เกาะร้างสร้างรัก

ตอนที่ 5 : เ ก า ะ รั ก 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 ก.ย. 62





Boss PART




ตลอดเวลาหลายปีมานี้  ตั้งแต่ตัดสินใจย้ายรากฐานมาอยู่ที่ประเทศไทยกับน้องชาย ครอบครัวที่เหลืออยู่คนเดียวของผม  นับว่าชีวิตในตอนนี้ผมมีความสุขมาก  น้องพรีม น้องชายผมก็น่ารักมาก ๆ ยิ่งแก้มยุ้ยๆ นั่น  เห็นกี่ครั้งก็อยากจะจับมาฟัดซะให้จมเขี้ยว บอกเลยอยากได้อะไร ผมเปย์ได้หมด 


แต่ก็ติดที่มีหมาหวงก้างอย่างไอ้ตฤณแฟนน้องพรีม  เวลาผมจะจับน้องมากอดมาฟัด  เป็นอันต้องมาค้อนผมทุกที ชอบมาขัดจังหวะชะมัด  แต่ก็นับว่าเป็นผู้ชายที่ดี  เป็นคนที่ผมไว้ใจฝากให้ดูแลน้องชายของผมได้


ตอนนี้ผมซื้อที่ดินไปปลูกบ้านข้าง ๆ บ้านไอ้ตฤณมันเลย  ไม่อยากให้น้องพรีมห่างสายตาผม และผมก็อยากอยู่ใกล้ๆ กับสองแสบลูกของน้องพรีมด้วย  สองแสบก็แสบสมชื่อ  เวลาอ้อนผมทีผมนี่เปย์ไม่ทันเลย มือลั่นมากๆ รูดการ์ดปื้ดๆ เลย ก็แหม ชีวิตผมมีแค่น้องกับหลาน ไม่ตามใจหลานแล้วจะให้ไปตามใจใครที่ไหน


อะไรนะ


สาวหรอ?


ไม่เอาหรอก  ผมอาศัยกินเป็นครั้ง ๆ ไป  วันไหนครั่นเนื้อครั่นตัวอยากปล่อยก็ค่อยออกไปล่า  อาศัยน้ำแตกแล้วแยกทาง  ผมไม่ต้องการการผูกมัด  เพราะผมต้องการทุ่มเททุกอย่างให้น้องกับหลานเท่านั้น 


จากที่ตั้งใจว่าจะมาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่นี่  กลับมีปัญหาเกิดขึ้นที่อิตาลี่ซะได้ บริษัทฯ ที่ผมตั้งใจจะปล่อยขายกลับมีปัญหาเรื่องการยักยอก  ผมกะแล้วเชียวว่าหากผมไม่อยู่ ทีมบริหารต้องตุกติกแน่ๆ  ตลอด 3 ปีมานี้ ผมต้องบินมาตรวจตราหาต้นตอคนคดโกงและแก้ไขระบบใหม่  เพื่อรักษามาตรฐานให้มั่นคง และปล่อยขายให้กับคนที่คู่ควร ที่จริงผมรักบริษัทฯนี้นะ ผมเป็นคนสร้างมันมากับมือ แต่ในเมื่อผมไม่สามารถดูแลมันได้ ผมจึงต้องปล่อยไว้กับคนที่ดีพอ


และวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่จัดการเสร็จ  ผมตัดสินใจขายหุ้น 100% ให้กับนักธุรกิจหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างคุณโรเบิร์ต  ซึ่งคุณโรเบิร์ตพิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าเขามีศักยภาพพอที่จะดูแลบริษัทฯนี้ให้ดีต่อจากผมได้  แต่สำหรับคนที่ผิดหวังอย่างคุณมาติณ ชายสูงอายุที่มีนิสัยโลภและมักมาก หนึ่งในอีกหลายคนที่ต้องการบริษัทฯของผม กลับแสดงอาการออกอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจอย่างมาก


ตัวผมนั้นไม่ได้สนใจอะไร  ในเมื่อเซ็นต์สัญญากันเสร็จผมก็ตั้งใจจะกลับประเทศไทยเพื่อไปหาน้องชายสุดที่รักกับหลานชายตัวแสบทั้งสอง  ผมเลือกไฟท์บินเดิมทุกครั้งที่เดินทาง  เพราะมีใครบางคนที่ผมสนใจทำงานอยู่สายการบินนี้


ผมนั่งฟังผู้ชายคนนั้นกล่าวต้อนรับและบริการผู้โดยสารคนอื่นด้วยรอยยิ้ม  ทำไมผมถึงสนใจเค้าอะหรอ?  แต่ก่อนผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเค้าหรอก  แต่เพราะตลอด 3 ปีมานี้  ทุกครั้งที่เดินทางไปอิตาลี่  ทุกเที่ยวบินไปและกลับ  ผมมักจะรู้สึกตัวตลอดว่ามีคนมองมาที่ผม


และเมื่อเหลือบสายตาไปมอง  ก็มักจะเห็นคนเดิม ๆ ที่มองมาที่ผมอยู่ทุกครั้ง  ตอนแรก ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร  แต่พอนาน ๆ เข้า จากที่คนๆ นั้นเป็นฝ่ายมองมา กลับเป็นผมที่เริ่มมองย้อนกลับไป  


ผู้ชายคนนั้นไม่ถึงกับหน้าตาดีมาก แต่ก็เป็นคนน่ารักคนหนึ่ง  ผิวไม่ขาวไม่ดำ  ตาชั้นเดียว ร่างกายสูงโปร่ง แต่ก็เตี้ยกว่าผมมาก ที่ติดใจผมก็คือความเป็นธรรมชาติและสายตาที่มองมาที่ผม  มันมีแต่ความหลงไหลและชื่นชอบในดวงตาคู่นั้น  ผมไม่ได้หลงตัวเองนะ สายตาเค้าบอกผมแบบนั้นจริง ๆ


ผมมักจะใช้บริการเขาอยู่ตลอดเมื่อเขาเดินผ่าน  ผมแอบอ่านชื่อเค้าด้วยนะ เขาชื่อเฌสาร ฮ่า ๆ  ผมไม่กล้าถามเค้าหรอก เค้าทำงานอยู่ ถ้าไปลุ่มล่ามมันก็ดูไม่สุภาพ


ระหว่างที่นั่งอยู่บนเครื่อง จู่ ๆ ก็มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น



ตู้มมมมม!!!!



เกิดเหตุไม่คาดคิดที่ปีกเครื่องบินฝั่งขวา  ซึ่งเป็นฝั่งที่ผมนั่งพอดี  ผมจึงเห็นว่าตอนนี้ปีกเครื่องบินมีไฟลุกไหม้จากระเบิดเมื่อสักครู่นี้  


ผมย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องวันนี้ คุณมาติณ  บ้าชิบ!!!! ต้องเป็นไอ้แก่นั่นแน่ ๆ  มันไม่พอใจผมทำไมไม่มาทำผมคนเดียว  ตอนนี้มีคนโดยสารเครื่องบินเป็นจำนวนมาก และความสูญเสียมันไม่ใช่เล่น ๆ เลย


ตอนนี้ภายในห้องโดยสารเครื่องบิน เกิดการความวุ่นวายขึ้น ลูกเรือก็ทำหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่และเคร่งครัด  ดูท่าว่าฝ่ายผู้บังคับเครื่องบินจะไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้อีกแล้ว  เครื่องล่อนลงจอดกลางทะเลอย่างแรง  ส่งผมให้ผู้โดยสารคนอื่นต่างกรีดร้องกันทั่ว


ผมรีบกดปุ่มขอความช่วยเหลือและแจ้งพิกัดที่สร้อยคอของผมทันที  ไม่รู้ว่าผมจะรอดไปได้มั้ย  แต่ผมมองไปรอบ ๆ ตอนนี้ประตูฉุกเฉินของเครื่องบินถูกเปิดออกหมดแล้ว  แต่ก่อนที่แพยางจะทำงานห้องควบคุมกลับระเบิดอีกครั้ง



ตู้มมมม!!!! 



น้ำทะลักเข้ามาภายในห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว  ขณะที่ผมกำลังจะหนีออกทางประตูฉุกเฉินด้านบนที่ผู้โดยสารกับลูกเรือคนอื่นก็กำลังไปทางนั้นเหมือนกัน


ผมกลับถูกคว้าคอเสื้อจากใครก็ไม่รู้อย่างแรง  ผมถูกดึงให้ดำลงไปใต้น้ำ. ตอนแรกผมก็ตั้งใจว่าจะสะบัดออก  แต่พอเห็นว่าใครเป็นคนพาผมมา  และเห็นว่าที่ๆ เขาจะพาผมไปนั้น คือประตูทางออกที่อยู่ใต้น้ำ  ซึ่งประตูนี้ ไม่มีใครมาแย่งกันออก ผมจึงตัดสินใจช่วยออกแรงว่ายตามไปทันที 


ผมถูกคนตรงหน้าจับข้อมือไว้อย่างแน่น แน่นจนผมรู้สึกเจ็บ แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร  เราว่ายน้ำกันออกมาไกลพอสมควร  เมื่อโผล่ออกมาสูดอากาศที่เหนือน้ำ  เครื่องบินก็เกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้ง



ตู้มมมม!!!



เราสองคนถูกแรงระเบิดและคลื่นขนาดย่อมซัดไปไกลจนเกือบถึงเกาะ ๆ หนึ่ง  มือนั้นยังคงจับผมแน่นไม่ยอมปล่อย  ภายใต้ความเมื่อยล้าและความหนาวจากน้ำและอากาศ  แต่ผมกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาด  ขนาดสถานการณ์ที่เลวร้ายขนาดนี้  มือนี้ก็ยังคงไม่ยอมปล่อยจากผม



"อึก อดทนอีกนิดนะครับ ฮึก" ดูเหมือนคนตัวเล็กจะหมดแรงซะแล้ว  เขาเก่งมาก ๆ ที่ลากผมที่ตัวใหญ่กว่าเขาตั้งเยอะมาจนเกือบถึงเกาะได้  ไม่น่าเชื่อ!!!  แต่ตอนนี้ผมก็เกือบจะหมดแรงแล้วเหมือนกัน ผมจึงไม่ได้ตอบอะไรไป แค่หายใจก็จะแย่แล้ว



เมื่อเท้าสัมผัสกับผืนทรายที่ชายหาด เราสองคนก็ทิ้งตัวลงนั่งทันที


"ยังไม่ตายใช่มั้ยครับ"  ขณะที่นอนหอบหายใจอยู่  มือบางเอื้อมมาตบที่แก้มผมไม่เบาและไม่แรงจนเกินไป คล้ายกับว่าจะเรียกสติผม


"แค่กๆ อืม อึก" ด้วยความที่เหนื่อและคอฝืดมาก ๆ ทำให้เสียงที่เปล่งออกไปแหบแห้งไปหน่อย


"อีกนิดนึง ไหวมั้ยครับ" เขายิ้มน้อย ๆ และบอกกับผม สภาพของเขาในตอนนี้ไม่ถึงกับแย่  ดูเหมือนเขาจะแข็งแรงมากทีเดียว ต่างจากผมลิบลับเลย


"อืม" ผมไม่ได้ตอบอะไรมาก เพราะตอนนี้กำลังเร่งผลิตน้ำลายอยู่



เราสองคนเดินขึ้นฝั่ง  ผมมองไปรอบ ๆ ดูเหมือนว่าเกาะนี้น่าจะเป็นเกาะร้าง  อยู่ส่วนไหนของโลกก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเดินตามเขามาเรื่อย ๆ จนถึงภูเขาลูกเล็กลูกหนึ่งที่มีร่องหินคล้าย ๆ ถ้ำให้เราสองคนเข้าไปพักได้ และมันเป็นที่ที่เหมาะมาก ๆ ทักษะการเอาตัวรอดของเขา มันน่าชื่นชมมาก



"พวกเราพักที่นี่ก่อนดีมั้ยครับ" ผมไม่ได้พูดอะไรแต่พยักหน้าตอบเป็นเชิงว่าผมโอเค


เราสองคนช่วยกันทำความสะอาดและเคลียร์พื้นที่  ผมทิ้งตัวลงนั่งพรางหันไปมองยังทิศทางที่เดินมา  ท้องทะเลกว้างใหญ่สุดสายตา  ตอนนี้ก็แล้วแต่เวรกรรมที่ทำมาว่าจะอยู่รอดพ้นกันไปได้นานแค่ไหน 


"บาดเจ็บตรงไหนมั้ยครับ"  เสียงใสที่ถามไถ่อย่างเป็นห่วง  เรียกสายตาของผมให้กลับไปมองคนตรงหน้าอีกครั้ง


"ไม่ครับ แล้วคุณล่ะ" ผมตอบคนตรงหน้าและถามกลับ


"ไม่ครับ" เขาตอบกลับและรีบหันหลังให้ผม แอบสังเกตุเห็นหูเขาแดง ๆ ด้วย คงจะเหนื่อยละมั้ง


"ขอบคุณที่ช่วย" ผมตัดสินใจพูดประโยคที่ควรจะพูด  หากไม่ได้เขาผมก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือป่าว?  เพราะคนที่ปืนออกทางประตูด้านบน ถึงจะออกจากตัวเครื่องมาได้  แต่ก็น่าจะโดนระเบิดรอบสุดท้ายอย่างจัง


"ไม่เป็นไรครับ"  ผมยิ้มน้อย ๆ กับประโยคนั้นของเขา   ผมเพิ่งสังเกตุว่าตัวเขานั้นมีเป้สะพายหลังติดมาด้วย  ระหว่างนั้นผมและเขาก็ลอกคราบเสื้อผ้าเต็มยศของตัวเองออก ผมเหลือแค่เสื้อกร้ามและกางเกงบ็อกเซอร์ ส่วนเขาใส่เสื้อยืดและกางเกงกีฬา



"ดื่มน้ำก่อนครับ" เขาเปิดฝาขวดน้ำและส่งมาให้ผม


"คุณเก็บไว้กินเถอะครับ" ผมค่อนข้างเกรงใจเขา  เขาเป็นคนช่วยเหลือผม เขาน่าจะหิวมากกว่าผม แต่เขากลับเลือกที่จะยื่นมาให้ผมก่อน


"ผมเป็นลูกชาวประมงนะครับ ทะเลคือบ้านของผม มีผมอยู่ไม่อดตายแน่นอน" ทำไมถึงพูดประโยคแบบนี้ออกมาได้กันนะ รู้มั้ยว่ามันโครตน่ารักเลย ผมยิ้มให้กับเขาและยอมรับขวดน้ำมา  จิบไม่เยอะ พอให้หายคอแห้งและส่งกลับ 



เราสองคนเมื่อนั่งพักกันเสร็จก็ตัดสินใจว่าจะออกไปสำรวจป่าและหาแหล่งน้ำ  โชคดีที่เขามีมีดและของอำนวยความสะดวกติดมาพอสำควร ทำให้การติดเกาะของเราทั้งคู่ไม่ลำบากมากจนเกินไป


ระหว่างทางผมก็ได้ยินเสียงน้ำ  เราสองคนค้นพบแหล่งน้ำจืดที่ไม่ไกลจากที่พักของเรามากนัก อย่างน้อยก็สบายใจไปได้หนึ่งเรื่อง  เขาให้ผมอาบน้ำก่อน ซึ่งผมก็ยอมแต่โดยดี เพราะตอนนี้เหนียวตัวเอามาก ๆ 


ขณะที่ผมอาบน้ำอย่างสบายใจ  ผมก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาไปลำบากเพราะเห็นเขาถือกระบอกไม้ไผ่มาหลายอัน  ดูแล้วน่าจะลงมือผ่าเองด้วย เล่นเอาซะผมรู้สึกแย่ที่อาบน้ำสบายใจอยู่คนเดียว


และเขาก็ยังเป็นเขา  ยังคงใจดีและมีรอยยิ้มให้ผมเสมอ  เขาปฏิเสธที่จะให้ผมช่วยเหลือเขา  แต่ผมก็ไม่ยอมหรอก ผมไม่อยากมาเป็นภาระให้เขา  ระหว่างที่เขาอาบน้ำผมก็คว้ากระบอกไม้ไผ่ไปกรอกน้ำ  เมื่อเขาอาบน้ำเสร็จผมก็แบกน้ำที่บรรจุในกระบอกไม้ไผ่จำนวนสิบอันเดินนำไปยัที่พักของเรา  หนักอยู่เหมือนกัน แต่ต้องโชว์แมนไง


ผมตัดสินใจขอยืมมีดเขาและเดินเข้าป่าไปอีกครั้งเพื่อทำประตูถ้ำและที่ปูพื้นนอน  ผมหวังว่าจะช่วยให้เขานอนหลับอย่างสบายใจได้  ผมออกแรงตัดไม้ที่ค่อนข้างทนทานทำประตูปิดถ้ำ  เพื่อป้องกันสัตว์ป่า  กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาลมแทบจับ ด้วยความที่อยากจะโชว์แมน จึงหอบสังขาลลากประตูและแพใบไม้ที่ใช้นอนมายังที่พักด้วยแรงทั้งหมดที่มี


หลังจากผมอธิบายว่าส่วนใหญ่ใช้กับอะไรบ้าง เขาก็พยักหน้าเข้าใจ แต่ปฎิกิริยาตอบกลับของเขานั้นทำให้ผมแปลกใจบวกกับใจเต้นนิดหน่อย


"คุณสุดยอดไปเลย" อ่า อย่ายิ้มแบบนั้นอีกเลย เดี๋ยวผมอดใจไม่ไหว 



ตึกตัก



โอ้ยย หัวใจ 



                    ในคืนวันนี้ผมได้กินอาหารกระป๋องกับหอยย่าง รอดตายไปหนึ่งมื้อ  อ่า แล้วตอนนี้ผมก็รู้ชื่อเขาแล้วด้วยแหละ 


เฌ ชื่อเพราะดีและก็แปลกด้วย


เราสองคนนั่ง ๆ นอน ๆ  คุยกันบ้าง รอเวลาดูสถานการณ์ของป่า  ประตูที่ปิดไว้ทำให้เราสบายใจอยู่เหมือนกัน เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติจึงตัดสินใจนอนหลับ ด้วยความเมื่อยล้า ผมกลับลงอย่างรวดเร็ว



เช้าวันต่อมา  เฌ ทำให้ผมแปลกใจอีกครั้ง  ทำไมน่ะเหรอ? ในท่ามกลางเกาะร้างแบบนี้ เฌ สามารถหาแปรงสีฟันมาได้ แถมเตรียมไว้ให้ผมอีกด้วย ไม่พอ!! ยังน้ำเค็มจากทะเลมาวางข้าง ๆ กัน ทำให้ผมรู้ว่า ให้ใช้มันบ้วนปาก


คนอะไร ทำไมน่ารักขนาดนี้นะ?


ถึงจะน่ารักน้อยกว่าน้อชายผมนิดนึง แต่ก็ถือว่าน่ารักที่สองเลย  ผมอมยิ้มไปแปรงฟันไป ในชีวิตไม่เคยมีใครมาทำอะไรให้แบบนี้เลย นึกไปถึงละครที่เคยดู ที่นางเอกปรนนิบัติสามี แบบนี้เข้าข่ายรึป่าวนะ?


ระหว่างที่แปรงฟันบ้วนปากอยู่นั้น เฌ ก็เดินมาพร้อมกับหิ้วปลามา 2 ตัว เดี๋ยวนะ?? นี่คนรึป่าว? ทำไมเก่งขนาดนี้ ผมมั่นใจว่า ถ้าเป็นผม คงไม่ได้มันมาง่าย ๆ แน่ ๆ 


อ่า เขาเป็นลูกชาวประมงสินะ ถึงรู้วิธีหาปลามาได้แบบง่าย ๆ



เรานั่งคุยกันและวางแผนกันสำหรับวันนี้ และนั่งมองเขาย่างปลาไปด้วย 



"ทำไมถึงเป็นผม" ผมตัดสินใจถามเฌ ไม่รู้ว่าเหตุผลที่เขาช่วยผม ใช่อย่างที่ผมคิดมั้ย แต่ผมก็ต้องการความแน่ใจ


"อ่าา  คุณอยู่ใกล้มือที่สุดล่ะมั้ง อ๊ะ!!! สุกล่ะ กินดีกว่า วันนี้คงมีอะไรให้เราทำอีกมาก" เฌ ตอบแบบรน ๆ และไม่ยอมมองหน้าผม ปฏิกิริยาของเขาทำให้ผมเข้าใจและมั่นใจ  ผมอมยิ้มกับการแถของเขาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ



ทานอาหารเช้ากันเสร็จ  เราสองคนก็ออกเดินสำรวจป่าอีกครั้ง  ระหว่างทางเฌพบมูลสัตว์ เราก็ช่วยกันขุดหลุมวางกับดักเมื่อดักจับสัตว์  เฌ เจอผลลูกม่อนที่ผมไม่เคยกินและให้ผมลอง ซึ่งมันก็รสชาติดีมาก ๆ ผมเก็บไปหลายลูกเลย ก็ร่างกายมันต้องการวิตามินนี่



"เฌ" ผมเรียกเฌ เมื่อผมสังเกตุเห็นบางอย่างเข้า แต่อาการของคนข้าง ๆ กลับชะงักและมีริ้วแดงขึ้นที่หน้า หึ หึ แบบนี้เรียกเขินได้มั้ยนะ แค่เรียกชื่อเองนะ


"คะ ครับ" เฌ ตอบเสียงสั่นและหันหน้ามา เมื่อเห็นดังนั้นผมก็ยิ่งได้ใจ อยากแกล้งมากขึ้นไปอีก



"ดูด้านโน้น" ผมชี้ไปทิศทางที่ต้องการให้เฌมอง และส่งยิ้มที่คิดว่าหล่อสุด ๆ ไปให้ เมื่อเห็นเฌ อาการเหมือนจิตหลุดผมก็ยิ่งขำ เดินเข้าไปใกล้ๆ เฌและกระซิบข้าง ๆ หูอีกครั้ง


"เห็นมั้ย" เท่านั้นแหละครับ คนตรงหน้าผมตัวแข็งทื่อ หูนี่แดงแป๊ดเลย น่ารักชะมัด


"หะ เห็นครับ นะ นั่น กล้วย" ตอบแบบตะกุกตะกัก แถมได้ยินเสียงสูดลมหายใจเรียกสติด้วย 


                     ฮ่าๆ ผมอยากจะจับเฌมาฟัดแรง ๆ จังเลย ปกติเฌ เป็นคนมีความมั่นใจมาก แต่พอไปไม่เป็นแบบนี้แล้วน่าแกล้งจัง



"ไปกันเถอะ" ผมไม่รอให้สติเฌ กลับมาหรอก แบบนี้น่ารักจะตาย ผมเอื้อมไปจับมือเฌ และพาเดินไปยังทางที่เจอผลไม้  เฌ ยังคงตัวแข็ง แต่ก็เดินตามผมมา ด้วยอาการที่เปียกชื้นอละสั่นหน่อย ๆ 


"หึ หึ" เห็นมั้ย ผมบอกแล้วว่าเฌ แบบไม่มีสติน่ารักจะตาย




TBC.

(อย่าคาดหวังถึงความสมจริงนะคะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในนิยายเป็นความนโนของไรท์ล้วนๆ ขอให้ผู้อ่านอย่าใช้สติอ่านนะค่ะ555) 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #2 55420119 (@55420119) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 22:55

    ชอบมากคะขอบคุณนะคะ
    #2
    0