สตรีนี้มีนามว่าซวนหลิน

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 ความเป็นมาของการใฝ่ฝัน1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 พ.ค. 63

 

ในยุคที่มีแต่ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง

ด้านการแพทย์ ยานยนต์ อุตสาหกรรมด้านต่างๆและอีกมากมายที่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่เราเพียงแต่ว่าคุณมีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ตนเองได้มากน้อยเพียงใด

 

 

ฉันชื่อ โสรยา แซ่ซือ ชื่อเล่นว่า เหมย ฉันเป็นลูกครึ่งจีน อันที่จริงก็แค่เสี้ยวจีนเพราะป๋าของฉันเป็นลูกครึ่งไทย- จีน มาพบรักกับแม่ซึ่งเป็นคนไทยและได้แต่งงานกันจนมีฉันเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว ครอบครัวของฉันทำธุรกิจในจังหวัดปทุมธานีเกี่ยวกับการเพาะขายสัตว์เลี้ยงแปลกๆที่คนนิยมซื้อมาเลี้ยงดูอย่างเช่น เบี๊ยดดรากอน อีกัวน่า corn snake เต่าญี่ปุ่น กระต่าย สัตว์เลี้ยงที่เหมาะสำหรับสาวๆวัยน่ารักทุกคน เป็นต้น

 

ตอนนี้ฉันอายุก็สามสิบกว่า แล้วฉันๆไม่เคยมีแฟนคนไหนที่ทนคบกันกับฉันได้นานเลย ฉันก็ไม่ใช่ว่าเข้ากับเขาไม่ได้นะเพียงแต่ฉันคิดว่าผู้ชายแต่ละคนที่ผ่านมาเข้ากับฉันไม่ได้มากกว่าจนทุกวันนี้แม่ของฉันก็ยังบ่นเช้าเย็นอยู่เลยว่า

 

" เหมย เราก็อายุอานามก็มากแล้วนะ หน้าที่การงานก็มั่นคงสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วเมื่อไรจะแต่งงานมีหลานให้แม่กับป๋าได้อุ้มสักที เลือกมากๆๆระวังจะไม่ได้มีแฟนกับเขาสักทีนะ แล้วเมื่อไรแม่จะได้อุ้มหลานล่ะ "

 

ฉันก็อยากบอกแม่เหมือนกันว่าผู้ชายทุกวันนี้มันไม่ได้เรื่องมันเจ้าชู้ มันไม่มีความรับผิดชอบมันหลายใจ มันเห็นแก่เงินมีเงินก็แค่กระดิกนิ้วเรียกมันก็มาแล้วเหตุผลที่ทำให้ฉันเกลียดผู้ชายจนถึงทุกวันนี้มันมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉัน ถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่เป็นเหมือนกันทุกคนแต่ส่วนมากฉันก็เจอแต่ผู้ชายไม่ดีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเหตุให้ฉันคิดที่อยากจะมีลูกโดยไม่มีสามีให้ต้องคอยดูแลหรือรำคาญใจนี้แหละคือสิ่งที่ฉันควรจะทำให้แม่ได้สักที แม่และป๋าจะได้มีหลานได้อุ้มสมใจอยาก *=* 

 

และตอนนี้ฉันก็กำลังขึ้นเครื่องบินไปปักกิ่ง เพื่อที่จะไปโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงที่ดีและการแพทย์ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับ การฉีดน้ำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกIntrauterine Insemination หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า “IUI ”

การฉีดอสุจิผสมเทียมในโพรงมดลูก คือ การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในโพรงมดลูกโดยตรงโดยใช้ท่อพลาสติกเล็กๆ สอดผ่านปากมดลูกแล้วฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในช่วงที่มีหรือใกล้กับเวลาที่มีไข่ตกจากนั้นก็จะเหมือนกับการมีเพศสัมพันธุ์แล้วตั้งครรภ์ซึ่งสเปิร์มหรืออสุจิฉันก็ได้เลือกแล้วซึ่งมาจากแคตตาล็อกของโรงพยาบาลซึ่งสเปิร์มที่ได้มาจากคนที่เขามาขายสเปิร์มกันซึ่งคนที่มาขายสเปิร์มก็จะถูกปิดข้อมูลไว้ให้รู้แค่เฉพาะแพทย์และคุณผู้หญิงทั้งหลายที่เลือกการตั้งครรภ์โดยวิธีผสมเทียม สเปิร์มหน้าตาจะดีก็ราคาแพงนิดหนึ่งแต่ทำไงได้ฉันมีเงินและต้องการมีลูกโดยไม่มีสามี

 

       ย้อนไปเมื่อฉันอยู่ม.5 ของโรงเรียนมัธยมเอกชนแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นเทอมที่สองของภาคเรียนซึ่งจะมีงานกีฬาสีซึ่งม.5จะเป็นหลักในการแบ่งงานให้แก่น้องม.4และทำพาเหรดในการเดินขบวนสีวันเปิดงาน ส่วนม.6นั้นมีส่วนร่วมเพียงเล่นกีฬาเท่านั้น ซึ่งฉันก็นั่งทำป้ายคำขวัญอยู่พร้อมกับโสเหล่(พูดคุยกัน)ในกลุ่มของฉันอีกแปดคน ซึ่งมีผู้หญิงล้วนยังไม่แยกทอมและเลสเบี้ยนอีก2 คนนั่งทำป้ายไปมาหางตาฉันก็เหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ม.5เหมือนกันแต่เขาน่าจะอยู่ห้องสอง (แอ๊บใสแอบถามเพื่อน)เขาผิวขาวตัวสูง เวลายิ้มโลกทั้งโลกก็ดูเป็นสีชมพู นี่คือการตกหลุมรักครั้งแรกในรอบตลอด 17ปีของฉันที่ไม่เคยมีแฟนสักคนหรือเปล่า ฉันแอบมองเขาทุกครั้งที่เดินผ่านหรือกินข้าวในโรงอาหารซึ่งมันเป็นเรื่องบังเอิญมากเพราะคนที่ฉันแอบชอบนั่งอยู่ตรงโต๊ะข้างหน้าถัดออกไปอีกสองโต๊ะ จนมาถึงวันวาเลนไทน์ฉันก็เลยซื้อช็อกโกแลตและโน๊ตสั้นๆว่า "เราแอบชอบแอบมองเธออยู่นะ" เพื่อที่จะเอาไปให้ นิดหน่อย นั้นคือชื่อคนที่ฉันแอบชอบ

 

     " หน่อยเราให้"

     " ๏_๏ "

 

และฉันก็เดินออกมาด้วยความเร็วฟาสสิบเลย หลังจากนั้นฉันก็เลี่ยงที่จะไม่เจอกับหน่อยเพราะอายและเขินอีกหลายวัน จนมาวันหนึ่งฉันมาเข้าห้องน้ำช่วงเที่ยงพักกลางวันซึ่งมาคนเดียวและห้องน้ำฝั่งทางด้านตึกฝึกงานที่ใช้เรียนวิชาการงานก็จะเงียบๆไม่ค่อยมีคนเข้าและเราก็เจอกับกลุ่มของเพื่อนนิดหน่อย ประมาณสองสามคน

 

          " เห้ ใช่คนนี้เปล่าว่ะ ไอ้หน่อย" 

 

เสียงเฮ เสียงไม่ดังไม่เบา นั้นทำให้ฉันไม่กล้าเข้าห้องน้ำและทำท่าจะเดินออกมา แต่ก็มีเสียงดังขึ้นก่อนฉันจึงหันกลับไปดู

 

             "เหมยใช่ป่ะ อยู่ห้องสาม" เสียงของนิดหน่อยพูดออกมาทางฉัน ฉันเลยข่มความเขินไว้ และตอบออกไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

 

                "ใช่ เราเอง" 

 

                " ช็อกโกแลตที่ให้อร่อยดี...."

 

ว้าวเขิลอร๊ายยยย>_< แต่ก็ยังทำหน้านิ่งไว้แต่ในใจนี่เต้นระบำอยู่ไม่หยุดเลย

 

             " เย็นนี่ว่างป่ะ อยากชวนไปกินอาหารญี่ปุ่นที่ห้างN " ว้าวชวนฉันไปสองต่อสองเลยอ่อ

 

             " อ่อ ดูก่อนได้ไหมไม่รู้ว่าอาจารย์จะเรียกเรียนเพิ่มไหมเพราะเรียนไม่ทันวิชาคณิต ถ้าไม่มีก็เจอกันที่ประตูโรงเรียนสี่โมงเย็นนะ " 

 

               " อืม ได้จะรอ "

 

                "( ^▽^)σ)~O~"  จากนั้นฉันก็เดินไปเข้าเรียน ที่จริงวันนี้ก็ไม่มีเรียนอะไรแต่ก็ตอบแบบไหนไปเพราะจะได้ดูไม่ใจง่ายที่ตอบตกลงกับตนที่พึ่งรู้จักกัน พอตกเย็นฉันก็ไปเจอกับหน่อยที่หน้าประตูโรงเรียนเรานั่งรถตู้ไปที่ห้างN ซึ่งเป็นห้างที่ของแพงสุดๆเลย

 

              " ร้านนั่นไหม อร่อยนะ" ฉันหันไปมองร้านอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับที่นิดหน่อยบอกซึ่งดูแล้วน่าจะแพงมากราคาเกือบหกร้อยกว่าๆๆต่อหนึ่งชุด แต่ไม่เป็นไรฉันมีเงินติดตัวมาพอสมควรน่าจะพอแหละ แล้วฉันก็พยักหน้าเดินตามนิดหน่อยเข้าไปในร้าน

 

               " รับอะไรดีค่ะ" เสียงของพนักงานสาวพูดขึ้นเดินมาพร้อมกับเมนูอาหาร

 

               " เอานิปปอนเทชุดหนึ่งครับ" ว้าวแพงเวอร์เลยร้านนี่ที่นิดหน่อยสั่งก็ ถึงฉันจะมีเงินแต่ฉันรู้จักคุณค่าของเงินกว่าที่จะได้เงินมาแต่ล่ะบาทช่างอยากเย็นเพราะฉันต้องทำงานพาร์มไทม์หาเงินใช้ด้วยตนเองส่วนเงินที่ป๋ากับแม่จะให้ก็ต้องทำงานแลกโดยอยู่ดูแลร้านขายสัตว์เลี้ยงช่วยป๋ากับแม่ถึงจะได้ค่าขนมไปใช้ซึ่งก็ได้ทีก็เป็นก้อนคุ้มค่ากับความเหนื่อยครอบครัวของฉันจะสอนให้รู้จักค่าของเม็ดเงินทุกบาทไม่ให้มาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายอย่างนี้แน่ๆถ้าแม่ฉันรู้มีหวังบ่นสามวันสามคืนก็ไม่จบ

 

               " เอาซูซิ เซ็ตนี่นะค่ะ"

 

ฉันก็ทานไปชวนนิดหน่อยคุยไปได้สักพักนิดหน่อยก็ทำท่าร้อนรนเหมือนของหายฉันเลยถามออกไปว่า

               "เป็นไรนิดหน่อย"

 

               " เรา.. .เราทำกระเป๋าตังค์หายไปไหนไม่รู้ หายตอนไหนก็ไม่รู้ "

 

                  " หาดีหรือยัง "

 

                " หาแล้ว เราหาดีแล้วเราว่าทำหายตอนลงรถตู้แน่ๆเลยเพราะเราเอาเศษเงินจ่ายไม่ได้จับกระเป๋ากางเกงเลย"

 

             " ไม่เป็นไรๆๆ เดี๋ยวเราออกให้ก่อนพรุ่งนี้ค่อยคืนตังค์เราก็ได้" ฉันตอบนิดหน่อยออกไปด้วยสีหน้าที่สงสารและเห็นใจที่กระเป๋าสตางค์ของนิดหน่อยหาย

 

ฉันว่าแล้วเชียวรู้อย่างนี้ชวนไปกินข้าวแถว  food zoneดีกว่า. แล้วฉันก็จ่ายเงินไปคนเดียวเกือบพันกว่าบาทเหลือเงินกลับบ้านๆไหม ตอบเลยว่าไม่พอเพราะนิดหน่อยยืมเงินเรากลับบ้านอีก100ซึ่งฉันก็จะเหลืออยู่แค่40บาทค่ารถกลับบ้านด้วยความที่ฉันเป็นแม่พระเห็นบ้านนิดหน่อยอยู่ไกลก็เลยยอมให้เงินผู้ชายยืมกลับบ้านส่วนตัวเองเดินสิค่ะรออะไรค่าวินเข้าซอยก็ 30 กว่าบาทแล้ว วันนั้นเป็นวันที่กลับบ้านไปนอนสลบคาเตียงค่ะกว่าจะถึงบ้านก็สองกิโลกว่าๆๆชีวิตครั้งแรกกับเดตที่แสนหวานกลายเป็นเดตที่ร้อนแรงและเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไหลไคลย้อยกันไปตามทางระหว่างเดินกับบ้านเสียจริงๆ

 

 

แต่.........

 

 

สิ่งที่พีคกว่านั้นคือ วันรุ่งขึ้นฉันนั่งอยู่ที่สวนพรรณไม้หลังเลิกเรียนมีน้องม.4หน้าตาดูไร้เดียงสาดูใสใส แต่ไม่น่าเชื่อว่าหน้าตากับคำพูดช่างแตกต่างกันอย่างกับฟ้าและเหว มาหาแล้วเอารูปที่มีฉันและนิดหน่อยนั่งกินอาหารญี่ปุ่นด้วยกันเมื่อวานมาหาเราแล้วพูดว่า

 

     " พี่นี่ชอบแย่งแฟนคนอื่นเนอะ หน้าด้าน"

 

แหมมม น้องถ้าหน้าทุกคนไม่ด้านจะทนแดดทนฝนได้ไหมล่ะ °Д° °Д°

 

"แฟนน้องหรอค่ะ" ฉันก็ทำหน้าตกใจงงๆซึ่งคือแบบเพื่อนน้องเขามาด้วยอีก2 คน แล้วเรานั่งอยู่คนเดียวออกจะลับตาคนสักนิดเราจะต้องอ่อนน้อมต่อเขาเพราะเขากำลังได้เปรียบเดี๋ยวมีชื่อลงข่าวหน้าหนึ่ง หัวข้อ นักเรียนสาวโดนตบหมกสวนพรรณไม้ แหงงงงเลย๏︿๏

 

" นี่ไม่รู้หรอว่าพี่นิดหน่อยเขามีแฟนแล้ว หนูขอให้พี่เลิกยุ่งกับแฟนคนอื่นด้วยนะคนเขามีเจ้าของแล้ว ไม่งั้นหนูจะลงรูปเฟสประจานพี่ให้คนรู้ทั้งโรงเรียนแน่ว่าชอบแย่งของของคนอื่น"

 

อีน้องม.4นี่คิดว่าตัวเองเก่งมากมั้งแต่ฉันก็ไม่อยากมีเรื่องด้วยแค่เด็กที่โดนแย่งของของเล่นหรอกนะแค่ผู้ชายคนเดียว

 

          "น้องเป็นแฟนนิดหน่อยใช่ไหม"

 

            "ใช่ หนูเอง"

 

            " พี่ฝากไปบอกนิดหน่อยด้วยว่า เอาเงินค่าอาหารกับค่ารถที่ออกให้และยืมไปมาคืนพี่ด้วยถึงแม้จะเป็นเงินไม่กี่ร้อยบาทแต่ก็กรุณาคืนด้วยเพราะเงินมันหามายากกว่าจะได้แต่ละบาท " 

 

หลังจากนั้นฉันก็รอแล้วรอเล่านิดหน่อยนั่นก็ไม่เอาเงินมาคืนฉันเลย เลยจนปิดเทอมสอบเลื่อนชั้นม.6 ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเอามาคืนบางครั้งเดินสวนกันก็ยังทำเป็นไม่รู้จักกันนี่และผู้ชายที่ฉันแอบชอบโห้ ห่วยชะมัดเลย สุดท้ายก็จบม.6 แล้วก็คงไม่ได้แล้วละเนอะเสียค่าโง่ให้กับตนเองเป็นบทเรียนว่า พึ่งรู้จักกันอย่าให้เงินเขายืม รู้หน้าไม่รู้ใจแท้ๆๆ ประโยคนี่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยจริงๆๆ

 

 

 

ติ๊ง....ไลน์ ...

 

Dadmon    :  ถึงปักกิ่งหรือยังลูกให้พ่อกับแม่ไปรับไหม

 

Raya           :  ถึงแบ้ว เดี๋ยวกลับบ้านเองไม่ต้องห่วง (●´з`)♡(●´з`)♡

 

Dadmon     :  รีบๆๆมาเดี๋ยวกลับข้าวบนโต๊ะอาหารจะหมดก่อนน่ะ อิอิ 

 

Dadmon      : ^_^^_^^_^

 

Raya               : ~_~~_~ จ๊ะ

 

 

ฉันเดินลากกระเป๋าเพื่อที่จะขึ้นรถกลับบ้าน ที่จริงบ้านที่ปักกิ่งเป็นของคุณปู่แต่คุณปู่ยกให้คุณป๋าของฉันก่อนที่ท่านจะเสีย ท่านกำชับนักหนาว่าอย่าขายโดยเด็ดขาด ป๋าก็เลยไม่ขายแต่จะมาอยู่พักร้อนบางเป็นครั้งครา ดีเหมือนกันมีบ้านหลายๆๆหลังเวลาไปเที่ยวที่ไหนก็จะได้ไม่ต้องหาที่พักล่วงหน้า 

 

 

หลังจากฉันจบม.6 และเข้าเรียนต่อในมหาลัยเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งฉันเลือกเรียนคณะสาธารณสุขอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพราะว่า ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ควรดูแลเป็นอันดับแรกของชีวิต จนทำให้ฉันเจอกับเขาคนคนนี้..........

 

0 ความคิดเห็น