END love "จบรักสถานะเพื่อน"

ตอนที่ 2 : บันทึกของเพื่อน ฉบับ1 “เช้าวันปฐมนิเทศ”

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 มี.ค. 63

Por part

เช้านี้คือเช้าวันแรกที่ผมได้เป็นนักศึกษาเต็มตัวครับ ผมสอบได้มหาวิทยาลัยชื่อดังใกล้บ้าน วันนี้คือปฐมนิเทศของภาควิชา วันที่จะได้เจออาจารย์ที่ปรึกษาและเพื่อนในรุ่นทั้งหมดที่ร่วมชะตาฟันฝ่าการสอบเข้าทั้ง Admission Gat-Pat Onet TCAS ต่างๆ ที่ต้องอยู่ด้วยกันไปอีกสี่ปี จริง ๆ ผมก็แอบตื่นเต้นกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ว่าเพื่อนใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นคนแบบไหนกันบ้าง

ลืมแนะนำตัวไปผมปอ ปวรเรศ แซ่จาง นักศึกษาที่กำลังจะขึ้นปี1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัย K จริง ๆ บ้านผมเป็นคนเชื้อจีนครับหน้าตาของผมเลยกลายเป็นลูกครึ่งไทยจีนขาวตี๋ตาตี่หน้าหวานจนโดนแซวอยู่บ่อยครั้งว่าเหมือนลูกสาว เพราะท่าทางนิ่งเรียบไม่สู้คนของผมกับบุคลิกชอบนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ คนเดียวมากกว่าการไปเล่นกีฬากลางแดดจัดตอนเที่ยง นั่นล่ะครับที่ทำให้ผมโดนมองแบบนั้น

พูดถึงความเป็นจีนในตัวผมต้องนี่เลยครับ ป๊าผมเป็นคนจีนแต่แม่ผมเป็นคนไทยในบ้านผมเลยเรียนป๊ากับแม่แทนที่จะเป็นป๊ากับม้าหรือพ่อกับแม่ อาเหล่ากงของผมเนี่ยย้ายมาประเทศไทยตั้งแต่ยุคเสื่อผืนหมอนใบ เริ่มต้นจากคำว่าไม่มีอะไร จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรอยู่ดี เฮ้อ จะมีก็แต่แต่ธุรกิจขายขนมไทยเล็ก ๆ ของคุณยายที่ถูกคุณแม่นำไปสานต่อระยะหนึ่งก่อนที่คุณน้าของผมจะรับไปดูแลต่อ ก็นะ เดี๋ยวนี้ขนมไทยกลับไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ ขนาดผมเองที่แม่เคยขายขนมไทยผมยังเลือกเดินเข้าร้านไอศกรีมหรือร้านเค้กมากกว่ากินขนมไทยที่แม่ทำอยู่เลย

เข้าเรื่องดีกว่าครับ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมต้องไปมหาวิทยาลัยผมเองก็กลัวจะไปสายเลยกะว่าจะขอร้องให้ป๊าไปส่งผมก่อนไปทำงานสักหน่อยผมจะได้ไม่สายตั้งแต่วันแรก

 

“ป๊า วันนี้ไปมหาวิทยาลัยวันแรก ไปส่งปอหน่อยนะ”

“อืม ๆ ได้สิ” คุณพ่อสุดแสนใจดีว่าพลางเดินไปหากุญแจรถยนต์คันประจำที่ต้องขับไปทำงานทุกเช้า

 

พูดถึงเรื่องเพื่อน จริง ๆ ผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนแหละ อาจจะเป็นเพราะผมเป็นเด็กเรียนที่เอาแต่เงียบ ถามอะไรก็ไม่ค่อยพูดค่อยจา ชอบนั่งเงียบ ๆ มากกว่าการโต้เถียงอีกฝ่ายเพื่อให้ชนะ คนรอบตัวที่เข้าหาเลยมีแต่คนที่คบเอาหวังผลประโยขน์ ให้ช่วยติวก็มี ตีสนิทไว้ลอกการบ้านก็มี หรือเข้าหาเพื่อลอกข้อสอบก็มี เพื่อนสนิทที่รู้ใจโดยไม่ต้องเอ่ยปากสำหรับผมเลยมีแค่ไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือ...ยัยถุงแป้ง

“ฮัลโหล...ว่าไงถุงแป้ง” พูดถึงอยู่ก็โทรมาเลย

[แก! วันนี้ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง]

“เอ่อ...”

[แก คือฉันจะถึงอาคารวิศวพัฒนาอยู่แล้ว แต่ฉันก็ลืมเตรียมเอกสารมา]

“เอกสารอะไร?”

[ก็ในเว็บบอกให้เตรียม รูปถ่ายนักศึกษา สำเนาบัตรประชาชน ปพ.6 ทะเบียนบ้าน โอ๊ยฉันลืมได้ไง]

“ถุงแป้ง!”

[...]

“แกใจเย็นๆ นั่นมันของที่ต้องเตรียมมาวันสมัครเรียน”

[...]

“ถ้าไม่เชื่อ แกลองกลับไปเช็คในเว็บดูอีกที”

[...]

“...”

[แหะๆ จริงด้วย]

 

นี่แหละครับยัยถุงแป้ง ประภัสสรณ์ ร่มฤดีสิริกุล หรือถุงแป้งเพื่อนสมัยมัธยมปลายที่อยู่ห้องติดกัน ผมเรียนห้องหนึ่ง ส่วนถุงแป้งเรียนห้องสอง เราเพิ่งจะมาสนิทกันช่วงม.6 ที่อาจารย์นัดพวกเราติวเข้มกันเพื่อไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ถ้าถามว่าแข่งอะไรเหรอครับ ก็แข่งความรู้ทักษะความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์ไงครับ ถึงผมจะแสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่งแต่กับการคำนวณตัวเลขผมไม่เคยแพ้ใคร ยกเว้นยัยถุงแป้งเพราะนอกจากจะเก่งคำนวณพอ ๆ กับผมเธอยังชอบแสดงความรู้สึกแบบมากจนเกินไป มากจนผมอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ เพราะมันช่วยเติมเต็มในสิ่งที่ผมรู้สึกขาดหายไปได้

 

“บอกแล้ว แกอะชอบตื่นตูมเกินจริง ดูรายละเอียดที่มาข้อมูลกับวันที่ดี ๆ ก่อนโวยวายสิ”

[แก! ก็คนมันตกใจ เรื่องนั้นช่างเถอะ แกอยู่ไหนแล้ว]

“กำลังจะออกจากบ้าน”

[ฮะ! ยังไม่ออกจากบ้าน เดี๋ยวก็สายหรอก]

“มหาลัยอยู่ใกล้แค่นี้ เราไม่สายหรอก”

[ฉันอยากเตือนแกก่อนว่ารถติดมาก ติดแบบนรกแตก]

“...”

[อย่าหาว่าฉันไม่เตือน แถวนี้รถติดกว่าที่แกคิด]

“เอ่อ”

[ระวังจะสายตั้งแต่วันแรกนะคะ เพื่อนปอ ฮ่า ๆ ๆ] เพื่อนสาวปลายสายว่าด้วยน้ำเสียงหยอกล้อกวน ๆ ก่อนจะกดตัดสายทิ้งไป ทิ้งไว้แต่ผู้ชายร่างเล็กที่กำลังคำนวณเวลาผ่านตัวเลขอยู่ในหัวด้วยหน้าตาจริงจัง

“ฉิบหายละ ลืมบวกเวลารถติด” ใบหน้าที่เริ่มซีดเซียวกับหยาดเหงื่อที่เริ่มซึมผ่านร่องแก้มยังคงคิดถึงคำพูดที่เพื่อนสาวปลายสายว่าไว้ ‘ระวังจะสายตั้งแต่วันแรกนะคะ เพื่อนปอ’

 

ก็บอกแล้วไงว่าถ้าจะแพ้เรื่องคำนวณก็คงแพ้แค่ยัยถุงแป้งคนเดียว เพราะยัยนั่นชอบบวกเวลาเผื่อเป็นชั่วโมง ๆ สำหรับเหตุฉุกเฉินไว้เสมอ ต่างกับตัวผมที่ชอบคำนวณทุกอย่างไว้อย่างแม่นยำพอดีเป๊ะ ก็แน่ล่ะขนาดตอนเรียนมัธยมผมยังมาทันเวลาเคารพธงชาติแบบพอดีเป๊ะต่างกับยัยถุงแป้งที่ชอบมาเช้าตั้งแต่ประตูโรงเรียนยังไม่เปิด

เวลานี้ร่างเล็กกำลังยืนกุมขมับอย่างลำบากใจ เมื่อรู้ว่าตนคำนวณเวลาผิดไป

“ป๊า! ต้องออกจากบ้านเดี๋ยวนี้” เมื่อร่างเล็กไร้ซึ่งทางออกจึงเร่งตะโกนขึ้นไปยังชั้นสองที่เป็นห้องนอนของป๊า

“แป๊บนึงได้ไหมปอ”

“...”

“ป๊าทำกุญแจรถหาย”

‘โอ๊ย...อยู่นอกเหนือการคำนวณอีกแล้ว’ ทำไมวันแรกของไอ้ปอในรั้วมหาวิทยาลัยต้องเป็นแบบนี้ด้วย

 

***

 

เหตุการณ์ในหัวที่คิดไว้ตอนแรกสำหรับถนนโล่งสบาย กลับไม่ใช่ถนนที่เขาเคยรู้จักอีกแล้ว เพราะถนนที่เขาเคยผ่านมาด้วยบรรยากาศปลอดโปร่งโล่งสบายกลับหนาแน่นไปด้วยรถชนิดต่าง ๆ ที่จับจองพื้นที่กันเต็มถนน จนร่างเล็กได้แต่ก้มหน้ากุมขมับตัวเอง

“ทำไมรถมันติดแบบนี้ล่ะ”

“อ่อ ป๊าว่าก็ปกติของถนนเส้นนี้นะ”

“วันนั้นปอมาสอบสัมภาษณ์ยังไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย”

“นั่นปอมาสอบตอนบ่ายวันพุธ”

“...”

“แต่นี่มันเช้าวันจันทร์นะลูก”

“โอ๊ย...พลาดอีกแล้ว” จริง ๆ แล้วปออาจจะเป็นคนเก่งวิชาคำนวณมากที่สุดในโรงเรียน แต่ถ้าเป็นวิชาความรอบคอบปออาจจะกลายเป็นที่โหล่ของโรงเรียนเลยก็ได้

“ลืมไปได้ยังไงว่าวันนี้เช้าวันจันทร์”

“แล้วนี่เขาเริ่มกิจกรรมตอนกี่โมงล่ะปอ”

“8 โมงตรง”

“...”

“...”

“ตอนนี้ 7 โมง 45”

“...”

“ป๊าว่าปอเตรียมคำพูดไว้ขอโทษอาจารย์เลยดีกว่า”

“ป๊า!”

 

อาคารวิศววัฒณา

รถยนต์คันเล็กฟันฝ่าฟันรถติดอย่างรวดเร็วตรงดิ่งเข้ามาในมหาวิทยาลัยด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่การจราจรติดขัดจะเอื้ออำนวย บนถนนทั้งสองด้านเต็มไปด้วยรถหลายขนาด ความร้อนพุ่งทะยานขึ้นสูงผ่านเครื่องยนต์ แต่ความระอุเหล่านั้นคงยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความกระวนกระวายใจในของคนร่างเล็กที่นั่งกำหมัดแน่น

บรรยากาศร้อนระอุก็เริ่มคลี่คลายเบาบางลงเมื่อรถยนต์คันดังกล่าวแล่นมาจอดบริเวณด้านหน้าอาคารวิศววัฒณา คนที่นั่งลุ้นระทึกมาตลอดทางเริ่มคลายมือออกจากกันแล้วมองไปยังนาฬิกาเรือนเล็กบนข้อมือขาวๆ

“ทันเวลาพอดีเลย”

“ทันอะไรล่ะป๊า นี่ 7 โมง 56 แล้ว”

“ไป ๆ รีบไปได้แล้วจะได้ไม่สาย”

“ไปแล้ว ป๊าสวัสดี แล้วก็อย่าลืมกุญแจไว้ในตู้เย็นอีกล่ะ” ปอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีเพื่อหยอกล้อผู้เป็นพ่อบนที่นั่งฝั่งคนขับ

“ยังจะมาแซวป๊าอีก ขอให้ขึ้นไปไม่ทัน ฮ่า ๆ”

“ป๊า! ปอไม่คุยด้วยแล้ว”

ปอรีบปิดประตูรถทันที พร้อมทั้งตรงดิ่งไปหาลิฟต์ตัวที่อยู่ใกล้เขาที่สุด ซึ่งในขณะนี้เป็นเวลา 7 โมง 57 นาที อีกสามนาทีเว้ยไอ้ปอ

“ปิดปรับปรุง! โปรดใช้ลิฟต์เบอร์1 ทำไมลิฟต์ต้องมาเสียวันนี้ด้วยวะ”

ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดแล้วหันไปมองลิฟต์ตัวที่หนึ่งตามกระดาษที่ติดตรงหน้าเขา

“เชี่ย! ลิฟต์กำลังขึ้นไปชั้น 7” ปอสบดลั่นในขณะที่ตามองนาฬิกา 7 โมง 58 นาที อีกแค่สองนาทีเท่านั้นเขาก็จะกลายเป็นคนที่สายตั้งแต่วันแรกในรั้วมหาวิทยาลัย

‘เอาวะ ห้องปฐมนิเทศอยู่แค่ชั้น 5’ ปอตัดสินใจในช่วงเวลาที่ลิฟต์หมายเลข1ผ่านไปถึงชั้น 8 ประตูหนีไฟถูกกระแทกออกพร้อมกับแรงปะทะของร่างเล็กที่พุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูงสุด

 

ชั้น5 อาคารวิศววัฒณา

อากาศยามเช้าไม่น่าจะร้อนจนทำให้เหงื่อไหล แต่กลับมีเด็กผู้ชายร่างเล็กคนหนึ่งยืนเหงื่อท่วมตัวอยู่ข้างประตูบานใหญ่ด้วยลมหายใจกระหืดกระหอบ เพราะปกติเป็นคนชอบนั่งอ่านหนังสือมากกว่าออกกำลังกาย พอต้องออกแรงหนัก ๆ เลยทำให้หัวใจสูบฉีดเกินกำลังที่ใช้ประจำ ขณะนี้เป็นเวลา 7 โมง 59 นาที

“แฮ่ก...แฮ่ก...มาทันเวลาพอดี” ร่างเล็กพูดด้วยน้ำเสียงสั่นไหวดังระเรื่ออยู่ในลำคอ มือข้างหนึ่งเท้าไว้ที่เอวส่วนมืออีกข้างยึดจับราวสเตนเลสเป็นที่พักพิงไม่ให้ล้มลง เสียงลมหายใจดังถี่มาเป็นระยะตามด้วยเสียงก้อนเนื้อในอกที่แทบจะสั่นสะท้านจนหลุดร่วงลงตรงหน้า

‘ไว้ค่อยไปนั่งหอบต่อในห้องแล้วกัน’ ร่างเล็กพยายามก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเรี้ยวแรงที่มีเหลืออยู่ทั้งหมด รวบรวมพลังที่เหลือไว้ยังต้นแขนและออกแรงผลักประตูไม้หนาทึบบานใหญ่ของห้องปฐมนิเทศออก ขณะนี้เป็นเวลา 8 นาฬิกาตรงพอดี และไอ้ปอก็ไม่ได้ถูกตราหน้าว่าคนที่มาสายตั้งแต่วันแรกอย่างที่ยัยถุงแป้งบอก

“สวัสดีครับ” ร่างเล็กพูดพลางยกยิ้มด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยคราบเหงื่อไคล

“เอ่อ...คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ” ผู้ชายร่างใหญ่แว่นหนามีผมสีขาวประปรายที่ดูเหมือนอาจารย์ฝ่ายวิชาการเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“เอ่อ...คือผม...”

 

ภายในห้องปฐมนิเทศอย่างที่ควรจะเป็น ภาพในหัวคือเด็กปีหนึ่งในชุดนักศึกษาขาวสะอาดเต็มห้องกับอาจารย์ใจดีที่กำลังชี้แจงกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ แต่ตอนนี้กลับมีแต่ผู้ชายร่างยักษ์กลุ่มใหญ่หน้าโหดในชุดเสื้อชอปสีเทาเข้มที่กำลังจดจ้องมาที่ใบหน้าของผู้ชายร่างเล็กที่กำลังยืนหอบอยู่ข้างประตูด้วยสายตาที่รู้สึกเหมือนถูกขัดจังหวะ

“อ้าว! เด็กปีหนึ่งนี่” ร่างสูงในชุดเสื้อชอปผิวเข้มหน้าคมดวงตาเป็นประกายคนหนึ่งในกลุ่มที่กลางห้องกล่าวขึ้น

“มึงสนใจน้องเหรอไอ้เติม ก็แน่ล่ะน้องแม่งโคตรน่ารัก” ร่างสูงที่ดูหล่อน้อยกว่าเอ่ยปากถามคนร่างสูงผิวเข้มทันที

“เติ้ล! กูยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ”

“ถ้าพวกมึงไม่เอากูขอนะ น่ารักขนาดนี้มีแฟนยังจ้ะ” บุคคลที่สามภายในกลุ่มหน้าตาดุร้ายหนวดเครารุงรังเอ่ยแซวขึ้นอย่างไม่อายปาก ผมไม่อยากบอกเลยว่าขนลุกขนาดไหนที่ได้ยินแบบนั้น

‘ต้องชมว่าหล่อสิครับไม่ใช่น่ารัก นี่ผมต้องมาเจออะไรแบบนี้แต่เช้าเลยเหรอวะ’ ได้แต่พูดกับตัวเองในใจก่อนจะยื่นหน้ามาหาอาจารย์ที่กำลังจ้องหน้ารอคำตอบจากผมอย่างใจเย็น

“พอเว้ยพวกเรา ไอ้หนวดมึงนี่ก็อีกคน น้องมันตื่นเต้นจนเหงื่อแตกหมดแล้ว”

“ไอ้เติม...มึงไม่ได้กำลังว้ากอยู่ ไม่ต้องทำเป็นเข้มก็ได้ มึงเขินน้องคนสวยเหรอ น้องก็อีกคนหน้าแดงขนาดนี้เขินเพื่อนพี่เหรอครับ ทำหน้าแบบนี้เพื่อนพี่ใจละลายนะ”

“ไม่เถียงสักคำเลยเว้ย แสดงว่าเขินพวกพี่จริง ฮ่า ๆ” เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นจากคนกลุ่มใหญ่ นี่แหละคือสิ่งที่เขาเรียกว่าเด็กวิศวะหน้าเถื่อนปากหมากันทุกคน รุ่นพี่ที่จบ ๆ ไปแล้วเคยเล่าให้ฟังว่าอย่าไปเดินผ่านพวกเด็กวิศวะเวลานั่งรวมกลุ่มกัน เพราะถ้ามันเจอเหยื่อตรงหน้าไม่ว่าจะผู้ชายผู้หญิงจะเด็กจะผู้ใหญ่มันแซวปากหมาแบบไม่เลือก

‘สวยพ่องสิ กูร้อนเว้ย มึงลองมาวิ่งขึ้นตึกห้าชั้นในนาทีเดียวแบบกูดูบ้างไหมล่ะ’ ผมได้แต่ยืนด่าพวกรุ่นพี่ในชุดชอปดัง ๆ อยู่ในใจพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อยู่สองครั้ง

“พวกคุณเงียบหน่อย!” อาจารย์สูงวัยกล่าวเสียงดังไปทางพวกรุ่นพี่จนความเงียบเข้าปกคลุมห้องไปชั่วขณะแล้วจึงหันกลับมาถามผมอกครั้งหนึ่งว่า “ตกลงคุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”

“เอ่อ...คือผมมาปฐมนิเทศครับ”

“หืมม คุณเรียนภาคอะไร”

“วิศวกรรมศาสตร์ครับ”

“ไม่ ๆ ผมถามว่าภาคอะไร ภาควิชาอะ สาขาของคุณ”

“อุ...อุตสาหการครับผม”

 

สิ้นเสียงคำตอบจากร่างเล็กที่กำลังตอบคำถามอาจารย์ ความคึกคักภายในห้องก็กลับมาอีกครั้งจากผู้ชายร่างสูงในชุดชอปสีเทาเข้มบริเวณกลางห้อง แถมคึกคักกว่าช่วงรกที่รุ่นน้องร่างเล็กเปิดประตูเข้ามา

“เฮ้ย พวกมึง รุ่นน้องเว้ย”

“มึงไม่ต้องดีใจขนาดนั้นก็ได้ อยู่เงียบ ๆ กันหน่อยได้ปะวะ โดยเฉพาะมึงไอ้เติ้ล”

“เติมมึงเขินแล้วกลบเกลื่อนไม่เนียนว่ะ โอ้โฮ! น้องภาคซะด้วย ยิ่งต้องทำความรู้จักกันแล้ว ทำหน้าทำตาแบบนั้นต้องโดนพวกพี่รับน้องแล้วนะครับ”

“เฮ้ย พี่เติ้ลเบา ๆ หน่อย หน้าที่รับน้องมันของพวกผม น้องครับฟังพี่หน่อย มีแฟนเป็นรุ่นพี่ปีสองดีนะครับ พี่จะติวหนังสือให้น้องทั้งคืนเลย ฮ่า ๆ”

“ไอ้บอสว่าแต่ไอ้เติ้ลมึงนี่ก็ใช่ย่อย แต่ตอนนี้กูเริ่มสงสัยละ เขาบอกกินเด็กจะเป็นอมตะ แล้วถ้ากินน้องภาคตัวเองจะเป็นไงวะ”

‘เป็นซากศพไง! นี่รุ่นพี่ที่ภาคจริง ๆ เหรอวะ’ ร่างเล็กเอ่ยถอนหายใจยาว ๆ อีกครั้งเมื่อโดนแซวหนักกว่าเก่า และเริ่มรู้สึกอยากพาตนเองออกไปจากบริเวณนี้โดยเร็วที่สุด จึงหันหน้าไปสบตากับอาจารย์สูงวัยที่พอจะช่วยได้

“ผมบอกให้พวกคุณเงียบหน่อยไง! เล่นไม่รู้เรื่องเลย” อาจารย์พูดออกไปเสียงดังอีกครั้งจนเเหมือนได้เห็นแววตาสำนึกผิดของผู้ชายกลุ่มใหญ่อยู่ชั่วขณะ ก่อนจะหันกลับมาทำทีเล่นทีจริงอีกครั้ง

“นี่คุณ คุณได้อ่านระเบียบการปฐมนิเทศหรือยัง?” อาจารย์สูงวัยหันหน้ามาถามผมอย่างจริงจังอีกครั้งหลังต่อว่าพวกพี่ ๆ เสร็จ

เกิดอะไรขึ้น ในเมื่อก่อนที่ถุงแป้งจะโทรมาสติแตกใส่ ผมยังนั่งเปิดดูมันจากมือถืออยู่เลย ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติไม่ได้มีการแจ้งรายละเอียดใหม่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนวันเวลาหรือสถานที่ แล้วทำไมอาจารย์ถึงถามผมราวกับเป็นคนไม่เตรียมพร้อมไม่อ่านรายละเอียดเลย

“ผมอ่านแล้วครับ ปฐมนิเทศวันนี้เวลา 8 โมงตรง ที่ห้องประชุมใหญ่บริเวณชั้น5 อาคารวิศวพัฒนา” ผมตอบอาจารย์ไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันคือรายละเอียดเกือบทั้งหมดที่ผมจำได้แล้วผมมั่นใจมาก ๆ ว่าผมไม่มีทางจำอะไรผิดแน่นอน

“ผิดแล้วครับ”

“...” ผมผิดอะไรในเมื่อผมไม่มีทางจำมาผิดแน่นอน ผมดูเมื่อเช้า ถึงในใจผมจะคิดแบบนั้นแต่ผมก็ได้แต่ยืนนิ่งเงียบต่อหน้าอาจารย์โดยไม่ปริปากสักคำ

“นักศึกษามาผิดตึกนะครับ”

“...” แต่ในรายละเอียดบอกผมว่าอาคารวิศวพัฒนานะ

“นักศึกษาต้องไปตึกข้าง ๆ นะ อาคารวิศวพัฒนา”

“...”

“ที่นี่อาคารวิศววัฒณา ตึกนี้ ว แหวนครับไม่ใช่ พ พาน”

“...”

“โธ่ ๆ ๆ เด็กหลงทางน่าสงสารจัง”

“ให้พวกพี่เดิมไปส่งไหมครับน้องคนสวย”

“พวกมึงยังไม่เลิกเล่นกันอีกเหรอ น้องต้องเดินลงไปข้างล่างตรงไปตามทางเดินอีกนิด ตึกสองอยู่ซ้ายมือนะครับ”

“ถ้าพี่เติมบอกทางไปไม่ละเอียดแอดไลน์พี่บอสไว้แทนไหมครับ ถ้าไม่เอาไว้ถามทางก็เอาไว้บอกคิดถึงนะ”

“หลงทางมาแบบนี้ สงสัยหัวใจจะเรียกร้องหาพวกพี่อยู่นะ”

“มานี่เร็วครับ เดี๋ยวพี่กอดปลอบใจให้ อยากเอาหนวดงาม ๆ ของพี่ไปสัมผัสหน้าสวย ๆ ของน้อง”

 

เป็นครั้งแรกที่ผมเจอรุ่นพี่ที่ไม่น่าเคารพขนาดนี้ คงมีแต่พี่ที่ดูเข้ม ๆ ดวงตาคมโตที่เหมือนจะชื่อเติมคนเดียวมั้งที่ดูเป็นคนปกติน่าเคารพหน่อยส่วนคนอื่นไม่ไหวจริง ๆ ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าวิศวะมันเถื่อนเกินไปสำหรับคนที่นิ่ง ๆ เรียบร้อยอย่างผมหรือเปล่า แต่แค่วันแรกของการปฐมนิเทศพี่ ๆ เขากลับสร้างความประทับใจแรกเริ่มให้ผมซะขนาดนี้ เฮ้อ ไอ้ปอเอ้ยชีวิตนี้เกิดมาไม่เคยโดนผู้ชายที่ไหนแซวได้น่าโมโหขนาดนี้

“ขอบคุณมากครับอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ร่างเล็กพูดอย่างเร่งรีบเพราะเลยเวลาปฐมนิเทศมาพักใหญ่แล้วแถมดันต้องมาเสียเวลาให้กับรุ่นพี่ปากหมาพวกนี้อีก แต่ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบก็ยังไม่ลืมมารยาทที่อยากขอบคุณพวกพี่ ๆ ที่ช่วยแนะนำทางให้แต่ขอขอบคุณเฉพาะพี่ที่ชื่อเติมคนเดียวแล้วกันนะ ทำไมดวงไอ้ปอถึงซวยขนาดนี้นะมาสายตั้งแต่วันแรกแถมโดนแซวแบบไม่ยั้ง

“เดี๋ยวก่อน”

“ครับอาจารย์” ปอหันหลังกลับมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกของอาจารย์แว่นหนา

“คุณชื่ออะไร”

“ผมปอ...เอ้ย...ปวรเรศครับ”

“...”

“โอ้โฮ ชื่อเพราะจังเลยนะครับ”

“ชื่อปอเหมือนผู้หญิงแถมสวยเหมือนผู้หญิงอีกนะครับ”

“น้องปอคนน่ารักชอบเดินหลงทางไม่ให้พี่เดินไปส่งจริงเหรอ”

“แล้วเจอกันที่ภาคนะ หรืออยากเจอกันที่หอดีล่ะครับ”

‘เจอที่หอบ้าอะไร กูอยู่บ้านโว้ย’ แต่ก็ได้แค่คิดเท่านั้นแหละ เพราะผมชอบเป็นฝ่ายยอมมากกว่าเรื่องจะได้จบ ๆ มีแต่ไอ้พวกรุ่นพี่พวกนี้เท่านั้นแหละที่ไม่ยอมจบสักที ทำไมรอบนี้รุ่นพี่ที่เหมือนจะชื่อเติมไม่ช่วยผมเหมือนรอบที่แล้วล่ะครับ อย่าเอาแต่เงียบสิพี่ช่วยผมหน่อย!

“โอ๊ย อาจารย์ตีผมทำไม”

“พวกคุณนี่เล่นอะไรไม่รู้เรื่องเลย เห็นผมไม่ว่าหน่อยก็แกล้งน้องไม่เลิก ทำแบบนี้แล้วรุ่นน้องเขาจะเคารพพวกคุณไหม! เป็นรุ่นพี่อะคิดเยอะ ๆ หน่อยคุณไม่ใช่เด็กแล้วนะ” เหมือนอาจารย์ผู้ใหญ่ใจดีในลุคอาจารย์ฝ่ายวิชาการจะกลายร่างเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองไปชั่วขณะ แต่เวลานี้ผมอยากบอกอาจารย์ว่า ‘ผมรักอาจารย์มากครับ’ สะใจจริง

“กูบอกมึงแล้ว ไม่เชื่อกูเอง เป็นไงล่ะ พวกมึงนี่โตกันแต่ตัวจริง ๆ” คราวนี้พี่ที่ชื่อเติมหันหน้าไปซ้ำเติมคนข้าง ๆ ที่เพิ่งโดนอาจารย์ต่อว่าอย่างหนัก จนผมอยากจะบอกกับพี่จริง ๆ ว่า ‘ปวรเรศ ได้ถูกใจสิ่งนี้’

“อย่าลืมที่พี่บอกนะ เดินตรงไปตามทางเดินอีกนิด ตึกวิศวพัฒนาอยู่ซ้ายมือ”

“ขอบคุณมากครับพี่...เอ่อ...

“พี่เติมครับ”

“...” ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไปได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ

“พี่...เติม เอ้อ อาจารย์ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

“เดี๋ยวคุณ”

“...”

“ผมขอเตือนคุณนิด อย่าไปเดินหลงทางผิดตึกอีกนะ ไม่อย่างนั้นตอนเปิดเทอมคุณจะลำบากพวกวิชาแล็บที่อาจารย์เขาเช็กชื่อตรงเวลาเป๊ะ ๆ”

“ครับผม”

“แล้วก็...อีกอย่างหนึ่ง อย่าลืมดูตัวอักษร พ พาน กับ ว แหวนหน้าตึกนะคุณ ฮ่า ๆ”

“...”

จริง ๆ อาจารย์เกือบจะดูดีที่สุดในสายตาผมแล้วนะครับ ถ้าไม่แซวผมตอนท้ายแบบนี้ จะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกไหม วันนี้ไอ้ปอต้องเจออะไรอีกบ้างเนี่ย สายตั้งขนาดนี้แล้วผมจะไปแก้ตัวกับอาจารย์ในห้องปฐมนิเทศยังไงดีล่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #1 NUMSANG (@youpinknotme) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2563 / 23:28
    อยู่ๆเปลี่ยนสรรพนามทำเอาเรางงเลย จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 หรือสรรพนามบุรุษที่ 2 ให้แน่นอนเถอะค่ะ อยากแนะนำอีกอย่างคือการย่อหน้าบางย่อหน้ามันเยอะไปตาลายพอสมควรเลยค่ะ บางคำบางประโยคแอบดูแปลกๆ อย่างเช่น น้องปอบอกตัวเองเป็นคนนิ่งเรียบ อันนี้ใช้คำว่า 'นิ่งเงียบ'ดีกว่าค่ะ

    น้องปอตลกดีค่ะ กดอ่านตอนต่อไปอย่างว่องไว
    #1
    1
    • #1-1 Run (END) (@Pond_PSP) (จากตอนที่ 2)
      23 มิถุนายน 2563 / 00:34

      ขอบพระคุณมากคร้าบ แล้วจะนำไปปรับปรุงนะครับ 🙏🙏🙏
      #1-1