลับต้องมากินของขม*ก่อนหรือนี่

เหมยฮวาลอบคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย ดวงตาเรียวมองจ้องเจ้าหัวโล้นนิ่งก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตาไปยังจิ่นเฉาที่นั่งอยู่ข้างๆช้าๆจึงเห็นว่าจิ่นเฉาเองก็มองมาที่ตนเพื่อรอจังหวะอยู่เช่นกัน

*กินของขม เป็นสำนวนจีน หมายถึง เผชิญกับความยากลำบาก                                                        

เรามีกันแค่สามคน ถึงจะไม่รู้ฝีมือของเหม่ยเหลียนแต่ดูแล้วก็คงจะพอเอาตัวรอดได้ ไม่สิ..มันมาด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนก็คงจะรู้ฝีมือของนางด้วยอาจจะส่งคนมีฝีมือมาก็ได้ ถ้าสู้เพื่อจัดการไม่ได้ก็ถ่วงเวลาเพื่อให้พวกกองปราบไม่ก็ทหารกลุ่มเมื่อครู่รู้ตัวแล้วกลับมาช่วยก็..

เหมยฮวายังคิดไม่จบ เจ้าโจรหัวโล้นใจร้อนก็ทนความนิ่งเงียบของนางไม่ไหวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยะเยือกขมขู่อีกครั้ง

“คุณชาย...เจ้าคงไม่คิดว่าข้าล้อเล่นกระมัง หรือต้องให้ลงมือก่อนแล้วค่อยไป? แต่หากเป็นเช่นนั้นคงไม่ได้เพราะเจ้าต้องตายก่อนเท่านั้น ทำตัวโง่งมไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดแล้วไปซะ!

“เรื่องนั้นคงมิได้...” จบคำพูดพัดลายวิจิตรก็ถูกพับปิดอย่างรวดเร็วส่งเสียงดังปับตามด้วยลูกเตะที่ถูกกวาดข้ามโต๊ะออกไปอย่างรวดเร็วเฉียดใบหน้าโจรหัวโล้นที่หลบทันได้อย่างหวุดหวิด ด้านจิ่นเฉาเมื่อเห็นดังนั้นก็เริ่มลงมือเช่นกันรีบขึ้นมาบังผู้เป็นนายเอาไว้

“เป้าหมายของพวกมันคือแม่นางเหม่ยเหลียน ไม่ต้องห่วงข้าไปช่วยนางซะ!

เหมยฮวาออกปากสั่ง จิ่นเฉาเพียงพยักหน้าก็เข้าไปช่วยร่างบางอีกคนที่กำลังจะถูกจู่โจมพอดี การต่อสู้จึงเริ่มขึ้น และเป็นอย่างที่เหมยฮวาคิด อย่างแรกพวกมันมีเป้าหมายที่แน่นอนเจาะจงจึงรุมเข้าไปที่เหม่ยเหลียนคนเดียว นางเพียงถูกสกัดไว้เพื่อไม่ให้เข้าไปช่วยได้เท่านั้น อย่างที่สองพวกมันคัดแต่คนมีฝีมือมาสามต่อเจ็ดแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ลำบากยิ่ง คนรอบข้างภายในโรงเตี๊ยมเริ่มเอะอะโวยวายขึ้นมาแล้ว เหมยฮวาเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจถ่วงเวลาเอาไว้

“แม่นางเหม่ยเหลียน...ไม่สิ ว่าที่จักรพรรดิณี ได้โปรดมาหลบที่ด้านหลังของกระหม่อมทั้งสองก่อนเถิดพะยะค่ะ” เมื่อล้มคนแรกได้แล้วเหมยฮวารีบพุ่งตัวเข้ามากันด้านเหม่ยเหลียนทันที อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าถูกล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงแล้วก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมามีสีหน้ายกยิ้มมั่นใจ

“ไม่จำเป็น! เจ้าพวกนี้ไม่ถึงครึ่งเค่อก็จัดการได้หมดแล้ว”

เมื่อจบประโยคฝ่ามือเรียวบางก็ซัดเข้าไปที่อกของคนร้ายร่างใหญ่เต็มแรงส่งผลให้มันกระอักเลือดออกมา อาจเป็นเพราะเมื่อครู่จดจ่อกับคู่ต่อสู้มากเกินไปจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเหม่ยเหลียนจัดการคนไปแล้วคนหนึ่ง ท่าทางมั่นใจนั้นไม่เกินจริงเลย นางเป็นมวย!

 

บ้าจริง! นี่เราเป็นอะไรกันเนี่ย?

การต่อสู้เพิ่งเริ่มมาได้ไม่นานแต่น่าแปลกที่เหมยฮวาเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบและอ่อนแรงลงเรื่อยๆอย่างที่ไม่เคยเป็น เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมากมายตามไรผม อีกทั้งความรู้สึกวิงเวียนหน้ามืดก็เริ่มก่อตัวขึ้น จากที่รุกอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดายกลายเป็นว่าเริ่มเป็นฝ่ายรับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“คุณชาย ท่านเป็นอะไรน่ะ เหตุใดจึงหน้าซีดไร้สีเลือดเช่นนี้”

เหม่ยเหลียนสังเกตเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีแปลกไปก็นึกห่วง ก่อนหน้านี้เขายังดูแข็งแรงอีกทั้งยังต่อสู้ได้คล่องแคล่วกว่านี้แท้ๆ

“กระหม่อมไม่เป็นไรพะยะค่ะ”

เหมยฮวายังทำใจแข็งสู้ต่อ แต่ราวกับร่างกายไม่เชื่อฟัง ขาทั้งสองข้างเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งสติก็ราวกับจะวูบหล่น ภาพตรงหน้าเลือนรางสีหม่นก่อนที่ร่างทั้งร่างจะทรุดฮวบลงเป็นจังหวะเดียวกับที่คนร้ายเงื้อดาบขึ้นหมายจะฟันลงมาพอดี

ทันใดนั้นเอง...

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!

เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดก็ดังขึ้น จากหนึ่งเป็นสอง สาม สี่ ห้า กระทั่งรอบๆตัวเงียบเสียงลง กลุ่มคนร้ายทั้งหมดถูกสังหารสิ้น หนึ่งในนั้นคือชายที่หมายจะทำร้ายเหมยฮวา แขนของมันที่กำดาบอยู่นั้นถูกฟันจนขาดกระเด็น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ภาพตรงน่าชวนสยดสยองแก่คนทั่วไปยิ่งนัก

“เจ้ากล้ามากที่คิดจะมาทำร้ายพระชายาของข้า ฉะนั้นแล้วแม้แต่ชีวิตเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเหลือ!

น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นของท่านอ๋องจินตี้ เช่นเดียวกับดวงตาคมที่ดุดันจนน่ากลัวคู่นั้น เหมยฮวาที่ถูกกอดแนบอกแม้สติจะเลือนรางเต็มทีเมื่อได้เห็นยังหวั่นใจเพราะไม่เคยพบ แต่เมื่อสัมผัสถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของอีกฝ่ายนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่าความดุดันนี้เกิดขึ้นจากอะไร

“ท่านพี่...” เหมยฮวาเรียกสามีด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง

“เหมยฮวา เจ้าเป็นอะไร ได้รับบาดเจ็บตรงไหน เหตุใดสีหน้าจึงดูซีดเซียวถึงเพียงนี้!

จื่อหวง หวังฉี และหลี่เจิงวิ่งเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน น้องสาวของพวกเขาที่เก่งกาจแข็งแรงมาตลอดตอนนี้กลับอ่อนแอลงอย่างน่าใจหาย ทั้งสามคนพยายามมองหาบาดแผลบนร่างกายแต่ก็ไม่พบแม้แต่รอยข่วน

“ข้า...ก็ไม่รู้ จู่ๆเรี่ยวแรงก็เหือดหาย หน้ามืด พะอืดพะอมอย่างที่ไม่เคยเป็น ท่านพี่ ข้าเป็นอะไรงั้นหรือ?”

น้ำเสียงอ่อนแรงเอ่ยถามสามี อ๋องจินตี้เมื่อได้ฟังคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่แล้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้น หลังจากครุ่นคิดเพียงครู่ดวงตาก็พลันตกตะลึงรีบยกแขนเรียวขึ้นมาตรวจชีพจรดูเพียงไม่นานร่างทั้งร่างก็ราวกับถูกหมุดตรึง

“น้องหญิง...นี่เจ้า... น้องหญิง? น้องหญิง?!

อ๋องจินตี้ที่กำลังจะเอ่ยปากถามบางอย่างจากร่างบางในอ้อมกอดก็ต้องตกใจเมื่อนางหมดสติไปเสียแล้ว เขารีบช้อนร่างนางขึ้น ด้วยแรงเหวี่ยงทำให้หมวกที่สวมอยู่หลุดออกส่งผลให้เส้นผมยาวสยายเป็นมันวาวสีดำสนิทหลุดร่วงลงมา

“เอ๋?!! คุณชายท่านนี้จริงๆแล้วคือ...”

เหม่ยเหลียนหรือชื่อจริงๆนั้นคือเหลียนฮวาว่าที่พระจักรพรรดิณีที่ทุกคนกำลังตามหาหลังจากที่คนร้ายถูกจัดการเรียบร้อยนางเองได้รับการปกป้องจากจักรพรรดิจินหลงที่ตามมาช่วยเหลือได้ทันก็รีบมาดูอาการของเหมยฮวา เมื่อได้ฟังคำเรียกขานและได้เห็นภาพตรงหน้าก็ร้องอุทานออกมาทันที

“ใช่แล้วพะยะค่ะ นางคือชายาของกระหม่อมนามว่าเหมยฮวา จักรพรรดิจินหลง ตอนนี้กระหม่อมต้องขอตัวก่อนแล้ว เรื่องคนร้ายท่านจะจัดการเช่นไรก็สุดแล้วแต่ กระหม่อมจะให้องครักษ์ทั้งสามอยู่ช่วยเหลือ” อ๋องจินตี้เอ่ยตอบ จักรพรรดิจินหลงเมื่อได้ฟังก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ เขาโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะรีบร้อนออกไป เหลียนฮวาเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบร้องตามเสียงดัง

“ช้าก่อน ข้าขอตามไปด้วย ต้นเหตุที่ทำให้นางต้องเดือดร้อนคือข้า จินหลง ท่านเสร็จเรื่องเมื่อไหร่ก็ค่อยไปรับข้าแล้วกันนะ” ร่างบางไม่วายหันมาบอกสั่งจักรพรรดิก่อนจะวิ่งตามอ๋องจินตี้ไป

 

“ท่านพี่...”

ทันทีที่เปลือกตาขยับเปิดขึ้นเหมยฮวาก็พบอ๋องจินตี้ที่นั่งอยู่ข้างเตียง เมื่อทำท่าจะลูกขึ้นอ๋องจินตี้ก็ช่วยพยุงตัวและจัดแจงนำหมอนมารองหลังให้ร่างบางได้นั่งพิง ความรู้สึกเมื่อยล้านั้นดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังไม่คล่องตัวเท่าไหร่นัก

“เจ้าดื่นยาบำรุงนี่ก่อนเถอะ” อ๋องจินตี้เอ่ยขึ้นพร้อมกับส่งถ้วยยาสีข้นให้ เหมยฮวารู้สึกแปลกใจแต่ก็ยอมดื่มจนหมด

“ท่านพี่ ข้าเป็นอะไรไปงั้นหรือ ทำไมถึงต้องดื่มยานี่ อีกทั้งสีหน้าของท่านก็ดูไม่ดีเอาเสียเลย”

เหมยฮวาถามขึ้น มือบางยกขึ้นลูบใบหน้าอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง สีหน้าท่านอ๋องไม่สู้ดีนัก ทำเอานางรู้สึกใจเสียไม่น้อย ด้านอ๋องจินตี้เมื่อเห็นชายามีสีหน้าไม่ดีก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะยกมือของตนขึ้นทาบทับมือของอีกฝ่ายแนบข้างแก้มแล้วเกาะกุมเอาไว้แน่น

“น้องหญิง รอบเดือนของเจ้าไม่มานานเท่าไหร่แล้ว” ดวงตาคมจ้องมองใบหน้างามด้วยอารมณ์หลากหลาย

“รอบเดือนของข้างั้นหรือ...ถ้าจำไม่ผิดก็ หนึ่ง..สอง..รอบเดือนของข้าไม่...?!!!” หลังจากที่ทำท่าครุ่นคิดอยู่คู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะซีดเผือดมองอีกฝ่ายด้วยแววตาตกตะลึง หรือว่า..

“ใช่ หมอหลวงบอกว่าเจ้ากำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ตอนนี้ในท้องของเจ้ามีลูกของเราอยู่”

“...?!!

ราวกับเป็นสัญชาตญาณ มือเรียวบางวางลงบนหน้าท้องของตนอย่างเบามือ ภายในนี้...ภายในตัวของนางตอนนี้มีลูกน้อย พยานรักของนางและท่านอ๋องอยู่ ความรู้สึกตื้นตันท้วมท้นขึ้นมา ดวงตาแวววาวเป็นประกายด้วยความยินดี กระทั่งนึกถึงก่อนหน้านี้ความรู้สึกหวาดกลัวจนชาวาบไปทั้งแผ่นหลังก็เกิดขึ้น หากตอนนั้นท่านอ๋องเข้ามาช่วยไว้ไม่ทันเล่า...

“ท่านพี่...”

เหมยฮวาหันไปมองใบหน้าของสามี ขอบตาของนางรื้นชื่นไปด้วยน้ำตา นางเข้าใจในทันทีว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงมีสีหน้าเช่นนั้น ไม่ทันตั้งตัววงแขนแข็งแกร่งก็รวบร่างของนางเอาไว้

“เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเจ้าห้ามทำอะไรที่เป็นอันตรายอีกเข้าใจหรือไม่ หาไม่แล้วหากเมื่อครู่ข้าเข้าไปช่วยไม่ทัน อย่าว่าแต่ลูก แม่แต่เจ้าเองก็... ข้าไม่อาจทนได้หากต้องสูญเสียเจ้าไปอีกครั้งเหมยฮวา”

อ๋องจินตี้ซุกใบหน้าลงบนซอกคอระหง แรงกอดรัดร่างบางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆราวกับหวาดกลัวว่านางจะหายไปแต่ไม่นานก็ผ่อนลง น้ำเสียงที่ปกติจะราบเรียบมาตอนนี้กลับสั่นเครือ หัวใจที่แกร่งดั่งหินผาหวั่นไหวอีกครั้งเมื่อนึกถึงวันที่เคยเกือบจะสูญเสียคนในอ้อมแขนไป เหมยฮวากอดตอบ หยดน้ำตาเม็ดใสตกลงข้างแก้มด้วยความรู้สึกผิด

“ขออภัย ข้าเพียงอยากช่วยท่านเพราะหมู่นี้ดูท่านหน้าตาอิดโรยอีกทั้งยังไม่เจริญอาหารจึงรู้สึกเป็นห่วง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นอย่างนี้ ต่อไปข้าจะเชื่อฟังท่าน จะดูแลลูกของเราให้ดี ท่านพี่โปรดวางใจ”

อ๋องจินตี้เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็คลายกอดลง สองมือยกขึ้นประคองใบหน้าชายาของตนเอาไว้ค่อยๆเช็ดน้ำตาให้นางอย่างเบามือ ก่อนที่จะเลื่อนลงมาลูบหน้าท้องที่ยังราบเรียบอยู่แล้วจึงพูดขึ้น

“มีเจ้าก็ดีเหมือนกัน หลังจากนี้แม่เจ้าคงจะระวังตัวมากขึ้นไม่ทำให้พ่อต้องคอยเป็นห่วงอีก” เหมยฮวาพอได้ฟังก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“ท่านพี่ แล้วเรื่องของจักรพรรดิกับว่าที่จักรพรรดิณีล่ะ?”

“ตอนที่เจ้าสลบไปว่าที่จักรพรรดิณีทรงตามมาดูด้วยความเป็นห่วง ก่อนจากไปก็ยังบอกให้เจ้ารักษาตัวดีๆแล้วก็ฝากขอโทษเจ้าที่ทำให้ต้องเดือดร้อน”

“นางกลับไป? กลับไปกับจักรพรรดิจินหลงแล้วงั้นหรือ” เหมยฮวาถามด้วยสีหน้าสงสัย

“ใช่ กลับไปคราวนี้คงเลื่อนตำแหน่งจากว่าที่เป็นพระจักรพรรดิณีเต็มตัวเลยกระมัง”

อ๋องจินตี้เอ่ยไปก็นึกถึงตอนที่นางมาเฝ้าดูเหมยฮวาที่ยังสลบอยู่ สีหน้าของนางเป็นกังวลไม่น้อยทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เห็นได้ชัดว่านางเป็นคนมีเมตตาและประเสริฐยิ่ง หากนางเป็นจักรพรรดิณีเต็มตัวเมื่อไหร่บ้านเมืองภายใต้การปกครองของนางและจักรพรรดิจินหลงคงจะมีความสุขสงบไม่น้อย

“เช่นนั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ดียิ่ง” ใบหน้างามแย้มยิ้มยินดี อ๋องจินตี้เห็นอย่างนั้นก็รั้งร่างบางเข้ามากอดอีกครั้ง

“ใช่ ต่อจากนี้ไปก็จะมีแต่เรื่องที่ดี ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นกังวลเช่นที่ผ่านมาอีก”

“อื้ม”

เมื่อนึกถึงวันข้างหน้าจากที่มีเพียงสองคนเธอและเขาก็จะมีคนเพิ่มมาอีกหนึ่งและอาจจะเพิ่มต่อไปอีกเรื่อยๆคิดดูแล้วก็มีความสุขอย่างเหลือล้น ครอบครัวที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมี และครอบครัวอีกครอบครัวนึงของเธอที่ตอนนี้คงไม่มีทางได้พบกันอีกแล้ว แม้จะรู้สึกเสียใจที่พวกเขาไม่รู้จักเธอเสียแล้วแต่เธอจะไม่มีทางลืมพวกเขาอย่างแน่นอน

พ่อ พี่พัฒน์ พี่พร้อม พี่พิช พริมขอให้ทุกคนมีความสุขเหมือนที่พริมเองก็มีความสุขเช่นเดียวกันนะคะ...

 

หลายปีผ่านไป...

“กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะเจ้าคนไม่ได้เรื่อง!

“โอ้ยๆๆๆ คนบ้าพลังหยุดทุบตีข้าเดี๋ยวนี้นะ!

เสียงโหวกเหวกโวยวายของเด็กชายและเด็กหญิงดังลั่น พ่อบ้านและสาวใช้ทั้งหลายในบริเวณนั้นต่างวิ่งออกมาดู ณ ลานกว้างกลางสวนย่อมที่ตกแต่งร่มรื่นสวยงาม โดยรอบปลูกต้นไป๋ฉาน*ที่ออกดอกส่งกลิ่นหอมอวลไปทั่ว เห็นเป็นร่างเด็กหญิงตัวน้อย ใบหน้ากลมกลึงน่ารัก พวงแก้มทั้งสองข้างเป็นสีแดงเรื่อบ่งบอกถึงสุขภาพที่ดี ดวงตากลมโตสดใส จมูกเชิดรั้น และริมฝีปากบางกระจับในชุดสีแดงสดใสที่ตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน กำลังวิ่งไล่เด็กชายที่มีใบหน้าเหยเกสภาพเสื้อผ้าไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก

*ไป๋ฉาน หมายถึง ต้นพุดซ้อน

“คุณหนู คุณหนูเจียวซิน หยุดมือนะเจ้าคะ คุณหนู” เสียงสาวใช้คนหนึ่งร้องเรียกเด็กหญิงชุดแดง แต่ไม่เป็นผล เด็กหญิงยังคงซุกซนวิ่งไล่เด็กชายไปทั่วบริเวณอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

“เจียวซิน หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไม่เห็นหรือว่าฝานเซิ่นทั้งเหนื่อยและเจ็บไปหมดแล้ว”

เสียงเด็กชายคนหนึ่งพูดขึ้นไม่ไกล แต่เสียงนี้กลับทำให้เจียวซินหยุดกึกในทันที เจ้าของเสียงในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีเขียวมรกต ใบหน้าแม้จะยังเยาว์แต่ก็ดูออกว่าต่อไปภายภาคหน้าคงรูปงามสง่าไม่น้อย คิ้วมังกรตาหงส์ ช่างเป็นเครื่องหน้าที่สมส่วนได้รูปยิ่งนัก

“พี่เพ่ยฉี ท่านจะมาว่าข้าไม่ได้นะ ก็ฝานเซิ่นน่ะไม่ดี ให้เล่นฟันดาบแค่นี้เดี๋ยวเดียวก็ร้องโอดโอยเสียแล้ว” เด็กน้อยชุดแดงขยี้เท้าขัดใจ ใบหน้างุ้มงอยังคงน่ารักน่ามอง นิ้วมือเล็กอวบชี้ไปทางเด็กชายที่ยืนหอบอยู่ไม่ไกลนัก

“ถึงอย่างไรฝานเซิ่นก็เป็นถึงบุตรชายของท่านอัครเสนาบดีซั่งกวน อีกทั้งยังอายุมากกว่าเจ้า จะเล่นอะไรก็อย่าให้รุนแรงนัก”

เสียงเด็กชายอีกคนดังมาจากทางด้านหลังของเพ่ยฉี ชุดผ้าไหมสีขาวปักลวดลายมังกรทอง ท่วงท่างามสง่า ใบหน้ามีส่วนคล้ายเพ่ยฉีแต่รูปงามกว่าเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนนุ่มเจือแววเอ็นดู เมื่อครู่เขาและเพ่ยฉีกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก๋งริมน้ำได้ยินเสียงเอะอะจึงตามมาดู

“องค์ชายถังฉี ท่านก็อีกคนงั้นหรือ ไม่มีใครช่วยข้าเลยสินะ เจียวซินน้อยใจยิ่ง”

เสียงเฮอะ! ดังตามมาที่ท้ายประโยค สาวน้อยชุดแดงสะบัดหน้าหันไปเจอฝานเซิ่นที่แม้จะยังเหนื่อยหอบแต่แววตาที่มองนางนั้นราวกับกำลังเยาะเย้ย คิ้วเข้มยกขึ้นอย่างท้าทาย

“เจ้าบ้าฝานเซิ่นนี่...”

“หยุดนะฮั่นเจียวซิน!” ยังไม่ทันที่เด็กน้อยชุดแดงจะได้ลงมืออีกรอบ เสียงตวาดของสตรีก็ดังขึ้น ก่อนจะเห็นเป็นร่างงามระหงในชุดกระโปรงพลิ้วไหวสีหวานเดินออกมาจากเรือนด้านใน ในอ้อมแขนนั้นยังอุ้มเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบเศษ ชงอวี้ซึ่งกำลังโบกไม้โบกมือเล่นกับอากาศอยู่ในอกมารดา

“ท่านแม่” เด็กหญิงชุดแดงมองมารดาด้วยสายตาวิตก ก่อนจะเลื่อนไปที่พี่ชายและองค์ชายหวังจะวิ่งไปหลบที่ด้านหลังแต่ดูเหมือนว่าจะไม่ทันเสียแล้ว

“เป็นสาวเป็นนางทำตัวเกเรเช่นนี้ได้อย่างไร วันนี้ท่านอาจารย์ไม่มาสอนหนังสือแล้วจะมาเล่นซนรังแกพี่ชายสกุลซั่งกวนได้งั้นหรือ?”

เหมยฮวามองใบหน้ากลมแล้วก็นึกเหนื่อยใจ เหตุใดบุตรสาวคนนี้ถึงได้ซนเป็นลิงยิ่งกว่าเด็กชายทั่วไป ทั้งยังชื่นชอบการละเล่นต่อสู้ เรี่ยวแรงก็มากล้น วิ่งรอบจวนทั้งวันยังไม่มีเหนื่อยหอบ ผิดกับพี่ชายเพ่ยฉีทั้งๆที่เป็นเด็กชายกลับไม่เคยซุกซนจนวุ่ยวายไปทั่ว ชอบร่ำเรียนอ่านหนังสือ อาจเป็นเพราะเติบโตมาพร้อมกับองค์ชายรัชทายาทถังฉีที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบเคร่งครัด หรือเพราะพี่ชายเรียบร้อยผู้เป็นน้องสาวจึงต้องซุกซนอย่างนั้นหรือ แล้วชงอวี้อีกคนจะเป็นเช่นไรหนอ... เหมยฮวาครุ่นคิดพร้อมกับมองเด็กน้อยในอ้อมแขนที่ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

“ข้าปล่าวรังแกฝานเซิ่นนะ พี่เพ่ยฉี องค์ชาย ท่านแม่ดุข้า..ฮึกๆ” ใบหน้ากลมหันไปขอความช่วยเหลือคนทั้งสอง ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำใสๆคลอเต็มหน่วย

“เอ่อ..ท่านน้าขอรับ อย่าดุเจียวซินนักเลย เป็นเพราะข้าอ่อนแอปวกเปียกเลยเล่นกับนางได้ไม่นาน นางคงเพียงแค่เบื่อหน่ายเท่านั้น” ฝานเซิ่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายถูกมารดาดุจนร้องไห้ก็รู้สึกสงสารจึงช่วยแก้ต่างให้

“ฝานเซิ่น ถึงเจ้าจะช่วยแก้ต่างให้อย่างไร วันนี้นางก็ต้องโดนดีเสียบ้างจะได้หลาบจำ” เหมยฮวาหันไปบอกแก่เด็กชายด้วยสีหน้าชื่นชม โดนเจ้าลิงตัวนี้รังแกจนสะบักสะบอมยังปกป้องช่างเป็นเด็กมีน้ำใจเสียจริง

“ไม่เอา..ฮือ..ท่านพ่อออ”

เมื่อเห็นว่าไร้หนทางแน่แล้วเจียวซินจึงใช้หนทางสุดท้าย เมื่อครู่ตอนที่นางวิ่งไล่ฝานเซิ่นอยู่ได้ยินพ่อบ้านบอกมารดาว่าบิดาที่ไปทำงานอยู่นอกเมืองกำลังจะกลับมาถึงจวนแล้ว ดูจากช่วงเวลาหากไม่คลาดเคลื่อนไปนางต้องรอดจากเงื้อมมือมารดาแน่ๆ

จริงดังคาดเสียงฝีเท้าหนักๆของม้าดังขึ้น บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีเข้มกระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว

“เอะอะโวยวายอะไรกัน เจียวซินใครทำเจ้าบอกพ่อมาซิ” อ๋องจินตี้ถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อเห็นเจียวซินที่น้ำตากำลังไหลอาบแก้มก็เดินเข้าไปอุ้มขึ้นมาทันที

“ท่านแม่ดุข้า ฮือ..” เจียวซินเห็นท่าทีบิดาก็ได้ทีบีบน้ำตาร้องน้ำเสียงออดอ้อน อ๋องจินตี้เมื่อเห็นอย่างนั้นก็หันไปทางภรรยาที่ยืนมองนิ่ง แล้วจึงหันไปทางองค์ชายและบุตรชายคนโตอย่างหาคำตอบพบว่าเด็กทั้งคู่ต่างส่ายหัวไปมาเบาๆ

เฮ้อ...ซุกซนจนได้เรื่องอีกแล้วกระมัง ท่านอ๋องคิดอย่างจนใจ

“ลูกยังเล็ก นางก็ซนตามไวไปเท่านั้น อย่าดุนักเลย” อ๋องจินตี้พยายามพูดอ่อน

“ท่านพี่ แต่นางเป็นเด็กผู้หญิง จะมาเที่ยวซุกซนรังแกคนแบบนี้ได้อย่างไร” เหมยฮวามองสามีด้วยสายตาเหลือเชื่อ เขาหลงลูกจนตาบอดไร้เหตุไร้ผลไปแล้วหรือไร!

“หญิงชายไม่แตกต่าง แค่แข็งแรงสมบูรณ์ก็เพียงพอแล้ว เรื่องซุกซนนั้นพอโตขึ้นก็เปลี่ยนแปลงไปเอง” อ๋องจินตี้ยังคงพยายามใช้เหตุผลพูดต่อ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นรูปหัวเล็กๆของบุตรสาวที่ตอนนี้ซุกหน้าลงบนไหล่กว้างของเขา

“ท่านพี่จะทำให้นางได้ใจ ดูเอาเถิดพอกำลังจะถูกดุว่าก็เรียกหาบิดา แม่อย่างข้าเลยกลายเป็นคนใจร้ายเสียแล้ว” เหมยฮวาพูดด้วยน้ำเสียงจนใจเมื่อรู้ว่าพูดไปบิดาผู้รักลูกราวไข่มุกในอุ้งมือ*คงหาเหตุผลมาต่อคำกับนางได้อีก

*ไข่มุกในอุ้งมือ เป็นสำนวน หมายถึง บุคคลผู้เป็นที่รักดั่งสิ่งของล้ำค่า ต่อมามักใช้แทนบุตรธิดาอันเป็นที่รัก คล้ายกับภาษาไทยที่เปรียบลูกเป็นแก้วตาดวงใจของพ่อแม่

“เจ้าดุว่าเพราะความรัก ใครจะมองเจ้าเป็นอื่นไปได้เล่า ลูกเพียงติดข้ามากก็เท่านั้นเอง” อ๋องจินตี้พูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าภรรยายอมลงแล้ว

ติดพ่อหรือหาตัวช่วยกันแน่! เหมยฮวาลอบคิดในใจ

“เจ้าก็เช่นกัน อย่าทำให้แม่เจ้าปวดหัวไปมากกว่านี้เลย ซุกซนนั้นไม่เป็นไร แต่เกเรจนอีกฝ่ายเจ็บตัวนั้นไม่ดีเลยรู้หรือไม่” อ๋องจินตี้สอนลูกน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กหญิงชุดแดงเงยหน้าขึ้นมองบิดา ร่างเล็กยังคงสะอื้นอยู่เล็กน้อย หัวเล็กๆนั้นพยักหน้าขึ้นลง

“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ”

“เด็กดีๆ งั้นเจ้าก็ไปขอโทษพี่เขาซะ แล้วก็เล่นกันดีๆล่ะ” อ๋องจินตี้ยกมือขึ้นยิกแก้มยุ้ยนั้นเบาๆ ก่อนจะปล่อยเด็กน้อยลง

“โอ้โห วันนี้จวนแม่ทัพใหญ่จะจัดงานกันหรือไร เหตุใดทุกคนในบ้านจึงมารวมตัวกันพร้อมหน้า...เจียวซิน! ใครทำหลานข้าร้องไห้ บอกมาเดี๋ยวนี้” หวังฉีแรกเข้ามาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่เมื่อเห็นร่างเล็กชุดแดงมีน้ำตาเปื้อนหน้าก็ตกใจ

นี่ก็อีกคน หลงหลาน! เหมยฮวาส่ายหัวไปมาอย่างเหนื่อยใจ ยังดีที่พี่ชายอีกสองคนของเธอ จื่อหวงและหลี่เจิงได้รับมอบหมายให้ไปประจำอยู่ที่ชายแดน นานๆทีจึงจะกลับมาซักครั้ง ไม่อย่างนั้นเหมยฮวาคงได้ถอนหายใจส่ายหน้าวันละหลายสิบรอบแน่ๆ

ผิดกับเจียวซิน เมื่อได้ยินน้ำเสียงคุ้นหู ดวงตาสลดที่เปรอะไปด้วยหยดน้ำใสพลันเปล่งประกาย ร่างเล็กที่สะอื้นไห้เมื่อครู่หยุดกึกราวสั่งได้ ริมฝีปากกระจับเล็กฉีกยิ้มกว้างก่อนจะส่งเสียงเริงร่าออกมาแล้วร่างน้อยๆนั้นก็วิ่งกระโจนออกจากอกบิดาไปทันที ราวกับเมื่อครู่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ของเล่นของนางมาแล้ว!!

“ท่านลุงหวังฉี...ฝานเซิ่นมานี่เร็ว มาช่วยข้าจับท่านลุงเร็วเข้า ตอนนี้ข้าเป็นหัวหน้ากองปราบ เจ้าเป็นผู้ช่วย ท่านลุงเป็นโจรร้าย ฮ่าๆๆๆๆ”

ใบหน้าร่าเริงนั้นหันมาหาเด็กชายอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลพร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นกวักอีกฝ่ายรัวๆ ส่วนมืออีกข้างและขาทั้งสองกำลังเกาะเกี่ยวช่วงเอวและขาของหวังฉีไว้ นางช่างราวกับ...ลูกลิงไม่มีผิด

ด้านฝานเซิ่นเมื่อเห็นดังนั้นก็กลอกตาไปมา แต่ถึงอย่างไรตนก็รู้สึกหายเหนื่อยอีกทั้งหายเจ็บแล้ว จะยอมเล่นกับนางอีกรอบก็ได้! ร่างผอมเพรียวที่สูงกว่าเจียวซินเล็กน้อยค้อมตัวทำความเคารพท่านอ๋องและพระชายารวมถึงองค์ชายถังฉีและเพ่ยฉี ก่อนจะค่อยๆเดินตามสองลุงหลานที่เริ่มออกวิ่งไปแล้วอย่างช้าๆก่อนเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ

เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นทั่วทั้งบริเวณ เมื่อครู่น้ำตาของเจียวซินคงเพียงแค่เรียกความสงสารเท่านั้น ทั้งแสบทั้งซนและเจ้าเล่ห์จริงๆ!

“ท่านพ่อขอรับ เมื่อเป็นเช่นนี้ลูกกับองค์ชายคงต้องขอตัวไปอ่านหนังสือต่อก่อนแล้ว” เพ่ยฉีเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นปกติแล้วจึงเอ่ยบอกเพื่อจะปล่อยให้บิดาและมารดาของตนได้อยู่กันตามลำพัง

“เจ้าทั้งสองอ่านหนังสือร่ำเรียนก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ออกไปเที่ยวเล่นเช่นคนอื่นๆก็ไม่เสียหายอะไร  พ่อไม่ได้สอนสั่งและคาดหวังจนทำให้เจ้าคร่ำเคร่งจนเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้” อ๋องจินตี้มองบุตรชายคนโตด้วยสายตาอ่อนโยน มือใหญ่ลูบหัวถุยที่สูงขึ้นกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย

“เสด็จอาอย่าได้ทรงกังวลไป เราสองคนเพียงแค่อยากเรียนรู้ให้มากๆจะได้ช่วยเหลืองานต่างๆของท่านและเสด็จพ่อให้ได้เร็วๆเท่านั้น ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด อีกอย่างแค่เห็นเจียวซินวิ่งเล่นโวยวายไปมาตรงหน้าก็รู้สึกเหนื่อยแทนแล้ว” องค์ชายถังฉีพูดขึ้น ใบหน้าสง่างามนั้นมีแววตามาดมั่นเช่นเดียวกับเพ่ยฉี

“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว”

อ๋องจินตี้รู้สึกตื้นตัน ใบหน้าหล่อเหลาดังรูปสลักยิ้มมองเด็กทั้งสองที่ค้อมหัวให้ก่อนจะเดินจากไป แผ่นหลังของเด็กทั้งคู่นั้นชวนให้นึกถึงเขาและฮ่องเต้สมัยเมื่อยังเยาว์วัยเป็นเพียงองค์ชายตัวน้อยๆยิ่งนัก ต่อไปภายภาคหน้าเมื่อทั้งสองเติบใหญ่คงเป็นกำลังสำคัญให้บ้านเมืองได้อย่างแน่นอน

“อ้าว! ตายจริงเด็กคนนี้ บทจะหลับก็หลับเสียง่ายๆ แบบนี้คงจะว่าง่ายเหมือนพี่ชายอย่างแน่นอน”

น้ำสียงหวานเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง อ๋องจินตี้หันกลับไปตามเสียงนั้น เหมยฮวาในชุดสีหวาน บนศรีษะยังคงประดับปิ่นปักผมที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้จะมีบุตรมาแล้วถึงสามคน ผิวขาวเนียนละเอียดมีน้ำมีนวลนั้นยังคงน่าสัมผัสเช่นเคย

“งั้นเราก็พาชงอวี้เข้าไปนอนข้างในเถิด”

อ๋องจินตี้เดินตรงเข้าไปรับร่างเล็กๆที่หลับพริ้มอยู่ในอ้อมแขนของมารดามาอุ้มไว้อย่างเบามือก่อนจะประคองร่างภรรยาเดินเข้าไปในเรือนด้วยกันอย่างช้าๆ

“ท่านพี่เดินทางมาเหนื่อยๆหิวหรือไม่ อยากอาบน้ำไหม ข้าจะได้สั่งเด็กๆให้ต้มน้ำมาให้ท่าน” เหมยฮวาเอ่ยถามสามี มือบางก็คอยปัดฝุ่นผงที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าอีกฝ่าย

“ข้าไม่เหนื่อย ข้าไม่หิว เพราะข้าคิดถึงเจ้ามากกว่า น้องหญิง...” สายตาร้อนแรงมองร่างบางไม่วางตา ครั้งนี้เขาจากบ้านไปทำธุระที่ต่างเมืองร่วมเดือน คิดถึงนางจนแทบทนไม่ไหวขากลับจึงรีบควบม้ามาแทบไม่ได้หยุดพัก

เหมยฮวาหลบสายตาของสามีรีบก้มหน้าลง พวงแก้มทั้งสองข้างเริ่มเปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย นิ้วมือทั้งสองข้างจิกชายเสื้อจนยับ

“นี่ท่านจะให้ข้ามีลูกอีกซักกี่คนกัน?”

อ๋องจินตี้เห็นท่าทางเขินอายของภรรยาสายตาก็ยิ่งเพิ่มความร้อนแรงมากขึ้น ก้มลงแนบริมฝีปากจรดกับใบหูของอีกฝ่ายกระซิบเสียงนุ่มชวนสะท้านไปทั้งร่าง แต่ช่างเป็นคำที่ฟังแล้วจิตใจพองโตนัก

“ก็มีไปจนกว่า...เราจะตายจากกัน”

เหมยฮวาได้ยินดังนั้นก็ยิ่งทวีความเขินอายมากขึ้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มหวานราวดอกไม้ผลิบานหันมองสามีมี่อยู่ห่างกันเพียงกิ่งไม้กั้น

“เช่นนั้นข้าและท่านคงต้องมีลูกกันไปจนแก่เฒ่าเสียแล้ว”

“ก็คงต้องเป็นเช่นนั้น”

สิ้นเสียงพูด ริมฝีปากเหยียดตรงก็ก้มลงช่วงชิงความหวานจากริมฝีปากชมพูอ่อนนุ่ม ราวกับผีเสื้อดื่มกินน้ำหวานจากเกศรดอกไม้ สายลมเอื่อยพาเอากลีบดอกหลี่ฮัวปลิวว่อน อีกทั้งยังพัดเอากลิ่นหอมของดอกไป๋ฉานหอมอวลล้อมรอบคนทั้งสองเอาไว้ กระทั่งเด็กชายตัวน้อยซุกไซ้ใบหน้าค้นหาความอุ่นในอ้อมแขนของบิดา อ๋องจินตี้จึงยอมปล่อยร่างบางอีกร่างในวงแขนแล้วประคองกอดเดินต่อไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนที่ส่งให้กัน

 

 

 


 

เป็นยังไงบ้างคะ?

ตอนพิเศษสมกับเป็นตอนพิเศษรึเปล่า

เรียกว่าอ่านกันจนจุใจเลยเนอะ

สมกับที่พิมพ์จนเมื่อยมือปวดหลัง 

ไรท์เตอร์หวังว่ารีดเดอร์หลายๆคนคงอมยิ้มกับตอนนี้นะคะ

เพราะไรท์เตอร์เองก็พิมพ์ไปยิ้มไปเหมือนกัน ฮาาา

ขอให้มีความสุขกับการที่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้นะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามจากใจค่ะ

                                      ตฤณ, อวี้เจี้ยน 玉箭


ปล. ตอนนี้ไรท์เตอร์กำลังเรียบเรียงส่งนิยายเรื่องนี้ให้ทางสนพ.อยู่ เป็นกำลังใจให้ผลงานผ่านการพิจารณาด้วยน้า ><

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ตฤณ, อวี้เจี้ยน 玉箭 จากทั้งหมด 6 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

53 ความคิดเห็น

  1. #53 Mui25200511 (@Mui25200511) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 18:46
    สมค่ะ สนุกมากๆ
    #53
    0
  2. #52 Phatranooch Piyanirun (@piyanirun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 23:40
    ขอบคุณค่ะ#^^ครอบครัวสุขสันต์...น่ารัก
    #52
    0
  3. #51 laonokp (@laonokp) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 19:18
    ขอบคุณค่ะ
    #51
    0
  4. วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 15:36
    อร้ายยย~หวานละมุลนุ่มนวลปนร้อนเเรงงงง~~
    #50
    0
  5. #49 ลักซ์
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2559 / 05:40
    น่ารักสุดๆ
    #49
    0
  6. #48 128869 (@128869) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2559 / 16:31
    เจียวซินเหมือนเหมยฮวาตอนเป็นพริมไงแม๋ๆๆท่านอ๋องร้อนแรงตลอด
    #48
    0
  7. วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 20:17
    #47
    0
  8. #46 yumekui merry (@c-l-o-v-e-rlover) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2559 / 13:01
    ขอบคุณมากคร่าฟินสุดๆๆๆๆๆ55555
    #46
    0
  9. วันที่ 5 พฤษภาคม 2559 / 00:33
    ขอบคุณค่ะ
    #45
    0
  10. #44 Julyyaoi (@Julyyaoi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 เมษายน 2559 / 16:15
    มีเรื่องของลูกลิงตัวแสบไหมคะ
    #44
    0
  11. วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 14:56
    Oh........so sweet.....
    #43
    0
  12. #42 ต้นไม้บนภูเขา
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 10:52
    น่ารักค่ะ
    #42
    0
  13. วันที่ 24 กรกฎาคม 2558 / 20:17
    ยิ้มมมมมมมม ไม่หุบเลยค่ะไรท์เตอร์



    ขอบคุณมากจริงๆที่แต่งนิยายดีดี ชวนอิ่มอกอิ่มใจมาให้อ่านนะคะ
    #41
    0
  14. วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 15:09
    สนุกมากๆ ขอบคุณค่ะ
    #40
    0
  15. วันที่ 31 พฤษภาคม 2558 / 18:50
    อ่านไม่ได้อ่า
    #39
    0
  16. #38 maykubpom (@maykubpom) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 / 02:45
    ลูกดกเชียววว ขยันมากเพค่ะท่านอ๋อง 555
    #38
    0
  17. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:01
    สนุกค่าาาา
    #37
    0
  18. #36 mild
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 16:06
    ขอบอกว่าเอาไปลงตีพิมพ์ได้เลย ถ้าตีพิมพ์ได้บอกมาเลยว่าสำนักพิมพ์ไรแล้วจะตามหาซื้อให้ได้ ชอบจังน่าจะต่อภาค2แต่เป็น

    ลูกสาวตัวจ้อยของเหมยฮวาแทนคงป่วนน่าดูอิอิ
    #36
    0
  19. #35 yoyo
    วันที่ 12 สิงหาคม 2557 / 01:36
    ชอบอ่าอ่านเเล้วอ่านอีกก้ยังสนุก>
    #35
    0
  20. วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 14:35
    ขอบคุณค่ะ น่ารักที่สุดเลย
    #34
    0
  21. #33 จันทกานต์
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 23:17
    สนุกมากค่ะ อ่านไปยิ้มไปตั้งแต่ต้นจนจบ จะรอติดตามผลงานเรื่องต่อไปอีกนะค่ะ
    #33
    0
  22. วันที่ 6 กรกฎาคม 2557 / 20:33
    ชอบมากกกกก
    #32
    0
  23. วันที่ 5 กรกฎาคม 2557 / 10:22
    กรี๊สสสสสในที่สุดก็ได้มาอ่าน พี่สาวอย่างอนนะอิอิ



    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกกก อร๊ายยยย ฟินจรุงเลย เขิลๆๆๆๆ>.......<
    #31
    0
  24. #30 mitarine
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 16:24
    ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ (>////
    #30
    0
  25. วันที่ 24 มิถุนายน 2557 / 18:02
    ชอบมากกกกกกกกกกกกกกก
    #29
    0