Vanilla Cola

ตอนที่ 1 : เมื่อเราหลับตา เราพบกับนายที่ปลายฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 483
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 140 ครั้ง
    17 มิ.ย. 62

        "ทะเล!"

กำแพงเจ้าของร่างสูง 183 cm ตื่นเต้นกับแรงลมคลอเคลียข้างหู ลมแรงพัดผมฟูเสียทรง เมื่อก้าวลงจากรถทัวร์

      "อยากอ้าแขนโอบรัดวัดความยาว อยากโดดตูม! ลงไปวัดระยะความลึก อยากลองชิมความเค็ม หืม มันจะเค็มเท่ากับความงกมั้ย
...แอบมองตอนที่เธอไม่รู้ตัว แอบรัก รักไม่มีเงื่อนไขใด
วันนั้นยังงดงามเหมือนในนิทาน วันนี้ผ่านมาแล้วก็นานเท่าไหร่ไม่รู้
เพลงก็ยังเพราะเหมือนเดิม ฟังกี่ครั้งก็ยังจดจำได้ทุกๆ ท่วงทำนอง...อาาา! ทะเลที่รัก!"

กำแพงร้องท่อนหนึ่งของเพลง'ครั้งแรก'ของ'60 Miles' วงโปรดในดวงใจให้ทะเลฟัง ร่างสูงโปร่งยิ้มมุมปาก ชูกระเป๋าเป้ขึ้นเหนือศีรษะราวกับผู้ชนะที่พิชิตดอยอินทนนท์ ในที่สุดก็เดินทางมาถึงจนได้ จากภาคเหนือสู่ภาคใต้

      "อยากให้เชียงใหม่มาแอ่วทะเล แล้วจะรู้สึกฮัก..."

      ฟิ้ว! 

ลมทะเลพัดพึ่บกระชากกระเป๋าเป้หลุดจากมือ

      "ลมแรงของชายหาดขนาดพัดเป้ปลิวหายเลยเหรอวะ เฮ้ย!"กำแพงหันขวับตามแรงลม มันไม่ใช่ลมแรง แต่มีมือดีมาฉกกระเป๋าเป้ไปต่อหน้าต่อตาต่างหาก

      "ตายห่ะ เล่นของมีค่าในกระเป๋าเลยเหรอวะ กูเครียดเลยว่ะ!"






      "มาร์โบโลหน่อยมั้ย"

      "ม่าย!"

มิเกลเจ้าของร่างสูง 168 cm รีบปฏิเสธ"ไม่กินมาร์ชเมลโล ไม่กินช็อกโกแลต"

        "เอาซะหน่อย ยี่ห้อนี้อร่อยนะเว้ย"

        "ไม่เอา! ไม่กินของหวานนอกสถานที่ เพราะว่าจัดฟัน!"ยังคงบ่ายเบี่ยงเสียงเข้ม รู้ดีว่ามันคือบุหรี่

      "ฮะๆ! ตลกดีว่ะหนูน้อย เชมไปเอามันมาจากไหนวะ"กู๊ดจ๊อบหัวเราะจนกลิ่นบุหรี่ที่ฝังในลมหายใจฟุ้ง

      "เพื่อนไอ้เอี๊ยมมัน ปัญญาอ่อนเหมือนกันเลย ถ้าไอ้เอี๊ยมมันไม่มีร้านเกมส์ให้กูสิงสู่ กูก็ไม่คบมันหรอก"ประโยคกันเองของเชมหลุดออกมาจากปากแทนที่ประโยคสร้างภาพเมื่อไม่ได้อยู่ต่อหน้าสาธารณชน

        อึก! เจ้าของลุคบาดใจสาว กระดกเบียร์หมดจด ก่อนลงไปนอนแผ่บนพื้นทรายอย่างสบายใจ มิเกลเผลอกระดกคามิคาเซ่ตามเชมจนเกือบหมดขวด เอามือปาดมุมปาก แล้วหันไปมองเชมที่นอนอาบเบียร์เคล้าเสียงคลื่น

        "เมาอย่างหมา"มิเกลยิ้มมุมปากให้กับสภาพลูกผู้อำนวยการ เจ้าของวานิลลาซูเปอร์มาเก็ต และสถาบันวานิลลา ทางเลือกอิสระ ที่มิเกลกำลังศึกษา เพื่อนร่วมห้องเรียนที่มิเกลไม่สนิท แต่แอบคิดไม่ซื่อกับน้ำแฟนสาวของเชม
มิเกลสามารถปฏิเสธกู๊ดจ๊อบ แต่มิเกลไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่าแอบชอบและอยากครอบครองน้ำดาวสถาบัน
กู๊ดจ๊อบจุดประกายมาร์โบโลที่ปลายมวนเปล่งแสงแดงวาบ ค่อยๆ ปล่อยควันบุหรี่สีขาวลอยฟุ้ง มิเกลเลิกคิดเรื่องแย่งแฟนเพื่อน รีบฉวยหน้ากากอนามัยขึ้นมาปกปิดป้องกันควันโขมง

      "เป็นรุ่นน้องก็ต้องยอมรุ่นพี่แต่โดยดีสิวะ"กู๊ดจ๊อบหันมาพ่นควันบุหรี่ใส่หน้าเรียว
ร่างน้อยๆ รีบผละออกจากตรงนั้น วิ่งหนีมาแอบมิดหลังโขดหินริมหาด

      "บ้าเอ๊ย! เลี้ยงฉลองก่อนขึ้นปีสุดท้ายกับของมึนเมาที่เราควรทำความรู้จัก บอกได้คำเดียวว่า พัง!"มิเกลผิดหวัง

       "แค่ลองดื่มก็รู้สึกผิดกับคุณย่าจะแย่อยู่แล้ว ถ้าขืนมีกลิ่นบุหรี่ติดเสื้อผ้ากลับไปด้วยคุณย่าคง...เพราะไอ้รุ่นพี่กู๊ดจ๊อบเลย ถ้าเราโดนคุณย่าบ่นยาวเรื่องบ้าๆ นี่ เราต้องโทษตัวเองล้วนๆ"มิเกลกัดฟันกรอด

        "ไม่ตลกเลยว่ะ เชมมันไปเอาไอ้รุ่นพี่นั่นมาจากไหนวะ เอี๊ยมก็ด้วยแค่ไปซื้อน้ำแข็งทำไมไปนานชะมัด มันไปซื้อน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือเหรอวะ"มิเกลบ่นอุบ เริ่มมึนกับสปาย ไวน์คูลเลอร์ คามิคาเซ่สีฟ้าร้ายกว่าที่คิด






      เสียงหัวใจเต้นตึกตัก ตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าตึกๆ ร่างผอมเกร็งวิ่งหนีเร็วจี๋ มีร่างสูงโปร่งวิ่งจี้ตามมาติดๆ ในระยะกระชั้นชิดจนกระชากกระเป๋าเป้กลับคืนมาได้อย่างหวุดหวิดก่อนที่ร่างผอมกะหร่องจะวิ่งหายเข้าไปในซอยแคบ

      "ไปฝึกมาใหม่เหอะไอ้น้อง!"

กำแพงชูนิ้วกลาง หันหลังกลับมาเจอกับผู้ชายร่างสูงใหญ่สวมหมวกกันน็อคแบบเต็มใบ คร่อมมอเตอร์ไซค์รุ่นเงินกู้นอกระบบ จอดขวางทาง ร่างผอมเล่นทีเผลอวิ่งมาฉกกระเป๋าเป้กลับคืน ขึ้นซ้อนมอเตอร์ไซค์คันใหญ่

      "เล่นมันเลยลูกพี่เค!"

      "ไอ้สัตว์ไอซ์ แค่นี้มึงวิ่งตามมันไม่ทัน ต้องให้กูออกแรง แล้วยังเสือกมาสั่งกู"

เคบิดคันเร่งรัวๆ ควบมอเตอร์ไซค์ 4 สูบ ไล่บี้ ร่างสูงโปร่งวิ่งหนีเต็มฝีเท้า ก้าววิ่งของกำแพงชิ่งหนีมาจนถึงโขดหินริมหาด

      "นี่มันหมาหมู่ชัดๆ กูต้องหาที่ซ่อนก่อนที่จะโดนหมารุมกัด"

กำแพงรีบมุดร่างหายเข้าไปในซอกหิน หอบแฮกๆ เหมือนหมาระบายความร้อน แอบมองลอดช่องว่างหว่างหิน มอเตอร์ไซค์ยังคงขี่วนไปวนมาเหมือนอยากหาเรื่อง ร่างสูงโปร่งต้องทำตัวให้ลีบที่สุด ค่อยๆ หดตัว แอบมิดชิดหลังโขดหิน เหมือนกำลังเล่นซ่อนหา

      แปะ!

      "โป้ง!"
      
      กำแพงหลุดคำว่าโป้งออกมาจากปาก เมื่อร่างสูงโปร่งแปะกับร่างน้อยๆ นอนอ่อนปวกเปียกซบซอกหิน 
      ร่างกะทัดรัดที่มีฮู้ดดี้คลุมทับหมวกแก๊ป หน้ากากอนามัยปกปิดใบหน้า จนเหลือแต่ลูกตาโต ที่เตรียมร้องตกใจ เมื่อสบตากับกำแพง

      "ชู่ว!" กำแพงชูนิ้วชี้ขึ้นทาบปาก

      "ขอร้องนะอย่าร้อง ช่วยสตั๊นสักสามวิ"กำแพงกระซิบ

      "อือ"ร่างน้อยพยักหน้า ออกอาการระคายเคืองจมูก

      "ฮะ...ฮะ...ฮัด!"กำแพงรีบเอามืออุดปากมิเกล

      "หยุด! ไม่ว่าอะไรก็ตาม ห้ามจาม ห้ามส่งเสียง"กำแพงกระซาบ ฝ่ามือปิดปากคนตรงหน้าแน่นสนิท ตาหันไปจ้องช่องว่างหว่างโขดหิน มอเตอร์ไซค์วนไปวนมาจนจากไป

      "ฮู่ววว!"กำแพงถอนหายใจยาว

      "พวกเรารอดแล้ว พวกมันไปแล้ว ทีนี้นายจะกระแอมกระไออะไร ก็เชิญตามสบายได้เลย"กำแพงหันกลับมาบอกกับร่างน้อยที่เหมือนลูกไก่ในกำมือ แต่แล้วมิเกลตาเหลือกก่อนสลบเหมือดคามือ

      "เฮ้ย! นาย ตายมั้ยวะ!"กำแพงเขย่าร่างน้อยๆ แรงๆ แต่ไร้ปฏิกิริยาตอบโต้ มิเกลทรุดฮวบในวงแขนกำแพง

      "ไอ้น้อง ตื่นๆ!"กำแพงดึงร่างอ่อนยวบขึ้นมาแนบไว้กับแผ่นอก ได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้ง

      "หือ กลิ่นหึ่งเลย เมานี่หว่า"กำแพงแบกร่างน้อยขึ้นหลังตรงไปยังสถานีตำรวจ โดยอาศัยถามทางเอา

      "เห็นตัวน้อยๆ อย่างนี้ แต่ก็หนักไม่เบา"เจ้าของร่างสูงโปร่งบ่นอุบ แต่ก็พามาถึงที่หมายจนได้

      "คุณตำรวจครับ ผมโดนกระชากกระเป๋า"กำแพงเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

      "ขอทราบชื่อเจ้าทุกข์"

      "ผมชื่อกำแพงครับ"ระบบสั่นจากมือถือในกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ ส่งสัญญาณเตือนขัดจังหวะการสนทนา

      "ฮัลโหล ครับๆ! ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ละครับ"กำแพงวางสาย

      "ฝากด้วยนะครับคุณตำรวจ น้องเขาเมา"กำแพงหันมาฝากฝังมิเกลไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

      "เดี๋ยวคุณ! จะเอายังไงครับ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน"เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกกำแพง แต่ไม่ทัน ร่างสูงโปร่งปิดประตูหายวับ

      "หนอยหนอย มาแจ้งความแล้วจู่ๆ ก็พรวดพราดออกไป เด็กยุคนี้นี่มันติดมือถืออย่างแรง"เจ้าหน้าที่ตำรวจส่ายหน้า






      "เรื่องที่พักแกแน่ใจว่าโอเค บ้านลุงยังมีที่ว่างสำหรับแกนะ"

      "ครับ ผมไม่อยากรบกวนครอบครัวของลุงครับ ผมเกรงใจป้า"

      "แกกลัวพ่อแกตามมาก่อกวนมากกว่า"ลุงหินหัวเราะหึหึ
 
      "เหมือนลุงจะรู้ทันผมแฮะ"กำแพงยิ้มแหย เกาหัวแกรก

      "งั้นแกเอาอย่างงี้ เอารถลุงไว้ใช้ เผื่อคราวจำเป็น"

      "มันจะดีเหรอครับลุง"

      "ดีสิ ดีกว่าจอดทิ้งไว้เฉยๆ ลุงไม่อยู่แกจะได้ช่วยดูแลด้วย แต่มันจะดีกว่านี้ ถ้าแกหันหน้ามาคุยกันดีๆ กับไอ้น๊อต มันจะเป็นไรไปเล่าพ่อลูกกัน"

      "ไม่ครับลุง"กำแพงยืนกราน

      "นี่กำแพงของลุงกลายเป็นเด็กมีปัญหาไปตั้งแต่เมื่อไหร่"

      "ผมไม่มีปัญหา แต่พ่อนั่นละที่มีปัญหา พ่อในวัยเด็กของผมเป็นผู้ใหญ่ที่น่าทึ่ง น่าพึ่งพา น่าพักพิง แต่พ่อในวัยรุ่นของผม กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่ฟังเหตุผลอะไรทั้งนั้น"กำแพงนิ่งไปชั่วขณะ

      "ผมขอโทษครับลุง เอาเป็นว่าตอนนี้ผมกับพ่อขอห่างกันสักพัก เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น"

      "มันคงเป็นพักใหญ่ๆ เลยสิท่า"ลุงหินลูบหัวหลานชาย

      "แกมันก็ดื้อเหมือนไอ้น๊อต พ่อแกนั่นแหละ เอาเถอะ ลุงต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวตกเครื่อง"

      "ครับ ขอบคุณมากครับลุง เดินทางปลอดภัยครับ"

กำแพงยกมือไหว้ลุงหิน รับกุญแจรถมาไว้ในมือ เปิดประตูรถ สตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อมองกระจกหลัง กำแพงพบเจอกับเรื่องราวของวันวาน

      นั่นสิ เมื่อวานเรายังอยู่ที่เชียงใหม่ไม่ใช่ที่กระบี่ วันนั้น เป็นวันวาเลนไทน์ เรายังเดินเล่นในห้างกับพี่อิฐอยู่ที่เชียงใหม่ และเหตุผลที่เราต้องไปเดินห้างในวันนั้น...






      "...ทำไมมันไม่บอกเลิกให้เร็วกว่านี้ อุตส่าห์ซื้อเสื้อคู่มาแล้ว ตัวละร้อยเก้าเก้า ต่อเหลือตัวละร้อยเก้าสิบ จริงๆ ตั้งใจจะต่อให้เหลือตัวละเก้าเก้า แต่คนขายทำท่าจะปิดร้านหนี แล้วจะให้พี่ทำไงล่ะ ไหนๆ ก็ซื้อมาแล้ว เสียดายของ กำแพงนายต้องเป็นคนใส่"อิฐจ้องหน้าน้องชาย

      "ไม่! ผมไม่ใส่เสื้อคู่เด็ดขาด ผมไม่ใช่ผัวพี่อิฐนะ"

      "น่า ก็พี่ซื้อมาแล้วนี่นา"อิฐส่งสายตาอ้อนวอน

และแล้ว วันวาเลนไทน์วันนั้น กำแพงโดนอิฐขอร้องแกมบังคับให้ใส่เสื้อคู่เดินเล่นในห้างสรรพสินค้าเกือบทั้งวัน ผู้คนเนืองแน่นในวันแห่งความรัก ถือบัตรคิวยืนรอต่อแถวหน้าร้านอาหารภายในห้าง กำแพงกับอิฐเดินเลือกร้านที่ถูกใจ พี่ชายกับน้องชายตกลงกันได้ว่าจะกินสุกี้ หลังจากนั้นก็กลับมาทำกินกันเองที่บ้าน



      "ไม่ไหวอะ คนเยอะขนาดนั้นมาสับๆ หั่นๆ ทำกินกันเองดีกว่า"กำแพงตอกไข่ไก่ใส่หม้อสุกี้

      "อื้อ นั่นสินะ"อิฐตอกไข่เพิ่มลงไปอีกฟอง

      "อร่อยกว่าที่ร้านก็ตรงที่มันปริมาณเยอะกว่านี่ละวะ"กำแพงมองฟองเดือดปุดในน้ำซุป

      "รู้มั้ย ทำไมมันถึงบอกเลิกพี่"อิฐพูดไปเคี้ยวไป

      "หืม"กำแพงซดน้ำซุปทำหน้าสงสัย

      "เมื่อวาน มันอยากนั่งในร้านสตาร์บัคส์ แต่พี่ชวนมันไปนั่งร้านอาโกวแล้วสั่งโอเลี้ยง เรื่องแค่นี้เอง! ถึงกับโทรมาบอกเลิกกูวันวาเลนไทน์ ทำไมล่ะกำแพงพี่ทำอะไรผิดเหรอ!"

      "พี่อิฐไม่ผิด แต่คนเป็นแฟนกันมันก็ต้อง หรูมั่ง เวอร์มั่ง บางครั้งก็ต้องอลังการ ผลัดเปลี่ยนรสนิยมกันบ้าง เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น"กำแพงคีบเห็ดเข็มทองเข้าปาก

      "กำแพงนายเคยมีแฟนเหรอถึงแสนรู้"อิฐเคี้ยวผักกาดขาวตุ้ยๆ

      "อ่านเอา"

      "เหรอ เอ แต่ว่าไปนายก็โตแล้ว แถมหล่อด้วย"อิฐเชยคางน้องชาย สบตาซึ้ง

      "อย่านะไอ้พี่อิฐ ไม่ใช่ว่ายอมใส่เสื้อคู่แล้ว ผมจะยอมรสนิยมเดียวกันกับพี่อิฐ ไม่มีทาง!"

      "ไหน เมื่อกี้นายยังบอกให้ลองผลัดเปลี่ยนรสนิยมกันมั่งไง แล้วยังบอกอีกว่าเผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น"

      "ไม่อะ ผมไม่อยากมีรอยจ้ำที่คอ ผมไม่ชอบโชว์ว่ะ อ้อ แล้วผมก็ไม่ใช่ฝ่ายโดนดูดด้วย"

      "เอาเหอะ ถึงจะรสนิยมต่างกัน แต่สักวันนายก็ต้องสร้างรอยความเป็นเจ้าของเหมือนกัน ถ้าวันหนึ่งนายเจอกับใครคนนั้น"

      "ยังไง"กำแพงทำหน้างงสงสัย อิฐจึงดึงแขนกำแพงมาดูดดังจ๊วบ

      "เฮ้ย! ไอ้พี่อิฐ!"กำแพงรีบชักแขนกลับมีรอยจ้ำสีแดงฝากไว้บนแขน

      "ถ้านายรักใครสักคน นายก็ต้องอยากฝากคิสมาร์กเอาไว้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของเขาคนนั้น"

      "แล้วรอยจ้ำมันจะจางไปเมื่อไหร่"กำแพงสงสัย

      "ไม่มีวันจาง...จนกว่า"อิฐเสียงกระเส่า เอามือลูบรอยจ้ำบนคอตัวเอง

      "หืม จนกว่า..."กำแพงถูแขน

      "จนกว่าจะหาแฟนใหม่ได้"อิฐคีบเบคอนเข้าปากเคี้ยวคำโต

      "ไอ้พี่อิฐ มันซาบซึ้งมากเลยครับ"

      "ใช่ มันซาบซึ้งมาก ถ้าหากวันนั้นมันมาถึง เมื่อนายได้พบกับใครคนหนึ่ง หรือเขาคนนั้น คนที่นายอยากจะฝากรอย และมอบทั้งตัวทั้งหัวใจให้"

      "ไม่มีวัน ผมไม่ได้ชอบไม้ป่าเดียวกัน ส่วนเรื่องผู้หญิงผมขอผ่าน ผมจะตั้งใจเรียนให้จบ แล้วค่อยมีแฟน แต่งงานกัน มีลูกเมื่อพร้อม"






      แต่ในไม่ช้าคำพูดของอิฐในวันนั้นก็เดินทางมาถึงกำแพงในวันหนึ่ง "เจดา" สาวลูกครึ่งไทย อังกฤษ สูง 178 cm ขาขาวๆ ของเจดา ทำเอากำแพงตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น นี่ละรักแรกพบ
      ในทุกขณะ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลกัน แต่เสียงของเจดายังคงหวานล้ำอยู่ในรูหู หุ่นเพรียวบางยังคงยั่วเย้าอยู่ในจอตา



      กำแพงหมุนพวงมาลัย ขับไปเรื่อยๆ มีเรื่องราวของวันวานนำทาง กำแพงพบกับเจดาโดยบังเอิญในวานวัน 
      บ้านของกำแพงเปิดเป็นร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และรับเหมาต่อเติม เมื่อกำแพงเลื่อนบานประตู พาร่างสูงโปร่งเข้ามาในห้องทำงานเล็กๆ พบกับร่างสูงยาวขาวสวยนั่งห้อยขาอยู่บนโต๊ะทำงาน

      "เอ่อ มาหาใครครับ"กำแพงทำหน้างง แต่หลงขาสวยของเจดาจนหมดใจไปแล้ว

เจดามองผู้ชายร่างสูงโปร่งหัวจดเท้า กำแพงสวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มข้างหลังสกรีนตัวอักษร"กำแพงอิฐค้าวัสดุก่อสร้าง"สีขาว เหมือนกับคนงานทั่วไป ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์ซีดเซอ

      "เจดามารอแดดดี้ แดดดี้ออกไปดูหน้างานที่รับเหมาต่อเติมกับอาน๊อต"

      "น้ำมั้ยครับ"

      "ก็ดี"กำแพงเปิดตู้เย็นรินน้ำใส่แก้วใบใส เสิร์ฟให้

      "ขอบใจ"เจดายกแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบขึ้นจิบ

      "เป็นคนงานใหม่เหรอ เจดาเพิ่งเคยเห็น"

      "หืม"กำแพงเลิกคิ้ว

      "ที่ไม่เคยเห็น เพราะเจดาเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรกไงล่ะ"เจดาหัวเราะคิก

      "ฮะๆ เธอนี่ตลกดีนะ เราอยู่หน้าเคาเตอร์ข้างนอกที่นั่งกันเป็นแถวๆ เราเป็นทั้งแคชเชียร์ เคลียร์บิล ส่งของ โน่น นี่ นั่น ทำมันทุกอย่างเลย"

      "ขยันขนาดนี้ นายจะเอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือ หรือนายไม่ได้เรียน แต่เจดาเรียนอยู่ที่อังกฤษ คิดถึงแดดดี้ เลยกลับไทย อยากมาเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศมั่ง"

      "เรียนสิ เราเรียนช่างก่อสร้าง แต่ถ้าเข้ามหา'ลัยเราตั้งใจไว้ว่าจะเรียนวรรณกรรม ไม่ได้อยากเป็นนักเขียนหรอก แต่อยากเขียนหนังสือสักเล่ม"

      "นายซึนจัง มีเหรอไง ไม่อยากเป็นนักเขียนแต่อยากเรียนวรรณกรรม"

      "เราชอบอ่านหนังสือก็เลยอยากลองเขียนหนังสือ เผื่อจะมีคนอ่านหนังสือของเรามั่ง เราก็แค่อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มไว้ให้ใครต่อใครเปิดอ่าน แต่ไม่อยากเป็นนักเขียน เราเชื่อว่าเธอก็มีของที่เธอชอบ แต่ไม่ได้ยึดติดอยู่กับมันไปตลอดชีวิต"

      "ใช่! ไอซ์สเก็ตเป็นของโปรดของเจดาเลยนะ แต่เจดาจะเล่นมันไปตลอดชีวิต หรือยึดติดเป็นอาชีพไม่ได้หรอก อืม แล้วกีฬาที่นายชอบล่ะ"

      "เซปักตะกร้อ! เราเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อดีเด่น"

      "พวกเรานี่คนละขั้วกันเลยเนอะ เหมือนแม่เหล็ก"

      "แต่แม่เหล็กต่างขั้วนี่ละ ที่ดึงดูดเราเข้าหากันได้"กำแพงเผลอจ้องหน้าเจดาตาเยิ้ม

      "จะจีบเจดาเหรอ จะจีบทั้งๆ ที่เจดายังไม่รู้ว่านายชื่ออะไรเนี่ยนะ"

      "ใช่! เราจะจีบเธอ และเราชื่อกำแพง"

      "ชื่อของนายเหมือนกับชื่อร้าน"

      "ใช่ แล้วเราขอคบกับเธอได้มั้ย"กำแพงยักไหล่

      "เรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลย นายเกิดวันอะไรล่ะ หวังว่าเมื่อคบกันแล้วเราจะเข้ากันได้"

      "ได้สิ เดี๋ยวคบกันไปก็รู้เองละว่าเราเกิดวันอะไร อย่าเพิ่งด่วนตัดสินหนังสือเพราะหน้าปก คำโปรย ชื่อเสียงของนักเขียน จำนวนครั้งที่ตีพิมพ์ มาตัดสินกันข้างในเล่มดีกว่า"

      "นายหมายถึง"

      "เอ่อ บนปกบอกว่าพิมพ์ครั้งที่สาม แต่พออ่านแล้วอยากจะเขวี้ยงทิ้ง มันหมายความตามนั้น" 

กำแพงเล่นทีเผลอ ฉวยโอกาสขึ้นไปนั่งข้างๆ เจดาบนโต๊ะ

      "โอเค! เจดายอมคบกับกำแพงก็ได้ งั้นก่อนอื่นเลยเราต้องไปเดท"

      "เธออยากไปที่ไหนล่ะ เราไปได้ทุกที่ถ้ามีเธอ"

      "แหวะ อยากจะอ้วก"เจดาหัวเราะคิกประโยคของกำแพง

      "เดทแรกของเรา ไปเกาหลีเป็นไง"

      "อลังการไปหน่อยมั้ยครับ แม่คุณ"กำแพงหน้าเหวอ

      "ดูนายทำหน้า อย่าทำหน้าหล่อดิเดี๋ยวหลง"เจดายิ้มเขิน มันเป็นรอยยิ้มที่สวยเฟี้ยว

      "กำแพงเรามาลองเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันดีกว่า เจดาจะเรียกกำแพงว่า ฮันนี่! กำแพงเรียกเจดาว่า เบบี้! โอเค๊!"เจดาทำเสียงสูง

      "ตามสบายเลย ที่รัก!"กำแพงหันมาสบตาเจดาซึ้ง ใบหน้าของทั้งสองคนชิดกันจนปลายจมูกเกือบชนกัน

      "จูบแรก!"

      "หืม..."กำแพงผงะ

      "เบบี้รู้ ฮันนี่ต้องเคยดูซีรีส์ไต้หวันแน่ๆ จูบแรก! ที่นางเอกหวง แต่สุดท้ายพระเอกก็ได้จูบแรกของนางเอกไปด้วยความบังเอิญโดยตั้งใจ ใช่มั้ยฮันนี่"เจดาหลับตาพริ้มเตรียมพร้อม

      นี่ละ โอกาสที่เราจะฝากรอยจ้ำ น่าลอง...ลองเลยดีกว่า 

กำแพงตัดสินใจเตรียมลงมือประทับรอยจูบ

      ครืด! เสียงบานประตูเลื่อนทำเอาคนทั้งคู่ตกใจต่างหันขวับ

      "เด็กผู้ชายคนนี้เป็นใคร คิดจะทำอะไรลูกสาวฉัน!"หน้าตาเอาเรื่องของชาวต่างชาติ แต่ดุเสียงเข้มเป็นภาษาไทยชัดเจน

      "เอ่อ คือ ผม..."กำแพงอึกอัก

      "แดดดี้! เจดาเปล่านะ"

      "เอ่อ ผมต้องขอโทษด้วยครับ เด็กคนนี้เป็นลูกชายของผมเองครับ กำแพงรีบขอโทษคุณลุงสิ"

      "ผมขอโทษครับ"กำแพงยกมือไหว้ แล้วรีบก้มหน้าหลบตา






      "เรื่องเจดาพ่อขอ เจดาเป็นลูกของเจ้านาย แน่นอนมันจะมีผลกระทบกับงานของพวกเรา"

      "ที่สำคัญ นายกับเจดายังเป็นเด็กด้วยกันทั้งคู่ ไม่ควรข้ามขั้นตอน"อิฐเสริม

      "ผมอายุสิบแปดแล้วครับ! ถ้าผมยังเป็นเด็ก แล้วพี่อิฐเป็นอะไร ทำไมถึงทำตามใจตัวเองได้ มันไม่ยุติธรรม! ถ้าผมเลิกคบกับเจดา พี่อิฐก็ต้องเลิกคบกับผู้ชาย"

      "อ้าว ทำไมนายพูดแบบนั้นล่ะ พี่ก็แค่หวังดีกับนายเอง!"อิฐเสียงสูง

      "กำแพงรู้ว่าพี่เขาเป็นยังไง กำแพงต้องเห็นใจอิฐสิ"

      "แล้วผมล่ะ! หัวใจของผมมีใครเคยเห็นมั่ง"

      "เรื่องเรียนต่อด้วย พ่อขอให้กำแพงเรียนช่างก่อสร้าง ในเมื่ออิฐเป็นแบบนี้ พ่อก็ต้องฝากความหวังไว้ที่กำแพงคนเดียว"พ่อน๊อตพูดต่อไม่เว้นวรรคให้ลูกชาย

      "ทำไม ผมทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้ อยากออกนอกลู่วิ่ง อยากออกนอกทางเดินมั่ง ไม่ได้เหรอไง ผมคนเดียวเลยเหรอ ที่ต้องทำตามใจคนอื่น ทั้งๆ ที่ ต่างคนต่างทำตามใจตัวเองกันหมด หน้าที่ลูกที่ดีมีผมคนเดียวเท่านั้นเหรอที่ทำได้"

กำแพงหันไปจ้องหน้าพี่ชายที่เตี้ยกว่า 10 cm อิฐเป็นผู้ชายที่ช่างเปล่งประกายเหมือนกับเจ้าหญิงตัวน้อยๆ แตกต่างกับความสูง 183 cm ของกำแพงโดยสิ้นเชิงอย่างเห็นได้ชัด

      "อิฐสวยเกินไปสำหรับงานก่อสร้าง มีแต่ร่างบางๆ อ่อนแอ ทำได้แค่รอเจ้าชายมาจุมพิตให้ตื่นจากความฝัน และไม่มีวันมีทายาทสืบสกุลให้กับพ่อได้"

      "อ้าว ทำไมพ่อพูดแบบนั้นล่ะ"อิฐเสียงอ่อย

      "กำแพงเท่านั้นคือความจริง ต่อไปปีสุดท้ายก่อนเข้ามหา'ลัย กำแพงต้องทำคะแนนให้ดีกับแผนกช่างก่อสร้างที่เรียนอยู่ เพื่อก้าวที่แกร่งในรั้วมหา'ลัย เพื่อความก้าวหน้าในอนาคตของครอบครัวพวกเรา พ่อขอ!"

      "ได้! ผมจะสืบทอดนามสกุลแทนพี่อิฐก็ได้"กำแพงกำหมัดแน่น

      "ผมจะเลือกเรียนช่างก่อสร้างก็ได้ พรุ่งนี้สอบวันสุดท้าย ผมจะทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เมื่อเข้ามหา'ลัย ผมจะเลือกเรียนแผนกช่างก่อสร้างอย่างที่พ่อต้องการ ผมจะเป็นช่างก่อสร้างอย่างเต็มตัว แต่ไม่เต็มใจ!"

      ไม่มีทาง! หมดโปรตามใจคนอื่น ต่อไปเป็นโปรตามใจตัวเอง ทำไมเราต้องโดนบังคับจิตใจ เรื่องอะไรเราต้องเรียนในสิ่งที่เราไม่ชอบ...ไปจากเชียงใหม่ซะ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ขอทำในสิ่งที่คิด ขอมีชีวิตเป็นส่วนตัวมั่ง

กำแพงตัดสินใจปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ






      กำแพงจดจ่อคมดินสอที่เพิ่งเหลาจนแหลมลงบนกระดาษคำตอบ

      เป๊ะ!
 
ปลายดินสอ 2B หัก ไม่มีคำตอบสำหรับโจทย์คำถาม ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะส่งกระดาษเปล่า

      "เรียนซ้ำอีกปีก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะหนีไปจากที่นี่ เราจะหนีออกจากบ้าน!"กำแพงพึมพำ เผลอขยำกระดาษคำตอบ






      ระหว่างขับรถตรงไปยังสถาบันที่ตัดสินใจหนีพ่อมาเรียนต่อ ระหว่างทางกำแพงยังคงพบปะกับภาพความทรงจำจนถึงปลายทาง
      กำแพงจอดรถ ดับเครื่องยนต์ ตึกสูงของสถาบันตั้งอยู่ตรงหน้าเหมือนยืนรอต้อนรับผู้มาเยือน ร่างสูงโปร่งก้าวลงจากรถ ตบชุดที่สวมใส่ให้เรียบจากรอยยับ

      "เอานะ เราจะเริ่มต้นชีวิตดีๆ ที่นี่"






      "สถาบันวานิลลา ทางเลือกอิสระ ยินดีต้อนรับครับ"นักศึกษาที่นั่งอยู่ข้างครูในห้องกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม

      "พี่ขอแนะนำ นี่คือครูหลิว จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถาบันนะครับน้อง"นักศึกษาผายมือไปที่ครูหนุ่ม

      "ครับ"ครูหนุ่มยิ้มรับ

      "สถาบันวานิลลา ทางเลือกอิสระของเรา เริ่มต้นพื้นฐานจากการวางอิฐหนึ่งก้อน เพื่อก่อสร้างให้เป็นบ้านหนึ่งหลัง สอนโดยใช้หลักการทำงาน เมื่ออยู่ในห้องเรียนเสมือนอยู่ในที่ทำงานจริง

      ทำไมต้องเอาไปเปรียบเทียบกับไอ้นี่ด้วย ชีวิตนี้เราจะหนีคำว่าก่อสร้างไม่พ้นเลยเหรอวะ 

กำแพงงึมงำในใจ

      "แผนกวรรณกรรม ที่นักศึกษาเลือกเข้ามาเรียนให้อะไรได้มากกว่าที่คิด ในเมื่อเลือกเรา เราก็พร้อมที่จะให้"

      "ครับครู"เสียงนักศึกษาดังขึ้นขัดจังหวะประโยคของครูที่กล่าวยืดยาว
หมูนักศึกษารุ่นพี่หันไปยิ้มให้ครูหลิวก่อนพูดต่อ

      "พี่ชื่อหมูนะครับ เป็นนักศึกษาภาคพิเศษ สำหรับพี่นี่ก็เป็นปีสุดท้ายที่จะอยู่ที่นี่ การได้อะไรจากสถาบันนี้ พี่รู้สึกว่า พี่ยังกอบโกยไม่พอเลยกับวิชาแต่ละวิชา พี่ยังเก็บความละเอียดของเม็ดสีได้ไม่กี่ล้านพิกเซลเอง สำหรับแผนกถ่ายภาพ ที่พี่เลือกเรียน อย่างว่าละก็ภาคพิเศษอย่างเราๆ มันเรียนไปทำงานไปนี่ครับ เราจะเรียนกันเฉพาะตอนค่ำหลังเวลาเลิกงาน เรียนทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ หยุดวันเสาร์กับวันอาทิตย์ แต่วันหยุดงานของน้อง น้องจะมาเรียนเต็มวันก็ได้นะครับ แต่ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีใครมาหรอก นี่เครื่องแบบของสถาบัน มีทั้งยูนิฟอร์มฤดูร้อน และฤดูฝน แล้วก็ชุดวอร์มนักกีฬาของสถาบัน"รุ่นพี่พูดไม่หยุดส่งชุดสถาบันให้รุ่นน้อง

      "เสื้อฮู้ดสถาบันสีดำ ด้านหน้าสกรีนโลโก้สถาบัน อักษรตัววีสีเงินในวงกลมสีขาว ด้านหลังสกรีนตัวอักษรวานิลลาสีขาวเป็นภาษาอังกฤษ หางของตัวเอตัวที่สองลากยาวไปจนถึงท้ายสุด หยุดที่ตัวเอตัวสุดท้าย กลายเป็นดอกวานิลลาสี่แฉก ออกแบบให้เหมือนกับปีกผีเสื้อ เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ที่พร้อมจะกางปีกโบยบินอย่างอิสระ"กำแพงทำตาปริบๆ

      "เสื้อฮู้ดสถาบันใส่ตอนไหนครับ"กำแพงสงสัย

      "ใส่ตอนที่หนาวไงครับน้อง"

      "หนาวบ้าอะไร ตั้งแต่มาเหยียบที่นี่ ร้อนตับแตกจนแทบจะแก้ผ้านอน"กำแพงงึมงำ

      "ถ้าไม่หนาวก็ไม่ต้องใส่ ที่นี่ฝนตก ก็แค่เย็นๆ แต่จริงๆ ที่นี่ไม่มีฤดูหนาว เพราะภาคใต้มีแค่สองฤดู"

      "แล้วยูนิฟอร์มฤดูร้อนล่ะครับ จะใส่ยังไง"

      "น้องก็แค่ถอดออกสิครับ จะได้ไม่ร้อน"

      Be Like That!

      เป็นอีกคำถามที่ไม่น่าถามมันเลย ชักจะไม่ชอบขี้หน้าไอ้รุ่นพี่ที่ชื่อหมู แต่ตัวผอมแห้งเหมือนกับก้างปลาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลแล้วเดะ ไม่ได้! เราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราเป็นคนมีเหตุผล การย้ายตัวเองมาเรียนที่นี่ไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องใคร แต่มาเพื่อทำตามที่หัวใจเรียกร้อง เราต้องประสบความสำเร็จ เราต้องเสร็จกับอนาคตที่เราเลือกเองให้ได้

      "น้องครับ!"

      "ฮะ! ครับ"

      "มีอะไรสงสัยอีกมั้ยครับน้องใหม่"

      "กางเกงกับรองเท้าล่ะครับ"

      "กางเกงกับรองเท้าเหรอครับ แล้วแต่น้องเลยครับ เอาที่น้องสบายตัว"กำแพงก้มมองรองเท้าของตัวเอง"ไนกี้ ฟรี!"

      "ปิดท้ายด้วยคำอวยพร พี่ขอให้น้องมีความสุขกับวันเปิดภาคเรียนในวันพรุ่งนี้ ที่สถาบันวานิลลา ทางเลือกอิสระ"

      "อืม"กำแพงกวาดตามองเอกสารในมือ

      "คือ รุ่นพี่ครับ ในเอกสารระบุว่าเปิดเรียน วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2016 แต่วันที่ 16 มันเป็นวันจันทร์นี่ครับ"

      "หืม..."หมู...






      กำแพงโยนเรื่องของสถาบันวานิลลาทิ้งไปก่อน ยังมีเรื่องราวรออยู่ข้างหน้าอีก ตอนนี้ตัองรีบขับรถไปให้ถึงที่ซุกหัวนอนก่อนค่ำ



      "คอนโดเก่าสงบเงียบเลียบริมทะเล ที่รวมสารพัดห้องเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องครัว ห้องนอน หรือแม้แต่ห้องน้ำ ในพื้นที่ใช้สอย 26 ตารางเมตร แถมเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี เตียง 4 ฟุต โซฟาสุดคลาสสิค พิเศษสุดซื้อปุ๊บรับปั๊บ พัดลมขนาด 16 นิ้ว"นิติบุคคลยิ้มกว้าง

      "ถ้าผมแค่เช่าจะแถมพัดลมให้ผมมั้ยครับ ไม่มีพัดลมผมคงร้อนแย่ ผมชอบนะการขายของพี่ แต่ผมยังไม่ซื้ออะ ผมไม่มีตังค์ ผมขอเช่าไปก่อนพี่จะค้อนผมมั้ยครับ"

      "โอเคค่ะ คุณน้อง ตกลงทำสัญญาเช่า มัดจำล่วงหน้า แล้วพี่ก็คงแถมพัดลมให้ไม่ได้ แต่พี่มีออฟชั่นเสริม แถมถังน้ำให้ เผื่อน้ำไม่ไหล"นิติบุคคลสาวยักคิ้ว

      "เอ่อ แล้วไหนล่ะครับห้องครัว"

นิติบุคคลยิ้มหวานพาร่างบางเดินไปแหวกม่านหน้าต่าง ลมทะเลพัดวูบผ่านเข้ามาปะทะหน้ากำแพงเหมือนเป็นการทักทาย

      "ห้องครัวเชิญที่ระเบียงเลยค่ะ คุณน้องขา เมื่อมองผ่านเตาแก๊สปิคนิคที่เจ้าของห้องคนเก่าทิ้งเอาไว้ ก็จะพบกับอาหารทะเลหลากหลาย เวลคัมทูปลายทะเลคอนโดมิเนียม!"

      ฟืด! นิติบุคคลสูดกลิ่นทะเลเข้าไปเต็มปอด

      "อ้า! บรรยากาศทะเลช่างโรแมนติกอะไรเช่นนี้ เตียง 4 ฟุต นอนคนเดียวมันเหงามานอนกับเราเอาม๊า!"นิติบุคคลกะพริบตาถี่ยิบ

      "ผมมีคนนอนด้วยแล้วครับ"

ร่างสูงขาวผอมเพรียวเดินเข้ามาภายในห้อง แมวไทยพันธุ์ขาวมณีที่อุ้มมาด้วยกระโจนออกจากอ้อมอก แล้วกระโดดขึ้นไปนอนเล่นบนเตียง

      "อุ๊ย! โดนแย่งซีนซะแล้ว เมี้ยว!"นิติบุคคลสาวทำเสียงแมว






      "แต่น แตน แต๊น! ฮันนี่! เจ้านี่คือของฝากจากเบบี้"เจดาอวดแมวตัวน้อย

      "มันเป็นลูกของเรา ว่าแต่เราจะตั้งชื่อให้มันว่าอะไรดีล่ะ"ร่างบางวางแมวตัวน้อยไว้บนตักกำแพงที่นั่งอยู่บนเตียง

      "อืม..."กำแพงนิ่งคิด

      "ชื่อ...หมูทอด! เพราะฮันนี่ชอบกินหมูทอด"กำแพงดึงตัวเจดามานั่งบนตักแทนที่หมูทอด

      "แล้วก็ชอบกิน..."กำแพงหยุดประโยคไว้แค่นั้น สบตาเจดาซึ้ง

      "หยุด! อย่าพูดต่อ รอให้เบบี้กลับมาจากอังกฤษก่อน นี่มือถือ"เจดาล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าถือ

      "เพื่อรักทางไกลของเรา เอาไว้โทรคุยกัน มันจะเป็นมือถือของเราสองคนเท่านั้น ที่เบบี้เลือกสีนี้ เพราะตอนที่ฮันนี่หยิบมันขึ้นมาใช้ เมื่อมีคนเห็นจะได้รู้ว่าฮันนี่มีเจ้าของแล้ว แต่มือถือสีควันบุหรี่ของฮันนี่ก็ไม่ใช่เล่น"เจดาหัวเราะคิก แลกโทรศัพท์มือถือกับกำแพง

      "ร้ายนะ ใช่เดะผู้ชายที่ไหนจะใช้มือถือสีชมพูช็อคกิ้งพิงค์ล่ะ ถ้าไม่ใช่ของ...คนรัก"กำแพงกอดร่างเพรียวบางไว้หลวมๆ เกยคางกับผมสีช็อกโกแลต กลิ่นน้ำหอมของเจดาละมุนจมูก

      "หอม!"กำแพงสูดดมกลิ่นน้ำหอมเสียงดังฟืด

      "น้ำหอมกลิ่นนี้มันเป็นกลิ่นโปรดของเบบี้ ฮันนี่ชอบมันเหรอ"เจดาซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง

      "ชอบที่สุด! มันหอมไปหมดทั้งตัวซะขนาดนี้ จะให้อดใจไหวเหรอ"กำแพงกระชับร่างบางของเจดาไว้กับแผ่นอก ทั้งสองคนหันมาสบตากัน จากนั้นค่อยๆ เอนตัวลงบนเตียง

      เมี้ยววว!

เจดาสะดุ้งโหยง ตกใจกับร่างนุ่มนิ่มหนึบหนับ ที่ร้องเสียงหลง เมื่อร่างบางของตัวเองที่ถูกกำแพงทาบอยู่ด้านบน จนทำให้ลงไปทับหมูทอดที่นอนอยู่ด้านล่าง






      กำแพงสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นมาสะบัดหัวไล่อาการงัวเงีย แล้วลงไปนอนแผ่บนเตียงต่อ ค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง มีหมูทอด แมวไทยพันธุ์ขาวมณีนอนเคียงข้าง

      "นี่เราเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่"กำแพงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเพดานห้อง

เจดาจากไปแล้ว อย่างกับฝัน แต่ยังทิ้งหมูทอด มือถือ ขวดน้ำหอมราคาแพงหลักพันไว้ให้กำแพงดูต่างหน้า กำแพงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

      "มันไม่ใช่ความฝัน แต่เรื่องที่เจอในวันนี้ อย่างกับฝัน"
 
      ทะเล ท้องฟ้านอกหน้าต่าง ห้องที่นอนมองเพดาน ภาพรวมสำหรับวันนี้ วันนี้วันเดียวมันบรรจุเรื่องราวมากมายสำหรับกำแพง ที่ร่างกายเหนื่อยล้ากับการเดินทางไกล แต่สมองยังไม่ยอมหยุดพักผ่อน

      "อืม ต่อไปจะทำอะไรต่อ"

กำแพงหลับตานึกภาพว่าจะจัดการกับห้อง 26 ตารางเมตรยังไงต่อในวันพรุ่งนี้

      "เราจะจัดระเบียบกับข้าวของภายในห้อง ให้เข้าที่เข้าทาง ทยอยขนของใช้เข้ามาใหม่อีกสักสองสามชิ้น โคมไฟตั้งโต๊ะ ที่จะคอยทำหน้าที่ส่องสว่างตอนอ่านหนังสือ ถอยพัดลมใหม่สักสองตัว 14 นิ้ว วางตรงโต๊ะเขียนหนังสือ 16 นิ้ว วางตรงเตียงนอน เออว่ะ พื้นที่ใช้สอยมันช่างพอเหมาะพอเจาะ ห้องน้ำกับหัวเตียงอยู่เคียงข้างกันอย่างลงตัว"

      เมี้ยว! หมูทอดร้องเมี้ยวขึ้นมาขัดจังหวะพึมพำของกำแพง

      "เออๆ รู้แล้วว่าหิว เดี๋ยวจะหาอะไรให้กินไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยไปซื้ออาหารแมวให้ตอนไปสมัครงานที่ร้านอาหารไทยในวานิลลาซูเปอร์มาเก็ตก่อนไปสถาบัน โอเคมั้ย"กำแพงลูบหัวหมูทอดทั้งๆ ที่ยังหลับตา

เสียงข้อความเข้าจากโทรศัพท์มือถือกวนกำแพงให้ลืมตาขึ้น โทรศัพท์มือถือยังอยู่ในกระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ กระเป๋าสตางค์ยังอยู่ แต่ที่หายไปคือของมีค่าในกระเป๋าเป้ที่ถูกพรากไปจากพวกหัวขโมย มันเป็นของขวัญจากพ่อ

      "พ่อ...พ่อเหรอ ช่างเหอะ! เราเรียนไปทำงานไปไม่ง้อหรอกตังค์พ่ออะ เรียนภาคพิเศษเอาก็ได้ เรียนไปทำงานไปก็ดี"กำแพงคุยกับเพดานห้อง ค่อยๆ หลับตา ภาพเจดาผุดขึ้นมาแทนที่สีดำในเปลือกตาที่ปิดสนิท



When I close my eyes. I met her at the end of the sky.



ภาพผู้ชายเจ้าของร่างน้อยๆ กะทัดรัด โผล่เข้ามาแทนที่เบบี้ของกำแพง

      "อืม หมอนั่นจะเป็นยังไงมั่งนะ ช่างเหอะ ตำรวจคงดูแลเป็นอย่างดีก็เราฝากฝังเอาไว้แล้วนี่"กำแพงพึมพำก่อนผล็อยหลับฝันถึงเจดา






      "หนักอึ้งขนาดนี้ตังค์คงเต็มเป๋า เพราะมันต้องเป็นนักท่องเที่ยวแน่ๆ สงสัยตั้งแต่เกิดมามันคงเพิ่งเคยเห็นทะเล แม่งยืนยิ้มร่าเหมือนคนบ้า"ไอซ์กระชากซิปขาดแควก กระเป๋าเป้เปิดอ้า เคตาค้าง

      "ไอ้ไอซ์มึงสิบ้า มึงไปฉกเอาอะไรมา ไอ้x!"






      กลิ่นหมึกย่างโชยมาเตะจมูกจากรถเข็นขายอาหารริมหาดยามค่ำ

      "สองทุ่มแล้ว มิเกลยังไม่กลับมาอีก ทำไมหลานยังไม่กลับบ้าน โทรไปก็ฝากข้อความ"

      คุณย่าบ่นอุบเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังเป็นเวลายี่สิบนาฬิกาสิบหกนาที เสียงโทรศัพท์มือถือในมือคุณย่าดังขึ้น คุณย่ารีบรับสาย เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายคุณย่าถึงกับเป็นลมล้มพับ มิกิหลานสาวรีบวิ่งเข้ามาคว้าร่างคุณย่าเอาไว้

      "มิเกล! มิเกลหลานย่า!"คุณย่าหอบหายใจแรง

      "มิเกลเป็นอะไรคะคุณย่า! คุณย่า! ช่วยด้วย! ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที ป๊า! คุณย่าเป็นลม"มิกกี้หลานชายรีบเข้ามาประคองปีกคุณย่าอีกข้าง






      ที่สถานีตำรวจมิเกลได้รับการปล่อยตัว เมื่อมิกิกับมิกกี้แฝดต่างไข่เดินทางไปรับ

      "กว่าจะรู้ว่าเข้าใจผิดกัน ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งคืนของอีกวัน"มิเกลบ่นอุบ

      "ฟืด! เหม็นชะมัด อยากอาบน้ำจะแย่อยู่แล้ว"มิเกลสูดกลิ่นตัวเองทำหน้าเบ้

      "เหม็นหึ่งเหมือนหมาเน่า"มิกกี้กระเซ้า เขย่าหัวลูกพี่ลูกน้องเบาๆ

      "ทำไมคุณย่าไม่มารับผมด้วย ผมอยากกอดคุณย่าจะแย่อยู่แล้ว แต่ผมต้องขอตัวไปอาบน้ำก่อน"มิเกลอมยิ้ม หันซ้ายหันขวามองหาคุณย่า

      "คุณย่าอยู่ไหนล่ะครับ"

      "โรงพยาบาล"มิกิตอบเสียงแผ่ว

      "ฮะ!"มิเกลหุบยิ้ม เบิกตากว้าง






      มิเกลมองหยดน้ำเกลือค่อยๆ ทิ้งหยด คุณย่ายังคงหลับใหลอยู่บนเตียงคนไข้

      "นี่เราทำอะไรลงไป กว่าเราจะหายเมา แถมมือถือแบตหมดอีก เราทำให้คุณย่าต้องนอนโรงพยาบาล ไอ้บ้ามิเกล!"

มิเกลเอามือขยี้หัวตัวเองจนผมยุ่งเหยิง แล้วซบหน้าลงกับฝ่ามือ ภาพเหตุการณ์ที่สถานีตำรวจหวนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

      "คุณตำรวจครับ ผมอยากรู้ว่านายคนนั้นที่แบกผมมาส่งที่สถานีตำรวจชื่ออะไรครับ"

      "ชื่อกำแพง หน้าคุ้นๆ เหมือนจะเป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อที่กำลังดัง"มิเกลเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามือ

      "กำแพง ไอ้บ้านั่นมันชื่อกำแพง ถึงเราจะเมาจนจำหน้ามันไม่ได้ แต่เราจะจำชื่อมันไว้ ไอ้กำแพง!"มิเกลกัดฟันกรอด

      "ใช่เราซะที่ไหน ที่คุณย่าต้องเข้าโรงพยาบาลก็เพราะมันต่างหาก มันทำให้เราตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฉกชิงวิ่งราว ทั้งๆ ที่พรุ่งนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรก แต่เรากลับต้องมานั่งเฝ้าคุณย่าอยู่ที่โรงพยาบาลถึงเช้า ว้าก! อะไรกันวะเนี่ย ที่มันเป็นวันที่ยุ่งเหยิงที่สุดสำหรับเราก็เพราะมันเลย ไอ้กำแพง!"มิเกลขยี้หัวตัวเองต่อ






      กำแพงยืนเก้ๆ กังๆ หลังจากเอ่ยแนะนำตัวกับเหล่าบรรดานักศึกษาทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ เสียงกรีดร้องดังแหวกเสียงคุยกันแซดมาจากหลังห้องประชุม

      "กรี๊ด! กำแพง ยืนเท่อย่างกับพระเอกการ์ตูนย้ายโรงเรียน ทำไมถึงย้ายมาล่ะ พ่อนักกีฬาเซปักตะกร้อดีเด่น อยากมาอยู่ใกล้ๆ ตาแป๋วเหรอคะ หรือว่าอยากมาหาประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ"กำแพงยิ้มให้กับประโยคของสาวน้อยสูง 156 cm

      มาหาประสบการณ์ห่ะอะไร มีปัญหากับทางบ้าน พี่ไม่เข้าใจพ่อไม่รัก โดนพ่อทำร้ายจิตใจบังคับให้เรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ จากครอบครัวอบอุ่น กลายเป็นครอบครัวแตกแยก ต้องไกลห่างจากบ้าน ต้องห่างไกลกับคนรัก ต้องมาทำงานงกๆ แลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประทังชีวิต นี่หรือคือชีวิตของกู กำของมึงไอ้กำแพง

      "กรี๊ด! กำแพงแค่ยืนนิ่งๆ ก็ยังน่ารัก กรี๊ด! กำแพง! กรี๊ด!"ตาแป๋วกรีดเสียงร้อง

      "ว้าก! หนวกหูโว้ย! อะหยังปะล่ำปะเหลือ!"

เสียงตะโกนลั่นของกำแพงยุติเสียงกรีดร้องของตาแป๋ว ห้องทั้งห้องเงียบกริบ เหล่านักศึกษาหันมามองตากัน แล้วหันกลับไปมองกำแพงเป็นตาเดียว กำแพงยิ้มแหย

      "เอ่อ...คือ...อะหยังปะล่ำปะเหลือ ภาษาเหนือวันละคำครับ"

      "กรี๊ด! กำแพงตรงนี้ยังว่าง มานั่งใกล้ๆ กับหัวใจของตาแป๋ว ม่ะเร๊ว!"ตาแป๋วกวักมือเรียก กำแพงเดินอ้อยอิ่งทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ มีตาแป๋วนั่งเคียงข้าง

      "กำแพงคะ"

กำแพงหันไปสบตาสาวผมยาว ผิวขาว ตาแป๋วสมชื่อ

      สวย! แต่ซ่า อ้าาา! 

กำแพงทำหน้าเหมือนกำลังซดโคล่า

      "หวัดดีพี่กำแพง เราชื่อเชียร์ เป็นเด็กภาคปกติ แต่ทำงานพิเศษ"

เสียงทักทายจากโต๊ะตัวข้างๆ สะกิดให้กำแพงสะอึกโคล่า หันไปยิ้มให้กับเด็กสาวผมยาวหยิกฟูฟ่อง ความสูงที่ 170 cm เตี้ยกว่าเจดาเล็กน้อย แต่ช่วงขายาวน่ามอง

      "ขณะนี้เรากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางสาวสวย"เชมจ้องขาเชียร์ตาไม่กะพริบ

      "เราชื่อเชม เป็นลูกอาจารย์โช ผอ.ของสถาบันวานิลลา แล้วเราก็เป็นเจ้าของสถาบันนี้กับวานิลลาซูเปอร์มาเก็ตด้วย มีอะไรสงสัยหรือว่าไม่เข้าใจก็ถามได้ ถ้าว่างๆ จะพาไปทัวร์ให้ทั่วสถาบันเลย ว่าแต่ว่าเธอเพิ่งย้ายมาจากไหนล่ะ"

      "บ้านเด็กกำพร้า เราได้ทุนนักกีฬาเลยได้มาเรียนที่นี่"

      "เราไม่ว่างแล้ว ขอตัวไม่คุยด้วยนะ"เชมลุกจากเก้าอี้ย้ายที่นั่ง



      "ครับ! สวัสดีครับ สถาบันวานิลลา ทางเลือกอิสระ ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกคนกับการเปิดภาคเรียนใหม่"เสียงครูหนุ่มสวมแว่นตาดังขึ้นขัดจังหวะเสียงเซ็งแซ่ของบรรดานักศึกษา

      "ครูจะขอชี้แจงเรื่องจับฉลาก สำหรับนักศึกษาใหม่ และนักศึกษาเก่าให้เข้าใจซ้ำๆ นะครับ สถาบันวานิลลาของเรา จะมีการผลัดเปลี่ยนคู่หูกันทุกภาคเรียน เพื่อให้ทุกๆ คนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งเรื่องเรียน และเรื่องงาน ภาคพิเศษสามารถแบ่งปันประสบการณ์การทำงานให้กับภาคปกติ ส่วนภาคปกติต้องช่วยเหลือภาคพิเศษที่ไม่สามารถมาเรียนตามปกติได้ ด้วยการแบ่งปันความรู้ที่ภาคปกติเข้าเรียนทุกวัน อย่างน้อยต้องโน้ตย่อส่วนสำคัญไว้ให้ภาคพิเศษทุกสัปดาห์ แล้ววางไว้บนโต๊ะของตัวเองทุกเย็นวันศุกร์ ส่วนภาคพิเศษจะตอบแทนอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ว่ากันไป แต่ภาคพิเศษอย่าซื้อขนมให้ภาคปกติเยอะเกินไปนะ เพราะมันจะสะสมพลังงานมากเกินไป จนชวนให้เป็นโรคอ้วน"

      "ครูหลิวสุดหล่อคะ! หนูขอคู่กับกำแพงแบบไม่จับฉลากได้มั้ยคะ ครูขา"ตาแป๋วยกมือขึ้น ยักคิ้วให้ครูหนุ่ม

      "ครูชื่อนนท์นะครับ ชื่อเล่นชื่อหลิว จะเรียกชื่อเล่นครูก็ได้แล้วแต่สะดวก แต่ห้ามพูดเล่นกับครูนะครับ ไม่งั้นจะโดนจับ"ครูหลิวพูดทีเล่นทีจริง

      "กรี๊ด! ยอมโดนจับค่ะครู"ตาแป๋วเสียงสูงปรี๊ด

      "ดีแล้วครับ ที่ยอมให้จับ เพราะภาคพิเศษสงวนสิทธิ์ไว้ให้ภาคปกติเท่านั้น เสียใจด้วยนะครับเนตรพิสุทธิ์ที่เธอเรียนภาคพิเศษเหมือนกับกำแพง"ครูหลิวยิ้มให้กับค้อนขวับของตาแป๋ว

      "เอานะครับ ได้เวลาจับฉลากเลือกคู่หูสำหรับภาคเรียนใหม่แล้ว"

เสียงดังโหวกเหวกท่ามกลางความวุ่นวายของบรรดานักศึกษาทั้งภาคปกติ และภาคพิเศษ ที่ทยอยกันจับฉลาก ทำเอากำแพงมึนเบลอ

      "เกลียดบรรยากาศแบบนี้ว่ะ ปวดหัว!"กำแพงบ่นอุบ รีบหายตัวออกจากห้องประชุมหนีมาเข้าห้องน้ำ แล้วกลับเข้าไปแทรกตัวในห้องประชุมอีกครั้ง นั่งฟังครูหลิวกล่าวยาวยืดต่อ

      "...จับฉลากกันไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ครูขอให้ทุกคนได้คู่หูที่รู้ใจไปตลอดภาคเรียนนี้"บรรดานักศึกษาส่งเสียงวี้ดวิ้วผิวปากให้กับประโยคของครูหลิว

      "ครูครับ! ผมยังไม่ได้จับฉลากครับ"

      "หืม ยกเว้นกำแพง"ครูหลิวนิ่งคิด

      "วันนี้เด็กภาคปกติมีใครขาด"

      "มิเกลครับครู!"เอี๊ยมยกมือขึ้นบอกครูหลิว

      "ถ้าอย่างนั้น กำแพงจับคู่กับมิเกล"

      "มิเกล...ชื่อมิเกลเหรอ ต้องเป็นลูกครึ่งแน่ๆ"กำแพงงึมงำ






      ผู้จัดการรูปร่างท้วม แต่ชื่อหน่อย ขยับขาแว่น จ้องหน้ากำแพงผ่านแว่นตาหนาเตอะ

      เฮี้ยบ!
 
กำแพงโพล่งออกมาในใจ

      "ก่อนจะถึงผู้จัดการ ต้องผ่านมือพี่เบิ้มก่อน"ผู้จัดการหน่อยกระดิกนิ้ว

      "ม่ะ พี่เบิ้มมาสอนงานเด็กใหม่ซิ"

กำแพงเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่ หนาเตอะยิ่งกว่าแว่นตาผู้จัดการ

      "สูงดีแฮะ"

      "เออ กูชื่อจี๊ด สูง 193 cm แล้วมึงล่ะชื่อ..."

      "กำแพงครับ นายสูง 193 cm สูงกว่า 10 cm เราดูเตี้ยไปเลย"กำแพงมองคนตรงหน้า ที่ความสูงเท่ากับ ไมเคิล เฟ็ลปส์ นักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติสหรัฐอเมริกา

      "ไอ้กำแพง มึงสุภาพขนาดนั้นเลย แต่กูต้องการความคุ้นเคย กูไม่ชอบความห่างเหินระหว่างความสูง หรือว่าช่องว่างระหว่างหน้าตา ถึงกูจะเป็นรุ่นพี่สอนงานให้รุ่นน้องอย่างมึง แต่กูก็อยากสนิทเลยแบบไม่ต้องค่อยๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกัน กูชอบแบบตบหัวแล้วลูบหลัง"

      "เออ! ถึงมึงจะหน้าตาดีไม่เท่ากู แต่มึงก็หุ่นนักกีฬาว่ายน้ำระดับเหรียญทองโอลิมปิก สูงตั้ง 193 cm มึงนี่มัน ไมเคิล เฟี้ยว ชัดๆ"

      "ช่าย มันต้องอย่างนั้น"จี๊ดตบไหล่

      "มึงมาจากไหน"

      "เชียงใหม่"

      "สงสัยเชียงใหม่บ้านมึง จะเป็นญาติกับสะพานใหม่บ้านกูว่ะ ฮะๆ ไอ้กำแพงมึงรู้จักสะพานใหม่มั้ย"

      "เออ เคยผ่านอยู่ตอนที่กูฝัน"

      "มึงนี่กวนตีนดีมาก แบบนี้ละกูชอบ ไอ้กำแพง ไอ้ของฝากจากภาคเหนือ






      ร้านอาหารไทย วานิลลา เฟลเวอร์ เปิดเพลง'แพ้ทาง'ของ'Labanoon'คลอไปกับอาหารบนโต๊ะเรียกลูกค้า
      ...ฉันแพ้ทางคนอย่างเธอ มันเอาแต่เพ้อไม่กินไม่นอน อยากบอกเธอสักครั้ง โปรดเถอะนะขอวอน หยุดน่ารักได้ไหม ใจฉันกำลังละลาย โว โว้...

      ตาแป๋วเดินอวดหุ่นสวยยักย้ายส่ายสะโพกเข้ากับจังหวะเพลง เข้ามาภายในร้านก่อนมองหาที่นั่ง

      "มาไกลจังเลยนะมึง"จี๊ดทักทาย

      "เบื่อร้านอาหารในศูนย์อาหาร แบบว่าตักมาแล้ว เมื่อเจอเนื้อๆ เน้นๆ ชิ้นใหญ่ๆ ในทัพพีก็เขี่ยออกแล้วตักใหม่ กลัวขายหมดอะ"ตาแป๋วลอยหน้าลอยตาพูด

      "เพราะงั้นกินข้าวที่ร้านนี้ดีกว่า อย่างน้อยก็มีพนักงานเสิร์ฟหน้าตาหล่อๆ ให้มอง"ตาแป๋วส่งตาหวานให้กำแพง

      "หุ่นกระชากความรู้สึก มองหน้าแล้วก็ร้าวไปถึงไหปลาร้า โอ้ว! สบตาแล้วใจสั่น ไม่เหมือนมองหน้าใครบางคน!"ตาแป๋วหันมาจ้องหน้าจี๊ด

      "กูว่ามึงเป็นโรคหัวใจแล้วมั้ง โรคใจง่าย!"จี๊ดแขวะตาแป๋ว

      "หือ กูใจง่ายกูก็เลือกนะเว้ยว่าจะง่ายกับใคร แต่ที่แน่ๆ ต้องไม่ใช่มึง ถ้าหน้าอย่างมึงกูช่วยตัวเองยังมันกว่าเยอะ"

      "เฮ้ย! ผู้หญิงขาวๆ สวยๆ พอพูดจาหมาไม่รับประทาน แล้วแม่งเหมือนไร้การศึกษาเลยว่ะ"

      "ไอ้สลัดจี๊ด!"

      "นั่นละ ที่เขาว่ากันว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสถุน คนสวย แต่ปากเสียเนี่ยมันน่าจูบปาก"

      "จูบตีนกูไปก่อนเหอะ"ตาแป๋วโต้ตอบ

      "ม่ะ อย่างน้อยกูก็ได้ฟันขาอ่อนมึง"จี๊ดตอบโต้






      "ไอ้จี๊ด กูโคตะระเมื่อยขาเลยว่ะ ยืนทั้งวันอย่างนี้ กว่าจะเบรคขาแข้งแข็งไปหมด ตอนทำงานอยู่ที่บ้าน กูยังได้นั่งมั่ง"

      "นี่ก็เบรคแล้วมึงจะบ่นทำไมล่ะ แล้วอะไรมึงแข็งไปหมดเลยเหรอวะไอ้กำแพง สงสัยบรรยากาศของลานจอดรถที่ร้อนเร่าจะทำให้มึงเร่าร้อน"

      "เออ! แข็งแข่งกับกูเปล่าไอ้พยาธิตัวจี๊ด บรรยากาศร้อนเร่าเคล้าควันจากท่อไอเสียอย่างนี้เชิญมึงเร่าร้อนไปคนเดียวเหอะ"กำแพงมองสุนัขที่หลุดเข้ามาในลานจอดรถ นั่งหอบแฮ่กระบายความร้อนก่อนออกเดินสำรวจขยะตามพื้น

      "มึงแข็งสู้กูไม่ได้หรอก ก็มึงมันอ่อน อดทนสิวะ มึงลองมองอะไรๆ ให้โลกสวยเข้าไว้ ดูเดะหมามันยังไม่หงอยเลยแล้วมึงจะหงอยทำห่ะอะไร"จี๊ดมองสุนัขอีกตัวคาบถุงกระดาษที่มีโลโก้ร้านทาโกะยากิที่ลูกค้าทำหล่นไว้

        "ท่องไว้ๆ เงินเดือนคือแรงบันดาลใจ หรือถ้ามึงเมื่อยมากอยากทำงานสบายๆ มึงไปเป็นพริตตี้สวยๆ แบบไอ้ตาแป๋วเดะ"

      "เออ ตาแป๋วสวย ทำไมมึงไม่คบตาแป๋วเป็นแฟนวะ"กำแพงเปลี่ยนเรื่อง

      "กูคบแล้ว เคยคบกันแค่ไม่กี่วันแล้วเลิกเลย"

      "ทำไม"กำแพงทำหน้าสงสัย

      "มันแรงเกิน ดูแลไม่ไหว อายุมันยังไม่ถึงยี่สิบ แต่ทุกอย่างของมัน20+ โดยเฉพาะความแรด คบมันเป็นเพื่อนดีกว่า จะได้อยู่ด้วยกันไปจนตาย"

      "ก็มึงมันปากหมา...แล้วมึงมีอะไรกันหรือยัง"

      "แค่วันสองวัน กูไม่เสี้ยนขนาดนั้น"

      "กูว่าแค่ครึ่งวันก็เกินพอละ มึงยังอุตส่าห์รอดมาได้ ตาแป๋วสวย ขาว ผมยาวตรงถึงหลัง ผิวสีขาวตัดกับผมสีดำ ตัวเล็กกะทัดรัด สูงร้อยห้าสิบกว่าๆ น่าฟัด"

      "ไอ้กำแพงมึงเริ่มขึ้นหืนแล้วนะ กูติดต่อให้เอามั้ยรับรองต่อติด"

      "ไม่อะ กูชอบมองเฉยๆ"

      "กลัวแม่มึงด่าน่ะเซ่"

      "เออ!"

      "แม่มึงชื่อเจดา"

      "ได้โอกาสเลยนะครับไอ้พยาธิตัวจี๊ด"

      "แล้วมึงเคยมีอะไรกับเจดาหรือยัง"

      "เกือบแล้ว ถ้าพ่อไม่เข้ามาเห็นก่อน"

      "มึงนี่มันหื่นจริงๆ"

      "แค่จูบแรก!"

      "ฮะๆ! ฮะ!"จี๊ดขำท้องแข็ง

      "มึงหัวเราะอะไรไอ้จี๊ด"

      "หัวเราะจูบแรกของมึงไง มึงอ่านนิทานมากเกินไปเปล่า เจ้าหญิงนิทรา! ฮ่าๆ!"

      "กูยังไม่ได้จูบ แค่กำลังจะจูบ แต่พ่อเข้ามาเห็นก่อน ตอนนั้นกูกับเจดามากที่สุดก็แค่จับมือ กอดก็ไม่ได้กอด เพราะอยู่ในสายตาพ่อตลอด"

      "แล้วตอนนี้ล่ะ"จี๊ดมองควันบุหรี่โขมงที่ตัวเองพ่นออกมา

      "ตอนนี้ถ้ากูได้ทั้งกอดทั้งจูบก็คงดี อืม...กูอยากลองว่ะ ถ้ากูได้จูบแรกกับใครสักคนมันคงมีสีสันน่าดู"กำแพงเคลิ้ม










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 140 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #7 -:- Black Clover -:- (@patsandra) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 07:18

    เขียนดีอ่ะ อ่านไม่สะดุดเลย

    ภาษาไหลลื่น แต่บางที่ก็กาว ชิลล์ๆเรื่อยๆ

    ส่วนตัวไม่ชอบความคิดพ่อกำแพง เราคิดว่าน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กำแพงก้าวออกจากกรอบลองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ

    ชอบบรรยากาศแบบที่ไรท์นำเสนอเลย อยู่ที่ใหม่ บรรยากาศดีๆ มีการเล่นมุขระหว่างตัวละคร มีเรื่องหนักๆก็ซอล์ฟลง ไม่เครียดๆ

    #7
    1
    • #7-1 Skull Black (@Pigg-hiro-6) (จากตอนที่ 1)
      14 มิถุนายน 2562 / 04:03
      ขอบคุณมากครับสำหรับคำว่าไรท์
      ผมไม่รู้จะตอบกลับคอมเมนต์ยังไงเลยครับ เพราะนี่เป็นคอมเมนต์แรกของนิยายเรื่องนี้ ที่มีค่ามากสำหรับผม
      ขอบคุณที่อ่านนิยายของผมครับ
      ผมจะพยายามเขียนให้ดีที่สุดครับ
      ขอบคุณครับ
      #7-1
  2. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(