Fic RoV : Realm of Love [Yaoi]

ตอนที่ 9 : (Cresht x Thane) -Fury of the Sea- [I] 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    5 พ.ย. 60

Story : Fury of the Sea
Type : Fan Fiction,RoV
Pairing : Cresht x Thane
Rate : น 15+

..................................................

- I -


     เปรี้ยง!!!!!!!!!!

     เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นลั่นผืนนภาและทะเลสีคราม กระแสวารีเชี่ยวโหมกระพือสาดโครมใส่ฝั่งอย่างเกรี้ยวกราดราวกับความพิโรธของมหาเทพโพไซดอนได้ถูกกระตุ้นให้โกรธถึงขีดสุด เสียงกรีดร้องของบรรดาชาวบ้านร้องดังระงมด้วยความหวาดกลัวต่อคลื่นยักษ์ที่ถูกซัดเข้ากระทบฝั่งลูกแล้วลูกเล่าจนเอ่อท่วมเข้าหมู่บ้าน ปริมาณน้ำจำนวนมากทะลักเข้าครอบคลุมผืนปฐพีอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบเมื่อยามเขื่อนแนวหน้าถูกพังทลาย บ้านหลายหลังคาเรือนถูกคลืนทะเลพัดทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ผู้คนจำนวนมากต่างพากันตายไปหลายร้อยชีวิต...นี่มันมหาวิบัติวันสิ้นโลกชัดๆ

     "รีบพาประชาชนขึ้นไปหลบอยู่ภายในวิหารก่อน เร็วเข้า!!"

     เสียงโทนเข้มของ'ซานิส'นักรบมังกรแห่งอาณาจักรตะโกนสั่งลูกน้องด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวดุดัน ก่อนที่ร่างสูงจะรีบวิ่งกลับลงเนินไปช่วย'มอร์ทอส'กับอัศวินคนอื่นๆอพยพประชาชนด้วยอีกแรงเพราะประชากรส่วนใหญ่ของอาณาจักรมักจะอาศัยอยู่ข้างล่างกัน พอเกิดเหตุชุลมุลขึ้นมันจึงเป็นการยากที่จะเคลียร์ทางให้ประชาชนขึ้นเนินไปหลบภัยในวิหารศักดิ์สิทธิ์อันเนื่องมากจากความหนาแน่นเกินอัตราของประชากร ซึ่งเมื่อไปถึงซานิสก็แทบลมจับเลยเพราะภาพตรงหน้าเขาน่ะ...มันโกลาหลสุดๆ!

     แต่เวลามันไม่เคยรอใครหน้าไหนทั้งนั้น นักรบหนุ่มตั้งสติก่อนจะกระโจนแหวกฝูงชนเข้าไปช่วยสหายของตนทันที เนื้อที่บริเวณนี้น้ำท่วมขึ้นมาถึงระดับแข้งของเขาแล้วนั่นจึงแสดงให้เห็นว่าอีกไม่ช้าที่ตรงนี้ก็จะถูกน้ำท่วมจนกลายเป็นทะเลสาบไปอีกแห่งหนึ่งเป็นแน่

     นี่มันเกิดอาเพศอะไรขึ้น ทำไมอาณาจักรถึงกลายเป็นแบบนี้!? ซานิสคิดพลางช่วยอพยพชาวบ้านไปในที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันสองเนตรคมก็พลันเหลือบไปเห็นร่างของอัศวินผู้หนึ่งกำลังแบกเด็กสองชายหนึ่งหญิงหนึ่งวิ่งฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวตรงมาพอดิบพอดีด้วยสภาพเปียกปอนจนดูไม่ได้

     "มอร์ทอส! ทางนี้!"นักรบหนุ่มตะโกนเรียกพลางรีบวิ่งฝ่าน้ำไปช่วยอีกฝ่ายทันที เมื่อยามถูกเรียกใบหน้าคมสันก็พลันหันขวับตรงมายังทิศทางของเสียงทันที ก่อนสองขายาวจะรีบจ้ำอ้าวขึ้นไปหาโดยสองแขนก็แบกเด็กน้อยสองคนติดไปด้วย

     "แม่งเอ๊ย สถานการณ์ในตอนนี้แย่สุดๆ เขื่อนแนวสุดท้ายจะพังแล้วต้องรีบพาประชาชนที่เหลือเข้าวิหารให้เร็วที่สุดเลย"มอร์ทอสบอกเสียงเครียดพลางส่งเด็กสองคนให้ซานิสอุ้มไว้แทนโดยเขาก็ไม่วายพูดสั่งไปอีกว่า"เจ้ารีบพาคนที่เหลือไปซะ เดี๋ยวข้าจะไปเคลียร์กับเจ้านั่นเอง!"

     "เฮ้ยเดี๋ยวสิ! เคลียร์อะไรกับใครวะ!?"

     นักรบหนุ่มตะโกนถามด้วยความสงสัยเพราะเจ้าตัวเพิ่งมาช่วยที่หลังเขาจึงไม่รู้เรื่องราวอะไรเลยสักนิด ซึ่งก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของอัศวินหนุ่มจะวิ่งหายกลับไปท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยวกราดราวพายุ เสียงทุ้มเข้มก็พลันตะโกนตอบนักรบมังกรไปว่า...

     "ก็ไอ้ตัวต้นเหตุของเหตุการณ์มหาอุทกภัยนี่ไง!!"

.................................................

     "นางนวลเจ้าเอย~ใยเจ้าช่างงามสง่า~ผิดต่างจากตัวข้า~ที่เป็นเพียงอสูรน้ำแปดกรแสนน่ารังเกียจ~ข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ห่างๆใต้ผิวธารา~ชื่นชมเจ้าด้วยใจจริงยิ่งอื่นใด~แม้นจักไม่ได้ครองคู่กัน~ข้าก็ขอเฝ้าห่วงใยแลรักใคร่เจ้า~อยู่ใต้มหานทีแห่งนี้~จวบจนสิ้นชีวา~"

     เสียงขับร้องเพลงประจำของชนเผ่าชาว'เมอร์มิดอน'ดังเอื่อยๆมาตามสายลมอย่างเงียบเหงาจากบริเวณโขดหินใหญ่ตะไคร่จับ เสียงคลื่นน้ำกระทบทรายดังแว่วอย่างสม่ำเสมอพร้อมเสียงนกนางนวลร้องแจ้วไม่หยุดหย่อนรับกับคำร้องทำนองเพลงได้เป็นอย่างดี

     เมอร์มิดอน คือ ชนเผ่าเงือกแห่งดินแดนป่ามนตรา พวกเขามีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีผิวเรียบลื่นดั่งผิวปลามีหัวเป็นฉลามหัวฆ้อน แต่เดิมพวกเขามีถิ่นฐานอยู่ที่ทะเลเดือดซึ่งเป็นทะเลที่มีแต่ความโกลาหลวุ่นวายอย่างไม่มีจบมีสิ้น ใครก็ตามที่กล้าล่องเรือข้ามสมุทรมาก็ย่อมต้องเจอแต่ความพินาศและความโกรธเกรี้ยวของท้องทะเล ซึ่งตอนนี้ชาวเมอร์มิดอน...ก็เหลือเพียง'เครชส์'ตนเดียวแล้ว...

     เครชส์คือชาวเมอร์มิดอนที่รอดตายมาจากมหาสงครามระหว่างเทพและปีศาจครั้งก่อน ทะเลเดือดคือทางผ่านของสงครามและเป็นสนามฝังศพของนักรบเหล่านั้น แม้ชาวเมอร์มิดอลจะรักสงบเพียงไรแต่ถ้าดินแดนที่มหาเทพโพไซดอนประทานมอบให้พวกเขาดูแลปกปักรักษาได้ถูกรุกรานจากเผ่าอื่น...พวกเขาก็พร้อมที่จะกลายร่างเป็นอสูรกายร้ายเข้าห้ำหั่นศัตรูไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตามให้พินาศสิ้น!

     สงครามในครั้งนั้นชาวเมอร์มิดอนสามารถปกป้องดินแดนท้องทะเลและคว้าชัยชนะมาไว้ได้...แต่ก็ต้องแลกมากับการเกือบสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของเขาด้วยเช่นกัน...

     ตอนนี้...เครชส์คือตัวตนแห่งความพิโรธแห่งท้องทะเลเพียงหนึ่งเดียวไปแล้วโดยสมบูรณ์...

     เมอร์มิดอนหนุ่มนั่งร้องเพลง'ซีเกิ้ล'ซึ่งเป็นเพลงประจำเผ่าตนเดียวเงียบๆบนโขดหินใหญ่ น้ำเสียงที่ใช้ขับร้องถูกแฝงไว้ด้วยตวามโศกเศร้าเหลือคณาจากการสูญเสียครอบครัวแต่มันก็ไม่หนักเหมือนครั้งแรกนักเพราะตอนนี้เขาทำใจได้มากขึ้นหน่อยแล้วนั่นเอง เขาต้องยอมรับเรื่องนี้ให้ได้ไม่ว่าจะยังไง มันคือกฏของธรรมชาติ...กฏของโลกใบนี้ที่จะไม่มีวันถูกเปลี่ยนแปลงไปได้ตราบชั่วนิรันดร์

     เนื้อเพลงของซีเกิ้ลมีเนื้อหาไปทางทำนองพร่ำเพ้อถึงคนที่ตนเองแอบรัก เพ้อถึงกำเนิดชาติพันธุ์ที่ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่คู่กับคนผู้นั้นได้ ถ้าจะเปรียบก็คงเปรียบจากปลาหมึกซึ่งเป็นสัตว์น้ำกับนกนางนวลซึ่งเป็นสัตว์ปีก นกนางนวลนั้นงามสง่าเยี่ยงชนชั้นผู้ดี แต่ปลาหมึกนั้นน่ารังเกียจเยี่ยงชนชั้นล่างต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่กับคนผู้นั้น แต่ก็จะขอเฝ้าห่วงใยอยู่ห่างๆก็เป็นพอ

     เครชส์ไม่เข้าใจ...ไม่เข้าใจความหมายของเพลงเลยสักนิดว่าทำไมต้องทำขนาดนั้นเพื่อคนแบบนั้น...จวบจนตอนนี้เขาก็ยังคงไม่เข้าใจเลยแม้แต่นิดเดียว...

     ความรักแบบนั้นน่ะ...มันมีไม่อยู่จริงหรอก

     ในขณะที่เครชส์กำลังนั่งคิดพลางร้องเพลงไปพร้อมๆกัน อยู่ดีๆลมทะเลก็พลันพัดโฉบเข้าปะทะใบหน้าดุดันอย่างรวดเร็วชั่วแวบนึง ซึ่งทันทีที่ลมเย็นเข้าปะทะหน้าภาพเรือสำเภาขนาดใหญ่ก็พลันฉายวาบปรากฏอยู่ในหัวของเมอร์มิดอนหนุ่มราวฟิล์มภาพยนตร์ที่กำลังฉายหนังม้วนเก่าให้ดูก่อนที่มันจะหายวับไปกับสายลมปานฟ้าแลบ

     ผู้บุกรุกอีกแล้วอย่างงั้นรึ? เครชส์คิดพลางถอนหายใจยาว นี่มันรอบที่เท่าไรแล้วหนอที่มีผู้บุกรุกบุกน่านน้ำของเขา 

     ในเมื่อไม่รู้จักเข็ดจักหลาบกัน ข้าก็จะสนองให้ตามต้องการ! คิดจบมือหยาบกร้านจึงเอื้อมออกไปข้างหน้าพร้อมๆกับที่คลื่นน้ำลูกหนึ่งตีวนลอยอากาศขึ้นมารวมตัวกันอยู่รอบลำแขนแกร่งก่อนน้ำสีใสจะตีกระจายออกเป็นละอองน้ำเล็กๆพลางปรากฏฉมวกสีเงินอยู่บนฝ่ามือหนาซึ่งมันก็เป็นอาวุธประจำกายของเขานั่นเอง

     ดวงเนตรสีเหลืองนวลส่องประกายด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนร่างประดับมัดกล้ามแน่นหนักจะกระโดดพรวดลงแหวกว่ายสายธาราตรงไปยังที่ผู้บุกรุกอยู่ทันควันด้วยความเร็วอย่างเหลือเชื่อ...น่านน้ำนี้ไม่มีใครเร็วกว่าเขา...ไม่มีใครทรงอำนาจเท่าเขาอีกแล้ว...เพราะตัวเขา...คืออสูรกายร้ายแห่งผืนมหาสมุทร...อสูรกายที่มีแต่ความเคียดแค้นคอยกัดกินจิตใจจนเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่าภายในหัวใจดวงนี้เท่านั้น...

     แล้วใครกันล่ะ...ที่จะมาเยียวยารักษาแผลภายในจิตใจของเครชส์ให้หายสนิทได้...แต่ก่อนจะถามอย่างนั้นก็ควรจะถามว่า'บนโลกนี้มันจะมีสักคนรึเปล่า'ก่อนสินะ???



     เปรี้ยง!!!!!!!!!!!!!

     "คุมเสากระโดงเรือไว้อย่าให้หลุดออกนอกเส้นทางเด็ดขาด!!!"

     เสียงโทนทุ้มของอัศวินหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองคำออกคำสั่งลั่นก้องเรือลำใหญ่แทรกเสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องพลางสองขายาวไม่วายรีบวิ่งฝ่าดงฝนไปช่วยลูกเรือดึงกระชากเชือกใบเรือไว้เพื่อต้านลมกรรโชกแรงของพายุฝนฟ้าคะนองนี้ให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็สร้างความโกลาหลให้ลูกเรือชาวอังกฤษได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวเพราะก่อนที่จะแล่นเรือมาถึงน่านน้ำแห่งนี้ สภาพอากาศยังปลอดโปร่งอยู่เลยแต่พอเรือแล่นมาถึงน่านน้ำแห่งนี้ปุ๊บภัยมรสุมก็พลันพุ่งเข้าโจมตีพวกเขาทันทีแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

     ราวกับว่า...กำลังมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งประสงค์ไม่อยากให้พวกเขาแล่นเรือสำเภาผ่านน่านน้ำแห่งนี้อย่างไรอย่างนั้น...

     "ท่านมอร์ทอส ดูนั่น!!"

     เสียงกะลาสีนายหนึ่งดังขึ้นพร้อมชี้นิ้วออกไปยังผืนทะเลเกรี้ยวกราดด้านหน้าหัวเรือ ทันทีที่ใบหน้าคมสันหันไปตามทิศทางที่นายกะลาสีชี้ไป ดวงเนตรคู่คมก็พลันเบิกกว้างขึ้นทันใดด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุดจนสมองเกือบลืมสั่งให้หายใจ

     ท่ามกลางผืนทะเลสีคล้ำและเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัวเยี่ยงสัตว์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากนิทรา ฉับพลันก็บันเกิดหลุมน้ำวนขนาดยักษ์ขึ้นมาอย่างไม่มีต้นสายปลายเหตุ สายอัสนีผ่าเปรี้ยงลงใจกลางหลุมน้ำวนอยู่สองสามคราก่อนจะปรากฏร่างใหญ่โตสูงตระหง่านเยี่ยงภูผายักษ์ขึ้นเบื้องหน้าเหล่ามนุษย์เล็กจ้อย มือข้างหนึ่งถือตรีศูล รูปกายล่ำสันน่าเกรงขาม ผิวหนังถูกหุ้มด้วยเกล็ดเรียบลื่นเฉกเช่นชนผืนน้ำ กลางแผ่นหลังกับใต้แขนแกร่งปรากฏเป็นสันกลีบสีแดงสด ท่อนล่างมีลักษณะเป็นปลาหมึกแต่ส่วนหัวมีรูปลักษณ์เป็นฉลามหัวค้อนทว่าตรงส่วนของคางกลับประดับด้วยหนวดปลาหมึกขนาดย่อมไว้สี่หนวดดั่งราวหนวดเครา

     มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะอธิบายถึงรูปลักษณ์ของอสูรกายตนนี้ได้...ชาวเมอร์มิดอนตนสุดท้ายแห่งน่านน้ำทะเลเดือด!

     "กรร!!!!!!!!!!!!"

     อสูรร้ายคำรามลั่นผืนทะเลพร้อมอวดโฉมคมเขี้ยวแหลมให้ประจักษ์ต่อสายตาของสิบชีวิตบนเรือสำเภาหมายข่มขวัญให้หวาดกลัว ซึ่งมันก็ได้ผล เหล่าบรรดากะลาสีซึ่งไม่ใช่นักรบต่างขวัญหนีดีฟ่อกันถ้วนหน้าจนไม่เป็นอันทำอะไร มอร์ทอสจิปากอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนฝ่ามือหนาข้างหนึ่งจะง้างมือขึ้นตบหน้ากะลาสีนายที่ยืนอยู่ข้างๆเขาเข้าให้ดังเพี้ยะหมายเรียกสติ ก่อนชายหนุ่มจะหันไปตะโกนออีกครั้งด้วยน้ำเสียงอันดังลั่น

     "อย่าแตกตื่น!! คุมสติให้อยู่แล้วช่วยกันบังคับเรือซะไม่เช่นนั้นได้ตายกันยกครัวแน่!!!"ถึงแม้จะพยายามเรียกสติลูกเรือและแก้สถานการณ์แสนเลวร้ายนี้ขนาดไหนก็เถอะ แต่ตอนนี้น่ะ...มันสายไปแล้ว

     โครมมม!!!!!!!!!!

     หลังพูดจบประโยคได้ไม่นานถึงห้าวินาที ตรีศูลอาวุธคู่กายของอสูรน้ำก็พลันถูกผู้เป็นเจ้าของฟาดโครมลงกระแทกเรือสำเภาของอัศวินหนุ่มเสียเต็มแรงจึงส่งผลทำให้เรือทั้งลำถูกผ่าครึ่งเป็นสองซีกอย่างง่ายดาย เนื้อไม้แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆพร้อมกับเสียงกรีดร้องของเหล่าบรรดาลูกเรือนับสิบชีวิตที่ต่างก็กระเด็นตกน้ำตกท่าเพราะแรงเหวี่ยงกระทบเมื่อครู่

     มอร์ทอสนั้นหนักสุดเพราะอยู่ใกล้แถวหน้าเรือจนโดนแรงกระแทกไปเต็มๆจนเกือบน็อคกลางอากาศ แต่เคราะห์ดีที่กระแสน้ำของผืนทะเลนั้นเย็บเฉียบจนเข้ากระดูกนั่นจึงทำให่อัศวินหนุ่มยังพอรั้งสติไว้ได้อยู่ก่อนที่ตนเองจะจมน้ำตายแต่ก็ยังไม่รอดจากน้ำวนยักษ์ข้างใต้อยู่ดี...

     อสูรยักษ์หรือเครชส์ยืนปลายมองเหล่ามนุษย์เล็กจ้อยที่กำลังโดนน้ำวนยักษ์ดูดกลืนอย่างหนักหน่วงอยู่ใต้ผิวน้ำด้วยสายตาราบเรียบแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเคียดแค้นชิงชังอย่างเหลือล้นจนดูน่ากลัวขึ้นจับใจ ตายเสียให้หมดซะไอ้พวกมนษย์ชั้นต่ำ จงด่ำดิ่งสู่ใต้ก้นมหาสมุทรแล้วกลายเป็นอาหารของฉลามเสียเถอะ...

     ทว่าขณะนั้นเอง...

     ตู้มมมม!!!!!!!!

     ในจังหวะที่อสูรร้ายยังยืนมองพวกมอร์ทอสตายฉับพลันก็ปรากฏลูกปืนใหญ่ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนเสือกพุ่งเข้าระเบิดใส่หน้าของเขาไปเสียเต็มรักจนเครชส์เผลอคำรามออกมาลั่นท้องทะเล เพราะเหตุนั้นล่ะมั้งนั่งจึงส่งผลให้เวทมนต์ของอสูรร้ายเสื่อมลง น้ำวนยักษ์พลันหยุดหมุนลงทันควัน เมื่อได้โอกาสคนตัวสูงจึงพยายามระเสือกกระสนขึ้นเกาะเศษเรือสำเภาที่ลอยคว้างอยู่เหนือผิวน้ำใกล้ๆทันควันอย่างยากลำบาก เมื่อศีรษะโผล่พ้นน้ำได้ริมฝีปากหยักลึกจึงพยายามอ้าปากกอบโกยเอาอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง ก็นะ เขาเกือบหวิดขาดอากาศหายใจตายอยู่รอมร่อเลยนี่เนอะ

     แต่ทันทีที่เปลือกตาบางปลือขึ้นมองก็พลันปรากฏเรือรบของอังกฤษแล่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้าตนเสียแล้ว...แต่ที่น่าอึ้งที่สุดน่ะมันไม่ใช่เรือหรอกที่น่าอึ้งทึ้งที่สุดน่ะมันไอ้คนคุมเรือนี้ต่างหาก!!

     เครชส์ยกฝ่ามือขึ้นประกบซีกหน้าข้างที่โดนระเบิดอัดหน่อยๆก่อนที่ดวงเนตรคู่สีอำพันจะตวัดควับไปๆมาๆระหว่างซ้ายขวาอย่างรวดเร็วเพื่อหมายจะหาว่าไอ้ลูกระเบิดบ้าเมื่อครู่นั้นมันพุ่งมาจากไหนด้วยสายตาโกรธเกรี้ยวอย่างถึงที่สุด ใคร! ใครมันบังอาจ!!?

     "มองหาข้าอยู่หรือ ไอ้หน้าปลาดุกชนเขื่อน"

     หือ!

     เครชส์นึกเดือดกับคำพูปริศนาเมื่อครู่ขึ้นมาอย่างรุนแรงก่อนดวงเนตรสีเหลืองจะตวับควับไปทางข้างขวา สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของอสูรร้ายก็คือภาพของเรือออกศึกขนาดยักษ์โดยกระบอกปืนใหญ่ทุกกระบอกถูกหันทิศตรงมาที่แครชเป็นทางเดียวกันหมด ซึ่งตรงบริเวณหัวเรือก็ปรากฏร่างของอัศวินใต้ชุดเกราะโกธิกโบราณยืนยกขาข้างหนึ่งเหยียบปืนใหญ่กระบอกหนึ่งอยู่ซึ่งตรงบริเวณปากกระบอกก็พลันมีกลุ่มควันจางๆลอยฟุ้งออกมาจากปากกระบอก

     ถึงแม้มันจะมีเพียงแค่นิดเดียวแต่มันก็มากพอที่จะทำให้อสูรร้ายรู้ว่าใครมันเป็นคนยิงปืนใหญ่อัดใส่หน้าตน...แถมอีกฝ่ายก็ดันเสือกถือที่จุดฉนวนปืนใหญ่อยู่ด้วยในมืออีกต่างหาก

     ใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงชายชาติอังกฤษใต้หมวกโกธิกโบราณประดับปีกนกเหยียดยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะเขวี้ยงที่จุดฉนวนลงพลางคว้าโล่กับดาบประจำกายขึ้นมาเตรียมพร้อมสู้โดยที่เจ้าตัวไม่วายยกดาบขึ้นจ่อไปที่ใบหน้าดุดันของเมอร์มิดอนหนุ่นทันควันพร้อมคำสั่งเปิดฉากการต่อสู้ก็พลันดังลั่นขึ้นก้องผืนทะเลตามมาติดๆ นั่นจึงทำให้แครชจำต้องจับตรีศูลขึ้นตรงห้ำหั่นกับ'เธน' วีรกษัตราแห่งอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     "ยิง!!!!!!!!"

     ตู้มมมม!!!!!!!!!!!!!!!

...............................................

     "นี่เจ้าไปทำอะไรมาฮึ ถึงได้แผลเต็มตัวกลับมาเช่นนี้?"

     "เรื่องของข้า อย่ายุ่ง"

     เมอร์มิดอนหนุ่มตอบกลับหญิงสาวผู้เป็นผู้พิทักษ์แห่งพงไพรด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงเจือไปด้วยอารมณ์ความหงุดหงิดอย่างเหลือร้ายชนิดถ้าเผลอเผอิญมีผลไม้ผลหนึ่งร่วงลงมากระทบศีรษะเขาเข้า แครชคงสติหลุดเรียกคลื่นสึนามิพัดถล่มต้นไม้ต้นนั้นไปทั้งโคตรแหง 'เปย์น่า'ถอนหายใจออกเล็กน้อยให้กับอารมณ์หัวฟัดหัวเหวี่ยงแบบไม่มีที่สิ้นสุดของเพื่อนหนุ่มของตนอย่างเอือมระอา ก่อนฝ่ามือบางจะยกคทาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นคทาประจำตัวขึ้นพร้อมร่ายเวทย์รักษาให้อีกฝ่ายไปพลาง

     "เจ้าไปถล่มกองเรือของมนุษย์อีกแล้วรึไร?"นางลองถามยังเชิงดู

     "หน้าที่ก็คือหน้าที่ ข้าต้องสานต่อปณิธานของชนเผ่าผู้ล่วงลับ ข้าจะไม่มีวันเลิกลาเด็ดขาดไม่ว่าเจ้าจะว่าอย่างไรก็ตาม"

     ทำตามหน้าที่...หรือทำตามแรงอาฆาตของตนเองกันแน่...เครชส์??

     คำพูดประโยคนี้ดังสะท้อนอยู่ภายในศีรษะของกวางสาวทันควันหลังสิ้นคำตอบของเมอร์มิดอนหนุ่ม เปย์น่าอยากจะถามประโยคนี้ออกไป แต่สุดท้ายนางกลับเลือกตัดสินใจที่จะไม่ถามมันออกไป เพราะนางไม่อยากให้คำพูดของนางไปกระทบกระเทือนกับบาดแผลภายในจิตใจของเพื่อนรัก แม้นางจะรักษาแผลกายให้เขาได้ แต่แผลใจน่ะมันรักษาไม่ได้ง่ายๆเหมือนบาดแผลภายนอกหรอกนะ ดวงเนตรคู่สีไซแอ็นชำเลืองมองสหายซึ่งอยู่ในร่างขนาดย่อส่วนชั่วครู่ก่อนใบหน้างดงามสมสตรีจะบรรจงฉีกยิ้มระไมส่งให้อย่างอ่อนโยนตามปกติที่นางมักจะทำอยู่เสมอ

     "ข้ารักษาให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลอาจจะมีปรากฏหลงเหลืออยู่บ้างเล็กน้อย ฉะนั้นเจ้าต้องพักฟื้นอยู่แต่ในอาณาเขตป่ามนตราแห่งนี้เท่านั้นจนกว่าจะหายสนิท เข้าใจหรือไม่?"เปย์น่าออกปากกำชับสหายชาวเมอร์มิดอนด้วยน้ำเสียงที่ออกจะติดไปทางดุนิดหน่อย

     "ขอรับเสด็จแม่"

     "ใครแม่เจ้ามิทราบ"

     เปย์น่าตอบพลางหัวเราะกับคำพูดหวังกวนอารมณ์ของเครชส์ไปพลาง นางไม่นึกโกรธเคืองในคำพูดกวนประสาทของสหายแต่อย่างใด กลับกันนางกลับรู้สึกดีและเบิกบานใจอย่างถึงที่สุดแทนเสียมากกว่าที่เครชส์พูดล้อตัวนางแบบนั้น เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าสหายของนางนั้นได้กลับมาร่าเริงขึ้นนิดหน่อยแล้ว

     ถึงแม้จะแค่นิดเดียว...มันก็ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างล่ะนะ เปย์น่าคิดพลางไม่วายลืมวาดรอยยิ้มประดับบนใบหน้างามน้อยๆ ก่อนริมฝีปากบางจะเอ่ยออกไปอีกคราด้วยน้ำเสียงนุ่มเสนาะ

     "งั้นประเดี๋ยวข้าจะกลับมา ข้าขอตัวไปตรวจตรารอบอาณาเขตป่าสักครู่"หญิงสาวว่าพร้อมค่อยๆพยุงกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยท่อนขาเรียวยาวทั้งสี่

     เครชส์ยิ้มรับตามประสาเพื่อน พลางโบกมือลาหญิงสาว"อ่า ระวังตัวด้วยล่ะเปย์น่า"

     "จ้ะ"

     เปย์น่าตอบเสียงใสพลางไม่วายยกมือขาวขึ้นโบกมือลาเมอร์มิดอนหนุ่มปอยๆ ก่อนเรียวขายาวสองคู่จะค่อยๆย่างกีบเท้าสัตว์สี่กีบย้ำกุบกับหายลับไปกับพุ่มไม้สีเขียวขจีข้างทางอย่างรวดเร็ว เพราะตัวเปย์น่าเองก็มีหน้าที่ที่ต้องทำในฐานะผู้พิทักษ์แห่งพงไพรเหมือนกันนี่นา...

     หลังร่างของหญิงสาวครึ่งมนุษย์ครึ่งกวางหายลับออกไปจากครรลองสายตาของเครชส์ได้ครู่หนึ่ง ฝ่ามือหนาที่ตอนแรกยกขึ้นโบกมือตอบหญิงสาวกลับก็พลันค่อยๆหยุดลงพลางเคลื่อนลงมาวางพาดไว้บนหน้าตักตามเดิม เมอร์มิดอนหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บบขอนไม้เก่าซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยมอสส์สีเขียวสดนุ่มฟูสักพักพร้อมสมองก็พลันหวนคิดถึงเรื่องเมื่อก่อนหน้านี้ไปพลางด้วยใบหน้าราบเรียบดั่งพื้นน้ำแข็ง

     เรื่องที่เมอร์มิดอนหนุ่มกำลังคิดอยู่นั่นน่ะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไรเลย มันก็ไอ้เรื่องชาวมนุษย์ที่กล้าบังอาจยิงลูกปืนใหญ่อัดแสกหน้าเขานั่นแหละ มือหนาเลื่อนขึ้นลูบตรงบริเวณรอยแผลเป็นลากยาวบนผิวแก้มข้างขวาซึ่งเป็นซีกหน้าข้างที่โดนระเบิดดินปืนอัดเข้าเต็มๆอย่างแผ่วเบา เหตุที่รอยแผลเป็นยังปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่เช่นนี้ก็เป็นเพราะแผลนั้นเกิดมาจากพรศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพาชั้นสูง ถึงแม้มันจะไม่ใช่แผลร้ายแรงอะไรมาก แต่เมื่ออสูรร้ายอย่างเครชส์โดนเข้าไปมันจึงส่งผลให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นอยู่เช่นนั้นไม่มีวันหาย

     ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยปฏิบัติหน้าที่นี้พลาดเลยสักครั้ง...แต่เป็นเพราะเจ้าหนุ่มนั่น...เขาถึงได้ผิดพลาดในหน้าที่พร้อมได้รับรอยแผลเป็นกลับมาฝากเป็นที่ระลึกให้เจ็บแค้นแล้งใจเล่นเช่นนี้

     "อย่าให้ข้าเจอเจ้าอีกแล้วกัน...ไอ้มนุษย์ชั้นต่ำ"

     เครชส์เค้นเสียงผ่านไรฟันคมเฉกเช่นสัตว์ร้ายพร้อมฝ่ามือหนาไม่วายออกแรงจิกข่วนรอยแผลเป็นนั้นอย่างแรงจนเป็นรอยถลอกลากยาวลงมาตามกงเล็บทั้งสี่ ดวงเนตรคู่สีเหลืองฉายแววเกรี้ยวกราดขึ้นมาอีกคราราวกับน้ำเดือดที่พร้อมที่จะปะทุออกมาทุกเมื่อ แต่เครชส์ก็สามารถระงับความโกรธไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะทะลักออกมาสู่ภายนอก ถึงแม้เข้าจะเป็นพวกโมโหร้ายแต่เขาก็ยังมีสติพอที่จะแยกแยะว่า อะไรควร อะไรไม่ควร

     เพราะตัวตนของเครชส์คือความพิโรธของมหาสมุทร...ถ้าเขาโกรธ...ท้องทะเลก็จักเกรี้ยวกราดดังอสูรร้ายตามอารมณ์เขา...และป่ามนตราแห่งนี้ก็จักกลายเป็นมหานครใต้น้ำไปในบัดดล...

     เมอร์มิดอนหนุ่มผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆพลางพยายามนึกถึงวิธีระงับความโกรธที่เปย์น่าเคยสอนเขาไว้หลายตลบจนขมับแทบแตก หลังพยายามอยู่นานอารมณ์โกรธเกรี้ยวของเขาก็พลันค่อยๆเบาทุเลาลง หลังอารมณ์เย็นขึ้นมาบ้างความเหนื่อล้าก็พลันระดมทุบใส่จิตใจของเมอร์มิดอนหนุ่มทันควัน ร่างหนาจึงตัดสินใจเคลื่อนกายขึ้นไปนอนเอนหลังพิงโคนต้นไม้ใหญ่ข้างๆด้วยท่าทีเชื่องช้าราวคนแก่

     ดวงเนตรสีเหลืองนวลปรือมองท้องฟ้าซึ่งถูกแซมด้วยกิ่งไม้ใบเขียวนิ่งๆ ก่อนเปลือกตาบางจะเคลื่อนลงปิดดวงแก้วงามทั้งสองอย่างช้าๆ พร้อมจิตใจที่แสนเศร้าหมองของเขาก็พลันค่อยๆตกสู่ห้วงนิทราอันเงียบสงบอย่างรวดเร็ว...



     กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง

     "อือ..."

     หลังหลับไปนานกว่าร่วมชั่วโมง เหงือกปลาซึ่งทำหน้าที่เป็นดั่งอวัยวะรับคลื่นเสียงก็พลันได้ยินเสียงเล็กแหลมดังแผ่วล่องลอยมาตามสายลมอ่อนเบาในยามเย็น ร่างหนายังอยู่ระหว่างกึ่งหลับกึ่งตื่นจึงทำให้เขาเห็นภาพเบื้องหน้าไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไรส่วนเรื่องเสียงนี่ก็ได้ยินแบบขาดช่วงเป็นวรรคๆ เสียงอะไร?? เครชส์นึกสงสัยพลางพยายามปรือเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นหมายมองให้รู้ชัดกันไปข้าง แต่เขาก็ยังอยู่ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนเดิม สุดท้ายร่างหนาจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดพร้อมเลือกกลับมานอนหลับตามเดิม

     แต่ทว่า...

     "กรี๊ดดดดด!!!!!!"

     ฟิ้วววว ตุบ!!!โครม!!!

     "อุ้ก!!!!!"

     ยังไม่ทันที่เมอร์มิดอนหนุ่มจะทันได้กลับเข้าสู่ห้วงนิทรา อยู่ดีๆเสียงเล็กแหลมที่ไม่ทราบที่มาก็พลันเปล่งเสียงร้องลั่นป่าตามด้วยเสียงแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง พร้อมมีวัตถุปริศนาบางอย่างร่วงพุ่งลงมากระแทกหน้าท้องประดับมัดกล้ามแน่นหนักเสียเต็มแรงจนเจ้าของร่างสะดุ้งตื่นเต็มตา อะไรวะ!?

     "อ๊อย....เจ็บจังเลย...."เสียงใสเอ่ยเสียงอ่อนพลางสั่นศีรษะออกหน่ายๆด้วยความงุนงง ก่อนที่ร่างบางอรชรจะสะดุ้งตกใจเมื่อเหลือบขึ้นมาเห็นว่าเจ้าตัวนั้นกำลังนั่งทับท้องของใครบางคนอยู่ ซึ่งคนคนนั้นก็กำลังนอนจุกจวนจะตายอยู่รอมร่อแล้ว"อ๊า! ข้าขอโทษค่ะท่านลุง! ทะ ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าคะ!?"หญิงสาวเอ่ยพร้อมเขย่าคนข้างล่างรัวๆ

     "ขะ...ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก..."

     "จริงๆนะคะ!?"

     คนตัวเล็กถามซ้ำพลางออกแรงเขย่ามากกว่าเดิมจนศีรษะทุยเริ่มปรากฏดาวเดือนลอยเด่นอยู่เต็มหน้า ข้าจะตายก็เพราะเจ้านี่แหละแม่หนู!!

     "ยัยตัวเล็ก..."

     "คะ??"ภูตสาวขานรับพร้อมฝ่ามือขาวที่กำลังออกแรงเขย่าตัวเมอร์มิดอนหนุ่มอยู่พลันหยุดชะงักไปด้วย

     "ลุกออกไป...ข้าหายใจไม่ออก"

     สิ้นคำกล่าวของเมอร์มิดอนหนุ่มใบหน้าแบบฉบับชนเผ่าเงือกก็พลันค่อยๆเปลี่ยนสีเป็นเขียวคล้ำอย่างรวดเร็วเพราะปอดขาดอากาศหายใจอย่างร้ายแรง เมื่อเห็นเช่นนั้นภูตสาวตัวน้อยจึงรีบออกปากขอโทษขอโพยไปอีกชุดใหญ่ด้วยท่าทีลนลานก่อนปีกคู่งามจะค่อยๆกระพือพาร่างของตนลุกเคลื่อนออกมาจากร่างของคนตัวใหญ่กว่าปานฟ้าแลบ พอปีกคู่นั้นกระพือพันก็พลันเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งเยี่ยงเสียงกังวานของกระดิ่งแก้วขึ้นมาตามลำดับ สงสัยเสียงที่เขาได้ยินเมื่อครู่นี้คงเป็นเสียงจากปีกคู่นี้แหงๆ เมื่อไร้ซึ่งน้ำหนักกดทับ เครชส์จึงยันกายขึ้นนั่งอย่างช้าๆพลางอ้าปากสูดออกซิเจนเข้าปอดไปเฮือกสองเฮือกใหญ่ๆ ถ้าช้าไปมากกว่านี้ ปอดเขาคงมีหวังหยุดทำงานไปแล้วล่ะ

     "ข้าขอโทษด้วยนะคะท่านลุง ข้าเล่นไม่อยู่ทางเอง ท่านลุงถึง..."

     ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวขนนกพร้อมฝ่ามือบางไม่วายออกแรงกำชายเสื้อสีเขียวสดเบาๆ พร้อมดวงเนตรคู่กลมสีเขียวอ่อนเริ่มปรากฏหยาดน้ำใสเอ่อคลอรอบเบ้าตาทั้งสองข้างอย่างฉับพลัน เฮ้ย! จะร้องไห้กับอีเรื่องแค่นี้จริงๆรึ!?

     "เฮ้ยัยหนู..."เครชส์พยายามเรียกเด็กสาวแต่สาวเจ้ากลับยังคงยืนก้มหน้างุดสำนึกผิดอยู่แบบนั้นไม่หือไม่อืออะไรเลย ดูเหมือนนางจะกลัวเขาดุเอากระมังถึงได้ไม่กล้าสบตาเช่นนั้น แต่เขาก็ยังไม่ทันได้ดุด่าหรือแสดงอารมณ์อะไรทำเนือกนั้นออกไปเลยนะหรือเป็นเพราะหน้าเขามันดูโหดไป?

     เอ...แต่ข้าว่าหน้าข้าก็ไม่ได้ดูโหดอะไรขนาดนั้นนี่น่า...หรือคนอื่นไม่คิดแบบนั้น??

     เครชส์คิดพลางยกฝ่ามือหนาขึ้นลูบคางเล็กน้อยตามความเคยชิน ก่อนที่ร่างหนาจะคิดวิธีนึงออก นิ้วชี้ตวัดหมุนเรียกสายน้ำสีครามขึ้นมาล้อมรอบกายหยาบเป็นวงกลมชั่วครู่ก่อนลูกแก้ววารีดวงนั้นจะแตกกระจายออกเป็นละอองน้ำใสเย็นสบาย ภูตสาวตกใจพร้อมไม่วายยกสองแขนบางขึ้นบังหน้าตามอัตโนมัติแต่เพราะแรงระเบิดมันมีมากไปหน่อยกระมังนั่นจึงส่งผลให้ร่างเล็กที่กำลังลอยตัวอยู่ถูกแรงผลักจนปลิวไปข้างหลังเข้าหาต้นไม้ใหญ่ทันที

     คนตัวเล็กหลับตาปี๋พลางทำใจเตรียมรับแรงกระแทก แต่ทว่าก่อนที่แผ่นหลังเล็กจะทันได้แตะกับเปลือกไม้แข็งของต้นสนใหญ่ เอวบางกลับถูกแรงกระชากอันมหาศาลพุ่งโฉบเข้ามารั้งร่างเล็กไว้ได้ทันเสียก่อนอย่างทันท่วงที ภูตสาวยังกล้าๆกลัวๆไม่คิดลืมตามองตอบ แต่พอหน้าผากนวลถูกสัมผัสเย็นชื้นกับกลิ่นไอของท้องทะเลโชยพัดเข้าจมูก ร่างบางจึงค่อยๆรวบรวมความกล้าทั้งหมดปรือเปลือกตาขึ้นมองไปทางข้างหน้าอย่างช้าๆ

     ภาพที่ประจักษ์ต่อสายตาคู่งามนั้นหาใช่ร่างของชาวเมอร์มิดอนอีกไม่ กลับกลายเป็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งแทน ร่างหนาสูงโย่งประดับแต่งด้วยมัดกล้ามล่ำสันแบบชายชาตินักรบ รูปหน้าคมสันแบบบุรุษวัยกลางคน เรียวเนตรคมรับกับคิ้วแหลมเข้มเป็นอย่างดี เรือนผมยาวสีน้ำทะเลแซมด้วยเส้นผมสีนิลประมาณสี่เส้น เรียวคางถูกประดับแต่งด้วยเคราอ่อนประปลายเสริมให้ใบหน้านั้นดูดุดันเข้าไปอีกเป็นเท่าตัว

     แต่ประเด็นหลักคือ...กล้าม

     "ยัยหนู? เฮ้ ยัยหนู??"เสียงทุ้มเอ่ยถามพลางเดาะนิ้วชี้ดีดใส่หน้าผากมลไปเป๊าะน้อยๆจนภูตสาวหน้าหงายนิดหน่อย พร้อมๆกับที่สติสตังค์พลันหวนกลับเข้าที่เข้าทางด้วยเช่นกัน

     "คะ!?"

     นางขานรับเสียงหลงพร้อมดวงแก้มขาวผ่องถูกแต้มด้วยสีแดงสด หนุ่มใหญ่ผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อยก่อนริมฝีหยักลึกจะปริปากออกไปอีกครา

     "เป็นอะไร อยู่ดีๆก็หน้าแดง"

     "ปะ เปล่าค่ะ หนูแค่ตกใจนิดหน่อย"ภูตสาวเอ่ยเสียงอ่อนพลางร่างบางระหงรีบกระเถิบถอยห่างออกมาจากกล้ามเนื้อแน่นนักนั้นทันควัน โฮย กำเดาสาวจะแตก"เออแล้ว...ท่านลุงคนนั้นหายไปแล้วหรือคะ...??"นางถามพลางหันซ้ายหันขวาเพื่อหวังหาชาวเงือกตนนั้น

     ชายร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยทันทีเมื่อได้ยินคำถามของภูตสาวตรงหน้า นี่ไม่รู้จริงๆรึ?

     "ก็ข้าไง"คนตัวใหญ่เอ่ยพลางกรีดนิ้วชี้ขึ้นจ่อหน้าตนเอง"ข้าคือคนที่เจ้าร่วงลงมาทับข้าเมื่อสักครู่นี้นั้นแหละยัยหนู"

     ....เจอคำตอบชวนอึ้งแบบนี้เข้าไปก็ถึงกับเงียบสิครับท่าน....

     ชายร่างสูงหรือเครชส์จ้องมองภูตสาวด้วยความสงสัยเมื่อเห็นร่างเล็กเบื้องหน้ามีอาการนิ่งงักราวรูปปั้นหินหลังทราบว่าเขาคือชาวเงือกตนเดียวกับที่โดนเจ้าหล่อนร่วงลงมาทับท้องจนจุกปางตาย สงสัยสิ่งที่เครชส์คิดไว้ว่าหน้าตาในร่างต้นของเขานั้นออกจะน่ากลัวไปหน่อยคงจะเป็นเรื่องจริงซะแล้วกระมัง

     "แสดงว่าข้าคิดถูกสินะ"

     "อะ อะไรหรอคะ??"

     "เปล่า ไม่มีอะไรหรอก"เครชส์เอ่ยพลางโบกมือปัดอย่างไม่ถือโทษโกรธเคืองอะไรในตัวหญิงสาวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันดูเหมือนว่าเมอร์มิดอนหนุ่มจะนึกอะไรขึ้นมาได้เขาจึงปริปากถามร่างบางไปตามอัตโนมัติ"จะว่าไป เจ้าชื่ออะไรรึยัยหนู ข้าไม่เคยปะหน้าเจ้าเลย"

     เมื่อถูกถามชื่อเสียงเรียงนามของตน ภูตสาวจึงมีปฏิกิริยาตื่นเต้นเล็กน้อยพร้อมฝ่ามือบางสองข้างจึงรีบจัดการสภาพเคลื่อนแต่งกายให้ดูเรียบร้อยเข้าที่เหมือนเดิม ก่อนริมฝีปากจิ้มลิ้มจะขานตอบไปว่า

     "หนูชื่อ คริซี่ ค่ะ แล้วท่านลุงล่ะคะ?"

     "เครชส์ ข้าชื่อเครชส์"

     "งั้นหรอคะ! ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ท่านลุงเครชส์!"

     คำก็ลุง สองคำก็ลุง นี่ข้าดูแก่ขนาดนั้นเลยรึ?

     "แล้วนี่เจ้าอาศัยอยู่กับใครรึยัยหนู"เครชส์ถามพร้อมทิ้งตัวลงนั่งบนขอนไม้เก่าอีกครา โดยดวงเนตรคู่คมไม่วายเหลือบขึ้นจ้องใบหน้าหวานหยดไปด้วยในที

     "ข้าอาศัยอยู่กับท่านป้าเปย์น่าค่ะ"

     'คริซี่'ตอบพลางกระพือปีกเร็วขึ้นเล็กน้อยจนทำให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งดังเอื้อนมาตามสายลมเอือนอ่อนพร้อมกับละอองผงเกสรสีทองนวลไม่วายค่อยๆร่วงโรยลงมาตามปลายปีกผีเสื้อคู่งามอย่างช้าๆ ถ้าจะเปรียบก็คงคล้ายดั่งกากเพชรบนผืนผ้าไหมเนื้อดีก็คงได้

     อาศัยอยู่กับเปย์น่าอย่างงั้นรึ? เมอร์มิดอนหนุ่มคิดพลางไม่วายเลื่อนฝ่ามือหยาบข้างหนึ่งขึ้นลูบคางไปด้วยปอยๆ ถ้าจำไม่ผิดเมื่อก่อนเปย์น่าก็เคยเล่าให้เขาฟังว่านางรับเด็กคนหนึ่งมาไว้ใต้ความดูแลของนางอยู่คนนึง แต่ไม่ยักกะรู้ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นภูตแถมยังมาบินละล่องปั้นหน้ายิ้มแฉ่งส่งให้เขาได้หน้าตาเฉยแบบนี้อีก...เฮ้อ...ข้าล่ะเครียด

     ทว่าขณะที่เมอร์มิดอนหนุ่มกำลังนั่งกุมขมับเครียดอยู่นั้น สองหูแหลมก็พลันได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วผ่านซอกหลืบของป่าไม้มาอย่างเลื่อนลอยราวขนนก แต่สำหรับแครชแล้วเขากลับได้ยินเต็มสองรูหูเลย...

     "นางเป็นอย่างไรบ้างเปย์น่า มีความสุขดีรึเปล่า?"

     "นางมีความสุขดีพะยะค่ะฝ่าบาท นางเติบโตมาเป็นเด็กสาวที่มีจิตใจดี ในภายภาคหน้านางจักต้องกลายเป็นภูตผู้ยิ่งใหญ่เพื่อปกครองป่ามนตราแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนพะยะค่ะ"

     เสียงเปย์น่าหนิ แล้วใครกำลังคุยอยู่กับเปย์น่าล่ะ??

     "อ่ะ ท่านลุงจะไปไหนหรือคะ?"

     คริซี่ออกปากถามทันควันเมื่อสองเนตรกลมโตเห็นคนตัวสูงลุกพรวดขึ้นจากขอนไม้ที่เจ้าตัวใช้นั่งอยู่เมื่อครู่อย่างรวดเร็ว แต่เมอร์มิดอนหนุ่มกลับหาได้สนใจอะไรกับคำเอ่ยถามของหญิงสาวเลยสักนิดพลางร่างหนาประดับมัดกล้ามแน่นหนักไม่วายย่างกรายหายเข้าไปใต้ผืนป่าทันทีปานฟ้าแลบ ภูตสาวทำแก้มป่องเมื่อโดนอีกฝ่ายเมินใส่แต่นางก็ไม่คิดล้มเลิกการติดตาม ปีกผีเสื้อคู่สวยจึงกระพือพาร่างอรชรบินตามแผ่นหลังกว้างไปทันที

     ยิ่งเข้าใกล้เสียงนั้นก็พลันค่อยๆทวีความดังมากยิ่งขึ้นจนในที่สุด เสียงพูดคุยของสองร่างชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็มาดังอยู่ข้างหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อย เมอร์มิดอนหนุ่มค่อยๆเคลื่อนกายเข้าไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ซึ่งขึ้นตระหง่านเรียงรายอยู่ใกล้ๆอย่างรวดเร็ว ก่อนใบหน้าคมสันประดับเคราอ่อนจะค่อยๆเอียงคอออกไปนอกต้นไม้ใหญ่หมายมองให้รู้ชัดว่าสหายของตนนั้นกำลังยืนคุยอยู่กับใครกันแน่

     ซึ่งภาพที่ประจักษ์ต่อสายตาของเครชส์ก็คือ ร่างของสหายกวางสาวกำลังลดตัวนั่งชันเขาคำนับบุรุษผู้หนึ่งอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งป่ามนตรา แต่สิ่งที่ทำให้เครชส์รู้สึกอึ้งมากที่สุดน่ะ...มันคือใบหน้าของไอ้บุรุษผู้นั้นต่างหากเล่า!

     เครชส์ไม่มีทางลืมใบหน้านั้นลงหรอก ใบหน้าของไอ้มนุษย์ที่กล้าบังอาจมาสร้างรอยแผลเป็นไว้บนหน้าเขา วีรกษัตราแหงอังกฤษ เธน!!

     "ท่านลุง! รอข้าด้วยสิ! หือ? อ้า! ท่านป้าเปย์น่า!"

     ทันทีที่คริซี่บินตามร่างหนามาทัน พอดวงเนตรคู่กลมเหลือบไปเห็นผู้เป็นป้าของนางเข้า ภูตสาวจึงตะโกนเรียกหญิงสาวทันทีด้วยน้ำเสียงก้องกังวานจนนกกระจิ๊บทั้งฝูงสามารถพากันตกใจบินหนีไปได้เลย กวางสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนดวงหน้างามจะหันขวับไปตามทิศทางของเสียงอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับที่ใบหน้าขาวผ่องไม่วายปรากฏอารมณ์ตกใจขึ้นประดับบนใบหน้าทันควัน

     "คริซี่ นี่เจ้าแอบออกมานอกบ้านอีกแล้วรึ!?"เปย์น่าเอ่ยเสียงดุพลางรีบลุกพรวดขึ้นเต็มความสูง ภูตสาวหัวเราะคิกโดยไม่วายโผเข้าร่างของผู้มีศักดิ์เป็าป้าของตนทันทีตามประสาเด็ก

     "ก็หนูเหงานี่นา อยู่แต่ในบ้านก็น่าเบื่อ"หญิงสาวเจ้าของเรือนผมซอยสั้นเอ่ยเสียงอ่อน"อ้อ! ตอนนี้หนูได้เพื่อนเล่นด้วยแล้วนะคะ!"

     "เพื่อน??"

     เฮ้ยๆ อย่านะยัยหนู!!

     "ค่ะ!"คริซี่ขานรับเสียงใส ก่อนร่างเล็กจะผละออกมาจากร่างของกวางสาวแล้วค่อยๆบินตรงไปหลังต้นไม้ใหญ่ที่เมอร์มิดอนหนุ่มใช่เป็นที่หลบซ่อนตัวอยู่ทันที"ท่านลุงคะ! ออกไปหาพวกป้าเปย์น่ากันเถอะค่ะ!"

     "ดะ เดี๋ยวยัยหนู--!!!"

     เครชส์ยังพูดไม่ทันจบประโยค ท่อนแขนแกร่งก็พลันถูกสองมือบางออกแรกดึงให้เขาเดินออกมาจากที่ซ่อนทันควันอย่างรวดเร็วเสียแล้ว ซึ่งเมื่อเปย์น่ากับเธนเห็นเข้าคนทั้งสองก็ยืนอึ้งกันสิจะเหลือเรอะ ท่าทางของเปย์น่าน่ะเครชส์ดูออกว่านางรู้สึกอย่างไรเพราะเขาเคยจำแลงกายอยู่ในร่างนี้ต่อหน้านางมาแล้ว แต่สำหรับเธนน่ะ เขาไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะรู้หรือไม่ว่าตัวเขา...คือร่างจำแลงของอสูรกายร้ายแห่งท้องทะเล

     "เพื่อนที่เจ้าว่า...คือเครชส์งั้นหรือคริซี่??"เปย์น่าเอ่ยปากถามภูตสาวเพื่อความแน่ใจ ซึ่งเจ้าของดวงเนตรสีอ่อนก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับนอกเสียจากส่งรอยยิ้มหวานสดใสให้แทน

     แสดงว่าใช่สินะ...กวางสาวคิด

     "เจ้าคือ คริซี่ งั้นสินะหนูน้อย"อัศวินหนุ่มเอ่ยปากถามหลังจากที่ตัวเขานั้นยืนเงียบมานานพอสมควร ภูตสาวเอียงคอกลับไปมองชายหนุ่มซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหลังเปย์น่าน้อยๆด้วยท่าทีนึกสงสัย เมื่อเห็นปฏิกิริยาของภูตสาวหนุ่มอังกฤษจึงเลือกที่จะฉีกยิ้มละมุนส่งให้ด้วยท่าทีที่ดูเป็นมิตรอย่างมาก ก่อนร่างสมส่วนใต้ชุดเกราะโกธิกโบราณจะค่อยๆโค้งให้นางเล็กน้อยตามมารยาทของอัศวิน"
เราลืมแนะนำตัวให้เจ้ารู้จักสินะ เราคือ เธน กษัตริย์แห่งอังกฤษ ยินดีที่ได้รู้จัก"

     "ยะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ หนูชื่อ คริซี่"

     เมื่อสองหูได้ยินคำว่ากษัตริย์ร่างเล็กก็เริ่มลนลานสิ เมื่อเห็นเช่นนั้นมันก็ไม่เป็นการยากเลยที่รอยยิ้มเอ็นดูจะถูกวาดประดับบนใบหน้าหล่อเหลาของกษัตริย์หนุ่ม เธนยิ้มให้ภูตสาวเล็กน้อยก่อนดวงเนตรคู่สีเปลือกไม้โอ้คจะค่อยๆเคลื่อนขึ้นจ้องมองใบหน้าดุดันของเมอร์มิดอนหนุ่มทันที พร้อมคำกล่าวทักทายเล็กๆน้อยๆซึ่งประกอบพวงมาด้วยรอยยิ้มหวานละมุนตามแบบฉบับของเขา

     "และก็ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ท่านเครชส์"

..................................................
-To be continue-
..................................................

เจอกันแล้ว สองคนเจอกันแล้ว!!! สึนามิจะถล่มมั้ย!!! ไรท์ก็ไม่รู้!!!//โดนตบ
ก็นะครับ ตอนแรกไรท์กะจะเขียนคู่นี้แค่ตอนเดียวจบ แต่พอไปๆมาๆ ไหงมันกลายเป็นแบ่งตอนได้ล่ะเนียะTT เฮ้อ...

ภาษาอาจจะมึนๆหน่อยนะครับเพราะความง่วงเริ่มเข้าครอบงำ//ปัญหาระดับชาติเลยอันนี้

เฮียหมึกจะทำอย่างไรกับแม่ณีนั้น ถ้าอยากรู้ ก็โปรดติดตามกันต่อไปนะครับ!

ขอขอบคุณทั้งคอมเม้นและกำลังที่นักอ่านช่วยส่งกันมานะครับ!!! ไรท์คนนี้จะพยายามต่อไปครับ!!!

ปล.ไรท์วาดร่างจำแลงแบบครึ่งมนุษย์ของเฮียหมึกมาด้วยครับ ติชมได้ตามปกติเลยนร้า!!!



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #159 2235566 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:35
    :v
    #159
    0
  2. #119 Hasashi Minako (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 21:55
    ความซวยบังเกิดแย้ววววว มีหวังได้ทะเลแตกแน่คร๊าาาาาา 5555555!//ลุงแครชหล่อว์มากคร๊าาาา อร๊ายยยยย//โดดกอด
    #119
    0
  3. #117 LadyTiwa (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 23:00
    ไรท์บรรยายซะเราเห็นภาพเลย
    #117
    0
  4. #109 Sendou Nunny (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2560 / 18:34
    ติดตามจ้าาา
    #109
    0
  5. #98 DTStill (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 22:01
    omg ตายแล้วมีเฮแน่ๆงานนี้
    #98
    0
  6. #97 mingjui (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2560 / 07:30
    กลอนแบบ....ง้อววววว~~เพราะๆ
    จะรอนะคะ
    #97
    0