ตอนนี้คาดว่าคงได้เตรียมตัวกลับบ้านแล้วล่ะ อาทิตย์หน้าจะได้กลับบ้านที่เชียงใหม่สักที ที่ยังทำรีวิวได้เพราะเขียนไว้ในกระดาษรายงานที่พกติดมาด้วย (เผื่อหาที่ชาร์ตแบตไม่ได้ iPad จะได้ไม่แบตหมดเร็ว) รูปก็อัพโหลดเข้าระบบรอไว้แล้วเพราะถ่ายเตรียมไว้เป็นชุด ๆ พอรูปหมด หนังสือไม่ได้พกมาก็เลยต้องรอกลับไปอ่านแล้วเขียนเพิ่ม คอนเทนต์บทความก็มีอันที่เขียนไว้บ้างมาเติมให้สมบูรณ์
ส่วนเรื่องสั้นนั้นนึกได้ว่าจะเข้าตุลาแล้ว น่าจะประกาศ InkTober listแล้ว (แต่ลิสต์แปลไทยยังไม่มา) นอกจากนำไปเขียนเรื่องยาวก็เลยคิดจะใช้เวลาเขียนเรื่องสั้นแบบไม่ต้องคิดมาก แบบออกจากไขสันหลังไม่ผ่านสมอง (แต่มันเป็นคำด่าจากอ.ชีวะที่เจ็บแสบมาก aka. พวกไม่ใช้สมองคิด ใช้ปฏิกิริยารีเฟลกเอา) ทีนี้พอมาคิดโจทย์รวบยอดว่าจะเขียนแนวอะไรดีก็เอาแบบต่ำตมไปเลย ก็เลยออกมาดังที่เห็น เมื่อเช้านึกได้ว่าไม่ได้ไปลง storylog นานแล้วเลยเอาไปลง ก็เกรงจะโดนแบนเหมือนกันตอนนี้เงียบฉี่สงสัยจะติดสตั้นกันหรือคนอ่านน้อยลงหรือเปล่า (ตัวเว็บและแอพ storylog และ fictionlog มีปัญหาการใช้งานค่อนข้างมาก)
ที่ลงมากรุงเทพครั้งนี้ก็ไม่คาดว่าจะต้องอยู่ยาวขนาดนี้เลยจริง ๆ เป็นเพราะพี่สะใภ้ที่อายุเท่าเรา (แก่เดือนกว่า) เสียด้วยมะเร็ง alveolar ridge carcinoma (คำเตือน ไม่ต้องไปค้นรูปดูนะมันน่ากลัว) เป็นมา 1 ปี 8 เดือน พอมาถึงก็ได้คุยกับคุณยาย (แม่ของพี่สะใภ้) ถึงได้ทราบว่าทางนั้นทำใจมานานแล้วพี่สะใภ้เขาน้ำเหลืองไม่ดี ถึงขนาดว่าต้องเจาะเอาหนองออกตามตัว (เคยเห็นแผลคีลอยด์อยู่ก็ว่าแผลอะไร) คุณยายบอกรอด 25 ปีมาได้ 35 ก็ยังไม่วางใจ สุดท้ายก็ถึงเวลา เลยให้ตั้งศพถึง 7 วัน เพื่อจะได้ทำบุญให้เต็มที่ พอถึงวันลอยอังคาร เราไม่ได้ไปด้วยแยกไปหล่อพระแทน (หาโอกาสยาก หล่อพระทันใจแบบวันเดียวเสร็จ) ตอนขากลับหลานชายก็โทรมาหา บอกวันนี้วันเกิดไง เออ เราก็ลืมไป เช้าต้องไปลอยอังคารแม่ เย็นฉลองวันเกิดตัวเองนะ แม่เราก็ห่วงหลานเลยอยู่ต่อประกอบกับคุณน้า (น้องสาวพี่สะใภ้) มาคุยกับแม่ว่าอยากพาหลานไปหาหมอเห็นว่าจะมีอาการสมาธิสั้นมาก่อนหน้า แล้วหลานเราเป็นพวกไม่สู้คน พอคุยกันบอกว่าถ้าไปเอาคืนเขาทำเขาก็รู้สึกผิด (จ้า...พ่อคนดี) กับพอแม่เสียจะมีอาการซึมเศร้าหรือเปล่า จากที่เคยให้คำปรึกษาน้อง ๆ ในบอร์ดนักเขียน น้องหลายคนมาถามแบบเจาะจงเลยว่าขอคุยกับคนในห้องนี้เพราะสบายใจต่อการพูดคุยที่สุด มีคนนึงน้องเคยบอกว่าเป็น FC เรา แล้วจู่ ๆ มาถามว่าถ้าอายุไม่ถึง 15 จะสามารถไปพบจิตแพทย์คนเดียวได้ไหม ตอนนั้นแทบร้องไห้ เลยรีบงัดข้อมูลกับเบอร์ติดต่อให้เลย สรุปแล้วเลยพาไป สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (ใกล้บ้านด้วย) เพื่อให้คัดกรองกับประเมิน (เสียไป 200) ก็โล่งอกไปว่า อาการสมาธิสั้นเป็นเพราะหลานเรามีปัญหาด้านสายตา (ยาวและเอียงอย่างมาก) ที่เป็นพันธุกรรม ไว้อีก 2 เดือนนัดไปหาใหม่ (ถึงตอนนั้นคงต้องลงมาอีกรอบ) เราก็ยาวเอียงแต่มันน้อยเลยไม่ต้องใส่แว่น และเรื่องสายตายาวนี่เรียกว่าหาเรื่อง เคยนั่งหน้าห้อง อ. จะทดสอบให้ตั้งประโยคคำถาม ถามเวลากับคนนั่งหลังห้อง อินี่หันไปอ๋อเวลา... อ.เธอมองเห็นด้วยเหรอ รถเมล์ที่ถัดไป 2 แยกยังรู้ว่าสายอะไร (ฮา)
สรุปแล้ว คุณหมอให้เพิ่มวิตามินบำรุงพวกประสาท แล้วเพิ่มความสามารถกล้ามเนื้อกับระบบประสาทจะช่วยด้านสมาธิกับการทำงานของสมอง กล่าวคือ พยายามให้ร่างกายขยับตลอดโดยเฉพาะมือ นิ้วมือ ให้บริหารตลอด อย่างง่ายที่สุดคือทำงานบ้านนี่แหละ ให้เขียนหนังสือแบบจับดินสอ/ปากกาเขียนหรือทำกิจกรรมอื่น (ไม่ใช่เขี่ยสมาร์ทโฟนนะ) เลยนึกถึงคุณป้าอดีตพยาบาลที่หากิจกรรมทำอย่างการวาดภาพสีน้ำป้องกันอัลไซเมอร์ พอได้ยินแบบนั้นเลยกลับมามองว่าที่ตัวเองไม่มีอาการคงเพราะ ตอนเรียนเวลาอาจารย์พูดให้ฟังเราจะนั่งวาดรูปเล่นแต่ฟังนะ หรือสมัยเรียนมหาลัยจดเล็กเชอร์ยิก ๆ จะมีกระดาษวางอยู่ข้างสมุด ว่างเว้นจากเล็กเชอร์ก็ไปวาดรูปแทนจนเก็บกระดาษวาดเล่นในห้องเรียนได้เป็นแฟ้ม ส่วนพฤติกรรมที่นั่งนอนดูทีวีเฉย ๆ มันไม่ดี ก็เลยเห็นว่า มิน่าล่ะเวลานั่งโง่ว ๆ อยู่หน้าคอมเป็นชั่วโมงเขียนไม่ออกสักบรรทัดพอเปลี่ยนมาเขียนบนกระดาษจะคิดออกได้ดีกว่า ยอมไม่รักโลกเปลืองกระดาษหน่อยก็ได้ (แต่เดี๋ยวนี้มีกระดาษรีไซเคิลกับกระดาษทำจากป่าปลูกเพื่อทำกระดาษโดยเฉพาะนะ)
พิมพ์เสียยาวเลยร่างกายคนเราช่างซับซ้อน
บทความที่เคยเขียนเกี่ยวกับนักเขียนซึ่งต้องระวังอารมณ์กับโรคทางจิตเวช
https://writer.dek-d.com/Miran/writer/viewlongc.php?id=1860018&chapter=12
ความคิดเห็น