โจทย์ครั้งต่อไปเพื่อใคร ๆ ที่มาคลับของเรา
อยากให้สมาชิกหมุนเวียนกันหาบทความดีดีมาลงให้เพื่อน ๆ อ่านกัน
ไม่ว่าจะเป็นให้กำลังใจ ปรัชญาชีวิต ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองฯลฯ
***************************************************
ได้เวลาแล้วเราก็ต้องมาตอบโจทย์
เริ่มกันด้วยเรื่องแรก "กำแพงหรือสะพาน"
"กำแพง" หรือ "สะพาน"
แม้จะเป็นเพียงคำเปรียบเทียบ
แต่คนเราสามารถสร้างได้ในพริบตา
ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่สัมผัสได้
พยายามบอกตัวเองว่า..
สร้าง"กำแพง"เพื่อปกป้องตัวเองจากศัตรู
สร้าง"สะพาน" เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้มิตร
แต่ชีวิตจริง "มิตร" หรือ "ศัตรู"
ใช่ว่าจะมองแล้วรู้เลยซะที่ไหน
บ่อยไปที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้
เรื่องที่ผิดพลาดปล่อยให้ศัตรูข้ามสะพานมา
ก็ต้องลบเลือนไปสักวัน
แต่เรื่องที่ลบเลือนได้ยากคือ
ความผิดพลาดที่ปล่อยให้มิตร..
..อยู่อีกฟากหนึ่งของกำแพง..
บางครั้งคนเราจะสร้างกำแพง เพื่อปิดกั้นตัวเองจากคนอื่น
พร้อม ๆ กับปิดกั้นคนอื่นจากตัวเอง
ถ้าเราต้องการไมตรี จงทลายกำแพงนั้นเสีย
เปิดตนเองสู่โลกภายนอก มองโลกในแง่ดี
และสร้างสะพานเพื่อเชื่อมต่อตัวเองกับคนอื่น ยอมรับในตัวเขา
แต่ไม่ดูถูกและปฏิเสธตัวตนของเราเอง
"จงเป็นตัวของตัวเอง"
^_^
ต่อโลดครับ
"ช้างและขอนไม้"
นานมาแล้วชาวอินเดียใช้วิธีการนำลูกช้างมาฝึกให้เชื่อง
โดยล่ามโซ่ ขนาดใหญ่ที่ขาของลูกช้างติดกับต้นไม้หรือซุงขนาดใหญ่
พละกำลังของลูกช้างเองไม่สามารถที่ทำให้ลูกช้างมีอิสระได้
ความพยายามหลายๆ ครั้งแล้วไม่สำเร็จนั้น ทำให้ลูกช้างจดจำว่า
"ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้"
และหลังจากความพยายามอย่างเต็มที่ในระยะเวลาที่นานพอ
แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลูกช้างจะยอมแพ้ไปเอง
และเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจหนีไปไหนได้
ท้ายที่สุดเมื่อลูกช้างโตเต็มที่ มีน้ำหนักหลายตัน
คนเลี้ยงก็อาจเพียงแต่ผูกช้างนั้นไว้กับกิ่งไม้ก็พอ
มันจะไม่หนีไปไหน อันที่จริงมันไม่คิดที่จะหนีไปไหนเลยด้วยซ้ำ
คุณเคยรู้สึกแบบนี้บ้างหรือเปล่า
เหมือนว่ามีอะไรมัดเราอยู่
แม้ว่าเราถูกหัวหน้าด่าก็ต้องอยู่
ขึ้นเงินเดือนน้อยก็ต้องอยู่
ไม่มีการปรับตำแหน่งเลื่อนขั้นให้ก็ต้องอยู่
ไม่สามารถออกไปทำอะไรได้เองโดยลำพังทั้งๆ เราเองก็มีความสามารถ
(คุณก็คิดเหมือนกันใช่ไหม)
เรารู้สึกเองว่าไม่มีทางเลือกอื่น
หรือเราไม่เปิดโอกาสตัวเองให้ศึกษาทางเลือกอื่นกันแน่
เราเองคงไม่ต่างอะไรกับช้าง
เราเชื่อไปเองว่าเราไม่อาจหลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่
(ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากมายนัก)
ความเชื่อนี้จะฝังหัวเรา มากขึ้นๆ
จนในที่สุดมันกลายเป็นความจริง ในจิตใต้สำนึก
เป็นผลทำให้เรา " คิดการเล็ก"
แต่ท้ายที่สุดแล้วเราเองต้องตัดสินใจ และตระหนักให้ได้ว่า
สิ่งที่ผูกติดเราไว้ ไม่ใช่ต้นไม้หรือขอนไม้ที่ใหญ่โต
มันเป็นเพียงกิ่งไม้เล็กๆ เท่านั้น
ซึ่งเราสามารถหักและทำลายเมื่อใดก็ได้ที่เราต้องการ
ให้พ้นจากการถูกหัวหน้าด่าว่า
ให้พ้นจากการถูกบังคับให้มาทำงานทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดของเรา
ให้พ้นจากการถูก ปฏิเสธจากการขอเลื่อนตำแหน่ง หรือขึ้นเงินเดือน
หนทางของวิถีชีวิตที่ดีกว่า
คือการเริ่มต้นที่เราต้องกล้าที่จะหักกิ่งไม้นั้นทิ้ง
แล้วมุ่งหน้าไปยังป่าสีเขียวอันอุดมสมบูรณ์
ความเคยชิน ที่ผูกมัดเราไว้โดยไม่รู้ตัว เปรียบเหมือนโซ่ตรวนที่ผูกตรึงช้างไว้กับกิ่งไม้ มันเป็นความรู้สึก มันเป็นความเคยชิน มันเป็นความฝังใจ มันเป็นความที่ไม่กล้า มันเป็นความคุ้นเคยกับสิ่งเดิมๆ ทำให้เราไม่กล้าที่จะลองทำใหม่ มันเป็นความล้มเหลวในอดีตที่พยายามจะดิ้นให้โซ่ตรวนขาดแล้วไม่ประสบความสำเร็จ จึงกลายเป็นความไม่กล้า
ลองกล้าทำ กล้าคิดใหม่ ทำใหม่ คิดใหญ่ อย่าคิดเล็ก อย่าคิดว่าอดีตจะต้องเหมือนปัจจุบันเสมอไป อย่าคิดว่า สิ่งที่เคยทำไม่ได้จะทำไม่ได้อีก ลองคิดใหม่แล้วเริ่มทำใหม่ ลองดูอีกสักครั้ง ...... สู้ !!! เว้ย!


ยังมีอีกเรื่องขอรับ
ณ โรงพยายบาลแห่งนึง
มีชาย 2 คน ป่วยหนักทั้งคู่
และเผอิญอยู่โรงพยาบาลเดียวกัน ในห้องเดียวกัน ชายคนแรก จะต้องลุกขึ้น นั่งบนเตียงวันละ 1 ชั่วโมงทุกบ่าย
เพื่อให้ของเหลวไม่ท่วมปอด ในขณะที่ชายคนที่สองจะต้องนอน อยู่บนเตียงตลอดเวลา
ชายคนแรกได้นอนติดหน้าต่างซึ่งมีอยู่บานเดียวในห้องนั้น
ทั้งสองคนใช้เวลาส่วนใหญ่ พูดคุยกัน ในเกือบทุกเรื่อง ทั้งเรื่องครอบครัว ภรรยา บ้าน
ที่ทำงาน ตอนไปเกณฑ์ทหาร เวลาไปเที่ยวพักร้อน.... ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงทุกๆ
บ่าย เมื่อชายคนแรกได้ลุกขึ้นนั่งนั้น
เขาจะเล่าให้ชายคนที่สองฟังถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เห็นจากหน้าต่างบานนั้น
นานวันเข้า โดยไม่รู้ตัว ชายคนที่สองก็รอคอยช่วงเวลา 1 ชั่วโมงนั้นทุกวัน เพราะเป็นช่วงเวลา ที่เขา จะได้รับรู้ถึงความสนุกสนานความรื่นเริงและสีสันของโลกภายนอก นอกห้องของคนป่วย ที่เขาต้องทน นอนอยู่เฉย มองจากหน้าต่าง จะมีสวนสาธารณะ ซึ่งตรงกลางมีบึงใหญ่มีเป็ดและหงส์ว่ายน้ำไปมาเด็กๆ ก็มาเล่นเรือ ลำเล็กๆ ที่บึงนี้ รอบๆ
สวนเต็มไปด้วยแปลงดอกไม้หลากสีสัน
คู่รักมาเดินเล่นพูดคุยกันอย่างมีความสุข
มองออกไปไกลๆก็จะเห็นเส้นขอบฟ้า
ที่ตัดกับตึกระฟ้าของเมือทุกๆครั้งที่ชายคนแรกบรรยายสิ่งที่เขาได้เห็นจากหน ้าต่างนั้น
ชายคนที่สองก็จะหลับตา
และจินตนาการ ถึงภาพต่างๆ ไปด้วยเสมอ
แม้กระทั่งในบ่ายวันหนึ่งที่ชายคนแรกเล่าให้ฟังว่า
มีขบวนพาเหรดผ่านไปชายคนที่สองก็เห็นภาพผู้คนในขบวนพาเหรดในชุดหลากสีสัน
เดินตามจังหวะเพลงอย่างสนุกสนาน
แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงเพลงเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปเช้าวันหนึ่งเมื่อพยาบาลจะเข้ามาเช็ดตัวตามปกติก็พบว่า
ชายคนแรกได้จากไปแล้ว อย่างสงบ ไม่นานนัก
ชายคนที่สองก็ได้ขอร้องกับพยาบาลให้เขาย้ายไปนอนติดกับหน้าต่างแทน
ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง
เมื่อย้ายเตียงเรียบร้อยแล้ว ชายคนแรกก็ค่อยๆ ขยับตัว
ถึงแม้จะเจ็บเขาก็พยายามยันข้อศอกขึ้น
เขาต้องการจะเห็นสิ่งที่เขาได้รับฟังมาตลอดจากชายคนแรก สิ่งต่างๆ
ที่อยู่นอกหน้าต่างนั้น ในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
สิ่งที่เขาเห็นคือกำแพงที่ว่างเปล่า
เขาไม่รีรอที่จะถามกับพยาบาลด้วยความสงสัยว่าทำไมชายคนแรกถึงได้เล่าให้เขาฟ ัง ถึงสิ่งสวยงามต่างๆ
ที่เกิดขึ้นนอกหน้าต่างนั้นตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน
พยาบาลบอกให้เขาทราบว่าชายคนแรกนั้นตาบอดและเขามองไม่เห็นอะไรเลยแม้กระทั่ง กำแพงนั้น "บางทีเขาแค่อาจจะอยากคอยให้กำลังใจคุณนะคะ
ชีวิตยังสวยงามนะ
หากเราจะมองให้มันสวยงาม
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ท้อแท้กับการมีชีวิตอยู่
ทุกสิ่งมีเกิดก็ย่อมมีดับ เป็นธรรมดาโลก หมุนเวียนเป็นอนิจจังอยู่เช่นนี้
อดีต ปัจจุบันหรือวันหน้า

ถ้ารักจะเป็นดาวในหาวห้อง
จงเรืองแสงฉายส่องในห้องหาว
ใครทุกหนอาจมิเห็นเราเป็นดาว
ใช่เรื่องร้อนปวดร้าวถ้าเราเป็น 
ไหนๆก็ไม่ได้กำหนดว่ากี่เรื่องเลยลงหลายๆเรื่อง จะได้ดูเป็นคนดี ไม่มีอู้ ^^
บุญรักษานะครับ ทุกๆคน
เครดิตจาก http://www.doctor.co.th/
ความคิดเห็น
เจิม
บทความดีมากๆ ทุกเรื่องเลยนะค่ะ เรื่องที่ใกล้ตัวมากคงจะเป็นเรื่องที่ 2
ส่วนเรื่องที่ชอบมากที่สุด เป็นเรื่องที่ 3 ค่ะ ให้กำลังใจดี
ว้าว ... ปาร์ก สุดยอดดดด....
(เพิ่งอ่านได้แค่บทความแรก หลังๆ ดูหัวข้อ)
วันนี้เนตที่ office ไม่เป็นใจ ไว้เด๋วเย็นกลับมาอ่านอีกรอบเน้อ
แจ่มมั่กๆ แค่สะพานกะกำแพงนี่ก็จี๊ดแล้ว
บ่อยครั้งที่ปล่อยให้ศัตรูข้ามสะพานมา (คิดแล้วเจ็บใจ)
ไม่ๆๆ เราจะจำแต่เรื่องดีๆ
อ้าวเนตีความหมายเป็นยังงั้นไป 55 อ่านแล้วรู้สึกดีจ้ะปาร์ก ดีมาก ๆ
ถ้าคนที่เราคิดว่าเป็นมิตรเผลอสร้างสะพานให้เขาเข้ามาใกล้ แต่กลับกลายเป็นศัตรูที่มาแว้งกัดเราทำเอาอยู่ไม่สุขจะทำไงดีคับ
สร้างกำแพงครอบแบบไม่ต้องเจอกันอีก
หรือถีบให้พ้นจากชีวิตไปเลยดี
ปล.เรื่องที่สองเคยอ่านแล้ว ไม่ว่าอ่านกี่ครั้งก็รู้สึกดี ชอบจริงๆพวกแฝงข้อคิดเนี่ย
ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ
เลือกเรื่องได้ดีจริงๆ คงเป็นเพราะ ได้อาจารย์ดี..ชิมิ..อึ๊ย..นึกแล้วปลื้มจัง
พรุ่งนี้ตาเรานิหน่า..จะน้อยหน้าลูกศิษย์ได้ไง สู้ตายค่า..
เหอๆ ปาต้ามาอย่างมั่วนิ่มอ่ะ ต่อไปคิวเจ๊ปาต้าเน้อ
ชัวร์ครับ ศิษย์ท่านอาจารย์นี่นา แต่ถ้าอาจารย์น้อยหน้าศิษย์ล่ะ 55+
มีขู่กันด้วยคับงานนี้
=[]= ปาร์คขา ฆ่ากันให้ตายไปข้างเลยดีกว่า เยอะอย่างแรง >[]< เค้าอ่านไม่ไหวอ่า กลัวชีวิตจะสวยงามกว่าเดิม ก๊ากๆ แนทมาเมาแล้วจากไปเจ้าค่ะ
ราตรีสวัสดิ์ชาวคลับที่ร๊ากนะค๊า~
ไม่กล้าฆ่า แนทหรอกจ๊า หลอกหลอนก็พอ นี่แน่ะๆ แบร่ๆๆๆ
ทุกบทความดีจริงๆ เลยค่ะศิษย์พี่ ^^
โดยเฉพาะกำแพงกับสะพาน
สงสัยหนูต้องสร้างสะพาน ไปกำจัดศัตรูซะแล้ว หุหุ ^^"
ขอบคุณนะศิษย์พี่สำหรับข้อความดีๆ
จะเอากลับไปทำลายกำแพงที่อยู่ในใจตัวเองค่ะ