END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 1 : Introduction “จบรักสถานะเพื่อน”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 มี.ค. 63

คุณคิดว่าความรักหมายถึงอะไรเหรอครับ

คุณคิดว่าใครถึงจะเหมาะกับความรักเหรอครับ

คุณคิดว่าโอกาสที่สองคนจะรักกันได้คือเท่าไหร่เหรอครับ

แล้วคุณคิดว่าความรักในสถานะเพื่อนมันเป็นไปได้มากแค่ไหนเหรอครับ

 

หลายคนพูดว่าคำว่าเพื่อนยืนยาวกว่าคำว่าแฟน แล้วทำไมเราถึงต้องเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนสนิทไปเป็นแฟนเต็มตัวด้วย ในเมื่อเพื่อนก็สามารถดูแลและหัวเราะไปกับเราได้ไม่ต่างจากแฟน

สำหรับคนอื่น ๆ อาจมองว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้แต่สำหรับตัวผมมันคงสายเกินไปแล้วครับ เพราะผมดันหลงรักเพื่อนสนิทของตัวเองไปแล้ว ไม่ใช่เพราะช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเพิ่งเจอกันในรั้วมหาวิทยาลัย มันนานกว่านั้นเพราะผมรู้จักกับมันมากว่าหกปีแล้ว

อาจเป็นเพราะช่วงเวลาที่ยาวนานบวกกับสถานะเพื่อนสนิทของเราสองคน ผมจึงไม่รู้ว่าหลายอย่างที่แสดงออกมันคิดกับผมแค่เพื่อนหรือเปล่า ผมเองก็ไม่ค่อยอยากคิดเข้าข้างตัวเองแต่ผมคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างมันกับผมคงเกินคำว่าเพื่อนมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครยอมพูดออกไปเท่านั้น

จริง ๆ เรื่องราวของผมมันก็เหมือนกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “รักแห่งสยาม” หนังสือที่บอกเล่าถึงเรื่องราวความรักระหว่างเพื่อนสนิทสองคนที่เคยอยู่ด้วยกันสมัยเด็กแต่ต้องจากกันเพราะเหตุผลบางอย่างก่อนที่โชคชะตาจะนำพาพวกเขาทั้งสองคนมาเจอกันอีกครั้งในวันที่ทั้งสองโตขึ้น ความรักที่เคยมีให้กันจึงเริ่มเบ่งบานละเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง

ผมก้มมองสร้อยล็อกเกตในคอก่อนจะถอนหายใจอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับตัวผมอีกแล้ว ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวทั้งที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย เพียงเพราะใครบางคนที่เคยนั่งอยู่เคียงข้างกลับมองไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเขา เป็นแค่เงาที่เขามองข้าม เป็นส่วนเกินของชีวิตเขา เพราะสถานะของเราคือ In friendship ไม่ใช่ In relationship เราเลยต้องอยู่กับคำว่าเฟรนด์โซนไม่ใช่แฟนโซน

สถานะเพื่อนก็เจ็บพอแล้วแต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่า คือการมองเห็นเพื่อนของตัวเองกำลังเลื่อนสถานะไปเป็นอย่างอื่นกับใครบางคนที่ไม่ใช่เรา ผมคงทนเห็นภาพแบบนั้นไม่ได้

 

หากชอบแล้วไม่บอกโอกาสที่เกิดขึ้นจะมีแค่ 0% แต่ถ้าชอบแล้วบอกไปมันยังมีโอกาสที่สำเร็จถึง 50% แต่ตัวเลข 50% ที่กำลังจะแลกนั้นต้องแลกกับความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะนอกจากความสูญเสียที่ไม่ได้เลื่อนเป็นแฟน ตัวเรายังไม่สามารถกลับไปอยู่ในสถานะแอบชอบแบบเมื่อก่อนได้อีกด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อยากที่จะเสี่ยง เสี่ยงกับความรู้สึกทางหัวใจที่ผมได้รับมาทั้งหมด เพราะผมคิดได้แบบนั้นผมจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดไว้ในหัวใจเพื่อจะสารภาพออกไป ถึงแม้จะโดนอีกฝ่ายปฏิเสธก็ตาม

 

“เอาวะ! เป็นไงเป็นกัน โทรก็โทร!”

เป็นเวลาเพียงครู่เดียวก่อนที่อีกฝ่ายจะรับสายขึ้น

“ปะ...ปั๊ม...คือ...” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลถึงขีดสุดด้วยความตะกุกตะกักและความลังเลเมื่อเพื่อนสนิทรับสาย

[ไอ้ปอ มึงโทรมามีอะไร กูยังไม่ตื่น!] เสียงอีกฝ่ายกลับดูหงุดหงิดเหมือนผมโทรมากวนตอนเช้า มันก็เช้าจริง ๆ นั่นแหละ บอกไปแล้วไงว่าผมนอนไม่ค่อยหลับ

“คะ...คะ...คือ”

[ถ้าไม่มีอะไรงั้นกูไปนอนต่อนะ]

“ดะ...เดี๋ยว”

[มีไรก็รีบว่ามา! ถ้ากูนอนไม่พอแล้วหน้าโทรมกูจะโทษมึง!]

“...”

[หนึ่ง! สอง! สะ...]

“เย็นนี้หลังเสร็จกิจกรรม เจอกันหลังตึกวิศวพัฒนานะ” ผมพยายามรวบรวมความกล้าและพูดออกไปก่อนมันจะนับเลขสามแล้วตัดสายทิ้ง

[อืม เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องโทรมาบอกกูแต่เช้าเลยนี่]

“...”

[ยังไงก็กลับด้วยกันทุกวันอยู่แล้ว]

“...”

[งั้นแค่นี้นะ กูไปนอนต่อละ]

“เออ ๆ เจอกันที่มอ”

ใช่ครับ ถ้าเป็นวันอื่นผมคงไม่ตั้งหน้าตั้งตาโทรหามันเช้าตรู่ขนาดนี้ วันนี้อาจเป็นวันที่สำคัญสุดในชีวิตเฟรชชี่ปีหนึ่งทั้งหมดของผมก็ได้ เพราะนอกจากจะได้แสดงศักยภาพความเป็นหนึ่งเดียวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในเพลงเชียร์อุตสาหการที่กำลังจะถูกสืบทอดโดยพวกเราแล้ว มันอาจกลายเป็นวันแห่งการเริ่มต้นใหม่ในสถานะแฟนกับใครบางคน ณ ที่แห่งนี้ด้วย

ถึงจะเป็นวันสำคัญของภาควิชาแต่มันกลับมีความหมายกับผมยิ่งกว่า เพราะอีกแค่ไม่กี่นาทีผมจะสารภาพความรู้สึกที่เก็บมานานหลายปี ความรู้สึกที่มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกที่ผมไม่ได้แค่รู้สึกไปเพียงคนเดียวว่าผมกับมันไม่ได้รักกันแบบเพื่อนสนิทมธรรมดา มันมากกว่านั้นและวันนี้ผมก็มั่นใจเต็มที่แล้วว่าเราจะก้าวไปเป็นคนสำคัญในชีวิตที่มากกว่าสถานะเพื่อน ผมพร้อมที่จะส่งเกียร์ในมือที่จะได้รับเย็นนี้ให้ไอ้ปั๊มมันดูแล ให้มันกลายเป็นเกียร์ของเราสองคน

 

วันแห่งความอัศจรรย์ปรากฏขึ้น ความสุขทั้งหมดทั้งมวลกำลังเอ่อล้นจากภายใน พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความรักและความกลมเกลียวภายใต้ธงของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่รวบรวมบรรดารุ่นพี่รุ่นน้องหลากหลายชั้นปีเข้าด้วยกัน ความอบอุ่นต่าง ๆ กำลังถูกส่งผ่านเกียร์ที่คล้องคอแต่ละชิ้น มันคือเกียร์รุ่นเกียร์ของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ

“เครื่องจักรในโรงงานจะทำงานได้ต้องอาศัยฟันเฟืองแต่ละชิ้น ถ้ามีเฟืองตัวไหนหายไปเครื่องจักรนั้นก็ทำงานไม่ได้ พวกคุณจึงเป็นเหมือนฟันเฟืองแต่ละชิ้นที่ขับเคลื่อนคณะวิศวกกรมศาสตร์แห่งนี้ให้เดินหน้าต่อไป” พี่เติมเฮดว้ากปีสามได้เริ่มต้นบทเรียนสุดท้ายที่ต้องการถ่ายทอดให้รุ่นน้องระหว่างที่ทุกคนรอรับเกียร์

“เหตุผลที่พวกคุณได้รับเกียร์ในวันนี้ เป็นเพราะความพยายามความอดทนสามัคคีและความทุ่มเทตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พวกผมได้เห็นมันแล้ว เกียร์เลยเป็นหัวใจของพวกเราชาววิศวะ เกียร์อยู่ที่ไหนใจอยู่ที่นั่น ฝากเกียร์ไว้ที่ใครก็เหมือนฝากหัวใจไว้ที่คนคนนั้น เก็บรักษาหัวใจของพวกคุณไว้ให้ดี แล้วส่งมอบให้คนที่พร้อมจะรักษามันอย่างจริงใจ”

“ฮิ้ววว” สิ้นเสียงของอดีตพี่ว้ากบทอัฒจันทร์ก็ตามมาด้วยเสียงกู่ร้องของรุ่นน้องและรุ่นพี่ต่าง ๆ นานา บ้างก็แซวกัน บ้างก็เขินกัน บ้างก็หยอกล้อกันตามแบบฉบับของเด็กวิศวะ

หลังจากที่ได้รับเกียร์รุ่นมา ผมได้เดินไปทั่วจนครบทั้งสนามเพื่อพูดคุยกับรุ่นพี่แต่ละคนทั้งปีสองและปีสาม ตอนนี้แขนทั้งสองข้างของผมเต็มไปด้วยสายสิญจน์จากพวกพี่ ๆ จนไม่เหลือที่ว่างให้ใครสามารถผูกข้อมือให้ผมได้อีกแล้ว

จะว่าไปก็ยังมีรุ่นพี่อีกคนที่ผมยังไม่ได้ให้ผูกข้อมือ และใครคนนั้นก็คือพี่เติมเฮ้ดว้ากที่ตอนนี้ถูกกลุ่มเพื่อนผู้หญิงเกือบทั้งรุ่นของผมกลืนกินพี่เขาจนแทบหายไปจากสนามแล้ว แต่ผมเองก็คงรอพี่เติมไม่ได้เพราะต้องเตรียมตัวไปสารภาพความรู้สึกกับไอ้ปั๊มแล้ว ‘ตอนนั้นไอ้ปั๊มมันจะทำหน้าแบบไหนกันนะ’

ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนในสนามบอลแห่งนี้ ผมเอาแต่นึกถึงใบหน้าของใครบางคนกับเหตุการณ์หลังจากนี้จนผิวแก้มของผมขึ้นริ้วสีแดงระเรื่อร้อนผ่าวไปหมดจนผมต้องเดินเลี่ยงออกจากสนามไปสงบสติอารมณ์ตัวเองเพื่อดับความร้อนที่กำลังระอุขึ้น

เวลาเหล่านั้นกำลังมาถึงเวลาที่ผมตั้งใจไว้ ทันทีที่งานจบผมนัดมันไปเจอที่ด้านหลังอาคารวิศวพัฒนาเพื่อสารภาพและบอกเล่าความรู้สึกที่กักเก็บมาทั้งหมด ถึงจะพูดง่ายแบบนั้นแต่ก้อนเนื้อในอกที่สั่นสะท้านจนผมหายใจไม่ทันคงไม่คิดแบบนั้น

 

***

 

“ปะ...ปั๊ม รอหลังตึกที่เดิมนะ” น้ำเสียงของผมตอนนี้กำลังสั่นระเรื่อเมื่อต่อสายตรงโทรหาเพื่อนสนิทที่กำลังจะเดินออกจากสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยหลังผูกข้อมือ

[เค ๆ ตะ...แต่กู...ไปช้านิดนึงนะ คือ...] อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเหมือนมีบางอย่างอยู่ในใจแต่เหมือนไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ กับตัวผมที่กำลังถือสายรอ

“ไม่เป็นไรเลย รอได้ กู...ชินแล้ว” ผมพูดไปตามความเคยชินเพียงเพราะผมรอมันมาตลอด ทั้งนั่งรอเวลากลับบ้านตั้งแต่สมัยเด็กทุกวันจนตอนนี้ผมก็ยังรอมันทุกวันจนกลายเป็นความเคยชินเสียแล้ว

 

สายโทรศัพท์ถูกตัดลงหลังจากเสียงตอบรับของอีกฝ่ายสิ้นสุด ถึงจะบอกว่ารอได้ก็เถอะแต่เวลานี้จิตใจของผมแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หัวใจที่เต้นอย่างผิดจังหวะจากความตื่นเต้นที่กำลังจะสารภาพความในใจและความเกรงกลัวต่อคำตอบจากเพื่อนสนิท หวังว่าผมจะไม่ได้คิดเรื่องนี้ไปเองคนเดียวนะ

รู้สึกว่าวันนี้ปั๊มจะใช้เวลานานกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผมสงสัยหรือต้องโทรตาม บริเวณหลังตึกตอนนี้ยุงเริ่มเยอะพอสมควรจนผมกลัวเป็นไข้เลือดออก ผมจึงเดินเข้ามานั่งรอด้านใน พร้อมกับเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าล้างตาเพื่อชำระคราบเหงื่อไคลที่สะสมอยู่ทิ้งไป

ผมเริ่มได้ยินเสียงของใครบางคนเดินอยู่ด้านนอกและกำลังตรงไปที่หลังตึกตรงจุดนัดพบของผมกับปั๊ม และเสียงฝีเท้าหนัก ๆ แบบนี้ทำให้ผมมั่นใจในทันทีว่านั่นคือเพื่อนสนิทของผมแน่นอน ขณะที่ผมก้าวตัวออกจากห้องน้ำเพื่อตรงไปหาร่างสูงกลับต้องหยุดชะงักและกลับไปหลบอยู่ที่มุมเดิม

 

‘ทำไมปั๊มถึงอยู่กับไอรินวะ แถมยังอยู่กันแค่สองต่อสอง’

 

ไอริน คือเพื่อนสาวที่สวยที่สุดในรุ่น เป็นที่หมายปองสำหรับรุ่นพี่รุ่นน้องคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งนี้ เธอคือดาวของภาควิชาปีนี้ แถมยังมีตำแหน่งในการประกวดดาวมหา’ ลัย แม้จะไม่ใช่ที่หนึ่งแต่เธอก็ได้ใจกรรมการไปหลายคน เพราะทั้งหน้าตาและความน่ารักของเธอไม่เหมือนเด็กวิศวะเลยสักนิด ผมว่าเธอเหมือนกับเด็กคณะอักษรศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์มากกว่า ถ้าบอกว่าเธอเป็นดาราหรือนักแสดงคงไม่มีใครปฏิเสธความเชื่อนี้ได้เลย

แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่ทำให้สติของผมหลุดเลือน ผมส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนตั้งสติอีกครั้งพร้อมกับจับจ้องไปยังอีกฝ่ายสิ่งที่ทำให้หัวใจผมแทบจะหยุดเต้นปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง ฝ่ามือเรียวเล็กของไอรินถูกวางอยู่บนฝ่ามือแกร่งของเพื่อนสนิทผมก่อนที่บทสนทนาสุดแสนสะเทือนใจดังออกจากปากทั้งสองฝ่าย

 

“ปั๊มว่ารินสวยไหมคะ” ไอรินเริ่มถามขึ้นด้วยดวงตากลมโตที่เหมือนออดอ้อน

“สวยสิ สวยมาก เกือบจะสวยที่สุดในมหา’ ลัยแล้ว” ร่างสูงตอบพร้อมยกยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจริงใจ

“แต่รินว่าคงไม่หรอก ถ้าสวยจริง ๆ คงไม่โสดมาจนทุกวันนี้” เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ

“ไอรินสวยจริง ๆ นะ ปั๊มไม่เคยเจอใครสวยเท่าไอรินมาก่อนเลย แล้วอีกอย่างหนึ่งปั๊มว่ามีใครบางคนแอบมองไอรินมาตลอดแหละ แต่ไอรินอาจจะมองไม่เห็นคนธรรมดาคนนั้น” ร่างสูงพูดพร้อมกับหันไปมองทางเดินอีกครั้ง

“ปั๊มรู้ไหมว่าเกียร์เป็นสื่อแทนใจ เกียร์อยู่ที่ใคร ใจอยู่ที่คนนั้น”

“ปั๊มพึ่งรู้เลยนะเนี่ย”

“เกียร์ที่รินได้มาเมื่อกี้มันสำคัญกับรินมากเลยนะ”

“อื้ม ปั๊มเข้าใจทุกอย่างแล้วล่ะ”

“อย่าลืมเกียร์ที่รินฝากไว้ที่ปั๊มนะคะ”

 

แกร๊ง! แกร๊ง! แกร๊ง!

 

เสียงของเกียร์สุดสำคัญในมือของผมตกกระทบโครงเหล็กบนพื้นเสียงดัง ทำให้ปั๊มและไอรินหันมามองผมที่กำลังแอบยืนอยู่ตรงซอกห้องน้ำที่แสดงออกด้วยใบหน้าเศร้าโศก ตกใจ เสียใจ หวาดกลัว แต่ทั้งหมดก็ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในอีกครั้งเมื่อร่างสูงหันมาสบตากับผม

“อ้าว! เพื่อนปั๊มมาแล้วนี่ งั้นรินกลับก่อนนะ อย่าลืมเกียร์ที่รินฝาก...”

ไม่ทันที่หญิงสาวร่างเล็กจะกล่าวจบพร้อมกับพยายามปล่อยมือของอีกฝ่าย แต่ร่างสูงกลับกุมมือของอีกฝ่ายแน่นหนาขึ้นทันทีก่อนจะพูดออกมาว่า

“รินรอปั๊มตรงนี้แหละ กลับคนเดียวได้ไง ดึกแล้วอันตรายเดี๋ยวไปส่งที่หอ”

ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าพาตัวเองมาอยู่ที่นี่ทำไมกัน ทำไมมันเจ็บแบบนี้วะเจ็บทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้น เจ็บเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตตรงหน้าไปอีกครั้ง

จริง ๆ ทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมกันดี แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าที่ตรงนั้นเป็นผมไม่ใช่เธอ ผมมันคงเป็นได้แค่เพื่อนสนิทเท่านั้น เพื่อนผู้ชายที่ไม่ได้สวยดูดีเพอร์เฟคเหมือนไอรินที่เกือบได้เป็นดาวมหา’ ลัยเลยสักนิด ผมควรทำอย่างไรกันถึงจะออกไปจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดแบบนี้ได้

 

“ว่าไง มึงเรียกกูมาตรงนี้มีอะไร” ร่างสูงพูดขึ้นเพื่อทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดลง แต่มันกลับไม่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด

“คะ...คือ...” ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลานี้ควรพูดอะไรออกไป ผมคงได้แต่ปิดบังความเศร้าไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยเพื่อไม่ให้คนตรงหน้าจับสังเกตได้

“ตกลงว่าไง?” น้ำเสียงนิ่งเรียบถูกกล่าวทำลายบรรยากาศอีกครั้ง นั่นทำให้ผมพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนปากสั่นด้านชาทั้งใบหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอยไร้การตอบรับ

“กูไม่มีอะไรแล้ว มึงไปเถอะกูโอเค” ผมพยายามเรียกสติตัวเองกลับมา แต่อยู่ ๆ หยดน้ำสีใสได้ไหลจากปลายหางตาสู่แก้มขาวทันที มันคือการบอกเล่าความรู้สึกทั้งหมดของผมโดยไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว

“เฮ้ยปอ! มึงเป็นไร มึงร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรมึงบอกกูมา กูจะไปจัดการมัน”

‘ใครทำอะไรงั้นเหรอ ก็มึงไงไอ้เหี้ยปั๊มมึงคนเดียวที่ทำให้กูร้องไห้ มึงทำให้กูรู้สึกดีแล้วเทกูแบบนี้ไง’

 

ผมได้แต่ยืนพูดกับตัวเองในใจ กลั้นน้ำตา แล้ววิ่งออกมาจากพื้นที่แห่งความกดดันนั้นทันที ผมเหลือบกลับไปมองแต่หนทางด้านหลังเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่าไร้ซึ่งเงาของผู้ใดตามมา

ปั๊มไม่ได้วิ่งตามผมมา มันแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะตั้งแต่รู้จักกันมามันไม่เคยปล่อยให้ผมร้องไห้อยู่คนเดียวโดยไม่มีมันปลอบเลยสักครั้ง มันไม่เคยทำร้ายจิตใจผมขนาดนี้

ผมหันกลับไปมองอีกครั้งแต่ผมเห็นเพียงปั๊มที่หันไปคุยกับไอรินด้วยท่าที่กำลังกุมมือกันแน่นอยู่ ผมผิดเองที่คิดกับมันเกินเพื่อน ถ้ามึงคิดกับกูแค่เพื่อน มึงทำแบบนั้นทำไม มึงทำให้หัวใจของกูมีความหวังและหักลงตรงหน้ามึงแบบนี้ทำไม คำว่าเพื่อนสนิทคงมาถึงจุดสิ้นสุด ผมผิดเองแหละที่ไม่ระวังคำเตือนของคนอื่นที่ว่า ‘คิดกับเพื่อนสนิทมากเกินไป ให้ระวังสิ้นสุดทางเพื่อน’

 

แต่ตอนนี้คงทำอะไรได้ ในเมื่อ...ผมหลงรักมันหมดหัวใจไปแล้ว ปั๊ม...แล้วการกระทำของมึงก่อนหน้านี้ล่ะมันหมายความว่าอะไร การที่มึงบอกว่ามึงมีคนที่ชอบแล้ว มึงกำลังอินกับคำว่ารักอยู่ คนที่มึงรู้สึกด้วยคือไอรินอย่างนั้นเหรอ ทั้งที่เราใกล้ชิดกันขนาดนั้นเป็นห่วงกันขนาดนั้นดูแลกันขนาดนั้น มันแค่ความห่วงใยในฐานะเพื่อนสนิทเท่านั้นเหรอ

แค่คิดว่าต่อไปนี้ผมต้องใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่มีมันอีกครั้ง แค่นี้ผมก็ทนไม่ได้แล้วล่ะ ทำไมถึงได้ทำร้ายหัวใจครั้งแล้วครั้งเล่าขนาดนี้ แต่ครั้งนี้มันคงไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะผม...คงต้องตัดใจแล้ว

 

“ปั๊ม...กูรักมึงนะ”

 

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหนกัน หลายวันก่อน หลายสัปดาห์ก่อน หลายเดือนก่อน หรือหลายปีก่อนกันแน่ การเดินหน้าต่อไปด้วยตัวคนเดียวคงเป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกัน เรื่องราวทั้งหมดมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น ‘วันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่’ วันที่โชคชะตานำพาพวกเรากลับมาเจอกันอีกครั้ง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

2 ความคิดเห็น