คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic One Piece] Start Feeling Love ( Zoro x Robin )

พวกลูฟี่ได้เดินทางมาพบเกาะแห่งหนึ่ง ชื่อว่า ริวเซย์กัง นครแห่งดาวตก ระหว่างที่พวกเขากำลังพักผ่อนหย่อนใจกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งมาชนพวกโซโลก่อนจะร้องขอพวกเขาให้ช่วยด้วย!

ยอดวิวรวม

6,260

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


6,260

ความคิดเห็น


23

คนติดตาม


178
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ต.ค. 59 / 22:04 น.
นิยาย [Fic One Piece] Start Feeling Love ( Zoro x Robin )

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้







Fan Fiction One Piece @ BlackCigarette











Story: Start Feeling Love l Couple: zoroxrobin l Rate PG-15 l Author: BlackCigarette







 
Warning!!!
    
 เนื้อของเรื่องนี้มีความยาวที่ไม่ธรรมดา ซึ่งท่านที่ได้อ่านจะได้รับความฟินแบบจุใจ ส่วนไหนก็ต้องไปค้นหากันเอาเอง และหากชอบก็อ่านต่อไป หากไม่ก็อ่านไปเต๊อะ หากว่างนี้คือเวลาของคุณ ไรท์เพิ่งเคยเขียนฟิคเรื่อง One piece โปรดอย่าว่าเค้าเลยนะ สาวกโซโลโรบินเชิญเสพได้เลยจ้า(ไม่ใช่ก็อ่านเถอะนะ ขอร้อง)

     ป.ล.แนะนำว่าอย่าข้ามเนื้อหานะ เดียวไม่รู้เรื่อง

 





















"Ryuseigan Island"

หมู่เกาะริวเซย์กัง เป็นสถานที่เลื่องชื่อแห่งหนึ่งในนิวเวิร์ด ว่ากันว่าเป็น
สวรรค์ของเหล่าโจรสลัดที่เข้ามาพักอาศัยที่นี้เพราะด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร
และไร้ซึ่งเหล่าทหารเรือของรัฐบาลโลก ลักษณะเด่นของหมู่เกาะคือ เป็นจุดชมดาวที่
สวยที่สุดและสามารถมองเห็นดาวตกได้ในเกือบทุกๆคืน บางครั้งก็จะมีอุกกาบาตมาตกใน
ที่ใดที่หนึ่งบนเกาะ ของฝากต่างๆในเมืองจึงมีของจำพวกหินจากท้องฟ้าเยอะ





















"บ้าจริง นี้มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ร่างกายเรามันเพี้ยนไปหมด ไม่เข้าใจเลยจริงๆ 
ก่อนหน้านี้ก็ปกติดีอยู่แท้ๆแต่พอเธอเข้ามาใกล้ ทำไมฉันถึงต้องใจสั่นด้วยนะ"







            “โรบิน ได้ยินที่ฉันพูดไหม”

            “......”

            “โรบิน อั่ก!” แขนที่เกี่ยวรัดคอเขาเริ่มจะแข็งข้อหนักขึ้น โซโลโน้มตัวไปข้างหน้าและยังคงฝืนร่างกายย่ำก้าวต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ โรบินค่อยๆหุบมือของเธอเป็นสัญญาณว่าเธอใช้ท่าหักคอกับชายหนุ่มอย่างไร้ปราณี แต่ด้วยร่างสะบักสะบอมนี้ การเคลื่อนไหวของเธอจึงติดขัดประกอบกับต้องคุมพลังยื้อชายหนุ่มไว้ด้วย “เข้มแข็งไว้สิ”

            “.....”

            “อย่าให้มันบังคับเธอ” โซโลขยับตัวไม่ได้เพราะโรบินเสริมกำลังแขนตึงขาเขาไว้กับพื้น ชายหนุ่มจ้องเธอแบบไม่วางตา กัดฟันหนักที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เวรเอ้ย! ได้สติสักที เธอน่ะ แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ร่างกายเธอมันเกินขีดจำกัดแล้ว เจ็บชะมัด ทั้งที่ไม่มีแผลหนักหนาสาหัสแต่พอมองเธอ มันกลับทำให้เขารู้สึกบ้าคลั่งไปหมด ขอร้องล่ะ ช่วยได้ยินเสียงของฉันหน่อย ส่งไปให้ถึง เสียงของฉัน ส่งไปให้ถึงเธอ

            “โรบินนน!!!







Start/End 14/10/2016



"ขอให้สนุกนะ"








#ขอบคุณภาพสวยจาก google
B E R L I N ❀

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ต.ค. 59 / 22:04





Start Feeling Love

BlackCigarette@ Dek-d.com




            ท่ามกลางแสงแดดเปรี้ยงปร้างและอากาศร้อนๆผสมผสานกับสายลมของทะเล มีลูกบอลสีฉูดฉาดกำลังดิ่งลงมาด้วยความเร็วและเมื่อใกล้ถึงพื้นทรายสีขาวที่รอต้อนรับอยู่นั่น เจ้าบอลยางก็ถูกสกัดกั้นเด้งขึ้นฟ้าได้ทันก่อนที่มันจะถึงโดยฝีมือของหญิงสาวผมสีส้ม ซึ่งเจ้าหล่อนยอมทุ่มสุดตัว สละร่างกายของตนสไลด์ไปกับเนื้อทรายร้อนระอุอย่างไม่หวั่นเกรง

 

           “ถ้านายพลาด ฉันจะบวกหนี้ที่นายค้างฉันเพิ่มเป็นสองเท่าแน่ อุซป!” เสียงหวานขู่เข็ญด้วยการขีดเส้นตายผู้ที่ถูกเอ่ยนาม


            “ใจคอจะข่มขู่กันลูกเดียวเลยรึไงห่ะ!” ฝ่ายถูกสั่งไม่คอยท่า รีบตั้งรับลูกที่ลอยมาถึงตนอีกไม่กี่อึดใจอย่างตั้งมั่นก่อนจะสวนมันกลับขึ้นไปจนขนาดทำให้ทั้งสี่ชีวิตที่อยู่ในสนามพากันเงยหน้า ชะเง้อคอพลางหรี่ตาสู้แสงพระอาทิตย์ที่บดบังทัศนียภาพ แต่ไม่นานนักผลก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับฝั่งของชายหนุ่มที่มีจมูกยาวเหมือนกับพิน็อคคิโอ ดูท่าเขาจะไม่ทำให้เพื่อนร่วมทีมผิดหวัง


            “เฮ้ยลูฟี่ มันลอยไปทางนั้นแล้ว” ชายร่างโตผู้มีร่างกายเป็นหุ่นยนต์หรือไซบอร์กเรียกชายหนุ่มหมวกฟางเมื่อเห็นลูกบอลลอยข้ามหัวเขาไป


            “ไว้ใจได้เลยยยยย” เจ้าของรอยแผลใต้ดวงตากางขาออกกว้างทั้งย่อตัวลงแล้วยืดแขนทั้งสองข้างไปข้างหลังจนไกลขนาดทำให้คนที่พบเห็นแขนอันยาวเหยียดสะดุ้งกันเป็นแถว “บาซูก้า ยางยื....” ครั้นที่ท่าไม้ตายสุดเจ๋งจะได้ออกโรง ดันมีเสียงนกหวีดดังสนั่นขึ้น


            ปรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!


            “เหวอ!” ลูฟี่สะดุดไม้ตายของตัวเองทำให้ร่างของเขาปลิวไปตามแรง ตีลังกาล้มหกคะเมไม่เป็นท่าถึงขนาดหัวปลักลงดินเลยทีเดียว พวกที่เหลือร้องเสียงหลงทันทีที่เห็นกัปตันหนุ่มหัวมุดดินเหมือนกับนกกระจอกเทศตื่นกลัว พวกเขากุลีกุจอช่วยกันดึงตัวแต่ด้วยร่างกายเป็นยางทั้งตัวทำให้ภารกิจช่วยเหลือนานกว่าปกติกระทั่งในที่สุดศีรษะของลูฟี่ก็ยอมหลุดออกมาเสียที


            “แค่กๆ ทำบ้าอะไรของนายเนี่ย บรูค” ลูฟี่แยกเขี้ยวใส่กรรมการสนามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่งแม้ว่าในปากจะมีทรายไหลลงมาไม่หยุดแต่ด้วยอารมณ์โมโหใครก็รั้งไม่อยู่


            “เตือนครั้งที่สองแล้วนะครับคุณลูฟี่ ห้ามใช้พลังพิเศษครับ ห้ามใช้” นักดนตรีผู้หวนชีวิตย้ำเตือนกติกากับเขาอย่างเคร่งขรึมและไม่สนปฏิกิริยาน่ากลัวของเขา “ในเมื่อทีมของคุณลูฟี่แฟรงกี้ทำผิดกติกา คะแนนในรอบนี้จึงตกเป็นของทีมคุณนามิอุซปคร้าบบบ” บรูคตวัดแขนขึ้นฟ้าก่อนจะเอียงตัวไปทางฝั่งนามิตามที่พูด


            “เยส ยังงี้ก็เหลืออีกครึ่งเกมเราก็จะชนะ” นามิแท็คมือกับอุซปด้วยความปลื้มปริ่มต่างกับแฟรงกี้ที่อ้าปากหวอ


            “ช่วยไม่ได้แฮะ” ลูฟี่ที่ยืนประมวลผลอยู่นาน จู่ๆก็พูดขึ้นพลางกอดอกพยักหน้างึกงักราวกับลืมไปแล้วว่าตนเล่นผิดคิว ส่งผลให้แฟรงกี้ฟาดหัวเขาพร้อมทั้งกระแทกเสียงใส่ ”ช่วยไม่ได้บ้าอะไร นายเป็นคนทำให้เราเสียแต้มนะเฟ้ย!


            “บ้าจริง โอ้ะ! ป่านนี้แล้วหรือเนี่ย?” แฟรงกี้อัดอั้นอารมณ์ขุ่นมัวพักใหญ่ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาบนแขนมโหฬาร “โทษทีนะพวกเธอ ฉันคงต้องขอตัวก่อน พอดีอะไหล่บนเรือมันใกล้หมดฉันเลยกะว่าจะเข้าเมืองไปหาของเพิ่มสักหน่อย” แฟรงกี้บอกพวกเขา


            “อ่า แบบนี้คนก็ขาดนะสิ” นามิพูดพลางถอนหายใจเบาๆ ทว่าหญิงสาวก็ไม่ได้คิดห้ามอะไรเพราะมันเป็นเรื่องจำเป็น เธอจึงวานให้เขาระหว่างขากลับช่วยซื้อหมึกดำให้เธอด้วย “คงต้องหาคนอื่นมาเล่นแทน....” ต้นหนสาวกวาดมองไปรอบๆก่อนจะหยุดตรงร่างของหญิงสาวผมดำที่นอนอ่านหนังสือบนเก้าอี้ชายหาดไม่ไกล ข้างๆหล่อนมีเรนเดียร์จมูกสีน้ำเงินนั่งเก้าอี้แบบเดียวกัน


            “นี้ โรบิน~


            “หืม?” ร่างอ่อนช้อยดันตัวขึ้นเล็กน้อยและลดหนังสือที่อ่านอยู่ลงให้พอเห็นข้างหน้า


            “ช่วยมาลงเล่นให้หน่อยสิ ตอนนี้ขาดอีกคนหนึ่งแน่ะ”


            “ขอโทษนะนามิ วันนี้ฉันขอผ่าน” โรบินโบกมือปฏิเสธเพื่อนสาวไปเพราะเธออยากอ่านหนังสือมากกว่าแม้ว่าในทุกๆวันเธอจะอ่านมันแทบทุกเวลา


            “แล้วนายล่ะ ช็อปเปอร์?”

 

           “ฉันเองก็เหมือนโรบิน ขอผ่านเหมือนกัน” ช็อปเปอร์ตอบ


            “แย่จังเลยแฮะ ซันจิคุงกับโซโลเองก็ยังไม่กลับมาด้วย ถ้าอย่างนั้นคงเหลือแค่....” นามิบ่นกับตัวเองอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเหลือบมองผีประจำเรือของเธอ “บรูค...นายไปลงเล่นแทนแฟรงกี้ซะ”


            “ผมหรือครับ!


            “ก็เหลือนายคนเดียว จะเป็นใครได้อีก หรือนายจะไม่เล่น?”


            “เล่นครับเล่น แต่ก่อนหน้านั้น....ขอผมดูกางเกงในหน่อยได้ไหมครับ แอ้ก!” นามิซัดบอลยางอัดหัวนักดนตรีหื่นกามทำให้กะโหลกของเขาหมุนไม่หยุดราวกับเป็นลูกข่าง


            “เลิกหื่นสักที ไอ้ผีลามก!

           


            “ฮึฮึ ดูท่าทางวุ่นวายกันจัง” โรบินยิ้มขำๆขณะที่มองดูนามิวิ่งไล่บรูค(เพราะนามิพึ่งนึกออกว่าเจ้าตัวใส่บิกินีอยู่แล้ว)โดยใกล้ๆมีลูฟี่อุซปยืนเป็นกองเชียร์แทนที่จะช่วยห้าม....


            “สวยจังเลยนะ ทะเลเนี่ย” อยู่ๆพ่อกวางน้อยก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย โรบินจึงหันมามองเขารอบหนึ่งก่อนจะหันไปจ้องทะเลเหมือนกับช็อปเปอร์


            “ใช่ สวยมากเลย”


            “ฉันแอบรู้สึกเสียดายที่พวกเราเล่นน้ำทะเลไม่ได้จัง”


            “ก็นะ” โรบินตอบ “แต่เราก็ยังสามารถจ้องมองมันและใกล้ชิดได้อย่างไม่เกรงกลัว ถึงข้อจำกัดจะห้ามไม่ให้สัมผัสหรือแตะต้อง แต่นั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเกลียดทะเล จริงมั้ย?”


            “อืม!” ช็อปเปอร์ยิ้มกว้างตอบหญิงสาวและหัวเราะคิกคักกันสองคน ก่อนที่พวกเธอจะได้ยินเสียงคนทะเลาะโหวกเหวกมาแต่ไกล

 


            “เพราะแกนั่นแหละ พวกเราถึงได้ช้าแบบนี้ ไอ้หัวมอส!” เสียงทุ้มเปล่งออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดขณะที่ฝีเท้ายังวิ่งไม่หยุด ในมือถือข้าวของมากมายส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องดื่มและของดับร้อน


            “ว่าไงนะ ไอ้คิ้วม้วน! ไม่ใช่ว่าแกเอาแต่เหล่สาวจนลืมเวลารึไง!” อีกฝั่งโต้แย้งไม่ยอมเช่นกันก่อนเจ้าตัวจะเบียดอีกคนกะให้กระเด็นตกข้างทางไปเลยแต่ติดที่ว่าชายหนุ่มหัวเหลืองรู้ทัน เขาจึงโต้กลับ ทั้งคู่จึงวิ่งไปเบียดไปทั้งอย่างงั้น


            “การที่เลดี้กำลังลำบาก สุภาพบุรุษอย่างฉันก็ต้องช่วยเหลือเป็นธรรมดาเฟ้ย!


            “ดูยังไงมันก็แค่นิสัยหื่นกามของแกมากกว่า!


            “ก็ยังดีกว่าแก หลงทางไม่เข้าท่า ถ้าเกิดคุณนามิกับโรบินจังหิวน้ำตายขึ้นมา ฉันเนี่ยแหละจะกระทืบแกด้วยขาคู่นี้”


            “โห ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู” ว่าแล้วสองหนุ่มก็ดีดตัวไปคนล่ะทิศคนล่ะทางโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ต้องตะบันหน้าอีกคนให้จงได้! ชายหนุ่มหัวเขียวชักดาบเตรียมพร้อมเฉกเช่นเดียวกับชายหนุ่มหัวเหลืองที่ตั้งท่ายกขาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีส้ม ทว่าก่อนที่สงครามวิวาทจะเริ่มขึ้นเสียงเจี๊ยวจ๊าวของหญิงสาวก็ขัดจังหวะพวกเขาซะก่อน


            “ซันจิคุง ฉันหิวน้ำแล้วน้า” นามิตะโกนบอกเขา ตามด้วยเสียงลูฟี่ไล่หลังซึ่งก็คงไม่พ้นเนื้อตามเคย


            “คร้าบบบบ คุณนามิ จะไปเดียวนี้แหละคร้าบบบบบ” ซันจิยกข้าวของวิ่งไปตามเสียงหัวใจเรียกหาในทันทีทันใดจนลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองกำลังทะเลาะอยู่กับใคร


            “อ้าวเฮ้ย ไอ้กุ๊ก แกกับฉันยังเคลียร์กันไม่จบเลยนะเฟ้ย” หนุ่มนักดาบประท้วงหนุ่มนักรักที่วิ่งไปอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนเสียงของเขาจะไม่เข้าหัวซันจิเลยสักนิด เขาจึงถอนหายใจอย่างรำคาญพลางเก็บดาบเข้าปลอกตามเดิมก่อนจะยกของที่ซื้อมาไปยังที่ที่โรบินกับช็อปเปอร์อยู่


            “เหนื่อยหน่อยนะ” โรบินทักเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจนอีกฝ่ายเผลอหน้าแดง


            “ก..ก็ไม่เท่าไหร่” เขาตอบลวกๆพลางรื้อเครื่องดื่มในถุง “เอานี่ น้ำ” ชายหนุ่มส่งขวดน้ำเย็นชำให้หญิงสาว โรบินยื่นมือรับของจากเขาและนั้นทำให้มือของทั้งสองชนกัน โซโลสะดุ้ง เผลอปล่อยมือด้วยความตกใจแต่ยังดีที่โรบินรับไว้ได้ทันและไม่ได้สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเขาเลย


            “ขอบคุณนะ โซโล” พ่อหนุ่มหัวมอสครางตอบขณะที่หลบหน้าหญิงสาวอย่างสุดความสามารถ เขากลัวเหลือเกินว่าเธอจะเห็นว่าหน้าเขาแดงแจ้เพราะเธอ


            “หน้านายแดงแปลกๆนะ อากาศร้อนเหรอ?” ชิบหาย..


            “คงงั้น เอ้อ! จริงสินี้ของนาย ช็อปเปอร์ “ โซโลโยนน้ำหวานกระป๋องส่งให้คุณหมอตัวน้อย ช็อปเปอร์รับมันมาพิจารณา นั่งจ้องแทนที่จะเปิดดื่ม โรบินที่กำลังเปิดขวดน้ำและดื่มมันเข้าไปมองเห็นว่าเขาไม่ยอมแกะกิน เอาแต่มองกระป๋องสีสดราวกับเป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่งในมือ โซโลเองก็เห็นว่าช็อปเปอร์ ไม่ยอมกินน้ำที่เขาให้เสียทีจึงอดสงสัยไม่ได้ “เฮ้ ช็อปเปอร์นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”


            “เปล่าหรอก ฉันแค่กำลังคิดว่าฉัน....อยากกินไอศกรีม”


            “ไอศกรีม?”


            “แถวนี้มีร้านไอศกรีมหรือเปล่าล่ะ?” โรบินหันไปถามโซโล


            “อืมจะว่าไประหว่างทางก็เห็นอยู่ร้านหนึ่งไม่ไกลจากนี่” โซโลว่า “เดียวฉันพ..”


            “หยุดเลยแก!” ซันจิโผล่เข้ามาแทรกบทสนทนาของพวกเขาอย่างมิได้นัดหมาย โซโลเกือบพลั้งเตะปากเขาไปแล้วแต่ดียั้งไว้ได้ “ขืนให้แกพาโรบินจังไปส่ง ชาตินี้ก็ไม่ถึงร้านไอศกรีมแน่ๆ โรบินจังอยากกินไอศกรีมหรือครับเดียวซันจิผู้นี้จะเป็นคนนำทางไปให้เองคร้าบบ” ซันจิเขม่นแข่งกับโซโลก่อนแล้วถึงหันไปเสียงใสกับโรบิน


            “ฮึฮึ ขอบคุณนะซันจิคุง แต่ไม่ใช่ฉันหรอก ช็อปเปอร์เขาอยากกินนะ”


            “หา? นายเองหรอกเรอะ”


            “อะไรล่ะนั่น ไอ้ท่าทางผิดหวังนั้นนะ!” ช็อปเปอร์ตาถลนแยกเขี้ยวเพราะปฏิกิริยาของกุ๊กหัวเหลืองดูผิดหวังสุดๆ


            “ซันจิคุงช่วยบอกทางไปให้หน่อยได้มั้ย”


            “คร้าบบบบ ฟังให้ดีนะแก ตรงไปทางนู่นแล้วเลี้ยวซ้ายสุดหัวมุมไปซัก 100 เมตรก็จะเจอร้านไอศกรีม สุดหัวมุมเลี้ยวซ้ายนะเฟ้ย เข้าใจไหม” 


            “ถึงแกไม่บอกฉันก็พาไปถูกอยู่แล้ว”


            “พาไปหลงนะเซ่


            “ว่าไงนะ!


            “โซโล ฉันอยากกินไอศกรีมแล้ว ไอ ศา กรีม” ช็อปเปอร์ประท้วงและกระโดดเกาะไหล่หนุ่มนักดาบ


            “เดียวฉันไปด้วยล่ะกัน” โรบินอาสาไปกับพวกเขาด้วยใจหนึ่งเธอก็แอบคิดว่ายังไงพ่อหัวเขียวก็ต้องพาหลงทางแน่ๆ ซันจิอยากตามพวกเขา(โรบินคนเดียวมากกว่า)แต่ติดที่ว่านามิเรียกให้เขาไปช่วยห้ามลูฟี่ที่กำลังแยกเนื้อกับสุนัขพันธุ์พิทบูลตัวใหญ่และบรูคที่วิ่งหนีสุนัขอีกตัวโดยมีอุซปไล่หลังเจ้าหมาไปช่วย ระหว่างทางเดินช็อปเปอร์ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษเพราะช่วงที่ออกทะเลเขาอยากจะกินไอศกรีมมาตลอด จึงไม่แปลกที่คุณหมอจมูกน้ำเงินจะฮัมเพลงอย่างมีความสุข


            “ลั่ลละล้า ลั่ลละลัน ลัน~


            “จะอารมณ์ดีเกินไปหรือเปล่า” โซโลพูด


            “ช่วยไม่ได้ ก็พวกเราเล่นล่องเรืออยู่บนทะเลเกือบตั้ง 2 อาทิตย์” โรบินตอบเขาขณะคอยสอดส่องพฤติกรรมแสนน่ารักของช็อปเปอร์ หากเธอหันไปสบตาคนข้างๆก็จะเห็นว่าโซโลเหล่มองเธออยู่


            “ได้ยินข่าวไหม ที่ว่ามีโจรใจกล้าบ้าบิ่นบุกบ้านท่านผู้นำอาร์มันโด้”


            “โอ้จริงหรือ แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”


            “เห็นว่ากำลังตามจับอยู่น่ะ แต่ไอ้หมอนั้นโง่สุดๆเลยนะที่เลือกบ้านของท่านผู้นำ”


            “หึๆ ไม่เจียมตัวเลยจริงๆ”


            “ท่านผู้นำ?” โรบินพึมพำพลางมองตามหลังสาวสองคนที่กำลังพูดถึงเหตุโจรกรรมขึ้นบ้าน เธอเคยได้ยินอยู่ว่าเกาะแห่งนี้มีระบบการปกครองที่ต่างจากเกาะทั่วไป พวกเขายอมให้กลุ่มมาเฟียขึ้นแท่นเป็นผู้ปกครองตนอย่างไว้เนื้อเชื่อใจหลังจากระบบเผด็จการทหารเรือเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นเหตุผลว่าทำไมเกาะแห่งนี้ถึงไม่เคยอนุญาตให้พวกทหารเรือเข้ามาก้าวก่ายเนื่องจากเหตุการณ์อันน่าสลดที่มีคนนับร้อยต้องตกเป็นทาส จึงไม่ค่อยแปลกใจที่จะได้ขึ้นเป็นสวรรค์ของเหล่าโจรสลัดหลายๆกลุ่ม โรบินเลิกล้มความคิดทั้งหมดเมื่อพวกของเธอเดินมาถึงร้านค้าที่อยู่วางขายเรียงขนานเป็นแถวเรียบไปตามชายหาด ไม่ว่าจะร้านทาโกยากิ(ของร้อนในอากาศร้อนเนี่ยนะ?) ร้านเครป ร้านน้ำปั่น ร้านขายไอศกรีม ช็อปเปอร์กระโดดโลดเต้นรอเข้าคิวไอศกรีมรสหวานอย่างเคลิบเคลิ้ม เขาหันมาถามโรบินว่าจะเอารสไหนดีสลับกับจ้องตู้กระจก ในตู้เก็บความเย็นมีไอศกรีมหลากหลายแบบและแต่ล่ะอย่างล้วนเป็นที่ชื่นชอบของคุณหมอตัวน้อยทั้งนั้น

 

           “เลือกไม่ถูกเลยจริงๆง่ะ”


            “ค่อยๆเลือกก็ได้ ไม่ต้องรีบ” โรบินบอกเขา ช็อปเปอร์ใช้หัวคิดอยู่นานขณะที่ตัวห้อยต่องแต่งเกาะขอบเคาเตอร์จนในที่สุดเขาก็เลือกไอศกรีมสามรสซึ่งประกอบไปด้วยรสช็อคโกแลต โอริโอ้และช็อคโกแลตชิพเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ ส่วนโรบินเลือกไอติมแท่งรสเบอรรี่รวมและรสวนิลาให้ชายหนุ่ม “โซโล รับไปสิ”


            “โอ้ว” โซโลรับมากินอย่างงงๆเพราะเมื่อกี้เขาเอาแต่เหม่อมองหญิงสาวอยู่นาน จะคิดยังไงมันก็แปลก โซโลไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเขาถึงเอาแต่จ้องโรบิน ยิ่งคิดก็ยิ่งวกวน สับสนไม่เข้าใจกันไปใหญ่ จะว่าไปสาเหตุเริ่มต้นเดิมทีก็มาจากไอ้หนังสือเล่มนั้น ข้อความบ้าๆที่เขาเห็นบนหน้ากระดาษที่เปิดค้าง


 

            “หากวันใดที่คุณยังพบว่า หัวใจของคุณยังเต้นปกติแสดงว่าคุณยังไม่รู้จักความรัก


           แต่หากวันไหนที่คุณพบว่าหัวใจของคุณเต้นเบาลงแสดงว่าคุณได้สูญเสียสิ่งสำคัญไปแล้ว”


          “หา? คนเขียนถ้าจะเมาแฮะ” โซโลถอยตัวออกหลังพบว่าข้อความนั้นมันช่างกำกวมสิ้นดี หัวใจคนเรามันก็ต้องเต้นปกติอยู่แล้ว ถ้าไม่เต้นก็แสดงว่าตายแค่นั้น จะมีอะไรนอกเหนือจากนั่นได้อีก คิดไปก็ปวดหัว สู้ไปอาบน้ำให้เสร็จๆจะได้ไปนอน ชายหนุ่มอ้าปากหาวพลางเดินขึ้นไปชั้นบนของห้องสมุดแต่ก่อนเขาจะปีนถึง เขาก็หันไปมองหนังสืออีกครั้งราวกับกำลังทบทวนอะไรสักอย่าง


          ความรัก...


          คงเป็น 1 ในส่วน 1000 ความคิดที่เขาระลึกถึงมันนอกจากเรื่องดาบ การต่อสู้และเหล้า เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเขา เพราะตัวเขาไม่ได้สนใจในเรื่องพรรค์นี้เลยสักนิด โซโลไม่ใช่หนุ่มนักรักดั่งเช่นซันจิ พ่อยอดกุ๊กนั้นเมื่อพบหญิงทีไรเป็นต้องใจสั่น หัวใจปิ๊งปั๊ง ออกอาการเกินคนปกติ สำหรับหนุ่มนักดาบ การได้ใช้ชีวิตไปวันๆกับการฝึกฝนและกินเหล้าเมาสุราก็คงพอ


          “แล้วทำไมฉันต้องมานั่งคิดเรื่องพรรค์นี้ด้วยนะ” โซโลบ่นงึมงำ เขานั่งเท้าคางพิงขอบหน้าต่างบานใหญ่ในห้องที่เป็นจุดชมวิวสูงสุดของเรือ หลังอาบน้ำเขาก็กลับมานั่งคิดนอนคิดทั้งที่การใช้ความคิดมันไม่เหมาะกับบุคลิกของเขาเลยสักนิดและตามหลักเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งใส่ใจมันด้วยซ้ำ ทว่า ณ ตอนนี้เขาก็ยังหยุดคิดไม่ได้สักที โซโลกระดกเหล้าขึ้นดื่มหวังดับความคิดฟุ้งซ่านแต่แล้วเขาก็พบว่าเหล้าที่เขาพึ่งเปิดมาดๆไม่เหลือน้ำสักหยด “หมดเร็วชะมัด” ชายหนุ่มเขย่าขวดดูและตัดสินใจที่จะลงไปเปลี่ยนขวดใหม่ที่ห้องครัว ระหว่างทางเดินเขาเห็นอุซปกับแฟรงกี้กำลังทดลองสิ่งประดิษฐ์อันใหม่ ใกล้ๆมีลูฟี่กับช็อปเปอร์ยืนมองด้วยสายตาวิบวับราวกับได้พบของเล่นชิ้นตระการตา


          “คุณโซโลครับ” โซโลเหลียวหลังไปดูว่าใคร


          “ว่าไงบรูค” เขาทักกลับ


          “พอจะเห็นหนังสือเล่มสีแดงบ้างไหมครับ คือผมอ่านค้างไว้แต่ผมดันลืมไปแล้วว่าวางทิ้งไว้ไหน”


          “ไม่ใช่ว่านายลืมทิ้งไว้บนโต๊ะห้องสมุดเหรอ” โซโลนึกถึงหนังสือเล่มที่เปิดค้างตอนเขากำลังไปอาบน้ำ


          “จริงด้วยสิครับ ผมก็คิดว่างั้น อ่า...คุณโซโลชอบอ่านหนังสือไหมครับ?”


          “ไม่ล่ะ ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องแบบนี้เท่าไหร่”


          “โอ้ งั้นเหรอครับผมว่าคุณน่าจะลองบ้างก็ดีนะครับ ผมน่ะชอบมากเลย กวีความรักของนักประพันธ์ที่ผมพึ่งอ่าน ความรักของหญิงสาวและชายหนุ่มที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่แท้ มันลึกซึ้งและกัดกินหัวใจสุดๆ เอ่อ...ถึงแม้ผมจะไม่มีหัวใจให้กัดก็ตาม” บรูคเสนอแนะเขาก่อนจะขอตัวไปตามหาหนังสือที่ว่าต่อ โซโลนึกโทษบรูคขึ้นมาตะหงิดๆเพราะเขาอุส่าลืมเรื่องข้อความในหนังสือนั่นได้แล้ว ทว่าเสียงในหัวก็ดังกึกก้องขึ้นมาซะยังงั้นราวกับมีใครมาซ้ำเติมข้างหู  


          หากวันใดที่คุณยังพบว่า หัวใจของคุณยังเต้นปกติแสดงว่าคุณยังไม่รู้จักความรัก


          “พวกนายจะเอะอะเสียงดังรบกวนฉันไปถึงไหนห่ะ!โซโลสะดุ้งเมื่อนามิพรวดพราดออกมาจากห้องนอนหญิงพร้อมตะโกนด่าพวกที่ชุมนุมกันบนห้องเธอ เขาหยุดดูหญิงสาวอย่างพิจารณา ถ้าเกิดเขาจะสนใจใครสักคน นามิจัดเป็นตัวเลือกที่เขาตั้งใจจะตัดทิ้งเป็นอันดับต้นๆเพราะเขาคงไม่อยากได้ผู้หญิงที่ชอบขูดเลือดขูดเนื้อไถเงินชาวบ้านชาวช่องแถมยังน่ากลัวเกินมนุษย์ ถ้าจะให้ดีเขาขอเลือก....


          แอ้ดดดด....


          โซโลมองประตูข้างล่างที่แง้มออกโดยหญิงสาวผู้มีเรือนผมสีดำเป็นเอกลักษณ์ เธอเงยหน้าขึ้นมามองหนุ่มหัวเขียวที่อยู่เหนือศีรษะเธอก่อนจะยิ้มให้เขาและเรียกชื่อตาม


          “โซโล”


           

            “โซโล”


          โซโล!


            “ห่ะ!?” โซโลหลุดจากภวังค์อดีต


            “ใจลอยไปถึงไหน ไม่รีบกินเดียวไอศกรีมก็ละลายหมดกันพอดี อ้ำ งับ” ช็อปเปอร์ว่าก่อนจะงาบก้อนไอศกรีมเข้าปาก โซโลพยักหน้ารับแล้วมองไอศกรีมแท่งที่เขาถือ มันละลายไปเยอะพอจะคำนวณเวลาที่เขาสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวได้เลย ให้ตาย! ตั้งแต่หลังจากนั้นเขาก็เผลอสติหลุดอยู่บ่อยๆ ยิ่งเวลาอยู่ใกล้โรบินเขายิ่งอาการหนักมากขึ้น หรือว่าเขาจะชอบเธอ? ไม่น่าใช่....แค่หนังสือเล่มเดียวจะมาพิสูจน์อะไรเขาได้ อย่าตัดสินบุ่มบ่ามไปเองสิเฟ้ย!


            “น่ารำคาญจริงๆ” โซโลกัดแท่งวานิลลาหายไปครึ่งอันอย่างหัวเสีย เขาปลายตามองโรบินที่ยืนรับลมทะเลห่างออกไปไม่ไกล เขารู้สึกได้ ตัวเขามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไป ทำไมกันน้า หัวใจของเขาถึงเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นหอมของเธอ เขายิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้ ราวกับว่าเขาเสพติดมันอย่างฉุดไม่อยู่ เวรเอ้ย! เกิดอะไรขึ้นกับเขา  ทว่าเวลานั้นเองอยู่ๆก็มีเสียงโครมครามดัง


            ตุ๊บๆ ตึง เพล้ง!!!


            ชั่วเสียววินาทีนั้นเองที่ผู้คนหยุดชะงักรวมทั้งตัวโซโล ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งทะยานออกมาจากซอกแคบที่เกิดเสียงดังโหวกเหวก เขาวิ่งพรวดพราดออกมาไม่ดูทางข้างหน้าทำให้ตัวเขาชนกับโรบินที่ยืนอยู่จนทั้งสองล้มลงไปนอนกองกับพื้น


            “เฮ้ย คิดจะหนีไปไหน!” กลุ่มนักเลงราวๆ 5-6 คนโผล่ตามหลังพุ่งตรงเข้าไปชายหนุ่มที่ล้มทับโรบินหวังทำร้ายด้วยอาวุธในมือ โซโลที่คืนสติไม่รอช้าเข้าไปขวางทางก่อนจะชักดาบหนึ่งเล่มพุ่งไปกำจัดพวกนักเลงทั้งหมดในพริบตาเดียว “อ้ากกกกกกกกกกกกก” หนุ่มนักดาบเก็บชูซุยของเขาเมื่อมั่นได้แล้วว่าปราบพยศพวกศัตรูทั้งหมดทว่าเขาคิดผิด มีหนึ่งคนที่ยังยืนอยู่และในมือของชายคนนั้นมีมีดสั้นเล่มคมกริบ นักเลงคนนั่นโผตัวเข้ามาหาโซโลช่วงทีเผลอจนชายหนุ่มตั้งรับไม่ได้


            “ฮัชช่า!” ช็อปเปอร์ร่างกังฟูพอยต์กระโจนถีบอัดหน้านายนักเลงกระเด็นไปชนแผงตั้งขายของกระจัดกระจาย “ไม่เป็นไรนะโซโล” คุณหมอตัวน้อยถามเขาขณะกลับคืนร่างเก่า โซโลพยักหน้าตอบ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมโต้ตอบหรือหลบไม่ได้แต่สายตาของผู้ชายคนนั้นมันดึงเขาเอาไว้ แววตาเลื่อนลอย สีเทาทึบ ที่ยิ่งมองเข้าไปก็เหมือนกำลังตกลงไปเข้าสู่ห้วงแห่งความมืดมิดไปด้วย ชายหนุ่มตวัดสายตามองนักเลงคนที่เกือบสร้างบาดแผลให้เขาอย่างครางแคลงใจ ผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นพากันมุงดูอย่างไม่เข้าถึงเหตุ บางส่วนก็เดินออกไป บางส่วนก็ยังยืนนิ่งกับที่


            “โซโล เกิดอะไรขึ้น!?” นามิกับพวกกลุ่มที่เหลือวิ่งมาที่เกิดเหตุ “ร..โรบิน!” นามิตกใจที่เห็นโรบินชโลมไปด้วยเลือดสีแดงสดประดับช่วงหัวไหล่ข้างซ้ายลาดลงมาถึงหน้าอกและข้างแก้มมีเปรอะเปื้อนนิดหน่อย บนตัวนักโบราณคดีหญิงมีใครบางคนที่เธอไม่รู้จักนอนทับตัวอยู่


            “ไอ้หัวมอส แกดูแลโรบินจังยังไงฟะ!” ซันจิแทบจะลุกเป็นไฟ


            “ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่เลือดฉัน” โรบินแก้ไขความเข้าใจผิดของเพื่อนๆเธอก่อนไล่สายตาดูคนที่นอนบนร่างเธอ


            “ชะ...ช่วย..ด้วย” ชายหนุ่มปริศนาร้องขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าซีดเซียว โรบินรีบดันร่างของชายหนุ่มลงนอนข้างๆเธอและกวาดสำรวจตามตัว ซึ่งดูเหมือนเขาจะมีบาดแผลไม่มาก หนักสุดก็ที่ต้นแขนขวาเพราะมีไหลออกมาไม่หยุดประกอบบริเวณรอยแผลมีสีม่วงคล้ำ ช็อปเปอร์วิ่งมาดูอาการชายหนุ่ม


            “ต้องรีบพาไปรักษา” ช็อปเปอร์บอก “ถ้าไม่รีบให้ยาถอนพิษ เขาแย่แน่”


            “โอเค พวกเรารีบกลับไปที่เรือกันเลย!


            “เดี๋ยวเซ่! พวกนาย จู่ๆจะให้พาใครที่ไหนก็ไม่รู้ขึ้นเรือเนี่ยนะ” อุซปแย้งขึ้นหลังลูฟี่พูด


            “แต่เราทิ้งเขาไม่ได้นะ เห็นอยู่ว่าเขาบาดเจ็บ”


            “ก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้งไว้แต่ลองคิดดูก่อนสิ หมอนี้โดนใครที่ไหนไม่รู้ไล่ตาม ถ้าเกิดพวกเราเข้าไปพัวพัน เราอาจจะซวยไปด้วยก็ได้นะ”


            “มันก็จริงอยู่ที่จะให้พาใครที่ไหนไม่รู้ขึ้นเรือแถมยัง..” ซันจิทบทวนคำพูดของอุซป ทว่านามิก็ขัดขึ้นมา


            “ยังไงซะเราก็ต้องช่วยเขา ใช่มั้ยลูฟี่” นามิยิ้มพลางหันไปมองกัปตันหนุ่มอย่างรู้ทัน


            “ของมันแน่อยู่แล้ว เอาล่ะทุกคน กลับเรือโลด!


            “คุณนามิว่าไงผมก็ว่าตามคร้าบบบบ”


            “นี้พวกนายไม่ได้ฟังฉันเลยใช่มั้ย”


            “เดียวฉันแบกเขาไปเอง” ช็อปเปอร์เปลี่ยนร่างเป็นวอล์คพอยต์ โรบินกับบรูคช่วยกันแบกชายหนุ่มพาดหลังเขา


            “โรบิน” โซโลเรียกโรบินที่เตรียมกลับพร้อมกับคนอื่นๆ


            “?”


            “เอาเสื้อฉันไปใส่ซะแล้วก็เช็ดเลือดที่ข้างแก้มเธอด้วย เดียวคนอื่นเห็นเข้า เขาจะแตกตื่นเอา” หนุ่มหัวเขียวถอดเสื้อฮู้ดสีดำให้หญิงสาวและบอกให้แธอเช็ดคราบเลือดออก(แม้ใจจริงเขาอยากเช็ดให้เองมากกว่าก็ตาม)


            “นั่นสินะ” โรบินยิ้มก่อนรับเสื้อของเขามาสวมใส่ รูดซิบปิดสนิทแล้วถึงเช็ดเลือดออก


            ระหว่างที่พวกลูฟี่กำลังยกพลกลับเรือ ในตรอกซอยที่พวกนักเลงโผล่ออกมานั้นมีเงาของใครบางคนกำลังจ้องมองพวกเขา โซโลที่ตามหลังรู้สึกถึงสายตาไม่เป็นมิตรก็รีบหันหลังขวับไปดู แต่แล้วเขาก็พบเพียงความว่างเปล่าและผู้คนที่เดินผ่านสัญจรไปมาตามปกติหลังเหตุการณ์สงบ หนุ่มนักดาบกวาดตาอยู่สักพักก่อนจะเดินไล่หลังพวกเพื่อนๆไปต่อโดยไม่รู้เลย ว่าใครบางคนที่เขารู้สึกได้ยืนมองชายหนุ่มอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยรอยยิ้มที่ไม่สามารถคาดเดาความรู้สึก


 

            บนเรือเธาซันด์ ซันนี่ ณ ห้องพยาบาลของโทนี่โทนี่ ช็อปเปอร์ ชายหนุ่มที่พวกลูฟี่พากลับมาที่เรือได้รับการรักษาจากคุณหมอประจำเรือเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้พวกเขากำลังเฝ้ารอดูอาการของเขาเพราะนับจากตอนนั้นก็ล่วงเลยมาถึง 2 ชั่วโมงได้แล้วที่ตัวชายหนุ่มยังไม่มีท่าทีจะลืมตาตื่น


            “อืมมม.....” คนไข้หนุ่มครางต่ำทันทีที่เขารู้สึกตัว ดวงตาสีฟ้าอ่อนค่อยๆปรือขึ้นที่ละนิด “อ้ะ?” เมื่อภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น เขาก็ต้องอุทานขึ้นมาเพราะใบหน้าของลูฟี่ที่กระชั้นชิดเกินไป


            “โอ้ ฟื้นแล้ว”


            “นี้ ลูฟี่อย่ายื่นหน้าไปใกล้เขาขนาดนั้นสิ” ช็อปเปอร์ดุ


            “เหวอ!!!


            โป๊ก!!


          หนุ่มผมสีทองตกใจจนผวาตัวขึ้นทำให้หน้าผากเขากับหนุ่มหมวกฟางกระแทกกันอย่างแรง ลูฟี่ตกลงมาจากเตียงผู้ป่วยดัง ตึง! ฝ่ายคนขี้ตกใจกระโดดลงจากเตียงคว้าตัวคุณหมอตัวน้อยไปพร้อมกับหยิบอาวุธที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเครื่องแบบที่เขาสวมใส่ก่อนจะเอาจี้หัวตัวประกัน


            “อ้ะ อะไรอ่ะ!?” ช็อปเปอร์ถึงกับเอ๋อที่อยู่ดีๆตัวเองก็ถูกล็อคคออีกทั้งถูกปืนจ่อหัวด้วยปืนขนาดเล็กพอพกพา “แว้กกกกกกกกกกกก” ช็อปเปอร์ร้องเสียงดังลั่น คนที่อยู่ข้างนอกพากันกรูเข้ามาเพราะได้ยินเสียงเอะอะก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น ภาพของชายหนุ่มหัวทองล็อคคอเพื่อนของพวกเขายืนชิดกำแพงและลูฟี่ที่นั่งก้มหน้าก้มตาบนพื้น มือข้างหนึ่งลูบสะโพกตัวเอง


            “โอ๊ย เจ็บๆๆ” ลูฟี่โอดครวญเพราะมีเข็มหมุดทิ่มก้นเขาอยู่ เจ้าตัวรีบดึงออกอย่างรวดเร็วแล้วพึมพำด่าตัวการร้ายที่ปักก้นเขาอย่างโมโหร้าย “นี้ อยู่ๆมาผลักกันยังงี้ได้ไง แล้วนั่นนายทำอะไร?” ลูฟี่ตั้งใจจะเอาเรื่องชายหนุ่มผมทองครั้นก่อนจะมึนงงเมื่อเห็นเช่นเดียวกับพวกที่เข้ามา


            “หัดเข้าใจสถานการณ์บ้างสิยะ!” นามิเข้าไปตบหัวเขาเพราะความซื่อบื้อของหนุ่มหมวกฟาง


            อย่าเข้ามา พวกแกเป็นใคร!?” ชายหนุ่มผมทองแผดเสียงดังและเอาปืนกราดเล็งซันจิและนามิที่กำลังตั้งท่าจะเดินเข้ามา


            “ใจเย็นไว้ พ่อหนุ่มเลือดร้อน พวกเราไม่ใช่คนไม่ดีหรอกนะ” ซันจิกล่อมเขา


            “อย่ามาหลอกกันซะให้ยาก!


            “ถ้าไม่เชื่อก็ดูที่แขนนายสิ” อุซปที่หลบหลังนามิตะโกนบอก ชายหนุ่มหัวทองลังเลอยู่ว่าจะมองหรือมองแต่แล้วเขาก็ยอมก้มดูแขน ทว่าชายหนุ่มยังไม่ทันได้ดูมือมากมายก็โผล่ออกมาจากหลังกำแพงและตรึงเขาติดดัง ตึง! ทำให้ช็อปเปอร์หลุดจากพันธนาการ มือที่กำปืนอยู่นั่นถูกบิดจนไม่สามารถถือปืนต่อไปได้ อาวุธในมือจึงล่วงลงตกลงพื้นแทน อุซปรีบวิ่งเข้าไปเก็บให้ไกลมือเพราะกลัวผู้ป่วยคนนี้จะดิ้นหลุดออกมา(ทั้งที่ดูก็รู้ว่ายังไงก็ไม่หลุด)

 

           “โอ๊ย” หนุ่มผมทองครางเสียงต่ำด้วยแรงกระแทกเมื่อกี้กระตุกบาดแผลได้ดีเยี่ยม


            “Nice! ครับโรบินจางงงง” ซันจิกระดี๊กระด๊าใหญ่


            “เฮ้อ ใจหายหมดเลย” นามิถอนหายใจโล่ง


            “อันตร้าย อันตราย” อุซปปาดเหงื่อทิ้ง


            “โรบิน อย่ามัดเขาแน่นนะ เดียวแผลกระทบกระเทือน” ช็อปเปอร์ออกปากขอโรบินที่กำลังเดินผ่านพวกเพื่อนๆ


            “มีอะไรกันเรอะ เสียงดังไปถึงข้างนอกเลย?” โซโลได้ยินเสียงก็เดินเข้ามาในห้องด้วยความสงสัย


            “อ้อ ไม่มีอะไร” ลูฟี่ยิ้มร่า


            “ไม่มีอะไรกับผีนะเซ่ ตาบ้า/เจ้าเซ่อ!” นามิซันจิพร้อมใจกันประสานเสียงด่าทอกัปตันหนุ่ม


            “ฉันจะปล่อยเธอก็ต่อเมื่อเธอหยุดขัดขืนเท่านั้น เข้าใจที่พูดนะ” โรบินวางเงื่อนไขพลางไขว้มือทั้งสองเตรียมรับสถานการณ์ถ้าเกิดอีกฝั่งมีทีเด็ด ชายหนุ่มหัวทองมองเธอด้วยแววตากินเลือดกินเนื้อ “แล้วอีกอย่างเธอเป็นคนขอให้เราช่วยเอง น่าจะไว้ใจกันหน่อย” คนถูกจับเมื่อได้ยินก็เหมือนจะผ่อนอารมณ์ระแวงลงมาบ้างก่อนจะเหลือบมองแขนข้างขวาที่ถูกรักษาอย่างดี


           

            “ขอโทษที่ทำตัวเสียมารยาทต่อทุกคนด้วยนะครับ”


            “โธ่เอ้ย ไม่ต้องคิดมาก อย่าซีเรียสๆ” ลูฟี่หัวเราะคิกๆ


            “นายน่ะต้นเหตุเลยนะ ลูฟี่” นามิกับซันจิหยิกแก้มเขาคนล่ะข้างจนยาวยืด ถ้าไม่ใช่เพราะลูฟี่ไปจ่อหน้าชายหนุ่มผมทอง เรื่องคงจะง่ายกว่านี้


            “อ้อ อั้นเออ โอดอีอะ (อ้อ งั้นเหรอ โทษทีนะ)”


            “จะขอแนะนำตัว ผมชื่อแซม เป็นนักดาราศาสตร์และก็เป็นคนพื้นเมืองของที่นี่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคน” แซมประกาศชื่อตนเองแก่ทุกคนในโถงห้องอาหารรู้จัก เขาเป็นหนุ่มหน้าตาผิวพรรณขาว มีผมสีทองและดวงตาสีฟ้าใสเข้ากับปากเรียวบาง “ขอบคุณสำหรับเรื่องแผลนะครับ ถ้าไม่ได้พวกคุณผมคงแย่”


            “ต้องยกความดีความชอบให้ด็อกเตอร์ของพวกเราแล้วล่ะ เขาเป็นคนแบกนายและก็รักษานายด้วยนะ” อุซปว่า


            “ยอกันเกินไปแล้วน่า เจ้าบ้าเอ้ย” ช็อปเปอร์เต้นแก้เขิน


            “ฮ่าๆๆๆๆ” ทุกคนในห้องอาหารต่างพากันหัวเราะชอบใจ


            “ขอบคุณครับ ด็อกเตอร์ช็อปเปอร์” แซมเอ่ยขอบคุณคุณหมอตัวน้อยที่นั่งฝั่งตรงข้าม “จริงๆแล้วด็อกเตอร์เนี่ย.....เป็นแรคคูนที่น่ารักมากเลยนะครับ” แซมทำหน้าจริงจังประกอบกับหน้าแดงนิดๆ

 

           “ถึงชมไปก็ไม่มีอะไรให้หรอก//ฉันเป็นเรนเดียร์ต่างหาก!” ช็อปเปอร์เคลิบเคลิ้มตามคำชมแต่อีกด้านก็ตะคอกกลับอย่างไม่พอใจ อยากรู้จริง เขากวางประดับบนหัวทั้งสองด้านไม่ได้ช่วยแยกแยะตัวเขากับเผ่าพันธุ์แรคคูนเลยรึไง


            “เอ๋?” แซมหน้าเหวอด้วยความตกใจ


            “ฮ่าๆๆ ตลกเป็นบ้า” ลูฟี่ขำจนท้องแข็ง มือตีโต๊ะรัวๆ


            “เอ้า พวกนายกินข้าวกันได้แล้ว วันนี้เป็นเมนูอาหารทะเลแบบพิเศษ ฉันได้วัตถุดิบดีๆมาระหว่างที่ไปหลงทางกับไอ้หัวสาหร่ายน้ำ” ซันจิไม่ลืมที่จะแขวะโซโลหน่อยๆระหว่างวางอาหารมากมายหลายตาที่ใช้เวลาไม่นานโดยเขาเพียงคนเดียวจัดครัว โซโลสบถเบาๆ ไอ้กุ๊กงี่เง่า ด้วยเห็นว่ามีแขกทำให้โรบินที่นั่งห่างเขาออกไปหนึ่งเก้าอี้ลอบขำ


            “ว้าวววว เนื้อจ้า~” ลูฟี่ตาเป็นประกาย


            “ทานได้เลย ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใส่ยาพิษลงไปหรอกเพราะเดียวอาหารฉันจะตกต่ำซะเปล่าๆ” ซันจิเชิญชวนแซมให้ลองลิ้มรสอาหารฝีมือเขา

 

           “ด้วยความยินดี” แซมหัวเราะแห้งๆ


            “ว่าแต่พวกที่ตามล่าเธอเป็นใคร?” โรบินถามเขา สองมือประคองถือถ้วยชาร้อนที่กินอยู่ก่อนหน้านี้


            “แค่พวกนักเลงนะครับ ผมล้ำเส้นพวกมันไปก็เลยโดนไล่ตาม” แซมตอบ


            “ใช่ย่อยเลยนะถึงขนาดมีพิษร้ายแรงที่เป็นของต้องห้ามไว้ครอบครอง ไม่โดนจุดสำคัญก็ยังสร้างบาดแผลได้หนักเอาการ” ช็อปเปอร์วิเคราะห์เรื่องพิษที่แซมโดน เนื่องจากเป็นของที่หาได้ยากจึงและยาถอนพิษก็มีน้อยแต่ยังดีที่เขาเคยศึกษาเกี่ยวกับพิษตัวนี้ เขาจึงยังมียาใช้รักษาอยู่บ้างและรู้วิธีรักษาได้ทันท่วงที


            “พวกคุณคงน่ารู้สินะครับว่าเกาะนี้ไม่อนุญาตให้พวกทหารเรือเข้ามาข้องแวะ การที่ของผิดกฎหมายจะหลงเข้ามาในเกาะคงไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ อาหารของคุณซันจิอร่อยมากเลยครับ” แซมอธิบายแล้วถึงหันไปชมอาหารของพ่อครัวหัวเหลือง


            “เอ่อนี้ ฉันสงสัยตั้งนานแล้ว” ช็อปเปอร์พูดขึ้นหลังเคี้ยวปลาหมึกชุบแป้งทอดหมด “ที่คอนายไปได้มาจากไหนเหรอ?”


            “รอยแผลเป็นนี้หรือครับ!” แซมจับคอตัวเองอัตโนมัติ “คือ...มันเป็นเรื่องที่ผมไม่ค่อยอยากเล่าเท่าไหร่”


            “ไม่ต้องเล่าก็ได้ฉันแค่สงสัยเท่านั้นแหละ” ช็อปเปอร์เห็นแซมมีสีหน้าสลดจึงรีบว่า


            “จริงสิ เพื่อเป็นการตอบแทน ผมจะเป็นไกด์พาพวกคุณเที่ยวที่เกาะริวเซย์กังให้เอง” แซมอาสาพาเที่ยวชมเกาะ


            “โอ้ว ดีเลยครับ ผมได้ยินว่าที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจเยอะแยะ” บรูคพูดด้วยใบหน้าที่เลอะคราบอาหารอันผลมาจากกินมูมมามเกินไป


            “แล้วแกกินยังไงให้เลอะขนาดนั้นฟะ!” ซันจิโยนผ้าเช็ดหน้าอัดหน้าบรูค พวกลูฟี่สนทนากับเพื่อนใหม่ในห้องอาหารอย่างสนุกสนาน โซโลที่ดื่มเหล้าแทนน้ำเปล่าทุกครั้งสังเกตเห็นปฏิกิริยาแปลกๆของโรบิน ใช่ แปลกจริงๆ ทำไมเธอถึงมองแซมบ่อยครั้งตั้งแต่ห้องพยาบาท ไม่สิอาจจะก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องจ้องหมอนั้นตลอดเวลาด้วย ชายหนุ่มพยายามหาคำอธิบายให้กับตัวเอง แต่เดียวสิ!? ทำไมเขาต้องมานั่งคิดเป็นจริงเป็นจังกัน รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องนี้...


            มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาสักนิด


 

            ช่วงกลางดึก ลูฟี่เสนอให้แซมนอนพักที่นี่เพื่อพรุ่งนี้จะได้ออกไปพร้อมกันซึ่งแซมก็ตกลง โซโลใช้เวลาช่วงหลังกินข้าวไปกับการยกดัมเบลนับร้อยกิโล เสร็จก็คิดลงหาเหล้ากินสักนิดให้ชุ่มคอก่อนงีบหลับ ขณะเขาไต่บันไดลิงลงมาจากห้องออกกำลังกายหรือห้องสังเกตการณ์ก็บังเอิญเห็นโรบินเดินขึ้นบันไดข้างหน้าเรือเธาซันด์ ซันนี่ แต่ที่สะกิดใจเขามากที่สุดคือ แซมมากับเธอด้วย เขายืนมองทั้งคู่พูดคุยอะไรสักอย่างอยู่บนคานใบเรือระหว่างทางลง ทีแรกแซมดูเหมือนตกใจต่อมาก็เข้าไปจับมือโรบิน(จุดนี้จี้ใจชายหนุ่มสุดๆ) กระทั่งต่างฝ่ายต่างร่ำลา ทว่าจุดที่พวกเขาแยกไม่ใช่ตรงที่พูดคุยแต่กลับเป็นหน้าห้องนอนหญิง!


            “ชิ....”


 

            ณ ห้องนอนชายซึ่งอยู่ชั้นล่างของห้องนอนหญิง พวกผู้ชายกำลังตัดสินใจว่าจะให้แซมใช้เตียงไหนดี ซึ่งแฟรงกี้หยิบยื่นเตียงของเขาให้แซมเพราะเจ้าตัวกะทำงานในห้องของตนตลอดช่วงดึก


            “เอาน่า ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ยังไงฉันก็คงจะขังตัวในห้องตัวเองอีกนาน” แฟรงกี้ว่า


            “แต่ผมคิดว่า ผมนอนพื้นก็ได้นะ”


            “ได้ไงกัน นายเป็นแขกของเรือเรานะ” อุซปค้านหัวชนฝา


            “อ้าว เห็นทีแรกนายบอกว่าเขาเป็น....อุ๊บ” ซันจิย้อนระลึกตอนที่อุซปไม่ยอมให้แซมขึ้นเรือแต่ก็ถูกจ้าวแห่งการซุ่มยิงตะครุบรูดซิบปากอย่างไวก่อนชายหนุ่มพูดจบพลางกระซิบอย่างลนลาน “เรื่องมันจบไปแล้วจะรื้อฟื้นทำไมเล่า”


          “เห็นเป็นอะไรเรอะ?” แฟรงกี้ถาม


          “?” แซมตีหน้ามึน


            “เปล่าๆ ไม่มีอะไร แฮะๆ” อุซปหัวเราะกลบเกลื่อน


            “โย่ว โซโล” ลูฟี่ห้อยหัวลงมาจากเตียงนอนของเขาพร้อมกล่าวทักทายคนที่พึ่งเข้าห้องมาใหม่ด้วยรอยยิ้มเอกลักษณ์เฉพาะ


            “พวกนายกำลังสุมหัวอะไรกัน?” โซโลแขวนผ้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขาลงบนเตียงเจ้าตัว


            “เหม็นเหงื่อชะมัด” ซันจิบีบจมูก ชักสีหน้าขยะแขยง โซโลหันมาจิกกัดอย่างรำคาญอีกหนุ่ม


            “ก็กำลังปรึกษาว่าจะให้แซมนอนไหนดีนะสิ” อุซปบอกเขา


            “ไม่ต้องลำบากเรื่องผมก็ได้” โซโลเห็นแซมก็พาลนึกถึงตอนที่เขาเห็นแซมกับโรบินอยู่ด้วยกันซึ่งมันทำให้เขาฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างกะทันหัน


            “ฉันจะไปนอนข้างบน” โซโลหยิบผ้าขนหนูอันใหม่ในตู้ล็อกเกอร์เหล็กก่อนจะเดินออกไปพร้อมปิดประตูดัง ปัง! จนคนในห้องสะดุ้งโหยงกันหมดยกเว้นลูฟี่คนหนึ่งที่ออกแนวจะนิ่วหน้างงเสียมากกว่า


            “อะไรของมัน นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป” ซันจิเกาหัวแกร็กๆ “เอาเถอะ ถ้าเจ้าบ้านั้นอยากขึ้นไปนอนข้างบน นายก็นอนเตียงไอ้หัวมอสไปล่ะกัน”


            “ครับ”


            “โยโฮ่ๆๆ นั้นเรามาฟังสักหนึ่งเพลงก่อนนอนกันดีกว่าครับ” บรูคชักไวโอลินขึ้นมาเตรียมพร้อมบรรเลง


            “เอาเลย เย้ๆ” ลูฟี่ตบมือเหนือศีรษะรัวๆรอชม


 

            ตลอดทั้งเช้าของวันใหม่ พวกลูฟี่ได้ผู้ชำนาญเส้นทางอย่างแซมพาชมรอบเมืองและเที่ยวสถานที่เด็ดๆสุดตื่นเต้นทำเอากัปตันหนุ่มตาลุกวาวไม่หยุดอีกทั้งแหล่งจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมที่เป็นที่ชื่นชอบของตัวนักช็อปอย่างนามิ เข้าร่วมการแข่งขันกับหญิงนับร้อยเพื่อสินค้าลดราคา(ถึงในภายหลังเธอจะไปกดราคากับเจ้าหน้าที่เคาเตอร์ให้ลดลงยิ่งกว่าเดิม) ระหว่างการเดินทางพวกเขานักรถชมเมืองที่เป็นรถเวียนในหมู่เกาะริวเซย์กังตลอดเส้นทางแทนการเดินเพราะนามิบ่นว่าเธอไม่อยากเดินตากแดด แซมจึงสรรหารถดีๆมประเคนถึงที่ ฝ่ายโซโลกับซันจิเหมือนจะไม่ค่อยพอใจแซมมากนักไม่ใช่ว่าหนุ่มผมทองสร้างความรำคาญให้แก่สองหนุ่มแต่เป็นท่าทีสนิทสนมกับสาวๆอย่างรวดเร็วของแซมเสียมากกว่าที่ทำเอาหนุ่มนักรักอย่างซันจิตกกระป๋องและโซโลที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังหวงโรบินอย่างหนัก กิริยาบถเมื่อวานกับวันนี้มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเวลาใด แซมก็จะอยู่ใกล้โรบินตลอด มากกว่าช็อปเปอร์เสียอีก!(ช็อปเปอร์ไปนั่งเล่นกับอุซปไม่ก็แฟรงกี้)


            “ฮ้า! หนักเป็นบ้า ทำไมฉันต้องเป็นเบ้ถือของด้วยนะ” โซโลทิ้งตัวบนม้านั่งยาวโซนนั่งพักในพิพิธภัณฑ์หินอุกกาบาตพร้อมกับถุงช็อปปิ้งมากมายซึ่งข้างในล้วนแต่เป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าที่สาวต้นหนเรือเหมามาทั้งนั้นและของบางส่วนที่เป็นของโรบินกับของที่พวกผู้ชายถูกยัดเยียดให้เป็นของตนเอง อาทิตัวเขาได้เสื้อยืดตัวใหม่ซึ่งเสื้อที่ว่านั้นเขาก็สวมอยู่เช่นกันโดยโรบินเป็นคนเลือกให้เขาส่วนนามิเป็นคนบังคับให้ใส่โดยให้เหตุผลสั้นๆ จะได้เข้ากับบรรยากาศ ตอนนั้นเขาเลยต้องถอดเสื้อกลางร้านแล้วเปลี่ยนเป็นเจ้าเสื้อยืดลายกิ๊กก๊อก จำได้ว่าพวกผู้หญิงแถวนั้นจ้องเขาตาเป็นมันแทบจะกินได้ทั้งตัวแล้วมั้ง


            “บ่นไปก็เท่านั้น เอ้ารับ” ซันจิโยนกระป๋องน้ำที่เขาไปกดมาแจกจ่ายให้เพื่อนๆในกลุ่ม โซโลรับน้ำมาเปิดซดดับกระหายอย่างเหนื่อยล้า หมวกแก็บที่ใส่ไม่ได้ช่วยป้องแสงแดดเลยสักนิดมีแต่จะร้อนขึ้นกว่าเดิม ชายหนุ่มมองพวกลูฟี่อุซปบรูคและแฟรงกี้แยกไปอีกทางและนามิกับช็อปเปอร์กำลังดูซากหินอุกกบาตขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์ โซโลหักเหไปมองอีกฝั่งของตัวเองก็เห็นโรบินยืนดูตู้เก็บหินหลายแบบกับแซม


            หมอนั้นอีกแล้ว


            “เกินหน้าเกินตาเกินไปแล้ว” ประโยคนี้โซโลไม่ได้เป็นคนพูดแต่เป็นซันจิที่นั่งอยู่ถัดจากเขาต่างหาก


            “หา?”


            “ก็ดูที่หมอนั้นทำ มาได้แปปเดียวก็คว้าตัวโรบินจังไปเฉยๆ ไหนจะจับมือถือแขน จูงไปนู่นไปนี้ยังกับคนรักเห็นแล้วมันน่าหงุดหงิดชะมัด ฉันอยู่มาตั้งนานยังแตะต้องไม่ได้ขนาดนั้นเลย” คงเป็นรอบล้านปีได้มั้งที่โซโลกับซันจิจะมีความเห็นตรงกัน พวกเขาทั้งสองแทบจะจ้องเขม็งแซมชนิดที่ถ้าเลือกกระทำได้หนึ่งอย่างกับชายหนุ่มผมทอง คงบอกได้คำเดียว


            ไอ้บ้านี่ ฆ่าทิ้งซะเลยดีมั้ย


             แซมรู้สึกเสียวหลังวาบ เขาหันซ้ายขวาอย่างหวาดหวั่น โรบินที่กำลังอ่านป้ายประวัติหินเงยหน้าขึ้นมามองแซมด้วยความงงที่แซมเงียบไปขณะอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมให้เธอฟัง เธอแตะไหล่เขาทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งหันมาหาเธออย่างรวดเร็ว


            “เป็นอะไร?”


            “ผมรู้สึกเหมือน......ถูกใครบางคนจ้องอยู่น่ะ” เขามองไปมาก่อนจะก้มหน้ากระซิบใกล้หูโรบิน โรบินเมื่อได้ฟังอย่างนั้นก็เหลือบไปมองข้างหลังแซมถึงทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าสายตาที่ว่าคือซันจิแต่ที่เธอรู้สึกสงสัยคือครู่หนึ่งเธอเหมือนจะเห็นโซโลมองมาที่เธอกับแซมด้วยแววตาไม่พอใจ ทว่าโรบินก็กลับมาคิด ชายหนุ่มไม่น่าจะทำอย่างที่เธอเห็น


            “ไม่มีอะไรหรอก เธออาจจะคิดไปเอง”


            “จริงเหรอ แต่ผม....”


            “เธอพูดแบบธรรมดาก็ได้นะเวลาอยู่กับฉัน”


            “ไม่เป็นไรครับ ผมว่าผมพูดแบบเดิมน่าจะดีกว่า”


            “ตามใจจ้ะ” โรบินยิ้มขำๆก่อนจะบอกให้แซมบรรยายเรื่องที่เขาถนัดต่อโดยไม่รู้ว่าการกระทำของพวกเธอตกอยู่ในสายตาหนุ่มนักดาบตลอดเวลาและซันจิที่นั่งกัดฟันกรอดหนักยิ่งกว่าเก่าเพราะเห็นแซมใกล้ชิดโรบินสุดหวงของเขา(ตอนไหน?) ในที่สุดฝ่ายที่ทนดูไม่ไหวก็ต้องลุกขึ้นยืนเดินกระทืบเท้าออกไปจากที่นั่งซึ่งคนๆนั้นก็คือหนุ่มกุ๊กขาดำและก็แค่แปปเดียวเท่านั้นที่ชายหนุ่มอารมณ์บูดเพราะระหว่างทางซันจิดันพบกลุ่มสาวงามในชุดไปรเวทสวยสะดุดตา พ่อหนุ่มนักรักจึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปตีสนิทสาวๆทันที


            “ดูสองคนนั้นเข้ากันได้ดีเลยเนอะ ว่ามั้ยช็อปเปอร์” นามิกับช็อปเปอร์ที่เดินมานั่งม้านั่งยาวเดียวกับโซโลพูดขึ้นหลังสาวต้นหนคอยจับตาดูโรบินกับแซมมาตลอดทริปเที่ยว  โซโลถึงกับหูพึง


            “ฉันก็คิดยังงั้น” ช็อปเปอร์ดูดน้ำโคล่าต่อก่อนถามนามิกลับ “แล้วมันทำไมเหรอ?”


            “ฉันคิดว่าบางทีโรบินกับแซมอาจจะเป็นเนื้อคู่กันก็ได้”


            “จริงอ่ะ! ได้ยังไง?”


            “เขาว่ากันว่าเนื้อคู่มักจะมีอะไรเหมือนกัน ทั้งแซมคุงและโรบินเองต่างก็มีอะไรตั้งหลายอย่างที่เหมือนกัน ฉันเลยคิดว่าพวกเขาต้องเป็นคู่รักที่ไปกันได้ไงล่ะ” นามิเท้าคางบนหัวช็อปเปอร์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ช็อปเปอร์ได้ฟังที่นามิพูดก็ปั้นหน้าเหมือนจะเข้าใจพลางดูดน้ำอัดลมของเขาต่อ  โซโลเม้นปากด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจว่าจะนั่งหลับสบายๆ ยัยแมวขโมยตัวแสบดันมาพูดจาไม่เข้าหูเขาซะได้  ชายหนุ่มพยายามข่มหนังตาหลับอีกครั้งพลางลบทิ้งทุกอย่างที่ได้ยิน ทุกอย่างที่เห็น ทุกอย่างที่รู้สึก....

 


            “ซานนนจิ หิวข้าวแล้ววว” เสียงลูฟี่


            “เมื่อกี้นายพึ่งกินไปเองไม่ใช่เรอะ”  พวกนั้นกลับมาแล้วสินะ


            “ผมเองก็ชักจะหิวเหมือนกันแล้วสิครับ ไส้ผมมันบีบรัดจนผมแทบจะทนไม่ไหวถึงแม้ว่าผมจะไม่มีไส้ก็เถอะ”


            “ฉันเองก็หิวจนตาลายไปหมด”


            “ใกล้ๆนี่มีร้านอาหารชื่อดังอยู่ร้านหนึ่ง รับรองไม่ผิดหวัง”


            “กินข้าวๆๆ”


            “.....” โซโลได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนเดินเข้ามาใกล้ตัวเขาที่ยังนั่งกอดอกหลับตา กระทั่งเสียงเท้าหยุดลง ลมหายใจอุ่นก็รดใบหน้านิ่งสนิทของหนุ่มนักดาบ กลิ่นหอมเจือจางของดอกไม้ลอยตลบอบอวลใต้จมูกโด่งได้รูป บังคับให้ผู้ชิดใกล้เชยชมสุดแล้วแต่จะพอใจ


            “ตื่นเถอะ” เจ้าของเสียงเขย่าไหล่คนขี้เซา


            “โซโล” มือบางตบหน้าชายหนุ่มเบาๆสองสามทีจนในที่สุดโซโลจำเป็นจะต้องลืมตา ทั้งสองสบตากันภายใต้หมวกแก็บสีกรมท่าชั่วขณะหนึ่งที่มากพอจะทำให้ใครสักคนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา โซโลไล่ตาสำรวจใบหน้าคมคายของหญิงสาว รูปตา จมูกเป็นสัน ปากชมพูอวบอิ่ม น่าจูบ....


            “ตื่นได้แล้วนะ ฮึๆ” โรบินผละหน้าออกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม โซโลขยับหมวกไปมาเพื่อบังรอยแดงที่แต่งแต้มบนหน้า  เกือบไปแล้ว เกือบทำบ้าๆลงไปแล้ว ถ้าเกิดโรบินไม่พูดขัดซะก่อน เขาคงก้มลงไปจูบเธอเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ


            “อืม” หนุ่มหัวเขียวขานรับ


            “เฮ้ โซโล กิน ข้าว กัน” ลูฟี่ตะโกนบอกชายหนุ่มทั้งที่พวกเขาห่างกันแค่ไม่กี่เมตร แซมที่ยืนข้างๆลูฟี่ยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร ทว่าโซโลหลงเข้าใจผิดไปอีกอย่างว่า แซมยิ้มให้หญิงสาวข้างๆตนทำให้หนุ่มนักดาบเมินหน้าหนีอย่างไม่สบอารมณ์ 


            “อะไรน่ะ?” เสียงของนามิเรียกความสนใจเพื่อนๆในกลุ่ม ผู้คนที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างพากันหยุดดูรถลีมูซีนสีขาวที่จอดอยู่ปากทางเข้าด้วยความสนใจเช่นเดียวกับคณะหมวกฟาง ประตูสี่ด้านพร้อมใจกันเปิดออก กลุ่มชายชุดดำหลั่งไหลลงมาจากรถสีดำคันอื่นๆที่คอยประกบหน้าประกบหลังรถราคาแพงเพียงคันเดียว จุดเด่นของชายชุดดำกลุ่มนี้คือ ทุกคนล้วนใส่หน้ากากสีขาวลักษณะเดียวกัน ต่างกันนิดหน่อยคือบางคนเป็นใบหน้ายิ้ม บางคนเป็นใบหน้าบึ้งตึง หนึ่งในกลุ่มแยกตัวเข้าไปเปิดประตูรถราคาหลายสิบล้าน ให้คนในรถเดินออกมาพร้อมควันโขมงจากซิการ์ที่เจ้าตัวสูบ เขาสวมชุดสูทสีดำเชิ้ตแดงคลุมทับด้วยโค้ทตัวใหญ่ที่มีผ้ายาวๆคล้องคอซ้อนทับอีกชั้น พนักงานในพิพิธภัณฑ์เข้าไปโค้งคำนับราวกับแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้มีเกียรติ


            “ใครกัน?” ลูฟี่ถามด้วยความสงสัยขณะที่มองชายร่างใหญ่เดินเข้ามากับหมู่คณะของเขา


            “อาร์มันโด้” แซมตอบ


            “อาร์แมวเด้?”


            “อาร์มันโด้จ้ะ ลูฟี่” โรบินแก้ให้ใหม่


            “เขาเป็นใครหรือครับ ดูท่าทางจะเป็นที่รู้จักไม่ใช่น้อย? ” บรูคเห็นผู้คนรอบข้างอาร์มันโด้พากันโค้งคำนับอย่างเป็นเคร่งครัด


            “นั้นสิ” อุซปสบทบอีกคน


            “เขาคือชายที่อยู่บนจุดสูงสุดของเกาะนี้ ว่าง่ายๆก็คือ ราชาแห่งเกาะริวเซย์กัง”


            “นั้น ที่ว่าเกาะนี้ปกครองโดยมาเฟียก็เรื่องจริงสินะ” แฟรงกี้ว่า


            “ครับ”


            “ดูน่ากลัวยังไงไม่รู้แหะ ผู้ชายคนนั้น” พลซุ่มยิงเอ่ยด้วยท่าทีหวาดกลัวหน่อยๆ ณ เวลานั้นเอง เด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งที่กำลังเล่นไล่จับกับพี่ชายของเขาวิ่งไม่ดูทางทำให้เขาชนเข้ากับขาของชายแก่มาเฟียจนตัวเองล้มลงไปนั่งกับพื้น


            “อูย เจ็บ...อ้ะ!?” เมื่อเด็กน้อยเงยหน้าขึ้นไปเขาก็ต้องหวาดผวาใบหน้าเคร่งขรึมของอาร์มันโด้ ร่างเล็กสั่นด้วยความกลัวและไม่สามารถขยับไปไหนได้


            “แย่แล้ว” ช็อปเปอร์เกาะขาโซโลแน่นด้วยความตกใจ


            “ขะ ขะ ขอ..” เด็กชายตัวจ่อยพยายามกล่าวคำขอโทษ ทว่าอาร์มันโด้ก็โน้มตัวลงพร้อมยื่นมือเข้ามาหาตัวเขา เด็กน้อยจึงรีบหลับตารอรับชะตากรรมแต่แล้วเขาก็ต้องมึนงงเมื่อมือหนาลูบหัวเขาอย่างทะนุทนอม


            “ไง เจ้าตัวเล็ก หลงทางมาเรอะ?” อาร์มันโด้ถามเขา


            “คือ..”


            “นาธาน!” พี่ชายของนาธานวิ่งเข้ามากอดร่างเจ้าน้องชายจอมซน “ขอโทษครับ น้องผมวิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือ ต้องขอโทษจริงๆครับ” เขากดหัวน้องชายลงขอโทษชายแก่


            “โอ้ ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ ไม่มีใครเป็นอะไรมากก็ดีแล้ว วันหลังก็ระวังตัวให้มากกว่านี้เข้าใจไหม” อาร์มันโด้หัวเราะเบาๆ


            “ครับ ขอบคุณครับท่านผู้นำ”


            “อะไรกัน ก็ดูท่าทางเป็นคนใจดีนิ” ซันจิพูดพลางมองสองพี่น้องวิ่งกลับไปหาพ่อแม่


            “บางครั้งก็ตัดสินคนแค่ภายนอกอย่างเดียวไม่ได้เสมอไป” นามิยืนเท้าสะเอว มองดูไปทางเดียวกับซันจิ


            “ก็แค่ต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น”


            “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ” อุซปได้ยินไม่ชัดจึงถามแซมกลับ


            “เปล่าครับ ทุกคนหิวข้าวกันใช่มั้ยครับ ทำไมเราถึงไม่ออกไปตอนนี้เลยล่ะ จะได้นั่งโต๊ะดีๆกัน” แซมปัดก่อนชักชวนให้กลุ่มหมวกฟางรีบไปร้านอาหารที่เขาว่าทีแรก โซโลจ้องชายหนุ่มผมทอง ถึงเขาจะยืนอยู่ข้างหลังก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้ยิน ประโยคที่แซมหลุดออกมามันทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยในตัวหนุ่มผู้มากความลับ อย่างว่า โซโลไม่เคยไว้วางใจใครตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ใช่ เหมือนกับโรบินสมัยที่เข้ากลุ่มมาใหม่ๆ เขาเคยสงสัยเธอ หวาดระแวงเธอ กระทั่งการต่อสู้ที่เอนิเอสล็อบบี้ เขาถึงได้รู้ว่าตลอดมาเขาหลงเข้าใจผิดเรื่องเธอมาตลอด.....


            แล้วตอนนี้ล่ะ เขากับเธอเป็นอะไร?


            กลุ่มโจรสลัดหมวกฟางรีบตรงดิ่งไปที่ร้านอาหารที่พวกเขาหมายหมั้น บนโต๊ะยาวขนาดพอดีสำหรับคน 10 คน มีลูฟี่ที่สวาปามอย่างบ้าคลั่ง มือหยิบจับทุกอย่างที่อยู่บนโต๊ะไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน เพื่อนๆในกลุ่มอิ่มกันหมดเหลือแต่เขาคนเดียวที่ยังกินไม่จุสักที แซมยิ้มแหย่ทุกครั้งที่ลูฟี่พยายามพูดด้วยสภาพอาหารเต็มปากเพียงต้องการชื่นชมว่า อาหารที่นี่อร่อยสุดๆ หรือไม่ก็ชวนเขากินด้วยกัน โซโลอยากจะจิบเหล้าพอชุ่มคอใจจะขาดแต่ติดที่นามิสั่งงดดื่มช่วงกลางวัน เขาจึงทำได้แค่นั่งหาววอดๆอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาคอยมองหญิงสาวผมดำเป็นช่วงๆไป


            “คุณโรบินครับ” แซมลุกไปหาสองสาวที่นั่งจับเข่าคุยดูเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ได้มาตามภาษาผู้หญิง


            “จ้ะ?” โรบินหันมามองเขา


            “ใกล้ๆนี่มีร้านหนังสืออยู่ ถ้าคุณโรบินสนใจ”


            “เอาสิ กว่าลูฟี่จะกินเสร็จคงอีกนาน นามิไปด้วยกันไหม?”


            “ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากกว..เอ้ย คือฉันว่าจะลองเสื้อให้ช็อปเปอร์เขาหน่อย”


            “เอ๋? ฉันไม่ได้ซื้..อุ๊บ” นามิพุ่งเข้าไปปิดปากช็อปเปอร์ก่อนคุณหมอจะทำแผนเธอแตก “นายซื้อไว้ จำไม่ได้เหรอฉันยังเลือกให้อยู่เลย แล้วรีบกลับมาทั้งสองคน” สาวต้นหนโบกมือเชิงไล่


            “จะรีบกลับนะ” โรบินแซมควงกันออกนอกร้านอาหารหลังบอกพวกเพื่อนคนอื่นๆว่าจะไปร้านหนังสือไม่ไกลจากที่นี่ โซโลขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ เขาอาศัยจังหวะที่นามินั่งซุบซิบกับช็อปเปอร์เดินไปสั่งแอลกอฮอร์ที่เคาน์เตอร์บาร์เหล้าดื่มแก้เซ็ง


            บนทางเดินยาวที่มีผู้คนเพ่นพ่านของหมู่เกาะแห่งดาวตก ริวเซย์กัง แถวนี้จะครึกครื้นเป็นพิเศษเพราะเป็นย่านการค้าที่มีร้ายขายของมากมายรายรอบขนานสองด้าน สไตล์ของเมืองเน้นไปทางโซนยุคสมัยก่อน ชวนให้สัมผัสถึงความเป็นเมืองเก่าแก่ โรบินแซมพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยที่เธอและเขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนแอบเดินตามหลังมาไม่ห่างจากพวกเขาเท่าไหร่ พอมาถึงร้านหนังสือที่มีป้ายขนาดใหญ่เขียนว่า นครแห่งตัวอักษร ซึ่งร้านตั้งอยู่หัวมุมทางสามแยก โรบินดูจะตื่นตาเล็กน้อย เธอหวังเล็กๆว่าในร้านจะมีหนังสือที่เธอไม่เคยอ่านมาก่อนมากกว่า 10 เล่ม 


            “นี่ นามิ”


            “ว่าไง”


            “ทำไมพวกเราต้องหลบๆซ่อนๆด้วยล่ะ” ช็อปเปอร์ถามขณะที่เขากับสาวผมส้มแอบอยู่ในตรอกซอยใกล้ๆร้านหนังสือ หลังจากทั้งสองออกไป นามิก็ชวนเขาแกมบังคับให้ย่องตามพวกโรบินไปทันทีทันใด “พวกเราเข้าไปหาสองคนนั้นเลยไม่ได้เหรอ”


            “ชู่วววว เกิดเราสองคนไปด้วย รังแต่จะเป็นกขคพวกเขานะสิ” นามิว่า


            “แล้วสรุป พวกเรามาทำไม?”


            “นายไม่อยากเห็นช็อตเด็ดสุดหวานแววเหรอ?” นามิยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ช็อปเปอร์กดคิ้วลงข้างหนึ่งพลางมองนามิสลับกับโรบินแซม


            “เอาน่า ถือว่าศึกษาเอาไว้ วันไหนที่นายมีแฟนจะได้รู้วิธีการไง” พอเจ้ากวางน้อยได้ยินไว้ศึกษา เขาก็ดูตั้งอกตั้งใจด้วยเหตุผลง่ายๆ ช็อปเปอร์อยากเรียวรู้เกี่ยวกับมนุษย์ให้มากถึงมากที่สุด สาวต้นหนพอใจกับผลก็หันไปส่องพวกเขาต่อ แต่เธอก็ต้องชะงักเมื่อดวงตาคู่สวยดันไปสบเข้ากับรถยนต์คันหนึ่งซึ่งดูคุ้นตาเอามากๆ


 

            “คุณลูฟี่นี้กินเก่งจังเลยนะครับ ผมไม่เคยเห็นใครกินจุขนาดเขามาก่อน” แซมเปิดประตู ผายมือเชิญหญิงสาวเข้าไปก่อนและถึงตามด้วยเขา


            “เรื่องกิน ต้องยกให้กัปตันเขาล่ะนะ”


            “วันนี้ร้านดูเงียบแปลกๆ?” แซมมองลึกเข้าไปในร้านที่ปกติจะมีคนเดินเข้าออกเยอะแยะ ทว่าวันนี้กลับไม่มีแม้แต่เงา “เจ้าของร้านเองก็ไม่อยู่ด้วย”


            “ฉันเป็นคนเชิญเขาออกไปเอง” แซมกับโรบินผงะ ใบหน้าซีดเซียวของหนุ่มผมทองค่อยๆย่างกรายไปมองแขกไม่ได้รับเชิญพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ไหลริน คำภาวนาที่เขาอ้อนวอนพังทลายลงเมื่อคนตรงหน้าคือคนที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด รอยยิ้มชวนให้ผวาทำเอาทั้งสองขนลุกซู่ โรบินเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบรรยากาศของชายคนนี้ช่างแตกต่างกับตอนที่อยู่พิพิธภัณฑ์นัก ราวกับว่าเป็นคนล่ะคน


            “อาร์มันโด้...”


            “ตกใจเรอะที่เจอฉันในที่แบบนี้” ชายแก่พ่นควันสีเทาฟุ้งกระจาย เขานั่งกุมมือบนโซฟา มือหนึ่งคีบซิการ์ที่สูบค้างไว้ โรบินมองแซมที่มีสีหน้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอเหลือบมองราชาของเมืองอย่างสงสัยใคร่รู้ว่าระหว่างสองคนมีอะไรเกิดขึ้น “ไม่ต้องตกใจไปคุณผู้หญิง ทันทีที่เรื่องจบฉันจะให้รถรับส่งเธอไปหาเพื่อนๆ”


            “อึ่ก” แซมเม้นปากแน่น “ผมไม่เห็นจะเข้าใจเรื่องที่คุณพูด” หนุ่มผมทองเขยิบขึ้นหน้า บังตัวโรบิน


            “หึๆๆ ผู้ร้ายปากแข็ง เอาล่ะคุณผู้หญิงผมคงต้องขอให้คุณถอยออกไปเพราะผมไม่อยากให้ผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลงไปด้วยนอกจากว่า....เธอจะเป็นพวกเดียวกับเขา” อาร์มันโด้ออกปากเค้นหัวเราะ


            “แซม หรือว่าเธอ...” โรบินเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ข่าวผู้หญิงสองคนพูดถึง ขโมยที่ขึ้นบ้านท่านผู้นำ สาเหตุที่แซมโดนไล่ล่าจนบาดเจ็บ ชายหนุ่มข้างกายไม่ตอบ เขาเพียงก้มหน้านิ่งราวกับยอมรับตามที่เธอคาดไว้


            “เข้าใจอะไรเร็วดีนิ ถ้าอย่างนั้นช่วยถอยออกไปด้วย” อาร์มันโด้บอกเธอ


            “ขอปฏิเสธ


            “อะไรนะ?


            “คุณโรบิน” แซมมองหญิงสาวข้างกายอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน โรบินยิ้มให้เขาแล้วหันไปเผชิญหน้าต่อ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองคนนี้แต่เธอขอเลือกทำตามความเชื่อของตัวเองหลังได้เห็นสีหน้าทุรนทุรายของแซม เธอต้องการปกป้องไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม


            “ผิดคาดจริงๆ” เขายิ้มราวกับมันเป็นเรื่องตลก “แล้วอย่าหาว่าใจร้ายนะ คุณผู้หญิง”


            ตูมมมมมมมมม!!!!!


            หน้าต่างบานกระจกแตกกระจายด้วยแรงระเบิดที่เกิดขึ้นภายในร้านหนังสือสร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้ที่สัญจรไปมา นามิช็อปเปอร์ที่แอบตามมารีบพุ่งเข้าไปในที่เกิดเหตุ


            “โรบิน! แซม!” นามิพรวดเข้ามาเป็นคนแรกก่อนจะตามด้วยช็อปเปอร์ ละอองควันสีเทาทึบบดบังร่างที่ปรากฏเป็นเงาดำตะคุ่มๆ หญิงสาวนึกว่าเป็นเพื่อนแต่พอจะเข้าไปใกล้ๆ เสียงของโรบินก็ดังขึ้นซึ่งไม่ได้ดังจากทิศที่สาวต้นหนกำลังจะเดินไป “นามิ อย่าไปทางนั้นนะ!” นามิหันขวัญไปมองดูเพื่อนสาวกุมนั่งกุมแขนอยู่ไม่ไกล เงาที่อยู่ตรงหน้าเธอไม่ใช่ใครแต่เป็นอาร์มันโด้ที่มือข้างหนึ่งกุมคอเสื้อแซมยกร่างเขาลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ


            “ตัวปัญหาเพิ่มมาอีกตัวแล้วเรอะ” อาร์มันโด้กล่าวเสียงเย็น


            “แค่กๆ” แซมสำลักเลือดด้วยความจุกที่ท้อง


            “แซม!?” ช็อปเปอร์ลั่นอย่างความตกใจ


            “ปล่อยเขาลงมานะ” นามิหยิบกระบองเหล็กของเธอจากเอว


            “ช่วยอยู่นิ่งๆสักพักจะได้ไหม” ชายแก่ดีดนิ้วดัง โป๊ะ!  ทีหนึ่ง ชายสวมหน้ากากนับสิบก็โผล่เข้ามาล้อมตัวพวกเธอเต็มไปหมด  

 


            แรงสั่นสะเทือนและเสียงระเบิดดังไกลไปถึงที่ที่พวกลูฟี่อยู่ กลุ่มควันสีดำลอยขึ้นเหนือน่านฟ้าตามด้วยสะเก็ดไฟลอยคลุ้ง ลูฟี่นั่งกัดฉีกเนื้ออย่างเอร็ดอร่อย เหลือบเห็นกลุ่มก้อนสีดำลอยละลานไปทั่วฟ้า เขาหันไปถามซันจิกับโซโลที่กำลังกัดกันเรื่องเหล้าที่โซโลฝ่าฝืนคำสั่งนามิ แฟรงกี้อุซปมองด้วยความสงสัยว่าใกล้นี่มีอะไรเกิดขึ้นกัน?


            “เฮ้ย แถวนั้นมันจุดตั้งเดียวกับร้านหนังสือที่แซมบอกนิ” อุซปจะนึกขึ้นได้ว่านั้นเป็นทางที่พวกเพื่อนๆของเขาไป


            “นั้นสิ” แฟรงกี้เลื่อนแว่นดำขึ้น



            “จะว่าไปเมื่อกี้ผมเห็นคุณนามิกับช็อปเปอร์ไปทางนั้นด้วยนี่ครับ” บรูคบอก


            “ห่ะ แล้วไหงแกเพิ่งมาบอกเอาตอนนี้ฟะ!” ซันจิตะคอกเสียงดัง โซโลใจสั่นขึ้นมาทันที เขารู้สึกเหมือนมีลางว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นทำนองนั้น หนุ่มนักดาบจึงไม่รอเสวนาอะไร รีบคว้าดาบสามเล่มกับกระชากคอเสื้อลูฟี่ออกตัวทันที ซันจิเห็นอย่างนั้นก็รีบตามออกไปด้วย อุซปแฟรงกี้และบรูคจะตามพวกเขาไปเหมือนกันแต่ถูกพนักงานร้านอาหารดึงตัวไว้เพราะนึกว่าพวกเขาจะเบี้ยวค่าอาหารที่ลูกฟี่กินทิ้งไว้นับมหาศาล ทำให้พวกเขานั่งอ้าปากค้างกันสามคนเพราะหนึ่งในกลุ่มพวกเขาไม่มีใครมีเงินติดตัวสักคน(นามิเป็นคนถือกระเป๋าตังค์) สามสหายทริโอเร่งฝีเท้ามาถึงตำแหน่งที่เกิดระเบิดได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีและเป็นไปตามที่โซโลสังหรณ์ใจ ร้านหนังสือเพียงหนึ่งเดียวในละแวกนี้เกิดไฟไหม้เนื่องจากเกิดการระเบิดภายใน ลูฟี่ขมวดคิ้วอย่างกังวล ถ้าเป็นตามที่อุซปพูด พวกเพื่อนของเขาน่าจะยังอยู่ในนั้นหลังกวาดตาดูรอบๆผู้คนที่มุงดูข้างนอก ไม่มีเพื่อนของเขาเลยสักคน หนุ่มหมวกฟางวิ่งเข้าไปคนแรกก่อนที่ซันจิโซโลจะตามเข้าไป


            “โรบิน แซ...!?” กัปตันเรียกร้องหาพวกพ้องของเขา ทว่าชายหนุ่มต้องกระตุกวูบเมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าเขาสั่นเทาหัวใจอย่างรุนแรง ภาพของชายที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาของเกาะ ใช้มือสองข้างขย้ำหัวของสองสาวลอยเหนือพื้นดิน สภาพโรบินนามิมีรอยไหม้ทั้งร่าง ไฟฟ้าสถิตเล็กน้อยและดูเหมือนว่าทั้งสองจะไร้ซึ่งสติ ทางด้านซ้ายสุดมีร่างของช็อปเปอร์สลบคาพื้นด้วยบาดแผลคล้ายคลึงกับสองสาว ฝั่งด้านขวาคือกลุ่มของชายสวมหน้ากากสามคน มีหนึ่งคนกดหัวแซมที่นั่งงอเข่าติดพื้น สะบักสะบอมไม่ต่างกัน  ลูกสมุนอีกบางส่วนกระจัดกระจายรอบตัวอาร์มันโด้ โซโลกับซันจิช็อคพอๆกับหัวหน้าของพวกเขา


            “คุณนามิ โรบินจัง” ซันจิตาโต ดวงตาของเขาฉายแวววาวโรจน์


            “.....” โซโลดกัดฟันกรอดอย่างขุ่นเคืองชายตรงหน้า


            “มากันไม่จบไม่สิ้นเลยนะ เอาเถอะจะเพิ่มสักกี่คนก็ไม่เป็นปัญหากับฉันอยู่แล้ว” อาร์มันโด้ปล่อยร่างของสองสาวล่วงลงสู่พื้นแล้วปัดฝุ่นบนมือ “ช่วยออกไปก่อนได้ไหมฉันยังไม่ว่างยุ่งกับพวกนาย” เขายิ้มราวกับสื่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้เป็นเรื่องปกติ


            “แกบังอาจทำร้ายพวกพ้องของฉัน” ลูฟี่พูด


            “หืม? สองคนนี้นะเหรอ ฉันจำเป็นต้องทำน่ะเพราะคุณผู้หญิงทั้งสองดันเข้ามาขัดขวางการจับกุมคนร้ายของฉัน อย่าถือโทษกันเลยนะ” ชายแก่ลูบท้ายทอยพลางบิดคออย่างเมื่อยล้า


            “ฉันไม่สนหรอกว่าแกมาทำอะไร!” หนุ่มหมวกฟางตะเบ่งเสียงดัง “ไม่สนว่าจะจับใคร ฉันสนใจแต่สิ่งที่ฉันเห็นเท่านั้น แกทำร้ายพวกพ้องของฉัน แค่นั้นก็เพียงพอสำหรับฉันแล้ว” ลูฟี่ตกในห้วงแห่งโทสะ เขาโกรธมากพอที่จะทำลายเมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากอง อาร์มันโด้แสดงสีหน้าตกตะลึงอีกครั้ง บ้าบิ่นซะจริงที่กล้าแหยมกับคนอย่างเขา 


            “ยุ่งยากซะจริง” ดวงตาสีม่วงแผ่รังสีอำมหิตเชิดฉายความน่าเกรงขามก่อนที่มือหนายกขึ้นระดับสายตาและจะกางออกพร้อมกับมีแสงวูบวาบไหลออกมาเป็นจังหวะเดียวกับหนุ่มหมวกฟางถลาตัวเข้าหา ประกายแสงสีฟ้าเข้าปะทะร่างชายหนุ่ม ร่างสูงโตยิ้มเยาะอย่างพอใจเมื่อรู้ว่าเกมจบเร็วกว่าที่คาดแต่แล้วเขาก็ถูกหมัดหนักซัดเข้าที่หน้าเต็มๆ โดยลูฟี่ที่ผ่านก้อนพลังสายฟ้าที่เขายิงใส่ ชายแก่มองด้วยหางตาขณะที่ใบหน้าของเขาโน้มไปตามแรง นอกจากชายหนุ่มจะไม่เกรงกลัวตนแล้ว ยังสามารถผ่านแรงกดดันของดวงตาเขาที่มีพลังคล้ายกับฮาคิราชันย์ สัญลักษณ์หมวกฟางนั้น หรือว่า...


            “ย้ากกกกกกกก!!!” ลูฟี่เตรียมปล่อยหมัดอีกข้างหนึ่งที่ยืดออกจนสุด แต่แล้วดวงตากลมโตสะดุ้งเฮือกทันทีที่อาร์มันโด้เหวี่ยงแขนข้างที่ยังว่างต่อยหน้าประกอบกับแรงระเบิดที่พุ่งออกมาจากมือทำให้ตัวลูฟี่กระแทกพื้นยุบลงไป “อั่ก!


            “ลูฟี่!” โซโลซันจิกำลังวิ่งเข้าไปช่วยแต่ทั้งสองก็ถูกพวกชายสวมหน้ากากบังหน้าและพวกที่ลอบเข้าด้านหลังล็อคตัวเป็นเหตุให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปช่วยกัปตันได้

 

           “ทำไม ถึง เจ็บ” ลูฟี่ขืนตัวลุกแต่ไม่ทันสำเร็จก็โดนมือหนาบีบคอลงไปนอนแนบพื้น ลูฟี่พยายามแกะมือของอาร์มันโด้ออกทว่าร่างกายเขากลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงซะอย่างนั้น


            “อย่าทำเขา โอ๊ย!” แซมร้องขอก่อนจะถูกชายวามหน้ากากที่กดหัวเขากระตุกหัวเล่นอย่างแรง


            “หึๆ ถึงว่าทำไมสายฟ้าถึงไม่มีผลกับแก ผู้ใช้ผลปีศาจโกมุโกมุ ลูฟี่หมวกฟาง” อาร์มันโด้ออกแรงบีบจนลูฟี่หายใจติดขัด “สงสัยสิท่า ทำไมแกถึงใช้พลังไม่ได้ โง่พอๆกับคุณผู้หญิงผมดำนั้น จะบอกให้เอาบุญ ถุงมือของฉันทำมาจากวัสดุพิเศษซึ่งส่วนประกอบของมันมีหินไคโรอยู่ด้วย นั้นแสดงว่าพวกแกจะไร้ซึ่งพลังเมื่ออยู่ในกำมือฉัน” อาร์มันโด้โชว์ถุงมือสีเทาเข้มให้ดู


            “ฉันจะซัด แก!” ลูฟี่ยังดิ้นสุดตัวอย่างไม่ลดละ


            “ปากดีนักน่ะ เอาเถอะแกมันก็แค่พวกปากไม่สิ้นกลิ้นน้ำนม ฉันจะส่งแกไปสบายเอง” อาร์มันโด้ง้างแขนจุดประกายไฟแสงสีส้มจนลุกท้วมมือในขณะลูฟี่ทำได้แค่บิดตัวไปมาอย่างเสียแรงเปล่า แซมเห็นลูฟี่กำลังถูกฆ่าก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพร้อมกับล้วงมือเข้าไปใต้ผมปลดตะขอก่อนเจ้าตัวจะโขกหัวอัดคางชายสวมหน้ากากหงายหลังไป เขารีบกระโจนเข้าไปหาอาร์มันโด้ด้วยเรือนผมสีแดงภายใต้วิกผมเพียงอันเดียวซึ่งอยู่ในมือของชายสวมหน้ากาก แซมทุ่มตัวชนแขนชายแก่ที่ไฟลุกท่วมทำให้พิกัดพลาดเป้าไปด้านข้างแทน


            ตูมมมมมมมมม!!!!


            ระเบิดครั้งนี้ที่เกิดขึ้นทำให้ตัวอาคารเริ่มผุพังและคาดว่าอีกไม่นานเกินรอจะถล่ม อาร์มันโด้ลดแขนลงพลางเหลือบร่างใต้เท้าแต่แล้วเขาก็พบเพียงความว่างเปล่า ชายแก่หันไปมองร่างของคนที่ทำให้เขาพลาดโอกาสอย่างน่าเสียดาย โซโลกับซันจิดันแผ่นหินที่ทับตัวพวกเขาอยู่ก่อนจะมองตรงไปเช็คเพื่อนๆของเขายังอยู่ดีไหม กระทั่งทั้งสองเห็นร่างในกลุ่มควันระเบิดนั้นมีใครบางคนที่พวกเขาไม่รู้จักกำลังโอบอุ้มร่างกัปตันหนุ่มเอาไว้ แต่เสื้อผ้านั้นมันชุดของแซมไม่ใช่เหรอ!?


            “แฮ่กๆ” เสียงหอบหายใจของแซมดังเป็นระยะๆ


            “กะแล้วเชียว ถ้าไม่ใช่คนในคงเป็นไปได้ยากที่จะเข้ามาในคฤหาสน์” อาร์มันโด้พูด “ไม่คิดว่าจะยังรอดออกมาได้ ดวงแข็งซะจริงๆนะ ลูกสาวที่น่ารักของฉัน”


            “แกไม่ใช่พ่อฉัน” แซมกัดฟันพูดพร้อมทั้งกระชับร่างหมดสติในโอบแขนแน่น “พ่อฉันไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายแบบแกเด็ดขาด!


            “อุส่ารอดมาได้ทั้งที น่าจะพูดจาดีๆกับพ่อหน่อย แต่เอาเถอะ ถือว่าพระเจ้ายังให้โอกาสเธอนะ ที่รัก แล้วหวังว่านี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกันเพราะถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ครั้งหน้าฉันรับรองได้เลยว่าเธอจะได้ตายอย่างทรมาน” ชายแก่จุดไฟที่มือแล้วยิงไปที่เพดานทำลายลงมากั้นระหว่างตัวเขาและแซมลูฟี่ อาร์มันโด้คลี่ยิ้มร้ายให้และหันหลังกลับเดินไป ระหว่างที่เดิน ชายแก่ชำเลืองดูสองร่างบางใต้เท้าก็กระตุกยิ้มพลางดีดนิ้วเรียกลูกสมุน


            “เดียโบล มูนตั่น ช็อต!” หนุ่มขาดำใช้ปลายเท้าเตะอัดรัวยับชายสวมหน้ากากจนล้มระเนระนาด ก่อนจะเซไปพิงหลังกับโซโลที่เพิ่งฟันศัตรูร่วงไปสองคน “หนอย ตายยากซะจริง”ซันจิเปล่งเสียงอย่างรำคาญ ไม่ว่าเขากับโซโลจะซัดพวกชายสวมหน้ากากรุนแรงแค่ไหน ก็ดูเหมือนอีกฝ่ายจะลุกขึ้นยืนกลับมาสู้ได้ทุกครั้ง


            “พวกมันใช่คนแน่เหรอ” โซโลหันปลายดายฟาดฟันศัตรูต่อเนื่อง สองหนุ่มดีดตัวหลบการโจมตีและสวนกลับด้วยท่าไม้ตายของตนก่อนทั้งคู่จะสังเกตเห็นได้ว่าพวกศัตรูรอบตัวเขาหายไปเกือบหมด โซโลซันจิพร้อมใจกันมองไปทางฝั่งที่ลูฟี่อยู่ พวกเขาถึงได้เห็นอาร์มันโด้ยืนรอพวกลูกน้องที่กำลังแบกหญิงสาวสองคนขึ้นพาดบ่าพาไปด้วย ทั้งคู่รีบจัดการพวกที่เหลือ ทะลวงฝ่าด่านมุ่งไปหวังช่วยหญิงสาวแต่แล้วเพดานที่ถูกไฟลามก็พังลงมาสกัดกั้นพวกเขาดัง โครม! โซโลมองผ่านทะลุกองเพลิง เขาเห็นโรบิน! เห็นเธอกำลังถูกพาไปต่อหน้าต่อตา! “บัดซบเอ้ย!” หนุ่มหัวเขียวใช้สองดาบผ่าสิ่งก่อสร้างเปิดทางให้ตน ฝ่าสะเก็ดไฟที่ลอยในอากาศเข้ามาแต่แล้วเขากลับไม่พบใคร พวกอาร์มันโด้ยกโขยงหายไปกันหมด เขามาช้าเกินไป...


            “นายหาเขาไม่เจอหรอก” แซมพยุงร่างลูฟี่เดินออกมาพลางกวาดมองไปทั่ว เปลวเพลิงยังลามไม่หยุด “อีกไม่นานรถดับเพลิงกับตำรวจจะมาที่นี่ ถึงตอนนั้นพวกเราควร..”


            แกร๊ก


            โซโลหันปลายดาบจ่อคอแซมพร้อมตวัดดวงตาสีดำ จ้องเธอราวกับจะฆ่าจะแกงให้ตาย


            “ทำไมถึงไม่ช่วยพวกเขา” โซโลถามน้ำเสียงเย็น “ทำไมถึงยังนิ่งทั้งที่มีโอกาส” เขากัดฟันกรอดอย่างเดือดดาด แซมหลับตาพร้อมกับส่ายหน้าไปมา


            “บางครั้งนายก็ต้องเลือก ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ” แซมว่า


            “แล้วยังไง จะบอกว่าเธอเลือกชีวิตตัวเองแล้วปล่อยให้ไอ้ท่านผู้นำนั้นเอาตัวพวกเขาไปเรอะ!” โซโลแผดเสียงดัง เขาไม่ต้องการข้อแก้ตัวหรือคติพจน์สอนชีวิต เขาต้องการรู้ว่าทำไมถึงไม่ช่วย


            “ฉ..ฉันขอโทษ” แซมอยากเถียงเขากลับแต่ทำได้แค่กลืนคำเพราะจะว่าตามหลัก ต้นเหตุมันก็เป็นเพราะเธอ ถ้าโรบินไม่ปกป้องเธอ...


            “ไอ้หัวมอส ข้างบน!” โซโลแซมเงยหน้าขึ้น เพดานกำลังถล่มลงมาทับพวกเขาและพวกเขาไม่สามารถตั้งท่าหลบได้ทันแน่!


            “สเปเชี่ยล ป็อปกรีน!


            ตุ๊บ!


            เถาวัลย์สีเขียวพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดันเศษซากที่เกือบถล่มทั้งสามคน โซโลหันไปมองผู้ที่เข้ามาช่วยตนก็เห็นอุซปกับซันจิที่อุ้มร่างช็อปเปอร์มาด้วยกำลังตรงมาหาเขา


            “รีบออกจากที่นี่ก่อนที่มันจะถล่มเร็วเข้า..อ่ะ แล้วเธอเป็นใคร? เย้ย! ลูฟี่เป็นอะไร!?” อุซปพูดก่อนจะเหลือบเห็นหญิงสาวผมแดงพยุงร่างกัปตันของเขา ซันจิเห็นสาวสวยก็ตาปิ้งเป็นหัวใจ ทว่าเขาก็ฉุกคิดได้ว่าเสื้อผ้านี้มันดูคุ้นๆ


            “ช่างก่อน รีบไปข้างหลังร้านเร็ว แฟรงกี้กับบรูครอพวกเราอยู่ข้างหลัง ตอนเนี่ยพวกตำรวจมากำลังมาที่นี่ ขืนอยู่ต่อละยุ่งแน่” อุซปเร่งให้พวกเขาไปออกทางข้างหลังเพราะหากพวกเขายังอยู่ ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนร้ายแน่ๆ เมื่อมาถึงหลังร้าน แฟรงกี้กวักมือเรียกพวกเขาให้รีบขึ้นรถที่ตัวเองแอบยืม(ขโมย)มา 


            “พวกนาย รีบขึ้นรถเร็ว ตำรวจใกล้แห่มาแล้ว”


 

            ตึง!


            เสียงชกพื้นดังขึ้นโดยลูฟี่ เขากำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจที่ไม่สามารถช่วยพวกพ้องคนสำคัญ ทุกคนในเรือต่างสลดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด โซโลยืนกอดอก พิงผนังจ้องเขม็งแซมที่ยืนอยู่ตรงข้ามตน แซมรู้ว่าเขาโดนโซโลเขม่นใส่ก็รีบหลบหน้าอย่างรู้ตัว


            “ขอโทษนะทุกคน ฉันน่าจะช่วยโรบินกับนามิได้แท้ๆ” ช็อปเปอร์ก้มหน้างุด เขาเศร้าใจที่ตัวเองไม่สามารถช่วยสองสาวไว้ได้


            “น่า ไม่ใช่ความผิดนายหรอก” อุซปปลอบ


            “ใช่ ไม่ใช่ความผิดคุณหรอกด็อกเตอร์ ฉันต่างหากที่ผิด” แซมกล่าวโทษตัวเอง


            “ทำไมนาย ไม่สิ ทำไมเธอถึงไม่บอกเรา เรื่องที่เธอเป็นผู้หญิง?” ซันจิถาม


            “เพราะจำเป็น” แซมตอบ


            “แต่ความจำเป็น ของเธอมันทำให้พวกเราเป็นยังไง คิดดูบ้าง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอสองคนนั้นก็ไม่โดนจับ” โซโลว่า


            “ฉันรู้”


            “แค่รู้เรอะ!” โซโลร้อนรุ่มในอก เขารีบเดินไปหาเรื่องแซมแต่ซันจิก็เข้ามาขวางทาง


            “ใจเย็นก่อน ยังไงก็ผู้หญิงนะเฟ้ย” ซันจิผลักให้เขากลับไปยืนที่เดิม โซโลสะบัดหน้าอย่างขุ่นมัว ปกติเขาไม่เคยใจร้อนอย่างนี้มาก่อนแม้สถานการณ์จะย้ำแย่แค่ไหนเขาก็ยังคุมสติไว้ได้ ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน พอเห็นโรบินถูกพาไป เขาก็รู้สึกใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก


            “เรื่องมันเป็นมายังไง ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ” บรูคขอให้แซมเล่าถึงเรื่องราวขอเธอเพื่อคลายความสงสัย แซมพยักหน้ารับคำแล้วสูดลมหายใจผ่อนคลายตัวเอง


            “จริงๆแล้วชื่อจริงของฉันคือ ซาแมนด้า ฉันเป็นลูกสาวของท่านผู้นำ อาร์มันโด้ หัวหน้ามาเฟียใหญ่ที่ปกครองเกาะริวเซย์กังนี้” เหล่าผู้ได้ฟังถึงกับตกใจเมื่อรู้ว่าแซมเป็นลูกของอาร์มันโด้


            “ถ้าเธอเป็นลูกสาวของหมอนั้น แล้วมีเหตุผลอะไรที่พ่อจะต้องฆ่าลูกตัวเอง” อุซปถาม


            “ก็เพราะว่าเขาไม่ใช่พ่อฉัน แต่เป็นคนอื่น” แซมตอบ


            “จะบอกว่า มีคนปลอมตัวเป็นพ่อของเธอ?”


            “ก็ไม่เชิง พ่อฉันถูกบางอย่างควบคุมอยู่ จะว่าเข้ามาแทนที่เลยก็ว่าได้” แซมกดคิ้วลงอย่างวิตก “เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสี่เดือนก่อน พ่อฉันยังเป็นปกติ ท่านใจดี โอบอ้อมอารี และเป็นผู้นำที่เยี่ยมยอด ใครๆก็ต่างชื่นชมพ่อรวมทั้งฉันกับแม่ กระทั่งวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันในห้องแล็ประหว่างการทดลองหินอุกกาบาตที่เราพึ่งค้นพบได้ไม่นาน ฉันถูกลูกน้องของพ่อช่วยออกมาได้ขณะที่พ่อเข้าไปช่วยแม่ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีฉันก็ฟื้นขึ้นในโรงพยาบาลและแม่ของฉันก็ได้จบชีวิตลง” ลูฟี่กับพวกเพื่อนๆต่างตั้งใจฟังเรื่องของแซมหรือซาแมนด้า


            “นับจากที่แม่เสียชีวิต พ่อฉันเปลี่ยนไป เขาหดหู่ ดูไม่มีชีวิตชีวาแต่ก็ยังฝืนทำงาน ปั้นหน้ายิ้มแย้มต่อหน้าผู้คน ฉันเป็นคนเดียวที่รู้ว่าพ่อเป็นอะไรเพราะฉันก็เป็นเหมือนกับท่าน หลายวันต่อมาหินอุกกาบาตลูกใหม่พุ่งตรงมาตกใกล้คฤหาสน์ของฉัน พ่อฉันเป็นคนแรกที่เข้าไปจุดที่มันตก” แซมเว้นช่วงให้ตนหายใจ “เมื่อฉันไปถึง ฉันได้เห็นรอยยิ้มของพ่อ รอยยิ้มที่ฉันชอบ เขาหัวเราะอย่างที่ไม่เคยได้ทำมานาน ฉันคิดว่าฉันได้พ่อคนเดิมคืนมาอีกครั้ง ฉันคิดว่าพ่อฉัน...ทำใจได้แต่ไม่เลย สิ่งที่ฉันเห็นมันต่างกันออกไป”


           

            “อ้ากกกกก” ร่างของชายคนหนึ่ง ล่ามด้วยโซ่เส้นหนาร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด เพราะปลายมีดคมที่ปักลงหน้าขาของเขา ต่อหน้าชายแก่ที่กำลังนั่งดูอย่างเพลิดเพลินใจ ด้านข้างเขามีลูกน้องที่พากันเหงื่อตกกับเหตุการณ์ตรงหน้า


          “หัวหน้าครับ ผมว่าเราพอแค่นี้เถอะครับ เราได้ข้อมูลทุกอย่างแล้วก็น่าจะพอ” หนึ่งในลูกสมุนซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เค้นถามชายผู้โชคร้ายบอก ชายแก่เคาะนิ้วบนที่วางแขนเป็นจังหวะ ภายใต้หมวกสีดำกำลังฮัมเพลงอย่างไม่สนใจคำพูดของผู้จงรักภักดี “หัวหน้าครับ”


          “อ้าวๆๆ น่ารำคาญเสียจริง” เขาดันตัวเองขึ้นยืนก่อนจะย่างกรายเข้าไปหานักโทษตรงหน้าอย่างเนิบนาบ มือขวาสอดเข้าไปใต้เสื้อคลุมหยิบบางอย่างออกมา ฝ่ายลูกน้องน้อยใหญ่พากันตกใจเมื่อเห็นปืนในมือของเขา อาร์มันโด้เอาปืนจ่อหน้าชายคนนั้น เหนี่ยวไกปืนอย่างรวดเร็วซะจนผู้ร่วมห้องไม่สามารถขยับเข้าไปห้าม


          ปัง!


          เฮือก ไม่นะ


          “พ่อ!” หญิงสาวผมสีแดงผลักประตูด้วยความตกใจ เธอชะงักเมื่อเห็นนักโทษนอนจมกองเลือด มือบางยกปิดปาก เธอมองปืนในมือของผู้เป็นพ่อก่อนจะค่อยเลื่อนสายตาไปที่ใบหน้าที่กำลังยิ้มให้เธอ


          “ว่าไง ซาแมนด้า ถึงเวลาทานข้าวเย็นแล้วเรอะ?” เขาเก็บปืนเข้าที่เดิม


          “พ่อนี้มันหมายความว่ายังไง...” เธอถามเสียงสั่น


          “ยังไงดีล่ะ ในเมื่อหมดประโยชน์ไปเลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องเก็บมันเอาไว้” เท้าหนังราคาแพงเตะศพเบาๆ


          “แต่พ่อไม่เคยฆ่าใคร...ทำไม” แซมไม่เข้าใจเลยสักนิด พ่อเธอไม่ฆ่าใครเพียงเพราะเหตุผลแค่นี้ ถึงแม้เราจะเป็นมาเฟีย แซมมองแววตาของอาร์มันโด้ มองลึกเข้าไปในดวงตาสีมืดที่ส่องประกายแสงสีม่วงอร่าม


          มีบางอย่างไม่ถูกต้อง...


          แซมมองซ้ายมองขวาเข้ามาในห้องส่วนตัวของพ่อเธอ หญิงสาวค่อยๆแง้มประประตูอย่างช้าๆ รำพึงถึงตอนที่พ่อเธอเจอหินอุกกาบาตลูกนั้น ใช่เธอคิดว่ามีบางอย่างแปลกๆตั้งแต่เจ้าก้อนสีม่วงประกายทองปรากฏตัวเข้ามาในชีวิต สีของมันเหมือนกับดวงตาของพ่อเธอ แซมคิดว่ามันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนไปของพ่อเธอแน่ๆ เธอสอดส่ายสายตาไปรอบๆก็ไม่พบอะไร หญิงสาวไล่นิ้วไปตามสันหนังสือเล่มหนาก่อนจะหยุดลงที่เล่มหนึ่งซึ่งแปลกตากว่าเล่มอื่น พอลองดึงดู เสียงดัง กิ๊ก เหมือนกลไกอะไรสักอย่างทำงาน


          “ทางลับ?” แซมเดินผ่านโถงทางเดินยาวลงไปชั้นล่างและเมื่อมาถึง ความรู้สึกเย็นวูบวาบถาโถมเข้ามากัดกินจิตใจจนเธอกระตุกกลัวไปหมด ความรู้สึกชวนเวียนหัวนี้มันอะไรกัน ๆในห้องไม่ได้เปิดไฟแต่อย่างใดกลับมีแสงสว่างสีม่วงดึงดูดให้ขาของเธอเดินเข้าไปหา “ที่นี่มัน!?” ทางที่เธอเดินมาเชื่อมต่อมาถึงห้องแล็ปที่เคยเกิดไฟไหม้ ที่ที่แม่เธอตาย กลิ่นของเถาธุลียังคุกรุ่นในอากาศ เศษซากกระจกที่แตกหัก เท้าน้อยคืบคลานจนมาถึงใจกลางห้องที่มีหินอุกกาบาตวางอยู่  


          “มันไม่ควรมาอยู่ที่นี้..” แซมมองหินอีกก้อนหนึ่งซึ่งวางข้างๆกัน หินที่แม่กับเธอทดลองวิจัยศึกษามันก่อนที่แม่จะเสีย เธอจำได้ว่าเธอให้คนเอาไปเก็บไว้ในคลังอีกที่หนึ่ง หินสองก้อนเชื่อมกันด้วยออร่าสีม่วงครามราวกับแลกเปลี่ยนพลังงาน หญิงสาวกำลังยื่นมือไปแตะอย่างห้ามไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรดึงเธอให้เข้าหามันและเมื่อเธอเกือบจะสัมผัส เสียงของใครบางคนก็หยุดเธอไว้


          อย่าแตะมัน


          “เฮือก!” แซมพบว่าตัวเองนอนราบอยู่กับพื้น เธอดันตัวเองขึ้นนั่งอย่างมึนๆ มือข้างหนึ่งกุมหน้าผาก “มันควบคุมคนได้....”


          “ถูกต้อง” แซมชะงัก เธอหันขวับไปมองในเงามืด มีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้นแต่เสียงนี่มัน


          “แกควบคุมเขา” แซมพูด


          “ต้องขอบคุณพ่อเธอที่อุสายกร่างสุดแสนวิเศษนี้แกฉัน” เท้าหนักเดินวนไปรอบๆตัวหญิงสาว แซมมองแสงที่สว่างออกมาจากดวงตาของผู้ที่พูดอยู่กับเธอ “มีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ ทั้งข้าบริวาร เธอต้องขอบคุณฉันที่มาทำหน้าที่แทนพ่อจอมหดหู่ของเธอ รู้ทั้งรู้ว่าคนตายมันเอาคืนมาไม่ได้”


          “เอาพ่อฉันคืนมา!


          “คงไม่ได้หรอกตราบใดที่ฉันยังอยู่ พ่อเธอจะไม่มีวันกลับมา” แซมจ้องร่างของอาร์มันโด้ที่เผยตัวตนออกมาจากเงามืด มือน้อยกำแน่นอย่างคับแค้น


          “ก็ไม่เสมอไปถ้าฉันทำลายหินก้อนนั้นได้ พ่อฉันก็จะเป็นอิสระ” แซมคว้าแท่งเหล็กที่มีปลายแหลมคม เธอวิ่งสุดตัวไปที่ก้อนหินอุกกบาตและทันใดนั้นเอง


          ปัง!

            .

            .

            .


          เลือดสีแดงที่ไหลออกมาจากตัวอาบทั่วทั้งพื้น แซมหายใจติดขัด เธอพยายามคลานไปคว้าแท่งเหล็กไม่ไกลมือแต่ก็ถูกเท้าของอาร์มันโด้เขี่ยออกไป ชายแก่ย่อตัวลงนั่งยอมองเธอด้วยแววตาสมเพช


          “เห็นว่าเธอเป็นลูกสาวของผู้มีพระคุณฉันหรอกถึงไม่คิดฆ่าตั้งแต่ทีแรกแต่ในเมื่อเธออยากหาเรื่องใส่ตัว ฉันก็จำเป็นต้องบอกลาด้วยตัวฉันเองและก็ต้องขอบใจเธอที่ทำให้แสงสว่างสุดท้ายของร่างนี้จบลง”


          “พ...พ่อ” ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปหมดเพราะเลือดที่ไหลออกจากตัว เธอทำได้แค่มองหน้าพ่อตัวเองในวาระสุดท้ายของชีวิตงั้นเหรอ...อ่อนแอจริงๆ


          “ลาก่อนลูกรัก”

           

            “เขาเผาที่นั้นและเอาหินอุกกาบาตออกไปเหลือแต่ฉันที่นอนแน่นิ่งขยับไปไหนไม่ได้ ฉันคิดว่าตัวเองคงตายแล้วแต่ฉันกลับฟื้นขึ้นมาในบ้านหลังหนึ่ง มีคนช่วยฉันเอาไว้และรักษาฉันจนหาย แผลนี้ได้จากตอนนั้น” แซมเปิดรอยแผลเป็นที่คอกินอาณาเขตมาถึงช่วงหลังข้างขวาครึ่งตัว ช็อปเปอร์เห็นก็นึกโกรธตัวเองที่ไปทำให้คนๆหนึ่งต้องผวากับฝันร้าย “หลังจากวันนั้นหนึ่งเดือนฉันที่เกือบหายดีได้อ่านหนังสือพิมพ์ในเมืองของเมื่อเดือนก่อน เขาพาดหัวข่าวว่าเกิดเพลิงไหม้ที่ศูนย์วิจัยร้างโดยผู้ตายคือลูกสาวท่านผู้นำ” แซมหยิบกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าโชว์ให้ทุกคนดู


            “เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ศูนย์วิจัยเดิมอีกครั้ง ผู้เสียชีวิตในครั้งนี้คือ ซาแมนด้า ลูกสาวของท่านผู้นำอาร์มันโด้ มูลเหตุจูงใจเกิดจากความเสียใจที่สูญเสียมารดาไปทำให้คิดฆ่าตัวตาย


            “พอฉันได้เห็นข่าวฉันก็แทบช็อค ภาพงานศพที่มีผู้มาร่วมงานมากมายไหนจะพ่อที่ไม่ใช่พ่อตัวเองมายืนไว้อาลัย ฉันที่หวาดกลัวได้แต่คิด ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ เมืองที่พ่อฉันรักก็จะไม่เหลือเคล้าเดิม” แซมกำหมัดแน่น “ฉันพักฟื้นอยู่ที่เดิม คอยหาข่าวและข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงที่ฉันไม่ได้ติดต่อโลกภายนอก ฉันได้ข่าวคราวเกี่ยวกับ การดำเนินแผนจัดกองกำลังชุดใหม่ พวกชายสวมหน้ากากขาวหรือกองกำลังอมนุษย์”


            “ไอ้พวกตายยาก” โซโลสบถเบาๆ


            “ฉันใช้เวลาสองเดือนเต็มกับการแอบลอบเข้าไปในคฤหาสน์เพื่อตามหาหินอุกกาบาต กระทั่งล่าสุดฉันถึงได้รู้ว่ามันแอบซ่อนที่ไหน แต่ก่อนฉันจะได้เข้าถึงมัน ฉันก็ถูกพวกมันพบเข้า”


            “แต่พวกที่ตามล่าเธอเป็นแค่พวกนักเลงปลายแถวเองไม่ใช่เรอะ?” แฟรงกี้พูด


            “เพื่อไม่ให้ความลับแตก ถ้าเกิดรู้ว่ากลุ่มชายสวมหน้ากากพลั้งมือฆ่าคนตายต่อหน้าสาธารณะชน ต่อให้เป็นราชาก็เถอะ ยังไงการสอบสวนก็ต้องมีขึ้นและไหนจะประชาชนในเมืองคงไม่ยอมนิ่งเฉย” แซมอธิบาย โซโลนึกถึงคนที่เขาต่อสู้ด้วย นักเลงคนนั้นเป็นคนเดียวต่างจากคนอื่น ดวงตานิ่งเฉยราวกับถูกใครบงการด้วยการสะกดจิต “คุณลูฟี่ เรื่องเพื่อนของคุณให้ฉันจัดการเอง ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้สองคนนั้นโดนจับตัวไป ถ้าไม่ใช่เพราะฉันพวกเขาก็ค....”


            “ไม่เอาด้วยหรอก” ลูฟี่ปฏิเสธทันควัน


            “แต่ฉันเป็นคนผิด ฉันก็ต้องรับผิ..”


            “ฉันบอกว่าไม่เอาก็คือไม่เอา!” ลูฟี่เสียงหนัก แซมเข้าใจว่าลูฟี่คงไม่ไว้ใจเธออีกแล้ว เล่นหลอกเขาไม่พอยังทำให้เพื่อนของเขาโดนจับไปอีก คงจะมีใครเชื่อใจอยู่หรอก


            “ใครจะปล่อยให้เพื่อนต้องไปเผชิญหน้าคนเดียวกัน”


            “!?” แซมเงยหน้าขึ้นมองลูฟี่ที่กำลังลุกขึ้นยืน


            “หมอนั้นทำร้ายเพื่อนฉันแล้วยังทำร้ายคนที่อุส่าพาไปเที่ยวหาของกินอร่อยๆ เรื่องอะไรจะปล่อยให้เธอไปคนเดียว พวกเราจะไปกันทั้งหมดเนี่ยแหละ ไปช่วยโรบินกับนามิและก็” ลูฟี่ยิ้มกว้างมองแซมที่กำลังอึ้ง “ไปช่วยพ่อของเธอ


            “ลูฟี่” แซมแทบจะน้ำตาเล็ดด้วยความซาบซึ้ง


            “อย่างที่กัปตันว่า เธอเองก็เป็นเพื่อนของเราเหมือนกัน แซม” อุซปพูด


            “เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนอยู่แล้ว” ช็อปเปอร์กระโดดดึ๋งดั๋ง


            “คุณนามิ โรบินจังรอผมก่อนนะครับ ผมจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวไปช่วยพวกคุณเอง!!!” ซันจิตัวลุกเป็นไฟ พลางมโนภาพตัวเองขี่ม้าขาวเข้าไปปราบสองเจ้าหญิงที่ถูกมังกร(อาร์มันโด้สวมมาสคอตมังกรสีแดง)จับตัวไป


            “ได้เลิศลูกผู้ชายอย่างฉันจะได้สำแดงฝีมือ ซูเปออออออออ” แฟรงกี้พร้อมกับแอคติ้งท่าประจำตัว


            “หลังจากที่ผมได้ฟังเรื่องของคุณ มันทำให้ผมหยุดสั่นไม่ได้ ผมจะขอสู้ตายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่คุณเอง” บรูคให้คำสัตย์ว่าเขาจะช่วยเธอเต็มกำลัง แซมที่กำลังขอบคุณทุกคนจากใจจริงมองอีกคนที่ยังนิ่งไม่ไหวติ่งแต่แล้วเขาก็เลิกพิงผนัง ยอมเดินออกมาร่วมกลุ่ม


            “บอกไว้ก่อนที่ช่วยไม่ใช่ว่าไว้ใจแต่เป็นเพราะต้องการมั่นใจว่าเธอจะหลอกเราอีก” โซโลหันมาพูดกับแซม หญิงสาวผมแดงปาดน้ำตาพร้อมทั้งรับคำ ซันจิฟาดมือใส่หัวโซโลรัวๆพร้อมทั้งว่าเขา แกยังกล้าไม่เชื่อใจเลดี้อีกงั้นเหรอ ไอ้คนแล้งน้ำใจ โซโลหงุดหงิดจึงทะเลาะวิวาทกับซันจิด้วยความรำคาญทั้งตอกกลับไป นั้นมันเรื่องของฉัน!


             “ก่อนหน้านั้นเราจำเป็นต้องมีแผน บุกซุ่มสี่ซุ่มห้าคงไม่ได้แถมพวกเราก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นถูกจับไปไว้ที่ไหน” อุซปกล่าว


            “เขาไม่แอบหรอก” แซมว่า


            “!?” ทุกคนหันมาเป็นตาเดียว


            “พวกเราจะได้เจอทั้งสองคนแน่” แซมพูดอย่างมั่นใจ ”คืนพรุ่งนี้จะมีงานเลี้ยงใหญ่ที่คฤหาสน์ฉัน เราอาจจะได้เจอพวกเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และคืนนั้นเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะบุกเพราะเขาคงไม่คิดว่าจะมีใครลอบเข้าไปในคฤหาสน์เพื่อทำลายหินนั้นนอกจากฉัน เว้นซะแต่ฉันจะไปโผล่ในงาน เดียวฉันจะเป็นคนวางแผนให้เองนะ ทุกคน”


            “ตามนั้น” ลูฟี่ยกนิ้วโป้งให้


            “พรุ่งนี้งั้นเหรอเร็วดีนิ” แฟรงกี้ยิ้ม


            “ชักรู้สึกกลัวยังไงไม่รู้แฮะ”  อุซปสั่นกลัว


            “จะเอาคืนให้สาสมเลย” ช็อปเปอร์ชกใส่มือตัวเองอย่างโมโห


            “อ้ะ!? ถ้าคุณเป็นผู้หญิง นั้นผมขอดูกางเกงในหน่อยได้ไหมครับ แอ๊ก!


            “อย่ามาบ้ากามใส่สุภาพสตรีนะเฟ้ย!” ซันจิใช้ส้นเท้าเตะเข้าที่คอบรูค


            “แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องเพราะฉะนั้น กินข้าวกานนนน” ลูฟี่ชูแขนขึ้นเหนือศีรษะ


            “แกพึ่งกินไปไม่ใช่รึไงฟะ!!!” สมาชิกหมวกฟางตะคอกใส่หนุ่มหมวกฟางอย่างพร้อมเพรียง แซมลั่นหัวเราะด้วยความขบขัน


            “ทุกคน ขอบคุณนะ” หญิงสาวรู้สึกตื้นตันจริงๆ นานเท่าไหร่แล้วที่เขาต้องทำคนเดียว ลุยเดี่ยว ไม่มีกระทั่งคนที่ไว้ใจได้ตลอดหลายเดือน ลูฟี่หัวเราะด้วยใบหน้าสดใส เพื่อนๆทุกคนต่างเข้าใจความรู้สึกของเธอเป็นอย่างดี


            “ไว้ช่วยได้ก่อนค่อยขอบคุณทีเดียว เอาล่ะ ซันจิฉันขอเนื้อชามโต” ลูฟี่ลดมือลงมากอดอกว่าก่อนจะหันไปขอเนื้อกับกุ๊กขาดำ ซันจิจึงตอกกลับมา หัดฟังที่คนอื่นว่าบ้างเซ่! ทว่าสุดท้ายพ่อหนุ่มกุ๊กก็ต้องจำใจเข้าครัวเพราะความเอาแต่ใจของกัปตันหนุ่ม ทุกคนพากันแยกย้ายเพื่อไปเตรียมการสำหรับคืนพรุ่งนี้ ช็อปเปอร์บอกให้แซมมาที่ห้องพยาบาลเพื่อที่เขาจะได้ทำแผลให้ต่อ(หลังพันตัวเองเป็นมัมมี่)


            “เฮ้” โซโลเรียกเธอ


            “?”


            “โรบินรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง” เขาถาม


            “เธอจับได้ว่าฉันเป็นผู้หญิงน่ะ” แซมยิ้มก่อนจะตอบ


            “หา? แล้วทำไมยัยนั้นถึงไม่บอกคนอื่นกัน” โซโลบ่นพึมพำ แซมได้ยินก็รีบคลายข้อสงสัย


            “ฉันเป็นคนขอเธอไว้เอง ฉันบอกเธอไปว่าฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายกับทุกคน เธอเลยยอมปิดเรื่องนี้ให้แลกกับการที่ฉันต้องอยู่ในสายตาของเธอตลอดเวลา” โซโลรู้สึกโล่งขึ้นมาเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยโรบินก็ไม่ได้สนใจแซมในฐานะผู้ชายแต่เธอรู้อยู่ก่อนหน้านี้แล้วต่างหากว่าแซมเป็นผู้หญิง ถึงว่าทำไมถึงเข้ากับผู้หญิงได้ดีนัก แซมมองใบหน้าของโซโลก็แอบลอบยิ้มเบาๆ


            “เฮ้ แซม” เสียงของลูฟี่เรียกให้ทั้งแซมและโซโลหันไปมองเจ้าของเสียง “ถ้าฉันเจอพ่อเธอ ฉันขออัดหมอนั้นให้จมดินเลยได้ใช่ม่ะ” โซโลถึงกับหงายเงิบเพราะคำถามสุดบื้อในขณะที่แซมอึ้งกับคำถามที่ไม่น่าจะมีใครพูด


            “จัดหนักไปเลย คุณลูฟี่”


 

            “อืมม..” หญิงสาวเรือนผมสีดำลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก เธอเงยหน้าขึ้นมาพลางกรอกตามองไปรอบๆแต่ด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อยเธอจึงหลับตา ผ่อนลมหายใจให้เข้าที่เข้าทาง แสงสว่างวูบไหวบนศีรษะ ไฟดวงเดียวที่มอบแสงสว่างให้แก่เธอท่ามกลางความมืดมิด โรบินก้มมองร่างของตัวเธอที่ถูกมัดด้วยเชือกเส้นหนาทึบประกอบกับมือมีโซ่ตรวนล็อคไว้ คาดว่าน่าจะเป็นหินไคโร โรบินหันไปมองอีกคนที่ยังไม่ได้สติคืน ทั้งสองถูกจับมัดบนเก้าอี้โดยนั่งหันหลังชนกัน


            “นามิ นามิ” โรบินกระตุกเก้าอี้ปลุกอีกฝ่าย


            “อือ..ห่ะ!” นามิเมื่อลืมตาตาตื่นเธอตกใจที่ตัวเองถูกตรึงด้วยเชือกเส้นหนา ต่างกันนิดหน่อยคือเธอไม่มีกุญแจมือแบบโรบิน “โรบิน เกิดอะไรขึ้น พวกเราอยู่ที่ไหน?” นามิหันมาถามเธอ


            “ไม่รู้เหมือนกันแต่เท่าที่ดูสถานการณ์ พวกเราน่าจะถูกจับมา” โรบินสันนิษฐาน


            “โอ้ย บ้าจริง เชือกเนี่ยมัดแน่นเป็นบ้า” นามิกัดฟันพยายามดิ้นสุดกำลังทว่าความพยายามของเธอท่าจะเสียเปล่า “โรบิน เธอพอจะแก้เชือกได้ไหม”


            “ไม่ไหวหรอก มือฉันถูกล็อคด้วยกุญแจหินไคโร” โรบินยกแขนขึ้นให้นามิดู สาวต้นหนถอนหายใจทิ้งอย่างน่าเสียดายเพราะถ้าโรบินไม่ถูกล็อคไว้ พวกเธอคงแก้ไอ้เชือกบ้าๆนี้ได้สบายๆ

 

           “โรบิน ดูนั้น”


            “หินอุกกาบาต ทำไมถึงอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้..” สองสาวมองดูหินก้อนสีม่วงประกายทองที่วางอยู่ไม่ไกลจากพวกเธอด้วยความสงสัย แรงดึงดูดนี้มันอะไรกันราวกับต้องมนต์คาถา คำสาป สะกดจิต ความสวยงามที่เปล่งประกายชวนให้ค้นหา เข้าไปสัมผัส


            “สวยใช่มั้ย” โรบินนามิชะงัก เสียงทุ้มใหญ่นี่มัน พวกเธอหันไปมองแขกไม่ได้รับเชิญของตน “ไม่ว่าใครที่จ้องมองมันก็จะถูกดึงดูดให้เข้าไปหาเพราะความสวยงามคือกิเลสของมนุษย์ คุณผู้หญิงเองก็เป็นสิ่งสวยงาม น่าปราบปลื้มจริงๆที่ฉันได้พวกเธอมา นักประวัติศาสตร์ นิโค โรบิน แมวขโมย นามิ”


            “นายรู้จักเรา” โรบินพูด


            “โจรสลัดที่เข้ามาที่นี่ล้วนได้รับการตรวจสอบประวัติกันทุกคน”


            “แกต้องการอะไรจากพวกเรา” นามิถามเสียงแข็ง


            “พวกเธอมีหลายอย่างที่ฉันต้องการ พลัง เงิน สตรี” ชายแก่เชยคางของหญิงสาวผมส้มขึ้นมาก่อนจะสะบัดทิ้ง “พวกเธอรู้ดี ต่อให้ฉันจะไม่ข้องแวะกับพวกรัฐบาลโลก แต่ฉันก็สามารถส่งพวกเธอให้พวกมันได้แลกกับเงินค่าหัวของพวกเธอสองคน หรืออาจมากกว่านั้น” ทั้งสองรู้ว่าชายแก่หมายถึงพวกเพื่อนๆของหญิงสาว


            “ลูฟี่ไม่ปล่อยแกไว้แน่” นามิพูดอย่างมั่นใจ


            “มังกี้ ดี ลูฟี่ ไอ้เด็กพรรค์นั้นถูกฉันคนนี้ฆ่าตายไปแล้ว” อาร์มันโด้พูดเสียงเย็น โรบินกับนามิตาโตกับสิ่งที่พวกเขาได้ยิน


            “แกโกหก ลูฟี่ไม่มีทางถูกฆ่าได้ง่ายๆ!” นามิตวาด


            “เธอน่าจะตอบได้ดีไม่ใช่รึไง นิโค โรบิน ด้วยมือคู่นี้และความสามารถของฉัน” ชายแก่เค้นหัวเราะในลำคอ โรบินเหงื่อแตกพลั่ก ขนาดเธอยังพลาดท่าให้กับอาร์มันโด้นับภาษาอะไรกับพวกหุนหันพลันแล่นแบบลูฟี่จะไม่ประมาทคู่ต่อสู้


            “โรบิน” นามิเรียกโรบินอย่างต้องการความเชื่อมั่นแต่สีหน้าของเพื่อนสาวบ่งบอกความเป็นไปได้ที่อาร์มันโด้จะพูดจริง “ไม่จริงน่า..” นามิหน้าซีด อาร์มันโด้ยิ้มร้ายอย่างสนุก เขากวักมือเรียกลูกสมุนหน้ากากขาวที่ซ่อนอยู่ในเงามืดให้เข้ามา สองสาวกวัดแกว่งสายตาอย่างหวาดหวั่นพวกเขา ชายสวมหน้ากากหนึ่งคนถือกระเป๋าทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าเข้ามายืนข้างร่างสูงโต  


            “ล็อคตัวไว้” ลูกสมุนผู้ภักดีจับหญิงสาวเชิดคอขึ้น อาร์มันโด้หยิบบางอย่างออกมาจากกล่อง โรบินนามิขืนตัวสุดชีวิตทว่าทั้งคู่ก็ถูกเข็มทิ่มเข้าที่คอจนทั้งสองสติพร่าไปตามๆกัน


            “นายคิดจะทำอะไรพวกเรา” โรบินเค้นเสียงขณะพยายามคุมสติดับวูบส่วนนามิกัดปากฝืน


            “ความจงรักภักดี” อาร์มันโด้ตอบคำถาม ก่อนโรบินจะหมดสติลงเพราะฤทธิ์ยา แสงบางอย่างสะดุดเข้าที่ดวงตาของเธอ


            นั้นมัน..

 


            ในคืนวันงาน ณ คฤหาสน์หลังมหึมาซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ของท่านผู้นำอาร์มันโด้ ทั่วทั้งหลังถูกจัดตกแต่งให้มีแสงสีอลังการ ดึงดูดผู้คนให้สนใจในความสวยงาม ข้างหน้าถูกเปิดให้แขกที่มางานได้พูดคุย สนทนาก่อนเข้าไปข้างใน ตัวคฤหาสน์แค่ห้องโถงกลางก็มีขนาดใหญ่มากพอจะจุคนได้เป็นร้อยๆ ภายในตัวงานมีทั้งฟลอร์เต้นรำและโต๊ะยาวที่มีอาหารจัดเรียงอยู่มากมาย เครื่องดื่มแอลกอฮอร์สีฉูดฉาด วางประดับคู่กับดอกไม้ตกแต่ง ข้างบนโถงมีโคมไฟคริสตัลขนาดใหญ่ที่เมื่อส่องไฟจะเกิดประกายแสงวูบวาบจนน่าตกใจ ระหว่างทางเดินตั้งแต่หน้าทางเข้าบ้านหรืองานเลี้ยงมีพรมแดงที่รอต้อนรับผู้คน ลาดยาวไปถึงบันไดคฤหาสน์คนที่มาในงานส่วนใหญ่เป็นผู้มีเงิน คนมีอำนาจ มาเฟียหน้าใหม่ ร่วมไปถึงโจรสลัดมากหน้าหลายตา พวกเขาทุกคนล้วนสวมชุดสูทหรือชุดราตรีเพื่อให้เข้ากับงานเลี้ยง


            “บรึ่ย! มีแต่คนน่ากลัวเต็มไปหมดเลย” พลซุ่มยิงผู้มีจมูกอันยาวใช้กล้องส่องทางไกลซูมดูภายในคฤหาสน์


            “ขอฉันดูบ้างสิ โว้ว! สาวๆเต็มไปหมดเลย” ซันจิดึงกล้องจากอุซปมาดู


            “ไร้สาระซะจริง” โซโลพึมพำเบาแต่ไม่อาจรอดหูของซันจิไปได้ เขาจึงทำตาขวางใส่หนุ่มนักดาบ


            “จำแผนได้ใช่มั้ย คุณลูฟี่ เนคไทคุณเบี้ยวอีกแล้ว” แซมถามทุกคนและหันไปผูกเนคไทให้ลูฟี่


            “ฉันจะทำได้ไหมนะ” ช็อปเปอร์เริ่มกังวล


            “ไม่ต้องห่วง มีฉันอยู่ด้วยทั้งคน รับรองไม่มีพลาด ซูเปอออออออออ” แฟรงกี้ตั้งท่าประจำตัวทำให้มือชนหลังคารถจนรถเขย่า


            “เฮ้ยไอ้หนุ่ม อยากให้หลังคารถฉันพังรึไง” เจ้าของรถหันมาตวาดแฟรงกี้


            “โทษทีๆ”


            “แหม่ๆ ผมล่ะตกใจจริงๆที่คุณนี้เองที่เป็นคนช่วยคุณหนูแซมในตอนนั้น” บรูคพูดกับตาแก่ขี้ยั่วที่นั่งตรงคนขับ ชายชราผมขาวที่มีรอยแผลเป็นเต็มตัวและมีกล้ามเป็นมัดๆผิดผู้สูงอายุทั่วไป สวมชุดคนขับรถ เขาคือปู่ของแซมและเคยเป็นหัวหน้ามาเฟียที่อาร์มันโด้ปกครองก่อนจะเกษียณตัวเองไปอาศัยในป่าเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก “ต้องขอบคุณจริงๆที่มีส่วนช่วยในแผนการครั้งนี้นะครับ”


            “ไม่เป็นไร ไอ้ที่ฉันทำไปก็เพื่อหลานสาวฉัน ถ้าเกิดฉันไม่คิดไปเยี่ยมไอ้ลูกชายตัวดี ป่านนี้ฉันคงเสียซาแมนด้าไปแล้ว” ปู่ของแซมพูดถึงตอนที่เขามาเยี่ยมอาร์มันโด้เพราะเห็นว่าพึ่งเสียภรรยาไปด้วยความเป็นห่วงทำให้เขาบังเอิญเห็นเพลิงไหม้ที่ศูนย์วิจัยพอดี “ไอ้หนูหมวกฟาง”


            “ว่าไง ปู่” ลูฟี่ตอบ


            “ฝากตั้นหน้ามันให้สักทีได้ไหม”


            “ได้เลย ปู่ เดียวแถมพิเศษให้ด้วย” ลูฟี่ยิ้มหยีฟัน แซมยิ้มแหย่พลางมองปู่ของเธอกับลูฟี่สลับกัน บางทีเธอก็เริ่มคิดแล้ว สองคนนี้คล้ายกันจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องบ้าๆ พวกลูฟี่นั่งอยู่ในรถตู้สีดำคันใหญ่จอดห่างจากตัวคฤหาสน์ประมาณ 100 เมตร ข้างๆมีรถอีกคันซึ่งเป็นลีมูซีนสีดำเงาวับ


            “ฉันจะย้ำแผนการให้ฟังอีกครั้ง” แซมบอก “พวกเราจะแบ่งเป็นสองทีม ทีม A จะเข้าไปในงานเลี้ยงเพื่อค้นหาและช่วยเหลือคุณโรบินและคุณนามิ ทีม B เข้าไปทำลายหินในห้องใต้ดินซึ่งเป็นห้องของเก็บของ โดยสมาชิกทีมA มีฉัน คุณลูฟี่ คุณซันจิ คุณโซโล คุณอุซป และคุณบรูค ทีมB มีด็อกเตอร์กับคุณแฟรงกี้” หญิงสาวทบทวนสมาชิกในแต่ล่ะทีม


            “ทีม B พวกคุณต้องเข้าไปที่ศูนย์วิจัยเก่า ไปทางลับที่เชื่อมกับห้องทำงานของพ่อฉันแล้วหลังจากนั้นลงไปชั้นใต้ดินซึ่งระหว่างทาง จะมีหอยทากตรวจจับที่แอบซ่อนตามทางเดินแต่แว่นตาที่พวกคุณมีจะทำให้คุณมองเห็นว่าแมลงสื่อสารอยู่ตรงไหน คุณแฟรงกี้ คุณใช้เครื่องนี้ติดที่กำแพงมันจะทำให้ตัวตรวจจับหยุดชะงักไปสักพักจากนั้นพวกคุณค่อยวิ่งไปตามทางเดินก็จะเจอประตูบานเหล็กที่มีต้องใส่พาสเวิร์ด รหัสก็คือ  เฟลิเซีย” แซมเม้นปากแน่นเมื่อพูดชื่อรหัส พวกลูฟี่ต่างรู้กันว่า ชื่อนี้เป็น ชื่อของแม่หญิงสาว ปู่แซมมองหลานด้วยความสงสาร


            “แซมจัง” ซันจิแตะไหล่หญิงสาวผมแดง


            “อ้ะ ขอโทษนะ” แซมผงกหัวหน่อยๆ”พอเข้าไปในห้อง พวกคุณจะเจอหินถูกวางอยู่ ให้รีบเข้าไปทำลายมันทันที พวกเราทีม A จะเป็นตัวดึงดูดความสนใจพวกพ่อฉันไว้ข้างบน ไม่ต้องห่วงว่าจะเจอกลุ่มชายสวมหน้ากาก ส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในงานเลี้ยงกันหมด ถ้าพวกคุณทำลายมันได้พวกที่ถูกควบคุมก็จะพ้นอำนาจ” ช็อปเปอร์แฟรงกี้พยักหน้ารับคำ


            “คราวนี้ก็ทีม A อย่างที่เคยพูด พ่อฉันไม่มีทางแอบพวกเธอไว้ในบ้าน เขาต้องใช้ประโยชน์จากทั้งคู่ ที่นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะใช้สองคนนั้นทำอะไร พวกเราจะเข้าไปในงานแล้วมองหาทั้งสองคนรวมทั้งเรียกร้องความสนใจพ่อฉันอย่าให้เขารู้ตัวจนกว่าทีม B จะทำลายหินสำเร็จ” แซมว่า


            “ปัญหามันอยู่ที่ชายสวมหน้ากาก ถ้าพวกมันอยู่ในงานทั้งหมด เราอาจจะลำบากเรื่องต่อกรกับพวกมัน” โซโลพูดหลังจากเงียบมานาน


            “ครั้งก่อนที่ฉันกับไอ้หัวสนามหญ้าปะทะกับพวกมัน แค่ไม่ถึงสิบก็นับว่าแย่แล้ว ถึงขนาดมาเกือบร้อยคงไม่ใช่เรื่องง่าย” ซันจิเสริมตาม


            “ถึงจะแข็งแกร่งแค่ไหน พวกมันก็ยังมีจุดอ่อน” แซมบอก


            “อะไรล่ะ จุดอ่อนที่ว่า?” โซโลถาม


            “หน้ากากของพวกมันคือศูนย์ควบคุมสั่งการที่ส่งผ่านมาจากหินอุกกาบาต ถ้าทำลายหน้ากากได้พวกมันจะปวดหัวอย่างรุนแรงแล้วหมดสติในที่สุด”


            “งั้นก็หวานหมู” ซันจิเอนเบาะกางแขนพาดขอบที่นั่ง


            “ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องช่วยนามิกับโรบินมาให้ได้ รวมถึงพ่อของเธอด้วย ฉันจะอัดหมอนั้นให้คืนสติเลยคอยดู” ลูฟี่ให้คำมั่นสัญญา พวกที่เหลือตอบรับคำมั่นนั้นก่อนที่หนุ่มหมวกฟางจะบอกให้ทุกคนแยกย้ายได้!

 


            กลับมาที่คฤหาสน์หลังเดิม บรรดาแขกที่มาร่วมงานต่างรื่นเริงเพราะสีสันและอาหารอันโอชะ จุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรเลย เรียกว่า รวยเกินจนต้องผลาญเงินเพื่อมอบความสุขสำราญให้แก่คนในงานและตัวเจ้าของ เสียงเดินเท้าของกลุ่มคนที่เดินลาดลงจากตัวบันไดคฤหาสน์เป็นสองแถวขนานกัน ผู้ร่วมงานต่างหันไปสนใจการมาของราชาผู้มีอำนาจสูงสุด อาร์มันโด้ค่อยๆก้าวลงมาจากบันได ข้างๆตัวเขามีหญิงสาวสองคนตามประกบ


            “ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกท่านให้เกียตริมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ถามว่ามีอะไรน่าตื่นเต้นหรือเซอร์ไพรส์อะไรทำนองนั้น? ไม่ มันไม่มีอะไรมากไปกว่า ผมต้องการมอบความสุขให้พวกคุณ และวันนี้เป็นวันที่ผมมีความสุข อิสระ ความหวังอย่างล้นเหลือ พวกคุณทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างมีอิสระเป็นของตัวเอง ใช่คุณด้วย ที่ผมอยากพูดก็ไม่มีอะไรมาก” ชายแก่รับแก้วแชมเปญจากหญิงสาวข้างหลัง เขาชูแก้วขึ้นและคลี่ยิ้มให้แก่เหล่าผู้มาสังสรรค์ “ขอให้สนุกกับงานนี้ คัมไป” ว่าจบ อาร์มันโด้ยกดื่มหมดรวดเดียวก่อนจะเดินไปที่พำนักของตัวเองท่ามกลางเสียงปรบมือของแขกในงาน ชายแก่ล้มตัวนั่งบนโซฟาสีขาวที่วางอยู่ระหว่างทางเดินขึ้นชั้นสองของคฤหาสน์ หญิงสาวสองคนเข้ามานั่งด้วยโดยคนหนึ่งนั่งข้างเขาส่วนอีกคนอ้อมไปอยู่ด้านหลังร่างสูงใหญ่ อาร์มันโด้จ้องมองผู้ที่อยู่ในงานอย่างอารมณ์ดี ทว่าเสียงเบรกล้อดัง เอี๊ยดดดดดดด ก็ขัดจังหวะชายแก่เสียก่อน อาร์มันโด้มองค้อนไปยังรถหรูสีดำเงาอย่างหงุดหงิด ดวงตาพินิจอยู่นานก่อนจะเบิกตากว้างหลังได้เห็นผู้ที่ออกมจากรถ และผู้ที่ทำให้อาร์มันโด้ตกตะลึงจะเป็นใครไม่ได้


            กลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง


            ลูฟี่เดินนำเป็นคนแรกเขาสวมเชิ๊ตแดงทับด้วยกั๊กสีขาวและบนไหล่คลุมเสื้อคลุมโจรสลัดสีดำ ตามด้วยแซมในชุดราตรีสีเลือดหมูกลมกลืนกับโทนผมสีแดงของเธอ โซโลซันจิเดินขนานซ้ายขวา พวกเขาใส่ชุดสูทที่ดูคล้ายกันเ ต่างกันแค่สีและซันจิใส่หมวกปีก คาบบุหรี่ที่พึ่งจุดใหม่ๆ ข้างหลังมีอุซปและบรู๊คที่สวมสูทมาเฟียคล้องผ้ายาวบนคอ แขกในงานต่างตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวของเหล่ากลุ่มโจรสลัดหมวกฟางกันใหญ่ เสียงฮือฮาไม่ได้ทำให้พวกลูฟี่ตื่นกลัว พวกเขารู้แค่ต้องเดิน เดินไปข้างหน้าและจะไม่มีวันถอยหลังจนกว่าจะช่วยพวกพ้องของตนสำเร็จ


            “!?” แซมมองผู้หญิงที่อยู่กับอาร์มันโด้ อย่างตกใจ พวกเธอสวมกากขาวเหมือนกับเหล่าชายสวมหน้ากากแต่ด้วยรูปลักษณ์และสีผมของหญิงสาว มีรึพวกแซมจะจำไม่ได้ “พวกเขาถูกควบคุม” เธอบอกกับทุกคน โซโลจ้องสาวเรือนผมดำในชุดราตรีสีดำ แหวกเรียวขา เธอคือโรบินไม่ผิดแน่ ต่อให้บังใบหน้าก็ไม่สามารถตบตาเขาได้


            “คุณนามิ” ซันจิจ้องหญิงสาวผมสีส้ม เธอสวมชุดราตรีสีขาวเปิดหลังและกระโปงแบบสั้น ปฏิกิริยาของสองสาวนิ่งมากเมื่อเจอพวกเขา เรียกว่าไม่มีการตอบสนองอะไรเลยราวกับพวกเขาไม่เคยพบหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน


            “ซวยล่ะ โรบินกับนามิเป็นศัตรูเราด้วยซะงั้น” อุซปว่าเสียงสั่น


            “เพื่อนของพวกเราต่างหาก แค่ทำลายไอ้หน้ากากบ้านั้นก็พอ ใช่มั้ย” ลูฟี่แย้งเขาแล้วหันไปถามแซม หญิงสาวจึงผงกหน้า “ดี!” หนุ่มหมวกฟางหยุดขบวนศึกของเขาประจันหน้ากับชายผู้เป็นใหญ่ ทั้งสองฝ่ายต่างโต้ตอบกันด้วยแววตาดุดัน อาร์มันโด้รู้สึกเซอร์ไพรส์กันการมาของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางเป็นอย่างมาก ดูเหมือนการต่อสู้ครั้งก่อนจะไม่ได้ทำให้พวกเขาสำเหนียกตนเลยสักนิด

            “ฉันเตือนเธอแล้ว ซาแมนด้าที่รัก ถ้าเจอกันครั้งต่อไปจะไม่มีข้อยกเว้นให้อีก” อาร์มันโด้กดหมวกของเขาลงก่อนจะเผยนัยน์ตาสีม่วงทองที่เปล่งประกายออร่าความน่าเกรงขามเสมือนฮาคิราชันย์ ลูฟี่ไม่รอช้าที่จะใช้ฮาคิราชันย์ของเขาหักล้างพลังฮาคิจอมปลอมของอีกฝ่าย พลังของทั้งสองขยายเป็นวงกว้าง ทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับสลบเหมือด บางคนก็ทรุดเข่าติดพื้นแทบจะหมดสติ หากไม่ใช่ผู้มีพลังระดับกลุ่มหมวกฟางหรือผู้ที่สวมหน้ากากสีขาวก็คงยืนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ไมได้ แซมยังประคองสติไว้ได้แต่เธอก็เกือบเป็นเหมือนคนอื่นๆ พลังของพวกเขาน่ากลัวจริงๆ


            “ฉันมารับเพื่อนของฉันคืน!” ลูฟี่ตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมทั้งจ้องอีกฝ่ายอย่างดุดัน


            “อ้อ นายหมายถึงพวกเธอรึ?” อาร์มันโด้ลูบโครงหน้าของนามิอย่างจงใจยั่วอีกฝ่าย ซันจิกัดฟันกรอด เขาเกือบพุ่งถ้ากัปตันหนุ่มไม่กางแขนห้ามเขาซะก่อน “อยากได้ก็มาเอาไปสิ ถ้าพวกเธอเต็มใจที่ไปกับพวกแกล่ะนะ” เขาว่าพลางผายมือเชิงสั่งสองสาว โรบินกับนามิเดินขึ้นหน้า ปกป้องผู้เป็นนายตามคำสั่ง เช่นเดียวกับพวกชายสวมหน้ากากทั้งหมดที่ออกมาล้อมวงกลุ่มหมวกฟาง พวกลูฟี่พร้อมที่จะสู้เช่นกันแต่ก่อนเริ่มลูฟี่ประกาศกร้าวแก่ผู้คนที่ยังมีสติ ณ ที่นี่ว่า


            “ถ้าไม่ใช่ศัตรูก็ให้ถอยออกไปซะ แต่ถ้าอยากร่วมวงด้วย ฉันก็ไม่เกี่ยง” เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาคนนอกทั้งหลายรีบออกตัวหนี บางคนก็หิ้วเพื่อนของตนไปด้วยเนื่องจากพวกเขาได้เห็นความน่ากลัวของพลังที่ทั้งสองแสดงออกมาแค่นี้ก็ทำให้ไม่มีใครอยากซวยไปด้วย รู้ตัวอีกที งานสังสรรค์ที่น่าจะมีผู้คนก็ร้างในพริบตา


            “เฮ้อ จบกัน แล้วแบบนี้จะปาร์ตี้ต่อได้ยังไง” อาร์มันโด้จุดซิการ์อันใหม่ขึ้นมาสูบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว  เขาสูบมันแล้วพ่นควันออกมาพลางปลายตามองเหล่าโจรสสัด “ช่วยทำให้งานเลี้ยงครื้นเคล้งกว่านี้หน่อยล่ะกัน” สิ้นประโยค การเปิดศึกระหว่างทั้งสองกลุ่มก็เปิดฉากขึ้นทันที

 


            “ไหนยัยนั้นบอกว่าไม่มีใครอยู่ข้างล่างนี้ไง” แฟรงกี้ว่าขณะตัวเขากับช็อปเปอร์แอบอยู่หลังกำแพงก่อนทางเข้าชั้นใต้ดินคฤหาสน์ ข้างหน้าตัวเขามีพวกชายสวมหน้ากากวิ่งเพ่นพ่านเต็มไปหมด “ดูเหมือนพวกมันจะมาจากชั้นใต้ดิน ข้างใต้นั้นมีอะไรกันแน่?” ช็อปเปอร์พยักหน้าเห็นด้วย เมื่อเห็นว่าทางข้างหน้าสะดวก พวกเขาก็รีบมุดเข้าไปก่อนที่จะมีใครมาพบเข้า


            “ข้างบนเริ่มต่อสู้กันแล้วสินะ” ช็อปเปอร์เกาะบนไหล่แฟรงกี้ว่าพลางมองเพดานที่เขย่าต่อเนื่อง


            “โอ๊ะ!?” แฟรงกี้กระโดดเข้าหลืบซ้ายแอบศัตรูที่กำลังวิ่งสวนมา จมูกน้อยของช็อปเปอร์ฟุดฟิดเหมือนกับเขาจะได้กลิ่นอะไรสักอย่าง


            “มีกลิ่นยาสลบจางๆอยู่ในอากาศด้วย”


            “ยาสลบ?”


            “ใช่ กลิ่นมาจากข้างหน้านี้เอง” ช็อปเปอร์กระโดดลงจากไหล่ไซบอกซ์ร่างยักษ์ เขารีบวิ่งตามทางที่ได้กลิ่นลอยมาและเมื่อมาถึงเขาก็ต้องหยุดชะงักเพราะในห้องที่เขามาถึงมีคนมากมายถูกจับตรึงกำแพงเต็มไปหมด ราวกับที่แห่งนี้เป็นที่กักกันนักโทษ แต่พวกเขาเป็นใครล่ะ? ทำไมถึงถูกจับไว้ในที่แบบนี้


            “เฮ้ เรามาผิดทางแล้วนะ อะไรเนี่ย!?” แฟรงกี้เดินเข้ามาข้างหลังก็ตกใจกับสิ่งที่เห็น คุณหมอตัวน้อยรีบวิ่งเข้าไปดูยาที่วางอยู่บนโต๊ะ เข็มฉีดยาที่ถูกใช้ เขาตรวจสอบดูก็พบว่ามันมีส่วนผสมของยากดประสาทที่ทำให้หลับ แต่ส่วนผสมของยาอีกอย่างคืออะไร เขาเองก็ไม่แน่ใจ


            “คนพวกนี้ ดูเหมือนตาย” หนุ่มร่างโตพูดพลางสำรวจไล่สายที่เจาะเข้าร่างของผู้ต้องขังหลายเส้น พะรุงพะรังเต็มไปหมด และหมดทุกคนล้วนเหมือนกันหมด


            “ไม่หรอก พวกเขาแค่ไม่รู้สึกตัว” ช็อปเปอร์พูด “เท่าที่ดู สายที่โยงเข้าร่างกายของพวกเขาเป็นตัวจ่ายยากดประสาทชนิดพิเศษที่สามารถทำให้หลับเหมือนกับเจ้าหญิงนิทรา จำเรื่องชายสวมหน้ากากได้ไหม ฉันว่าคนพวกนี้คือวัตถุดิบที่อาร์มันโด้ใช้สร้างกองทัพอมนุษย์และการที่อาร์มันโด้ต้องฉีดยาเหล่านี้ให้พวกเขาเพื่อง่ายต่อการควบคุม ทำให้จิตใจไม่สามารถต่อต้านอำนาจพลังจากหินอุกกาบาต”


            “ถ้าเป็นงั้นจริง เราคงต้องแวะกลางทางกันสักหน่อย” แฟรงกี้เปิดอาวุธในมือเขากราดยิงทำลายกรงขังทุกกรง ช็อปเปอร์ปิดเครื่องที่เป็นตัวส่งยาทั้งหมดก่อนจะวิ่งเข้าไปแกะสายออกจากเผล่าผู้ต้องขังกับแฟรงกี้คนล่ะไม้คนล่ะมือ “เฮ้ย นายนะ ตื่นสิ” แฟรงกี้ตบหน้าหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายเบาๆแต่เขาก็ยังไม่มีท่าทีจะตื่น หนุ่มไซบอกซ์มองหน้าสักพักก่อนชกเข้าที่หน้าอย่างแรง “ตื่นสิเฟ้ย!


            “แล้วไปต่อยหน้าเขาทำไมฟะ!” ช็อปเปอร์แยกเขี้ยว


            “อูย..เจ็บชะมัด” ชายที่ถูกต่อยหน้าลืมตาข้างหนึ่ง ครางด้วยความเจ็บ


            “โอ๊ะ ตื่นแล้ว”


            “ไม่เจรงงงงงงง” ช็อปเปอร์แทบไม่เชื่อสายตา วิธีบ้าๆของแฟรงกี้ดันได้ผลทั้งที่ฤทธิ์ยาน่าจะยังไม่หมด “นี้นายได้ยินที่ฉันพูดไหม” คุณหมอรีบเข้าไปตรวจอาการผู้ต้องขังที่มีสติเป็นคนแรก(โดนแฟรงกี้ต่อยหน้า)


            “อืม”


            “จำตัวเองได้รึเปล่า?”


            “ฉัน.....” เขาหรี่ตาเล็กน้อยเพราะยังมึนๆอยู่ ”ฉันชื่อวิลเลียม เป็นมือขวา....ของท่านผู้นำอาร์มันโด้” คำตอบของชายที่อ้างตนว่าเป็นคนสนิทของราชาริวเซย์กังทำให้ทั้งสองตกใจ


            “แล้วทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ จำอะไรได้บ้างไหม” ช็อปเปอร์ขอให้เขาทวนความทรงจำก่อนหน้านั้น วิลเลียมนิ่งไปชั่วขณะก่อนเขาจะเห็นภาพสุดท้าย ก่อนที่เขาจะมาอยู่ที่นี่


             “ครั้งสุดท้ายที่ฉันจำได้คือ ฉันกำลังถกเถียงกับบอสเรื่องคุณหนู ฉันเห็นบอสออกมาจากศูนย์วิจัยตอนที่เกิดเหตุไฟไหม้ แต่พอฉันถามเขา เขากลับปฏิเสธ” วิลเลียมดันตัวเองขึ้นนั่ง เขาหันไปมองเพื่อนๆของเขาที่พ้นจากการจับกุม “ฉันรู้ว่ามีอะไรหลายอย่างไม่เหมือนเดิม ฉันจึงตั้งใจปรึกษากับเพื่อนๆของฉันทว่าเขาก็จับได้ว่าพวกเราคิดจะทำอะไร.....รู้สึกตัวอีกทีก็เป็นอย่างนี้แล้ว ขอบคุณที่ช่วย” เขาก้มหัวขอบคุณช็อปเปอร์สำหรับอิสระที่เขาได้รับ


            “เรื่องขอบคุณเอาน่ะช่างก่อน ลุกไหวรึเปล่า ช่วยไปปลุกเพื่อนๆของนายแล้วก็รีบออกไปจากที่นี่ซะก่อนที่พวกมันจะกลับมา”แฟรงกี้ว่าแล้วชี้ทางไปตรงประตูทางออกก่อนจะนิ่งสนิทกันหมดทั้งสามคนเพราะหน้าทางออกดันมีหนึ่งบุคคลที่พวกเขาหมายถึงยืนจ้องพวกเขาแบบไม่วางตา “เอ่อ...เหมือนจะไม่ทันซะแล้ว” หนึ่งคนไม่พอ ยังมีเพิ่มออกมาทีล่ะคนสองคนครั้นจนนับได้เกินกว่าสิบ ช็อปเปอร์กระโดดตัวลอยอย่างตื่นตระหนกพร้อมกับลั่นเสียงดัง มันเจอเราแล้ววววววว!!!


            “ไป!


 

            ชั้นหนึ่งของคฤหาสน์แทนที่จะมีความเป็นงานเลี้ยงสุดหรู กลับกลายเป็นว่าไม่ต่างกับสมรภูมิรบ ทั้งสองฝั่งเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่มีใครยอมใครแต่ด้วยจำนวนคนของอาร์มันโด้มีเยอะกว่าโจรสลัดหมวกฟางทำให้พวกลูฟี่ดูเล็กลงไปเลยทีเดียวทว่าถ้าเทียบกันเรื่องความสามารถ กลุ่มของพวกเขาไม่เป็นรองใครแน่นอน โซโลกับบรูคแยกเป็นสองฝั่ง พวกเขาฟันลูกกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงออกมาเป็นพลุแตกทั่วทุกด้าน คฤหาสน์พิลึกนี้ดันมีปืนใหญ่ซ่อนตามรูกำแพงนับไม่ถ้วนราวกับเป็นเรือโจรสลัด ลำพังแค่พวกชายสวมหน้ากากก็เล่นพวกเขาแย่พออยู่แล้ว ยังจะต้องเสียเวลามาเก็บอาวุธใหญ่ที่ล่ะอัน สองอันอีก หนุ่กนักดาบใช้วิชาสามดาบทะลวงศัตรูนับสิบที่กราดกันเข้ามาก่อนพุ่งเข้าไปสบทบกับลูฟี่ที่กำลังเข้าปะทะกับอาร์มันโด้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน ทว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้นเมื่อปลายเท้าขนาดยักษ์เหวี่ยงฟัดลากยาวมาแต่ไกลเข้าซัดร่างของเขากระเด็นไถลไปตามพื้นก่อนโซโลจะไหวกลับมาทรงตัวได้อีกครั้ง โซโลจ้องโรบินที่ควบคุมสองขาคู่มหึมาระดมโจมตีเพื่อนๆของเขาอย่างไม่ใยดี การเข้าถึงตัวเธอเป็นเรื่องยากสุดๆด้วยความสามารถของเธอแล้วแม้แต่ความเร็วก็ใช้ต่อกรไม่ได้


            “โซโล หมอบบบบบบ ลงงงงงงง


            “ยึ่ย!” โซโลหันไปมองคนเตือนก็ถึงกับตาถลนออกจากเบ้าเมื่อกระสุนนับสิบพุ่งเข้ามาหาเขา ชายหนุ่มรีบวิ่งสไลด์ตัวผ่านลูกกระสุนได้อย่างเฉียดฉิว “ลูฟี่ ถ้าเกิดโดนขึ้นมาจะเป็นยังไง!!” เขาแยกเขี้ยวใส่กัปตันหนุ่มก่อนเจ้าตัวจะเอี่ยวตัวหลบการโจมตีของศัตรูที่แอบเข้าด้านหลัง ลูฟี่วิ่งหนีกับอุซปหลังเขาถูกชายแก่ซัดกระเด็นมาพบกันครึ่งทางกับอุซปที่วิ่งหนีท่าไม้ตายของนามิ นามิวิ่งเข้ามาดักหน้าก่อนจะหันกระบองคุริมะปล่อยลมทอร์นาโดกระแทกพวกเขากลิ้งฝุ่นตลบ ด้านหลังของหนุ่มสองคนมีโรบินรอต้อนรับอยู่โดยสั่งการสองมือยักษ์เข้าไปจับทั้งสอง ทว่าก่อนได้ตัว ซันจิกระโจนเข้ามาถีบทั้งคู่ด้านข้างหลบการจับกุมได้แบบชนิดที่ว่าเกือบไป


            “ระวังกันหน่อยเซ่พวกนาย” ซันจิลงพื้นอย่างสวยงามขณะที่ลูฟี่อุซปนอนกองกันสองคน อุซปตะคอกเขากลับว่า ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้รึไงห่ะ! ดันเตะซะเต็มแรง “ฉันไม่มีทางทำร้ายโรบินจังเด็ดขาด เลิกงอแงแล้วก็ลุกขึ้นมาได้แล้ว ” ซันจิเถียงกลับแล้ววิ่งเข้าไปช่วยแซมที่ต่อสู้อยู่ ลูฟี่อุซปมองข้างบนตัวเขาก็กรี้ดบ้านแตกพลางวิ่งหลบใบมีดที่ผ่ากลางตัว โซโลวิ่งหลบการกวัดแกว่งของขาคู่ยักษ์ที่โจมตีไม่สนพวกไม่สนศัตรู เขาฝ่าวงล้อมออกมาได้สำเร็จและข้างหน้าเขาคือชายแก่ที่ยืนนิ่งไม่รู้ตัว มือใหญ่ง้างดาบฟาดฟันลงกระแทกกระบองคู่ยาวของนามิที่เข้ามาสกัดกั้นการโจมตีของเขาจนเกิดประกายไฟด้วยแรงปะทะ


            “พับผ่า!” โซโลสบถเมื่อแขนมากมายงอกออกมาจากตัว เข้ารัดกุมร่างเขาลอยค้างกลางอากาศ นามิควงกระบองลากสายฟ้าที่สร้างจากแบล๊กบอลจำนวนมากกระทุ้งกลางอกชายหนุ่ม “ อ้ากกกกกก!!” บรูคใช้ดาบฟันแท่งเหล็กของนามิกระเด็นขึ้นช่วยโซโลไว้ได้ตามด้วยลูฟี่ที่ดีดตัวเข้าไปชกใส่อาร์มันโด้ด้วยหมัดเคลือบฮาคิเกราะก่อนจะโจมตีต่อเนื่องด้วยท่าปืนกลยางยืดแบบไม่ยั้ง นามิกระโดดเหยียบหน้าผีนักดนตรีขึ้นไปรับอาวุธ บรูคที่เงยหน้าขึ้นถึงกับเลือดพุ่งเพราะตัวเขาอยู่ใต้กระโปงนามิพอดีด้วยความหื่นกามทำให้เขาไม่ระวังตัวถูกฟ้าผ่าเข้าเต็มเปา


            “อ่ะ จ้ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!


            “บรูค!” ลูฟี่เผลอปล่อยช่องโหว่ให้อาร์มันโด้ได้เข้าจับตัวเขา


            “จับได้แล้ว” ชายแก่จุดไฟขึ้นที่มือและอัดพลังเข้ากลางลำตัวหนุ่มหมวกฟางจนกระเด็นไปไกล โซโลอาศัยจังหวะนั้น ควบสองดาบฟันใส่อาร์มันโด้ “!?” ชายแก่เซไปข้างหลัง มองแขนข้างขวาที่ถูกฟันเลือดสาดอย่างขุ่นมัว โซโลยิ้มที่เขาสร้างรอยแผลได้ ชายสวมหน้ากากเข้าปกป้องผู้เป็นนายจากหนุ่มนักดาบพร้อมกับนามิที่ฟาดกระบองลงมาจากข้างบน โซโลไหวตัวดีดร่างตนเองออกมาจากวงล้อม หญิงสาวไม่ลดละ วิ่งตามพร้อมทั้งรวมสายฟ้าด้วยท่าธันเดอร์บลีดเทมโปไล่มาติดๆ ทว่าจู่ๆก็มีเงาดำเข้าครอบคลุมทั้งสอง  โซโลมองขึ้นข้างบนก็เห็นเท้ากลางหัวเขากำลังถ่วงน้ำหนักลงมา เขาเบี่ยงตัวหลบครั้นทำให้นามิเข้าประจันหน้ากับท่าไม้ตายของโรบินจนทั้งสองชะงักค้างเพราะต่างฝ่ายต่างได้รับความเสียหาย โรบินโดนไฟฟ้าสถิตขยับตัวไม่ได้ส่วนนามิถูกแรงปะทะกระแทกลงพื้นจนแน่นิ่ง อาร์มันโด้หงุดหงิดขึ้นมาเพราะลูกสมุนนับร้อยถูกจัดการไปได้มากกว่าครึ่ง ถึงแม้จะมีมาเรื่อยๆมันก็ต้องหมดลงแต่น่าแปลกที่น่าจะมีมากกว่านี้แต่ลูกน้องเขากลับเงียบเอาซะเฉยๆ เกิดอะไรขึ้นด้านล่างกัน?


            “อ๊ะ!?” ระหว่างอาร์มันโด้มัวแต่หลงในความนึกคิด โซโลกับซันจิวิ่งเข้ามาผนวกโจมตีใส่อย่างรวดเร็วจนชายแก่เกือบป้องกันแทบไม่ทันแต่การโจมตีเมื่อกี้สร้างความเสียให้เขาพอสมควร เขากางแขนหันฝ่ามือใส่สองหนุ่มที่เข้ามาคนล่ะทิศคนล่ะทางก่อนจะชาร์จลำแสงยิงจนทำให้รอบตัวร่างสูงใหญ่ระเบิดเป็นจุดๆ ควันที่พวยพุ่งบดบังวิสัยทัศน์ชายแก่จนมองไม่เห็นโซโลกับซันจิพรวดออกมาจากกลุ่มก้อนควัน


            “เดวิลจัมป์ บิอันคิวอิ กริลช็อต!/ผ่าอสูรนรกเพลิง!” การโจมตีของทั้งสองเข้าฟาดฟันร่างของอาร์มันโด้เต็มๆ ชายแก่เซถอยหลังอีกครั้ง เขางอตัวเล็กน้อย มือกอบกุมเลือดที่หยดลงพื้นผ่านอุ้งมือใหญ่ อาร์มันโด้กัดฟันพลางมองหาพวกจอมจุ้นอย่างวาวโรจน์ มือข้างหนึ่งเปลี่ยนตำแหน่งไปกุมรอยไหม้ที่ไหล่ข้างขวา  


            “เร็วเข้า แซมมมมมมม” ลูฟี่ลอยสูงกลางอากาศพองตัวขนาดใหญ่ บนท้องเข้าบีบอัดลูกกระสุนปืนใหญ่สะสมไว้และรอลูกสุดท้ายจากแซม

            “รอเดียว!” แซมถีบคนที่คุมกระบอกอาวุธ รีบเล็งตำแหน่งปืนใหญ่ไปที่ลูฟี่ก่อนที่มันจะยิง ทันทีที่กระสุนนัดสุดท้ายพุ่งเข้ามารวมตัวกันครบ ชายหนุ่มสูดลมหายใจบีบอัดท้องและเด้งลูกกระสุนยิงไปทางอาร์มันโด้ในคราวเดียวพร้อมทั้งร้องเรียกพลซุ่มยิงที่เตรียมรอรับคำสั่ง


            “กระสุนไฟฟินิกซ์แบบดับเบิ้ล!


            กระสุนเพลิงรูปนกสองนัดพุ่งไปอย่างรวดเร็วตามหลังกระสุนปืนใหญ่หลายสิบลูก อาร์มันโด้ที่หลงอยู่ในโทสะพึ่งเห็นก็ถึงกับตัวแข็งทื่อจนไม่สามารถหลบการโจมตีทั้งหมดได้ด้วยระยะเวลาสั้นๆ


ตูมมมมมมม!!!


            “เสร็จล่ะ!” อุซปยกมือไชโย ลูฟี่โจนตัวลงนั่งยอกับพื้น ยิ้มให้กับชัยชนะหลังโดนเล่นซะนาน แซมวิ่งเข้ามารวมพลกับพวกเขาพลางปลายตาดูกลุ่มควันที่เกิดจากแรงระเบิดอันมหาศาล โซโลกับซันจิช่วยกันหามบรูคที่สภาพลอแลไม่น้อย


            “ได้ผลไหม” ซันจิพูด


            “โดนเข้าไปขนาดนั้นก็ต้องมีทรุดกันบ้างล่ะน่า” อุซปตอบ โซโลมองหาหญิงสาวสองคนโดยเฉพาะโรบินแต่พอกวาดตาไปรอบๆ เขากลับไม่เห็นใครสักคน


            “เฮ้ สองคนนั้นล่ะ?” โซโลถาม


            “อ้าว ไม่ใช่ว่าอยู่ตรงนั้นเหรอ?” อุซปมองไปยังตำแหน่งที่ว่างเปล่า “ไม่อยู่แฮะ?” เขาหันกลับมามองพรรคพวกก่อนจะงุนงงที่ทุกคนนิ่งไปตอกันหมด ชายหนุ่มจมูกยาวเงยหน้าไปมองที่ที่เพื่อนๆพากันค้างสนิทก็ต้องนิ่วหน้าปากสั่น หมอกสีเทาเริ่มจางลงปรากฏกายของชายแก่ที่กำลังบิดคอไปมาอย่างเมื่อยล้า บนร่างกายไร้ซึ่งบาดแผลที่น่าจะเป็นผลพวงมาจากการโจมตีของพวกเขาแต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พวกลูฟี่ตกตะลึง แต่เป็นร่างของหญิงสาวที่ยืนนำหน้าอาร์มันโด้ต่างหาก!


            “เฮ้อ น่าเสียดาย” อาร์มันโด้ยิ้มเยาะให้กับสีหน้าของแต่ล่ะคน โรบินกับนามิล้มลงไปนอนกับพื้นด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลที่เอามาเป็นเกาะกำบังชายแก่ ในเสียววินาทีพวกเธอทุ่มตัวป้องกันผู้เป็นนายตามสัญชาตญาณทำให้ได้รับการโจมตีของกลุ่มพวกฟางเข้าอย่างจัง แซมปิดปากตัวเองเมื่อพวกเธอทำพลาดอย่างร้ายแรงก่อนจะลดมือเล็กน้อยเมื่อเห็นสองสาวขืนตัวขึ้นพร้อมกับเศษหน้ากากที่แตกหล่นลงมา


            “ดูนั้น หน้ากากแตกแล้ว!” แซมเรียกสติพวกลูฟี่


            “เฮ้ นามิ โรบิน!!!” อุซปตะโกนลั่น โซโลจ้องโรบินที่ค่อยๆหงายหน้าขึ้นมา ดวงตาที่มืดบอดสนิทและใบหน้าเรียบเฉย ไม่ใช่ นี้มันไม่ใช่เธอ! “ทำไมยัยพวกนั้นถึงยังนิ่งอยู่ละ เฮ้! ข้างหลังอันตรายยยยย รีบหนีเร็วววววว”


            “พวกเขายังโดนควบคุมอยู่” เพื่อนในกลุ่มพากันตกใจในประโยคที่โซโลพูดขึ้นมา


            “เป็นไปได้ไง!” อุซปลั่น


            “ฉันเคยเห็นดวงตาแบบนั้นตอนที่สู้กับพวกนักเลงครั้งก่อน ขนาดโดนฟันไปแล้วหมอนั้นยังยืนได้แบบสบายๆ ที่ใส่หน้ากากก็เพื่อกันไม่ให้เห็นสีหน้าผิดปกติด้วยสินะ” โซโลนึกถึงคนที่เกือบจะทำร้ายเขาที่ร้านขายไอศกรีม

 

           “นั้นสิ สภาพแบบนั้นธรรมดาก็ไม่น่าจะลุกไหวอยู่แล้ว” ซันจิขมวดคิ้วอย่างกังวล เขารู้สึกหวงหญิงสาวเอามากๆ นามิมีบาดแผลฟกช้ำทั่วร่างกายและหัวไหล่ขวามีเลือดอาบลงมามากกว่าจุดอื่นในขณะที่โรบินดูเหมือนจะได้รับความเสียหายมากที่สุดเพราะยืนล้ำนามิไประยะหนึ่ง รอยแผลตามร่างกายของสาวผมดำและขาข้างซ้ายที่น่าจะกระดูกร้าวประกอบกับหัวแตกจนเลือดอาบใบหน้าซีกขวา


            “แกทำอะไรพวกเขา!?” แซมยิงคำถามใส่อาร์มันโด้อย่างแข็งกร้าว อาร์มันโด้ยักไหล่น้อยๆและแสดงสีหน้าสะใจให้กับความผิดหวังของพวกลูฟี่ที่คิดว่าจะได้พวกพ้องคืน


            “การสัมผัสโดยตรงเหมือนกับพ่อของเธอยังไงล่ะ” ชายแก่ว่า “จริงอยู่ที่หน้ากากเป็นศูนย์ควบคุมส่งผ่านมาจากหินอุกกาบาตหรือตัวฉันแต่สำหรับคุณผู้หญิงทั้งสองมันก็แค่ของบังหน้า พวกเธอน่ะพิเศษ ถ้าอยากช่วยพวกมัน วิธีการคงไม่ต้องอธิบายซ้ำซากเพราะเธอน่าจะรู้ดีแก่ใจ ซาแมนด้า ครั้งหนึ่งที่เธอเกือบจะทำมันแต่แล้วก็จบลงที่กองเลือดและไฟสรรเสริญ” แซมรู้สึกปวดร้าวที่แผลเก่าทันทีที่หลงเข้าไปในฝันร้ายเดิมๆ วันที่เธอเกือบตาย โซโลซันจิเดินขึ้นนำหน้าแซมไปหยุดขนานกัน รอให้กัปตันของพวกเขาเดินแทรกเข้ามาอยู่ตรงกลาง ลูฟี่โยนชุดนอกออกจนเหลือเสื้อเชิ๊ตแดงก่อนจะก้มลงชกหมัดใส่พื้นดัง ปั๊ก! และร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อน ไอร้อนที่ระเหยออกมาจากร่าง


            “มีแค่แก...”


            “หือ?”


            “แกเท่านั้นที่ฉันให้อภัยไม่ได้ Gear 2!!!” ลูฟี่วาบไปโผล่ต่อหน้าชายแก่อย่างรวดเร็วก่อนจะผลักร่างของเขาทะลุกำแพงเป็นชั้นๆไกลสุดลุกหูลุกตา นามิโรบินหันหลังกลับรีบวิ่งตามปช่วยอาร์มันโด้ทว่าก็ถูกโซโลและซันจิยืนขวางหน้า

 

           “คุณนามิ ผมไม่ยอมให้คุณทำอะไรไปมากกว่านี้แล้ว” ซันจิกับบรูคที่พึ่งฟื้นยืนกรานจะหยุดยั้งเธอด้วยกำลังของพวกเขา


            “ได้สติสักที โรบิน” โซโลจับด้ามอาวุธตรงสายคาดเอวยืนคู่กับอุซปที่ตั้งมั่นอย่างห้าวหาญเป็นเพื่อนแม้ใจจะลุกลี้ลุกลนด้วยความหวาดกลัวเพราะต้องเผชิญจอมโหดอย่างโรบิน แซมรีบวิ่งตามลูฟี่เข้าไปปล่อยให้สี่คนจัดการสองสาวกันเอง การต่อสู่เปิดฉากขึ้นอีกครั้งในห้องโถงใหญ่ ถึงปากบอกจะห้ามปรามพวกเธอแต่ใช่ว่าในห้องมีแค่เธอสองคน ลูกสมุนอีกมากกว่าครึ่งยังลอยหน้าลอยตานับไม่ถ้วน ความลำบากที่ยากยิ่งคือพวกเขาไม่มีใครกล้าทำร้ายหญิงสาวเลยสักคน กับซันจิยิ่งไม่ต้องพูด สุภาพบุรุษหื่นกามอย่างเขาเคร่งครัดเรื่องห้ามทำร้ายผู้หญิงอยู่แล้ว ตอนนี้ถ้าจะตอบโต้ได้ก็มีเพียงจัดการชายสวมหน้ากากที่เหลือและหลบท่าไม้ตายของพวกเธอให้ได้ก็เกินทน โซโลพยายามคิดหาวิธีหยุดโรบินแต่ตัวเขารู้ดีว่าต่อให้จับมัดหรือล็อกแขนขาเธอยังไง เธอก็สามารถจัดการพวกเขาได้ง่ายๆ ชายหนุ่มคาบวาโดอิจิมอนจิแล้วใช้เพลงดาบเก็บศัตรู “วิชาสามดาบ เชือกทมิฬใต้ฝุ่นยักษ์!


            “ครืด ครืดดดด” โซโลกดปุ่มแมลงสื่อสารติดต่อพวกช็อปเปอร์ข้างล่าง “เฮ้ ช็อเปอร์ ได้ยินไหม พวกนายยังไปไม่ถึงห้องเก็บหินบ้านั้นอีกเรอะ” เมื่อสัญญาณเชื่อมเขารีบว่าพร้อมหลบหลีกการจู่โจมอย่างกะทันหันของโรบิน


            “ครืดดดด...โซโล!...ตอนนี้ข้างล่างมีพวกมันเต็มไปหมดเลย” ช็อปเปอร์ตอบกลับมา


            “ได้ไง!?


            นี้แฟรงกี้พูด เราเจอพวกเฉลยที่ถูกจับ ไม่ทันระวังเลยเจอพวกมันเข้า แต่ไม่นานเกินรอพวกเรา..ครืดดด....กำลังรีบไปที่ห้องเก็บหิน ช่วยรออีกหน่อย ครืดดด


            “รีบจัดการเร็วเข้า ฉันยั้งยัยโรบินแทบไม่อยู่แล้วนะ” อุซปแทรกสายเข้ามาด้วย


            “เร่งเข้า!” โซโลวิ่งพุ่งไปหาโรบิน “อุซป ล่อยัยนั้นให้ที” ชายหนุ่มตะโกนบอกอุซปที่ยิงกราดแข่งกับพวกชายสวมหน้ากากทั้งหลบท่าของโรบินที่ใช้หกมือยักษ์ไล่จับเขา


            “แล้วที่ทำอยู่นี้มันเรียกว่าอะไรกันห่ะ!” อุซปเร่งฝีเท้าเต็มสปีดแล้วเบรกเท้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวอย่างใจดีสู้เสือ “โรบิน! คนอย่างเธอทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ถ้าแน่จริงก็จับท่านอุซปผู้นี้ให้อยู่หมัดสิ” ไม่ทันขาดคำแขนนับสิบก็งอกออกมาจากลำตัวก่อนจะรัดร่างเขา อุซปแหกปากร้องด้วยความตกใจพลางด่าตัวเอง นั้นไง หาเรื่องแล้วไหมล่ะ! เขาบิดตัวโยกซ้ายทีขวาที ร้องขอชีวิตสลับกับร้อง ตายแน่ๆ โซโลฝ่าศัตรูอ้อมไปด้านหลังเธอแล้วกระแทกปลายด้ามดาบเข้าท้ายทอยอย่างแรงซึ่งมันได้ผล โรบินเสียสมดุลไปชั่วขณะ อุซปรอดตายเพราะพลังของหญิงสาวสลายตัว


            “!?” ก่อนที่หนุ่มนักดาบจะได้ทำอะไรต่อ ชายสวมหน้ากากก็เข้ามายิงรัวด้วยปืนกลทำให้โซโลต้องชักดาบตัดลูกกระสุนเพื่อปกป้องโรบินก่อนสานต่อด้วยวิชาดาบเดียววิหคเหินกลับไป


            “โซโลหลบเร็ว” อุซปเตือนเขาขณะใช้แบล็คคาบูโตะดันดาบสามเล่มสามคนในเวลาเดียว โซโลหันขวัญไปไม่ทันระวังก็ถูกมือใหญ่ตบกระแทกใส่อย่างหนักหนวง ร่างของเขาลอยไปได้ระยะหนึ่งพอที่จะทำให้โรบินโจมเขาได้อีกรอบ โซโลกัดฟันเบาก่อนตัดสินใจหันคมดาบเฉือนมือยักษ์ที่กำลังจะจับร่างเขาแล้ววิ่งสวนตรงเข้าไปหาเธอด้วยความเร็วจนน่าเหลือเชื่อ โรบินไขว้แขนเรียกมือออกมาพันร่างโซโล ล็อกขา ล็อกแขน และคอก่อนที่เขาจะมาถึงตัว หญิงสาวออกแรงรัดแข่งกับชายหนุ่มที่ขูดรีดพละกำลังที่มีสลัดการจับกุมของเธอ โซโลพยายามก้าวขาเข้ามาหาเธอเรื่อยๆ มองบาดแผลบนร่างกายเธออย่างเจ็บปวด รวมถึงแผลที่ตัวเขาเป็นคนทำ เขาไม่รู้จะทำยังไง ทำยังไงถึงจะหยุดเธอได้


            “โรบิน ได้ยินที่ฉันพูดไหม”


            “......”


            “โรบิน อั่ก!” แขนที่เกี่ยวรัดคอเขาเริ่มจะแข็งข้อหนักขึ้น โซโลโน้มตัวไปข้างหน้าและยังคงฝืนร่างกายย่ำก้าวต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ โรบินค่อยๆหุบมือของเธอเป็นสัญญาณว่าเธอใช้ท่าหักคอกับชายหนุ่มอย่างไร้ปราณี แต่ด้วยร่างสะบักสะบอมนี้ การเคลื่อนไหวของเธอจึงติดขัดประกอบกับต้องคุมพลังยื้อชายหนุ่มไว้ด้วย “เข้มแข็งไว้สิ”


            “.....”


            “อย่าให้มันบังคับเธอ” โซโลขยับตัวไม่ได้เพราะโรบินเสริมกำลังแขนตึงขาเขาไว้กับพื้น ชายหนุ่มจ้องเธอแบบไม่วางตา กัดฟันหนักที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เวรเอ้ย! ได้สติสักที เธอน่ะ แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ร่างกายเธอมันเกินขีดจำกัดแล้ว เจ็บชะมัด ทั้งที่ไม่มีแผลหนักหนาสาหัสแต่พอมองเธอ มันกลับทำให้เขารู้สึกบ้าคลั่งไปหมด ขอร้องล่ะ ช่วยได้ยินเสียงของฉันหน่อย ส่งไปให้ถึง เสียงของฉัน ส่งไปให้ถึงเธอ


            “โรบินนน!!!

 


            “อ้ะ!?” เด็กหญิงร่างเล็กลืมตาโพล่งขึ้นมา เธอผลักตัวเองนั่งพลางหันไปมองข้างหลัง แต่แล้วเธอก็ไม่เห็นใครสักคนบนลานทุ่งดอกไม้สีขาว


            “มีอะไรหรือจ้ะ โรบิน” เจ้าของมือที่ลูบบนหัวเธออย่างแผ่วเบาถามด้วยความสงสัย โรบินหันมามองผู้หญิงเรือนผมขาว และมีใบหน้าคล้ายคลึงกับเธอ


            “หนูได้ยินเสียง เหมือนมีใครกำลังเรียกชื่อหนู” โรบินตอบผู้เป็นมารดา


            “ที่มีแค่เรา เราสองคน” นิโค โอลิเวียบอกเธอ


            “มีแค่หนูกับแม่..” โรบินโน้มตัวลงวางแขนซ้อนกันบนหน้าตัก ปล่อยให้โอลิเวียลูบผมเธอต่อ ร่างเล็กหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย


            โรบิน


            “ได้ยินอีกแล้ว” โรบินงึมงำกับตัวเอง แต่เธอคิดว่าตัวเองคงจะหูแว่วไปเองในเมื่อแม่บอกเธอว่าที่นี่มีแค่เรา...


            โรบิน กลับมา!


            “ใครกัน ใครกันที่เรียกฉัน” โรบินเด้งตัวเองขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ต่างกัน เธอเห็นชายหนุ่มผมสีเขียวผู้มีรอยขีดที่ตาข้างซ้าย นั่งคุกเข่า มีแขนมากมายพันธนาการทั้งตัว “นายเป็นเป็นคนเรียกฉันเหรอ?” ร่างของชายหนุ่มค่อยกระตุกราวกับเป็นภาพฉายที่เริ่มขาดตอน โรบินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาเขาแต่โอลิเวียดึงแขนเธอไว้เสีย


            “อย่าไปลูก” โอลิเวียห้ามโรบิน


            “แต่แม่ค่ะ เขากำลังลำบากอยู่หรือเปล่า” โรบินมองเธอสลับกับชายหนุ่ม “ทำไมเราถึงไม่..”


            โรบิน!


            “โซโล....” อยู่ๆภาพของกลุ่มคนมากมายก็ปรากฏเข้ามาในหัวและในนั้นมีชายหนุ่มตรงหน้าเธออยู่ด้วย “แม่ค่ะ อ้ะ!?” โรบินกำลังจะขอความช่วยเหลือเธอแต่ก็มีมือของใครบางคนเข้ามาบีบคอเธอจากข้างหลัง และเมื่อเธอหันไปคนที่บีบคอเธออยู่ก็คือ โอลิเวียที่มีดวงตาเหมือนกับอาร์มันโด้และรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง


            “มีแค่เรา แม่กับลูก”


            “มะ แม่”

 


            โซโลมองหญิงสาวที่นิ่งไปเสียดื้อๆ หรือว่าบางทีเธออาจจะได้ยินเสียงของเขาก็เป็นได้! โซโลรวบรวมกำลังดันทุรังตัวเองไปให้ถึงเธอ ต้องช่วย ช่วยให้ได้ ไม่อยากเสียเธอไป ไม่อยากให้เธอต้องเป็นอะไรทั้งนั้น


            “ช็อปเปอร์เร็วเข้า!” โซโลส่งข้อความไปถึงคนด้านล่าง ความหวังสุดท้ายที่จะทำให้โรบินพ้นจากพลังอำนาจของหินอุกกาบาต


            “ครืด..ครืดดดด...โซโล!...ครึ่ก..พวกเราทำลายมันได้แล้ว!” สัญญาณตอบกลับทำเอาชายหนุ่มอึ้งทึ่งไปชั่วขณะ เขารีบเชิดหน้าไปมองโรบินที่บิดตัวเกร็งด้วยความเจ็บปวด เธอกรีดร้อง ยกมือขึ้นกุมศีรษะตัวเองก่อนที่จะหมดสติฟุบลงไปและไม่ใช่แค่เธอ นามิเองก็มีอาการเดียวกันกระทั่งทรุดฮวบลงไปนอนคว่ำแนบพื้น เมื่อหนุ่มนักดาบหลุดจากพลังของหญิงสาว เขารีบวิ่งเข้าไปช้อนตัวเธอมาสำรวจทั่วทุกมุม บาดแผลฉกรรจ์ไม่ใช่น้อยจากครั้งเก่าแถมมีเลือดกำเดาเนื่องด้วยผลกระทบหลังพ้นการควบคุมของหิน


            “โรบิน เฮ้ โรบิน” เขาลองเรียกเธอดูแต่โรบินยังไม่มีท่าทีจะฟื้น ชายหนุ่มถอดเสื้อนอกออกแล้วเอามาคลุมร่างบอบบางในอ้อมแขนเพราะเสื้อผ้าเธอหลุดลุ่ยไม่ใช้น้อยจากการระเบิดเมื่อคราวนั่น อุซปวิ่งมาหาเขาแต่ก่อนถึงเจ้าตัวดันสะดุดพรมกลิ้งไม่หยุดก่อนจะถึงพวกเขาแต่แล้วก็คลานเข้ามาอย่างเร็วแล้วถึงล้มนอนอย่างเหนื่อยหอบ โซโลชักสีหน้าสมเพชหน่อยๆแต่ก็พอเข้าใจว่าระหว่างที่เขาสู้กับโรบิน อุซปเป็นเหยื่อล่อที่ดีสำหรับพวกชายสวมหน้ากาก แต่เดียวนะ ทำไมพวกมันถึงยังอยู่!?


            “ซะ โซโล พวกเราทำลายหินไปแล้วนิ ทำไมพวกบ้าเนี่ยถึงยังหน้าด้านยืนอยู่อีกล่ะ” เขากระตุกแขนเสื้อชายหนุ่มอย่างขอความเห็น “ช็อปเปอร์กับแฟรงกี้ก็ขาดการติดต่อไปด้วย” ระหว่างที่โซโลกำลังคิดว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครดึงเสื้อเขาเบาๆ ชายหนุ่มก้มลงดูก็เห็นว่าโรบินเป็นคนจับเสื้อกั๊กเขาเองแม้เธอจะยังไม่ลืมตา


            “โรบิน” โซโลคลี่ยิ้ม เธอฟื้นแล้ว!


            “หา? เดี๋ยว! เธอยังเป็นพวกมันอยู่มั้ย!?” อุซปตั้งการ์ดเลียนแบบกังฟูกันไว้ก่อน


            “หิน....ไม่ได้มีก้อนเดียว” เสียงของเธอแผ่วมากเพราะพึ่งฟื้นคืนร่างและความเจ็บปวดที่รุมเร้า “หินอีกก้อนอยู่ที่เขา อาร์มันโด้เก็บเอาไว้กับตัว” โซโลเมื่อได้ฟังก็ไม่รอช้าที่จะหยิบแมลงสื่อสารติดต่อพวกลูฟี่


            “ลูฟี่ หินไม่ได้มีก้อนเดียว อีกก้อนอยู่ที่หมอนั้น!!


            “ครืดดด..โอ้ว ฉันรู้ล่ะ ไม่ต้องห่วงอีกแค่หมัดเดียวฉันก็จัดการได้แล้ว” ลูฟี่ตอบกลับมา โซโลไม่ทันได้พูดอะไรต่อเสียงระเบิดก็ดังขึ้นดัง ตูมมมมมมมมมมม!!! และการระเบิดครั้งนี้ทำให้ตัวคฤหาสน์เริ่มจะพังลงมา โซโลรีบอุ้มโรบินขึ้นพาหนีก่อนที่มันจะถล่มลงมาทับพวกเขา ในการหลบหนีมีอุปสรรคเล็กน้อยตรงที่พวกชายสวมหน้ากากไม่ยอมลามือง่ายๆ ทว่าด้วยความกลัวตายของอุซป เขาใช้ความสามารถที่เรียนรู้มาจัดการชนิดที่ไม่ต้องให้โซโลร่วมวง กลุ่มของพวกเขาออกมาถึงข้างนอกได้สำเร็จ พวกเขาได้เห็นคฤหาสน์มอดไหม้ไปทั่วทั้งหลัง โซโลนั่งพักโดยคุกเข่าลงแต่ยังอุ้มโรบินไว้ด้วยอ้อมแขนอันแข็งแกร่งพลางมองดูไฟที่ลุกท่วม


            “อืมม..” โรบินครางด้วยความเจ็บ เธอลืมตามองชายที่โอบอุ้มเธอไว้ “โซโล..”


            “รู้สึกเป็นไงบ้าง” ชายหนุ่มถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง โรบินลองขยับตัวดูแต่ขยับได้ไม่มากก็ต้องหยุดกระทำเพราะเจ็บแผล “เฮ้! อย่าพึ่งขยับสิ เธอเจ็บหนักอยู่นะ” โซโลห้ามปรามเธอ


            “เกิดอะไรขึ้น” โรบินผ่อนลมหายใจอย่างอ่อนล้า


            “เธอถูกพวกมันควบคุม เธอกับนามิ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วที่เหลือก็แค่ปล่อยให้ลูฟี่จัดการ” เขาว่า


            “ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”


            “ถ้าเป็นเธอ ฉันยินดี”


            “โรบินจางงงงงงงงงง!!!” ประโยคสุดซึ้งของโซโลถูกกลบด้วยเสียงโหวกเหวกของซันจิที่แบกร่างนามิซิ่งมาแต่ไกล โดยมีบรูคไล่หลัง ชายหนุ่มหันไปตาขวางใส่ไอ้บ้านักรักที่ทำเอาเขาเสียเซลฟ์เบาๆ ราวกับถูกเตะอัดหน้าขาตอนกำลังโชว์สเต็ปขั้นเทพอะไรยังงั้น “ดีใจจังที่ปลอดภัย โรบินจัง เฮ้ย นี่แกยังรอดมาได้อีกเหรอฟะ” ประโยคหวานแฝงไปด้วยความห่วงใยมอบให้กับโรบินก่อนถ้อยคำผิดหวังจะพูดอัดหนุ่มหัวเขียว


            “เดียวปัดฆ่าทิ้งซะเลยนิ!” โซโลเลือดขึ้นหน้า มันน่าฆ่าให้ตายหนัก ถ้าไม่ติดว่าอุ้มร่างบางอยู่เขาจะเอาดาบแทงไอ้คิ้วยากันยุงนี้สักสองสามรู โรบินหัวเราะเบาๆก่อนจะกุมแผลด้วยความเจ็บเพราะสะเทือนเล็กน้อย


            “เธอโอเคนะ” โซโลเลิกกัดกับซันจิเพราะห่วงร่างบาง ถ้าช็อปเปอร์อยู่คงจะรักษาเธอได้ทันที โรบินพยักหน้าน้อยๆก่อนเสียงระเบิดจะดังขึ้นอีกครั้ง พวกเขามองดูคฤหาสน์ย่อยยับลงไปทุกที สะเก็ดไฟลอยท่วมไปทั่วอากาศ หากมองมาจากทางไกล คงจะเป็นกองเพลิงที่บ่งบอกถึงการดับสูญและเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง


           

            “แฮ่กๆ” ลูฟี่หอบหายใจรัวเร็วหลังกำราบอาร์มันโด้และทำลายหินอุกกาบาตไปได้พร้อมๆกัน แซมเกาะเสาพลางมองความสำเร็จของชายที่แข็งแกร่งตรงหน้า เขาทำสำเร็จ เขาชนะแล้ว น้ำใสอุ่นคลอเบ้าดวงตาสีฟ้าอย่างสุขใจ ลูฟี่ยืดตัวตรงหันมายิ้มหยีฟันให้หญิงสาว การต่อสู้เป็นไปอย่างเข้มข้นทว่าในท้ายสุดเขาก็สามารถคว่ำคู่ต่อสู้ได้ ดีที่อาร์มันโด้ไม่ใช่พวกมีพลังปีศาจอย่างเขา ไม่งั้นคงกินเวลานานกว่านี้ ขณะนั่นเองพื้นของคฤหาสน์ก็สั่นแรงมากจนพวกเขายืนแทบไม่อยู่


            “บ้าจริง หนักเอาการเลยแฮะ” ลูฟี่นั่งติดพื้นด้วยการสั่นไหว


            “ยังไงก็ต้องรีบออกไปก่อนที่คฤหาสน์จะถล่ม” แซมบอกพลางเดินไปหาร่างของพ่อเธอและรวบรวมแรงแบกร่างของชายแก่ขึ้น ลูฟี่กำลังเข้าไปช่วยแต่แล้วเพดานก็พังลงมา!


            “แซม!” หนุ่มหมวกฟางเข้าไปช่วยไม่ทัน เขาตะโกนเรียกหาเธอพลางหลบซากปรักหักพังที่ร่วงลงมาไม่หยุด แซมที่ติดอยู่ใต้ซากเพดานที่หล่นทับกำลังช็อคอย่างหนัก เธอมองร่างสูงโตที่ใช้ตนเองเป็นโล่บังให้เธอ หยดเลือดไหลลงมาติดแก้มเปรอะฝุ่นของเธอเป็นหยดๆ หญิงสาวเม้นปาก ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา


            “พ่อ...” เสียงของเธอสั่นระริก


            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” อาร์มันโด้ที่กลับมาเป็นคนเดิมยิ้มให้กับเธอ “ดีใจที่ได้พบลูกอีกครั้ง”


            “ทำไมล่ะ ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้วแท้ๆ” แซมว่า “หนูไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว”


            “ลูกไม่ได้ตัวคนเดียว ซาแมนด้า ลูกมีเพื่อน ยังมีคุณปู่และประชาชนในเมืองนี้...”


            “แต่หนูอยากอยู่กับพ่อ!” เธอปิดตาที่ปล่อยสายน้ำแห่งความโศกเศร้า “หนูนะ ไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว”


            “ลูกต้องเข้มแข็งไว้ ซาแมนด้า เพื่อทุกคน เพื่อตัวของลูกเอง อาจจะเห็นแก่ตัวไปหน่อยแต่ช่วยดูแลเมืองนี้ต่อจากพ่อด้วย ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ลำบากมากเลยสินะ” อาร์มันโด้ขอร้องเธอทั้งหลั่งน้ำตา เขาอยากอยู่กับลูกทว่าโชคชะตากลับกลั่นแกล้ง ชายแก่เหลือบดูแท่งเหล็กที่เสียบทะลุร่างก่อนจะเงยหน้าไปมองหนุ่มหมวกฟางที่ยืนตรงหน้าเขา “ฝากลูกสาวฉันด้วย” ชายแก่วอนขอให้ลูฟี่พาเธอไป พาร่างที่สลบไสลไปยังที่ปลอดภัย ลูฟี่เข้าไปอุ้มร่างของแซมออกมาพร้อมกับจ้องใบหน้าของอาร์มันโด้

            “อือ ฉันสัญญา”


           

             การรบราฆ่าฟันจบลงด้วยชัยชนะของกลุ่มโจรสลัดหมวกฟาง ในฐานะธิดาแห่งเมืองริวเซย์กัง แซมจำเป็นจะต้องขึ้นมาปกครองเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายและลงมือจัดระบบใหม่ทั้งหมด คืนสู่สมัยที่พ่อเธอปกครองไม่ใช่หินอุกกาบาตก้อนนั้น เธอปลดปล่อยพวกที่เคยถูกล้างสมองกลับคืนสู่บ้านของพวกเขา ข่าวที่ว่ากลุ่มโจรสลัดหมวกฟางเป็นอาชญากรแก่เมืองก็ถูกปิดเป็นความลับ ยังดีที่มีไม่กี่คนที่จำเรื่องการต่อสู้ของคืนนั้นได้ ส่วนใหญ่สลบไปกันก่อนจะได้ทราบบทสรุปของการต่อสู้ พวกลูฟี่ยังคงอาศัยอยู่ที่เกาะไปอีกสักพักเพื่อดูอาการของโรบินและนามิ แซมบอกให้พวกเขาพาพวกเธอไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ แต่ช็อปเปอร์อยากให้สองคนอยู่ที่เรือเพื่อที่ตนจะได้เฝ้าดูความเป็นไปได้สะดวก เธอจึงคอยส่งเครื่องบรรณาการเป็นการไถ่โทษและคำขอบคุณจากใจแทน ซึ่งประกอบไปด้วยทองคำ เพชร ของใช้จำเป็นจำพวก อาหารและยา


            “งั่มๆๆ” ลูฟี่กินข้าวแบบจัดหนักจัดเต็ม เขาเขมือบไม่หยุดมาหลายมื้อ แซมกับวิลเลียมนั่งเหงื่อตกกันเพราะความตะกละตะกลามของหนุ่มหมวกฟาง พวกเขานั่งรับประทานมื้อเที่ยงข้างนอกห้องครัวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “นามิ ถ้าเธอไม่กินฉันกินเองนะ แอ้ก!” ลูฟี่มองเนื้อในจานของสาวต้นหนก็นึกอยากจึงยื่นมือเข้าไปแต่ก็โดนซันจิใช้ส้นเท้าตอกหัวอย่างแรง


            “ในจานแกก็มี กินให้หมดสิเฟ้ย” ซันจิว่าพลางถือถ้วยซุปร้อนๆวางตรงหน้าหญิงสาว “คุณนามิ ทานซุปสักหน่อยนะครับ ร่างกายจะได้แข็งแรง”


            “ขอบคุณจ้ะ ซันจิคุง” แค่คำขอบคุณและรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ก็ทำให้หัวใจของหนุ่มกุ๊กขาดำเติมเต็มอย่างล้นหลามจนตัวเขาหยุดหมุนด้วยความความสุขไม่ได้ นามิก้มลงทานซุปอย่างเบามือพลางมองโซโลที่นั่งอยู่บนขอบเรือ ไม่มาร่วมทานอาหารกับคนอื่นๆ จะว่ามีเขาคนเดียวก็ไม่ได้ โรบินเองก็ยังไม่ฟื้นแม้จะผ่านมาเกือบ 2 วัน เธอดันเป็นคนแรกที่ฟื้นเพราะบาดแผลไม่หนักเท่าสาวผมดำ


            “ช็อปเปอร์ไปไหน” อุซปมองหาคุณหมอตัวน้อย


            “อ้อ เมื่อกี้เขาบอกว่าจะขึ้นไปดูคุณโรบินสักหน่อยนะครับ” บรูคตอบอุซป


            “ขอโทษนะทุกคน เพราะฉัน..” แซมรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่อง


            “หยุดพูดคำว่าขอโทษสักทีเถอะ ทั้งฉันและคนอื่นๆต่างตัดสินกันเองว่าจะทำ แถมตอนนี้ มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีก” ลูฟี่พูด


            “ขอบคุณนะ ลูฟี่ ขอบคุณที่ช่วยฉันและก็....พ่อของฉัน” แซมขอบคุณเรื่องทั้งหมดที่ลูฟี่ทำและเรื่องตอนที่ช่วยเธอออกมาจากคฤหาสน์พร้อมกับพ่อของเธอด้วย เขาไม่ได้ทอดทิ้งอาร์มันโด้ให้จบชีวิตที่นั่นแต่กลับใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแบกทั้งคู่ออกมาด้วยตัวคนเดียวถึงทีแรกอาร์มันโด้จะยืนกรานให้ช่วยแค่ลูกสาวเขาแต่ลูฟี่ก็ค้านกลับว่าเขารับปากจะช่วยแซมแต่ไม่ได้บอกว่าจะทิ้งชายแก่ไว้ที่นี่ แซมส่งพ่อของเธอไปพักรักษาอยู่ที่ห้องพักฟื้นในโรงพยาบาล เธอมั่นใจว่าอีกไม่นานเธอจะได้กลับมามีความสุขตามประสาพ่อลูกอีก


            “ก็สัญญาเอาไว้แล้วนิ ฮิฮิฮิ” ทั้งแซมลูฟี่ต่างยิ้มให้กัน และหัวเราะอย่างที่ไม่ได้หัวเราะมานาน


            “ยิ้มออกแล้วสินะ” เสียงของใครบางคนหยุดการกระทำของพวกเขา


            “เฮ้ โรบิน!” อุซปตะโกนดังลั่นเป็นคนแรก


            “โรบิน” นามิยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนสาวฟื้นแล้ว


            “โรบินจางงง ผมคิดถึงคุณมากเลยคร้าบบบ” ซันจิหัวใจเบิกบานอีกครั้ง


            “โอ้ว คุณโรบิน” บรูคพูดข้างแฟรงกี้ที่ยิ้มให้กับการกลับมาของเธอ


            “คุณโรบิน” แซมรู้สึกดีใจสุดๆ


            “โรบินนนนนนนน!!!” ลูฟี่ชูแขนตะโกนเรียกชื่อเธอดังราวกับเป็นการประกาศเปิดงานฉลอง โซโลมองโรบินเดินลงมาจากบันไดโดยมีช็อปเปอร์ร่างวอร์คพอยต์ทำหน้าที่แทนไม้ค้ำยันและพาเธอลงจากชั้นบน ความรู้สึกที่เจือจางกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง ในที่สุดก็ฟื้นแล้วสินะหลังจากที่สลบไปจากตอนนั้น ทำคนอื่นเขาเป็นห่วงกันหมด ชายหนุ่มยิ้มพลางมองดูเธอที่กำลังพบปะกับเพื่อนๆในกลุ่ม


            “สีหน้าดูเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ แซม ดูดีกว่าครั้งแรกเสียอีก” โรบินพูด


            “เพราะคุณโรบินนั่นแหละ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งฉัน” แซมกุมมือโรบินราวกับต้องการส่งผ่านความรู้สึกของเธอให้โรบินรับรู้ นามิเข้ามาสวมกอดโรบินอย่างคิดถึงตามมาด้วยพวกเพื่อนๆเธอที่พากันห้อมล้อมก่อนจะถูกช็อปเปอร์โวยวายใส่เพราะกลัวโรบินขาดอากาศ ในเย็นวันนั้นแซมกับลูกน้องของเธอช่วยกันจัดงานฉลองบนเรือเธาซันด์ ซันนี่ พ่อครัวใหญ่ในงานนี้จะเป็นใครไม่ได้นอกจากซันจิ เขาตระเตรียมอาหารเลิศรสเพื่อหญิงอันเป็นที่รักถึงสามคน(ที่เหลือเป็นแค่ของแถมราคาถูก) ลูฟี่เปิดงานโดยการกลืนเนื้อก้อนใหญ่โชว์ในคราวเดียวก่อนจะชนเหล้า ดื่มกันอย่างสนุกสนานโดยมีบรูคเป็นคนบรรเลงเพลงให้งานเลี้ยงดูครึกครื้น โรบินแยกมายืนอยู่ตรงสวนดอกไม้บนดาดฟ้าเรือคนเดียวเพราะเธอต้องการสูดดมกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ไม่ได้สัมผัสมานาน โซโลแอบแยกตัวออกมาจากกลุ่ม ขณะที่เขากำลังจะขึ้นบันไดไปหาโรบิน แซมก็เรียกเขาเสียก่อน


            “คุณโซโล”


            “หืม เธอเองเรอะ”


            “คุณโซโลน่ะ ชอบคุณโรบินใช่มั้ย” แซมยิ้มให้เขาขณะที่โซโลเหวอรับประทาน


            “เอาอะไรมาพูด ฉันไม่เห็นจะเข้าใจเลย” เขารีบปัดข้อกล่าวหา


            “ปิดฉันไม่ได้หรอก คุณน่ะดูออกง่ายจะตาย” แซมยังคงยิ้มอย่างมีชัย โซโลแทบจะกัดลิ้นตัวเองที่ปล่อยให้คนนอกมาล่วงรู้ความรู้สึกของเขา “ฉันเชื่อว่าคุณโรบินต้องชอบคุณแน่ พยายามเข้านะ” หญิงสาวผมแดงอำลาด้วยคำอวยพรก่อนจะปล่อยให้หนุ่มนักดาบมองตามอย่างหงุดหงิดเบาๆ โซโลก็พึ่งเข้าใจว่าการที่เขามีอาการผิดปกติเวลาอยู่ใกล้โรบินก็เพราะ เขาชอบเธอ มันไม่สามารถเรียบเรียงเป็นคำพูด พอที่จะบอกสาเหตุหรือต้นตอของความรู้สึก หัวใจที่เต้นรัวและแผ่วเบาจากข้อความในหนังสือทำให้เขาตระหนักได้อย่างหนึ่งคือ เธอสำคัญกับเขามากแค่ไหน โซโลเปิดประตูห้องโถงออกมาก่อนจะเดินไปยังที่ที่โรบินยืนอยู่เพียงลำพัง


            “โซโล?”


            “มาทำอะไรที่นี่คนเดียว”


            “ข้างล่างค่อนข้างเสียงดังไปหน่อย ก็เลยออกมา” โรบินเดินมาพิงระเบียงพลางทอดสายตามองพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า สายลมอุ่นพัดผ่านร่างของหญิงสาวและเส้นผมที่ปลิวไสวสะท้อนแสงอัสดงทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังใจเต้น ตึกตักๆ โซโลเดินเข้าไปหยุดข้างหญิงสาว ลอบมองใบหน้าและรอยยิ้มอ่อนหวาน “มันไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว” โรบินพูดขึ้นพร้อมกับหลับตาก้มหน้าลง


            “อะไร?” โซโลถาม


            “ตอนที่ถูกหินนั้นควบคุม มันทำให้สิ่งที่ฉันเคยปรารถนาเป็นจริงถึงแม้จะเป็นเพียงความฝัน” โรบินว่า “ในวัยเด็กฉันไม่เคยต้องการอะไรนอกจากการได้อยู่กับแม่ ความรู้สึกในตอนนั่นมันยากที่จะปฏิเสธได้ว่ามันคือภาพหลวงตาที่สร้างขึ้น”


            “....” เขาจ้องโรบินอย่างเงียบๆ


            “อบอุ่น...อบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันโหยหาสิ่งนี้มาทั้งชีวิต ความรัก ความสุข แต่โลกมักจะพลัดพรากบางอย่างของคนทุกคนไปเพื่อไม่ให้มนุษย์สมบูรณ์แบบ ฉันอยากขอบคุณหินอุกกาบาตก้อนนั้นที่อย่างน้อยก็มอบช่วงเวลาดีๆสักครั้งในชีวิตเหมือนกับคนอื่นๆและไม่เคยนึกโกรธโลกใบนี้ที่ช่างเล่นตลกกับเรา แอบรู้สึกโกรธตัวเองอยู่เหมือนกันที่หลวมตัวไปกับสิ่งที่มันไม่มีทางเป็นจริง ฉันน่ะ ก็แค่อยากมีความรู้สึกแบ....อ้ะ!?” โรบินพรรณนาอย่างเหม่อลอย เธออยากเป็นอย่างในความฝัน ได้อยู่กับแม่อย่างมีความสุข ทว่าระหว่างที่รู้สึกสลดใจเธอก็ถูกโซโลกระชากตัวมาสวมกอด “โซโล..” โรบินถูกกอดจนแน่นทำให้หน้าของเธอซุกแผงอกของชายหนุ่ม


            “เธอรู้สึกยังไง” เขาถาม


            “เอ๊ะ?”


            “ไม่หนาวแล้วใช่มั้ย” โรบินนิ่งไปชั่วขณะ เธอยิ้มและยอมกอดเขาตอบพลางซุกใบหน้าในอ้อมอกของโซโล


            “อ่า....รู้สึกอบอุ่นมากเลย” เธอไม่ได้โกหกเขาเพราะเห็นว่าเป็นการปลอบขวัญ โรบินหลับตาและยิ้มอย่างซาบซึ้งในการกระทำของโซโล ใครจะนึกว่าผู้ชายขี้เมาคนนี้จะมีมุมอ่อนโยนแบบคนอื่นๆเขา “ขอบคุณ..” เธอถอนตัวออก ส่งรอยยิ้มหวานแก่เขา วินาทีนั้นชายหนุ่มจ้องมองเธออย่างชั่งใจ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปประทับริมฝีปากอวบอิ่ม ขยับปากของอีกฝ่ายจนเปิดกว้างพอที่จะสอดแทรกลิ้นเข้าไปหยอกล้อมอบสัมผัสร้อนไปทั่วใบหน้าของเธอ โรบินถึงจะตกใจแต่ก็ยังตอบรสจูบของเขาทั้งยังสนองกลับไปอย่างลืมตัวด้วยอารมณ์คล้อยตาม ทั้งสองจูบกันอยู่ได้สักพักก็ต้องหยุดลงโดยต่างคนต่างหอบหายใจ


            “อย่าพึ่งคิดอะไร ฟังฉันให้จบก่อน” โซโลห้ามปราบโรบิน “โทษทีที่วู่วามไปหน่อย แต่ช่วยไม่ได้ ฉันน่ะไม่ใช่เจ้าบ้าคิ้วม้วนซะด้วยที่จะให้พูดจาหวานเลียน การกระทำเท่านั้นที่ฉันพอจะแสดงให้เธอเข้าใจความรู้สึกของฉันในตอนนี้” ชายหนุ่มลูบท้ายทอยด้วยท่าทางเขินอายเบาๆ ก่อนจะถอนลมหายใจทิ้ง กลับมาสบตาอีกคนที่ยังนิ่งอึ้ง


            “ฉันชอบเธอ” ดวงตาของเธอเบิกกว้าง เพียงแค่ประโยคบอกรักธรรมดาประโยคหนึ่งก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นรัว โซโลรู้มันอาจกะทันหันไปหน่อยแต่ชายหนุ่มไม่อยากอัดอั้นมันอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องคิดต้นคิดปลายอีก เบื่อที่จะต้องมานั่งทบทวนความรู้สึกตัวเองทั้งที่ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาชอบเธอ บ้าเองที่ไม่เชื่อเสียงเรียกร้องของหัวใจ พอสูญเสียเธอไปมันถึงทำให้รู้ว่าทุกย่างก้าวเมื่อไม่มีเธออยู่รอบกาย มันทำให้หัวใจเขาอ่อนแรงลงทุกวินาที โซโลกุมมือของเธอขึ้นมาทาบกลางอกของตน จับจังหวะของหัวใจที่ผิดเพี้ยนไป


            ตึกตักๆ


            “.....” โรบินหรี่ตาลงจ้องไปตรงมือที่ถูกเขากอบกุมไปกลางอก ปากน้อยเม้นอย่างรู้สึกขัดเขินและประหม่าที่ชายหนุ่มเล่นบอกรักเธอแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างที่เขาพูดการกระทำเท่านั้นที่ชายหนุ่มถนัด และเขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขารู้สึกยังไง


            “โรบิน” โซโลยังกุมมือเธอไว้ไม่ห่าง เพียงแค่ลดมือลงเปลี่ยนเป็นจับไว้เฉยๆ “ถ้าเธอรู้สึกเหมือนกัน  เธอจะตอบรับฉันได้รึเปล่า” ชายหนุ่มพอเดาสีหน้ากระอักกระอ่วนของเธอออก ดูเหมือนการเร่งรัดของเขาจะทำให้โรบินสับสนพอตัวแต่จะให้เขาเดินถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เขาอยากดูแลเธอ อยากกอดเธอด้วยร่างกายนี้ ปกป้องเธอด้วยมือสองข้างที่มีและมอบความรู้สึกดีๆให้เธอไปทั้งหมด โรบินยอมสบตาเขา ใบหน้าสวยยังมีริ้วรอยแห่งความกังวลแต่เธอก็ยังยิ้มแม้จะเป็นรอยยิ้มที่เบาบาง หญิงสาวคลายมือออกจากเขาแล้วแนบมือข้างนั้นไว้บนอก เทียบเคียงกับเสียงหัวใจของเธอ


 

คำตอบของฉันคือ.....


 

 

 

-จบเรื่อง Start Feeling Love-











Talk with me!....

             ใครที่ได้อ่านตรงนี้ก็แสดงว่า อ่านจบแล้ว และคงมีหลายคนถามว่า

จบแล้วเหรอ? จบเงี้ย? ไรท์ก็จะตอบกลับไปว่า จ้ะ จบแล้ว ไม่มีมาเสริมแล้วจ้ะ

ตรบมือ แปะๆๆ // แอ๊ก(โดนเสยคาง)

                ก็ไม่มีอะไร นี้ก็เรื่องแรกในวันพีชที่ไรท์ลงมือแต่งเอง แล้วถ้าถามว่า

ทำไมไม่แบ่งตอนเอา คือมันเป็นความขี้เกียจส่วนตัว นึกออกป่ะ ช่วงหลังนี้ติด

สอบเยอะเลยเอาลง ตูม! เดียวจอด ทั้งเนื้อหาและภาพ ไรท์ทำเองหมดจ้า ถูกใจ

ก็อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจ กด favorite ไว้อ่านยามว่างและ แฮชแท็ก

 #SFL_zorobin Twitter บอกความรู้สึกกันเยอะๆนะ ไม่ก็มาทวงตอนจบก็ได้ 555

งื้ออออ ไรท์จะรออ่านน้าาา


ป.ล. ถ้าไรท์ไม่ตอบคือไม่ต้องแปลกใจ โดนยึดคอมจ้ะ =[]=


อย่าลืมเม้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!




B E R L I N ❀

ผลงานอื่นๆ ของ BlackCigarette

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

23 ความคิดเห็น

  1. #23 chclau (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 23:45

    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
    มันดีมากกกกก เอาเป็นว่าชอบ
    โรแมนติกนิด ๆ ชอบฉากแอคชั่นนะ บรรยายดีอะ

    ไม่งง
    เราชอบคู่นี้มาก คาแรกเตอร์ก็สมกับคู่นี้ดี
    ตอนจบหวานดีแท้ แต่ก็ไม่หวานไป 🤭
    ก็มีคำผิดบ้าง แต่เอาเป็นว่าขอบคุณนะคะที่แต่งฟิคสนุก ๆ แบบนี้ให้ได้อ่านกัน
    #23
    0
  2. #22 0900483060 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2561 / 22:32
    ไรท์วาดสวยมากกกกก ชอบค่ะ ❤❤
    #22
    0
  3. #21 ททก
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 23:16

    รูปสวยมากเลยค่าไรท์❤

    #21
    0
  4. #20 Onkamon_HM (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 17:26
    ชอบๆ สนุกมากเลยค่ะ
    #20
    0
  5. #19 Tdp_PK
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 17:52

    ครั้งแรกที่อ่านแล้วเรื่องที่ไรท์เขียนสนุกมากค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องจริงมาก คาร์แรคเตอร์เหมือนมั้กกก แล้วเราก็รักโซโรบิ้น ที่สุด แง๊~รักมากค่ะฮือออ??’“https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/jj-06.png ++++วาดรูปได้เหมือนมากค่ะ---ชอบ????

    #19
    0
  6. #18 Premolar
    วันที่ 5 มีนาคม 2560 / 00:18
    สนุกกกก เขียนคงคาแรกเคอร์ได้ดีมากเรยยย

    ภาพก็สวยยน

    คู่ต่อไปขอ lawxbonney หรือ MihawkxPerona นะค้าาา
    #18
    0
  7. #17 Beebie_Biebi (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 17:52
    วาดภาพประกอบเองด้วยป่าวคะเนี่ย555
    #17
    0
  8. #16 pchumuam
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:15
    สนุกมากเลย อยากได้คู่นามิกับลูฟี่บ้าง
    #16
    1
    • #16-1 pchumuam
      5 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:16
      วาดภาพสวยด้วยนะ ลืมบอก
      #16-1
  9. #15 VkiNm
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 15:14
    ปูทางเขียนมาดีมากกกกค่าาา

    อ่านแล้วอินไปด้วย เพราะบุคลิกตัวละครตรงกับความจริงค่อนข้างเยอะเลย

    อ่านไปก็ม้วนไป >\\\\\<



    #15
    1
    • #15-1 Night_Author
      29 พฤศจิกายน 2559 / 02:39
      อุ้ย จริงดิ เราว่าส่วนตัวมันยังไม่ค่อยเหมือน
      แต่เอาเหอะนักอ่านเขาบอกว่าดี // เขินแพพพ
      ไม่ต้องห่วงนะ ไรท์จะจัดคู่นี้อีกยาวๆ 555
      #15-1
  10. #14 yoruko
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 / 19:29
    แต่งดีมากค่ะ ทั้งเนื้อเรื่อง การบรรยาย ภาพนี่วาดเองรึเปล่าค่ะ สวยมากค่ะ เก่งจริงๆ ถ้าว่างอยากให้แต่งเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับคู่ยี้ต่อนะคะ จะติดตามทุกเรื่องเลย
    #14
    2
    • #14-1 yoruko
      9 พฤศจิกายน 2559 / 19:31
      ปล.ยังอ่านที่ไรท์พูดไม่หมดนะคะเมื่อกี้ วาดเก่งจริงๆ -0-
      #14-1
    • #14-2 Night_Author
      29 พฤศจิกายน 2559 / 02:38
      ไอย้ะ! ขอบใจเจ้ามาก
      แต่ล่ะคนที่อ่านช่างแกร่งกล้าเหลือเกิน
      ขอบคุณที่คอมเม้นบอกนะจ้า รอติดตามผลงานใหม่เรื่อยๆนะ
      #14-2
  11. #13 Flamella
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 20:35
    โอ๊ยยย เป็น fic zorobin ที่อ่านแล้วรู้สึกฟินที่สุในรอบปีเลยค่ะ ยกให้เป็นที่หนึ่งเลย ทั้งการบรรยายและรูปภาพ ขอบคุณwriter จริงๆที่แต่งคู่นี้มาให้เสพ <3<3
    #13
    1
    • #13-1 Night_Author
      28 ตุลาคม 2559 / 17:09
      เขินหนักมาก 555
      ขอคุณที่ชอบมันจ้า
      นั้นก็รอติดตามผลงานของไรท์ต่อไปนะจ้า
      #13-1
  12. #12 sistar
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 00:42
    สนุกมากเลยค่าาาา ชอบคู่นี้มาก ฟินสุดอะไรสุด อิอิ ไว้แต่งคู่นี้อีกนะ

    จะรออ่านจ้า ชอบภาพมากเลย
    #12
    1
    • #12-1 Night_Author
      21 ตุลาคม 2559 / 05:10
      ติดตามสิจ้า รออะไร
      ขอบคุณที่อ่านจนจบจ้าา
      มีกำลังใจขึ้นเยอะเลย > <
      #12-1
  13. วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 12:49
    ภาพสวยสุดยอด แต่งดีจริง ขอชมเลย
    #11
    1
    • #11-1 Night_Author
      21 ตุลาคม 2559 / 05:09
      ขอบพระคุณรุนโชค เอ้ย 555
      รอติดตามผลงานใหม่ต่อ่ไปได้เรื่อยๆนะ
      #11-1
  14. #10 Nonane-0-
    วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 07:43
    ชอบอ่าาา ถาพสวยมากๆเลยค่ะ ยิ่งตอนสุดท้ายนะอ่านไปด้วยบิดเขินไปด้วย 😂
    ปล.ไรท์ขอฟิคคู่นี้อีกหลายๆเรื่องนะค่ะ
    #10
    0
  15. วันที่ 20 ตุลาคม 2559 / 07:43
    ชอบอ่าาา ถาพสวยมากๆเลยค่ะ ยิ่งตอนสุดท้ายนะอ่านไปด้วยบิดเขินไปด้วย 😂

    ปล.ไรท์ขอฟิคคู่นี้อีกหลายๆเรื่องนะค่ะ
    #9
    1
    • 21 ตุลาคม 2559 / 05:08
      เย้ยยยยยยยย ขอบคุณคร้าบบบบบบ
      ดีใจแรงที่มีคนชอบ
      นึกว่าจะแต่งไม่ดีซะแล้ว 5555
      รอต่อไปนะจ้ะ
      #9-1
  16. วันที่ 19 ตุลาคม 2559 / 17:46
     อร๊าย อ่านแล้วสนุกมากค่ะ ภาพสวยสุดๆเลย สุดท้ายคำพูดของโรบิน ต้องมโนเอาเอง
    ใช่ไหม555 
    #8
    1
    • 19 ตุลาคม 2559 / 22:59
      Thanks! จ้าาาาา ดีใจจังมีคนชอบอยู่ 5555
      ใช่ คำตอบเธอต้องไปมโนเอาเองนะ
      ขอบคุณที่อ่านจบคร้าบบบ
      #8-1
  17. #7 chclau (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2559 / 09:10
    เหมือนอ่านวันพีซฉบับนิยายเลย
    สนุกมากกกกกกกกก
    เราชอบบบบบบบบบบ
    ปกติเป็นแฟนคู่นี้อยู่แล้ว
    ก็หาอ่านยากพอสมควร

    อธิบายฉากบู๊ดีอ่ะ เห็นภาพเลย
    เหมือนกำลังอ่านวันพีซ เดอะมูฟวี่ 55555
    ติดอยู่นิดเดียว ฉากหวานน้อยไปหน่อยอ่ะ

    ชอบภาพวาดมากกกกกกก
    ลายเส้นคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นใน tumblr
    เคยวาดวันพีซ คู่zorobinแบบอื่นรึเปล่าอะคะ


    เอาเป็นว่า ไว้แต่งคู่นี้อีกน๊าาาาาา
    #7
    1
    • #7-1 Night_Author(จากตอนที่ 1)
      19 ตุลาคม 2559 / 07:43
      ยาวเฟ่อ =[]= ขอบคุณที่ชอบจ้าาาาา
      พอดีมันมือไปหน่อย เลยลืมเรื่องฉากหวานไปเลยอ่ะ
      เคยวาดใน tumblr นะแต่ไม่ใช่คู่นี้อ่ะ (แถมตอนนี้ปิดไปแล้วด้วย ยุ่งเกิน)
      ติดตามผลงานเค้าต่อไปนะตัวเอง > <
      #7-1
  18. #6 a_niw
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 21:21
    โหยยนคือแบบกำลังจะมาถามเอาภาพจากเว็บไหนแล้วเลื่อนลงมาอ่านปรากฏว่าไรท์ทำเอง โหแบบบอะไรอะสุดยอดอะคือแบบคือมันเจ๋งมากอะไรท์ อยากให้ไรท์แต่งตู่นี้ต่ออะงื้อ จะติดตามไปตลิดเลยนะคะ รักไรท์ที่สุดสนุกมากกกกกกก
    #6
    0
  19. #5 a_niw
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 21:16
    โหยยนคือแบบกำลังจะมาถามเอาภาพจากเว็บไหนแล้วเลื่อนลงมาอ่านปรากฏว่าไรท์ทำเอง โหแบบบอะไรอะสุดยอดอะคือแบบคือมันเจ๋งมากอะไรท์ อยากให้ไรท์แต่งตู่นี้ต่ออะงื้อ จะติดตามไปตลิดเลยนะคะ รักไรท์ที่สุดสนุกมากกกกกกก
    #5
    1
    • 19 ตุลาคม 2559 / 07:40
      ไม่ต้องไปหามาจากเว็บไหนหรอก เค้าวาดเอง 555
      ถามว่าจะมีเรื่องต่อไปไหม ไรท์แต่งแน่จ้า(โดยเฉพาะคู่นี้)
      แต่ ณ เวลาไหนนี้ก็ติดตามไรท์ต่อไปนะ
      #5-1
  20. #4 sharon110 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 18:23
    คืดมันดีงามมากค่ะ ดีงามจริงๆ
    ทั้งภาพทั้งเนื้อหาแบบมันดีเกินบรรยาย TuT
    อ่านแล้วปริ่มมากเลยรู้สึกอยู่ในจุดอิ่มตัว5555555555555 ชอบมากเลยค่ะตอนแรกเห็นรูปแซมไอเราก็นึกว่าผู้ชาย5555 กะจะเปย์สักหน่อ----//ผิด
    จบค้างจริงๆ....แต่เราว่าโรบิ้นคงจะตอบว่าชอบเหมือนกันอะไรงี้แน่ๆ หรือมันจะหักมุม(?) ยังไงก็ต้องมโนเอาเอง5555555
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆเรื่องนี้นะคะ เฝ้าติดตามนิยายของท่านเรื่อยไป :)
    #4
    2
    • #4-1 Night_Author(จากตอนที่ 1)
      15 ตุลาคม 2559 / 22:11
      โอ้ ขอบพระจัยอย่างยิ่งที่ท่านขยันอ่านจนจบ
      อยากให้คนอ่านได้มีส่วนร่วม เลยตัดจบ ให้มโนเอาเอง 555 (กลั่นแกล้งกันชัดๆ)
      ก็ยังไงก็รอติดตามเรื่อยๆนะจ้ะ
      #4-1
    • #4-2 sharon110
      16 ตุลาคม 2559 / 00:56
      อ่านตาแฉะกันเลยทีเดียว55555555
      #4-2
  21. #3 yamajungnarak
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 10:25
    อ่านจบแล้วชอบมากเลยคะ ภาพก้อน่ารักคะ fc zorobin อยากให้แต่งฟิตzorobinอีกเรื่องเลยคัา
    #3
    1
    • 15 ตุลาคม 2559 / 22:13
      ขอบคุณจ้าาาาาา คือต้องรอติดตามเรา รอดูต่อไปล่ะกันว่า
      เค้าจะว่างยามไหน อย่างที่พูดติดสอบแบบจัดจัดเต็มมาก TvT
      ขอบคุณที่อ่านจบครัช
      #3-1
  22. #2 tell1037 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 09:57
    ชอบบบบบบ รูปภาพก็สวยมากๆเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ เราว่าตอนจบมันชัดเจนมากเลยในความรู้สึกของเรา :) ตรงที่โรขินเอามือโซโลไปทาบตรงกัวใจ เราว่ามันชัดเจนแล้วมากจริงๆ <3
    #2
    1
    • #2-1 Night_Author(จากตอนที่ 1)
      15 ตุลาคม 2559 / 22:15
      ยึ่ย แต้งกิ้วหลายๆๆๆ ดีจายยยที่ชอบกันน้า
      ขยันอ่านจนจบได้นี้นับถือแรง
      รอติดตามผลงานใหม่เราด้วยเด้อ > <
      #2-1
  23. #1 sharon110 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 23:15
    อยากบอกว่ายังอ่านไม่จบแต่งมาเม้นต์ก่อน555555

    ภาพสวยมากค่ะไม่ทราบว่ามีเพจให้กดติดตามมั้ยคะ ;^; คือมันดีงามมากมาย
    #1
    2
    • #1-1 Night_Author(จากตอนที่ 1)
      14 ตุลาคม 2559 / 23:49
      แงะ ยังไม่ได้ตั้งเพจอ่ะ ยุ่งจัดประหยัดจริง

      ขอบคุณนะที่ยังอุส่ามาเม้นก่อน อ่านเสร็จก็อย่าลืมเม้นต่อด้วยนะ แชร์ความรู้สึกกัน >v<
      #1-1
    • #1-2 sharon110
      14 ตุลาคม 2559 / 23:53
      ไม่พลาดแน่นอนค่าาา :)
      #1-2