มัทนะพาธา

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 20 Views

  • 0 Comments

  • 0 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    5

    Overall
    20

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

เนื้อหาให้ความรู้ทางวรรณคดีไทย เรื่อง มัทนะพาธา


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
คำนำ

ละคอนเรื่องนี้ไม่ใช่ได้เนื้อเรื่องหรือตัดตอนมาจากแห่งใด ๆ เลย, จึ่งขอบอกไว้ให้ผู้อ่านทราบเพื่อไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวค้นหาเรื่องนี้ในหนังสือโบราณใด ๆ แก่นแห่งเรื่องนี้, ได้เคยมีติดอยู่ในใจของฃ้าพเจ้ามาช้านานแล้ว, แต่เพราะเหตุต่าง ๆ ซึ่งไม่จำจะต้องแถลงในที่นี้ ฃ้าพเจ้ามิได้ลงมือแต่งเรื่องนี้, จนมาเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๖๖, เมื่อได้บังเกิดมีเหตุบังคับให้ฃ้าพเจ้าต้องอยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ, ฃ้าพเจ้าจึงได้หวลนึกขึ้นถึงเรื่องนี้. เมื่อนึกตั้งโครงเรื่องขึ้นได้แล้ว, ได้เกิดมีปัญหาขึ้นว่าจะให้นางในเรื่องนี้ถูกสาปเปนดอกไม้อย่างใด, มีผู้เห็นกันโดยมากว่าควรให้เปนดอกกุหลาบ, เพราะเปนดอกไม้ที่คนทั้งโลกทุกชาติทุกภาษานิยมว่างามและหอมชื่นใจยิ่งกว่าดอกไม้อย่างอื่นๆ. ข้อนี้ก็จริงอยู่, แต่ก็ได้ทำให้ฃ้าพเจ้าออกอึดอัดอยู่ไม่น้อย, เพราะฃ้าพเจ้าตรองและตรวจดูเท่าใดก็นึกไม่ออกและไม่พบณที่ใดๆ ว่าดอกกุหลาบนั้นมีนามว่ากระไรในภาษามคธหรือสันสกฤต, และเมื่อเปนเช่นนี้ก็รู้สึกว่าฃาดศัพท์สำหรับใช้ในกวีนิพนธ์ไปนั้นอย่าง ๑; กับอีกอย่าง ๑, ซึ่งฃ้าพเจ้ารู้สึกว่าสำคัญกว่า, คือถ้าชื่อดอกกุหลาบไม่มีในภาษามคธหรือสันสกฤตดังนั้น จะมิต้องเข้าใจละหรือว่าในภารตะวรรษ (อินเดีย), อันกำหนดจะเปนภูมิลำเนาแห่งเรื่องนี้, มิได้เคยมีดอกกุหลาบในโบราณสมัย? ถ้าในภารตะวรรษไม่เคยมีดอกกุหลาบ จะแต่งลงไปว่ามีดูเปนการฝ่าฝืนธรรมดาไป, อาจทำให้ถูกติว่าเปนคนตื้นก็ได้.

วชิราวุธ ปร

พระที่นั่งไวกูณฐ์เทพสถาน, พญาไท.

 

วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๖



เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 19 ก.พ. 62 / 19:55

บันทึกเป็น Favorite



ประวัติผู้แต่ง :
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ มีพระนามเดิมว่ามหาวชิราวุธ เป็นโอรสองค์ที่ ๒๙ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๒๓
ทรงศึกษาในประเทศไทยจนพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษา ก็เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาเสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๔๓๘ เพื่อรับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมกุฎราชกุมาร ( ผู้ที่จะได้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ) และทรงกลับไปศึกษาวิชาทหาร ณ โรงเรียนทหารบกที่แซนด์เฮิซต์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๓ ได้เข้าศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และวิชากฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แต่ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์เป็นพิเศษ จนแต่งบทละครเป็นภาษาอังกฤษได้ เมื่อสำเร็จการศึกษา พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปก่อน แล้วจึงเสด็จนิวัติประเทศไทย

เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ ขณะมีพระชนมายุ ๓๐ พรรษา สวรรคตเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๔๖๘ ( ครองราชย์ ๑๕ ปี พระชนมายุ ๔๕ พรรษา) วัตถุประสงค์ในการพระราชนิพนธ์ เรื่อง มัทนะพาธา ทรงตั้งพระทัยเพื่อเป็นหนังสืออ่านกวีนิพนธ์ที่สนุกสนานในด้านเนื้อหา และเป็นคติสอนใจให้เห็นถึงอานุภาพของความรัก

ผลงานพระราชนิพนธ์ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านอักษรศาสตร์เป็นเลิศ จึงทรงมีพระราชนิพนธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง กว่า ๒๐๐ เรื่อง เช่น เรื่องศกุนตรา รามเกียรติ์ บทละครเรื่องเวนิสวานิช เป็นต้น ในงานพระราชนิพนธ์ทรงใช้นามปากกาว่า อัศวพาหุ รามจิตติ พันแหลม ศรีอยุธยานายแก้วนายขวัญ พระขรรค์เพชร นายแก้ว ณ อยุธยา น้อยลา ท่านราม ณ กรุงเทพ สำหรับบทละครพูดคำฉันท์ เรื่อง มัทนะพาธา ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของบทละครพูดคำฉันท์นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจ้าอยู่หัวยังทรงได้รับพระราชสมัญญานามว่า “พระมหาธีรราชเจ้า” ซึ่งมีความหมายว่า “นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่”


ตัวละคร


ภาคบนสวรรค์

สุเทษณะเทพบุตร์.

จิตระเสน, หัวหน้าคนธรรพ์ของสุเทษณ์.

จิตระรถ, สาระถีของสุเทษณ์.

มายาวิน, วิทยาธร.

มัทนา, เทพธิดา.

เทพบุตร์, คนธรรพ์, และอับสร บริวารของสุเทษณ์.


ภาคพื้นดิน

พระกาละทรรศิน, คณาจารย์อยู่ในป่าหิมะวัน.

โสมะทัต, หัวหน้าศิษย์ของพระกาละทรรศิน.

นาค, ศิษย์ของพระกาละทรรศิน.

ศุน, ศิษย์ของพระกาละทรรศิน.

ท้าวชัยเสน, กษัตริย์จันทรวงศ์ผู้ทรงราชย์ในนครหัสตินาปุระ.

ศุภางค์, นายทหารคนสนิธของท้าวชัยเสน.

นันทิวรรธนะ, อมาตย์ของท้าวชัยเสน,

ชาวสวนหลวง.

วิทูร, พราหมณ์หมอเสน่ห์.

พระนางจัณฑี, มเหสีของท้าวชัยเสน.

ปริยัมวะทา, นางกำนัลของท้าวชัยเสน.

อราลี, นางค่อมฃ้าหลวงพระนางจัณฑี.

เกศินี, ฃ้าหลวงพระนางจัณฑี.

ศิษย์พระฤษี ; นายทหาร, พราน , ราชบริพาร, และฃ้าหลวง.



เนื้อเรื่องย่อ


ภาคสวรรค์ :
กล่าวถึงสุเทษณ์เทพบุตร ซึ่งในอดีตกาลเป็นกษัตริย์ครองแคว้นปัญจาล มัทนาเป็นพระธิดากษัตริย์ของแคว้นสุราษฎร์ สุเทษณ์ได้ส่งทูตไปสู่ขอนาง แต่ท้าวสุราษฎร์พระบิดาของนางไม่ยอมยกให้
สุเทษณ์จึงยกทัพไปรบทำลายบ้านเมืองของท้าวสุราษฎร์จนย่อยยับ และจับท้าวสุราษฎร์มาเป็นเชลยและจะประหารชีวิต แต่มัทนาขอไถ่ชีวิตพระบิดาไว้ โดยยินยอมเป็นบาทบริจาริกาของสุเทษณ์ ท้าวสุราษฎร์จึงรอดจากพระอาญา จากนั้นมัทนาก็ปลงพระชนม์ตนเอง และไปเกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์นามว่า มัทนา ส่วนท้าวสุเทษณ์ก็ทำพลีกรรมจนสำเร็จ เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ไปบังเกิดบนสวรรค์เช่นกัน ด้วยผลกรรมที่เคยได้นางมาเป็นคู่ทำให้มีโอกาสได้พบกันอีกบนสวรรค์ แต่นางมัทนาก็ยังไม่มีใจรักสุเทษณ์เทพบุตรเช่นเดิม
ณ วิมานของสุเทษณ์ ได้มีคนธรรพ์เทพบุตร เทพธิดาที่เป็นบริวารต่างมาบำเรอขับกล่อมถวาย แต่ถึงกระนั้นสุเทษณ์เทพบุตรก็ไม่มีความสุข เพราะรักนางมัทนา แต่ไม่อาจสมหวังเพราะผลกรรมที่ทำไว้ในอดีต จึงให้วิทยาธรชื่อมายาวินใช้เวทมนตร์คาถาไปสะกดให้นางมายังวิมานของสุเทษณ์เทพบุตร ฝ่ายมัทนาเมื่อถูกเวทย์มนตร์สะกดมา สุเทษณ์จะตรัสถามอย่างไรนางก็ทวนคำถามอย่างนั้นทุกครั้งไป จนสุเทษณ์เทพพระบุตรขัดพระทัย รู้สึกเหมือนตรัสกับหุ่นยนต์ จึงให้มายาวินคลายมนตร์สะกด เมื่อนางรู้สึกตัวก็ตกใจกลัวที่ล่วงล้ำเข้าไปถึงวิมานของสุเทษณ์เทพบุตร สุเทษณ์เทพบุตรถือโอกาสฝากรัก มัทนาแสดงความจริงใจว่านางไม่ได้รักสุเทษณ์เทพบุตรจึงไม่อาจรับรักได้ เมื่อได้ยินดังนั้นสุเทษณ์เทพบุตรรู้สึกกริ้วนางมัทนาเป็นที่สุด จึงสาปให้มัทนาจุติจากสวรรค์ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบในป่าหิมาวันในโลกมนุษย์ และเปิดโอกาสให้นางกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เมื่อถึงคืนวันเพ็ญเพียงหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเท่านั้นเมื่อใดที่นางมีรักเมื่อนั้นจึงจะพ้นคำสาปและกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างปกติ หากเมื่อใดที่นางมีทุกข์เพราะความรักก็ให้นางอ้อนวอนต่อพระองค์จึงจะยกโทษทัณฑ์ให้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสาเหตุของปมขัดแย้งในเรื่อง คือ สุเทษณ์รักนางมัทนาแต่นางไม่รักตอบ


ภาคพื้นดิน :

พระฤๅษีได้ขุดเอาดอกกุหลาบจากป่าหิมาวันไปปลูกไว้กับอาศรม เมื่อคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง นางจะปรากฏโฉมเป็นมนุษย์มาปรนนิบัติรับใช้พระฤๅษี วันหนึ่งท้าวชัยเสนกษัตริย์แห่งนครหัสดิน เสด็จประพาสป่ามาถึงอาศรมพระฤๅษี ตรงกับคืนวันเพ็ญที่มัทนากลายร่างเป็นมนุษย์ และได้พบกับท้าวชัยเสนและเกิดความรักต่อกัน พระฤๅษีจึงจัดพิธีอภิเษกให้ ชัยเสนได้พานางกลับนครหัสดิน ท้าวชัยเสนหลงใหลรักใคร่นางมัทนามาก ทำให้นางจัณฑีมเหสี หึงหวง และอิจฉาริษยา จึงทำอุบายให้ท้าวชัยเสนเข้าใจผิดว่ามัทนาเป็นชู้กับนายทหารเอก นางมัทนาจึงถูกสั่งประหารชีวิต แต่เพชฌฆาตสงสารจึงปล่อยนางไป
นางมัทนากลับไปยังอาศรมพระฤๅษีและวิงวอนให้สุเทษณ์เทพบุตรช่วย สุเทษณ์เทพบุตรได้ขอความรักนางอีกครั้งหนึ่งแต่นางปฏิเสธ สุเทษณ์เทพบุตรจึงสาปให้นางเป็นดอกกุหลาบตลอดไป



องก์ที่ ๑

ฉาก: ลานหน้ามุขเด็จแห่งวิมานของสุเทษณะเทพบุตร์, บนสวรรค์.

[ก่อนเปิดม่าน, ตัวละคอนเหล่านี้ต้องพร้อมอยู่บนเวที, คือ: สุเทษณะเทพบุตร์, เอกเขนกอยู่บนเตียงที่บนมุขเด็จ, มีนางอับสรอยู่งานพัดคน ๑; จิตระเสนนั่งอยู่หน้ามุขเด็จ, และมีบริวารของสุเทษณ์นั่งรายเปนแถวทั้ง ๒ ข้างเวที; กลางเวทีมีพวกคนธรรพสำรับ ๑, ถือช่อดอกไม้ทั้ง ๒ มือทุกคน. พิณพาทย์ทำเพลงโหมโรงจนถึงเวลาควรจะเปิดม่าน, จึ่งทำเพลงเหาะ. พอเปิดม่าน, พวกคนธรรพก็เริ่มร้องและรำอย่างแบบรำโคม, ดนตรีเล่นคลอเสียงไปตลอด, ไม่ต้องรับ.]

บทร้องของคนธรรพ์

(ลำเหาะ)

[ยานี, ๑๑.]

๏ ฃ้าบาทผู้ภักดี ต่อธุลีพระบาทา
พร้อมกันถวายอา- เศียระพาทแด่เทวัน
๏ ขอจงเสวยสุข นิราศทุกข์ไร้โรคัน–
ตะรายแลภยัน- ตะรายาอย่ายายี
๏ พระองค์ทรงมีคุณ กะตะบุญบาระมี
บำเพ็ญในอตี- ตะกาลดลผลไพบูลย์
๏ ชาติก่อนเปนสุกฺษัตร์ เถลิงรัฐราไชสูรย์
ในวงศะประยูร สุระแมนแคว้นปัญจาล
๏ ทรงธรรมล้ำมะนุษ ฤทธิรุทมหาศาล
บำเพ็ญพะลีการ ทุกอย่างงามตามวิสัย
๏ ครั้นถึงเวลาควร ภูมิศวรจากไผท
เสด็จสุราลัย เสวยสุขในแดนสรวง
๏ เหล่าฃ้าพึ่งพระเดช ปกป้องเกศฃ้าทั้งปวง
จึ่งพร้อมณแดดวง ภักดีหมายถวายพร
๏ สิ่งใดพระประสงค์ จงสิทธินิรันดร
ใดองค์จอมอมร ไม่โปรดปรานเร่งผ่านไป ฯ

[สุรางคณา, ๒๘.]

สุเทษณ์. เหวยจิตระเสน มึงบังอาจเล่น ล้อกูไฉน?
จิตระเสน. เทวะ, ฃ้าบาท จะบังอาจใจ ทำเช่นนั้นไซร้ ได้บ่พึงมี.
สุเทษณ์. เช่นนั้นทำไม พวกมึงมาให้ พรกูบัดนี้,
ว่าประสงค์ใด ให้สมฤดี? มึงรู้อยู่นี่ ว่ากูเศร้าจิต
เพราะไม่ได้สม จิตที่ใฝ่ชม, อกกรมเนืองนิตย์.
จิตระเสน. ตูฃ้าภักดี ก็มีแต่คิด เพื่อให้ทรงฤทธิ์ โปรดทุกขณะ.
สุเทษณ์. กูไม่พอใจ ! ไล่คนธรรพ์ไป บัดนี้เทียวละ.
อย่ามัวรอรั้ง
จิตระเสน. เอวํเทวะ! (หันไปสั่งคนธรรพ์.) เออพอแล้วนะ, พวกเจ้าจงไป.
(พวกคนธรรพถวายบังคมแล้วเข้าโรง.)
ฃ้าบาทได้เตรียม อับสรเสงี่ยม สง่างามไว้
เพื่อร้องและรำ บำเรอเทพไท, แม้โปรดจะได้ เรียกมาบัดนี้.
สุเทษณ์. เอาเถิดลองดู เผื่อว่าตัวกู จะค่อยสุขี.
จิตระเสน. (เรียก) คณาอับสร ผู้ฟ้อนรำดี, ออกมาบัดนี้ รำถวายกร.

(พิณพาทย์ทำเพลงเร็ว. คณะอับสรรำออกมาถึงกลางเวที, ลา, แล้วรำและร้องบทต่อไปนี้, และดนตรีเล่นคลอเสียงไปตลอด, ไม่ต้องรับ.)

บทร้องของอับสร

(ลำนางนาค.)

[ฉบงง, ๑๖.]

๏ เหล่าฃ้าคณาอับสร ก้มเกศยอกร
บังคมพระเทพรังสรรค์  
๏ พำนักเนาสุขทุกวัน พระคุณอนันต์
อเนกประดุจโพธิ์ทอง  
๏ อันพระเมตตาเนืองนอง ประดุจลออง
วะรุณระรื่นรวยเย็น  
๏ พระกรุณาแน่เห็น ดิประดุจเปน
วายุรำเพยชื่นใจ  
๏ พระมุทิตาแน่วใน ฃ้าบาทจึ่งได้
มานะเปนนิตย์ในงาน  
๏ พระอุเบกฃาสมาน จิตให้เบิกบาน
บ่เสื่อมบ่สูญภักดี  
๏ เจ้านายองค์ใดในตรี โลกฤๅจะมี
เหมือนพระผู้นั่งเกศา  
๏ ขอพึ่งยุคลบาทา ไปจนเวลา
ประจวบเมื่อกัลป์บรรลัย ฯ  

(เพลงเร็ว: อับสรจับระบำสักสามท่าแล้ว, สุเทษณ์ยกมือห้าม, จิตระเสนก็สั่งพวกนางให้เลิกการระบำ, และพวกนางถวายบังคมแล้ว, พิณพาทย์ทำลา, พวกอับสรเข้าโรง, พวกเทพบริวารก็คลานเข้าโรงไปด้วย.)

[ยานี, ๑๑.]

จิตระเสน. อันนางอับสรศรี รำมิดีประการใด,
  ขอเทวะฤทธิ์ได้ โปรดตำนิติประทาน.
สุเทษณ์. ดีแล้วทั้งการรำ และลำนำขับร้องหวาน,
  ทั้งดนตรีประสาน ก็ฟังเพราะเสนาะดี;
  แต่กูที่ใจเศร้า และงึมเหงาอยู่เช่นนี้
  ตัวเจ้าก็รู้ดี ว่าเหตุนั้นเปนฉันใด.
จิตระเสน. ฃ้าทราบและพลอยโศก, อันโรครักนี้หนักใจ;
  แต่ในสุราลัย สุรางค์ดีก็มีถม.
  ฃ้าเชื่อว่าพระองค์ ประสงค์นางสะอางชม
  คงได้สัมฤทธิ์สม หทัยแท้ทุกนงคราญ

[อินทวงส์, ๑๒.]

สุเทษณ์. จริงอยู่นะเจ้าเอย ผิจะเชยสมัคสมาน
  นางใดณแมนการ ก็จะสิทธิสมฤดี,
  เว้นเดียวก็แต่โฉม มะทะนาวิสุทธิศรี
  ผู้เลิศสุรางค์มี วรรูปวิเลขวิไลย.
  แต่เห็นอนงค์รา- มะประเสริฐวิเศษวิสัย
  ไม่มีอนงค์ใด นะจะเทียบจะเทียมจะทัน;
  งามผิวประไพผ่อง กลทาบสุภาสุพรรณ,
  งามแก้มแฉล้มฉัน พระอรุณแอร่มละลาน,
  งามเกศะดำขำ กลน้ำณท้องละหาน,
  งามเนตรพินิจปาน สุมณีมะโนหะรา;
  งามทรวงสล้างสอง วรถันสุมนสุมา-
  ลีเลิดประเสริฐกว่า วรุบลสะโรชะมาศ;
  งามเอวอนงค์ราว สุรศิลปิชาญฉลาด
  เกลากลึงประหนึ่งวาด วรรูปพิไลยพะวง;
  งามกรประหนึ่งงวง สุระคชสุเรนทะทรง,
  นวยนาฏวิลาศวง ดุจะรำระบำระเบง;
  ซ้ำไพเราะน้ำเสียง อรเพียงพิรมประเลง,
  ได้ฟังก็วังเวง บ่มิว่างมิวายถวิล.
  นางใดจะมีเทียบ มะทะนาณฟ้าณดิน,
  เปนยอดและจอดจิน- ตะนะแน่วณอกณใจ.

(จิตระรถออก, ไปไหว้สุเทษณ์, แล้วหมอบคอยฟังรับสั่ง.)

[ฉบงง, ๑๖.]

สุเทษณ์. อ้อ, จิตระรถเจ้าไป ตามที่กูใช้, สำเร็จประสงค์ฤๅหวา?
จิตระรถ. เทวะ, ฃ้าบาทไคลคลา ตามองค์มหา ฤษีผู้นามนารท
  ไปทั่วทุกแดนสามหมด; ในฟากฟ้าจรด จนถึงขอบนะภาลัย;
  ไปทั่วแดนมนุษสุดไกล บ่เว้นแห่งใด, กระทั่งยังขอบจักกะวาฬ;
  ไปทั่วในแดนบาดาล, ทั่วทุกสถาน ทุกถิ่นจนจบภพไตร.
  ไปถึงซึ่งแคว้นแดนใด, ฃ้าบาทก็ได้ วาดรูปอนงค์งามงอน,
  มาเพื่อถวายมหิศร; ขอองค์อมร จงทอดพระเนตร์รูปา.
สุเทษณ์. มาเถิดนำรูปขึ้นมา, และจงเจรจา แถลงซึ่งลักษณ์ให้กู.

(จิตระรถเรียกคนใช้ให้นำรูปออกมา, แล้วเอาขึ้นไปถวายสุเทษณ์ทอดพระเนตรพลาง, จิตระรถแถลงลักษณะแห่งรูปไปพลาง.)

[อุปชาติ, ๑๑.]

จิตระรถ. ประถมก็รูปเท- วะธิดาสง่าตรู,
  มีนามะเรียกยู- วะสุมาลิโศภณ.
  งามเนตร์และเกศแก้ม กลดอกกะมลสน
  ธิสิ่งประเสริฐปน กิริยาสง่าศรี.
  วธูวิเศษเปน วระเทพะนารี
  ฃ้าองค์อุมาศรี สุระอัคคะเทวิน,
  เนาคีริไกลาศ.  
สุเทษณ์.   อ๊ะฉนั้นจะจงจิน-
  ตะนาจะราคิน, บ่มิควรคะนึงถึง.
จิตระรถ. ทุตียะรูปนาง สิริร่างสอางซึ่ง
  แสนงามและหากถึง จะประเทียบบ่แพ้ใคร.
  นางชื่อวิเลขา กละภาพพิเศษไซร้,
  วิโรจน์วิไลยใคร ยละร่านระตีพูน.
  สะขีพระเทวี มหิษีบดีสูร
  ผู้สิงณไวกูณฐ์.  
สุเทษณ์.   อ๊ะมิควรจะมุ่งหมาย.
  หล่อนเปนกำนัลแห่ง หริราชะนารายณ์,
  จะมุ่งณโฉมฉาย ก็จะทรงพระโกรธา.
จิตระรถ. ฉนั้นถวายรูป อระเทพะกัญญา,
  ชื่อเมนะกาภา สะวิเลขวิไลยวรรณ;
  ฃ้าเห็นณสวนกลาง อมะราวดีสวรรค์,
  วิจิตรวิศิษฎ์สรร- พะสะกนธะชวนชม,
  นางช่างประเลงขับ วรศัพทะเริงรมย์
  เปรอองค์สุโรดม.  
สุเทษณ์.   ก็มิควรจะมุ่งมาด
  ท้าวศักฺระทรงฤท- ธิมหิทธิ์กำแหงกาจ,
  ผิทรงพิโรธอาจ จะประหัดประลัยลาน.
จิตระรถ. ฉนั้นถวายรูป วรราชะนงคราญ
  หน่อนาถะผู้ผ่าน วรเฃตตะกาศี;
  ปรากฎพระนามนาง วิมะลาสุนารี,
  วิสุทธ์วิศิษฎ์ที่ จะตินั้นบ่พึงหา,
  พระโฉมบ่แพ้โฉม สุระเทวะกัญญา.
สุเทษณ์. แพ้ยอดฤดีฃ้า ดุจะกากะเปรียบหงส์.
จิตระรถ. นี่รูปธิดาท้าว วรเกาศิกาพงศ์
  นรินทะราชทรง บุระกานฺยะกุพฺชา,
  ประกาศพระนามเรียก วรเรณุกาภา.
สุเทษณ์. เปรียบโฉมวิเลขา มะทะนาบ่แพ้นาง
จิตระรถ. นี่รูปธิดารา- ชะวิทรรภะโศภางค์,
  พระนามอนงค์นาง ทมะยันติบังอร.
สุเทษณ์. จะมัวสำแดงรูป อระเนาณดินดอน,
  หวังหาสง่างอน ฤจะเปรียบธิดาสรวง.
จิตระรถ. ฃ้าวาดวิเลขา อระงามณแดนปวง
  ถวายพระปิ่นสรวง, และก็สุดจะโปรดปราน
  และรูปธิดานา- คะและลูกอสูรหาญ,
  อันเห็นณบาดาล, ดนุวาดถวายไว้
  เพื่อทอดพระเนตรเล่น ตละตนก็ผ่องใส;
  จะควรมิควรไซร้ ฤก็สุดจะปราณี

(จิตระรถส่งรูปถวายสุเทษณ์, และสุเทษณ์รับไปดูผาด ๆ, แล้วส่งคืนให้แก่จิตระรถ, จิตระรถส่งให้คนใช้นำเข้าโรงไป.)

[ฉบงง, ๑๖.]

สุเทษณ์. ปวงรูปเจ้าวาดมานี้ เปนรูปนารี ที่ล้วนประเสริฐเลิดงาม;
  แต่กูดูทุกนงราม ก็ยังเห็นทราม กว่านารีรัตน์มัทนา.
  ฉนั้นแม้ไม่อาจหา เทียมเท่ามัทนา ฤๅกูจะกล่าวชมเชย?
  เปนกรรมกูแล้วเจ้าเอย, จำต้องชวดเชย ที่รักสมัคจริงใจ.
จิตระรถ. ฉนั้นต้องคิดแก้ไข โดยอุบายให้ พระองค์ได้สมจินดา.
สุเทษณ์. จะแก้ฉันใดเล่าหวา? กูหมดปัญญา.
จิตระรถ. ฃ้าบาทขอทูลบัดนี้
  ยามฃ้าเที่ยวไปถึงที่ ขุนโขดคีรี ศรีมันทะระงามงอน,
  ได้พบหนึ่งวิทยาธร เรืองวิทยากร มีนามว่ามายาวิน,
  ผู้นี้มีความรู้ชิน เชิงชาญโยคิน และเชี่ยวอาถารรพ์วิทยา,
  รู้จักใช้โยคะนิทรา ไปผูกหทยา แห่งผู้ที่อยู่แม้ไกล,
  อาจร่ายมนตร์เรียกมาได้.
สุเทษณ์. อ๊อ ! จริงหรือไฉน?
จิตระรถ. ฃ้าบาทได้เห็นเองแล้ว
สุเทษณ์. ถ้าจริงเฃาก็เปนแก้ว !
จิตระรถ. ฃ้าบาททราบแล้ว จึ่งกล้านำตัวเฃามา.
สุเทษณ์. พามาด้วยแล้วหรือหวา?
จิตระรถ. หมอเอกนั้นมา คอยอยู่ข้างนอกพระลาน.
  ขอได้โปรดให้ทำการ ลองเวทชำนาญ ชำนิถวายสักครั้ง.
สุเทษณ์. เจ้าพูดชวนกูให้หวัง ! แม้ไม่สมดัง ปากว่าจะทำฉันใด?
จิตระรถ. ฃ้าบาทเชื่อแน่แก่ใจ อยู่แล้วจึ่งได้ กล้าพามาเฝ้าทูลเกศ.
  ขอโปรดทดลองดูเวท, เผื่อพระทรงเดช จะได้ดังพระจินตนา.
สุเทษณ์. ดีละ, เรียกเฃาเฃ้ามา ชั่วดีก็น่า จะลองให้เห็นประจักษ.

(จิตระรถถวายบังคมแล้วเข้าโรงไป.)

 

จิตระเสน. เทวะ ! ฃ้าสงสัยนัก, แต่ไม่อยากทัก อยากท้วงต่อหน้าสารถี.
  เวทมนตร์นั้นเฃาอาจมี จริงอยู่พอที่ จะเรียกเอาใครใครมา
  แต่จะบังคับหัทยา ให้รักนั้นฃ้า ยังนึกระแวงแคลงนัก.
  หากเรียกโฉมยงนงลักษณ์ มาแล้วไม่ภัก- ดิอยู่เปนฃ้าบทมาลย์,
  ก็จะกลับกลายเปนการ เสื่อมเกียรติวิศาล ขององค์พระจอมเทวัน.
สุเทษณ์. เจ้าพูดถูกทุกสิ่งอัน, แต่กูอัดอั้น อุระด้วยรักรึงใจ,
  ฉนั้นถึงอย่างไรๆ เพียงแต่ให้ได้ เห็นวรพักตร์เลิดงาม
  แห่งมัทนานงราม, ก็อาจมีความ ประโมทย์มนัสสมถวิล.

(จิตระรถพามายาวินออกมา มายาวินเปนวิทยาธร, นุ่งห่มหนังเสือ.)

 

จิตระรถ. เทวะ, นี่มายาวิน มาเฝ้าบดิน- ทะด้วยมะโนภักดี.
สุเทษณ์. ขอบใจที่มาครานี้; เฃาว่าท่านมี ซึ่งโยคะวิทยาชาญ.
  หากเราจะขอให้ท่าน ช่วยเปลื้องรำคาญ จะได้ละหรือว่ามา.
มายาวิน. เทวะ, อันเวทวิทยา ฃ้ารู้เรียนมา เต็มใจจะใช้ฉลอง
  พระเดชพระคุณลออง ธุลีบาทลอง จนเต็มสติปัญญา.
สุเทษณ์. ท่านมีเวทมนตร์คาถา อาจดลหัทยา ใครๆได้หมดฤๅไฉน?

[ภุชงคัปปะยาตร์, ๑๒]

มายาวิน. จะทูลเทวะเกรงดู ประหนึ่งตูทนงไป,
  จะงำเงื่อนบทูลไซร้ ก็เหมือนปิดวิชาการ.
  พระจงโปรดประทานซึ่ง อภัยฃ้าจะทูลสาร,
  และความจริงวิชาการ ก็มีอยู่ประจำตน.
  อถรรพ์เวทะเจนอยู่, และมนตร์ครูก็ได้สน
  มโนจำและซ้ำค้น คดีเพิ่มบเคลิ้มหลง.
  ฉนั้นอาจจะผูกจิต- ตะใครได้ประดุจจง,
  และใช้โยคะแล้วคง จะเรียกให้ตระบึงมา
  บนานแม้จะอยู่ถึง ณเขาจักกะวาฬา,
  ฤอยู่สรวงฤอยู่นา- คะโลกต่ำณบาดาล.
  จะเปนหญิงฤเปนชาย ก็เรียกดายมิยากนาน,
  เพราะใครเลยจะทนทาน พระอาถัพพะมนตร์ไหว.
  ฉนั้นแม้พระองค์มี ประสงค์ให้ดนูไซร้
  ประชุมมนตระเรียกใคร ก็โปรดมีพระบัญชา.

[สุรางคณา, ๒๘.]

สุเทษณ์. อันตัวเรานี้ จิตจ่ออยู่ที่ โฉมมะทะนา,
  ผู้เลิดเลอสรร ในชั้นกามา พะจรฟากฟ้า บ่มีใครทัน.
  ตั้งแต่เรามา เกิดในฟากฟ้า พิภพภูมิสวรรค์
  เราเห็นต้องจิต คิดอยากเชยขวัญ แต่โอ้นางนั้น หล่อนไม่ปลงใจ.
มายาวิน. ฃ้าบาทเล็งดู ด้วยญาณก็รู้ นางนี้คือใคร,
  อีกทั้งรู้เลศ ว่าเหตุไฉน นงรามจึ่งไม่ ปลงใจยินดี.
สุเทษณ์. รู้ว่าอย่างไร?
มายาวิน. หากทูลความไซร้ จงโปรดปราณี.
สุเทษณ์. เอาเถิดอย่าเกรง, เร่งบอกบัดนี้ มีเหตุร้ายดี จงเล่ามาพลัน.

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

มายาวิน. เมื่อครั้งพระองค์เปน วรราชะราชัน
  ครองเฃตประเทศขัณ- ฑะวิสุทธิปัญจาล,
  ตรัสใช้อมาตย์เปน วรทูตะทูลสาร
  ถึงราชะผู้ผ่าน นรชาติ์สุราษฎร์งาม,
  ขอองค์ธิดาชื่อ มะทะนาวิไลยราม
  เปนราชินีตาม วรราชประเพณี;
  แต่ท้าวสุราษฎร์ไซร้ บมิยอมและยินดี
  ให้ซึ่งพระบุตรี, พระก็ทรงพระโกรธา.
  ตรัสเกณฑ์พหลกอง จตุรงคะเสนา
  ยกไปประชิตรา- ชะบุรีวโรดม.
  โจมตีบุรีป่น บ่มิทนทลายล่ม,
  จับได้นโรดม นรนาถสุราษฎร์มา;
  จึ่งมีพระโองการ จะประหารพระชีวา,
  แต่หากธิดามา และประนอมมโนฉันท์,
  ยอมเปนวะธูบาท บริจาริกานันท์,
  ไถ่โทษะชีวัน ก็จะงดพระอาญา.
  ฝ่ายนางก็ยอมตาม วรราชะบัญชา,
  พ่อรอดพระชนมา ก็เพราะลูกสิภักดี.
  ครั้นนางเสด็จถึง วรมาละกาศรี
  ก้มเกศและกราบที่ ทวิบาทพระภูบาล,
  แล้วทูลแถลงโดย สิริสัจจะวาทหวาน
  ว่าองค์พระนงคราญ บมิอยากจะขัดไท้,
  แต่ได้ปะฏิญญา วรสัจจะมั่นไว้
  ว่าจักมิยอมให้ นรฝืนฤดีรัก.
  ครั้งนี้แหละสุดแสน จะประดักประเดิดนัก,
  เพราะว่าบิดารัก จะบรอดพระชนมา,
  จึ่งยอมถวายตัว และก็ไถ่พระโทษา
  ขององค์ชนกนา- ถะบต้องมลายชนม์.
  เสร็จกิจจะการดี กรณียะเปนผล,
  กราบบาทยุคลตน มะทะนาจะลาตาย.
  ว่าพลางยุพาชัก วรขัคคะแพรวพราย
  แทงตรงพระทรวงตาย เฉพาะพักตร์พระภูมี.
  ตายแล้วกำเนิดใน สุรภพพิศิษฎ์นี้;
  ฝ่ายองค์พระภูมี ก็บำเพ็ญพะลีกรรม์,
  จนได้สำเร็จผล จรดลณแดนสฺวรรค์
  มาพบและรักกัน เพราะวะเคยสิเนหา.
  แต่กรรมพระทำไว้ ณพระชาติ์อดีตมา
  ข้องขัดและขวางหน้า บ่มิให้พระสมจินต์.
  อันถ้อยดนุทูล ฤก็สัจจะทั้งสิ้น,
  ขอองค์พระผู้ปิ่น สุรเทวะปราณี.

[สุรางคณา, ๒๘]

สุเทษณ์. ที่ท่านเล่าไซร้ เราขอขอบใจ ที่ท่านไมตรี
  และเราขอเพียง เสี่ยงเคราะห์ดูที เผื่อโชคจะมี ดีได้สักครา.
มายาวิน. แล้วแต่จะโปรด, ไม่ทรงพิโรธ ก็บุญนักหนา;
  ขอประทานไฟ จะได้บูชา.
จิตระรถ. (ร้องตะโกนสั่งไปในโรง.) เอาของออกมา ตามที่สั่งไว้.

(คนใช้นำเครื่องทำพิธีออกมา, คือบายศรี ๑, หัวหมู, เป็ด, ไก่, มะพร้าวอ่อน, ขันเหมสำหรับจุดไฟ, และเทียนชะนวนจุดไฟพร้อม; ของเหล่านี้เอาไปตั้งตรงหน้ามายาวิน, และมีคนเอาหญ้าคามาทอดแล้วเอาหนังกวางปูบนหญ้าคาเปนอาสนะ. มายาวินขึ้นนั่งขัดสมาธิ์บนอาสนะ, จุดไฟในขันเหม, แล้วกล่าวคำบูชาต่อไปนี้.)

[สัทฺทุลฺลวิกฺกีฬิต, ๑๙.]

มายาวิน. โอมบังคมพระคเณศะเทวะศิวะบุตร์
  ฆ่าพิฆฺนะสิ้นสุด ประลัย;
  อ้างามกายะพระพรายประหนึ่งระวิอุทัย,
  ก้องโกญจนะนาทให้ สะหรรษ์;
  เปนเจ้าสิปปะประสิทธิ์วิวิธะวรรณ
  วิทยาวิเศษสรร- พะสอน;
  ยามฃ้ากอบกรณีย์พิธีมะยะบวร,
  จงโปรดประทานพร ประสาท.
  โอมนารายะณะเทพเถลิงอุระคะอาสน์,
  ขี่ขุนสุบรรณ์ราช จรัล;
  ถือศังข์จักระคะทาธรณิผัน
  ปราบยักษะกุมภัณฑ์ มลาย;
  เชี่ยวชาญโยคะวิธีพระพีระอภิปราย
  ดลกิจจะทั้งหลาย สะมิทธิ์.
  ยามฃ้ากอบกรณีย์พิธีมะยะวิจิตร์
  จงสมมะโนสิท- ธิเทอญ.

(พิณพาทย์ทำเพลงสาธุการ. มายาวินไหว้บูชาสี่ทิศ,แล้วร่ายมนตร์ต่อไป.)

 

อ้าสองเทเวศร์ โปรดเกศฃ้าบาท ทรงฟังซึ่งวาท ที่กราบทูลเชิญ,
โปรดช่วยดลใจ ทรามวัยให้เพลิน จนลืมขวยเขิน แล้วรีบเร็วมา.
ด้วยเดขเทพไท ทรามวัยรูปงาม จงได้ทราบความ ฃ้าขอนี้นา,
แม้คิดขัดขืน ฝืนมนตร์คาถา ขอให้นิทรา เข้าสึงถึงใจ.
มาเถิดนางมา อย่าช้าเชื่องช้อย ตูฃ้านี้คอย ต้อนรับทรามวัย.
อ้านางโศภา อย่าช้ามาไว ตูฃ้าสั่งให้ โฉมตรูรีบจร.
โฉมยงอย่าขัด รีบรัดมาเถิด ขืนขัดคงเกิด ในทรวงเร่าร้อน,
มาเร็วบัดนี้ รีบลีลาจร มาเร็วบังอร ฃ้าเรียกนางมา.

(มายาวินประนมมือและนั่งบริกรรม. พิณพาทย์ทำเพลงตระสันนิบาต. ทุก ๆ คนตั้งตาคอยมองดู. พอรัวท้ายตระ มัทนาเดิรออกมา, ตาจ้องเป๋งไม่แลดูใครและกิริยาอาการเปนอย่างคนที่ยังหลับอยู่, และพูดหรือแสดงกิริยาอย่างคนที่ฝัน. สุเทษณ์ลุกจากบัลลังก์ลงมาต้อนรับด้วยความยินดี แต่ครั้นเห็นมัทนาจังงังอยู่ไม่ยิ้มแย้มก็ชงัก, แล้วหันไปพูดกับมายาวิน.)

[สุรางคณา, ๒๘.]

สุเทษณ์. นางมาแล้วไซร้ แต่ว่าฉันใด จึ่งไม่พูดจา?
มายาวิน. นางยังงงงวย ด้วยฤทธิ์มนตรา, แต่ว่าตูฃ้า จะแก้บัดนี้.

(พูดสั่งมัทนา.)

 

  ดูก่อนสุชาตา มะทะนาวิไลยศรี,
  ยามองค์สุเทษณ์มี วรพจน์ประการใด,
  นางจงทำนูลตอบ มะธุรสธตรัสไซร้;
  เฃ้าใจมิเฃ้าใจ ฤก็ตอบพะจีพลัน.
มัทนา. เฃ้าใจละเจ้าฃ้า; ผิวะองค์สุเทษณ์นั้น
  ตรัสมาดิฉันพลัน จะเฉลยพระวาที.

[วสันตะดิลก, ๑๔.]

สุเทษณ์. อ้าโฉมวิไลยะสุปฺริยา มะทะนาสุรางค์ศรี,
  พี่รักและกอบอภิระตี บมิเว้นสิเน่ห์หนัก;
  บอกหน่อยเถอะว่าดะรุณิเจ้า ก็จะยอมสมัครัก.
มัทนา. ตูฃ้าสมัคฤมิสมัค ก็มิขัดจะคล้อยตาม.
สุเทษณ์. จริงฤๅนะเจ้าสุมะทะนา วจะเจ้าแถลงความ?
มัทนา. ฃ้าขอแถลงวะจะนะตาม สุรเทวะโปรดปราน.
สุเทษณ์. รักจริงมิจริงฤก็ไฉน อรไทยบ่แจ้งการ?
มัทนา. รักจริงมิจริงก็สุระชาญ ชยะโปรดสถานใด?
สุเทษณ์. พี่รักและหวังวธุจะรัก และบทอดบทิ้งไป.
มัทนา. พระรักสมัคณพระหทัย ฤจะทอดจะทิ้งเสีย?
สุเทษณ์. ความรักละเหี่ยอุระระทด เพราะมิอาจจะคลอเคลีย.
มัทนา. ความรักระทดอุระละเหี่ย ฤจะหายเพราะเคลียคลอ?
สุเทษณ์. โอ้โอ๋กระไรนะมะทะนา บมิตอบพะจีพอ?
มัทนา. โอ้โอ๋กระไรอะมระง้อ มะทะนามิพอดี !
สุเทษณ์. เสียแรงสุเทษณ์นะประดิพัทธ์ มะทะนาบเปรมปรีย์.
มัทนา. แม้ฃ้าบเปรมปฺริยะฉะนี้ ผิจะโปรดก็เสียแรง.
สุเทษณ์. โอ้รูปวิไลยะศุภะเลิด บมิควรจะใจแขง.
มัทนา. โอ้รูปวิไลยะมละแรง ละก็จำจะแขงใจ.

(สุเทษณ์จ้องดูนาง, แต่นางยังคงตาลอยไม่จับตาอยู่ สุเทษณ์ออกฉงน, จึ่งลองพูดไปอีก.)

สุเทษณ์. หากพี่จะกอดวธุและจุม- พิตะเจ้าจะว่าไร?
มัทนา. ฃ้าบาทจะขัดฤก็มิได้ ผิพระองค์จะทรงปอง.
สุเทษณ์. ว่าแต่จะเต็มฤดิฤหาก ดนุกอดและจูบน้อง?
มัทนา. เต็มใจมิเต็มดนุก็ต้อง ประติบัติ์ระเบียบดี.

(สุเทษณ์ไม่พอใจในคำตอบของนาง, จึ่งหันไปพูดกับมายาวิน.)

[สุรางคณา, ๒๘]

สุเทษณ์. แน่ะมายาวิน เหตุใดยุพิน จึงเปนเช่นนี้?
  ดูราวมะเมอ เผลอๆ ฤดี ประดุจไม่มี ชีวิตจิตใจ.
  คราใดเราถาม หล่อนก็ย้อนความ เหมือนเช่นถามไป,
  ดังนี้จะยวน ชวนเชยฉันใด ก็เปรียบเหมือนไป พูดกับหุ่นยนตร์.
มายาวิน. เทวะ, ที่นาง อาการเปนอย่าง นี้เพราะฤทธิ์มนตร์;
  โยคะอันขลัง บังคับได้จน ให้ตอบยุบล ได้ตามต้องการ
  แต่จะบังคับ ใครๆ ให้กลับ มโนวิญญาณ,
  ให้ชอบให้ชัง ยืนยังอยู่นาน ย่อมจะเปนการ สุดพ้นวิสัย.
  หากว่าพระองค์ มีพระประสงค์ อยู่เพียงจะให้
  นงคราญฉลอง รองพระบาทไซร้ ฃ้าอาจผูกใจ ไว้ด้วยมนตรา,
  มิให้นงรัตน์ ดื้อดึงขึ้งขัด ซึ่งพระอัชฌา,
  บังคับให้ยอม ประนอมเปนฃ้า บาทบริจา ริกาเทวัน.
สุเทษณ์. อ๊ะ ! เราไม่ขอ ได้นางละหนอ โดยวิธีนั้น !
  เสียแรงเรารัก สมัคใจครัน อยากให้นางนั้น สมัครักตอบ.
  ผูกจิตด้วยมนตร์ แล้วตามใจตน ฝ่ายเดียวมิชอบ,
  เราใฝ่ละโบม ประโลมใจปลอบ ให้นางนึกชอบ นึกรักจริงใจ.
  ฉนั้นท่านครู คลายเวทมนตร์ดู อย่าช้าร่ำไร,
  หากเราโชคดี ครั้งนี้คงได้ สิทธิ์สมดังใจ; รีบคลายมนตรา.
มายาวิน. เอวํ เทวะ

(มายาวินประนมมือแล้วร่ายมนตร์ต่อไปนี้)

(วิชฺชุมฺมาลา, ๘.)

มายาวิน. อันเวทอาถรรพ์ ที่พันธ์ผูกจิต แห่งนางมิ่งมิตร์ อยู่บัดนี้นา,
  จงเคลื่อนคลายฤทธิ์ จากจิตกัญญา คลายคลายอย่าช้า สวัสดีสวาหาย !

(พิณพาทย์ทำเพลงรัว. มายาวินยกมือไหว้แล้วเสกเป่าไปทางมัทนา. ฝ่ายมัทนาค่อย ๆ รู้สึกตัว, เอามือลูบตาเหมือนคนตื่นนอน, และพอจบรัวก็พอได้สติบริบูรณ์. บัดนี้นางเหลียวแลไปเห็นสุเทษณ์ก็ตกใจ, ตั้งท่าเหมือนจะหนีไป, แต่สุเทษณ์ขวางทางไว้.)

[ฉบงง, ๑๖.]

สุเทษณ์. อ้ามัทนาโฉมฉาย เฉิดช่วงดังสาย วิชชุประโชติอัมพร
  ไหนๆ ก็เจ้าสายสมร มาแล้วจะร้อน และรนและรีบไปไหน?
มัทนา. เทวะ, อันฃ้านี้ไซร้ มานี่อย่างไร บทราบสำนึกสักนิด;
  จำได้ว่าฃ้าสถิต ในสวนมาลิต และลมรำเพยเชยใจ,
  แต่อยู่ดีๆ ทันใด บังเกิดร้อนใน อุระประหนึ่งไฟผลาญ,
  ร้อนจนสุดที่ทนทาน แรงไฟในราน ก็ล้มลงสิ้นสมฤดี.
  ฉันใดมาได้แห่งนี้? หรือว่าได้มี ผู้ใดไปอุ้มฃ้ามา?
  ขอพระองค์จงเมตตา และงดโทษฃ้า ผู้บุกรุกถึงลานใน.
สุเทษณ์. อ้าอรเอกองค์อุไร พี่จะบอกให้ เจ้าทราบคดีดังจินต์;
  พี่เองใช้มายาวิน ให้เชอญยุพิน มาที่นี้ด้วยอาถรรพ์.
มัทนา. เหตุใดพระองค์ทรงธรรม์ จึ่งทำเช่นนั้น ให้ฃ้าพระบาทต้องอาย
  แก่หมู่ชาวฟ้าทั้งหลาย? โอ้พระฦๅสาย พระองค์บทรงปราณี.

(มัทนาร้องได้. พิณพาทย์ทำเพลงโอด สุเทษณ์ปลอบ.)

สุเทษณ์. อ้ายอดสิเหนา มะทะนาวิสุทธิศรี,
  อย่าทรงพระโศกี วรพักตร์จะหม่นจะหมอง.
  พี่นี้นะรักเจ้า และจะเฝ้าประคับประคอง
  คู่ชิดสนิธน้อง บ่มิให้ระคางระคาย.
  พี่รักวะธูนวล บ่มิควรระอาละอาย,
  อันนาริกับชาย ฤก็ควรจะร่วมจะรัก.
  รูปเจ้าวิไลยราว สุระแสร้งประจิตประจักษ์,
  มิควรจะร้างรัก เพราะพะธูพิถีพิถัน;
  ธาดาธสร้างองค์ อรเพราพิสุทธิสรรพ์
  ไว้เพื่อจะผูกพัน- ธนะจิตตะจองฤดี.
  อันพี่สิบุญแล้ว ก็พะเอินประสพสุรี
  แลรักสมัคมี มนะมุ่งทนุถนอม
  ขอโฉมเฉลาปลง พระฤดีประนีประนอม
  รับรักและยินยอม ดนุรักสมัคสมาน.
  หากนางมิข้องขัด ประดิพัทธ์ประสมประสาน,
  ทั้งสองจะสุขนาน มนะจ่อบจืดบจาง.
  อ้าช่วยระงับดับ ทุขะพี่ระคายระคาง;
  พี่รักอนงค์นาง ผิมิสมฤดีถวิล,
  เหมือนพี่มิได้คง วรชีวะชีวิติน-
  ทรีย์ไซร้บ่ใฝ่จิน- ตะนะห่วงและห่อนนิยม.
  ชีพอยู่ก็เหมือนตาย, เพราะมิวายระทวยระทม
  ทุกข์ยากและกรากกรม อุระช้ำระกำทวี,
  อ้าฟังดนูเถิด มะทะนาและตอบวจี
  พอให้ดนูนี้ สุขะรื่นระเริงระรวย.

[วสันตะดิลก, ๑๔.]

มัทนา. ฟังถ้อยดำรัสมะธุระวอน ดนุนี้ผิเอออวย
  จักเปนมุสาวะจะนะด้วย บมิตรงกะความจริง.
  อันชายประกาศวะระประทาน ประดิพัทธะแด่หญิง,
  หญิงควรจะเปรมกะมะละยิ่ง ผิวะจิตตะตอบรัก;
  แต่หากฤดีบอะภิรม จะเฉลยฉนั้นจัก
  เปนปดและลวงบุรุษะรัก ก็จะหลงละเลิงไป.
  ตูฃ้าพระบาทสิสุจริต บมิคิดจะปดใคร,
  จึ่งหวังและมุ่งมะนะสะใน วรเมตตะธรรมา.
  อันว่าพระองค์กรุณะข้อย ฤก็ควรจะปรีดา,
  อีกควรฉลองวรมหา กรุณาธิคุณครัน;
  ดังนี้คะนึงฤก็ระบม อุระแห่งกระหม่อนฉัน,
  ที่ตนบอาจจะอภิวัน- ทะนะตอบพระวาจา
  ให้ถูกประดุจสุระประสงค์, ผิวะทรงพระโกรธา,
  หม่อมฉันก็โอนศิระณบา- ทะยุคลและกราบกราน.

[อินทวงส์, ๑๒.]

สุเทษณ์. ที่หล่อนมิยินยอม มะนะรักสมัคสมาน,
  มีคู่สะมรมาน อภิรมย์ฤเปนไฉน?

[วสันตะดิลก, ๑๔.]

มัทนา. หม่อมฉันบมีบุรุษะผู้ ประดิพัทธะใดใด,
  เปนโสดบมีมะนะสะใฝ่ อภิรมฤสมรส.

[อินทวงส์, ๑๒.]

สุเทษณ์. เช่นนั้นก็เชิญฟัง ดนุกล่าวสิเนหะพจน์,
  เจ้างามประเสริฐหมด ก็มิควรฤดีจะดำ.

[วสันตะดิลก, ๑๔.]

มัทนา. หม่อมฉันสดับมะธุระถ้อย ก็สำนึกเสนาะคำ,
  แต่ต้องทำนูลวะจะนะซ้ำ ดุจะได้ทำนูลมา.

[อินทวงส์, ๑๒.]

สุเทษณ์. นี่เจ้ามิยอมรับ รสะรักฉนั้นฤจ๋า?
  ตัวฉันจะเลวสา หะสะด้วยประการไฉน?

[วสันตะดิลก, ๑๔.]

มัทนา. อ้าองค์พระผู้สุระวิศิษฎ์, พระจะผิดสะฐานใด?
  หม่อมฉันสิทรามเพราะบ่มิได้ อนุวัตน์พระบัญฑูร.

[อินทวงส์, ๑๒.]

สุเทษณ์. ยิ่งฟังพะจีศรี ก็ระตีประมวลประมูล,
  ยิ่งขัดก็ยิ่งพูน ทุขะท่วมระทมหะทัย !
  อ้าเจ้าลำเภาพักตร์ สิริลักษะณาวิไลย,
  พี่จวนจะคลั่งไคล้ สติเพื่อพะวงอนงค์.

(วสันตะดิลก, ๑๔.)

มัทนา. โอ้โอ๋ละเหี่ยอุระสดับ วรศัพทะท่านทรง
  อ้อยอิ่งแสดงวรประสง- คะณตัวกระหม่อมฉัน;
  อยากใคร่สนองพระวรสุน- ทรคุณอเนกนั้น,
  จนใจเพราะผิดคติสุธรรม์ สุจริตประติชฺญา.
  ขอให้พระองค์อะมะระเท- วะเสวยประโมทา,
  หม่อมฉันจะขอประณตะลา สุระราชลิลาศไป.

(มัทนากราบแล้วตั้งท่าจะไป, แต่สุเทษณ์จับข้อมือไว้ด้วยกิริยาออกจะโกรธ.)

(ฉบงง, ๑๖.)

สุเทษณ์. ช้าก่อน! หล่อนจะไปไหน?
มัทนา. หม่อมฉันอยู่ไป ก็เครื่องแต่ทรงรำคาญ.
สุเทษณ์. ใครหนอบอกแก่นงคราญ ว่าพี่รำคาญ?
มัทนา. หม่อมฉันสังเกตเองเห็น.
สุเทษณ์. เออ! หล่อนนี้มาล้อเล่น! อันตัวพี่เปน คนโง่ฤๅบ้าฉันใด?
มัทนา. หม่อมฉันเคารพเทพไท ทูลอย่างจริงใจ ก็บมิทรงเชื่อเลย,
  กลับทรงดำรัสเฉลย ชวนชักชมเชย และชิดสนิธเสนหา.
  พระองค์ทรงเปนเทวา ธิบดีปรา- กฎเกียรติยศเกรียงไกร,
  มีสาวสุรางค์นางใน มากมวลแล้วไซร้ ในพระพิมานมณี,
  จะโปรดปรานฃ้าบาทนี้ สักกี่ราตรี? และเมื่อพระเบื่อฃ้าน้อย
  จะมิต้องนั่งละห้อย นอนโศกเศร้าสร้อย ชะเง้อชะแง้แลหรือ?
  หม่อมฉันนี้เปนผู้ถือ สัจจาหนึ่งคือ ว่าแม้มิรักจริงใจ,
  ถึงแม้จะเปนชายใด ขอสมพาศไซร้ ก็จะมิยอมพร้อมจิต.
  ดังนี้ขอเทพเรืองฤทธิ์ โปรดฃ้าน้อยนิด, ฃ้าบาทขอบังคมลา.

[กมล, ๑๒.]

สุเทษณ์. (ตวาด) อุเหม่ !  
  มะทะนาชะเจ้าเล่ห์ ชิชิช่างจำนรรจา,
  ตะละคำอุวาทา ฤกระบิดกระบวนความ.
  ดนุถามก็เจ้าไซร้ บมิตอบณคำถาม,
  วนิดาพยายาม กะละเล่นสำนวนหวล.
  ก็และเจ้ามิเต็มจิต จะสดับดนูชวน,
  ผิวะให้อนงค์นวล ชนะหล่อนทนงใจ.
  บ่มิยอมจะร่วมรัก และสมัคสมรไซร้
  ก็ดะนูจะยอมให้ วนิดานิวาศสฺวรรค์,
  ผิวะนางพะเอินชอบ มรุอื่นก็ฃ้าพลัน
  จะทุรนทุรายศัล- ยะบ่อยากจะยินยล;
  เพราะฉนั้นจะให้นาง จุติสู่ณแดนคน,
  มะทะนาประสงค์ตน จะกำเนิดณรูปใด?
  ทวิบทจะตูร์บาท ฤจะเปนอะไรไซร้,
  วธุเลือกจะตามใจ และจะสาปประดุจสรร;
  จะสถิตฉนั้นกว่า จะสำนึกณโทษทัณฑ์,
  และผิวอนดนูพลัน จะประสาทพระพรให้
  วนิดาจรัลกลับ ณประเทศสุราลัย;
  ก็จะชอบสะฐานใด วธุตอบดนูมา

[สาลินี, ๑๑.]

มัทนา. อ้าเทพศักด์สิทธิ์ซึ่ง พระจะลงพระอาญา
  ฃ้าเปนแต่เพียงฃ้า บมิมุ่งจะอวดดี.
  หม่อมฉันนี่อาภัพ และก็โชคบพึงมี,
  จึ่งไม่ได้รองศรี วรบาทพระจอมแมน.
  อันทรงเมตตาควร จะประจบและตอบแทน
  คุณท่านที่มากแสน คณนาประมวญมี.
  อันโปรดให้เลือกตาม ฤดิฃ้าณบัดนี้,
  ขอเปนซึ่งมาลี รุจิเรขวิไลยวรรณ,
  สุดแท้แต่จอมสรวง จะประสิทธิ์ประสาทพันธุ์
  ขอเพียงให้มีคัน- ธะระรื่นระรวยหอม.
  ด้วยกลิ่นของฃ้าบาท ก็จะได้ประณตน้อม
  ใจนิตย์บูชาจอม สุระบ่มบำเพ็ญบุญ.
  ฃ้าขอแต่เพียงให้ มรุทรงพระการุญ,

[ฉบงง, ๑๖.]

สุเทษณ์. ที่เจ้างอนง้อขอนั้น เราจะยอมสรร- พะสิทธิดังใจจินต์.
  ดูราท่านมายาวิน, นางนี้ถวิล จะถือรูปเปนมาลี.
  ก็บุปผาอย่างใดมี ที่งามทั้งสี อีกทั้งมีกลิ่นส่งไกล?
  แต่ต้องให้มีหนามไว้ ป้องกันมิให้ เหล่าเดรัจฉานผลาญยับ.
มายาวิน. เทวะ ! อันไม้งามสรรพ มีลักษณ์ต้องกับ พระองค์ดำรัสนั้นมี
  ในนันทะโนทยานศรี องค์พระศจี ธโปรดเปนยอดมาลา.
  เห็นมีแต่ในฟากฟ้า ในแดนคนหา ไม้นี้มิได้แห่งไหน.

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

มายาวิน. ไม้เรียกผะกากุพ- ชะกะสีอรุณแสง
  ปานแก้มแฉล้มแดง ดรุณีณยามอาย;
  ดอกใหญ่และเกสร สุวคนธะมากมาย,
  อยู่ทนบวางวาย มธุรสขจรไกล;
  อีกทั้งสะพรั่งหนาม ดุจะเข็มประดับไว้,
  ผึ้งเขียวสิบินไขว่ บมิใคร่จะห่างเหิน.
  อันกุพฺชะกาหอม, บริโภคอร่อยเพลิน,
  รสหวานสิหวานเชอญ นรลิ้มเพราะเลิดรส;
  กินแล้วระงับตรี พิธะโทษะหายหมด,
  คือลมและดีลด ทุษะเสมหะเสื่อมสรรพ์;
  อีกทั้งเจริญกา- มะคุณาภิรมย์นันท์,
  เย็นในอุราพลัน, และระงับพยาธี.

[ฉบงง, ๑๖.]

สุเทษณ์. ดีละ, จะให้มารศรี เปนดอกไม้นี้ โฉมยงจะว่าฉันใด?
มัทนา. ไหนๆ จะเปนดอกไม้, หม่อมฉันพอใจ เปนดอกที่ออกนามมา.
  ฃ้าขอก้มเกศวันทา ที่จอมเทวา การุญให้เลือกเช่นนี้.
สุเทษณ์. ด้วยอำนาจอิทธิ์ฤทธี อันประมวญมี ณตัวกูผู้แรงหาญ,
  กูสาปมัทนานงคราญ ให้จุติผ่าน ไปจากสุราลัยเลิด,
  สู่แดนมนุษย์และเกิด เปนมาลีเลิด อันเรียกว่ากุพฺชะกะ,
  ให้เปนเช่นนั้นกว่าจะ รู้สึกอุระ ระอุเพราะรักรึงเข็ญ.
  ทุกเดือนเมื่อถึงวันเพ็ญ ให้นางนี้เปน มนุษย์อยู่กำหนดมี
  เพียงหนึ่งทิวาราตรี; แต่หากนางมี ความรักบุรุษเมื่อใด,
  เมื่อนั้นแหละให้ทรามวัย คงรูปอยู่ไซร้ บคืนกลับเปนบุปผา.
  หากรักชายแล้วมัทนา บมีสุฃา- ภิรมย์เพราะเริดร้างรัก,
  และนางเปนทุกข์ยิ่งนัก จนเหลือที่จัก อดทนอยู่อีกต่อไป,
  เมื่อนั้นผิว่าอรไทย กล่าววอนเราไซร้ เราจึ่งจะงดโทษทัณฑ์.

[จิตระปทา, ๘.]

  นางมะทะนา จุติอย่านาน จงมะละฐาน สุระแมนสวรรค์,
  ไปเถอะกำเนิด ณหิมาวัน ดังดนุลั่น วจิสาปไว้ !

(พิณพาทย์ทำเพลงคุกพาทย์, สุเทษณ์แผลงฤทธิ์, ฟ้าแลบแวบวาบตลอดเพลง พอถึงรัวท้าย มัทนาร้องกรี๊ดและล้มลมกับพื้น)

(ปิดม่าน.)


องก์ที่ ๒

ตอนที่ ๑

ฉาก: ในกลางหิมะวัน.

[เปนลานหญ้าอยู่ในระหว่างต้นไม้ใหญ่งาม ๆ, ที่ตรงกลางแห่งด้านหลังของเวที มีต้นกุหลาบอยู่ต้น ๑, ซึ่งมีดอกแต่ดอกเดียว, เปนดอกใหญ่, สีชมพูแก่. นอกจากต้นกุหลาบมีต้นดอกไม้อย่างอื่นอีกบ้างก็ได้, และตามต้นไม้มีกล้วยไม้กำลังออกดอกไสวอยู่หลายช่อ.]

(เปิดม่านขึ้นเห็นเวทีว่างอยู่. แล้วนาค และศุน, ศิษย์ของพระกาละทรรศินมุนี, จึ่งออกมา.)

นาค. มันอยู่ทางนี้แน่! แกไม่ได้กลิ่นหรือ?
ศุน. ฮือ!
นาค. จะพูดอะไรก็ไม่พูด. มีแต่ร้องฮือเท่านั้น.
ศุน. ก็จริงๆ นี่ ให้ตายสิ! (ลงนั่งเหยียดตีน, และแสดงอาการกิริยาเหนื่อย.)
นาค. จริงอะไร?
ศุน. อยู่ดีๆ ใช้ให้ตามหากลิ่น, ใครจะไปหาพบ. (นอนเหยียดลงกับพื้น)
นาค. ทำไมจมูกแกไม่มีหรือ? (นั่งบนตอไม้.)
ศุน. ก็มีน่ะสิ! แต่เกิดมายังไม่เคยรับใช้เช่นนี้เลย. ฃ้าสูดหากลิ่นเสียจนจมูกเยิ้มแล้ว, รู้ไหม?
นาค. จมูกเยิ้มก็ดีอยู่แล้ว, แปลว่าแกไม่เจ็บ.
ศุน. เอ๊ะ! อย่างไรกัน?
นาค. ฃ้าเคยสังเกตเห็นอ้ายด่างของฃ้า, เมื่อไรจมูกมันแห้งละก็แปลว่ามันไม่สบาย.
ศุน. อุวะ! แล้วกัน! เอาฃ้าไปเฃ้าประเภทหมาเสียแล้ว!
นาค. ก็ดีนี่นะ; หมาจมูกมันเก่งกว่าคนเราอีก.
ศุน. (ยกมือขึ้นปัด) เฮ้ย! อย่าเล่นน่า! จั๊กะจี้. (ผงกหัวขึ้นมองดู.) เอ๊ะ! พิกลแฮะ หมายว่าแกเล่นรังแกอีก. ที่แท้แมลงภู่น่ะเอง. (นอนลงอีก.)
นาค. แกว่าแมลงภู่หรือ? เอ! ท่าทางชอบกล! (ลุกขึ้นเดิรมอง.)
ศุน. นั่นลุกขึ้นเดิรไขว่อยู่ทำไมนะ? ฃ้าเวียนหัวพิลึก.
นาค. ที่ไหนมีแมลงภู่ต้องมีของหอม, ฉนั้น – (เดิรค้นต่อไป.)
ศุน. (เอกเขนกขึ้น, หันหน้าไปทางหลังเวที.) แกนี่- (เห็นดอกกุหลาบ, จึ่งร้องขึ้น.) นั่นแน่! ได้ตัวแล้ว, ให้ตกนรกสิ!
นาค. อะไร?
ศุน. อ้ายของหอมของแก. (ชี้ดอกกุหลาบ.) นั่นเปนไร.
นาค. (เดิรเข้าไปยังต้นกุหลาบ.) จริงของแก; อ้ายดอกนี่เอง. เอ๊ะ!เฃาเรียกดอกอะไรนะ?
ศุน. ชบา.
นาค. บัดซบ! ชบาหอมมีหรือ?
ศุน. มี หอมเขียว!
นาค. มิลักขู! หอมเขียวมีหรือ?
ศุน. ไม่มีก็เเล้วไปสิ.
นาค. อีกประการหนึ่ง, ชบาไม่มีหนาม; นี่หนามชุมพิลึก.
ศุน. ถ้าฉนั้นเรียกว่าอะไรล่ะ?
นาค. ถ้าฃ้ารู้ฃ้าจะถามแกหรือ? แต่บางทีโสมะทัตจะรู้จัก. ไปบอกข่าวให้เฃาทราบเห็นจะดีนะ.
ศุน. ดีสิ. แกรีบไปเถอะ.
นาค. ก็แกล่ะ?
ศุน. ฃ้าจะอยู่เฝ้าอ้ายต้นไม้นี่. (นอนลงอีก.)
นาค. ชิๆ! มันจะหายไปไหนได้เทียวนะ. ต้นไม้มันเดิรหนีไปเองได้เมื่อไร.
ศุน. ก็เผื่อมีคนมาลักเอาไปเสียล่ะ?
นาค. ผู้คนอะไรมีมาในป่านี้นอกจากพวกเรา.
ศุน. ก็พวกเราน่ะแหละ; ถ้าแม้ว่าเราไปเสียทั้งสองคน, แล้วมีคนอื่นในพวกเรามาพบต้นไม้นี่เข้า แล้วรีบเอาความไปเรียนท่านอาจารย์ได้ก่อน, เรามิขาดทุนหรือ?
นาค. ก็จริงอยู่, แต่ว่าถ้าท่านอาจารย์ได้ทราบฃ่าวที่ท่านปราถนาแล้วก็เปนผลเท่ากันไม่ใช่หรือ?
ศุน. มันจะเท่ากันอย่างไรได้, พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย. ใครเปนผู้เอาความไปบอกได้ก่อนคนนั้นก็ต้องได้บำเหน็จสิ.
นาค. ถ้าเช่นนั้นแกไปบอกฃ่าวเถอะ, จะได้ได้บำเหน็จ.
ศุน. อ๋อ, ฃ้าไม่เปนคนที่อยากได้บำเหน็จถึงปานนั้นดอก. แกไปเถอะ.
นาค. สรูปความก็เปนอันว่าแกขี้เกียจเกินที่จะเดิรไปรับบำเหน็จ, แต่ไม่อยากให้ใครแย่งความชอบ, ฉนั้นหรือ?
ศุน. สรูปความว่าแกมัวพูดอยู่เช่นนี้เสียเวลาเปล่า! จะไปก็ไปเถอะ เดี๋ยวก็จะตามหาโสมะทัตไม่พบเท่านั้นเอง!

(โสมะทัต, หัวหน้าศิษย์ของพระกาละทรรศินออก.)

โสมะทัต. ได้ยินใครออกชื่อฉันหรือ?
ศุน. (ตกใจ, รีบนั่งขึ้น.) ผมเอง, ขอรับ, ออกนามนาย. (ชี้ต้นกุหลาบ.) ผมหาพบดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมได้แล้วขอรับ. นั่นขอรับ.
โสมะทัต. ก็ดีแล้ว, แต่ทำไมไม่รีบไปบอกฉัน?
ศุน. ผมกำลังจะรีบไปอยู่แล้ว-
โสมะทัต. ฉนั้นจึ่งยังนอนเหยียดยาวฉนั้นหรือ?
ศุน. ที่ผมเหยียดนั้นก็เพื่อให้แข้งขายืดเสียก่อน แล้วจะลุกขึ้นวิ่งไปโดยรวดเร็วเต็มฝีเท้า.
โสมะทัต. อ้อ! ถ้าฉนั้นเมื่อได้เตรียมพร้อมอยู่แล้วที่จะวิ่ง ก็ออกวิ่งไปเรียนท่านอาจารย์ให้ทราบเดี๋ยวนี้.
ศุน. ขอรับ! ไปปรื๋อเปนลมพัดเทียวละขอรับ. (ไหว้แล้วลุกขึ้นวิ่งเข้าโรงไป.)

(โสมะทัตไปพิจารณาดูกุหลาบด้วยความพิศวงอยู่ครู่ใหญ่ๆ แล้วจึ่งกล่าวคำชม.)

[อุปัฏิตา, ๑๑.]

โสมะทัต. อันบุษปะประหลาด บมิเห็นณแห่งใด
  งามสรรพะวิไล- ยะวิเศษะมาลี;
  สีแดงก็มิจ้า ดุจะดอกชบาสี,
  งามดังดรุณี ยละเพลินเจริญตา.
  กลิ่นหอมก็ระรวย รสะลมรำเพยพา
  ถึงไหนฤก็น่า จะระรื่นพิรมหวล.
  แม้แต่งศิระเกล้า วนิดาลอองนวล
  เห็นแน่จะประมวญ วรลักษะณานาง;
  ลอยภาชะนะน้ำ ก็จะทำอุทกพลาง
  หอมรื่นระสะอย่าง สุรเทวะโอสถ.
  จัดภาชะนะตั้ง พะลิเทวะทรงยศ,
  กลิ่นหอมบละลด จะประลุณเเดนสรวง.
  อันบุษฺปะประเสริฐ ณสกลพิภพปวง
  งามเลิดและเหมาะดวง ฤดิเท่าบพึงหา.

(พระกาละทรรศินคณาจารย์ออก, มีศุนกับบริวารอื่น ๆ ถือจอบเสียมตามมาหลายคน.)

[ฉบงง, ๑๖.]

กาละทรรศิน. ไหนเล่าต้นไม้ที่ว่า มีดอกสง่า และหอมประเสริฐส่งไกล?
ศุน. อยู่นี่เจ้าฃ้า! ฃ้าไซร้ เปนผู้ที่ได้ ประสพพบดอกอัศจรรย์.
นาค.. ตูฃ้ามาด้วยพร้อมกัน.
ศุน. แต่ว่าดิฉัน เปนผู้ประสพพบแท้.
นาค.. ตูฃ้าเดิรหาเจียนแย่ ส่วนเฃานอนแผ่ สบายอยู่กลางปัฐพี.
ศุน. จะนอนหรือนั่งตามที แต่เห็นของดี-
นาค เพราะโชคเท่านั้นบันดาล!
กาละทรรศิน. มัวเถียงกันไม่เข้าการ! ไปเก็บดวงมาลย์ มาให้เราพลันทันใด.

(พระกาละทรรศินไปนั่งบนตอไม้. ฝ่ายนาคกับศุนนั้นต่างวิ่งแย่งกันไปเก็บดอกกุหลาบ; นาคเปนผู้ยื่นมือเข้าไปถูกหนามเข้าก็หดมือกลับโดยอาการตกใจ, ฝ่ายศุนหัวเราะเยาะและยื่นมือเข้าไป, ก็ถูกหนามบ้างต้องหดมือกลับออกมาเหมือนกัน.)

โสมะทัต. สองคนอย่ามัวร่ำไร! ท่านสั่งแล้วไย มิทำดังท่านบัญชา?
นาค.. ไม่ไหวจริงๆ เจ้าฃ้า.
ศุน. ท่านดีลองมา เก็บเอาไปเองเถิดหนอ.
โสมะทัต. อย่ามัวพูดจาต่อล้อ ต่อเถียงเราหนอ; จงเก็บดอกไม้โดยพลัน.
นาค.. โอ้ช่างไม่เห็นใจกัน! ใช่ว่าดิฉัน จะแสร้งขัดคำพี่พราหมณ์;
  จริงๆ อยากใคร่ทำตาม, แต่ว่าถูกหนาม!
ศุน. โอยเจ็บพิลึกกึกกือ!
โสมะทัต. แกทั้งสองคนหัวดื้อ, ไร้ความนับถือ จึ่งขัดคำเราผู้ใหญ่;
  ช่างเถิดไม่จำต้องใช้!
ศุน. ดีแล้วเชอญไป ถูกหนามเล่นบ้างแหละดี!

(โสมะทัตตรงเข้าไปจะเด็ดดอกกุหลาบ, ถูกหนามเข้าบ้างต้องหดมือออกมา. ศิษย์สองคนหัวเราะ. ซึ่งทําให้โสมะทัตขัดใจ, ชักมีดเหน็บออกจะฟันกิ่งกุหลาบ.)

กาละทรรศิน. ช้าก่อน! อย่าตัดมาลี ที่งามเช่นนี้; เราอยากใคร่ให้ขุดไป
  ปลูกหน้าอาศรมเพื่อได้ ดูเล่นต่อไป อีกนานสำราญฤดี.

(โสมะทัตสั่งพวกบริวารให้ขุดต้นกุหลาบ. พอบริวารเอาเครื่องมือขุดลงก็มีเสียงเหมือนผู้หญิงร้อง “โอ๊ย!” พวกบริวารตกใจ, โจษย์กันต่าง ๆ นานา. โสมะทัตบังคับให้ขุดอีกก็มีเสียงร้องเช่นนั้นอีกทุกคราว เล่นตลกพูดกันเองพอสมควร, แล้วในที่สุดพวกบริวารไม่มีใครกล้าขุด. โสมะทัตจะลงมือขุดเอง, แต่พระกาละทรรศินยกมือห้ามไว้.)

[อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.]

กาละทรรศิน. อ๊ะ! อย่านะอย่าเพ่อ! ผิวะมิ่งสุมาลี
  จะไปกะเราน ละก็จึ่งจะพาไป:
  เพราะเราสิเล็งญา- ณะเเละทราบฉนี้ได้;
  ผะกาพิเศษไซร้ บมิใช่ผะกาจริง,
  และเปนวะธูผู้ ปะระเศรษฐะยอดหญิง,
  เพราะรักษะสัจยิ่ง บมิยอมจะเสียธรรม์,
  ก็ถูกกำราบให้ จุติจากณแดนสฺวรรค์
  กำเนิดประดุจพัน- ธุผกาพิเศษนี้.
  ณวันพระจันทร์เพ็ญ ก็จะเปนสุนารี
  และคงฉนั้นมี เฉพาะหนึ่งทิวากาล
  และเอกะราตรี ก็จะกลับสกนธ์ปาน
  ผะกาสุคนธ์หวาน รสระรื่นระรวยไซร้.
  ณถิ่นวนารัณ- ยะกะนี้สิอยู่ไกล
  กุฎีและทิ้งไว้ จะลำบากสกนธ์นาง;
  ฉนั้นจะกล่าวชวน จระไปณสวนข้าง
  กุฎีดนูพลาง จะทนุถนอมดี.

(พระกาละทรรศินลุกขึ้นไปที่ต้นกุหลาบแล้วพูดกับต้นกุหลาบต่อไป.)

[สัทธะรา, ๒๑.]

  อ้ามาลีเลิดฤดีเพลิน, สุวิมะละและเจริญ,
  ฃ้าจะขอเชอญ ผะกาไป  
  สู่สวนงามข้างกุฎีให้ ระมะณิยะจะบำรุงไว้
  เพื่อบมีภัย พิบัติปวง;  
  ฃ้ารับคำว่าจะแหนหวง ประดุจะวรธิดาดวง
  ใจจะใฝ่ห่วง สุดาภา.  
  อ้าเชอญไปกับบิดานา! ดรุณิอภยะครา
  ขุดชลอพา จรัลไป!  

(พระกาละทรรศินเรียกเอาหม้อน้ำไปหลั่งลงที่โคนต้นกุหลาบ. พิณพาทย์ทำเพลงรัวฉิ่ง. พอพระกาละทรรศินหลั่งนํ้าเสร็จแล้ว, สั่งให้บริวารขุดต้นกุหลาบ.คราวนื้ไม่มีเสียงร้องเช่นครั้งก่อน; พิณพาทย์ทำเพลงฉิ่งในเวลาที่ขุดตลอดจนขุดเสร็จ, และพวกบริวารจัดการยกต้นกุหลาบขึ้นจากหลุมแล้ว, พิณพาทย์จึ่งหยุด.)

 

กาละทรรศิน. บัดนี้เจ้าอย่าร่ำไร ช่วยกันยกไป ยังสวนณอาศรมสถาน
  ต้องดีอย่าได้ลนลาน, ประคองเมื่อผ่าน ที่เดิรลำบากยากเข็ญ.
  จำไว้ว่าไม้นี้เปน ของวิเศษเช่น บ่มีณดินแดนใด.
  ตามมาฃ้าจะนำไป; โสมะทัตไซร้ จงคอยกำกับตามมา.

(พิณพาทย์ทำเพลงเชิด.พระกาละทรรศิน.เดิรนำเข้าโรง, บริวารนำต้นกุหลาบตามไป.)

ตอนที่ ๒

ทางเดิรในดง

[ใช้เปนม่านม้วนทิ้งระหว่างหลืบ, เขียนเปนภาพต้นไม้และกอหนาม.]

(ท้าวชัยเสนออก, พร้อมด้วยศุภางค์, กับทหารและพรานอีกสี่ห้าคน.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ชัยเสน. เรามัวละเลิงไล่ มิคะงามตะบึงบ้า
  จนลึกณกลางป่า และระอิดระอาใจ;
  บัดนี้มิรู้ว่า ดละแทบณหนใด,
  อีกทั้งจะเดิรไป บริวารบตามทัน.
  เฃาคงจะเปนห่วง และวิตกเพราะเราครัน;
  ใครเจนพะนารัณ- ยะประเทศะถิ่นนี้?

(ศุภางค์สอบถามพวกพราน. พูดกันเบา ๆ แล้วจึงกราบทูล.)

ศุภางค์. พวกพรานกระบวนตาม พระเสด็จก็ไม่มี
  ผู้ใดชำนาญที่ จะทำนูลถนัดได้;
  แต่เคยสดับซึ่ง วะจะเฃาแถลงไซร้
  ว่ากลางอรัญใหญ่ ณประเทศะแถบนี้
  ยังมีสำนักองค์ วรพรหมะโยคี,
  ผู้ครองคณาชี ปฏิบัติตะปาการ.
  พรานรับจะไปค้น พระนิวาศคณาจารย์,
  แล้วมาแถลงการณ์ ผิวะพบพระอาศรม.
ชัยเสน. ดีแล้ว,และเรานี้ ก็จะพักณใต้ร่ม
  พฤกษาสุฃารม- ยะตลอดณราตรี,
  เพราะว่าจะเดิรต่อ ฤก็เหนื่อยณบัดนี้
  เมื่อยล้าวะรินทรี- ยะและใคร่จะผ่อนกาย.
  คืนนี้ก็จวนเพ็ญ ศศิธรจะงามหงาย,
  โพยภัยและสัตว์ร้าย ผิจะมาก็เห็นพลัน.
  จงใช้คณาพราน จรรีบณไพรสันฑ์
  หาที่พระนักธรรม์ ธนิวาศณกลางไพร,
  อีกให้ทหารบ้าง จรย้อนวิถีไป
  จนพบกระบวนใหญ่ ละก็นำกระบวนมา.
  ที่เหลือก็ให้ถาง ติณะใต้สุพฤกษา
  ไทรย้อยลออตา ละก็คงจะพอพัก,
  จนกว่ากระบวนใหญ่ จรพร้อมก็จึงจัก
  สร้างค่ายและที่พัก ณประเทศะถิ่นควร.

[ฉบงง, ๑๖.]

ศุภางค์. ฃ้าจะได้สั่งถี่ถ้วน ตามภูมิศวร ได้มีพระราชบัญชา.
  พวกพรานจงตามเรามา บัดนี้อย่าช้า จะใช้ไปตามมุ่งหมาย.

(ศุภางค์ถวายบังคมท้าวชัยเสนแล้วเข้าโรงไปกับพวกพราน.)

[อุปชาติ, ๑๑.]

ชัยเสน. อโหระลึกขึ้น ละก็สุดจะเสียดาย!
  ได้เคยประสพหลาย มิคะแล้วบ่เคยเห็น
  กวางงามอร่ามทั่ว วรกายะดังเช่น
  ดนูละเลิงเล่น จรไล่ณวันนี้.
  ชะเนตร์สนิธนิล กะละนิลมะณีศรี,
  ยามแลชำเลืองมี กิริยาประหนึ่งอาย;
  เฃางามประหนึ่งช่อ วรวิชชุมาลย์ฉาย,
  และหนังระยับลาย กละเลื่อมประดับวาว;
  ขนองสนิธดำ ดุจะเขียนเขม่ายาว,
  งามทรวงสอาดราว หิมะตกณยอดผา:
  ยามเดิรก็งามยิ่ง และจะวิ่งก็ยวนตา,
  จริตกิรียา กละสาวสุรางค์สวรรค์.
  และเมื่อดนูตาม มิคะใกล้จะตามทัน,
  โน้มน้าวธนูมั่น เหมาะและเตรียมจะยิงไป,
  มัวเพลินตะลึงนิ่ง บมิยิงณบัดใจ
  และกวางก็ว่องไว จรแผลวณแนวพง.

(ศุภางค์กลับออกมาถวายบังคมท้าวชัยเสน.)

[ฉบงง, ๑๖.]

ศุภางค์. ฃ้าได้จัดพรานดั้นดง ไปตรวจตราตรง ที่อยู่แห่งคณาจารย์,
  อีกจัดแบ่งพวกทหาร ย้อนทางที่ผ่าน มาแล้วเมื่อไล่มฤคี,
  ส่วนการแผ้วถางปัฐพี สำเร็จแล้วดี พอจะประทับอาศัย.
ชัยเสน. ดีแล้ว, กูนี้อ่อนใจ จึ่งอยากจะใคร่ ได้พักได้ผ่อนกายา.

(ท้าวชัยเสน,ศุภางค์, และบริวารเข้าโรง.)

ตอนที่ ๓

ลานหน้าอาศรมของพระกาละทรรศิน

[ด้านหลังเวทีเปนมุขหน้าแห่งอาศรม, ซึ่งเปนเรือนเครื่องไม้หลังคามุงแฝก,มีบันใด ๓ ขั้นขึ้นจากพื้นดินไปสู่ระเบียง, และจากระเบียงมีประตูเข้าไปในอาศรม.สองข้างเวทีเปนหลืบสวน. มีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้น ๑ ข้อนไปข้างขวาแห่งเวที, และใต้ต้นไม้นั้นมีแท่นศิลาอ่อน,มีหนังกวางปูลาด. พระกาละทรรศินนั่งอยูบนแท่นนี้.]

[ภุชงคัปปะยาตร์, ๑๒.]

กาละทรรศิน. เอะมีเหตุอะไรหนอ จะบังเกิดอุปัทว์มา
  เพราะว่าเนตระซ้ายขวา เขม่นอยู่จะเปนลาง.
  อะโหนึกก็ร้อนอก วิตกถึงธิดาพลาง,
  ชรอยภัยจะพานนาง ธิดาแน่ละครานี้.
  ตะแรกตรวจณฤกษ์ยาม ก็ดูงามและดูดี,
  คำณวนต่อสิเห็นมี เคราะห์ร้ายแซกณชาตา.
  บรู้ที่จะทายแน่ จะมีโชคและลาภา,
  ฤว่าร้ายและนวลนา- ริจักต้องกำสรวลศัลย์.
  อนิจจาจะเศร้าจิต, ผิเจ้ายอดสุดานั้น
  เคราะห์เจ้าร้ายทำลายขวัญ, ก็รูปนี้จะพลอยโศก;
  เพราะรูปได้สุดามา ประดุจได้ประสพโชค,
  ประหนึ่งเจ้าและนำโศลก ประเวศแน่วณอาศรม,
  และหากต้องวิโยคเจ้า จะแสนเศร้าณอารมณ์,
  เพราะเคยเห็นและเคยชม บเว้นว่างณวันเพ็ญ:
  ธิดาช่างบำเรอจิต บิดาให้ฤดีเย็น;
  ประดิษฐ์โภชะนาเช่น บเคยลิ้มณก่อนกาล,
  จะกินเค็มฤกินมัน ก็พลันสมมะโนมาลย์,
  จะชอบเปรี้ยวฤชอบหวาน ก็ปรุงรสบผิดใจ.
  มหาเทวะทรงศักดิ์! ดนูภักดิต่อไท,
  พระจงโปรดดนูไซร้ และคุ้มครองสุดาภา.

(มัทนา, ถือกระเช้าเต็มไปด้วยดอกไม้, เดิรออกมาทางขวาและตรงไปคุกเข่าลงที่ตรงหน้าแท่นศิลา, และพูดกับพระกาละทรรศิน.)

[กมล, ๑๒.]    
มัทนา. เอ๊ะอะไรพระพ่อบ่น วรมนตร์ฤเจ้าขา,
  และดิฉันละลาบมา บมิควรฤฉันใด?
  ผิวะองค์บิดามุ่ง จะบำเพ็ญตะปาไซร้
  ก็ดิฉันจะหลีกไป บมิอยู่และกีดขวาง.
  พระบิดาก็ย่อมรู้ มะทะนามิอยากห่าง,
  ปฏิบัตติอยู่ข้าง พระบิดาและพอใจ;
  เพราะมิใช่ดิฉันเหมือน วธุธรรมะดาไซร้,
  ตละเดือนก็อัดใจ บมิมีฤดีสราญ;
  เพราะมโนสินึกเร่ง ศศิธรและนับวาร,
  ตละเดือนก็ดูกาล จิระกว่าจะวันเพ็ญ.
  และณปัณณรัสฺวา- ระก็ย่อมจะกลับเห็น.
  ทิวะล่วงประดุจเผ่น จรจู่บอยู่ยั้ง!
  ผิวะองค์บิดาว่าง มะทะนาจะขอนั่ง
  ปฏิบัติ์บิดาดัง ฤดิมุ่งเสมอมา.

[มันทักกันตา, ๑๗]

กาละทรรศิน. อ้าโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, พ่อสิเพลินตา เพราะลูกขวัญ!
  ลูกอยู่ใกล้พ่อละก็กะมละฉัน เฉกอุทกอัน ประพรมใจ.
  ไม่เคยมีศิษย์ดุจะอรวิไลย, ช่างประพฤติ์ให้ บิดาสุข,
  วันเพ็ญพ่อเปนระมะณิยะบทุกข์, ปราศะเข็ญขุก และรำคาญ,
  ส่วนวันอื่นพ่อฤก็บมิสราญ เหมือนณวันวาร ธิดาใกล้;
  ดังนี้แม้ว่าสะมะระจะคระไล จากบิดาไป ก็พ่อนี้
  คงต้องไร้ความสุขะเพราะว่ะฤดี คงบได้มี ละผ่องแผ้ว.
  อ้าลูกน้อยกลอยฤดิสุมะณิแก้ว พรากธิดาแล้ว จะอาดูร!

[สัทฺทุลฺวิกกีฬิต, ๑๙.]

  ฃ้าขอให้สุระเทวะฤทธิอะนุกูล
  ฟังฃ้าพเจ้าทูล เถอะไท้,
  หากฃ้าเสียมะทะนาธิดาอระวิไลย
  ฃ้าบาทจะได้ใคร ล่ะแทน?
  อ้าเทวินทะมะหินทาธิปะติแมน
  ทรงวัชระแกล้วแกว่น อะมร,
  โปรดอย่าให้มะทะนาสุดาดะรุณิอร
  ต้องไปอะนาทร ฤเข็ญ!

[ฉบงง, ๑๖.]

มัทนา. เอ๊ะพระบิดานี่เปน ทุกข์ร้อนใดเห็น บเคยแต่ก่อนดังนี้.
  ดูพระบิดาจะมี ความวิตกที่ พระยังมิบอกลูกน้อย.
  เปนไรโปรดบอกลูกหน่อย.
กาละทรรศิน. อ้าลูกผู้กลอย จิตยอดฤดีบิดา!
  พ่อนี้วิตกนักหนา ด้วยเกรงอยู่ว่า ธิดาจะจากพ่อไป.
มัทนา. พระองค์จะกลัวทำไม? ไม่เห็นว่าใคร จะกล้ามาพาลูกหนี,
  และกล่าวส่วนตัวลูกนี้ ฤๅจะอยากลี ลาศจากบิดาการุญ?
กาละทรรศิน. เปนธรรมะดาของสุน- ทะระดรุณ กุมาริย่อมยวนตา
  แห่งชายหนุ่มและไม่ช้า รักก็จะพา รักเฃ้ามาจ่อจอดใจ,
  แล้วหญิงย่อมจะคลาไคล จากอกพ่อไป สู่เคหะแห่งสามี.
มัทนา. พระพ่อใยกล่าวเช่นนี้? เมื่อทราบอยู่ดี ว่าลูกไม่เหมือนเฃาๆ;
  แล้วก็ผู้ชายใดเล่า จะรักฃ้าเจ้า, ผู้เปนมนุษหนึ่งวัน
  กับอีกหนึ่งคืนแล้วพลัน กลับเพศแผกผัน ไปเปนดอกไม้มากหนาม!
  ถึงหากนารีเลิดงาม, แม้ได้ชมทราม สิเนหะได้เพียงแต่
  หนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วแล มิได้ชมแม้ สักนิดตลอดอีกเดือน,
  ชายใดจะยอมอยู่เพื่อน? ขืนรักก็เหมือน รักรูปนิมิตร์มายา.
  ฉนั้นองค์พระบิดา จงโปรดเมตตา และคลายวิตกด้วยพลัน.

(โสมะทัตพาศุภางค์ออกมาทางซ้าย; ต่างกระทำความเคารพต่อพระฤษี.)

[สุรางคณา, ๒๘.]

โสมะทัต. นายทหารนี้ ได้จรลี ล่วงหน้าราชัน,
  จอมขัตติย์วงศ์ เผ่าองค์พระจันทร์ ผู้ดำรงขัณฑ์ หัสดินบุรี,
  เพื่อมาบอกข่าว ว่าสมเด็จท้าว ผู้จอมธานี
  จะเสด็จพลัน วันทาฤษี ตามสมควรที่ กำหนดวินัย.
กาละทรรศิน. อันภูมินาถ เสด็จประพาส พักแรมหนไหน?
ศุภางค์. พระร้อนแรมมา ในพนาลัย, สำราญแห่งใด ประทับแห่งนั้น.
กาละทรรศิน. อันอาตะมะ เต็มใจที่จะ ตอนรับจอมขัณฑ์,
  จะตั้งเครื่องที่ มีในอรัญ ถวายราชัน เสวยสำราญ.
  แน่ะโสมะทัต แล้วเจ้าจงจัด รับบริพาร,
  ส่วนโภชนา โอชาอาหาร จะให้นงคราญ จัดแต่งเตรียมไว้.
  ไปเถิดธิดา, เฃ้าในศาลา เตรียมเครื่องทันใด,
  อีกทั้งจัดของ สำรองพร้อมไว้ เลี้ยงพวกฃ้าไท ผู้บริพาร.
ศุภางค์. อันกระบวนหลวง ก็พร้อมทั้งปวง เสบียงอาหาร.
กาละทรรศิน. แต่ว่าตัวเรา เปนเจ้าของบ้าน ตัองขอเลี้ยงท่าน. มาเถิดธิดา.

(พระกาละทรรศินกับมัทนาเดิรไปขึ้นบันใดและหายเฃ้าไปในอาศรม.)

[สาลินี, ๑๑.]

ศุภางค์. ขอโทษเถิดหากดู ดนุไร้กิรียา,
  แต่ฃ้าขอถามว่า วธุนั้นนะคือใคร?
  ได้ยินท่านเรียกว่า วรบุตริท่านไซร้,
  ลูกจริงฤๅฉันใด, ฤวะบุตริบุญธรรม?
โสมะทัต. หากฃ้าบอกความให้ ฤก็ท่านจะเห็นคำ
  ฃ้าตอบเปนข้อฃำ และบยอมจะเชื่อฟัง.
  นางนี้เปนต้นพฤก- ษะประดิษฐะอยู่ยัง
  กลางดงใกล้ที่ตั้ง วรบรรณะศาลนี้;
  อาจารย์ท่านเชอญมา และสถิตณสวนศรี,
  แลเมื่อถึงวันที่ ศศิเพ็ญก็เปนคน.
  ดังนี้สันนิษฐาน วธุเปนสุรางค์บน,
  ถูกสาปจึ่งจำทน ทุขะอยู่ฉนี้นา.
ศุภางค์. ที่ท่านได้เล่านี้ นะก็แปลกละเจ้าฃ้า;
  แต่ครั้นเมื่อพิศพา ฤดิเห็นจะเปนจริง,
  ด้วยนางนี้มีสุน- ทะระลักษณายิ่ง
  ยวดกว่าบรรดาหญิง ณมะนุสสะโลกแท้.
  ผิวนางนั้นผุดผ่อง กละนวลสะกาวแข,
  เกศาดำแม่นแท้ กละฟ้าณราตรี;
  สองเนตรเหมือนดารา- กะระในนะภาศรี,
  แสงแก้มเปรียบรัสมี พระอรุณแอร่มฉาย.
  เอออันว่าชายใด ผิวะได้ประสพสาย
  ใจคงไม่มีคลาย รสะรักณดวงแด!
โสมะทัต. ท่านเอยอย่าฝันใฝ่, บมิเปนประโยชน์แท้;
  นางนั้นไม่พึงแล และบพูดกะชายใด,
  นอกจากท่านอาจารย์ วนิดาบรักใคร;
  เพียรพูดเท่าใดๆ บมิพึงจะใยดี.
ศุภางค์. อ้าท่านอย่าเข้าใจ วะจะผิดณบัดนี้!
  ฃ้าเองไม่หวังที่ จะประโลมสุดาสวรรค์;
  ฃ้านึกไปถึงองค์ วรราชะราชัน
  ผู้เปนเจ้าครองขัณ- ฑะประเทศะธานี.
  ท่านเปนซึ่งเผ่าพัน- ธุพระจันทะเรืองศรี,
  หากเห็นซึ่งเทวี ธก็คงจะโปรดปราน;
  แต่หากนางเปนบาท บริจาริกาท่าน,
  ฃ้าเกรงคงเกิดการ ทุมะนัสละแน่นอน.
  ฝ่ายท่านไม่ใช่ฃ้า วรบาทพระภูธร,
  ฃ้าเจ้าทำปากบอน บมิควรณทีนี้;
  จึงจำต้องของด อธิบายะไว้ที,
  ขอท่านอย่าได้มี ฤดิขึ้งดนูหนอ.
โสมะทัต. ตูฃ้าเปนคนต่ำ บมิจงทนงขอ;
  ท่านจงกล่าวแต่พอ ดำริควรแถลงสาร.

(พิณพาทย์ทำเพลงพระยาเดิร. ท้าวชัยเสนออก, พร้อมด้วยบริวาร พระกาละทรรศินออกมาจากในอาศรม, ลงบรรใดมาต้อนรับท้าวชัยเสน; พิณพาทย์หยุด.)

[เมฆวิปฺผุชฺชิตา, ๑๙.]

กาละทรรศิน. ชโยฃ้าขอกล่าวคำประจุคะมะนะการ
  แด่พระผู้ผ่าน มไหหศวรรย์;
  ชโยขอให้องค์ท้าวนะระปติพระชัน-
  มายุร้อยพรร- ษะกาลยง;
  ชโยขอให้มีชัยชำนะอริทนง
  สมประสงค์องค์ อธีราช;
  ชโยขอให้องค์ขัตติยะนิกะระนาถ
  สิทธิสมมาด ณกิจการ;
  ชโยขอจงทรงเกษมสุขะฤดิสราญ
  ทุกทิวากาล และราตรี;
  ชโยขอจงองค์ท้าวปิยะนะระบดี
  คงพะลังมี นิรันดร!

[อินทะวิเชียร, ๑๑]

ชัยเสน. ฃ้าขอประณตน้อม ศิระเกล้าและรับพร,
  อีกขอประณมกร และจะถามพระโยคี:
  ท่านอยู่ณไพรสาณฑ์ พหุการกุศลดี,
  แลท่านบได้มี ภยบางฤอย่างไร?
  อันมูลผลาหาร บริบูรณ์ฤฉันใด,
  ยุงริ้นและเหลือบไร บมิกวนฤเจ้าขา?
  สัตว์สิงห์สมิงไพร บมิเบียฬและบีฑา,
  แลศิษย์พระสิทธา สุขะทั่วฤนักธรรม์?
กาละทรรศิน. ฃ้าขอถวายพร สิริโสตถิราชัน,
  อันว่าดำรัสนั้น ดนุตอบพระดังนี้:
  ฃ้าอยู่ณไพรสาณฑ์ พหุการกุศลดี,
  แลฃ้าบได้มี ภยพาลประการใด;
  อันมูลผลาหาร บริบูรณะสมใจ,
  ยุงริ้นและเหลือบไร บมิกวนณกายา:
  สัตว์สิงห์สมิงไพร บมิเบียฬและบีฑา;
  อีกศิษยะของฃ้า สุขะโสตถิทั่วกัน.

(มัทนาออกมาจากในอาศรม. ท้าวชัยเสนเห็นก็จ้องจนตะลึง.)

[ฉบงง, ๑๖.]

มัทนา. บิดาเจ้าฃาดิฉัน เตรียมเสร็จซึ่งสรร- พะโภชนาจำนง;
  อีกได้เตรียมนํ้าโสดสรง สำหรับพระองค์ วิสุทธิราชฦๅชัย,
  ทั้งเตรียมน้ำมันพร้อมไว้ เพื่อพระจะได้ ทรงทาแก้เมื่อยวรกาย
  ขอเชอญบิดาผันผาย พร้อมพระฦๅสาย เฃ้าสู่ศาลาบัดนี้.

(กราบพระกาละทรรศิน, และกราบท้าวชัยเสน, แล้วกลับเข้าโรง)

[อุเปนทะวิเชียร. ๑๑.]

ชัยเสน. (พูดกับศุภางค์)  
  เอ๊ะกูสุบินเห็น ฤวะจริงนะเมื่อกี้,
  ฤเทวะนารี ธเสด็จณศาลา?
  และเจ้าก็แลเห็น, เพราะฉนั้นสิตอบมา
  จะเปนสุดาฟ้า ฤวะเปนนะรีใด?
ศุภางค์. พระทอดพระเนตร์เห็น ดรุณีวิเศษไซร้,
  มุนีธเลี้ยงไว้ ดุจะปฺรียะบุตรี,
  และนางถนัดนาม มะทะนาวิสุทธี;
  เสด็จประเวศที่ วรบรรณะศาลา
  ก็คงจะได้เห็น วธุนั้นนะอีกครา,
  เพราะหล่อนก็คงมา ปฏิบัติพระภูบาล.
ชัยเสน. พธูประดามี ณบุรีฤไพรสาณฑ์,
  จะหาวิไลยปาน ฤก็กูบเคยเห็น.
  และหากว่ะกูได้ ก็จะรื่นฤดีเย็น,
  จะรักและยกเปน ภริยาภิรมย์สม;
  ทิวาและราตรี บมิหน่ายมิแหนงชม,
  จะเร้าระตีรม- ยะระรื่นระรวยใจ.

(พระกาละทรรศินยืนคอยอยู่จนเห็นท้าวชัยเสนตรัสกับนายทหารจบลงจึ่งพูดขึ้น)

[ฉบงง, ๑๖.]

กาละทรรศิน. ฃ้าขอทูลเชอญทรงชัย เสด็จเข้าใน อาศรมสราญร่มเย็น.
  จริงอยู่เรือนฃ้าก็เปน เพียงเรือนอย่างเช่น บุคคลชาวป่าอาศัย,
  แต่ว่าอาตมะเต็มใจ ตอนรับท้าวไท.
ชัยเสน. ฃ้าขอขะมาเถิดท่าน!
  ฃ้าเจ้านี้มัวสั่งงาน กับนายทหาร จึ่งดูประหนึ่งเพิกเฉย
  ที่แท้ใช่เช่นนั้นเลย.
  (หันไปพูดกับศุภางค์.) นี่แน่ะเจ้าเอ๋ย, เฃ้าใจกูแล้วฤๅไฉน?
  รีบปลูกซึ่งพลับพลาใหญ่ ณที่ใกล้ๆ อาศรมสถานที่นี้.
ศุภางค์. ฃ้าพระบาทเข้าใจดี และได้เลือกที่ ไว้แต่เมื่อล่วงหน้ามา;
  ได้สั่งเฃาปลูกพลับพลา, ซึ่งในไม่ช้า ก็คงสำเร็จเสร็จได้.
  เมื่อมาลกเเล้วเมื่อใด ฃ้าบาทจะได้ นำความขึ้นกราบทูลพลัน
ชัยเสน. ฃ้าแต่องค์พระนักธรรม์, อันตัวดิฉัน ขอพักอยู่ใกล้อาศรม;
  เพราะมาเมื่อยล้าระทม, ได้ผ่อนอารมณ์ ณที่สำราญเช่นนี้
  คงจะพอเปนสุขี, ไม่ช้าฃ้านี้ ก็คงจะลากลับไป.
  แต่หากว่าฃ้าอยู่ใกล้ จะรบกวนไซร้ ก็จะได้รีบแปรสถาน.
กาละทรรศิน. ราชะ, อันพระภูบาล ก็เปนผู้ผ่าน พิภพและทรงคุ้มครอง;
  ฉันใดพระองค์จะต้อง เกรงฃ้าผู้ครอง เพียงเขตอรัญพงพี?
  อันโปรดตำบลหนนี้ อาตะมะมี ความปลื้มกมลพ้นไป,
  เพราะฃ้าโยคีชีไพร นานๆ จะได้ เฝ้าพระบรมบพิตร์.
  หากกล่าวตามอำเภอจิต พระองค์สถิต ยิ่งนานก็ยิ่งยินดี.
ชัยเสน. ฉนั้นเชอญพระมุนี นำทางจรลี ฃ้าเจ้าจะตามท่านไป

(พระกาละทรรศินกับท้าวชัยเสนเดิรหายเข้าไปในอาศรม.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ศุภางค์. นึกน่าอนาถจิต ก็จะคิดประการใด?
  นึกแล้วว่ะทรามวัย ฤก็ควรกะทรงศักดิ์.
  นึกเล่าก็สงสาร วนิดายุพาพักตร์,
  นึกถึงจะต้องหนัก อุระแน่ละนงคราญ!

(ศุภางค์เดิรก้มหน้าเข้าโรงไปทางหลืบซ้าย, คนอื่น ๆ ยืนจ้องดูตามไป.)

(ปิดม่าน)


องก์ที่ ๓

ฉาก: ลานหน้าอาศรมของพระกาละทรรศิน

[คือฉากเดียวกันกับตอนที่ ๓ แห่งองก์ที่ ๒ นั้นเอง, แต่หนังกวางที่ปูบนแท่นศิลาใต้ต้นไม้นั้นเก็บไปเสีย; และสมมตว่าเปนเวลากลางคืน, มีแสงเดือนหงายแจ่มอย่างในวันเพ็ญ.]

(ท้าวชัยเสนออกทางหลืบซ้าย.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ชัยเสน. โอ้โอ๋กระไรเลย บมิเคยณก่อนกาล!
  พอเห็นก็ทราบส้าน ฤดิรักบหักหาย.
  ยิ่งยลวะนิดา ละก็ยิ่งจะร้อนคล้าย
  เพลิงรุมประชุมภาย ณอุราบลาลด.
  พิศไหนบมีทราม, วะธุงามสง่าหมด,
  จนสุดจะหาพจน์ สรเสริญเสมอใจ.
  องค์วิศฺวะกรรมัน นะสิปั้นวะธูไซร้
  พอเสร็จก็เทพไท พิศะรูปสุรางค์เพลิน;
  ยืนเพ่งและนั่งพิศ วรพักตร์บหมางเมิน,
  งามใดบงามเกิน มะทะนาณโลกสาม:
  แลวิศฺวะกรรมัน ผิจะปั้นวะธูตาม
  แบบอีกก็ไม่งาม ดุจะโฉมอนงค์นี้:
  เหตุนี้สินงคราญ ณสถานพิภพตรี
  จึ่งไม่ประสพที่ สิริรูปะเทียมทัน.
  งามเกินมนุษจริง กละหญิงนิมิตร์ฝัน,
  จนแรกประสพนั้น ดนุจวนจะปลุกตัว,
  นึกว่าสนิธนิทร์ นยนาก็แน่วนัว,
  แต่นึกก็ออกกลัว จะผวาและไม่เห็น.
  ครั้นเมื่อสดับศัพ- ทะสำเนียงก็เยือกเย็น
  ราวดื่มอุทกเพ็ญ รสะรื่นระรวยใจ;
  เสียงเจ้าสิเพรากว่า ดุริยางคะดีดใน
  ฟากฟ้าสุราลัย สุรศัพทะเริงรมย์.
  ยามเดิรบเขินขัด, กละนัจจะน่าชม;
  กรายกรก็เร้ารม- ยะประหนึ่งระบำสรวย;
  ยามนั่งก็นั่งเรียบ และระเบียบบเขินขวย,
  แขนอ่อนฤเปรียบด้วย ธนุก่งกระชับไว้.
  พิศโฉมและฟังเสียง ละก็เพียงจะฃาดใจ,
  โอ้นอนจะหลับไหล ฤฉนี้นะอกเอ๋ย!
  ขืนนอนก็ร้อนเร่า ฤดีเฝ้าคะนึงเชย,
  หากขืนจะนอนเฉย อุระอาจจะพังภิน.
  จำมาณที่นี้ เพราะว่ะใกล้สุนาริน;
  โอ้เราบสมจิน- ตะนะได้ฤฉันใด?
  ช้าก่อน!ดนูเห็น ณประตูสิรำไร
  ดังหนึ่งจะมีใคร จระจากพระอาศรม.
  อ้าขอถวายอัญ- ชลิองค์สุโรดม,
  ขอให้ดนูชม วธุเลิดเถอะสักที!

(ท้าวชัยเสนเลี่ยงเข้าไปแฝงอยู่หลังกอไม้ข้างซ้าย. มัทนาเดิรออกมาจากอาศรมและมายืนพิงเสาระเบียง, มองดูดวงเดือน.)

[อินทวงส์, ๑๒.]

มัทนา. โอ้ว่าอนาถใจ ละไฉนนะเปนฉนี้?
  แต่ไรก็ไม่มี มะนะนึกระเหระหน;
  ไม่เคยจะเชื่อว่า รตินั้นจะสัประดน
  มาสู่ณใจตน และจะต้องระทมระทวย.
  เมื่อก่อนสิชายรัก ก็มิพักจะเออจะอวย,
  อวดดีและอวดด้วย บมิเคยจะลุ่มจะหลง;
  ทั้งเคยเยาะเย้ยหยัน นระผู้พะว้าพะวง,
  ว่าเฃานะเขลาคง จะบพ้นระอิดระอา.
  เคยว่าบุรุษกล่าว วจะลวงยุพาและพา
  ไปร่วมสิเนหา บมิช้าก็ทอดก็ทิ้ง,
  ดังนั้นสิแม้ชาย อภิปรายและอ้อยและอิ่ง
  เราจึ่งมิสุงสิง และบรักสมัคสมาน.
  ครานี้สิพบชาย วรรูปวิเศษวิศาล,
  ใจวาบและหวามปาน ฤดินั้นจะโลดจะลอย!
  เธอนั้นฤเจียมตัว กิริยาก็เรียบก็ร้อย,
  ไม่มีละสักน้อย จะแสดงณท่วงณที
  ว่าเธอประสงค์จะ อภิรมย์ฤดีระตี,
  เปนแต่ชำเลืองที่ ดนุบ้างณครั้งณคราว;
  คราใดประสพเนตร์ ฤก็เราละร้อนและหนาว,
  เธอไกลก็ดูราว นภะไร้ตวันและเดือน.
  โอ้ว่าณครานี้ แหละฤดีจะฟั่นจะเฟือน,
  ด้วยรักกระทำเชือน ละฉนี้จะทำไฉน?

[สาลินี, ๑๑.]

ชัยเสน. (พูดปรารภ.)  
  ฟังคําที่หล่อนบ่น ก็กะมลบ่มั่นได้
  ว่าคำที่พูดไซร้ วธุม่งณตัวเรา;
  หากเรานี้หาญตอบ ผิวะขัดฤดีเจ้า
  โฉมยงคงรีบเฃ้า ณพระบรรณะศาลา.
  คอยฟังเผื่อพูดอีก เถอะนะเห็นจะดีกว่า,
  เพียงฟังเจ้าแก้วตา ก็ระรื่นระเริงใจ!
มัทนา. (ยังไม่เห็นท้าวชัยเสน, พูดคนเดียว.)  
  โอ้นึกขึ้นมาเเล้ว ละก็แทบจะร้องไห้,
  พอหมดคืนนี้ไซร้ ก็จะชวดละโอกาส.
  เออทำฉันใดดี นะจะให้พระทรงราชย์,
  อยู่ต่อไม่ลีลาศ จระจากณที่นี้?
  หากว่าไม่ได้เปน ยุวะพรหมะจารี,
  คงกล้าแลพาที พจะทูลพระภูธร,
  ให้คงแรมอยู่อีก ณประเทศะนี้ก่อน;
  แลหากว่าทูลวอน พระก็อาจะเดารู้
  ว่าเรานี่ภักดี และก็คงจะเอ็นดู;
  ตัวเราจักได้อยู่ ปฏิบัติพระบาทา.
  โอ้อยากให้ท่านรู้ ณฤดีดนูนา!
  อยู่ก่อนเถิดราชา!  
ชัยเสน. (พูดตอบคำของมัทนา.) ดนุเองก็เต็มใจ!
  อยากอยู่เพื่อชมโฉม ยุวะดีมณีมัย
  ผู้เปนเจ้าของใจ.  
มัทนา.   เอ๊ะ! ก็ใครนะพาที
  มาจากในที่มืด มละแฝงณแห่งนี้?
ชัยเสน. ฃ้าเองซึ่งหล่อนมี มะนะมุ่งจะให้ยั้ง.

(เดิรออกจากที่แฝงมายืนหน้าอาศรม.)

มัทนา. อ้าจอมมงกุฎเกล้า! ก็กระไรพระมาบัง
  พุ่มไม้แลทรงฟัง วะจะของกระหม่อมฉัน,
  ผู้บ่นดังคนเพ้อ และมะเมอประหนึ่งฝัน,
  ไม่ควรสมเด็จธรร- มิกะราชจะทรงยิน.
ชัยเสน. ยินเเล้วฃ้าชื่นจิต ดุจะหล่อนและให้กิน
  น้ำทิพย์ที่ควรจิน- ตะนะแท้นะนงคราญ.
มัทนา. หากว่าหม่อมฉันทราบ พระเสด็จณน่าศาล,
  ปากคงไม่อาจหาญ เพราะก็ย่อมจะมีอาย;
  อันหญิงย่อมไม่อยาก จะกระทำประดุจฃาย
  ความรักให้แก่ชาย เพราะว่ะเกรงจะดูแคลน.
  อันชื่อของหม่อมฉัน ฤก็สุดจะหวงแหน;
  เกลียดหญิงที่แปร๋แปร้น กละชวนบุรุษชม.
  ครานี้พันเอินองค์ อธิราชนะโรดม
  ทรงยินคำปรารม- ภะเเละบ่นณราตรี,
  คงทรงนึกอยู่ว่า ดนุทรามและสิ้นดี,
  ราวนางโสเภณี บมิเขินมิขวยใจ,
  แล้วคงทรงดูถูก ดนุนี้ละยิ่งใหญ่
  ว่าเปนผู้หญิงไร้ คุณะธรรมะอันควร.
  หม่อมฉันขอทูลลา นรนาถบดีศวร,
  ยิ่งอยู่คงยิ่งกวน วรบาทพระภูธร.

[อุปัฏิตา, ๑๑.]

ชัยเสน. อ้าโฉมมะทะนา บริสุทธิบังอร,
  ฃ้าฤๅจะติหล่อน เพราะสดับวะจีหวาน?
  ชื่นจิตตะสดับ มธุรสฤดีบาน,
  ทราบว่ายุวะมาลย์ กรุณาณฃ้านี้.
  พอเห็นวรพักตร์ วนิดาวะรางคี,
  บัดนั้นฤก็มี ฤดิท่วมสิเนหา;
  เหมือนโฉมดะรุณี นะแหละยื่นสุหัดถ์มา
  ล้วงใจดนุคร่าห์ และกระลึงหทัยไว้;
  แต่นั้นก็อนงค์ นะสิยังบคืนให้,
  กำดวงฤดิใน วรหัดถะแน่นครัน!
  หากนางบมิชอบ และจะคืนหะทัยนั้น,
  ฃ้านี้ก็จะศัล- ยะพิลาปพิไรวอน
  ขอให้วนิดา กรุณาดะนูก่อน,
  อย่าเพ่อสละรอน ระติราญสุไมตรี.
  ถึงหล่อนจะมิรัก ก็จะขอกะโฉมศรี
  ให้ยอมดนุมี ฤดิรักพะธูไป,
  จนกว่าจะประจัก- ษะณจิตตะหล่อนไซร้
  แล้วยกฤดิให้ ดนุผู้พยายาม.
  อ้าโฉมมะทะนา ผิวะหล่อนจะยอมตาม
  ใจพี่ละก็ความ สุขะพี่จะพูนพี;
  แต่หากมะทะนา บมิรักก็พี่นี้
  เหมือนตกอะวิจี ทุขะท่วมบรู้วาย.

[ภุชงคัปปะยาตร์, ๑๒.]

มัทนา. กระหม่อมฉันสดับคำ ดำรัสแห่งพระฦๅสาย,
  ประณตนอบระยอบกาย และกราบแทบพระบาทา.
  ก็รสใดจะหวานแม้น สุรสแห่งพระวาจา,
  กระแสร์ทราบณทรวงฃ้า พระบาทปลื้มบลืมรส,
  และรู้สึกพระการุณ- ยะภาพแห่งพระทรงยศ,
  จะฝังใจบได้ลด ฤลืมจนณวันมรณ์.
  ก็แต่ว่ากระหม่อมฉัน ฤเปนชาวพะนาดร,
  จะเทียบชาวนครค่อน จะเสียเปรียบบ่ควรหวัง;
  สนมนางกำนัลใน สถิตแทบณเวียงวัง,
  ฉวีนวลสะกาวปลั่ง ประดับแก้ววราภา,
  และรู้จักบำเรอครบ ประจบองค์พระราชา,
  กระหม่อมฉันสิชาวป่า จะสู้เฃาบได้แท้.
ชัยเสน. อ๊ะ! จริงๆ นะแก้วตา ดนูนี้บอยากแล
  ฤเชยนาริอื่นเเม้ กนิษฐาประนอมรัก;
  เพราะนารีณวังใน บมีใครจะงามพักตร์
  ฤงามรูปวิไลยลักษณ์ เสมอเจ้าบพึงมี.
  คณานางสนมเปรียบ ประหนึ่งกาและถ่อยที,
  วธูยอดฤดีพี่ ประหนึ่งหงส์สุพรรณ์พรรณ:
  ก็พี่นี้สิเคยชม วิหคหงสะเลอสรร
  จะกลับชมอิกานั้น บได้แล้วนะแก้วตา!
มัทนา. กระหม่อมฉันก็เคยทราบ สุภาษิตบุราณว่า
  บุรุษยามสิเนหา ก็พูดได้ละหลายลิ้น,
  ประจบนางและพลางกอด พนอพลอดและปลอดปลิ้น,
  และหลอกเยาวะนาริน.  
ชัยเสน.   ผิลิ้นพี่จะมีหลาย,
  ก็ทุกลิ้นจะรุมกล่าว แสดงรักณโฉมฉาย,
  และทุกลิ้นจะเปรยปราย ประกาศถ้อยปะฏิญญา
  พะจีว่าจะรักยืด บจางจืดสิเนหา;
  สบถให้ละต่อหน้า พระจันทร์แจ่มณเวหน.
มัทนา. พระกล่าวอ้างพระจันทร์นี้ ชรอยทีมิชอบกล
ชัยเสน. เพราะเหตุใดละหน้ามน?  
มัทนา.   เพราะเดือนนั้นมิมั่นคง.
  ณฃ้างขึ้นสิหงายแจ่ม กระจ่างสดและกลดทรง,
  ณข้างแรมบเห็นองค์ พระจันทร์เจ้าณราตรี!
ชัยเสน. ฉนั้นขอสบถต่อ สุดาราจำรัสศรี
  วะแวววับระยับที่ นะภากาศพะแพรวพราย.
มัทนา. ก็เห็นว่ามิชอบกล ละอีกแล้วพระฦๅสาย,
  เพราะเมื่อใดพระจันทร์ฉาย ก็ขับดาวละลายไป.
ชัยเสน. ฉนั้นเจ้าจะให้พี่ สบถโดยสุเทพใด?
มัทนา. ก็หากทรงประทานให้ กระหม่อมฉันนะเลือกสรร,
  จะขอให้พระสาบาล ณองค์เทวะเทวัน
  พระองค์ใดก็ไม่มั่น ฤดีเท่าพระจอมเกศ;
  พระองค์ทูลกระหม่อมแก้ว ก็สมมตสุเทเวศร์,
  ฉนั้นแม้พระทรงเดช ดำรัสคำปฏิญญา,
  กระหม่อมฉันก็จงรัก และภักดีและเปนฃ้า
  ไฉนเล่าจะสงกา?  
ชัยเสน.   ฉนั้นพี่ก็ยินดี!

(ท้าวชัยเสนไปจูงมือมัทนาจากระเบียงและจูงมากลางเวที.)

[โตฎก, ๑๒.]

  มะทะนาดนุรัก วรยอดยุพะดี,
  และจะรักบมิมี ฤดิหน่ายฤระอา;
  ผิวะอายุจะยืน ศะตะพรรษะฤกว่า
  ก็จะรักมะทะนา บมิหย่อนฤดิหรรษ์;
  นยะนาก็จะชม วธุต่างมะณิพรรณ,
  และจะสูดสุวะคันธ์ ระสะต่างสุผะกา;
  ผิวะตื่นก็จะดู ยุวะดีสิริมา,
  ผิวะหลับฤก็ฃ้า จะสุบินฤดิเพลิน:
  ทิวะราตริจะนอน, ฤจะนั่งฤจะเดิร,
  บมิมีละจะเหิน ฤจะห่างมะทะนา;
  บมิเห็นวรพักตร์ ก็จะหนักอุระว้า,
  ขณะเคียงพะนิดา ก็ระรื่นฤดิศานต์.
  ผิวะเจ้าก็สมัค และจะรักดนุนาน,
  จระสู่อุทะธาร เถอะนะเราก็จะวัก
  อุทะกล่าวสุประทาน เฉพาะเทพสุรศักดิ์,
  และฉนั้นละก็จัก ดุจะหมั้นจะวิวาห์.
มัทนา. ผิพระโปรดละก็ข้อย บมิขัดวะจะนา,
  และจะตามพระลิลา จระทั่วปะฐะพี.

(บัดนี้สมมตว่าเริ่มจะรุ่ง, ฉนั้นให้มีแสงแดงขึ้นที่ท้องฟ้า, แล้วคอยเปิดไฟขาวมากขึ้นทีละน้อยๆ ระหว่างเวลาที่สองคนพูดกันต่อไปนี้.)

(อีทิสะ, ๒๐.)

ชัยเสน. อ้าอะรุณแอร่มระเรื่อรุจี
  ประดุจมโนภิรมย์ระตี ณแรกรัก!
  แสงอะรุณวิโรจน์นะภาประจักษ์
  แฉล้มเฉลาและโศภินัก นะฉันใด,
  หญิงและชายณะยามระตีอุทัย
  สว่างณกลางกะมลละไม ก็ฉันนั้น;
  แสงอุษาสะกาวพะพราวณสรรค์
  ก็เหมือนระตีวิสุทธิอัน สว่างจิต!
  อ้าอนงคะเชอญดำเนิรสนิธ
  ณฃ้างดะนูประดุจสุมิตร์ มโนมาน,
  ไปกระทั่งณฝั่งอุทกอะจีระธาร
  และเปล่งพะจีณสัจจะการ ประกาศหมั้น,
  ต่อพระพักตร์สุราภิรักษะอัน
  เสด็จสถิตณเฃตอะรัณ- ยะนี่ไซร้,
  ว่าดะนูและน้องจะเคียงคระไล
  และครองตลอดณอายุขัย บ่คลาดคลา!
มัทนา. สูรฺยะส่องสว่างณกลางนะภา
  ก็พลอยสว่างณภูมิหล้า แหละฉันใด,
  อันพระโปรดก็จิตตะฃ้าก็ได้
  สว่างกระจ่างและสดและใส ณบัดนี้!
  ฃ้าพระบาทจะสุขสราญฤดี
  ก็ย่อมจะโดยพระบาระมี ธปกเกล้า:
  พึ่งพระคุณกะรุณฺยะค่ำและเช้า
  จะปราศะโศกบมีเศร้า ฤทุกขํ;
  ใจจะอิ่มจะเอมเพราะเปรมปฺริยํ,
  และรื่นณรสระตีจิรํ ระรวยใจ.
  ทูลกระหม่อมเสด็จณเทศะใด
  ก็ฃ้าพระบาทจะตามธไป พระเจ้าฃ้า!

(ท้าวชัยเสนกับมัทนาจูงมือกันเดิรเข้าโรงทางหลืบซ้าย.)

(บัดนี้สว่างแจ้งแล้ว. เวทีว่างอยู่สักครู่ ๑. เสียงไก่ขันและนกร้องในโรง. แล้วมีพวกบริวารของพระกาละทรรศินออกมากวาดลานหน้าอาศรม, ศุนเปนผู้กำกับพวกทำงาน. อีกสักครู่ ๑. นาคจึ่งออกจากทางหลืบขวา, หน้าตาตื่น.)

นาค. มันเกิดเรื่องพิกลเสียแล้วละเพื่อน.
ศุน. พิกลอะไร?
นาค. ต้นนั่นน่ะ.
ศุน. ต้นนั่นอะไร? พูดให้เหมือนคนหน่อยไม่ได้เทียวหรือ?
นาค. ต้นไม้วิเศษของท่านอาจารย์อย่างไรล่ะ.
ศุน. กุพชะกะ! ฃ้าเพียรท่องชื่อเสียเปนนานจึ่งจำได้. แล้วก็มันเปนอะไรไปล่ะ?
นาค. หายไปแล้ว!
ศุน. บัดซบ! ก็วันเพ็ญต้นนั่นกลายเปนนางนี่เพื่อน.
นาค. แกสิบัดซบ! เมื่อวานนี้ต่างหากวันเพ็ญ. วันนี้แรมค่ำ ๑.
ศุน. เออ, จริงแฮะ! นางควรจะกลับเปนต้นไม้อีกแล้ว.
นาค. ก็นั่นสิ; แต่เดี๋ยวนี้ต้นไม้ไม่ได้อยู่ตามที่เคยอยู่.
ศุน. ฃ้าว่าแล้วไหมล่ะว่าต้นไม้นี่มันเปนต้นไม้ผี. ถ้าเปิดกลับไปอยู่ป่าเสียอีกละก็จะทำความลำบากกับพวกเราอีกละนะ.
นาค. จริง! ฃ้าก็ต้องถูกขนาบแย่เท่านั้น.
ศุน. แน่ละ! แก่มันเปนน่าที่บำรุงรักษาต้นไม้นั้นอยู่ด้วย.
นาค. จะทำอย่างไรกันดีล่ะเรา?
ศุน. อย่ามาลากเอาฃ้าเข้าไปด้วยเลย. ฃ้าไม่ขอแบ่งโทษของแกดอก, เชื่อเถอะ.
นาค. เอาเถอะ, โทษทัณฑ์ฃ้ารับคนเดียวก็ได้, ขอแต่ให้ช่วยออกความคิดหน่อยเถอะ.
ศุน. เปิด!
นาค. เปิดอะไร?
ศุน. เปิดหนีน่ะสิ!
นาค. หนีไปไหน?
ศุน. อนิจจํอนิจจา! หนีไปไหนก็ต้องถามด้วย. ดงออกกว้างขวางจะหนีไม่พ้นเทียวหรือ?
นาค. ถ้าเสือไม่กินเสียก็คงอดตายเท่านั้น. ไปคนเดียวจะเอาเสบียงอาหารไปได้พอหรือ?
ศุน. คนเอ๋ยคน, เกิดมาทำไมจึ่งโง่เช่นนี้?
นาค. โง่อย่างไร?
ศุน. ค่ายหลวงตั้งอยู่กับแค่จมูกแกไม่เห็นหรือ?
นาค. ก็แล้วก็อย่างไรล่ะ?
ศุน. ก็เราเข้าไปสามิภักดิ์กับเฃาว่าจะขอตามเสด็จกลับไปกรุงด้วย, เท่านั้นก็จะสิ้นเรื่องกัน.
นาค. จะสิ้นเรื่องอย่างไร? เวลานี้ก็ยังไม่มีกำหนดที่จะเสด็จกลับ, ฉนั้นถึงฃ้าจะไปสามิภักดิ์ ก็คงยังไม่ได้ไปพ้นที่นี้.
ศุน. แล้วกัน! ก็แกเฃ้าไปปนๆ อยู่เสียในพวกทหารก็แล้วกัน, แล้วก็เมื่อไรได้ยินเฃาเที่ยวตามหาตัวก็แอบเสียก็ได้, ใครจะกล้าไปค้นคว้าหาแกในค่ายหลวง.
นาค. ช้าก่อน!
ศุน. จะช้าอยู่อีกทำไม? แกนี่วอนจะถูกทำโทษหรือ?
นาค. ไม่ใช่! ฃ้านึกอะไรขึ้นมาออกอย่างหนึ่ง. ผู้คนตามเสด็จเจ้านายมามาก, บางทีจะได้มีผู้มาลักเอาต้นไม้วิเศษไปเสียละกระมัง.
ศุน. เออ! ก็แล้วแกจะคิดอย่างไรล่ะ?
นาค. เราต้องสืบดูเค้าเงื่อนสิ.
ศุน. “เรา” อีกแล้ว! ขอเสียทีเถอะ อย่าพูดแทนคนอื่นหน่อยเลย แกเปนผู้มีน่าที่รักษาต้นไม้วิเศษ, เมื่อทำต้นไม้ของท่านหายก็เปนน่าที่ของแกที่จะสืบแสวงหาเอากลับคืนมา, หรืออย่างน้อยก็สืบให้ได้ร่องรอยว่าใครเปนผู้ร้าย.
นาค. ก็จะไปสืบด้วยกันไม่ได้หรือ?
ศุน. ต้องขอตัวเสียทีละเพื่อน! ฃ้ากลัวหัวแตก.
นาค. ทำไมจะต้องหัวแตก?
ศน. เพราะถ้าพวกทหารได้ลักเอาไปจริง, ก็คงเปนเพราะเฃาอยากได้, และถ้าเฃาอยากได้เฃาก็คงไม่อยากให้เราไปพบและเอากลับคืน. เพราะฉนั้นขืนเฃ้าไปสืบไปถามเฃาก็คงแพ่นเอากระบาลแยะ; แต่ถ้าเฃาไม่ได้ลักเอาไป และเราเฃ้าไปสืบไปถามเฃาก็คงโกรธว่าหาความร้ายใส่เฃา, แล้วก็คงแพ่นเอากระบาลแยะเหมือนกัน.
นาค. ที่แกพูดนี่ก็ชอบกลอยู่.
ศุน. ชอบกลสิฃ้าจึ่งได้พูด; แล้วก็เพราะเห็นว่ามีแต่ท่าทางที่จะต้องหัวแตกทั้งนั้นฃ้าจึ่งขอตัวไม่ไปกับแก. แต่อย่าวิตก, เสียแรงเราเปนเพื่อนกันมานาน, ถ้าแกถูกตีหัวแตกแล้วละก็กลับมาเถอะ, ฃ้าจะคัดเลือดให้.
นาค. เมื่อไม่ไปด้วยกันก็ตามใจ, ฃ้าจะต้องรีบไปเดี๋ยวนี้.
ศุน. ช้าก่อน! ไม่ต้องรีบร้อนไปฃ้างไหนละ. (ชี้ทางซ้าย.) นายทหารคนสนิธของเจ้านายกำลังเดิรมานี่แล้ว. คอยพบพูดกับท่านที่นี่ก็ได้.
นาค. จริง แล้วก็บางทีถ้าท่านใจดีก็อาจจะช่วยให้ความสดวกแก่เราด้วย.
ศุน. ก็เช่นนั้นน่ะสิ! แกนี่ถ้าไม่มีฃ้าคอยเปนที่ปรึกษาคงเอาตัวไม่รอด.
นาค. เอาเถอะ, ฃ้าไม่อยากเถียงกับแก่เวลานี้
  (ศุภางค์ออกทางหลืบซ้าย ศิษย์ทั้ง ๒ ตรงเฃ้าไปไหว้.)
ศุน. ใต้เท้าขอรับ กระผมขอความกรุณาสักหน่อย.
ศุภางค์. มีธุระอะไรหรือเพื่อน?
ศุน. ธุระน่ะมีอยู่ขอรับ, แต่มันไม่ใช่ธุระของกระผม; มันเปนธุระของเพื่อนกระผม, ดังที่เพื่อนกระผมจะได้กราบเรียนเอง. (ดันหลังเพื่อนให้ออกไป.)
นาค. กระผมมีความทุกข์ร้อนอยู่มาก, จึ่งอยากจะขอความกรุณาต่อใต้เท้า. คือว่าบัดนี้ได้เกิดเหตุ-
ศุน. (แย่งพูด.) ขอรับ, เปนเหตุใหญ่, ทำให้เปนที่วิตกแก่พวกกระผมมาก, ดังเพื่อนกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป. (กระตุ้นหลังเพื่อน.)
นาค. นั่นแหละขอรับ, ตามที่ใต้เท้าได้ทราบแล้ว-เอ้อ-เอ้อ-
ศุภางค์. ฉันจะทราบอย่างไรได้, เมื่อแกยังไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันเลยจนอย่างเดียว!
ศุน. กระผมต้องขอรับประทานอภัยแทนเพื่อนของกระผม. เฃาเปนคนที่ขี้ประหม่า, และพูดจาไม่ใคร่จะเปน, เพราะไม่ใคร่จะเคยพบเห็นคนสำคัญเช่นใต้เท้า.
ศุภางค์. ฉันเห็นแล้วว่าแกเปนคนที่เก่งกว่าเพื่อนแกมาก; ฉนั้นแกเล่าเรื่องให้ฉันฟังก็แล้วกัน.
ศุน. เรื่องก็มีอยู่สั้นนิดเดียว, ซึ่งเมื่อรวบรัดตัดความและสรูปหัวข้อแล้วก็-ก็-มีข้อสรูปดังที่เพื่อนกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป.
  (กระตุ้นหลังเพื่อนอีก.)
ศุภางค์. ใครจะเล่าก็เล่าเสียคนเถอะเพื่อน. มัวเกี่ยงกันอยู่เช่นนี้เสียเวลานัก.
นาค. คือว่าพระอาจารย์ท่านมีต้นไม้วิเศษอยู่ต้นหนึ่ง-
ศุน. ซึ่งชื่อกุพชะกะ, ตามที่ใต้เท้าได้ทราบอย่แล้ว.
ศุภางค์. เปล่า, ฉันยังไม่ได้ทราบเลยว่าชื่ออย่างนั้น. แต่ก็ช่างเถอะ, เล่าต่อไป.
นาค. ท่านรักต้นไม้นี้มาก, และปลูกไว้กลางสวนฃ้างอาศรม-
ศุน. แต่บัดนี้ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เพราะว่า- เอ้อ- ดังเพื่อนกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป.
ศุภางค์. ถ้าแกจะมัวแต่แย่งกันพูดอยู่เช่นนี้เห็นจะไม่มีวันได้เรื่อง, เพราะฉนั้นฉันจะขอลองสันนิษฐานเรื่องดูเอง. ต้นไม้ที่แกกล่าวถึงนี้คือต้นที่กลายเปนนางทุก ๆ วันเพ็ญใช่ไหม?
ศุน. ใต้เท้ามีความปรีชาสาไถย-เอ๊ย-สามารถมาก จึ่งได้-
ศุภางค์. พอที! ฉันถามตรง ๆ ขอให้ตอบตรง ๆ
ศุน. ตอบตรง ๆ ก็คือว่าใต้เท้าทายถูกแล้ว.
ศุภางค์. ก็แล้วอย่างไรล่ะ?
นาค. แล้วก็วันนี้แรม ๑ ค่ำแล้วขอรับ, แต่-
ศุน. แต่ต้นไม้นั้นไม่อยู่ที่กลางสวนตามเคย.
ศุภางค. เออ, แล้วก็จะให้ฉันทำอย่างไรล่ะ?
นาค. ก็สุดแท้เเต่ใต้เท้าจะโปรดกรุณาเถอะขอรับ, เพราะว่า-เอ้อ-เอ้อ-
ศุน. เพราะว่าเพื่อนกระผมสงสัยว่าพวกของใต้เท้าอาจจะได้มาเอาต้นไม้นั้นไป, เท่านั้นแหละขอรับ.
ศุภางค. (หัวเราะ.) ชอบกล! ฉันจะบอกอะไรให้. ฉันเองก็ออกจะสงสัยอยู่ว่า พวกของฉันผู้หนึ่งเปนต้นเหตุทำให้ต้นไม้วิเศษของแกหายไป.
ศุน. ถ้าเช่นนั้นใต้เท้าคงจะกรุณาโปรดช่วยให้ได้ต้นไม้นั้นคืนมาละสิขอรับ?
ศุภางค์. อ๋อ, ฉันรับรองเช่นนั้นไม่ได้ดอกเพื่อน เพราะถ้าผู้ที่ลักต้นไม้ไปนั้นเปนคนที่ฉันสงสัยละก็ ฉันไปเอาคืนมาให้แกไม่ได้ดอก!-เออ, ฉันเห็นโสมะทัตมาทางนี้แล้ว; ฉันขอพูดกับเฃาสักหน่อย.

(โสมะทัตออกทางหลืบขวา.)

[ฉบงง,๑๖.]

โสมะทัต. ฃ้าเคารพท่านเสนา! อันตัวท่านมา แห่งนี้ทำไมแต่ตรู่?
ศุภางค์. เรามีธุระร้อนอยู่ มาหาท่านผู้ เปนศิษย์ผู้ใหญ่ที่นี้.
โสมะทัต. พวกเจ้าจงหลีกไปที! เรากับเสนี มีกิจจะพูดจากัน.
  (พวกศิษย์และบริวารเฃ้าโรงทางหลืบขวาทั้งหมด.)
  บัดนี้มีข้อสำคัญ ใดจงบอกพลัน, เสนีมิต้องเกรงใจ.
ศุภางค์. ท่านเคยได้เล่าเรื่องให้ ว่านางทรามวัย ผู้เห็นอยู่เมื่อวันวาน
  นั้นโดยปรกะติกาล เปนพฤกษะมาน มาลีสุคนธ์หอมเย็น,
  และต่อเมื่อถึงวันเพ็ญ นางจึ่งจะเปน นงคราญวิสุทธิ์ศรีใส,
  ดังนั้นถูกฤๅฉันใด?
โสมะทัต. ถูกเช่นนั้นไซร้.
ศุภางค์. แล้วก็เมื่อครบหนึ่งวัน
  กับอีกหนึ่งคืนนางนั้น ก็กลับกลายพลัน เปนพฤกษะอีกทันที,
  ถูกไหมเฃ้าใจเช่นนี้?
โสมะทัต. ถูกแล้วเสนี.
ศุภางค์. เมื่อกี้พวกศิษย์บอกฃ้า
  ว่ากุพฺชะกะพฤกษา หายไปแล้วนา; ท่านทราบเหตุแล้วฤๅไฉน?
โสมะทัต. พอตื่นแล้วบูชาไฟ, แล้วฃ้าก็ไป ยังสวนที่ฃ้างอาศรม,
  ตั้งจิตตรงไปใฝ่ชม กุพชะโกดม, แต่เดิรไปถึงย่านกลาง
  สวนนั้นก็เห็นหลุมว่าง, พฤกษาสำอาง มิอยู่ณที่เคยอยู่.
  ฃ้าเที่ยวค้นคว้าหาดู เผื่อจะไปอยู่ แห่งอื่นเพื่ออาศัยร่ม.
  ไม่พบตระหนกอกกรม, จึ่งมาอาศรม เผื่อจะได้พบภายใน.
ศุภางค์. น่ากลัวป่วยการเข้าไป!
โสมะทัต. เอ๊ะ! เพราะเหตุใด? โปรดบอกให้รู้กิจจา.

[ยานี , ๑๑ ]

ศุภางค์. เมื่อดึกฃ้าตรวจยาม เมื่อย่ำสามแล้วไม่ช้า,
  เดิรผ่านหน้าพลับพลา เห็นคนลงจากมาลก;
  ท่าทางนั้นเห็นได้ ว่าตั้งใจจะปิดปก,
  แฝงกายกำบังรก และรีบเดิรดุ่มๆ พลัน.
  ฃ้าเห็นก็สงสัย จึ่งเตรียมออกสกัดกั้น
  แต่พอแสงเดือนพลัน ส่องกระจ่างสว่างไซร้,
  ฃ้ามองไปดูหน้า แล้วตูฃ้าก็จำได้,
  จึ่งยอมให้ครรไล จากค่ายหลวงบห้ามปราม
  แต่พอพ้นตรงหน้า อันตูฃ้าก็เดิรตาม
  เพื่อป้องกันซึ่งความ ประทุษฐ์อันอาจเกิดมี.
โสมะทัต. ฃ้าฟังก็พอเดา ว่าท่านเล่าถึงใครนี่;
  หากเปนผู้อื่นที ท่านคงจับเปนแน่นอน.
ศุภางค์. ท่านเดาคงไม่ผิด; จงตั้งจิตฟังฃ้าก่อน.
  อันผู้ที่ฃ้าจร สกดรอยและตามมา,
  เมื่อถึงก็ยืนกลาง ระหว่างลานและเจรจา
  พร่ำบ่นประหนึ่งว่า คนมะเมอและเพ้อฝัน!
  ต่อนั้นจึ่งเห็นนาง ออกมาจากฃ้างในบรร-
  ณะศาลและยืนผัน พักตร์ชะแง้แลดูเดือน,
  แล้วบ่นอยู่คนเดียว ดังหนึ่งจิตจะฟั่นเฟือน;
  ฝ่ายชายได้ฟังเพื่อน ก็พูดตอบพะจีพลัน,
  แล้วต่างก็แลกรัก สมัคจิตสนิธกัน,
  ฃ้าเห็นว่าอยู่นั่น มิควรแล้วจึ่งถอยห่าง.
  ครั้นเมื่ออรุณฉาย อุษาพรายพื้นนะภางค์,
  เห็นคู่สิเน่ห์พลาง จับหัดถ์จูงกันจากลาน,
  มุ่งตรงลงไปยัง ณที่ฝั่งอุทกธาร,
  แต่นั้นกระทั่งกาล บัดนี้ยังมิกลับมา.
  ขอบอกให้ท่านรู้ เพื่อตรองดูจงดีว่า
  อันโฉมนงพงา จะกลับร่างฤๅอย่างไร;
  ฤๅว่าพอมีคู่ เปนเชิงชู้ที่ชอบใจ
  นางนั้นจะมิได้ กลับรูปเปนเหมือนเช่นเคย?
โสมะทัต. ข้อนี้ไม่เคยรู้, ทั้งมิได้คำนึงเลย,
  เพราะเห็นนางทรามเชย ไม่เคยชอบในเชิงชู้;
  แต่เมื่อท่านถามมา ฃ้าก็เห็นชอบกลอยู่,
  จำเปนต้องเรียนครู ให้ท่านทราบซึ่งกิจจา.
  ขอท่านจงคอยก่อน ฃ้าจะรีบเฃ้าไปหา,
  และเรียนพระสิทธา เล่าแถลงแจ้งคดี.

(โสมะทัตขึ้นสู่อาศรมแล้วหายเฃ้าโรงไปทางประตูอาศรม. ฝ่ายศุภางค์ไปนั่งแท่นศิลาใต้ต้นไม้, ท่าทางรำพึงอยู่. สักครู่ ๑ นาคกับศุนจึงพากันย่องออกทางหลืบขวา, และตรงไปไหว้ศุภางค์.)

นาค.ใต้เท้าขอรับ. ศุภางค์.อ้าว, ทำไมกันอีกล่ะเพื่อน? นาค.ก็คือว่า- ศุน.เพื่อนกระผมตั้งใจจะกราบเรียนว่า เรื่องที่ได้กราบเรียนแล้วเมื่อกี้นี้นั้น, มันมีข้อความต่ออีก, ดังเพื่อนกระผมจะได้กราบเรียนต่อไป.

(สะกิดเพื่อน.)

ศุภางค์. เพื่อไม่ให้ต้องเปลืองเวลาเปล่า, ฉันขอบอกให้เพื่อนทราบว่าเรื่องที่เพื่อนจะเล่านั้นฉันได้รู้เพียงพอที่ฉันอยากจะรู้แล้ว, และฉันขอแนะนำว่า ในส่วนตัวเพื่อนทั้งสองก็ไม่ควรอยากรู้อยากเห็นอะไรยิ่งไปกว่าที่ได้รู้ได้เห็นอยู่แล้ว, เฃ้าใจไหม?
นาค. ไม่เข้าใจขอรับ!
ศุภางค์. (พูดกับศุน.) แต่ส่วนเพื่อนเปนคนฉลาดคงเข้าใจแล้วละสินะ?
ศุน. เฃ้าใจแล้วขอรับ.
ศุภางค์. เฃ้าใจว่ากระไร?
ศุน. เฃ้าใจว่าใต้เท้าไม่อยากพูดกับกระผมและเพื่อนกระผมอีก.
ศุภางค์. (หัวเราะ.) ฉันว่าแล้วว่าแกเปนคนฉลาด!

(พระกาละทรรศินออกทางประตูอาศรมมายืนอยู่ที่ระเบียง; โสมะทัตตามออกมาด้วย. ศุภางค์ลุกขึ้นกระทำความเคารพ. ฝ่ายนาคและศุนเลี่ยงเฃ้าโรงทางหลืบขวา.)

[ยานี, ๑๑.]

กาละทรรศิน. อ้อ, โสมะทัตเล่า ให้เราแล้วละเสนี,
  และเรามิได้มี ความเดือดร้อนเท่าใดนัก;
  เพราะเราเฃ้าใจว่า มะทะนาบุตรีรัก
  ครานี้บางทีจัก ได้ปลื้มปลาบสิ้นสาปสรรพ์.
  หากนางจะมีโชค โดยสมเด็จพระทรงธรรม์
  โปรดปรานนงคราญนั้น ก็ควรที่จะดีใจ;
  และมาจนบัดนี้ ยังคงรูปเปนนางไซร้,
  ไม่กลายเปนต้นไม้ ไปดังเช่นที่เคยมา.
  ตามที่ได้เล็งญาณ เราทราบแล้วเปนแน่ว่า
  นางนี้ไม่ใช่นา ริเลวทรามสถานใด;
  เปนเทวะธิดา จุติจากสุราลัย,
  และในปางก่อนไซร้ ก็เปนราชะบุตรี
  ของจอมสุราษฎร์ผู้ ธำรงยศและศักดิ์ศรี,
  จึ่งควรพระภูมี จะทรงรับเปนคู่ครอง.
  เมื่อทราบอยู่เช่นนี้ ควรยินดีที่สมปอง,
  แต่เราสิมาตรอง ก็เกิดความวิตกใจ;
  ครั้นจะอธิบาย ก็ยากอยู่หาน้อยไม่,
  ท่านฤๅจะเฃ้าใจ?  
ศุภางค์.   พระคุณเจ้าได้เล็งญาณ
  แล้วคงจะทราบสิ้น ณเหตุซึ่งจะรำคาญ,
  และฃ้าผู้รู้การ ก็ออกนึกวิตกอยู่!
  ฃ้าใคร่จะบอกกล่าว ให้นางสาวนั้นได้รู้,
  แต่นึกอีกทีดู จะเปนการอวดดีไป,
  อนึ่งถึงแม้บอก ก็อาจเปล่าประโยชน์ได้.
กาละทรรศิน. จริงนา, เห็นว่าไร้ ประโยชน์เปล่ามิชอบกล.
  ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมล,
  ไม่ยินและไม่ยล อุปะสัคคะใดๆ.
  ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้,
  ก็โลดจากคอกไป บยอมอยู่ณที่ขัง;
  ถึงหากจะผูกไว้ ก็ดึงไปด้วยกำลัง,
  ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บหวลคิดถึงเจ็บกาย.
  ดังนี้พยายาม จะห้ามปรามนางโฉมฉาย
  คงมีแต่ผลร้าย และปราศจากซึ่งผลดี.

(ท้าวชัยเสนกับมัทนาจูงมือกันออกทางหลืบซ้าย, ไปเคารพพระกาละทรรศิน.)

[วสันตดิลก. ๑๔.]

ชัยเสน. ฃ้าขอประชุมนะขะประณต วรบทมุนีศรี,
  ด้วยฃ้าและโฉมสุระนะรี สิละเมิดพระสิทธา;
  เหตุด้วยละเลิงกะมละร่าน ระติรึงณวิญญาณ์,
  ฃ้าเจ้าและเยาวะมะทะนา สิประพฤติ์บบังควร.
  แต่กามะเทวะนะสิแผลง ศะระแกมผะกามวล
  มาต้องกะมลอุภะยะชวน ฤดิรักสมัคกัน.
  พอฃ้าประสพวิมละพักตร์ มะทะนานะรีขวัญ,
  อั้นอึ้งประหนึ่งสุมิคะอัน ศะระเสียบณกลางใจ;
  พิษกามะศรประดุจะพิษ ระอุอัคคิเผาใน
  อกผลาญและราญกะมละไหม้ บมิอาจจะดับลง.
  ยามกลับณมาละกะก็จิต บมิวายพะวงหลง,
  เหลือที่จะหักระติก็ตรง ติระสู่พระอาศรม,
  หวังเพียงจะดูวรกุฎี ก็จะรื่นระรวยรมย์;
  พันเอินกะนิษฐะก็ผะทม บมิหลับและออกมา
  ยืนยังระเบียงและอระเปล่ง วรพจน์แสดงว่า
  นางเองก็น้อมกะมละมา อภิรมยะเช่นกัน.
  ฃ้าฟังก็เปรมกะมละชอบ และก็ตอบพะจีพลัน,
  แล้วต่างแสดงสุปิยะนัน- ทะนะพจน์พิเศษหวาน.
  แล้วจึ่งประนอมมะนะสะจร ดละยังอุทกมาน
  มานัสและกล่าววรประทาน วิธิถูกประเพณี.
  บัดนี้ประนอมกะมละมา อภิวาทะจอมชี,
  ขอให้กระทำวรพิธี อภิเษกะสมรส.
  เพื่อเปนสุวัตถิสิริมง- คะละการะปรากฎ
  สมศักดิ์และสมสุวรยศ มะทะนาและฃ้านี้.

[ฉบงง, ๑๖.]

กาละทรรศิน. ราชะ! อันพระวาที กลมกล่อมถ่อมดี, และรูปถวายพระพร;
  อันองค์พระปิ่นนิกร กับองค์บังอร ที่แท้ก็คู่ควรกัน,
  เพราะนางมิใช่สามัญ, เปนธิดาสฺวรรค์ จุติมาจากฟากฟ้า,
  อีกในชาติ์ก่อนนั้นนา ก็เปนธิดา แห่งจอมกษัตร์ทรงดิน,
  ดังนี้ควรพระภูมินทร์ จะยกนาริน ขึ้นเปนพระอัคคะชายา;
  ฃ้าจะทำการอาวาห์ ดังทรงปราถนา สวัสดิ์พิพัฒน์ผ่องใส.
  แน่ะโสมะทัตจงไป นำเพลิงที่ใน เตาคาร์หะปัตย์ออกมา,
  จะได้ก่อเพลิงบูชา ทวยเทพเทวา ตามแบบคัมภีร์โบราณ.

(โสมะทัตไหว้แล้วเฃ้าโรงไปทางประตูอาศรม.)

ชัยเสน. ศุภางค์เรียกนายทหาร มาเปนพยาน ในการพิธีอาวาห์.
  รีบไปอย่าได้รอช้า
ศุภางค์. ฃ้ารับบัญชา และรีบไปในบัดนี้.

(ศุภางค์เฃ้าโรงทางหลืบซ้าย.)

ชัยเสน. อ้าพระผู้ยอดโยคี พระคุณปราณี แก่ฃ้าเปนล้นพ้นไป.
กาละทรรศิน. อันอาตะมะนี้ไซร้ ทุกเมื่อจงใจ สนองพระคุณราชา.
  เมื่อเห็นทรงพระเมตตา แด่มะทะนา ก็พลอยมีจิตยินดี,
  เพราะรักเหมือนเปนบุตรี, และบุตร์ได้ดี บิดาก็ต้องพอใจ.

(โสมะทัตกับพวกศิษย์ออกมาเตรียมการพิธี, คือบางคนเอาหญ้าคามาโรยบนแท่นศิลาแล้วเอาหนังกวางปูทับอีกที ๑; บางคนยกแท่นกูณฑ์ออกมาตั้งตรงหน้าแท่นศิลา, เอาโถน้ำมันและช้อนมาวางบนแท่นศิลา, และขนเชื้อเพลิงมากองไว้พร้อมฃ้างแท่นกูณฑ์ ; บางคนยกเครื่องสังเวยเทวดา, ศังข์สำหรับรดน้ำ, และแป้งเจิมมาตั้ง. ระหว่างที่เตรียมการนี้, พระกาละทรรศินเรียกท้าวชัยเสนกับมัทนาขึ้นไปสนทนากันเบาๆ ที่บนระเบียงอาศรม, เพื่อให้โอกาสให้พวกที่จัดเตรียมพิธีได้พูดกันตามควร. เมื่อจัดของต่าง ๆ ตั้งตามที่แล้ว, พวกศิษย์ยกตั่ง ๒ อันมาตั้งตรงหน้าแท่นกูณฑ์, แล้วโสมะทัตเรียกนักสวด ๔ คน กับคนเป่าศังข์ ๒ คนมาคอยไว้. ฝ่ายศุภางค์บัดนี้ก็นำนายทหารและบริวารของท้าวชัยเสนออกทางหลืบซ้าย, และนั่งเรียงรายทางด้านซ้ายแห่งเวที. พอพร้อมหมดแล้ว, พระกาละทรรศินชวนท้าวชัยเสนและมัทนาลงมาจากระเบียงอาศรม, พาคู่บ่าวสาวไปนั่งตามที่, คือหันหน้าไปทางแท่นกูณฑ์ทั้ง ๒ คน ให้ท้าวชัยเสนนั่งตั่งขวา, มัทนานั่งตั่งซ้าย, แล้วพระกาละทรรศินไปนั่งบนแท่นศิลา. โสมะทัตนำใต้จุดไฟออกมาจากในอาศรมไปส่งให้พระกาละทรรศิน. พระกาละทรรศินรับไปจบแล้วก่อไฟในกูณฑ์พลาง, เสกมนตร์เบาๆ พลาง. บัดนี้นักสวดจึ่งยืนขึ้นและสวดดังต่อไปนี้.)

บทสวด

(สรภัญญะ.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

๏ อ้าองค์พระอัคนี วรศรีประภาใส.
เปนเอกอุดมใน หุตะกิจพะลีการ
๏ ฃ้าขอประณตองค์ สุระทั้งณตรีสฺถาน
ทุกภาคพิเศษมาน มนะมุ่งณการยัญ
๏ หนึ่งคือสุรีย์แจ่ม สุจรัสณภูมสฺวรรค์
ส่องโลกมนุษย์นัน- ทะนะอุ่นระอุกาย
๏ ที่สองประภาปรา- กะฏะในนะภาพราย
คือวิชฺชุโชติ์ฉาย รุจิแลบณเมฆา
๏ ที่สามก็คือไฟ นระก่อณเคหา
เพื่อกอบสุภักษา และประกอบพะลีพูน
๏ องค์นี้และได้เชอญ พระเสด็จณแท่นกูณฑ์
ด้วยพร้อมมะโนมูล จะกระทำหุตาการ
๏ อ้าองค์พระทรงเมษ สุรเดชตระการฉาน
โปรดเอื้อและเอาภาร ธุระด้วยสุไมตรี
๏ ยามเริ่มพะลีกรร- มะสุยัญญะการนี้
จงสิทธิด้วยดี ดุจะฃ้าทำนูลวอน
๏ ช่วยนำพะจีถึง สุระเทพณอัมพร
มารับพะลีกร ดนุได้ผจงสรรพ์ ฯ

[กุสุมิตลดา, ๑๘.]

กาละทรรศิน. ฃ้าขอไหว้อัคคีอธิปะติสุพรร-

ณาทิทูตสวรร- คะเรืองเดช,

จงโปรดนำคำทูลปะระมะสุรเศรษฐ์

วิศฺวะเทเวศร์ มหาศาล:

โอมอัญเชอญนารายะณะพระหริชาญ

ชัยบำราบมาร ปะราชัย,

พร้อมด้วยเทวีศรีภะคะวะติวิไลย

วรรณะผ่องใส วิมลเนตร์;

โอมอัญเชอญองค์ตรีศุลิศิวะมเหศร์

นั่งณะยอดเขต- ตะจอมผา,

อีกแม่เจ้าสฺวรรค์บรรพะติวะระอุมา

ผู้พระชายา อุดมศักดิ์;

โอมอัญเชอญธาดาปะติจะตุระพักตร์

เพ่งพินิศรัก- ษะสี่ทิศ,

ทั้งโฉมชายายอดสุธิระศุภะวิทย์

ศิลปะสอนจิต จรุงใจ;

อีกขอเชอญท้าวศักฺระอมะระวิชัย

จอมสุราลัย มหิทธี,

พร้อมองค์เทวินปิ่นอมะระยุวะดี

อินทฺระศักดิ์ศรี ศะจีอร;

อีกขอเชอญองค์เทพระวิและศะศิธร

สองอะมรยอด พยานกรรม;

อีกขอเชอญเทวานิกะระฐิติธรรม

สิงสถิตอัม- พะรากาศ,

ทั้งทวยเทพที่สิงณปะฐะวิอาจ

รักษะทวยราษฎร์ ณแดนคน;

เชอญทุกเทพเจ้าผู้สิริวรวิมล

มาณมณฑล พิธีเทอญ.

บทพากย์ของนักสวด.

[ฉบงง, ๑๖.]

๏ อ้าทวยเทพฟังคำเชอญ แล้วโปรดอย่าเมิน
มะโนจงน้อมพร้อมกัน
๏ ฟังคำฃ้าทูลเทวัน ผู้ทรงมหันต์
มหิทธิเดชเกรียงไกร
๏ ด้วยองค์สมเด็จจอมไอ- ศฺวรรยาธิปตัย
ดำรงซึ่งรัฐหัสดิน
๏ ทรงนามชัยเสนนริน- ทะราชเรืองศิล-
ปะศาสฺตฺระเชี่ยวชำนาญ
๏ แจ้งเจนไตรเพทพิศาล อีกทั้งปุราณ
คัมภีร์ก็รู้ตามควร
๏ อีกว่องไวในกระบวน อาวุธถี่ถ้วน
ทุกอย่างในทางยุทธกล
๏ สันทัดอัศวะโกศล พระรูปวิมล
สิริโสภาคย์สรรพางค์
๏ พระคุณสมบัติ์สำอาง รูปสมบัติสล้าง
และโภคะสมบัติบูรณ์
๏ เทวานุเคราะห์เกื้อกูล แก่นะเรนทร์สูร
จึ่งทรงสวัสดิ์แสนดี
๏ สิ่งทรามใดๆไป่มี มากลั้วณที่
พระองค์สมเด็จภูบาล
๏ บัดนี้พระหฤทัยท่าน เมตตานงคราญ
วิสุทธิศักดิ์โสภา
๏ อันมีนามะไธยยา ว่ามะทะนา
วิเศษสุลักษะณานวล
๏ ทั่วทั้งสรรพางค์นางยวล เนตร์ชมอีกชวน
ให้เพ่งและเพลินเจริญใจ
๏ มรรยาทเรียบร้อยและใคร ยลชมอรไทย
ว่าแสนประเสริฐเลิดดี
๏ สมควรเปนองค์เทวี คู่บาระมี
สมมติเทพรังสรรค์
๏ พระงามนางงามสมกัน ทั้งคุณอนันต์
อเนกะเท่าทั้งสอง
๏ ฃ้าขอทวยเทพทั้งผอง พร้อมกันปรองดอง
ประทานพระพรเพิ่มศรี
๏ แด่ราชาธิบดี อีกองค์เทวี
วิสุทธิคู่สมรส
๏ บัดนี้องค์พระดาบส จะถวายรด
อุทกประกอบคาถา
๏ อีกเฉลิมพระพักตรา เพิ่มมังคะลา
ธิการณกิจพิธี
๏ ขอจงสององค์ทรงศรี ศุภะสฺวัสดี
ครองคู่กันอยู่จีระกาล ฯ

(ในระหว่างที่สวดบทฃ้างบนนี้ พระกาละทรรศินนั่งบริกรรม, ตักน้ำมันเนยหยอดในไฟเปนครั้งคราว; พอถึงบทที่เริ่มด้วยคำว่า “แด่ราชาธิบดี ฯลฯ”, พระกาละทรรศินรินน้ำจากหม้อกลดลงในศังข์และเปิดตลับแป้งเจิม, ส่งศังข์ให้โสมะทัตและตลับแป้งเจิมให้ศิษย์อีกคน ๑ ถือตาม, แล้วเดิรไปยังที่คู่บ่าวสาวนั่ง. พอเฃาสวดว่า “จะถวายรด ฯลฯ” พระกาละทรรศินก็รดน้ำให้คู่บ่าวสาว, และพราหมณ์เป่าศังข์เมื่อรับตะโพน; ในระหว่างเฃาสวดว่า “อีกเฉลิมพระพักตรา ฯลฯ” พระฤษีเจิมคู่บ่าวสาว, และพราหมณ์เป่าศังข์เช่นครั้งก่อน; ในระหว่างเวลาที่เฃาสวดบทสุดท้ายนั้น, พระฤษีกลับไปนั่งแท่นตามเดิม. แล้วคู่บ่าวสาวจึ่งยืนขึ้นและกล่าวคำปฏิญญาดังนี้.)

[จิตรปทา, ๘.]

ชัยเสน. ฃ้าชัยเสน อธิเบนทร์พงศ์ จันทะประสงค์ พิธิสมรส
  กับมะทะนา วธุปรากฎ กอบวระยศ สิริเท่ากัน;
  ฃ้าจะถนอม ทนุพร้อมพรั่ง สมดุจะดัง มหิษีอัน
  เปนภริยา สหะชาติ์กัน เปนอรขวัญ ณนิเวศน์ใน!
มัทนา. ฃ้ามะทะนา วนิดายอม มอบฤดิน้อม ณพระทรงชัย
  เปนวระราช มหิษีใฝ่ ภักดิณไท้ บมิลดลา.

(พราหมณ์เป่าศังข์. คู่บ่าวสาวจูงมือกันเดิรประทักษิณเวียนรอบไฟและพระฤษี ๓ รอบช้าๆ. ในระหว่างที่คู่บ่าวสาวเดิรประทักษิณดังนี้ นักสวดสี่คนสวดฉันท์สดุดีดังต่อไปนี้.)

บทสวด

(ทำนองสดุดีสังเวย.)

[วสันตดิลก, ๑๔.]

๏ อ้าหญิงและชายฤดิสมัค มะนะร่วมสิเนหา
พร้อมจิตผสมสะมะระมา อภิเษกะสมรส
๏ เหมือนหนึ่งประมวญสะริระอีก มะนะรวมก็ยงยศ
ยงศักดิเกียรติคุณะหมด เพราะผสมกำลังกัน
๏ ผู้ใดสมัคสะมะระสม- ระสะร่วมมโนฉันท์
ปวงไทสุเทวะมรุสรร- พะอำนวยพระพรพูน
๏ หญิงชายกระทำวิธิวิวา- หะสิมุ่งผดุงกูล
วงศาคณาคณะประยูร บมิเสื่อมมิทรามหาย
๏ เทวาประสิทธิวรบุตร์ และธิดาประดุจหมาย
ให้ทรงและสืบสะกุลละสาย สุวพันธุพืชงาม
๏ ขอทวยสุเทวะสุระฤท- ธิมะหิทธิเรืองราม
โปรดช่วยบำรุงวรวิศาม- ปะติอีกพระชายา
๏ ให้ทรงเจริญสิริสุวัต- ถิพิพัฑฒะนาอา-
ยูวรรณะสุขพะละและสา- ระวิสุทธิศฺฤงคาร
๏ ขอพรประสิทธิบมิขาด ณ พระราชะสมภาร
อีกเทวิองค์อระวิศาล สิริสิทธิภีย์โย ฯ

(คู่บ่าวสาวประทักษิณไฟเสร็จแล้ว, ไปยืนประนมมืออยู่ที่ตรงหน้าพระกาละทรรศิน, และพระกาละทรรศินอำนวยพรเปนภาษามคธดังต่อไปนี้.)

[สามัญคาถา.]

กาละทรรศิน. สาธุ เทวานุภาเวน สทา โสตฺถี วิวฑฺฒโน
  ทีฆายุโก จ นิทฺทุกฺโข นิพฺภโย จ นิรามโย ฯ
  สิทฺธิ กิจฺจญฺจ กมฺมญฺจ สิทฺธิ ลาโภ ชโย ชโย
  ชยเสน มหาราช วรสฺส ภวตุ สพฺพทา. ฯ[๑]

ปิดม่าน.



[๑] คำแปลคาถาข้างบนนี้

ดังฃ้าวิงวอน ขอ (พระเจ้าชัยเสนมหาราช) จงทรงพระสวัสดี, ทรงพระเจริญพิเศษ, ทรงพระชนมายุยืนนาน ปราศจากทุกข์, ปราศจากภัย, ไร้ความไม่สำราญ, ด้วยอานุภาพเทวดา ทุกเมื่อฯ ขอกิจที่สำเร็จ, การงานที่สำเร็จ, ลาภที่สำเร็จ, ชัยชนะชัยชนะที่สำเร็จ, จงมีแด่พระเจ้าชัยเสนมหาราชผู้ประเสริฐ ในกาละทั้งปวง ฯ


องก์ที่ ๔

ตอนที่ ๑

สวนหลวงฃ้างพระราชวัง, ในกรุงหัสตินาปุระ.

[ฉากเปนสวนดอกไม้, มีต้นไม้ร่มรื่น, และไม้ดอกปลูกเรียงรายไว้อย่างเรียบร้อย. ด้านหลังมีศาลา, มีเตียงสำหรับนั่งเล่น. ในตอนนี้เปนเวลากลางวัน.]

(เมื่อเปิดม่านมีชาวสวนคน ๑ กวาดใบไม้อยู่. สักครู่ ๑ อราลี, นางค่อม, ถือกระเช้าออกทางซ้าย, และจะไปเก็บดอกไม้ที่ต้น ๑, แต่ชาวสวนยกมือห้ามไว้.)

ชาวสวน. ไม่ได้!
อราลี. ทำไมไม่ได้?
ชาวสวน. ไม่ได้.
อราลี. ใครห้าม?
ชาวสวน. นาย.
อราลี. นายไหน? ชื่ออะไร?
ชาวสวน. ศุภางค์.
อราลี. ห้ามทำไม?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. จะเอาไว้ให้ใครชม?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. จะเอาไว้ให้ใครเก็บ?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. ใครมอบให้ศุภางค์เปนใหญ่ในสวนนี้?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. นี่จะห้ามเสมอไป หรือห้ามจำเพาะฤดูนี้?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. (ออกเคือง, พูดเสียงแขง.) นี่แกรู้ไหมว่าฃ้าคือใคร?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. ฃ้าชื่ออราลี รู้หรือยัง?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. เปนฃ้าหลวงพระอัคคะมเหสี, รู้ไหม?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. ฃ้าเคยออกมาเก็บดอกไม้ในสวนนี้ได้เสมอ, รู้ไหม?
ชาวสวน. ไม่รู้.
อราลี. (โกรธ, พูดเสียงดัง.) แกเปนคนที่กวนโทโษที่สุด. ไม่เห็นมีอะไรพูดนอกจาก “ไม่รู้”. ฃ้าขอบอกกล่าวว่าฃ้าจะเก็บดอกไม้ไปถวายเจ้านายของฃ้า. (จะไปเก็บดอกไม้อีก.)
ชาวสวน. (ยืนขวางหน้าและห้าม.) ไม่ได้!
อราลี. ฃ้าจะเก็บ!
ชาวสวน. ไม่ได้!

(ศุภางค์ออกทางหลืบขวา.)

[ฉบงง, ๑๖]

ศุภางค์. เออแน่, นางอราลี! มาทำอวดดี ส่งเสียงแจ้วแจ้วอยู่ไย?
อราลี. ให้ไพร่ไปก่อนเปนไร.
ศุภางค์. (หันไปสั่งชาวสวน.) เอาเถิดเจ้าไป ทำงานทางอื่นสักครา.

(ชาวสวนเฃ้าโรงทางขวา.)

 

อราลี. นี่แน่ะศุภางค์เสนา, เมื่อกี้ตูฃ้า กำลังจะเก็บดอกไม้,
  แต่ชาวสวนกล่าวห้ามไว้, เฃาว่าท่านได้ สั่งเฃาให้ห้ามเช่นนั้น.
ศุภางค์. ถูกแล้ว.
อราลี. เพราะเหตุใดกัน?
ศุภางค์. เพราะว่าตัวฉัน ชอบดูดอกไม้งามๆ.
อราลี. ก็ใครสั่งให้ท่านห้าม?
ศุภางค์. ทำไมจึ่งถาม?
อราลี. ก็เพราะดิฉันอยากรู้.
ศุภางค์. อยากรู้อยากเห็นเกินอยู่ ดังนี้ก็ตู ฃ้าขอกล่าวเตือนนางว่า
  ผู้ชอบประพฤติเช่นจา- ระสัตรีฃ้า มิชอบและมักหมั่นไส้;
  อันตูฃ้าเจ้านายใช้ ให้เปนผู้ใหญ่ รักษาพระอุทยานนี้,
  จึ่งห้ามว่าดวงมาลี ของท่านดีๆ มิให้ผู้ใดเก็บไป.
อราลี. ก็ดิฉันนี้คือใคร?
ศุภางค์. อันตัวนางไซร้ พิการทั้งกายและจิต!
  หลังค่อมค้อมคู้ดูผิด มนุษย์ฃาบิด แขนเบี้ยวบ่เหมือนธรรมดา
  ตัวคดใจคดอิจฉา แยงยุมุสา ใครๆ ย่อมรู้ทั่ววัง;
  รูปชั่วตัวแสนน่าชัง แล้วนางก็ยัง ไม่รู้สำนึกตัวเลย.
อราลี. ชะๆ อุแม่เจ้าเอ๊ย! ช่างพูดเพ้ยๆ นะท่านศุภางค์เสนา;
  อวดดีนักเพราะช่างหา หญิงสรวยๆ มา บำเรอพระมิ่งโมลี!
  นี่ไปหาโสเภณี มาซ่อนไว้ที่ ตำหนักในราชอุทยาน,
  จึงต้องเกะกะระราญ เพราะว่าเกรงการณ์ จะทราบถึงพระนางเธอ!
ศุภางค์. นางอราลีนี่เออ อวดดีเผยอ หยิ่งเย่อเหมือนอย่างคางคก
  ชาตินางยางหัวไม่ตก ก็คงผงก ผงาดบังอาจเอิบใจ.
  ไปเถิด, นางค่อม, รีบไป!
อราลี. ท่านจะทำไม? กล้าดีก็เชอญหน่อยซี
ศุภางค์. ฃ้าบอกว่าไปเดี๋ยวนี้! ไปเสียดีๆ, หาไม่จะเกิดเคืองกัน
อราลี. ไม่ไป!
ศุภางค์. ต้องไปโดยพลัน!
อราลี. ไม่ไป!
ศุภางค์. อย่าดัน!
อราลี. ไม่ไป!
ศุภางค์. เมื่ออยากอยู่นี่
  ก็จะให้อยู่กับที่ เฮ้ย, ออกมานี่ ไวๆ เฃ้าหวาอย่าช้า!

(ชาวสวนออกทางหลืบขวา.)

  นี่แน่ะ, นางนี้เฃาว่า ชอบอยู่สวนนา, และฃ้าก็ยอมตามใจ.
  เจ้าจงนั่งอยู่ด้วยไซร้, ระวังอย่าให้ นางลุกไปพ้นที่นี้,
  แม้ห้ามมิฟังวาที ก็เจ้าจงตี ให้แรงด้วยด้ามไม้กวาด!
  ขึ้นเสียงเถียงคำหนึ่งฟาด, สองคำสองฉาด, จริงๆ มิต้องเกรงใจ

(ศุภางค์เดิรจะไปทางขวา ก็พอปริยัมวะทาออกมาทางนั้น.)

ปริยัมวะทา. ศุภางค์, ท่านเกรี้ยวโกรธใคร?
ศุภางค์. (ชี้อราลีพลางตอบพลาง.) โกรธคนจัญไร ที่กวนโทโษสุดทน!
ปริยัมวะทา. ฃ้าขอโทษแทนสักหน, เพราะเฃาเปนคน ที่มักมิยอมแพ้ใคร.
  อราลี, อย่ายุ่งไป, ฉันขอเถิดให้ หล่อนกลับคืนเฃ้าในวัง.
อราลี. ดิฉันมาตามรับสั่ง, เมื่อดิฉันยัง มิได้ทำตามท่านใช้
  ดิฉันจะกลับอย่างไร?
ปริยัมวะทา. เอาเถิดดอกไม้ ฉันเองจะเก็บมากมาย
  แล้วให้คนไปถวาย
อราลี. ก็เมื่อคุณนาย รับแล้วดิฉันขอลา.

(เฃ้าโรงทางหลืบซ้าย.)

[ภุชงคัปปะยาตร์, ๑๒.]

ปริยัมวะทา. อะราลีแหละน่ากลัว จะก่อเรื่องระคายนา;
  พระนางคงจะใช้มา และสืบเรื่องพระภูมี.
ศุภางค์. เสด็จกลับนครหลวง ก็สับดาหะแล้วนี่,
  ประทับแรมณสวนศรี บกลับคืนนิเวศน์ใน.
  จะไม่ให้มะเหษี ระแวงนั้นไฉนได้?
  พระได้นางณป่าใหญ่ และพากลับณธานี,
  จะปิดความมิวามวู่ จะอยู่ได้ไฉนมี?
ปริยัมวะทา. ดิฉันเห็นมะเหษี ธคงทราบและหึงส์หวง.
ศุภางค์. พระนางเธอก็โทษา คะติมักจะครอบดวง
  หะทัยอยู่และใครท้วง ฤทักมักจะยิ่งใหญ่.
ปริยัมวะทา. ดิฉันนึกก็สงสาร สุนงคราญพระองค์ใหม่,
  เพราะเรียบร้อยและดูไม่ พระโอษฐจัดถนัดเถียง.
  ดิฉันมาและรับใช้ สนิธแล้วก็เห็นเนียง
  ประเสริฐแท้และควรเคียง พระองค์ผู้ประเสริฐชาย!
ศุภางค์. ก็เหตุนั้นสิฉันจึ่ง คนึงอยู่มิรู้วาย,
  บุรุษควรจะมุ่งหมาย มะโนแต่ณยอดหญิง
  วิไลยโฉมและมีใจ วิสุทธิ์ใสสอาดยิ่ง,
  ฉนั้นควรจะรักจริง และชีวิตมิเปล่าเปลือง;
  ผิเลือกคู่เพราะเพ่งทาง ประโยชน์เพียงณการเมือง,
  มิช้านานก็จำเคือง ระคายจิตระคายตา!
ปริยัมวะทา. อ๊ะพี่ชายขยายเรื่อง ฉนี้เครื่องจะเลยพา
  พะหูโทษะพลันมา กระทบกายมิบังควร.
ศุภางค์. ก็ฉันพูดกะหล่อนได้ เพราะไว้ใจนะนิ่มนวล,
  และหากหล่อนมิเล่าทวน ละก็ใครจะรั่วรู้?

(ท้าวชัยเสนกับมัทนาออกทางหลืบขวา, และพานางตรงขึ้นไปนั่งเตียงบนพลับพลา. ศุภางค์กับปริยัมวะทา และชาวสวนคลานเฃ้าโรงทางหลืบขวา.)

[วสันตดิลก, ๑๔.]

ชัยเสน. ตั้งแต่ภิเษกและอภิรมย์ ระติแนบณโฉมตรู
  พี่นี้ประหนึ่งรมะณิย์อยู่ ณพิภพสุราลัย;
  แต่ไหนมิเคยจะฤดิรื่น นิระโศกนิรามัย
  เหมือนปัจจุบันเพราะอรไทย นะสิปลูกประมวญปรีย์.
มัทนา. อ้าทูลกระหม่อมปิยะมหา สุระราชะสามี,
  ฃ้าบาทบำเรอพระบทะศรี ละก็ยังมิเพียงพอ;
  อยากมีกำลังพิริยะอีก พละไซร้จะได้ก่อ
  การอื่นบำเรอพระบทะต่อ บมิให้ระคายเคือง!
ชัยเสน. อ้าน้องสิเปนสุปฺริยะหญิง ยุวะมิ่งและขวัญเมือง,
  อันพี่ก็มียะศะประเทือง เพราะว่ะคู่วะธูขวัญ.
มัทนา. อ้าองค์พระปิ่นดิลกะรัฐ ธดำรัสละยอครัน!
  ฃ้าน้อยฤเรียกสุวะธุขวัญ วรราชะธานี?
  แท้จริงนะหญิงก็สิริวัฑ- ฒะนะได้เพราะสามี,
  หญิงโสดจะเรืองยะศะและศรี ละก็แสนจะยากเย็น.
ชัยเสน. หากพร้อมสุคุณก็ศุภะลัก- ษณะนาริย่อมเปน
  ขวัญเมืองประดุจระตะนะเห็น บมิต้องประกอบทอง!
มัทนา. สามีสิเปนระตะนะเลิด และจุฑามณีของ
  นารีและอาภะระณะผอง บมิยิ่งสุภรรดา.
ชัยเสน. อันชายจะมีสุนิธิใด ก็บเปรียบกะภรรยา,
  เปนศรีและศักดิระตะนา ทิประดับประดาเรือน.
มัทนา. สุขใดจะเปรียบปะระมะสุข ปฺริยะนี้บ่มีเหมือน.
ชัยเสน. เพื่อนใดจะมีประดุจะเพื่อน ฤดิร่วมสิเนหา.

(พระนางจัณฑีออกทางหลืบซ้าย, มีฃ้าหลวงตามหลังตามสมควร. จัณฑียืนดูท้าวชัยเสนกับมัทนาอยู่ครู่ ๑ แล้วจึ่งเฃ้าไปบังคมท้าวชัยเสน.)

[อุปชาติ, ๑๑.]

จัณฑี. ประณตยุคลบาล นรนาถะราชา.
  หม่อมฉันสดับวา- ทะระบือสนั่นไป
  ถึงในนิเวศน์ว่า พระนรินทะราชไซร้
  เสด็จณถิ่นไพร พระสนุกสนานนัก;
  ก็คอยจะเฝ้าองค์ วรภูมิทรงศักดิ์,
  หลายวันพระยังพัก ณพระมาละกาคาร;
  ครั้นว่าจะรออยู่ ก็จะดูมิเฃ้าการ,
  จะเสียและสามาญ ดุจะขาดสุภักดี.
  ฉนั้นทนงอาจ ยุระยาตร์ณสวนศรี,
  ขอมิ่งมกุฎมี กรุณาและงดโทษ;
  ใช่แสร้งจะมาขัด พระหทัยฤทำโกรธ,
  เพราะถึงจะไม่โปรด ฤก็คงบฃาดไป.
  และหวังจะมาพบ อรเอกะอำไพ,
  ซึ่งองค์พระทรงชัย กรุณาและพากลับ
  จากในพนารัณ- ยะกะฃ้าก็มารับ
  และเปล่งกระแสร์ศัพท์ ประจุคมอุดมดี.
ชัยเสน. กระไรนะแดกดัน และประชดนะจัณฑี!
  นางเปนมะเหษี ละก็ควรจะอยู่วัง.
  ไม่ควรจะด่วนมา และอุวาทะเสียงดัง,
  ดุดื้อจะมีหวัง สุประโยชน์ณฐานใด?
  ก็ตามประเพณี พระบิดาประสาทให้
  มาเพื่อประพันธ์ไม- ตฺริระหว่างประเทศสอง,
  แล้วฉันก็ตั้งใจ ทนุนางและยกย่อง,
  ก็คงจะคู่ครอง บมิเริดมิร้างกัน.
จัณฑี. มิเริดมิร้างจริง ละสิจึ่งกระหม่อมฉัน
  นั่งแกร่วณวังจันทร์ บมิเห็นเสด็จไป.
ชัยเสน. ฉันพึ่งจะกลับจาก วนะเฃตตะใหม่ๆ
  จะเฃ้าณวังใน ก็จะอัดอุราแท้.
จัณฑี. จะอัดอุราจริง ละเพราะจำจะทิ้งแม่
  รูปทองจะหมองแด เพราะวิโยคก็เหลือทน!
มัทนา. อันว่าดะนูนี้ ฤจะยึดพระจุมพล?
  พระอยากเสด็จดล ก็บเคยจะขืนขัด.
จัณฑี. ดะนูก็รู้ว่า พระสิโปรดนะแน่ชัด,
  เหตุว่านะรีรัตน์ บมิมีจะขัดขืน!
  หญิงใดตระหนี่ตัว ละก็ผัวบรักยืน,
  ฉนั้นบขัดขืน และประจบสิผัวรัก;
  ดะนูสิเปนลูก วระราชะทรงศักดิ์,
  ถือยศบรู้จัก จะประจบประแจงดี,
  ที่ไหนจะสู้เยา- วสุดาพระโยคี!
ชัยเสน. อ๊ะ! อย่านะจัณฑี; วจะเธอนะเกินไป!
มัทนา. พระองค์จะตรัสห้าม วรเทวิทำไม?
  นางเปนสุดาไท้ อธิราชะราชัน,
  ถึงหากจะตรัสด่า ก็บเจ็บกระหม่อมฉัน,
  เพราะองค์พระทรงธรรม์ กรุณาก็พอใจ.
  พระนางจะกริ้วกราด ก็มิถึงกะบรรลัย,
  โดยบาระมีไท้ สิริร่มนะเกศา.
จัณฑี. ถึงฉันจะไร้ซึ่ง พระมหากะรูณา,
  ก็ยังมิชั่วช้า และบ่หมดนะยางอาย.

[สุรางคณา, ๒๘]

ชัยเสน. เหม่นางจัณฑี พูดจาครานี้ แสนจะหยาบคาย!
  เธอเปนธิดา ราชาฦๅสาย ไฉนปากร้าย ราวแม้ค้าปลา?
จัณฑี. หม่อมฉันสามาญ เพราะพระองค์ท่าน หมดพระเมตตา;
  หากฃ่าวระบือ ฦๅจากภารา ถึงพระบิดา คงเสียหทัย.
ชัยเสน. นี่จะมาโกรธ และมุ่งกล่าวโทษ ฉันผิดอันใด?
จัณฑี. พระองค์ทรงฤทธิ์ จะผิดอย่างไร? พระองค์เปนใหญ่ เหนือผู้เหนือคน
  ถึงจะรับนาง ใดๆ จากกลาง อรัญไพรสณฑ์
  มายกมาย่อง ก็ต้องจำทน เพราะฃ้าเปนคน อาภัพอัปรีย์.
ชัยเสน. เธอก็มีศักดิ์ ใยพูดหยาบนัก นะนางจัณฑี?
  ควรยังถือมั่น ฉันเปนสามี, และไม่ควรที่ กล่าวถ้อยหยาบช้า.
  ฉันขอบอกให้ เธอจงเฃ้าใจ ว่ามะทะนา,
  ก็เปนนารี ศรีสุชาดา ไม่หย่อนไปกว่า ลูกท้าวมคธ.
  หล่อนควรเปนคู่ เคียงตัวฉันอยู่ สมศักดิ์สมยศ;
  เธออย่าพูดมาก ไม่อยากฟังพจน์, ถึงท้าวมคธ จะไม่พอใจ,
  ใช่ว่าตัวฉัน จะนึกประหวั่น พรั่นจิตเมื่อไร;
  ถึงจะพิโรธ โกรธก็โกรธไป, ตัวฉันมิได้ เปนฃ้าขอบขัณฑ์.
  มคธราชา กับพระบิดา สิท่านชอบกัน,
  จึ่งได้ตกลง สององค์กล่าวหมั้น ตัวเธอกับฉัน ไว้แต่ยังเยาว์;
  ใช่ฉันตะกาย ไปรักโฉมฉาย เองเมื่อไรเล่า,
  สองบิดาท่าน จัดการให้เรา, ฝ่ายฉันนี้เล่า กอบกะตัญญู
  จึ่งยอมตามท่าน และไปทำการ แต่งกับโฉมตรู,
  แต่กระนั้นไซร้ ก็ได้เลี้ยงดู สมควรแก่ผู้ เปนมหิษี.
  ฉันจงใจรัก, และผินงลักษณ์ มีจิตไมตรี
  คงจะไม่ต้อง ขุ่นหมองครานี้; ขอจงตริดี ก็คงแลเห็น.
จัณฑี. หม่อมฉันเฃ้าใจ ว่าทรงเลี้ยงไว้ ก็เพราะจำเปน!
ชัยเสน. ตามใจเถิดหนา! ถ้าเธอนึกเช่น นั้นก็อาจเปน เช่นเธอเฃ้าใจ!
  มา, มะทะนา, เราไปดีกว่า, อยู่อีกทำไม?
  ขืนอยู่ฟังเสียง ก็เถียงกันไป ยืดยาวยิ่งใหญ่ ไม่เปนแก่นสาร!

(ท้าวชัยเสนจูงมือมัทนาพากันเฃ้าโรงไปทางหลืบขวา. พอสองคนนี้ไปพ้นอราลีก็ออกมาทางหลืบซ้าย.)

[อุเปนทะวิเชียร, ๑๑.]

จัณฑี. ชะฉาอะราลี อิอะปรีย์อิตัวการ.
  กระไรละเหิมหาญ บมิรู้สำนึกตัว;
  อิโสภิณีดี ตะประจบสำออยผัว,
  แน่ะมึงนะเงาหัว บมิมีละรู้ไหม?
  พระผัวก็มัวหลง และพะวงอิชาวไพร,
  บนึกว่ะกูไซร้ สิสุดามคธราช.
  ผิกูจะใช้คน จรยังชะนกนาถ
  และทูลคดีกาจ ฤวะไท้จะดูดาย?
อราลี. พระนางพิโรธกริ้ว นะก็ควรจะมากมาย,
  และเหตุก็แรงร้าย จะมิทรงพิโรธฤๅ?
  ก็แต่จะพาที บมิได้ถนัดฮือ!
  เพราะเกรงจะอึงอื้อ จะมิพ้นละโทษทัณฑ์.
  ฉนั้นเสด็จกลับ พระนิวาศะโดยพลัน,
  และถึงกระหม่อมฉัน ก็จะทูลอุบายดี,
  และคงจะทรงชำ- นะอมิตร์ละเทวี.
จัณฑี. ฉนั้นก็ไปที, เพราะจะอยู่ก็ป่วยการ.

(พระนางจัณฑี, อราลี, และฃ้าหลวงเฃ้าโรงทางหลืบซ้าย.)

ตอนที่ ๒

ริมรั้งค่ายหลวง, ตำบลกุรุเกษตร์.

[ใช้เปนม่านม้วนทิ้งระหว่างหลืบ, เขียนเปนภาพรั้วค่ายระเนียด.]

(ท้าวชัยเสน, แต่งเครื่องรบ, ออกพร้อมด้วยศุภางค์และนายทหารอีกสองสามคน.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑]

ชัยเสน. การยุทธะนาใหญ่ ก็วิชัยณวันวาน.
  เห็นพวกศะตรูพาล จะระส่ำระสายนัก;
  คงยังมิอาจยก ฤระดมประหารหัก,
  หากเราจะตั้งรัก- ษะระเนียดก็คงไหว.
  บัดนี้นะกูแสน จะวิตกสทกใจ,
  ด้วยข่าวว่ะทรามวัย มะทะนาประชวรอยู่,
  จึ่งใคร่จะไปกรุง และก็มุ่งจะไปดู
  เยี่ยมแล้วฤตัวกู ก็จะกลับณค่ายพลัน.
ศุภางค์. ฃ้าภักดิจึ่งทูล วรบาทพระทรงธรรม์,
  ฃ้าคิดระแวงครัน เพราะว่ะศึกสิล่อแหลม.
  เกรงว่าจะมีผู้ ทุจริตและทำแกม
  กลกอบอุบายแต้ม วจะล่อพระภูมี,
  เพื่อให้เสด็จกลับ วระราชะธานี.
ชัยเสน. ที่เจ้าวิตกนี้ นะก็ออกจะควรอยู่,
  จัณฑีสิหมายมุ่ง มนะพาลประหารกู,
  จึ่งบอกบิดาจู่ จระพลพะหลมา.
  เออนึกอนาถจริง ละนะหญิงวิหิงสา,
  แรงฤทธิอิจฉา บมินึกละหน้าหลัง.
  โชคดีทหารเรา ฤก็พร้อมพะลังขลัง,
  อันท้าวมคธหวัง จะประยุทธะเร็วแท้
  แต่ยังมิเร็วพอ และฉนี้นะจึ่งแพ้,
  กูจึ่งมิกลัวแม้ จะประยุทธะอีกหน.
  กูคิดจะไปเยี่ยม มะทะนาและพอยล
  แล้วกลับจะนำพล รณะสู้ศะตรูพาล.
  จงสั่งยุธาชิต วระเสนิชัยชาญ
  ให้อยู่และบงการ อภิรักษะค่ายไว้;
  ส่วนเจ้าแหละจงเตรียม วรราชมะโนมัย,
  อีกตัวก็เตรียมไป วรธานิกับกู.

(ท้าวชัยเสนและบริวารเฃ้าโรงทั้งหมด.)

ตอนที่ ๓

สวนหลวงฃ้างพระราชวัง, ในกรุงหัสตินาปุระ.

[ฉากเหมือนตอนที่ ๑ แห่งองก์นี้เอง, แต่ในตอนนี้เปนเวลากลางคืน.]

(พระนางจัณฑีนั่งอยู่บนเตียงบนศาลา; อราลีนั่งที่ระเบียงศาลา, และพราหมณ์วิทูรนั่งกับพื้นตรงหน้าศาลา. ที่กลางเวทีมีฟืนจัดสุมไว้พร้อมให้จุดไฟขึ้นได้ง่าย ๆ.)

[สาลินี, ๑๑.]

อราลี. ตามฃ่าวหม่อมฉันได้ นะก็เห็นจะดีอยู่;
  เฃาว่าสมเด็จภู- ธระเตรียมเสด็จกลับ.
  หม่อมฉันจึ่งสั่งว่า ผิวะท้าวธมาถับ
  ให้รีบมาบอกฉับ ก็จะเดิรอุบายต่อ.
จัณฑี. ส่วนฃ่าวการสงคราม บมิได้ละฤๅหนอ?
อราลี. ทัพของสมเด็จพ่อ ธประจนประจัญพลัน,
  แต่ฝ่ายฃ้างทัพกรุง ฤก็รู้และรับทัน,
  ทั้งกลับเขี้ยวขับขัน พละฝ่ายมคธถอย;
  ขืนรออยู่ช้าอีก ละก็น่าจะเสียรอย.
จัณฑี. พ่อแพ้ลูกคงพลอย บมิรอดละครานี้!
  อย่างไรท่านอาจารย์? ทิชะท่านก็เปนชี
  ชาวแคว้นของฃ้านี้, ก็จะช่วยฤฉันใด.
วิทูร. ตูฃ้าเปนชาวขัณ- ฑะสิมามะคธไซร้,
  หากช่วยให้มีชัย ก็จะแสนสราญบาน;
  ส่วนที่ให้ทำกิจ กละแม้นสิเน่ห์หาญ,
  ทูลจริงแด่นงคราญ บมิใคร่จะชอบจิต,
  หากท้าวเธอกริ้วโกรธ ดนุฤๅจะพ้นผิด?
อราลี. ถึงแม้ว่าทรงฤทธิ์ จะพิโรธและลงทัณฑ์
  เท่าใดไม่ได้ว่า นิระเทศะเท่านั้น,
  อาจารย์กลับยังขัณ- ฑะมคธก็คงได้
  บำเหน็จบำนาญพอ ละนะท่านจะทุกข์ใย.
จัณฑี. จริงหนอเราขอให้ วะจิสัตย์ปะฏิญญา
  หากท่านทำการสม ดนุนี้ประสงค์นา,
  เชื่อเถิดว่าตูฃ้า จะมิลืมวิปฺราจารย์;
  โคนมนับด้วยพัน ก็จะให้บเนิ่นนาน,
  อีกทั้งให้เรือนชาน, พหุทาสะมากมี,
  เฃตบ้านที่ท่านอยู่ ก็จะเพิ่มเฉลิมศรี
  ยกขึ้นเปนเมืองมี วรเวสม์วิเศษสรรพ์,
  เปนเมืองเลื่องฦๅยศ ณมะคธประเทศขัณฑ์,
  ท่านเองเปนราชัน อุปราชะเรืองยศ.
วิทูร. ตูฃ้านี่แก่เฒ่า วยะนั้นก็จวนหมด,
  คิดหาซึ่งลาภยศ บมิควรณขวบนี้.
อราลี. ถึงเฒ่าท่านอาจารย์ ฤก็บุตร์และหลานมี,
  ยามเห็นโอกาสดี บมิควรจะทิ้งนา.
  แลขอจงจำไว้ ผิมิรับพระบัญชา,
  อาจต้องยากแค้นสา- หสะแท้นะอาจารย์.
  อาจมีผู้โจทย์ว่า มะคะธาธิราชท่าน
  ใช้ให้ท่านอาจารย์ จระสู่พระธานี,
  เพื่อให้ทำกิจจา- ระบุรุษณที่นี้;
  เช่นนั้นท่านยอดชี ก็จะยากลำบากใจ!
วิทูร. ไม่จำต้องกล่าวขู่ เพราะดนูก็แก่ไม่
  เกรงซึ่งมัจจูภัย และบห่วงณชีวี.
  หากรับทำการใด ก็เพราะใจแหละภักดี
  แด่องค์เทวีศรี และสนองพระบาทา.

(เกศินีออกทางหลืบซ้าย, ตรงไปหาอราลี.)

[ฉบงง, ๑๖]

เกศินี. บัดนี้มีผู้ชายมา บอกว่าราชา เสด็จจะถึงอุทยาน.
อราลี. ไวๆ เถิดท่านอาจารย์, ท่านจงเริ่มการ พิธีดังที่นัดไว้.
วิทูร. ตูฃ้าขอกล่าวอีกไซร้ ว่ายังมีใจ ตะขิตตะขวงมากอยู่.
อราลี. อย่ามัวร่ำไรขรัวครู เดี๋ยวท่านจะจู่ มาถึงมิทันลงมือ

(วิทูรลุกไปจัดการจุดกองไฟ, และนั่งขัดสมาธิ์ประนมมือ, เอาย่ามวางไว้ข้างตัว.)

จัณฑี. ส่วนกูจะอยู่นี่ฤๅ จะแอบเสียหือ?
อราลี. พระนางต้องแอบก่อนดี.
  ต่อเมื่อเห็นเหมาะท่วงที, เสด็จมานี่, ประหนึ่งว่าพึ่งทรงทราบ
  ว่าเฃานี้คิดการหยาบ, และเพื่อบำราบ จึ่งสู้เสด็จออกมา.
  เกศินีอยู่นี่นา, และทำเหมือนว่า เปนผู้ร่วมคิดกับพราหมณ์,
  ต่อนั้นจงได้ทำตาม ที่ฉันบอกความ ไว้แต่เมื่อบ่ายนี้ไซร้.
  เฃ้าใจดีแล้วฤๅไฉน?
เกศินี. ดิฉันเฃ้าใจ, และจะทำทุกสิ่งสรรพ์.
อราลี. ดีแล้วอย่าได้นึกพรั่น, เพราะว่าโทษทัณฑ์ อย่านึกเลยว่าจะมี,
  และหากการสำเร็จดี แล้วองค์เทวี คงจะประทานรางวัล.
จัณฑี. จริง, อย่าวิตกข้อนั้น.
เกศินี. อันตัวหม่อมฉัน ขอเพียงแต่ได้รับใช้.
จัณฑี. ดีแล้วละ, กูขอบใจ.
อราลี. เชอญเสด็จไป ไวๆ ดีกว่าเทวี.

(จัณฑีกับอราลีเฃ้าโรงไปทางขวา. ฝ่ายวิทูรคงนั่งหลับตาและเล่ามนตร์พึมพำอยู่, และเกศินีนั่งดูพราหมณ์ด้วยอาการเอาใจใส่มาก. อีกครู่ ๑ ท้าวชัยเสนออกทางซ้าย, มีศุภางค์, นันทิวรรธนะ, และบริวารอีก ๓-๔ คนตามมาด้วย. ท้าวชัยเสนเห็นวิทูรนั่งอยู่ก็ชงัก.)

[สุรางคณา, ๒๘.]

ชัยเสน. นันทิวรรธนะ! นี่ใครกันวะ มานั่งอยู่นี่?

(วิทูรกับเกศินีทำเปนตกใจ, กราบท้าวชัยเสนแล้วหมอบตัวสั่น.)

(นันทิวรรธนะค้นในย่ามของพราหมณ์, ได้รูปปั้นด้วยขี้ผึ้งสามรูป.)

นันทิวรรธนะ. แกมาจากไหน? ทำไมธชี ไม่รู้หรือนี่ เปนที่สวนหลวง?
วิทูร. โอย, เจ้าประคุณ จงโปรดการุญ ที่ฃ้าล้ำล่วง
  เฃ้ามาถึงได้ ที่ในสวนหลวง, ละลาบละล้วง ถึงระโหฐาน.
  ฃ้านี้ผิดแท้ ควรรับโทษแน่ ทุกๆ ประการ,
  เพราะเฃ้าใจผิด คิดว่านงคราญ เธอโปรดประทาน โอกาสจึ่งมา.
ชัยเสน. ออกชื่อนางใด? พราหมณ์จงบอกไป, เรายังกังฃา.
วิทูร. ขอทูลเทวะ ว่าพระชายา นามมะทะนา ตรัสเรียกมาไซร้.
ชัยเสน. อ๊ะ! พราหมณ์ขี้ตู่ เราฟังๆ ดู ยังออกแคลงใจ.
วิทูร. นางนี้ได้ออก ไปบอกฃ้าไซร้ ว่ารับสั่งใช้ ให้ตามฃ้ามา.
ชัยเสน. อย่างไรสาวน้อย, มึงรับใช้สรอย ไปจริงหรือหวา?
เกศินี. เพคะเปนจริง ทุกสิ่งเช่นว่า; พระราชอาญา ไม่พ้นเกศี.
ชัยเสน. ก็เทวีไซร้ ให้ทำอะไร หนอเฒ่าธชี?
วิทูร. ฃ้ากำลังเริ่ม ประเดิมอัคคี เพื่อทำพิธี การฝังอาถรรพ์.
ชัยเสน. เอ๊ะ! หากว่าจริง ละก็เปนสิ่ง ที่โทษฉกรรจ์!
  เร็วๆ ค้นย่าม ของพราหมณ์นี้พลัน, ดูว่าในนั้น จะมีสิ่งใด.
นันทิวรรธนะ. มีรูปขี้ผึ้ง เปนสามรูปซึ่ง พราหมณ์ปั้นเตรียมไว้;
  รูปหนึ่งหนามแหลม มีแนมเหน็บใส่ ตรงที่หทัย และตรงอุทร;
  อีกสองรูปปั้น เปนคู่ติดกัน เช่นคู่สมร,
  เพราะต่างกอดรัด ตระวัดเกี่ยวกร, ชายกับบังอร เชิงชู้คู่ใจ.
ชัยเสน. เอ๊ะพราหมณ์หมอเฒ่า นี่อย่างไรเล่า จะคิดทำใคร?
  แกจงแถลง ให้แจ้งทันใด โดยจริงหาไม่ จะต้องเคืองกัน.

[อุปัฏิตา, ๑๑.]

วิทูร. อ้าสมมะติเทพ ดนุนี้จะทูลพลัน,
  ถ้วนถี่คะติสรร- พะบปิดบบังความ:
  นางเกศินินี้ นะสิไปและกล่าวตาม,
  ว่ามีวธุงาม จะประสงค์ดะนูนี้
  ให้ช่วยและกระทำ พิธิกอบอะถรรพ์ดี;
  หนึ่งเพื่อมะละชี- วิตะแห่งสุภรรดา,
  สองเพื่อจะประพันธ์ ฤดิชู้สิเนหา;
  นางพาดะนุมา บมินานณสวนขวัญ.
  พอถึงดะนุเริ่ม วิธิการบนานครัน,
  แล้วองค์วรธรร- มิกะราชเสด็จมา.
  อันว่าคุรุทัณฑ์ วรราชะอาญา
  ไม่พ้นศิระฃ้า เพราะว่ะผิดละจริงไซร้.

[ฉบงง, ๑๖.]

ชัยเสน. เหวยอีทาสีอย่างไร? ที่พราหมณ์เฃาให้ การนี้ถูกต้องหรือหวา?
เกศินี. เพคะ, ถูกตามเฃาว่า; ปฺริยัมวะทา ใช้ฃ้าไปตามพราหมณ์นี้.
ศุภางค์. อันว่านางเกศินี เปนฃ้าเทวี องค์ผู้ประทับวังใน,
  และเมื่อก่อนๆ นี้ไม่ เคยเห็นรับใช้ ที่ในพระแม่มัทนา,
  ก็ฉันใดเล่าจึ่งมา เปนตัวการฃ้า ยังนึกระแวงแคลงใจ!
เกศินี. ดิฉันมาจากวังใน เพื่ออยู่รับใช้ ที่คุณปฺริยัมวะทา,
  และเหตุนี้เองสิฃ้า จึ่งได้เลยมา เกี่ยวในคดีเรื่องนี้.
นันทิวรรธนะ. อันรูปบุรุษที่มี หนามเหน็บอยู่นี้ มุ่งหมายเปนรูปผู้ใด?
เกศินี. หมายเปนพระองค์ทรงชัย และฃ้างในใส่ เส้นพระเกศาทรงศักดิ์.
นันทิวรรธนะ. ก็รูปหญิงชายร่วมรัก กันนี้เล่าจัก มุ่งเอาเปนรูปผู้ใด?
เกศินี. อันรูปนารีนั้นไซร้ คือองค์ทรามวัย ผู้เนาณราชอุทยาน,
  ส่วนรูปบุรุษคือท่าน ผู้นายทหาร มีนามศุภางค์เสนี.
ศุภางค์. ฉันใดมุสาพาที ใส่ความเช่นนี้, ใครสั่งใครสอนเจ้ามา?
ชัยเสน. เฮ้ยคนหนึ่งไปอย่าช้า, เชอญพระชายา กับนางกำนัลมานี่.

(มหาดเล็กคน ๑ เฃ้าโรงไปทางขวา. ท้าวชัยเสนขึ้นนั่งบนเตียงบนศาลา.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ศุภางค์. อ้าเทวะฃ้านบ ณพระบาทยุคลศรี,
  ขอจงพระภูมี กรุณาณฃ้าไท;
  ในงานพระสงคราม ฤก็ตามเสด็จไป,
  เหตุนั้นละฉันใด ดนุนี้จะคิดร้าย?
  หากคิดมิดีแล้ว ก็จะทูลพระฦๅสาย
  โดยถ้อยทุโรบาย และสมัคพิทักษ์นาง;
  โดยเหตุพระองค์ทรง พระประสงคะมีอย่าง
  นั้นอยู่ก็เปนทาง ดนุควรจะฉวยพลัน;
  แต่ฃ้าสินึกเกรง ผิจะอยู่ณสวนขวัญ
  อาจดูมิดีครัน, เพราะว่ะคนจะนินทา.
  นี่ตามเสด็จจาก วรราชะภารา
  ยังมีอมิตร์หา คติโจทย์ณครานี้.
  ในวาทะกล่าวโทษ ผิวะข้อพิรุธมี,
  ขอจงประหารชี- วิตะฃ้าและวงศ์วาร.
  แต่ว่าผิฝ่ายโจทย์ นะมุสาและแกล้งพาล,
  ฃ้าขอพระภูบาล กรุณาณฃ้าไท.

(มหาดเล็กกลับออกมาทางขวา, และปริยัมวะทามาด้วย.)

[ฉบงง, ๑๖.]

ชัยเสน. ปฺริยัมวะทาอย่างไร มะทะนาไม่ มาด้วยกับเจ้าฤๅหวา?
ปริยัมวะทา. เทวีให้หม่อมฉันมา บังคมทูลว่า กำลังเวียนพระเศียรนัก,
  อีกสักครู่หนึ่งจึ่งจัก มาเฝ้าทรงศักดิ์ และกราบพระบาทภูมี.
ชัยเสน. นันทิวรรธนะบัดนี้ จงถามคดี ที่นางปฺริยัมวะทา.
นันทิวรรธนะ. บัดนี้มีผู้กล่าวหา ตัวคุณนี้ว่า ใช้นางฃ้าหลวงไปตาม
  หมอเฒ่าชื่อวิทูรพราหมณ์, ฃ้าจึ่งขอถาม ข้อนี้ให้การฉันใด?
ปริยัมวะทา. เอ๊ะ! นางฃ้าหลวงคนไหน?
นันทิวรรธนะ. (ชี้เกศินี.) นางคนนี้ไซร้.
ปริยัมวะทา. เอ๊ะ! ดูน่าสงสัยนัก!
  นางไม่เคยอยู่ตำหนัก ขององค์นงลักษณ์ และมิได้เคยเปนฃ้า.
นันทิวรรธนะ. นางโน่นจงให้การมา.
เกศินี. คำให้การฃ้า ก็ยืนอยู่อย่างเดิมไซร้.
  คุณปฺริยัมวะทาใช้ ให้ฃ้านี้ไป ตามพราหมณ์มาทำพิธี.
ปริยัมวะทา. เอ๊ะ! กล่าวอะไรเช่นนี้? จะทำพิธี ทำไมเพื่อเหตุดังฤๅ
เกศินี. คุณไม่ต้องทำใขสือ ดิฉันสิถือ ว่าคุณเปนมุลเปนนาย,
  ถึงคราอับจนก็หมาย จะพึ่งคุณนาย, กลับปฏิเสธเช่นนี้.
ปริยัมวะทา. นางนี่มุสาสิ้นดี!
นันทิวรรธนะ. ฃ้าต้องขอที อย่ากล่าวผะรุสวาจา.
  นางทาสีให้การว่า กำลังทำอา- ถรรพ์เพื่อประทุษภูบาล,
  อีกเพื่อให้เยาวะมาลย์ กับขุนทหาร ได้ร่วมสิเน่ห์สมใจ.
ปริยัมวะทา. หากพราหมณ์ทำเช่นนั่นไซร้ ละก็มิใช่ เพราะว่าดิฉันสั่งแท้.
นันทิวรรธนะ. เฃากล่าวโทษคุณเพียงแต่ ว่าสาระแน สั่งแทนผู้อื่นอีกต่อ
ปริยัมวะทา. จะแทนใครได้อีกหนอ?
นันทิวรรธนะ. นั่นสิเปนข้อ ที่อยากจะถามต่อไป.
ปริยัมวะทา. ดิฉันมิได้รับใช้ ผู้หนึ่งผู้ใด ให้คิดซึ่งกิจเลวทราม,
  มิได้ใช้ใครไปตาม ตามหมอเฒ่าพราหมณ์, ไม่เคยรู้จักขรัวครู.
  ดิฉันเปนฃ้าพระภู- มินาถก็อยู่ เปนสุขทุกเมื่อเกษมศานติ์.
ชัยเสน. มัวซักเช่นนี้ป่วยการ, ต่างคนดื้อด้าน มิยอมจะถอนวาจา.
  ศุภางค์, เจ้าได้กล่าวว่า มิได้เสนหา กับมัทนาอย่างใด
  กูเห็นว่านางนั้นไซร้ มีโทษผิดใหญ่ สมควรประหารชีวี;
  จงชักดาบออกบัดนี้ แล้วรีบเร็วรี่ ไปตัดเอาหัวนางมา!
ศุภางค์. เทวะ!
ชัยเสน. ว่ากระไรหวา?
ศุภางค์. เทวะ-
ชัยเสน. เออน่า! จะพูดก็อย่าร่ำไร

[อินทะวิเชียร, ๑๑]

ศุภางค์. ฃ้าเคยฉลองบาท ธุลิองค์พระทรงชัย,
  แต่เล็กประจวบใหญ่ บมิเคยจะขัดคำ;
  เมื่อมีพระบัญชา ละก็รับและรีบทำ,
  ถึงหากจะชอกช้ำ ฤจะเจ็บวรินทรีย์
  แทบตายบวายเพียร และผิยังบเสร็จดี
  เพียรจนประจวบที่ นรนาถะบัญชา
  อังคาพะยพของ ดนุเปนพยานว่า
  เคยทนและเคยฝ่า พหุอันตะรายแท้,
  ทั่วกายะฃ้านี้ ฤก็มีนะบาดแผล
  เพื่อได้แสดงแก่ นระชนผิอยากดู;
  ทุกแผลก็สักขี จะแสดงกะตัญญู,
  บาดเจ็บก็โดยภู- ธระใช้ประจนศึก.
  ในงานพระผ่านเผ้า บมิเคยจะหยุดนึก,
  ใช้ไหนก็ใจฮึก บมิเคยจะกลัวใคร.
  แต่ว่าณครานี้ นรนาถะทรงใช้
  ให้ฃ้าพระบาทไป และประหารพระชายา
  ผู้ปราศะจากมล- ทินะโทษฉนี้นา,
  ขอรับพระอาญา เพราะมิอาจะรับใช้.
  อันชีวิของฃ้า จะพะวงก็หาไม่,
  ขอมอบถวายไว้ ณธุลีลอองบาท.
  ไหนๆ จะตายแล้ว ละก็ขอทำนูลนาถ,
  ผู้คิดอุบายกาจ นะมิใช่พระเทวี
  ซึ่งตามเสด็จจาก หิมะวันอรัญศรี;
  ต่อไปอะมรมี วระทิพฺยะเนตร์คง
  เผยผายขยายลัก- ษะณะผู้ขบถบ่ง
  ชัดเจนจะเห็นตรง ฤวะคดนะคือใคร!

[สุรางคณา, ๒๘]

ชัยเสน. อุเหม่ศุภางค์ ตัวมึงนี่ช่าง เจรจาสาไถย,
  ยิ่งพูดยิ่งนัว เฃ้าตัวร่ำไป มึงจะอยู่ใย หนักปัฐพี.
  เหวยนันทิวรรธน์ จับศุภางค์มัด เอาไปทันที,
  แล้วฆ่ามันให้ บรรลัยคืนนี้ คนคดอัปรีย์ มิควรอยู่นาน.
  ส่วนมะทะนา ก็อหังการ์ ริเริ่มเหิมหาญ,
  ขืนจะเอาไว้ ต่อไปไม่นาน ก็คงคิดการ ประหารกูตาย.
  จงเอาโฉมตรู ไปพร้อมกับชู้ ของนางโฉมฉาย,
  ฆ่าเสียด้วยไซร้ จะได้สมหมาย พร้อมๆ กันตาย ไปคู่เคียงกัน
  ปฺริยัมวะทา ก็ชั่วหนักหนา ไม่ควรเลี้ยงมัน,
  จงขับนางออก นอกเมืองกูพลัน และอย่าให้มัน นั้นกลับคืนมา
  ฝ่ายนางทาสี โทษก็ควรมี จงลงอาญา,
  ส่งมันจำไว้ ในตรุจนกว่า จะครบเวลา รวมได้สามปี.
  ตาพราหมณ์หมอเฒ่า วุ่นวายนักเล่า ผิดมากครานี้,
  จงตระเวนรอบ ขอบเฃตธานี แล้วขับธชี พ้นเฃตภารา!

(นันทิวรรธนะถวายบังคม, แล้วพาตัวศุภางค์, ปริยัมวะทา, วิทูรและเกศินีเฃ้าโรงไปทางหลืบขวา. ท้าวชัยเสนนั่งตลึงอยู่บนเตียงครู่ ๑, แล้วซบหน้าลงกับหมอนร้องไห้, พระนางจัณฑีออกทางหลืบขวา, ตรงไปกราบท้าวชัยเสน, และสำออย. อราลีแอบมองจากหลืบขวา.)

[อุปชาติ, ๑๑.]

จัณฑี. พระทูลกระหม่อมแก้ว ดนุนี้ทนงนา
  โดยฝืนพระบัญชา ก็เพราะรู้ว่าเกิดความ
  ชั่วช้าและสามาญ คติแสนจะเลวทราม,
  มิหนำณสงคราม พระก็ต้องพะวงนัก.
  คดีก็จบแล้ว ภยะแคล้วพระทรงศักดิ์,
  ผู้คิดขบถจัก บมิหาญละต่อไป;
  แต่ราชะสงคราม นะสิยังบหยุดได้
  ดนูจะขอไป ณ สนามประยุทธา;
  เพราะอาจจะห้ามทัพ วรราชบิดาฃ้า,
  ผู้ทรงพระโกรธา เพราะว่ะเฃ้าพระทัยผิด,
  คิดว่าพระองค์กับ ดนุนี้นะหมางจิต;
  ผิทราบพระทรงฤทธิ์ และดนูบหมางกัน;
  พระจอมมะคธราษฎร์ จะระงับพิโรธพลัน,
  แล้วมิตระสัมพันธ์ ก็จะมีประดุจเคย.
  โอกาสวิเศษนี้ บมิควรจะทิ้งเลย,
  ผิฝ่าพระบาทเฉย ละก็คงบตัดรบ.
ชัยเสน. ชะเก่งละจัณฑี ชะชะมีอุบายครบ,
  เตรียมเพื่อจะตัดรบ รณะด้วยจะห้ามทัพ!
  การศึกก็เธอก่อ ขณะนี้จะขอดับ,
  ผิฉันจะยอมรับ ก็จะอวดว่ะยอมแพ้.
  ฉนั้นสิฉันมุ่ง รณะยุทธะอีกแท้.
  คอยดูเถิดหนอแน่ ละจะฝากกำนลมา;
  ฉันคิดจะส่งเศียร มะคะธาธิราชา
  แหละให้กะโฉมนา- ริขบถณสามี!

(ท้าวชัยเสนลุกขึ้นกระทืบตีนแล้วเดิรดุ่มเฃ้าโรงทางซ้าย, พร้อมด้วยบริวาร. ฝ่ายพระนางจัณฑีนั่งตลึงอยู่. อราลีก็เชง้อมองอยู่ด้วยความตกใจ.)

(ปิดม่าน)


องก์ที่ ๕

ตอนที่ ๑

พลับพลาในค่ายหลวงที่ตำบลกุรุเกษตร์.

[ฉากเปนห้องประทับที่ฃ้างในพลับพลา, ซึ่งมีม่านทองกั้นแทนฝาทั้งด้านขวาและด้านซ้าย; ด้านหลังมีม่านรวบผูกให้แหวกตรงกลางเปนช่องเฃ้าออก, มีลับแลตั้งบังช่องนี้. ทางด้านซ้ายมือมีเตียงตั้งอยู่ชิดม่าน มีราชอาสน์และหมอนทอด, และเครื่องราโชปโภคตั้งพอสมควร.]

(เมื่อเปิดม่าน, ท้าวชัยเสนเอกเขนกอยู่บนเตียง; มีมหาดเล็กอยู่งานพัดคน ๑, หมอบอยู่ทางด้านขวาอีก ๒ คน. สักครู่ ๑ นันทิวรรธนะแหวกม่านด้านขวาแล้วคลานออกมาถวายบังคม.)

[ยานี, ๑๑.]

นันทิวรรธนะ. ขอเดชะพระบาท นรนาถเหนือเกศี,
  บัดนี้เฒ่าธชี ผู้มีชื่อวิทูรไซร้,
  ซึ่งมีพระบัญชา ให้ตระเวนแล้วขับไล่,
  โอหังบังอาจใจ เฃ้ามาถึงณค่ายนี้.
  ฃ้าบาทได้ซักถาม พราหมณ์ว่ามาก็เพราะมี
  เรื่องทูลพระทรงศรี เปนข้อความสำคัญนัก;
  ยืนยันสำคัญแท้, ว่าถึงแม้แกเองจัก
  ต้องรับอาญาหนัก ก็ขอทูลซึ่งกิจจา.
ชัยเสน. แกคงต้องมีสิ่ง จำเปนจริงแกจึงกล้า;
  เอาเถิดเรียกเฃ้ามา, จะฟังเรื่องของแกดู.

(นันทิวรรธนะถวายบังคมแล้วคลานไปที่ม่านด้านขวา, แหวกม่านหน่อยหนึ่งและกวักเรียกเฃ้าไปในโรง; พราหมณ์วิทูรออก, จึ่งพากันคลานเฃ้าไปเฝ้า.)

[อุปัฏิตา, ๑๑.]

ชัยเสน. นี่แน่ตาพราหมณ์เฒ่า แกขอเฝ้าและบอกกู,
  มีข่าวสิ่งใดอยู่ จงรีบแจ้งแถลงมา.
วิทูร. ขอเดชะพระสม มติเทวะราชา,
  โปรดทรงกรุณา ดนุสารภาพผิด;
  โอตตัปปะกระตุ้น ฤดิฃ้าก็หวลคิด
  ได้ว่าผิวะปิด คติไว้จะบาปครัน.
  เมื่อคืนพระเสด็จ จรเฃ้าณสวนขวัญ,
  ฃ้าทูลคติอัน ทุจริตมุสาวาท.
  ความจริงมะทะนา ศุภะลักษะณานาฎ
  ไม่เคยริพิฆาต ฤขบถณภูมี.
  แท้จริงณพระนาง วรเทวิจัณฑี
  ตรัสใช้ดนุนี้ และกระทำอุบายทราม.
  นางนามะอะรา- ลิวิการะไปตาม,
  บอกเค้าคติความ พระดำริพระนางว่า
  ทรงน้อยพระหทัย เพราะวะองค์พระภรรดา
  โปรดนางมะทะนา และมิโปรดพระจัณฑี,
  ความทราบณพระองค์ บิตุรงค์ธจึ่งกรี-
  ธาแสนยะจะตี บุระหัสฺตินาพลัน;
  บัดนั้นก็ประยุท- ธะและยังบแพ้กัน,
  จึ่งองค์วรจัณ- ฑิวิตกจะเสียการ,
  ขอให้ดนุแสร้ง และกระทำพิธีปาน
  หนึ่งว่ายุวะมาลย์ มะทะนาดำรัสใช้
  ให้ฝังวรรูป นรนาถะฦๅชัย,
  อีกทำวิธิให้ ฤดิแห่งศุภางค์รัก.
  ฃ้าเห็นคติทราม และอุวาทะท้วงทัก,
  นางค่อมอะประลักษณ์ ก็ตะคอกและขู่เข็ญ
  ว่าแม้ดนุนี้ บมิยอมก็คงเปน
  โทษใหญ่และจะเห็น ทุขะอันมหันต์สุด,
  เหตุเฃาแหละจะกล่าว พะจิฟ้องดะนูดุจ
  เปนจาระบุรุษ ณพระราชะธานี;
  ฃ้าเห็นวรจัณ- ฑิก็เปนสุดาศรี
  แห่งนายดนุนี้, ดนุจึ่งประนอมใจ
  ทำตามอภิปราย, และอุบายก็เปนไป
  สมคิดและกะไว้ บมิขาดละสักอัน.
  ครั้นเมื่อดนุฟัง พระดำรัสประสาธทัณฑ์,
  ใจฃ้าขณนั้น หิริเตือนว่าตนโหด,
  ฃ้าเองสิเพาะให้ นรนาถะกริ้วโกรธ,
  คนผู้นิระโทษ สิจะถูกประหารชนม์;
  แต่ว่าขณะนั้น ดนุกลัวนะเต็มทน,
  เกรงผิดจะพะตน บมิอาจจะพูดจา.
  ครั้นราชะบุรุษ นิระเทศะตูฃ้า
  ออกจากวรธา- นิดะนูคเณจร;
  ไปไหนฤก็ฃ้า บมิอาจจะหลับนอน,
  เหมือนเพลิงพิษะร้อน ระอุรุมณกลางทรวง.
  ดังนี้แหละทนง จรตรงณค่ายหลวง,
  เพื่อทูลคดิปวง และประณตณบาทา.
  ฃ้าเปนทุรชน และละเมิดพระอาญา,
  แล้วแต่นรนา- ถะจะลงเถอะโทษแรง.

[สัทธรา, ๒๑]

ชัยเสน. ฟังคำหมอเฒ่าวิทูรแจ้ง วะจะนะประดุจจะแทง
  ที่อุราแยง กระทั่งใจ!  
  โอ้แพ้รู้นาริจัญไร, ทุษะประทะณหะทัย
  โดยมิทันได้ คะนึงว่า  
  จัณฑีผู้เปนธิดารา- ชะมะคะธะแหละจะกล้า
  ออกอุบายพา- ละเช่นนั้น;  
  โดยความหึงส์หนักเพราะรักครั้น คะดิประทะทุษะพลัน
  พลุ่งประหนึ่งควัน กระทบตา,  
  สุดแสนคั่งแค้นฤดีว่า ปิยะวะธุมะทะนา  
  นอกฤดีฃ้า ก็ผิดใหญ่  
  บัดนี้ปรากฎบผิดใด สุปิยะชิวะประลัย  
  ฃ้าจะอยู่ใย ณโลกนี้!  

(ท้าวชัยเสนชักดาพออกและทำท่าจะแทงตัว, แต่นันทิวรรธนะรีบไปจับมือไว้ได้ทัน, และในขณะนั้นเองพูดต่อไปนี้.)

[อินทะวิเชียร, ๑๑]

นันทิวรรธนะ. อ้าเทวะโปรดเกล้า กรุณากะฃ้าที,
  ขอองค์พระเจ้าชี- วิตะรั้งพระทัยไว้;
  เหตุด้วยอะรียก พละแสนยะเกรียงไกร
  เกือบถึงพระเวียงชัย, และตลอดวิถีมา
  ได้ทำระส่ำปวง นรหวั่นณวิญญาณ์,
  ดังนี้แหละทวยนา- คะระยังระริกรัว.
  หากรู้ว่ะเสียองค์ ปิยะราชะทูลหัว
  คงยิ่งจะเพิ่มกลัว ภยะพาลพิบัติเบียฬ
  ตราบใดพระเดชแผ่ วรฉายะเหนือเศียร
  ย่อมศานติจำเนียร เพราะพระบาระมีร่ม;
  ชีพตนและชีพญาติ์ บมิห่วงณอารมณ์,
  ขอให้นโรดม วรชนฺมะยืนยัง.
  ไร้ปิ่นดิลกราชย์ ละก็ชาติ์จะภินพัง,
  ไหนเลยจะคงตั้ง อิศะรานุภาพครอง.
  โลกเราสง่างาม ก็เพราะแสงตวันส่อง,
  สิ้นแสงระวีต้อง มละทั่วนะฉันใด;
  อันปวงประชาเปรม ฤดิพึ่งพระเดชไท้,
  เดชดับก็มืดใน ฤดิหม่นละแน่นอน.
  ราตรีสว่างแจ้ง ก็เพราะแสงนิศากร,
  โกฏิ์ดาวณอัมพร ก็บเท่าพระจันทร์เดียว;
  อันว่าพระคุณเปรียบ วรโสมะนั่นเทียว,
  ไร้นาถะฃ้าเหลียว จะประสพพระเจ้าไหน?

[อุเปนทะวิเชียร, ๑๑]

ชัยเสน. สดับวะจีเจ้า ฤก็เราสิเห็นไพ-
  เราะแท้และจับใจ เพราะว่ะเตือนฤดีจัง.
  เพราะเราคะนึงเห็น ดนุผิดสิจึ่งคลั่ง,
  และแค้นหะทัยตั้ง จะประหารดนูเอง.
  บเคยจะมีผิด นิติธรรมณเมื่อเพรง,
  บเคยจะข่มเหง นระผู้บมีโทษ;
  ก็หลงอุบายเฃา ดนุเห็นว่ะตนโฉด,
  เพราะเชื่อณชนโหด ก็ประหาระคนดี.
  อนงค์สุปฺรียา มะทะนาสิเปรียบชี-
  วะแห่งดนูนี้ ฤก็สิ้นชิวาลัย;
  มะโนดนูเปรียบ ดุจะเรือนและนางไซร้
  ประดุจประทีบใช้ ชวลิตณเคหา,
  และกูสิตกล่อง ละก็ซัดชวาลา,
  พิโรธและจับปา บมิทันจะใคร่ครวญ,
  ตะเกียงวินาศแล้ว คะหะมืดสิจึ่งหวล
  คะนึงว่ะไม่ควร จะทลายประทีปนั้น.
  ศุภางคะเสนี ฤก็เคยสนิธกัน,
  ดนูก็ควรมั่น ฤดิว่าสุภักดี;
  เพราะโกรธะครองใจ ดนุให้ประหารชี-
  วะเพื่อนก็บัดนี้ นะสิรู้ว่ะไร้ผิด.
  ศุภางคะเหมือนพา- หะวิเศษะแรงฤทธิ์,
  ดนูสิปลดปลิด วรพาหะแห่งตน.
  อะโหจะหาเมีย ฤสุมิตระอีกหน
  จะเหมือนณสองคน ฤจะได้ณโลกา?
  จะหามณีรัตน์ รุจิเลิดก็อาจหา,
  เพราะมีวะณิชค้า และดนูก็มั่งมี;
  ก็แต่จะหาซึ่ง ภริยาและมิตร์ดี,
  ผิทรัพฺยะมากมี ก็บได้ประดุจใจ,
  แสวงเถอะจนสุด พะสุธาสุราลัย
  เมียใดและเพื่อนใด บมิเปรียบละของกู!
  ฉะนี้สิจึ่งแสน ทุขะมากบอยากอยู่,
  และนึกก็ชังตู เพราะว่ะโง่นะเหลือทน.
  สดับพะจีเจ้า นะสิเราสำนึกตน,
  และจำจะต้องทน ทุขะเพื่อประโยชน์ราษฎร์,
  เพราะถึงจะโศกศัลย์ กะระณีย์บควรฃาด,
  เพราะขัตติโยชาติ์ ทุมะนัสก็กัดฟัน!

[สาลินี, ๑๑]

นันทิวรรธนะ. ฃ้าขอบังคมบาท สุรนาถะราชัน,
  จิตฃ้านี้โล่งพลัน เพราะสดับพระวาจา.
  บัดนี้กราบทูลขอ พระประทานอภัยฃ้า,
  ด้วยมีซึ่งกิจจา ดนุสาระภาพผิด.
  เมื่อคืนที่ตรัสสั่ง ดนุปลงพระชีวิต
  เทวีผู้มิ่งมิตร์ มะทะนากะชู้ไซร้,
  ฃ้าพาทั้งสองถึง ณประตูพระเวียงชัย
  พบพราหมณ์มาแต่ไพร, ทิชะถามคดีพลัน,
  ฃ้าเล่าถี่ถ้วนจึ่ง ทิชะทูลกะแจ่มจันทร์
  ขอเชอญสู่อารัณ- ยะกะพร้อมคณาชี;
  ฃ้าเห็นว่าโปรดให้ ดนุปลงพระชีวี
  นั้นคือว่าภูมี จะมิเลี้ยงพระนางไซร้,
  แม้ปล่อยให้เธอเฃ้า ณอะรัณยะสูญไป
  เหมือนสิ้นชีวาลัย เพราะก็คงบคืนมา,
  ฃ้าจึ่งได้กล่าวคำ อนุญาตทิชาพา
  เทวีเฃ้าสู่ป่า และบได้เผด็จชนม์.
ชัยเสน. อันว่าหัวหน้าพราหมณ์ คณะผู้จะเดิรด้น
  พานางสู่ไพรสณฑ์ นะแหละรู้ฤชื่อไร?
นันทิวรรธนะ. เฃานั้นปรากฎนา- มะว่ะโสมะทัตไซร้,
  แลกล่าวว่าอยู่ใน หิมะวันอรัญศรี.
ชัยเสน. ขอบใจ, เจ้านี่เปน วรเสวิยอดดี,
  เหมือนนำซึ่งวารี สิตะช่วยโชลมตู!
  ดีใจที่รู้ว่า มะทะนานะยังอยู่,
  พอมีโอกาสกู และจะขอวราภัย.
  เมียรอดยังห่วงมิตร์, ก็ศุภางคะนั้นไซร้
  ได้ปลงชีวาลัย ฤว่ะปล่อยประดุจกัน?
นันทิวรรธนะ. ข้อบอกแก่เสนี จะบปลงละชีวัน,
  เปนแต่ให้เฃานั้น มละเฃตประเทศนี้;
  เฃาตอบว่าเฃานั่น ฤดิมั่นณภักดี,
  ต้องห่างจากทรงศีร์ ชิวะเฃาบอยากครอง,
  ขอลาแลว่ามุ่ง จระตรงณที่กอง
  ทัพหลวงด้วยใจปอง ฤดิแฝงระหัสอยู่
  จนถึงเวลาที่ จะประยุทธะต่อสู้
  ศึกแล้วเฃาเตรียมจู่ จระรบศะตรูพาล,
  เพื่อตายในที่รบ อริอย่างทหารหาญ;
  ฃ้าฟังนึกสงสาร ก็ประสาทะตามใจ.
  ครั้นถึงเวลายุทธ์ ดนุเห็นศุภางค์ไซร้
  ออกนำหน้าพลไป และประยุทธะหน้าทัพ
  เห็นพวกฃ้าศึกห้อม ณศุภางคะเหลือนับ,
  ทั้งฟันทั้งแทงยับ และศุภางคะล้มตาย.
  สมใจที่ใฝ่มอบ ชิวะเปนพะลีภาย
  ใต้บาทแห่งฦๅสาย เพราะว่ะมั่นกะตัญญู.
ชัยเสน. เออกูค่อยคลายความ ทุขะทับหทัยอยู่,
  เมื่อทราบมิตรของกู บมิเสียชิวีทราม;
  เปนเชื้อชาติ์นักรบ สละชีพณสงคราม
  นับว่าได้ตายงาม ดุจะนายทหารกล้า.
  อีกหนึ่งนั้นคือนาง สุปฺริยัมวะทาภา,
  ได้ออกจากภารา จระสู่ประเทศไหน?
นันทิวรรธนะ. นางขอตามไปเพื่อน วรเทวิศรีใส,
  จึ่งพร้อมกันเดิรไป ณประเทศะอารัญ.

[อุปชาติ, ๑๑]

ชัยเสน. ฉนี้ก็กูพอ จะประศาสน์และสั่งสรรพ์
  ให้ถูกณทางธรร- มะและสมกะโทษกร.
  อันท้าวมคธยก พลก่อกะลีบร.
  เพราะเชื่อธิดารอน รณะปราศะธรรมา,
  และได้ปะราชิต ขณะนี้ก็ตกมา
  เปนตัวชเลยฃ้า บมิควรจะปราณี.
  ให้โหระหาฤกษ์ ดิถิงามและยามดี,
  จะทำพิธีศรี วรุดมประถมกรรม์,
  และปลงพระชนม์ท้าว มคะธาธิเบนทร์นั้น
  รองเลือดชำระสรร- พะอุบัทว์ณบาทเรา;
  เอาเศียรอะรีใส่ ณชลอมและให้เจ้า
  ธิดาและรับเอา ศิระแห่งบิดาไซร้,
  และทูลกะบาลจาก วรธานิกูไป
  สู่แดนมคธให้ นระเห็นและเปนตัว
  อย่างว่านรีคด และขบถประทุษผัว
  ก็แพ้ณภัยตัว บมิได้เจริญนาน.
  และอีอะราลี ทุรยศกะลีพาล,
  ให้เจ้าพนักงาน นคะราภิรักษ์พลัน
  เฆี่ยนเสียเถอะสามยก และก็สักนะลาศมัน,
  และตัดจมูกกรรณ์, นิระเทศะมันไป.
  วิทูรก็มีโทษ เพราะว่ะรู้และเปนใจ,
  แต่ว่าธชีได้ สติสาระภาพผิด
  จนเราตระหนักเรื่อง, ก็ฉนี้แหละเราคิด
  ธชีผิมีผิด ฤก็ชอบประกอบมี;
  จะให้อภัยพราหมณ์, และณกาละต่อนี้
  พราหมณ์จงประพฤติ์ดี สุจริตณไตรทฺวาร;
  จงมุ่งผดุงกิจ ตะบะกรรมะเผาผลาญ,
  และข่มกิเลสมาน มะนะแน่วณพรหมา.

[อุปัฏิตา, ๑๑.]

วิทูร. อ้าเทวะสุธรร- มิกะปฺรียะราชา,
  อันทรงกรุณา ดนุผู้ประพฤติผิด,
  นี่คือพระแสดง สุรธรรมะโสภิต,
  มีแต่สุรฤท- ธิจะเทียบพระภูบาล;
  นึกว่าบมิรอด คุรุทัณฑะแรงราญ,
  บัดนี้พระประทาน พระอภัยกะฃ้านี้,
  เหมือนรดศิระด้วย สุรทิพฺยะวารี
  ชุ่มชื่นณฤดี, ดนุขอปฏิญญา:
  แต่นี่สละทั้ง คะหะทรัพย์และออกป่า
  เพื่อตั้งตะบะบา- รมิบ่มกุศลไว้,
  แน่แท้จะอุทิศ ผละบุญถวายไท้
  ตอบแทนพระอภัย วรทานณกาลนี้.
  ขอให้พระเสวย สุขะเพลินเจริญศรี,
  สมดังพระฤดี ภยะแผ้วพระภูบาล;
  กิจใดพระประสง- คะก็จงประสิทธิ์ท่าน,
  การปวงประลุปาน วรราชประสงค์สรรพ์,
  ลาภหลั่งบมิหยุด เถอะประดุจอุทกถั่น,
  ทรงชัยชะนะสรร- พะศะตรูบรู้แพ้.
  ขอให้วรศัก- ดิและฤทธิเรืองแผ่
  ไพศาลประลุแค่ สุระภูมิภาคบน,
  เปนใหญ่ณประเท- ศะมนุษณสากล,
  ครอบครองนรชน จตุรางคะวรรณา.
  ขอทวยสุรฤท- ธิประสิทธิ์พระพรมา
  พร้อมดังพะจิฃ้า วรบาทถวายพร.

(พราหมณ์วิทูรถวายบังคมท้าวชัยเสนแล้วคลานถอยไปเฃ้าโรงทางขวา.)

ชัยเสน. แน่ะนันทิวรรธน์เตรียม พละเสนิกากร,
  จะไปพนาดร และจะรับพระนงคราญ;
  และสั่งณวังเตรียม วรศีวิกากาญจน์,
  สนมพนักงาน สะขิสรรพประดับศักดิ์.
  ดนูจะไปยัง กุฎิที่มุนีพัก,
  และรับวธูรัก จระกลับณเวียงชัย;
  ณฝ่ายนครหลวง ก็ประดับประดาไว้,
  เพราะกลับณเมื่อใด ก็จะมีพิธีการ
  ภิเษกพระนางเจ้า มะทะนาสุมนมาลย์
  วิสุทธินงคราญ อรเอกมะเหษี.
  อนึ่งศุภางค์ผู้ ศุภะมิตระยอดดี,
  ก็ควรจะเผาผี และสนองคุณานันต์;
  ผิศพศุภางค์ยัง บมิสูญก็จงพลัน
  ประดิษฐะเชิงชั้น วรจิตระกาธาร,
  และเผาสุมิตร์แล้ว ละก็แห่วะรางคาร
  ณฝั่งมหาธาร ยะมุนานทีศรี,
  ก็คงจะล้างมล ทินะโทษประดามี,
  และโทมะนัสที่ ฤดีกูจะค่อยเบา:
  สุมิตระคนนั้น นะก็ดุจอะนุชเรา,
  ฉนั้นนะตัวเจ้า แหละประจงณการศพ,
  มิให้อะไรฃาด เพราะว่ะปราศะเคารพ.
นันทิวรรธนะ. ดำรัสพระทรงภพ ดนุนี้จะทำตาม.

(ท้าวชัยเสนเฃ้าโรงทางช่องกลาง, และมหาดเล็กคลานตามเฃ้าโรงทางนั้นด้วย. ส่วนนันทิวรรธนะเฃ้าโรงทางขวา.)

(ระหว่างเปลี่ยนฉากพิณพาทย์ทำเพลงพระยาโศก.)

ตอนที่ ๒

กลางป่าหิมะวัน

[นี้คือฉากเดียวกับฉากตอนที่ ๑ องก์ที่ ๒ นั้นเอง, ผิดแต่ในตอนนี้มิได้มีต้นกุหลาบเท่านั้น.]

(มัทนานั่งอยู่บนตอไม้; ปริยัมวะทานั่งอยู่กับพื้นข้างตอไม้; มีนางสาวใช้อีก ๒ คนนั่งอยู่ห่าง ๆ ทางด้านขวาแห่งเวที; และมีพวกบริวารของพระกาละทรรศินกำลังขนฟืนมากองที่กลางเวที,. เตรียมสำหรับจุด; ศุนเปนผู้กำกับพวกบริวารให้ขนฟืนและจัดเครื่องพะลีในระหว่างเวลาที่ปริยัมวะทากับมัทนาพูดกันต่อไปนี้.)

[ภุชงคัปปะยาตร์, ๑๒.]

ปริยัมวะทา. พระแม่เพียรพะลีมา ก็สับดาหะล่วงสาม,
  มิเห็นว่าจะสมความ ประสงค์ดังดำรัสไว้;
  กระหม่อมฉันจะทูลสา- ระภาพตรงณจริงใจ,
  กระหม่อมฉันมิอยากให้ พะลีนี้ประสิทธิ์ผล;
  เพราะหากว่าพะลีเสร็จ เสด็จกลับณเบื้องบน,
  กระหม่อมฉันจะต้องทน ระทมทุกขะหงอยเหงา.
  เพราะทุกวารก็บานใจ และรับใช้พระแม่เจ้า,
  บำเรอบาทะค่ำเช้า บเคยคลาดและคลาไกล.
  พระแม่โปรดกระหม่อมฉัน ก็อย่าพลันเสด็จไป,
  จะทรงทิ้งสะขีให้ อนาถโอ้บสงสาร.
มัทนา. อ๊ะปฺรียัมวะทานาง จะหมองหมางมิเฃ้าการ,
  มิใช่ฉันมิสงสาร ฤชิงชังนะหล่อนเอ๋ย.
  เพราะตั้งแต่ดะนูไป ณกรุงไกรก็ทรามเชย,
  บำเรอจิตสนิธเคย ประจบดีบเว้นวัน;
  และเห็นแล้วละรักจริง ผิจำทิ้งก็ตัวฉัน
  จะเสียใจและโศกศัลย์ มิน้อยแน่ละโฉมตรู.
  ผิเทวาธเกื้อกูล จะลองทูลและถามดู,
  ผิพานางนะไปอยู่ กะฃ้าได้จะพาไป.
ปริยัมวะทา. พระแม่เจ้าเสด็จสู่ พิภพสฺวรรค์ณชั้นใด
  ก็อยากตามเสด็จไป บำเรอบาทบคลาดคลา.

(บัดนี้ศุนมารายงานกับปริยัมวะทาว่าพร้อมแล้ว, มัทนาจึ่งลุกจากตอไม้ไปนั่งที่หน้ากองฟืนและก่อไฟ. คนอื่นนั่งในที่อันควร. มัทนาจุดไฟเสร็จแล้วกล่าวคำวอนเทวดา.)

(รโธทฺธตา, ๑๑)

มัทนา. ฃ้าประณมกะระกระพุม ประชุมนะฃา
  ไหว้สุเทษณ์วระมหา มหิทธิบูรณ์,
  เชอญสดับสุวระพจน์ ประณตทำนูล
  วอนพระองคะอนุกูล และเมตตะด้วย.
  ยามดนูสิทุขะจัต ธตรัสจะช่วย
  โดยพระมุ่งกรุณะอวย พระพรประทาน;
  ฃ้าพระบาทฤทุขะมี ฤดีจะราน,
  เทวะโปรดและอุปะการ จะสิทธิผล:
  เมตตะธรรมะนะสิจุน และหนุนสกล
  ช่วยผดุงนิกะระชน ประโลมฤดี.
  เชอญเสด็จอะมะระมา ณวาระนี้,
  รับเสวยวระพลี ดนูถวาย.
  โดยดนูทุขะวิโยค และโชคก็หาย,
  อยากจะใคร่ชิวะมลาย บ่ทนและทุกข์,
  อยู่ก็โศกะจะทวี บมีสนุก,
  สามิทิ้งฤวะจะสุข ฤมีเจริญ

(ตักน้ำมันเนยหยอดที่กองไฟ, แล้วกล่าวต่อไป.)

  อ้าสุเทษณ์ผิกรุณา ก็ฃ้าสิเชอญ
  ล่องนะภาพะระและเหิร ระเห็จและมา.
  โปรดเถอะองค์อะมะระรับ สดับวะทา,
  ฃ้าพระบาทมะทะนา จะทูลอะมร!

(พิณพาทย์ทำเพลิงตระเชอญ. พอถึงรัวท้ายตระ เมฆด้านหลังเวทีแหวกออก, และสุเทษณ์ลอยอยู่ในระหว่างเมฆ, แต่สมมตว่าไม่มีใครเห็นนอกจากมัทนา.)

[สวาคตา, ๑๑]

สุเทษณ์. ฃ้าสดับสุมะทะนา วจะว่าวอน,
  ใจก็นึกกรุณะหล่อน ฤดิสงสาร;
  เล็งก็รู้ณพะหุเหตุ์ ทุขะเภทพาล
  ใคร่จะช่วยและอุปะการ ยุวะนารี.
  หากว่ะโฉมศุภะอนงค์ จะประสงค์ลี
  ลาณแดนสุระวะดี ก็จะพาไป,
  เพื่อถนอมวระวะธู ดุจะคู่ใจ
  เปนมะเหษิอรไทย ก็จะแสนสุข;
  ฃ้าจะเลี้ยงสะมระรัตน์ และขจัดทุกข์,
  ชวนภิรมย์ระติสนุก บมิเว้นวัน.
  ฃ้าจะหาสุระนะรี ยุวะดีสวรรค์.
  เปนสะขีคณะกำนัล ปฏิบัติ์นาง,
  ทุกทิวาจะบมิต้อง ฤดิหมองหมาง,
  นั่งสดับสุดุริยาง- คะประเลงนิตย์;
  ในสุราละยะวิมาน จะสราญจิต,
  แนบดะนูมะนะสนิธ และสิเนหา;
  คงบ่ทำกะมละหมอง ชละนองตา
  เช่นพระองคะนรสา- มิกระทำแล้ว!
  เชอญนะรีระตะนะมิ่ง มณิยิ่งแก้ว
  ไปกะฃ้าละก็จะแคล้ว ภยะด้วยพลัน.
  เชอญนะรีสิริสำรวย จระด้วยกัน,
  สู่พิภพอะมระสรรค์ เถอะจะว่าไร?

(มัทนาก้มหน้านิ่งนึกอยู่สักครู่ ๑ ก่อน, แล้วจึ่งคลานเฃ้าไปทางด้านหลังและยกมือไหว้, แล้วทูลตอบอย่างฉาดฉาน.)

(รโรทฺธตา, ๑๑)

มัทนา. ฟังพระวาทะวรศัพท์ ก็จับฤทัย,
  เห็นพระทรงกรุณะไซร้ บจืดบจาง;
  ฃ้าจะทูลนะฤก็ยาก บอยากจะพราง,
  แต่มิทูลอะมระทาง ก็คงมิโปรด.
  ฃ้าพระบาทะฤก็เขลา และเฉาและโฉด,
  คงมิพ้นสุระพิโรธ และโทษะกร.
  ฃ้าเฉลยพระมะธุรส สุราดิศร
  ได้ก็ดังประดุจะก่อน ณภูมิสรรค์.
  อันจะทรงพระกรุณา ณฃ้าฉนั้น,
  เปนพระคุณดะนุจะพรร- ณะนาบได้;
  หากจะมีวิถิถนัด บขัดหะทัย,
  ทั้งจะใช้ณธุระใด บมีระอา,
  แต่จะโปรดดะนุและให้ คระไลนะภา
  เปนพระบาทะบริจา- ริกาฉนี้,
  เกรงจะผิดพระนิติธรร- มะอันนะรี
  เสพย์กะสองบุรุษะมี ฤใครจะชม?
  อันพระองค์อะมระเศรษ- ฐะเดชอุดม
  จึ่งมิควรจะอภิรม- ยะนาริทราม;
  ฃ้าทำนูลวะจะนะตรง ดำรงณความ
  สัตฺยะธรรมะคะติงาม นะเทวะไท!

[สวาคตา, ๑๑]

สุเทษณ์. พูดพิกลละมะทะนา, ก็จะว่าไร?
  ชวนณสรวงก็บมิไป บมิจงจินต์,
  หล่อนจะคงกะมละแค้น และณแดนดิน
  อยู่จะแสนทุขะยุพิน ก็จะขืนอยู่;
  อันจะช่วยธุระยุพา ฤก็ฃ้าดู
  ไร้วิถีและก็ดะนู จะประสาทใด,
  จึงจะสมวรประสง- คะอะนงค์ได้?
  จงเฉลยวะจะนะให้ ดนุรู้ที.

[รโธทฺธตา, ๑๑.]

มัทนา. ใดจะพึงกะมละกว่า พระสามิที่
  เปนวราภะระณะศรี ณเกศถกล.
  ฃ้าก็ขออะมระฤทธิ์ ประสิทธิผล,
  ช่วยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด
  แห่งพระวีระชยะเสน นเรนทะรัตน์,
  ให้พระจากนะคะรหัสฺ- ตินาและมา
  รับดนูจระณขัณฑ์, ฉนั้นแหละฃ้า
  โศกจะส่างและมะทะนา จะเปรมหทัย!

[สวาคตา, ๑๑.]

สุเทษณ์. ผัวก็ทิ้งและบมิหวง วธุห่วงได้,
  ทีดะนูวะธุไฉน บมิยอมรัก?
  ฃ้าจะวอนสุปิยะรัตน์ ก็สบัดพักตร์,
  ราวกะทรามและทุระลักษณ์ บมิมีดี.
  ฃ้าจะกล่าววะจะนะจัง ละนะครั้งนี้;
  คือผินางจะบมิมี มะนะรักไซร้,
  ฃ้าจะมีฤดิประนอม ฤจะยอมให้
  หล่อนนะรักบุรุษะใด นะฤอย่าคิด.
  เมื่อดนูจะบมิสม อภิรมจิต,
  จักมิยอมบุรุษะชิด มะทะนาแล้ว.
  จำจะลาละปิยะนาฎ เพราะจะคลาดแคล้ว,
  คงมิเห็นสุวะธุแก้ว มณิกลอยตา.
  แต่ณกาละทิวะนี้ วนิดาภา
  เปนสุกุพฺชะกะผะกา บมิเปลี่ยนเลย,
  เพื่อประกันบุรุษะอื่น บมิชื่นเชย.
  โฉมอนงค์ดรุณิเอย, วจะฃ้าขลัง,
  สาปก็จักอะจิระสิท- ธิสะมิทธิ์ดัง
  ฃ้าประกาศวะจะนะสั่ง นะสดับดี:
  กลายเถอะร่างสุมะทะนา ดุจะมาลี,
  เปนสุกุพฺชะกะฉนี้ เถอะนิรันดร!

(พิณพาทย์ทำเพลงรัวสามลา. มัทนาฟุบตัวก้มหน้าลงและนิ่งไปเหมือนตาย, แล้วค่อยๆ กลายเปนต้นกุหลาบอย่างเช่นที่เห็นในต้นองก์ที่ ๒ สุเทษณ์ดูอยู่จนนางกลายเปนกุหลาบไปแล้วก็หายไปในกลีบเมฆ. คนอื่น ๆ จ้องดูมัทนาอยู่ด้วยความประหลาดใจอย่างมิรู้ทางเหนือทางใต้, จนจบเพลงจึ่งต่างคนต่างสกิดกันและพูดกันซุบซิบ, เว้นแต่ปริยัมวะทาวิ่งเฃ้าไปที่ต้นกุหลาบและกล่าวคำครวญ.)

[ปิยํวทา, ๑๒]

(พิณพาทย์ทำเพลงโอด: ปริยัมวะทาร้องไห้สอึกสอื้น.. พอจบหน้าพาทย์ก็พอพระกาละทรรศินเดิรนำเสด็จท้าวชัยเสนออกมาทางซ้าย; นันทิวรรธนะ, โสมะทัต, และนายทหารตามออกมาด้วย. ในชั้นต้นผู้ที่มาใหม่ยังไม่มีใครเห็นต้นกุหลาบ.)

[ฉบงง, ๑๖]

ปริยัมวะทา. ทุขะอะโหพระมะทะนา พระมาตุวร,
  พระจะมะลายพระชิวะจร พระแม่ไฉน
  บมิดำรัสวะจะนะชวน, พระด่วนคระไล,
  พระมละทิ้งดะนุพิไร พิลาปอะนันต์;
  พระวรคุณอดุละครอง และป้องและกัน,
  ดนุฉนี้ฤจะมิศัล- ยะเศร้าอุรา.
  ก็ผิวะรู้ณคติฃำ ปฺริยัมวะทา
  ฤจะมิตามพระวรมา- ตุวายชิวาตม์?
  พระปิยะเทวิจระไป ก็ใจจะฃาด;
  ผิวะจะตามยุคะละบาท มิขัดและขวาง,
  จะติระตามบะทะดำเนิร บเหินบห่าง
  และประติบัติ์ประดุจะอย่าง อดีตะกาล.
  ชะชะพระมัจจุฤกระไร หทัยธพาล,
  ก็ดนุนี้สิมิประหาร, ประหารพระแม่.
  ทุขะระทมกะมละเปลี่ยว จะเหลียวจะแล
  ก็บประสพสุขะณแด, จะพึ่งณใคร?
  พระปิยะมาตุจระดั้น ณสรรคะใด
  ดนุจะขอจะริกะไป ณกาละนี้!
ชัยเสน. เอ๊ะ! พระคุณว่าเทวี เธออยู่แห่งนี้, แต่บเห็นทรามวัย.
กาละทรรศิน. เทวีตั้งแต่มาไพร, ทุกสัปดาห์ได้ เสด็จณแดนดงนี้,
  เพื่อทรงทำกิจพลี; นี่กองอัคคี ยังอยู่เพื่อเปนพยาน.
  เธอว่าจะกอบยัญญะการ วอนเทพพิศาล ขอให้อำนวยพรศรี.

(ระหว่างนี้โสมะทัตได้แลเห็นต้นกุหลาบแล้ว, จึ่งเฃ้าไปไหว้อาจารย์และพูด.)

โสมะทัต. ฃ้าขอโอกาสมุนี! โปรดดูทางนี้ (ชี้ต้นกุหลาบ.)
กาละทรรศิน. (เหลียวไป, และพูดอย่างตกใจ.) อะโห! เรามาช้าไป!
ชัยเสน. เอ๊ะก็นั่นนารีใด ซบตัวร้องไห้ อยู่ที่ฃ้างพุ่มพฤกษา?
กาละทรรศิน. นั่นคือปฺริยัมวะทา นารีที่มา พร้อมกับพระราชเทวี.
ชัยเสน. ปฺริยัมวะทานารี, ฃ้าขอโทษที; เชอญเจ้ามาหาฃ้าเถิด!
  (ปริยัมวะทาคลานมากราบท้าวชัยเสน.)
  จงเล่าให้เราว่าเถิด เหตุใดโฉมเฉิด จึ่งได้โศกาอาดูร.
ปริยัมวะทา. เรื่องที่หม่อมฉันจะทูล องค์นเรนทร์สูร คงแทบมิทรงเชื่อได้.
ชัยเสน. เอาเถิดแถลงเรื่องไป, อันเรานี้ไซร้ จะเชื่อจะฟังบังอร.

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ปริยัมวะทา. ตั้งแต่พระเทวี มะทะนาเสด็จจร
  มาสู่พะนาดร พระฤดีบมีสุข,
  เฝ้าแต่จะทรงศัล- ยะกำสรวลและครวญขุก
  เข็ญมีทวีทุก ทิวะราตริโศกา.
  จึ่งทรงพระปรารภ พะลิบวงสุเทวา,
  ทุกเสาร์เสด็จมา วนะถิ่นสนามนี้.
  ก่ออัคคิขึ้นแล้ว ละก็กล่าวพระวาที
  ทูลเทวะนามมี พระสุเทษณ์วิเศษฤทธิ์,
  ขอให้เสด็จมา และประทานพระพรสิทธิ์,
  ขอให้ธปลดปลิด ทุขะท่วมณวิญญาณ์.
  ได้ตั้งพะลีกรร- มะณสามสุสับดาห์,
  แต่ยังบเห็นปรา- กฏะผลณการยัญ.
  จนมาณครานี้ สิประเดิมพะลีกรรม์
  ไม่ช้าก็หม่อมฉัน นะสิเห็นพิกลนัก,
  คือเห็นพระแม่เธอ นะชะเง้อและแหงนพักตร์
  สู่ฟ้าประดุจจัก จะทำนูลกะเทพไท;
  หม่อมฉันชะเง้อบ้าง ก็บเห็นว่ะมีใคร,
  แต่องค์พระแม่ไซร้ ธประพฤติ์ประดุจเห็น,
  ทั้งเงี่ยพระโสตฟัง วะจะดังจะยินเจน
  แล้วตรัสเฉลยเปน คติถ้อยกระทงความ,
  ฃ้าจำกระแสได้ และจะขอพยายาม
  ทูลเล่าแถลงตาม วรพจน์พระแม่ว่า:

(รโธทฺธตา, ๑๑)

  “อันจะโปรดดะนุและให้ คระไลนะภา
  “เปนพระบาทะบริจา ริกาฉนี้,
  “เกรงจะผิดพระนิติธรร- มะอันนะรี
  “เสพย์กะสองบุรุษะมี ฤใครจะชม?
  “อันพระองค์อมระเศรษ- ฐะเดชอุดม
  “จึ่งมิควรจะอภิรม- ยะนาริทราม;
  “ฃ้าทำนูลวะจะนะตรง ดำรงณความ
  “สัตยะธรรมะคติงาม นะเทวะไท!”

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

ชัยเสน. อ้อ! คือสุเทษณ์กล่าว วะทะชวนจะพาไป
  ยังฟ้าสุราลัย ผิวะยอมสิเนหา,
  แต่นางมิยินยอม จะประนอมกะเทวา!
  เรื่องเดิมนะตูฃ้า ฤก็รู้อยู่แล้วดี.
  ปฺรียัมวะทาจง อภิปรายะอีกที
  ต่อจากตะกี้นี้, เพราะว่ะยังมิจบลง.
ปริยัมวะทา. ต่อนั้นก็ได้เห็น วรเทวินั่งตรง,
  ดูท่าประหนึ่งม่ง มนะฟังพระบัญชา
  แห่งเทวะผู้เผย พะจะจากณฟากฟ้า,
  แล้วจึ่งพระมาตา ธอุวาทะดังนี้:

(รโธทฺธตา, ๑๑.)

  “ใดจะพึงกะมละกว่า พระสามิที่
  “เปนวะราภะระณะศรี ณเกศถกล.
  “ฃ้าก็ขออะมระฤทธิ์ ประสิทธิผล
  “ช่วยประสาทะสุขะดล หทัยถนัด
  “แห่งพระวีระชยะเสน นเรนทะรัตน์,
  “ให้พระจากนะคะรหัสฺ- ตินาและมา
  “รับดะนูจระณขัณฑ์, ฉนั้นแหละฃ้า
  “โศกจะสร่างและมะทะนา จะเปรมหทัย!”

[อินทะวิเชียร, ๑๑.]

  พอตรัสฉะนี้แล้ว ดะนุเห็นพระแม่ไซร้
  คงตั้งพระเนตร์ไป ณนะภาและฃ้าดู
  อีกหน่อยก็สังเกต ทุรเหตุพิกลอยู่,
  โดยพักตระโฉมตรู นะสิซีดบสดแดง;
  แล้วมีสำเนียงมา ดุจะพายุพัดแรง,
  อึงอลณหนแห่ง กละเมทินีไหว.
  ครั้นเมื่อสงบพา- ยุคะนองสิมองไป
  เห็นองค์พระแม่ไซร้ ธระทมและล้มนอน,
  แล้วเห็นประหลาทมี วระบุบผะงามงอน
  แทนองค์พระมารดร ดุจะเห็นณแห่งนั้น.

[ปิยํวทา, ๑๒.]

  ดนุก็แสนกมละโศก วิโยคและศัลย์,
  เพราะบมิรู้และบมิทัน จะเตรียมหทัย;
  ผิดนุรู้ระหสะความ จะตามพระไป
  และประติบัติ์พระอรไทย บคิดระอา,
  เพราะดนุรักปิยะนะรี ฉนี้และถ้า
  ชิวะดนูจะมระณา บหวงบแหน.
  พระปิยมาตุพระเสด็จ ประเวศณแมน
  ดนุจะมีสุขะณแดน มะนุษไฉน?

(ปริยัมวะทาซบหน้าลงร้องไห้. ท้าวชัยเสนก็ร้องไห้ด้วย, และแขงใจดับโศกและพูด.)

[อินทวงส์, ๑๒.]

ชัยเสน. ฟังนางแถลงเหตุ ภยะเภทะจับหทัย,
  เห็นเปนพยานไซร้ มะทะนาวิเศษะแท้;
  ด้วยหล่อนสิจงรัก มนะภักดิสุดละแม้
  เทวันธชวนแม่ บมิยอมประนอมฤดี.
  หานาริรัตน์ไหน ณประเทศะเมทินี
  เปรียบมิ่งมะเหษี ดนุได้นะสุดจะหา!
  แม้รอประเดี๋ยวเดียว ฤก็ผัวก็คงจะมา
  ทันพบและแก้วตา นะก็คงบร้อนกะมล
  เปนกรรมกระทำไว้ ณอดีตประสิทธิผล,
  ผัวจึ่งมิทันยล วระพักตร์สุลักษะณา.
  ถึงแม่จะเปนกุพฺ- ชะกะแล้วก็ช่างเถอะฃ้า
  ขอนำสุมาลา ณนะครทนุถนอม;
  จักจัดคณานาง สะขิภักดิแวดและล้อม,
  ทั้งมีทหารพร้อม จระตั้งกระบวนคระไล.
  ถึงเวียงจะตั้งการ สุรยัญพิเศษพิสัย,
  ป่าวร้องประกาศให้ มรุอีกมนุษนิกร
  รู้เรื่องประเทืองเทอด วระเกียรติสายสมร,
  เทวานะรากร ก็จะพร้อมและโมทะนา.
  อีกเราจะรับตัว วระนาฎปฺริยัมวะทา
  กลับคืนพระภารา และจะเลี้ยงประดุจณเดิม,
  ให้สมกะที่ซื่อ สุจริตคุณาเฉลิม
  ยศศักดิส่งเสริม, และดนูจะขออะภัย
  ที่ได้กระทำโทษ วธุผิดสุธรรมะไซร้,
  คงตอบและแทนให้ สุขะศานต์สราญทวี.
ปริยัมวะทา. หม่อมฉันก็เปนฃ้า วระบาทพระภูบดี,
  แต่น้อยบเคยมี วระนาถะอื่นฤไกล.
  เมื่อทรงพระการุณ- ยะก็ฃ้าสราญหทัย,
  ชีวิตถวายไว้ ณธุลีพระบาทยุคล.

[ฉบงง, ๑๖.]

ชัยเสน. มุนีฃ้าขออีกหน จงช่วยด้วยมนตร์ ให้ฃ้าได้สมจินดา;
  ช่วยกล่าวปิยะวาจา ให้มะทะนา ยอมไปนครหัสดิน.
กาละทรรศิน. อันอาตะมะก็ยิน- ดีช่วยนรินทร์ เพื่อให้ธสมประสงค์,
  เพราะเชื่ออยู่ว่าธคง เต็มหทัยทรง บำรุงซึ่งมิ่งไม้นี้,
  และถ้าอยู่กรุงจะดี กว่าคงอยู่ที่ ณกลางอรัญกันดาร.
  โปรดสั่งให้เฃาเตรียมการ ขุดรุกขะมาลย์, เพราะเชื่อว่าคงยอมไป.

(ท้าวชัยเสนสั่งนันทิวรรธนะให้เตรียมเครื่องมือ. ฝ่ายพระกาละทรรศินไปที่ต้นกุหลาบและพูดกับต้นไม้นั้น.)

(มันทักกันตา, ๑๗.)

กาละทรรศิน. อ้าโฉมฉายสายสะมะระมะทะนา, ฟังบิดาว่า เถอะทรามวัย.
  อันองค์สมเด็จพระนรปะติไซร้ ท่านจะรับไป ณเขตขัณฑ์;
  ลูกเคยมุ่งภักดิณปะระมะธรร- มาธิราชัน- ยะสามี,
  ท่านตามมาจากวระสุระบุรี โดยกะมลที่ สิเนหา,
  หากลูกยอมไปละก็วระสุดา คงจะได้สา- ระพัตสุข,
  ไปอยู่เวียงเนียงฤก็จะบมิทุกข์ ปราศะเข็ญขุก และปลอดภัย.
  ภูมีดีกว่าอะมระเพราะหะทัย ท่านสิรักใคร่ สุนารี,
  พ่อแลเห็นปรากะฏะฤดิฉนี้ จึ่งมอบศรี สุดาอร
  แด่องค์สมเด็จปะระมะอดิศร, แล้วจะได้นอน ละตาหลับ.
  อ้าลูกน้อยกลอยฤดิบิตุระรับ เชอญเถอะงามสรรพ สุมาลี!

(พระกาละทรรศินเรียกศังข์มาหลั่งน้ำที่โคนต้นกุหลาบ, แล้วทูลเชอญท้าวชัยเสนให้ตรัสชวนเอง. ท้าวชัยเสนจึ่งไปกล่าวคำชวนดังต่อไปนี้.)

(อีทิสะ, ๒๐.)

ชัยเสน. อ้าวะธูดะนูนะทุกข์ทวี
  เพราะแสนจะโศกวิโยคสุปรี- ยะอย่าแหนง,
  พี่สิผิดเพราะจิตวิโรธะแรง,
  อุบายะชั่วบรู้บแจ้ง สิจึ่งหลง,
  ยามตระหนักสิชักจะบ้าจะปลง
  ประหารชิวีบมีประสงค์ จะคงอยู่,
  แต่พะเอินสุเสวิเตือนดะนู
  ฉนั้นสิจึ่งสำนึกนะตู บวางวาย;
  เสด็จประยุทธะสมนิยมก็หมาย
  และมุ่งฤดีจะรับพระสาย สมรพลัน,
  จากพะนาและคืนณเขตตะขัณฑ์
  และมุ่งจะเสกสุนารินัน- ทะนาภา
  เปนพระอัคคะราชินีมหา
  สุมาตุแห่งนิกรประชา ณหัสฺดิน;
  โอ้พะเอินก็มามิพบยุพิน,
  กระนั้นนะฃ้ายังถวิล จะรับไป.
  จึ่งจะเชอญสุกุพฺชะกาวิไลย
  แหละแทนอนงคะจงคระไร เถอะพฤกษา,
  ฃ้าจะรับประทับณศีวิกา,
  และพร้อมกระบวนจะแห่ณธา- นิรังสรรค์;
  ถึงบุรีจะได้เฉลิมพระขวัญ,
  จะเปรอมิให้อนาถณวัน ฤราตรี.
  เชอญเถอะแม่ดนูเชอญนะมาระศรี,
  เสด็จเถอะอย่าระคายฤดี ดนูวอน!

(ท้าวชัยเสนเรียกศังข์หลั่งน้ำที่โคนต้นกุหลาบ, แล้วให้คนขุดก็ขุดได้โดยสดวก. นันทิวรรธนะก็เรียกวอทองออกมา, และให้ยกต้นกุหลบขึ้นบนวอ.)

[ฉบงง, ๑๖.]

ชัยเสน. ก่อนที่ตูฃ้าจะจร ฃ้าขอรับพร จากองค์มุนีทรงญาณ;
  จงโปรดอำนวยเถิดท่าน, เพื่อช่วยให้การ เดิรกลับเปนไปได้ดี.
  อีกเมื่อไปถึงธานี ขอให้มาลี อยู่ดีบได้โรยรา,
  และให้ดำรงคงกว่า ชีวิตของฃ้า จะถึงณอายุขัย.

(กุสุมิตลดา, ๑๘.)

กาละทรรศิน. ฃ้าขอให้เทพองค์อะธิปะติณไตร-
  ตรึงษะโปรดให้ พระพรสิทธิ์
  แด่องค์สมเด็จราชะปะระมะบพิตร์
  เรืองมหาฤท- ธิเดชา,
  มีชัยในการยุทธะและบมิปะรา-
  ชัยณทั่วหล้า สกลขาม,
  ขอจงทรงสฺวัสดีนิจจะสุขะอภิราม
  รมยะทุกยาม บเสื่อมซา.
  หนึ่งอวยพรให้กุพฺชะกะสุระผกา
  คงดิลกหล้า บสูญพรรณ,
  เปนสิ่งชวนยวนจิตตะนระสุวะคันธ์
  ช่วยระงับสรร- พะทุกข์หนัก;
  หญิงชายยามเริ่มรู้ระสะณฤดิรัก
  ใช้กุหลาบจัก ระเริงใจ,
  อันดวงมาลีกุพฺชะกะสิผิวะให้
  พึงจะรู้ได้ ว่ารักแท้,
  และยามดมดอกกุพฺชะกะนะก็จะแก้
  เดือดณดวงแด และสุขพลัน.
  ขอมาลีศรีกุพฺชะกะสิริสุคันธ์
  จงประดิษฐ์พรรณ นิรันดร!

(ชัยเสนคุกเฃ่าลงไหว้รับพรพระฤษี, แล้วให้ตั้งกระบวนแห่วอทรงต้นกุหลาบ, องค์เองเดิรนำหน้าวอ. พิณพาทย์ทำเพลงกลอนโยน, กระบวนแห่เดิรผ่านจากหลืบขวาเลยไปเฃ้าโรงทางหลืบซ้าย.)

(ปิดม่าน)


ถอดคำประพันธ์ บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา


องก์ที่ ๑

(มายาวินประนมมือและนั่งบริกรรม, พิณพาทย์ทำเพลงตระสันนิบาต  ทุกๆ คนตั้งตาคอยมองดู

พอถึงรัวท้ายตระ มัทนาเดินออกมา, ตาจ้องเป๋งไม่แลดูใคร และกิริยาอาการเป็นอย่างคนที่ยังหลับอยู่, และพูดหรือแสดงกิริยาอย่างคนที่ฝัน. สุทเษณ์ลุกจากบันลังก์ลงมาต้อนรับด้วยความยินดี, แต่ครั้นเห็นมัทนาจังงังอยู่ ไม่ยิ้มแย้มก็ชะงัก, แล้วหันไปพูดกับมายาวิน.)

 

สุเทษณ์ :  ทำไมนางมาแล้วถึงยังไม่ยอมพูดจากับข้า?

มายาวิน  : เพราะว่านางยังตกอยู่ในมนต์สะกดของข้า แต่ว่าข้าจะแก้มนต์เดี๋ยวนี้
   (พูดสั่งมัทนา)

มายาวิน : นางมัทนาสุดสวย ถ้าหากว่าท่านสุเทษณ์ถามอะไรเจ้า เจ้าจงตอบถ้อยด้วยคำที่อ่อนหวาน 
น่าพึงพอใจ ไม่ว่าเจ้าจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม ก็จงตอบโดยเร็วพลัน

มัทนา : ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าหากองค์สุเทษณ์นั้น ตรัสถามอะไรหม่อมฉันก็จะตอบในทันที

สุเทษณ์ : มัทนาคนงาม พี่นั้นหลงรักเจ้ามานานแล้ว เจ้าบอกพี่มาหน่อยเถิด ว่าเจ้าก็รักพี่เช่นกัน

มัทนา :  หม่อมฉันจะรักหรือไม่รักท่าน ก็ไม่สามารถขัดความเห็นท่านได้

สุเทษณ์  :  มัทนา ที่เจ้าพูดมานั่นจริงเหรอ ตอบข้ามา?

มัทนา : หม่อมฉันจะขอตอบท่านว่า หม่อมฉันจะพูดแต่สิ่งที่ท่านต้องการ

สุเทษณ์ : จะรักหรือไม่รัก ทำไมน้องจึงไม่บอกสิ่งที่คิดแก่ข้าเล่า?

มัทนา : จะรักหรือไม่รัก ก็แล้วแต่ท่าน ท่านต้องการอย่างไร?

สุเทษณ์ : ข้ารักเจ้า และหวังว่าเจ้าจะไม่ทอดทิ้งความรักของข้าไป

มัทนา : ตอนนี้ทรงรักหม่อมฉันอยู่ ทรงจะทิ้งข้าได้อย่างไร?

สุเทษณ์ : ความรักของพี่นั้นจะน่าละเหี่ยใจหากไม่ได้ใกล้ชิดอิงแอบเจ้า

มัทนา : ความรักของท่านนั้นจะหายความน่าละเหี่ยใจเพียงเพราะได้อิงแอบแนบชิดอย่างนั้นหรือ?

สุเทษณ์ :โอ้ มัทนาทำไมเจ้าจึงไม่ตอบในสิ่งที่ข้าถาม?

มัทนา : โอ้ ท่านเทวดา มัทนาตอบในสิ่งที่ท่านได้ถามมาแล้ว!

สุเทษณ์ :  เสียแรงที่ข้ารักใคร่เจ้า แต่เจ้ากลับไม่รักข้าตอบ

มัทนา : เพราะหม่อมฉันจะไม่รักท่านตอบอย่างนี้ หากท่านจะรักหม่อมฉันต่อก็จะเสียแรงเปล่า

สุเทษณ์ : โอ้ แม่สาวรูปงาม เจ้าไม่ควรจะใจแข็งกับข้าขนาดนี้

มัทนา : โอ้ ถึงจะมีรูปงามแต่หม่อมฉันก็บอบบาง เพราะฉะนั้นใจหม่อมฉันจึงต้องแข็งแรง

(สุเทษณ์จ้องดูนาง, แต่นางยังคงตาลอยไม่จับตาอยู่, สุเทษณ์ออกฉงน, จึ่งลองพูดไปอีก.)
สุเทษณ์ : ถ้าหากข้าจะกอดและจูบเจ้า เจ้าจะว่าอย่างไร?

มัทนา : หม่อมฉันจะขัดก็ไม่ได้ ทำตามแต่ใจท่านต้องการเถิด

สุเทษณ์ :  แต่เจ้าจะเต็มใจหรือ ถ้าข้านั้นจะกอดและจะจูบเจ้า?

มัทนา :  จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่หม่อมฉันจะไม่ทำให้หน้าที่ของหม่อมฉันขาดตกบกพร่อง

(สุเทษณ์ไม่พอใจในคำตอบของนาง, จึ่งหันไปพูดกับมายาวิน)

สุเทษณ์ :  มายาวิน! ทำไมนางจึงเป็นอย่างนี้? นางเหมือนคนที่กำลังละเม้อ ไม่เหมือนคนที่มีชีวิตจิตใจข้าถามอะไรไป
หล่อนก็ย้อนเราเหมือนดังคำถามที่ถามไป เหมือนต้องการจะยียวนกวนใจข้า มันก็เหมือนกับข้าพูดอยู่กับหุ่นยนต์
!
หล่อนก็ย้อนเราเหมือนดังคำถามที่ถามไป เหมือนต้องการจะยียวนกวนใจข้า มันก็เหมือนกับข้าพูดอยู่กับหุ่นยนต์!

มายาวิน : ท่านสุเทษณ์ ที่นางเป็นอย่างนี้เพราะฤทธิ์มนต์ ซึ่งบังคับให้ตอบเรื่องราวได้แต่ บังคับจิตใจคนให้ชอบนั้น หาทำได้ไม่ แต่ถ้าหากว่าท่านต้องการให้นางคอยรับใช้ท่าน ข้าอาจผูกใจนางไว้ด้วยเวทมนต์  ไม่ให้นางขัดท่านได้ บังคับให้นางยอมเป็นข้ารับใช้ท่าน
สุเทษณ์ : แต่  ข้าไม่อยากได้นางโดยวิธีนั้น เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์รักนาง อยากให้นางรักข้าตอบ ผูกใจด้วยเวทมนต์ แล้วตามใจข้าฝ่ายเดียวไม่ดี ข้าอยากจะให้นางรักข้าจริง ฉะนั้น ท่านครูจงรีบคลายมนต์โดยเร็วเถิด หากข้าโชคดี คงได้สมใจ
มายาวิน : น้อมรับประสงค์
(มายาวินประนมมือแล้วร่ายมนต์ต่อไปนี้)
มายาวิน : อันเวทที่ผูกจิตนางอยู่นั้น บัดนี้จงคลายฤทธิ์จากจิตใจ คลายอย่าช้า จงหาย
(พิณพาทย์ทำเพลงรัว มายาวินยกมือไหว้ แล้วเสกเป่าไปทางนางมัทนา ฝ่ายมัทนาค่อยๆรู้สึกตัว เอามือลูบตาเหมือนคนตื่นนอน และพอจบรัว ก็ได้สติบริบูรณ์ บัดนี้ นางเหลียวไปเห็น   สุเทษณ์ก็ตกใจ ตั้งท่าเหมือนจะหนีไป แต่สุเทษณ์ขวางทางไว้)
สุเทษณ์ : อ้ามัทนาโฉมงาม สว่างไสวดังสายฟ้าในท้องฟ้า ไหนๆเจ้ามาแล้วจะร้อนรนหนีไปไหน?
มัทนา : ท่านสุเทษณ์ หม่อมฉัน มาที่นี้ได้อย่างไร ไม่ทราบซักนิด จำได้ว่าข้าอยู่ในสวนดอกไม้ และชื่นชมอยู่ แต่อยู่ดีๆ ก็เกิดร้อนในใจ ราวกับว่าโดนไฟเผา ร้อนจนไม่สามารถทนได้ แล้วก็สิ้นสติลง หม่อมฉันมาที่นี่ได้อย่างไร หรือว่าใครอุ้มหม่อมฉันมา ขอท่านจงเมตตาและอภัย ที่หม่อมฉันบุกรุกถึงลานใน
สุเทษณ์ : ข้าจะบอกให้เจ้าทราบ ข้านั้นใช้มายาวิน ให้เชิญเจ้ามาที่นี่ด้วยเวทมนต์
มัทนา : เหตุใดท่านจึงทำเช่นนั้น ให้หม่อมฉันต้องอายแก่ชาวฟ้าชาวสวรรค์ทั้งหลาย  โอ้ท่านทรงโปรดอภัย


สุเทษณ์ :โอ้ยอดรัก อย่าร้องไห้ไปเลย ใบหน้าเจ้าจะหม่นหมอง ข้านี้รักเจ้าและจะเฝ้าดูแลเจ้า ไม่ให้ระคาย ข้ารักคนสวย ไม่ควรให้ละอาย อันหญิงกับชายก็ควรจะร่วมรักกัน เจ้านั้นรูปงาม ก็ไม่ควรจะขาดรัก พระพรหมท่านสร้าง ไว้เพื่อให้ผูกพัน ข้าสิ บุญแล้วที่ได้เจอกับนางงามและได้รักและจะทะนุถนอม ขอเจ้าจงยินยอม รับรักข้า หากเจ้าไม่ขัดข้อง เราก็จะรักกันยาวนานไม่จืดจาง และเจ้าก็จะช่วยดับทุกข์ให้ข้า ข้ารักเจ้า ถ้าได้สมใจ คงมีความสุขมาก แต่ถ้าไม่มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตาย เพราะคงมิวายทุกข์และช้ำใจ ฟังข้าเถิด มัทนาและตอบข้า ให้ข้าได้เป็นสุข
 (มัทนาร้องไห้ พิณพาทย์ทำเพลงโอด สุเทษณ์ปลอบ)

มัทนา  : ฟังถ้อยคำอ้อนวอนของท่าน ถ้าหม่อมฉันเออออ ตามน้ำไปกับท่านด้วย ก็จะเป็นการโกหก หลอกลวง เพราะ ไม่ตรงกับความจริง อันชายใดประกาศบอกรักแด่หญิง ถ้าฝ่ายหญิงชอบก็จะรับรัก แต่ถ้าหากไม่ ก็จะเป็นการหลอกลวง ถ้าหากรับรัก คนรักก็จะหลงดีใจไป สำหรับตัวหม่อมฉันนี้ไม่คิดที่จะโกหกใคร หวังมุ่งในธรรมะ อันว่าท่านจะเมตตากรุณาหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ควรจะดีใจ และหม่อมฉันก็ขออภัยในสิ่งที่ข้าได้ล่วงเกินท่าน ถ้าท่านทรงโกรธ หม่อมฉันก็ขอก้มลงกราบท่าน
สุเทษณ์ : ที่เจ้าไม่ยอมรับรักข้า เพราะเจ้ามีคนรักแล้วหรือ
มัทนา : หม่อมฉันไม่มีชายใด ข้าเป็นโสด ไม่มีใจใฝ่ในเรื่องรัก
สุเทษณ์ : เช่นนั้นเจ้าก็จงฟังข้ากล่าว เจ้าช่างงามยิ่งนัก ก็มิสมควรที่จะใจดำ
มัทนา : หม่อมฉันฟังทุกคำที่ท่านพูด ก็รู้สำนึก แต่จำเป็นที่จะต้องกล่าวซ้ำเหมือนกับที่พูดไป
สุเทษณ์ : ที่เจ้าไม่ยอมรับรักข้า ?เป็นเพราะข้านี่ไม่ดีตรงไหนหรือ ?
มัทนา : ท่านผู้วิเศษ ท่านจะไม่ดีได้อย่างไร หม่อมฉันสิไม่ดี เพราะมิได้ตอบรักท่าน
สุเทษณ์ : ยิ่งฟังเจ้า ข้ายิ่งขัดใจ ความทุกข์มีท่วมท้น คนสวย พี่จวนจะบ้าอยู่แล้ว
มัทนา : โอ้ ช่างสลดใจยิ่งนัก คำพูดที่ท่านต้องการในตัวหม่อมฉันถ้าตอบสนองท่าน หม่อมฉันก็จะผิดสัญญา ขอให้ท่านมีความสุข ความยินดี ข้าขอทูลลา
(มัทนากราบแล้วตั้งท่าจะไป แต่สุเทษณ์จับข้อมือไว้ด้วยกิริยาที่ออกจะโกรธ)
สุเทษณ์ : ช้าก่อน เจ้าจะไปไหน
มัทนา : หม่อมฉันอยู่ไป ก็มีแต่จะให้ท่านรำคาญ
สุเทษณ์ : ใครบอกเจ้าว่าข้านี้รำคาญ
มัทนา : หม่อมฉันสังเกตเห็นเอง
สุเทษณ์ : เจ้ามาล้อเล่นอย่างนี้ เห็นข้าเป็นคนโง่หรือบ้ารึไง
มัทนา : หม่อมฉันเคารพและทูลอย่างจริงใจ ก็ไม่เคยเชื่อเลย กลับพูดชักชวนชมเชยให้ข้า รักตอบ ท่านทรงเป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่ เกียรติยศเกรียงไกร มีสาวนางในมากมายในพิมาน จะโปรดปรานหม่อมฉันสักกี่วัน เมื่อทรงเบื่อ หม่อมฉันมิต้องโศกเศร้าคอยมองหาแต่ท่านหรือ ข้านี้นับถือคำๆหนึ่งคือแม้ไม่รักใครจิงตัวข้านี้ แม้ไม่รักจริงถึงแม้เป็นชายใด ก็จะมิยินยอม ขอท่านโปรดทรงเข้าใจ หม่อมฉันขอทูลลา
สุเทษณ์  : (ตวาด) แหม มัทนา เจ้านี่ช่างเจ้าเล่ห์นัก แต่ละคำที่พูดออกมา มีแต่คำไม่ดี ช่างเป็นคำพูดที่ตลบตะแลง เมื่อข้าถาม เจ้าก็ไม่ตอบ และไม่เต็มใจฟัง ถ้าให้เจ้าได้หัวใจไป เจ้าก็จะไม่รับรัก ข้าจึงจะให้เจ้าไปจากสวรรค์ เพราะถ้าหากเจ้าไปชอบคนอื่นเข้าข้าก็คงจะทุรนทุราย โศกเศร้า ไม่อยากจะได้ยิน ได้เห็นอีก เพราะฉะนั้นจะให้เจ้าไปจุติที่โลกมนุษย์ เจ้าต้องการจะเกิดรูปใดล่ะเป็นสัตว์2เท้า หรือสัตว์4เท้า หรือจะเป็นอย่างอื่น เลือกตามใจเจ้าเถอะ แล้วข้าจะสาปให้เจ้าเป็นเช่นนั้น จนกว่าเจ้าจะสำนึกในความผิดของตนเอง และอ้อนวอนข้า เมื่อนั้น ข้าจะให้เจ้ากลับสวรรค์ดังเดิม แล้วตกลงเจ้าจะเป็นอะไรล่ะ
มัทนา  : หม่อมฉันเป็นแต่เพียงนางมัทนา ไม่คิดจะอวดดี ตัวข้านั้นโชคไม่ดีที่ไม่ได้รับใช้ท่าน   ในความเมตตาของท่าน  นั้น หม่อมฉันจะรับใช้และตอบแทนท่าน  แล้วที่ท่านให้เลือก หม่อมฉันขอเป็นดอกไม้ ที่สวยงาม พันธุ์ไม้นั้นแล้วแต่ท่านจะทรงเห็นชอบ ขอให้มีเพียงแต่ ขอให้มีกลิ่นที่รื่นรมหอม ด้วยกลิ่นของหม่อมฉันนั้น จะได้ถวายท่านไปบูชา หม่อมฉันขอเพียงแต่ให้ได้ทำประโยชน์แก่ท่านเท่านั้น
สุเทษณ์  : ที่เจ้าขอมานั้นข้าจะให้เป็นตามนั้น  ท่านมายาวิน นางมัทนา นางต้องการที่จะเป็นดอกไม้ มีดอกไม้ใดที่มีสีสวยงามและกลิ่นหอมไหมท่าน?  แต่ต้องมีหนามไว้ ป้องกันไม่ให้พวกสัตว์เดรัจฉานทำลาย
มายาวิน  : ดอกไม้ที่สวยงามดังที่พระองค์ถามมานั้น มีในสวนนันทะโน ที่ มเหสีพระอินทร์ ทรงโปรด เห็นมีแต่ในสวรรค์ ในแดนมนุษย์นั้นยังไม่มี
สุเทษณ์  : ไม้นี้ชื่ออะไร เจ้าจงบอกเรามา
มายาวิน : ไม้นี้ชื่อ ผะกากุพชะกะ  สีแดงเหมือนผู้หญิงยามอาย มีขนาดใหญ่และมีกลิ่นหอมส่งกลิ่นไปไกล รวมทั้งมีหนามมากมายเหมือนมีเข็มอยู่ ผึ้งบินอยู่ขวักไขว่ รสชาติหวาน กินแล้วอร่อย รสหวาน  ระงับความโกรธ และมีสรรพคุณหลายอย่างด้วย
สุเทษณ์ ดีล่ะ จะให้นางมัทนา เป็นดอกไม้นี้ เจ้าจะว่าไง
มัทนา : หม่อมฉันพอใจดอกไม้ที่ท่านกล่าวมา ขอพระคุณอย่างยิ่งที่ทรงเมตตาข้า
   สุเทษณ์ ด้วยอำนาจที่ข้ามี จงสาปให้นางมัทนา ไปเกิดใหม่ จากแดนสวรรค์สู่แดนมนุษย์ เป็นดอกไม้ที่ชื่อ กุพชะกะ ให้เป็นเช่นนั้นจนกว่าจะรู้สึกหนักใจ และเมื่อถึงวันเพ็ญ ให้เจ้าเป็นมนุษย์ได้เพียง 1 คืน แต่ ถ้าเจ้ารักกับผู้ชายเมื่อไหร่ เจ้าจะไม่กลับมาเป็นดอกไม้อีก แต่ถ้าเจ้ามีความรักแล้วเป็นทุกข์ ก็จงอดทนต่อไป อ้อนวอนข้า แล้วข้าจะให้อภัย
  นางมัทนาจง ไปเกิดเป็นกุหลาบงาม ที่ป่าหิมะวัน ข้าขอสาปไว้!!!
(พิณพาทย์ทำเพลงคุกพาทย์ สุเทษณ์แผลงฤทธิ์ฟ้าแลบแวบวาบตลอดเพลง พอถึงรัวท้าย
มัทนาร้องกรี๊ดและล้มลงกับพื้น)
 (ปิดม่าน)


คุณค่าด้านเนื้อหา

๑. โครงเรื่อง เป็นบทละครพูดคำฉันท์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคิดโครงเรื่องเอง ไม่ได้ตัดตอนมาจากวรรณคดีเรื่องใด แก่นสำคัญของเรื่องมีอยู่ ๒ ประการ คือ 
๑) ทรงปราถนาจะกล่