[Fic Naruto] Down with love

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 12

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    13 พ.ค. 60

คิซาเมะไม่เจออิทาจิหลังถ่ายงานเสร็จ ลองโทรไปก็ไม่ยอมรับสาย ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเริ่มวุ่นวายขึ้นเป็นขั้นบันได อึมครึมที่พวกเขามีให้กันมากมายจนคนอื่นสังเกต ไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด คิซาเมะจึงรอเวลา มิรุกลับกับเขา ผ่านร้านค้าเพื่อซื้อขนม เสียเวลากับแฟนคลับที่มาขอถ่ายรูป ในที่สุดก็มีแค่เขากับมิรุที่ม้านั่งรถไฟ

“ช่วงนี้รู้สึกเหมือนมีคนคอยตามอยู่เลยค่ะ แต่ฉันอาจจะคิดไปเอง”

“อืม เธอก็ระวังตัวด้วยล่ะ”

มิรุหันมาหาคิซาเมะ

“คุณโฮชิกาคิมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ”

เธอเอียงคอมองมาที่เขาด้วยความฉงนสงสัย คิซาเมะไม่ละสายตาไปจากมิรุ เขาตัดสินใจแล้ว

“มิรุ เธอยังชอบฉันอยู่หรือเปล่า”

รางรถไฟว่างเปล่า เมฆม้วนตัวอยู่บนท้องฟ้า ชานชาลาช่างเงียบเหงา ทุกคำพูดของคิซาเมะ มิรุจะได้ยินชัดเจนทั้งหมด

ตอนนั้นเองที่แววตาของมิรุฉ่ำวาวขึ้นมา พวงแก้มขึ้นสีอย่างเขินอาย มิรุผละสายตาของคิซาเมะครู่หนึ่ง เมื่อรู้ว่าถูกเฝ้ามองอยู่จึงยอมเอ่ยปาก “ดูออก.. ขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ใช่”

“อ๋า!” มิรุยกมือปิดหน้า ความนี้เลือดแล่นถึงใบหู “ขอโทษนะคะ น่าอายจัง”

“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ”

“คะ?”

“ฉัน คบกับคนคนหนึ่งมานานแล้ว”

เสียงของเขาดังก้องหรือเปล่านะ ยังไม่มีขบวนไหนมาเทียบสักที ช่วงเวลานี้ช่างยาวนาน ถึงมิรุจะเงียบไปแต่คิซาเมะก็ต้องการพูดให้หมด

“ที่ไม่ได้บอกเพราะไม่อยากให้เธอลำบากใจ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนคนนั้นเองก็ลำบากใจเหมือนกัน”

“ทั้ง ๆ ที่...”

“มิรุ?”

“ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตลอด”

น้ำตาเคลือบอยู่บนดวงตาของมิรุ

“ถ้าจะเกลียดกันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

ตอนนั้นเองที่เสียงแสบแก้วหูดังเลียบเข้ามา รถไฟเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วผ่านทั้งสอง เงาสะท้อนบนบานกระจกบันทึกอารมณ์ของมิรุเอาไว้เป็นฉาก ๆ ประตูเปิดออก มิรุรีบลุกขึ้น ขอตัวกับคิซาเมะและรีบวิ่งเข้าไป คิซาเมะเห็นไหล่ของมิรุสั่นระริกเมื่อรถไฟเคลื่อนตัวออกไป

 

ณ บ้านอุจิวะ ความกระวนกระวายของอิทาจิอัดแน่นอยู่เต็มห้องครัว เจ้าเทมปุระที่ลอยในน้ำมันสบายใจเฉิบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวถึงชะตากรรมจนต่ำต้อยของตน อิทาจิใช้ตะเกียบกดเทมปุระน่าโมโหให้จมน้ำมันร้อนระอุ จินตนาการถึงเสียงกรีดร้องแหลมเล็กของมัน กระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง

“นี่ๆ อิทาจิ ไม่เห็นบอกเลยว่าคิซาเมะถ่ายแบบ”

ชิซุยโชว์ปกนิตยาสารล่าสุด ดูตื่นตาตื่นใจ ส่วนอิทาจิตอบกลับด้วยเม้มปากเป็นเส้นตรง เทมปุระกลายเป็นสีน้ำตาล เสียงแป้งเปาะแปะเหมือนกำลังนับถอยหลังความอดทนอิทาจิ

“อะไรกัน ไม่ชอบเหรอ”

อิทาจิสะบัดหน้าหนี กระแทกจานเทมปุระลงกับโต๊ะ อิทาจิถอดผ้ากันเอนพาดเอาไว้กับเก้าอี้และนั่งลง บนโต๊ะมีอาหารมากมายเกินความจำเป็น ดูเหมือนว่าอิทาจิจะพยายามหาอะไรควบคุมอารมณ์ขุ่นขลักของตัวเอง จะระบายใส่อาหารก็ไม่ว่าหรอก แต่ใครจะกินหมดไหวล่ะเนี่ย ชิซุยลดมือลง มองใบหน้าอิทาจิอย่างระมัดระวัง

“นาย หึงสินะ?”

เขาเม้มปากแน่นยิ่งขึ้น

อ่า จริงสิ นอกจากคนในวงแสงอุษา คนเดียวในครอบครัวที่รู้เรื่องคิซาเมะก็มีชิซุยอีกคน

 “ฉัน ไม่ชอบตัวเองตอนหึงเลย”

อิทาจิสารภาพออกมา

“ทั้งที่รู้เหตุผล ทั้งที่คิดว่าตัวเองไว้ใจ แต่ฉันกลับทำตัวงี่เง่าเสมอเลย”

“นายทำอะไร?”

“...”

“คุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“...หลังจากถ่ายแบบ”

ชิซุยหัวเราะอย่างอ่อนโยน “ความคิดพวกนี้มันห้ามกันไม่ได้ แต่นายก็รู้ว่ามันเป็นงาน อีกอย่าง สองคนนั้นน่ะไม่ชัดเจนกันสักที จะคิดมากก็ไม่แปลกหรอก”

“ฉันทำตัวเป็นสตรอคเกอร์แอบตามคิซาเมะตอนอยู่กับมิรุด้วย”

“ถ้าแบบนั้นล่ะก็ไม่ดีเท่าไหร่”

“...”

ชิซุยกัดเทมปุระหอมกรุ่นหนึ่งคำ ควันลอยอ้อยอิ่งออกจากเนื้อสีขาวหวานฉ่ำ

“พวกนายเหมือนกันเรื่องหนึ่ง คือสื่อสารกันน้อย” เขาชูตะเกียบขึ้น “เก็บไว้กับตัวก็อึดอัด อยากพูดแต่ก็กลัว คู่รักน่ะมีเรื่องให้เรียนรู้กันเสมอนั่นแหละ อิทาจิ การเงียบไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาเสมอหรอกนะ”

ทั้งโตกว่า และเป็นคนที่เขานับถือมาก เพราะอย่างนั้นอิทาจิถึงยอมบอก

“คิซาเมะบอกว่า ให้ผมจัดการเองนะครับ

“แล้วนายไว้ใจเขาไหม”

พอถึงตรงนี้ อิทาจิตอบไม่ได้จริงๆ จะพูดออกไปเต็มปากได้ยังไงในเขาปิดหูปิดตาไปหมด หลังจากมื้อเย็น อิทาจิขับรถที่บ้านเพน ทุกคนรวมตัวกันหมดแล้วยกเว้นเขา ใช้เวลาไม่นานนักเพื่อมาถึง แต่แทนที่จะเข้าไปคุยปัญหาให้จบ ๆ อิทาจิกลับขดตัวอยู่หลังพุ่มไม้ เหลือบมองผ่านกระจกห้องนั่งเล่น คิซาเมะตอนตีกลองดูแข็งแรงเหลือเกิน ทั้งสีหน้า คราบเหงื่อบนคอเสื้อ เส้นเลือดใต้ผิว ไม่ว่ายังไง คิซาเมะก็เท่ที่สุดเลย

เรา ทำอะไรอยู่นะ

ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไว้ใจกัน แต่คนที่ทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้นก็ตัวเราเองไม่ใช่เหรอ? ฉันในตอนนี้น่ะ น่าอับอายที่สุด คิซาเมะจะผิดหวังไหมนะ เพราะแบบนั้นเลยกลัวขึ้นมาซะแล้ว ปอดบีบจนหายใจไม่ออก

“คุณอิทาจิ”

คิซาเมะเรียกจากด้านหลัง

อิทาจิสะดุ้งโหยง สำลักอากาศ ไอโขลกอีกรอบ คิซาเมะเข้ามาประคองเขาเอาไว้ “เข้าไปข้างในก่อนเถอะครับ” อิทาจิถูกพามาที่ห้องน้ำ เขาเกาะขอบอ่างล้างหน้าระหว่างบ้วนปาก โลกหมุนเร็วขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มวลน้ำที่หมุนเป็นเฮอริเคนสูบหายลงท่อไปชวนให้ตาลายไปหมด อิทาจิเอื้อมมือไปปิดฝาชักโครกแล้วนั่งลงตรงนั้น หายใจเข้าออก คิซาเมะใช้ทิชชู่ซับเหงื่อบนหน้าผากอย่างแผ่วเบา ถึงแบบนั้นมันก็ยังมีเส้นกั้นที่เว้นระยะห่างเอาไว้ คิซาเมะคิดว่าเขายังไม่ได้รับอนุญาตให้พูดกับอิทาจิ แค่ก้าวข้ามเส้นมาครู่เดียว อีกฝ่ายก็จะรีบเดินกลับไปอยู่หลังเส้นหากอิทาจิดูโอเคขึ้นแล้ว เขาเลยตัดสินใจพูดก่อน

“ฉันขอโทษ”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ผมเข้าใจ” คิซาเมะทิ้งทิชชู่ลงถังขยะ “ผมบอกกับมิรุไปแล้วครับ”

“เธอ...”

“เสียใจ”

 

มิรุเป็นเด็กสาวร่าเริง ตัวตนที่เป็นแบบนั้น ดอกไม้แรกแย้มเมื่อต้องแสงอาทิตย์ ตอนนี้ เธอถูกหักอก ร้องไห้อยู่บนเตียงอย่างโดดเดียว

อ่า ชักจะหน้ามืดแล้วสิ

"คุณอิทาจิ" คิซาเมะเรียก "ช่วยเงยหน้าได้ไหมครับ"

เขาทำไม่ได้ ความละอายหน่วงใบหน้าของอิทาจิเอาไว้ ทัศนวิสัยพร่ามัวไปหมด เพราะอากาศร้อนหรือเปล่านะ แดดข้างนอกก็แรงกล้าอยู่หรอก ถึงจะคิดแบบนั้น แต่คิซาเมะกลับเชยคางเขาขึ้นและจูบลงมา เป็นจูบที่รุนแรงเหนือความคาดหมาย ทำเอาหัวใจร้าวรานไปหมด อิทาจิคิดขึ้นมาว่า ทำยังไงดี โดนโกรธซะแล้ว เขาหลับตาแน่น อยากร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด ไม่อยากโดนลงโทษแบบนี้เลย จูบที่แสนยาวนานนี้ทำให้อิทาจิลืมหายใจ ปากต่อปากประกบกันแน่น จนไม่มีช่องว่างให้อากาศรั่วไหลออกมาได้เลย นี่หรือเปล่าความอึดอัดที่คิซาเมะมีระหว่างช่วงอาทิตย์นี้ คราวนี้ อิทาจิโดนสนองคืนจนหมดสิ้น

ริมฝีปากของคิซาเมะค่อย ๆ อ้าขึ้นแล้วสูดลมหายใจอิทาจิจนหมดสิ้น

“ผม คิดถึงคุณจะแย่อยู่แล้ว” คิซาเมะฝั่งจมูกที่ซอกคออิทาจิ “ทั้งใบหน้านี้ กลิ่นนี้ ผมไม่อยากให้มันหายไปแม้แต่วินาทีเดียว”

“คิซาเมะ”

“เพราะฉะนั้น ช่วยอย่าทรมานด้วยการไม่มองหน้ากันอีกเลยนะครับ”

ถึงตรงนั้น อิทาจิกอดคิซาเมะเอาไว้แน่น ถูกกอดตอบด้วยอ้อมกอดที่รัดแน่นยิ่งกว่า “ขอโทษนะ” เขาบอก “ผมเองก็ขอโทษเหมือนกันครับ” คิซาเมะตอบ ทั้งสองจูบกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งประตูห้องน้ำถูกเคาะ

 

เดอิดาระคิดว่าเรื่องดราม่าจบแล้ว กระทั่งตอนที่ดื่มเบียร์กันก่อนเข้านอน เหม่อมองท้องฟ้า หวังว่าจะมีละอองจากเทวดาพาพวกเขาลอยละล่องไปในยามค่ำคืน ถ้าเป็นไปได้ เดอิดาระคงไปหาคนที่อยากเจอที่สุดเป็นอย่างแรก ความคิดงั่ง ๆ นี่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าระดับแอลกอฮอลในเลือดไม่สูงขั้นนี้ บางวัน เขาแค่อยากนอนนิ่งในห้อง ไม่ต้องมาหัวหมุนคิดเพลงแบบนี้ เดอิดาระเขียนได้แต่เพลงอกหัก เป็นจำพวกที่เจอเพลงแทงใจดำแล้วนอนกอดเข่าคร่ำครวญอยู่ในห้อง ฟูกเปื้อนไปด้วยน้ำตา ด้วยความสัจย์จริง หลังจากเพลงวันนั้นในฤดูร้อน เดอิดาระไม่คิดว่าตัวเองจะเขียนเพลงไหนได้อีก แถมอิทาจิกับคิซาเมะก็คืนดีกันแล้ว เจ้าตัวมาทำหน้าที่เต็มอัตรา เขาน่ะแค่ตัวแถมโผล่มาคั่นเวลา อิทาจิไม่ได้กินด้วย ความจริง เจ้าตัวม่อยหลับไปนานแล้ว ต้องให้คิซาเมะอุ้มไปนอนบนเตียง จากนั้นอีกฝ่ายก็กลับมาอยู่เป็นเพื่อนเดอิดาระ ส่วนฮิดันนิพพานบนพื้น ไม่มีใครคิดจะช่วยพามันไปส่งเตียง เจ้าโทบิเอาขยะไปทิ้ง ประเดี๋ยวจะกลับมาร่วมวงต่อ

เดอิดาระกับคิซาเมะดื่มเบียร์จนหมดกระป๋อง ร้อง “อ้าาา” ออกมาเหมือนอยู่ในโฆษณา หรือไม่ก็ตาแก่หลังแช่น้ำพุร้อนเสร็จ

“นี่ เดอิดาระ”

“ครับดันน่า?”

กระป๋องเบียร์กลิ้งในมือคิซาเมะอย่างครุ่นคิด

“เพราะฉันถูกโกรธ ก็เลยนึกขึ้นได้” อีกฝ่ายบอก “ถ้าหลังจากนี้ต้องห่างกันอีก ฉันคงทนไม่ไหวแน่ๆ เข้าใจนายเลยล่ะว่าทำไมพวกนายถึงทะเลาะกันแรงขนาดนั้น”

คิซาเมะโยนเบียร์ทิ้งลงถังขยะได้อย่างงดงาม “ตอนนี้ นายควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยังไงนะ เดอิดาระ”

เฮ้อ ทำไมต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมานะ อารมณ์หดหายไปหมดแล้ว เดอิดาระลุกขึ้น โยนของตัวเองลงถังขยะบ้างแล้วเกาหัว “ผมว่าวันนี้เราแยกย้ายเถอะ”

คิซาเมะยอมผละออกไป เดินเข้าไปในห้องนอน เมื่อประตูปิด เดอิดาระทรุดตัวลงกับพื้น เตะฮิดัน แน่ใจว่ามันไร้สติจริง ๆ ก่อนจะหยิบเบียร์กระป๋องใหม่มาเปิด พึมพำกับตัวเอง

“ไม่ได้ควบคุมได้สักหน่อย”

เบียร์พร่องไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่โทบิเดินมาเดอิดาระจะดื่มจนหน้าแดงไปหมดแล้ว ทั้งสองสบตากัน แต่สายตาของเดอิดาระเลือนลอยไปไหนต่อไหน โทบิย่อตัวลง “รุ่นพี่คร้าบบ?”

“ถ้าควบคุมได้ คงไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้”

ไม่เข้าใจเลยว่าพูดอะไรอยู่ แต่เดอิดาระร้องไห้ออกมา ไร้การควบคุมใด ๆ สะอื้นเสียจนตัวโยน โทบิดึงเบียร์ออกจากมือเดอิดาระ “รุ่นพี่เมาแล้วนะครับ” เขาไม่รู้ว่ามันบอกอะไร รู้แค่ว่าฝ่ามือของโทบิลูบลงบนผม ปลอบเป็นเด็ก ๆ “โอ๋ๆ นิ่งซะน้า”

เขาไม่อยากได้โทบิ เขาอยากให้เป็นซาโซริที่ปลอบอยู่ตรงนี้

“ทำไมต้องไปที่อื่นด้วย ทำไมต้องทิ้งผมไว้คนเดียว ทำไมต้องเลิกกันด้วย ถ้าย้อนกลับไปได้ จะไม่เสียเวลากับการทะเลาะเรื่องไร้สาระเลย”

ที่ผ่านมาทั้งหมด มีแต่เรื่องที่ไม่อยากยอมรับเต็มไปหมด เดอิดาระค้นพบว่าทุกอย่างเปราะบางราวฟองสบู่ ทันทีที่พวกเขาเห็นไม่ตรงกัน ทุกอย่างจะสลาย รู้ตัวอีกทีก็เสียคนสำคัญในชีวิตไป อยากจะเรียกกลับคืนก็ละอายใจ ตัวฉันตอนนี้น่ะสับสนไปหมดแล้ว ไอ้ความรู้สึกชั่วครู่ชั่วคราวที่เกิดขึ้นตอนโทบิเข้าใกล้ ช่างมักง่ายสิ้นดี เหมือนเด็กน้อยที่เรียกร้องหาความรัก ทำไมฉันถึงได้ตกมาอยู่ในสภาพนี้กัน

“ทั้งที่ผมยัง....”

เดอิดาระถูกจูบ

เขาไม่ปฏิเสธมันเลย มันช่าง...อ่อนโยน มากเสียจนผล็อยตามได้ง่ายดาย ร่างของเดอิดาระถูกกดลง เรือนผมสีทองสยายบนโซฟา พื้นที่จำกัดนั่นทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักเข่าที่กดลงมาข้างตัวเป็นหลุมบุ๋มลงไป

เหนื่อยเหลือเกิน

อยากหลับจัง

*

            รสชาติของมันเต็มไปด้วยกลิ่นแอกอฮอลเมื่อโทบิดูดลิ้นเดอิดาระ สัมผัสของมันแผดเผาทั้งสอง ความร้อนเร้าแผ่ซ่านทั่วลำคอ เขาค่อย ๆ ถอนตัวออกเมื่อเดอิดาระผล็อยหลับไปบนโซฟา โทบิลุกขึ้นนั่ง ยกมือลูบความฟุ้งซ่านออกจากใบหน้า

            โทบิไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาถึงจูบเดอิดาระ ทุกอย่างเลยมาถึงขนาดนี้ได้ยังไง? ทั้งที่เจ้าเด็กนี่... รวมสิ่งที่เขาเกลียดเอาไว้ ทำเหมือนว่ารู้อะไรนักหนา ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลยสักนิด ไอ้ท่าทีพวกนั้นน่ะน่ารำคาญที่สุด ทุกครั้งที่ถูกเดอิดาระตะโกนใส่หน้า โทบิกรอกตาอยู่ใต้หน้ากาก เฮ้อ เจ้าเด็กนี่ ยกตำแหน่งดราม่าควีนให้มันไปเลย

            ถึงจะน่ารำคาญ แต่โทบิกลับอยากรู้อยากเห็นเรื่องระหว่างซาโซริมากขึ้น เขาเอื้อมมือหยิบมือถือเดอิดาระอย่างเงียบเชียบ เปิดข้อความของซาโซริ เห็นคลิปที่ถูกส่งมา โทบิลดเสียงลง เล่นคลิปคลอเคล้ากับความเงียบงัน ทั้งที่ตั้งกล้องถ่ายอยู่มุมเดียว แต่รู้สึกราวกับว่าซาโซริพาตนเองกลับไปสู่ฤดูร้อน มีทรายแทรกตามนิ้วเท้า คลื่นส่งเสียงซ่าทุกระรอก ปลายนิ้วของซาโซริเต้นรำบนเปียโนอย่างแผ่วเบา ความเจ็บปวดส่งผ่านคีย์ที่ดังขึ้น และดังขึ้น คล้ายเนื้อเพลงที่ถูกร้องออกมา อยากเจอ อยากเจอเหลือเกิน

            โทบิวางมือถือลง อกพลันเจ็บแปล๊บขึ้นมา

 

            “ฉันขอโทษนะ โอบิโตะ”

          โอบิโตะรับรู้ถึงไออุ่น ฝ่ามือของรินอ่อนอุ่น ประคองมือเขาไว้ด้วยความอ่อนโยน แต่ถ้อยคำที่เธอเอ่ยออกมา เขาอยากจะปิดหูไว้ ไม่อยากรับรู้สิ่งใดเลย ปัจจุบันนี้ช่างทุกข์ทรมานนัก

          “เราพยายามดีที่สุดแล้ว”

          ทั้งที่คบกันมาตลอด ทุกอย่างราบรื่นดี โอบิโตะรักรินสุดหัวใจ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ เขาตาบอดเพราะความรักเข้าอย่างจัง ทำเป็นไม่เห็นท่าทีของเธอ ระยะห่างที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องข้า ก่อตัวจนใหญ่โต

          สุดท้ายมันก็เป็นแบบนี้เหรอ?

          ริน ฉันน่ะ อยากย้อนกลับไป ตั้งแต่วันแรกที่คบกัน

          ถ้าเราสื่อสารกันมากว่านี้ ทุกอย่างคงไม่จบแบบนี้ใช่ไหม ความรักของเราจะไปหืดแห้งระหว่างทาง เพราะฉะนั้น ฉันน่ะ อยากได้โอกาส

          ...แต่เธอเอง ก็ตัดสินใจแล้วสินะ

“แฟนที่ดีที่สุดของเธอ ขอปล่อยเธอไป”

 

”ฉัน...รักริน”

โอบิโตะพูดกับตัวเองซ้ำซาก

“รักมานานแล้ว”

เด็กสาวผมสั้นที่มีปานบนแก้ม รอยยิ้มสดใสของเธอ เสียงหัวเราะ

“ฉัน–”

พลัน แผ่นหลังจากรินแปรเปลี่ยนไป ช่วงไหล่ที่ผายออก และเรือนผมสีทองพลิ้ว เขาลืมตาโพล่ง ทึ่งผมตัวเองแรง ๆ เพื่อให้ภาพของเดอิดาระสลายไป แต่เขาทำไม่ได้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #25 Ooo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 15:55
    เคลียร์ไป 1 คู่ 55 ตอนนี้รู้สึกสงสารเดอินะ จะได้เจอำหม ซาโซรินี่นะ
    #25
    0
  2. #24 ohhohohohehehehehuh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 เมษายน 2560 / 14:23
    ในที่สุดทางคิซาเมะก็เคลียร์กันได้ซักที วู้วววววววววววววว เดอิดาระก็ซึมเป็นผักเน่าเลยโว้ย อนาถจริง 555555555
    #24
    0