คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [OS KrisLay] Oops, I fell!

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



[OS] Oops i fell 

Pairing : Kris x Lay feat.Kai x Kyungsoo

Rate : PG 

Warning : มีคำหยาบคายในระดับกระปริบกระปรอย




เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 พ.ย. 61 / 08:56



22.17 น. 


อี้ชิงแก้มแดงเถือก ใจงี้ก็เต้นตุบๆ แข่งกันกับบีทเพลงที่ดังกระหึ่มในสถานที่สังสรรค์แห่งนี้ แข่งกันกับเสียงเฮฮาของพนักงานบริษัทที่มาปล่อยผีทั้งที่ไม่ใช่ฮาโลวีนด้วยเอ้า 

แหงสิ การได้มานั่งข้างจงอิน เพื่อนสนิทที่ไม่เคยคิดซื่อๆมาตลอดสี่ปีมันชวนให้เป็นเรื่องใจสงบเสียเมื่อไหร่กัน


ใบหน้าขาวท่ามกลางแสงไฟสลัวของคลับมีชื่อซ่อนยิ้มไว้ภายใต้แก้วเหล้าที่ยกขึ้นจิบ ลิ้นไม่ได้รู้รสชาติอะไรด้วยซ้ำ เพราะกำลังซึมซึบความหนั่นแน่นของกล้ามเนื้อต้นแขนแสนอัศจรรย์ของนายเพื่อนสนิทที่ถูแขนเขาอยู่นี่อย่างสุขใจ ก็นะ นั่งใกล้กันจนจะเกยตักขนาดนี้ เนื้อตัวจะสีกันมันก็ไม่แปลกหรอกจริงมะ


สุขใดไหนจะปาน...


สี่ปีที่ผ่านมาอี้ชิงมั่นหน้าพอกันกับมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่ง บวกกับความเป็นคนไม่ค่อยจะสังเกตดีเทลเล็กๆน้อยๆอะไรของจงอิน ดังนั้นความรู้สึกของเขาจึงยังคงเป็นความลับมาตลอดอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าตัว


คิดแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆกับความนกเงียบๆของตัวเอง แต่รอยยิ้มที่ตรึงอยู่กับริมฝีปากอยู่ได้นานสองนานก็เป็นอันต้องหุบลงทันใดที่ร่างสูงอันแสนคุ้นเคยของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาร่วมโต๊ะ


“โหพี่คริสช้าว่ะ! มาๆนั่งเลย!”


เขาเสมองไปทางอื่น นึกดีใจที่ขายาวเป็นเปรตของผู้มาใหม่ทิ้งตัวลงที่มุมโซฟาข้างพนักงานหน้าจิ้มลิ้มของน้องคยองซู ซึ่งมันก็แอบจะคนละโยชน์กับเขาอยู่


เหอะ แหงล่ะ คนอย่างหมอนั่นเหรอจะอยากนั่งตรงไหนที่มันเห็นหน้า ‘ไอ้หน้าจืด’ อย่างเขา


คิดแล้วมันก็เจ็บใจชิบหาย ไอ้เวรคริสที่ไปทางไหนก็มีแต่คนมอง ซุบซิบกันว่ามันเป็นนายแบบบนปกนิตยสาร สมัยมหาลัยมีแมวมองมาตามจีบได้แทบทุกวัน(แต่พ่อคุณไม่เอาเพราะขี้เกียจ เป็นเดือน เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของมหาลัยก็เหนื่อยพอแล้ว ((ถุยๆๆๆๆๆๆๆ))) 


บุรุษที่แสนจะเป็นที่รักที่แสนเฟรนด์ลี่ของทุกคน คนที่ทักเขาอย่างสนิทสนมทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยว่า...


‘อ้าวน้อง ทำไมวันนี้หน้าเหมือนผีจีนเลย’

‘โหน้อง ถอดเสื้อกินมั้ย กระดุมปริแล้วเนี่ย’

‘น้องแม่-งบ่นเป็นอาซิ่มเลยว่ะ’

‘กินข้าวขาหมูทำไมอะน้อง มองขาตัวเองก็ได้ปะ’

‘จะว่าไปน้องก็เหมือนอาซิ่มจริงๆนะ’


อีเวรเอ๊ย เป็นเดือนมหาลัยที่น่าเตะปากให้ตัวหลุดไปนอกจักรวาลซะจริง เพราะไม่ใช่แค่พี่มันหรอกที่พูด คนอื่นก็เล่นมุกตามพี่มันไปด้วย กลุ่มพี่มันน่ะตัวดี ใครสถาปนาให้มันเป็นแก๊งหนุ่มฮอตของมหาลัยวะ ทำไมมันไม่ได้เป็นหนุ่มสันดานเสียระดับปริญญาตรีด้วย แม่-งสังคมโคตรไม่แฟร์ 


แต่ไม่รู้ทำไม ไอ้ความเป็นเดือนมหาลัย บวกกับไม่เคยเห็นอีกฝ่ายปากหมากับใคร(อย่างน้อยก็เท่าที่เขารู้ หรืออีกฝ่ายไม่เอาเรื่องเท่าเขานั่นแหละ) เลยทำให้ความนิยมในตัวของพี่คริสคนนี้ไม่เคยลดลงเลย ซ้ำยังจะมากขึ้นทุกวัน เรียกได้ว่าทั้งคณะมีแค่เขาคนเดียวล่ะมั้งที่ไม่นึกนิยมชมชอบพี่เขา 


ก็มันน่าโมโหรึปะ คำก็น้อง สองคำก็น้อง พระเชษฐามากมั้งมึงอะ พอโดนอะไรแบบนี้หนักๆเข้าวันหนึ่งคนสู้คน อินเนอร์ซันไช่เอฟโฟร์อย่างอี้ชิงก็ทนไม่ไหวจนต้อง...


‘อ้าว กินน้ำแล้วไม่กินเพดดิกรีหลังอาหารด้วยเหรอ เดี๋ยวหมาในปากตายนะพี่’

ไงล่ะคระคุณพรี่ 


อี้ชิงบอกเลยว่านับจากเสียงหัวเราะลั่นโรงอาหารของบรรดาเพื่อนเราและเพื่อนพี่เขา และสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะเพิ่งเคยโดนด่าสวนกลับเป็นครั้งแรกในเวลาพักกลางวันวันนั้น ทั้งเขาและอีกฝ่ายก็จัดว่าไม่ลงรอยกันอีกเลย ถ้าเป็นหนังสือก็น่าจะชื่อนับแต่นั้นเป็นต้นมาอะไรทำนองนั้น 


แม้พรหมลิขิตจะบันดาลฟ้าผ่า ให้เขาได้เข้ามาเป็นพนักงานบริษัทที่ในเวลาต่อมาด้วยความสามารถสูงส่งเสียดฟ้า อีกฝ่ายได้เข้ามานั่งเก้าอี้ในตำแหน่งผู้บริหารคิตตี้ไม้สัก(aka กิตติมศักดิ์) หลังจากเรียนจบเมืองนอกเมืองนาด้วยปริญญาสองใบ กับประสบการณ์ทำงานสามปีกับบริษัทในเครือที่สหรัฐอเมริกา... เชอะ ถ้าไม่ติดว่าคนมันต้องกินต้องใช้อี้ชิงลาออกไปแล้วจะบอกให้ ใครเขาจะอยากมาใช้ตึกเดียวกับคนอย่างแม่-ง


ดูเหมือนว่าพี่คริสเองก็คิดไม่ต่างกันกับเขานัก โชคดีที่แผนกของเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน และเก้าอี้หนังของเขาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับหัวอี้ชิง เราทั้งสองจึงยังคงมองหน้ากันแล้วเลยผ่านไป ยกมือไหว้บ้างเป็นบางคราว (อ้อ หมายถึงอี้ชิงไหว้นะ ไม่ใช่พี่คริสไหว้)


“ขอโทษนะคะ...”

นั่นไง จนสามสิบกว่าแล้วไอ้พี่คริสมันก็ยังฮอตแดมไม่มีเปลี่ยน หย่อนก้นนั่งยังไม่ทันตดอัดเบาะก็มีสาวมาขอชนแก้ว นี่ยังไม่นับโต๊ะของพวกเขาที่เริ่มมีพนักงานสาวๆมารุมมะตุ้มรุมล้อมอีกนะ 


พนักงานคนเก่งขยับยิ้ม พยายามไม่คิดถึงไอ้คนตัวโย่งคนนั้นเพราะเราควรจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ปัจจุบันที่ได้นั่งข้างคนที่ตัวเองแอบชอบ พลางโยกตัวตามจังหวะเพลงตื๊ดที่เขาชอบแอบฟังแล้วเต้นคนเดียวในคอนโด


“ไอ้จงอิน วันนี้เป็นไรวะ มึงยังไม่บอกกูเลยนะว่าทำไมวันนี้จู่ๆก็นัดกะทันหัน” คำถามนั้นถูกส่งมาจากเพื่อนอีกแผนก นั่นดิ... จะว่าไปประเด็นนี้เขาเองก็สงสัยเหมือนกันนี่


จงอินหัวเราะ เสียงหัวเราะที่แสนจะสดใสซาบซ่า นี่ยังไม่นับรอยยิ้มตาหยีวิบวับแข่งกับดิสโก้บอลเลยนะจะบอกให้ “ขนาดกูนัดกะทันหันนะ พวกมึงก็เสนอหน้ามากันครบเลยเนี่ย”


“เออ กูเสี้ยน แต่มึงนะไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลยไอ้ห่า”พอโดนคาดคั้นเยอะๆเข้า จงอินก็เริ่มหัวเราะแหะๆ

หัวเราะแหะๆแบบที่คนที่แอบมองมาตลอดรู้ว่ามันกำลังเขิน


เขินไรอ้ะ 


อี้ชิงเลิกคิ้ว พยายามเก๊กหน้านิ่งตอนที่คนที่นั่งสีแขนกันจนร้อนผะผ่าวหันมาสบตา

สบตา... ราวกับจะขออนุญาต


ขออนุญาตทำไมอ้ะ


เขากระพริบตา แสร้งทำเป็นก้มลงจิบเครื่องดื่มสีอำพันไม่ยอมสบตาด้วย

จงอินเป็นคนเซ็กซี่ ทั้งภายในและภายนอก เป็นชายหนุ่มสุดเฟรนด์ลี่ที่ไม่ว่าใครๆก็อยากเข้าใกล้ แสนดีและอ่อนโยนกับทุกคน ตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกันมาอี้ชิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกห่อด้วยสำลีที่แสนเซ็กซี่ ไม่เข้าใจใช่ไหม อืม หลายครั้งเขาก็งงเหมือนกัน แต่คนมันรักน่ะนะ


บางครั้งอี้ชิงก็นึกหวงและอยากให้ทุกๆอย่างที่ว่านั่นเป็นของเขาคนเดียวเหมือนกัน แต่ไม่รู้อะไรที่มันทำให้เขาอั้นทุกคำพูดและความรู้สึกเอาไว้ตลอดมา ผ่านวันสำคัญอย่างวันคริสต์มาส ปีใหม่ รับน้อง รับปริญญาก็แล้ว... 


แต่อี้ชิงก็ไม่เคยบอก ไม่เคยทำให้อีกฝ่ายระแคะระคายเลยด้วยซ้ำล่ะมั้ง 


แต่เวลานี้... วันศุกร์ธรรมดา มันกำลังจะกลายเป็นวันพิเศษไปอย่างนั้นเหรอ...

อี้ชิงรู้สึกว่าแก้วเหล้าในมือตัวเองร้อนผ่าว 


แววตาของหนุ่มผิวแทนวิบวับ เป็นประกายบางอย่างที่แสนน่าค้นหา ดึงหัวใจของเขาให้ร่วงลงไปที่ตาตุ่ม


ไม่นะ

ไม่

อย่ามองมาแบบนั้น

ไม่เห็นรู้เลยว่ามันรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่

….

อยากบอกให้จงอินรู้ว่าคือแบบ


คือแบบกูพร้อมมากนะ 


เขากลั้นยิ้ม แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่ไหวจนเผลอยกแก้วขึ้นดื่มจนหมด พยายามอย่างยิ่งที่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไร พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ทำตัวกระโตกกระตากเกินเหตุ ความทรงจำตั้งแต่เมื่อเช้ากระหน่ำเข้ามาในหัวเหมือนฝนเม็ดใหญ่ที่เทกระหน้ำลงใส่กันสาดที่รั่ว จริงสิ ตั้งแต่เมื่อเช้าไอ้จงอินสุดแสนจะเทคแคร์ โคตรพระเอกนิยายยิ่งกว่าที่ผ่านมา ไหนจะยังประโยคง่ายๆที่ตอนนั้นเขาไม่ทันได้คิดอะไรว่า


‘มึง วันนี้รีบกลับบ้านมั้ย’

‘ไม่อะ ทำไม?’

‘กูมีอะไรจะบอก’

‘บอกตอนนี้ไม่ได้รึไง’

‘อันที่จริง กูตั้งใจจะบอกมึงเป็นคนแรก แต่...’

เขาขมวดคิ้ว มองท่าทางลับๆล่อๆ ที่เสคนกาแฟซองสำเร็จรูปจนช้อนจะละลายไปพร้อมกาแฟได้

‘บอกมึงคนแรกกูว่าแม่-ง เล่นใหญ่ไม่พอว่ะ’


“ทุกคนครับ คือผมมีเรื่องอยากจะบอก”


เอาแล้ว มันเอาแล้ว อี้ชิงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอขยับปกเสื้อ 


ร่างสูงโปร่งราวพรีเซ็นเตอร์แบรนด์อินเตอร์ยืดตัวขึ้น ตอนที่สายตาอีกฝ่ายละไปจากเขาแล้ว แต่อี้ชิงยังมองตามอีกฝ่ายด้วยเซ้นส์บางอย่างที่มันบอกไม่ถูก เอาเป็นว่ามันเป็นแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นเองก่อนที่จงอินจะพูดออกมาให้ได้ยินทั่วกันว่า...


“วันนี้... เป็นวันครบรอบของผมกับคยองซู”


ซู

 

วั้ท!!!!????


“อะไรของมึงวะไอ้จงอินนนน!”เสียงโวยวายปนวี้ดวิ้วของพนักงานบริษัทรอบตัวดังขึ้นในทันใด แต่ดวงตาของอี้ชิงกลับจับจองอยู่แค่ใบหน้าทรงเสน่ห์ที่กำลังมีความสุขสุดๆของจงอิน... และคยองซู 


จงอินยังคงพูดต่อไปทั้งที่รอยยิ้มละไมไม่คลายไปจากใบหน้าแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว “ผมเห็นว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว และไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ ก็เลยตกลงกับคยองแล้วว่าเดือนหน้า เราจะหมั้นกัน ขอเชิญทุกๆคนด้วยนะครับ”


ในตอนนั้นเองที่ราวกับว่าในหัวสมองของเขาอี้ชิงมันมีอะไรที่คลิกกันไปหมด

น้องพนักงานตัวเล็กคนเงียบกริบของบริษัท คนที่อี้ิชิงเคยคิดว่าน้องเขากดmuteทุกแชทในไลน์ แต่ตอบไลน์ไอ้จงอินเร็วที่สุดเสมอ น้องคนเงียบๆที่ช่วงหลังๆมานั่งกินข้าวกับเขากับไอ้จงอิน น้องคนที่ถ้าเขาบ่นว่าอยากกินกล้วยทอด น้องก็จะได้กินด้วยเพราะไอ้จงอินเป็นคนเดินไปซื้อ.... 


อี้ชิงไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยเห็นจงอินยิ้มอย่างมีความสุขขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้เขากำลังมองมันอยู่ แม้แสงไฟจะไม่สว่างนัก แต่เชื่อเถอะว่าเขาเห็นมันได้ชัดเจนยิ่งกว่ามีพระอาทิตย์มาส่องอยู่บนหัวเสียอีก


รอยยิ้มของหนุ่มหน้าหมีทรงเสน่ห์มีแววขวยเขิน ไม่กล้ากระทั่งสบตาคนตัวเล็กข้างกาย “เราสองคนอยากจะคบกันเงียบๆ อันที่จริงเพราะคยองซูบอกว่ายังไม่มั่นใจว่าผมจริงจังกับเขาน่ะครับ กว่าจะรู้ตัวเวลามันก็ผ่านมาสองปีแล้ว... ขอโทษด้วยนะครับที่ีปิดทุกคนเป็นความลับ แต่เอาเป็นว่า วันนี้เขาเป็นของผมแบบofficialแล้วนะ เลิกเต๊าะแฟนผมได้แล้วนะครับพี่ๆ และมึงๆทั้งหลาย ไม่งั้นเจอตีนนะคร้าบ”


คำถามมากมายถูกยิงไปยังคู่บ่าวสาวหมาดๆที่ยืนเขินอยู่กลางดงผู้คน แม้คยองซูจะไม่ใช่คนที่ชอบแสดงออกทางสีหน้ามากนัก แต่วันนี้อี้ชิงรู้สึกได้เลยว่าทั้งสองคนมีออร่าสีชมพูแผ่ไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ 

“มึงไปคบกันตอนไหนวะ”

“เหยดดดดตัวเงียบเลยนะมึงอะ!!”

“โธ่น้องคยองซูของพี่!”


ท่ามกลางกระแสเสียงแสดงความยินดีที่ดูเหมือนมันจะมาจากทั่วทุกสารทิศ อี้ชิงได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่รู้มือดีที่ไหนอุตส่าห์ใจดีชงเหล้าให้เขา เขามีหน้าที่แค่ยกซดให้มันหมดแก้วเหมือนซดน้ำซุปเล้ง เพื่อปกปิดความจริงที่ว่ามือกำลังสั่นให้ถูกจับได้ 

เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะรวบรวมสติตัวเองกลับมา พาลไปว่าคงเป็นเพราะแอลกอฮอล์ที่ทำให้รู้สึกกึ่มจนได้ที่ แต่แม้พยายาจะปลุกตัวเองอย่างขำๆว่านี่เป็นแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่ง แต่หัวใจที่ปวดหนึบมันก็พาให้ได้รู้ว่าสิ่งนี้คือความจริง

ความจริงที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เขาไม่กล้าพอที่จะเงยหน้ามองคนที่กำลังตกเป็นเป้าแสดงความยินดีให้กับใครต่อใคร ไม่หรอก อันที่จริงอี้ชิงไม่ได้พาลขนาดไม่อยากให้ใครต่อใครมาแสดงความยินดีกับความรู้สึกที่ตรงกันของคนทั้งสอง เขาก็แค่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์ที่จะต้องมายอมรับความจริงทั้งที่ตัวเองเป็นแบบนี้


วินาทีที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว เขาก็เอ่ยขอตัวเงียบๆ และมันก็เป็นเหมือนอย่างที่เคยที่ทุกคนหันมาเออออโดยไม่ได้สนใจนัก

อาจจะเป็นปีหนึ่ง หรือปีหนึ่งเทอมสอง อี้ชิงเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาเผลอรักจงอินเข้าเต็มเปาตอนไหน ที่แน่ๆมันเป็นความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นทุกวันราวกับตัวต่อเลโก้ เราบรรจงสร้าง บรรจงติดของเราอย่างดีจนมันสูงใหญ่ แต่วันนี้ใครคนนั้นที่เป็นต้นเหตุก็กลับมาพังมันโดยไม่ตั้งใจ 


พังหมดเลย


“อี้ชิง เดี๋ยวดิวะ มึง!”

เขากำมือแน่น ไม่รู้ตัวว่าเผลอเร่งฝีเท้าตอนที่ได้ยินเสียงจงอินวิ่งตามมา 

ได้ยินเสียงฝีเท้ามันก่อนที่มันจะเรียกอีก เขาเจ๋งใช่มั้ยล่ะ ก็จงอินเป็นแบบนี้เสมอ ห่วงใย และเทคแคร์


อย่าโทษมันเลยที่เป็นคนดี โทษเขานี่ที่ห้ามใจไม่รักความดีของมันไม่ได้ 


แม่-งเอ๊ย... เพิ่งเคยเข้าใจนี่แหละเวลาดูละครแล้วนางเอกโดนตามง้อด้วยการคว้าข้อมือเอาไว้ตอนกำลังเดินหนี มันไม่เห็นจะฟินเลย 


    กลับกันเหอะ 

          โคตรเจ็บ


ดูเหมือนว่าละครเรื่องนี้เขาไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นนางเอก 

หรือไม่ถึงจะใช่ จงอินก็ไม่ใช่พระเอกของเขาตั้งแต่แรก

จงอินหอบเล็กน้อยจากการวิ่งตามเขาก่อนจะเอ่ยออกมาจนได้ 

“ไอ้ชิง มึงโกรธกูเหรอ”

“เห้ย บ้าแล้ว โกรธอะไร กูแค่แบบมึนหัว อยากกลับบ้านนอน” เขาตอบกลับทันใด เพื่อความเนียนยังแกล้งหาวหวอดด้วยเอ้า 

ถึงโลกนี้จะมีอาการโกรธจนน้ำตาไหล แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้อยากร้องไห้เพราะเหตุนั้น 

ในใจพูดอย่าง แต่ปากพูดออกไปอีกอย่าง แต่พอเห็นสีหน้ารู้สึกผิดจริงๆของเพื่อนสนิท อี้ชิงก็รู้สึกดีที่ความในใจของเขายังถูกเก็บจนมิด

อี้ชิงมองหน้ามันที่เคยนึกฝันเล่นๆหลายครั้งว่าเราอาจได้เป็นมากกว่าเพื่อนกัน

แต่ก็นั่นแหละ

สุดท้ายเรื่องมันก็ลงเอยแบบนี้ซะแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่อยากให้จงอินรู้สึกผิด มันไม่จำเป็นจะต้องรู้สึกผิดที่เขารักมันฝ่ายเดียว 

“กูขอโทษนะ ที่ไม่เคยบอกมึงเลย แต่ว่าคยองซูขอเอาไว้ กูไม่อยากขัดใจน้อง แบบว่า กูชอบน้องจริงๆว่ะ”จงอินว่า สีหน้ายุ่งยากใจระคนร้องขอให้คนฟังอย่างเขาช่วยรับฟังทุกคำที่มันจะพูด 

“มึงไม่เคยชอบใคร มึงอาจจะไม่เข้าใจ แต่กูไม่ได้ตั้งใจจะปิดเป็นความลับกับมึงจริงๆนะ”

อี้ชิงอยากจะแค่นหัวเราะกับประโยคนี้จริงๆ 

เออ กูแม่-งไม่เคยชอบใคร เพราะกูชอบมึงคนเดียวมาตลอดไง

ชอบมาก่อนที่มึงจะรู้ว่ามีน้องคยองซูอยู่บนโลกใบนี้แล้วด้วยซ้ำ

กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองเผลอจมกับความคิดตัวเอง จงอินก็ชิงพูดขึ้นมาอีกประโยค 

“อี้ชิง กูขอโทษ”

คนฟังลอบถอนหายใจ 

“อันที่จริงกูก็พอรู้บ้างอะ” เขาโกหกคำโต เพราะไอ้อันที่จริงที่ว่านั่นมันเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีก่อนหน้าเท่านั้นเอง

แต่เรื่องความรู้สึกมันก็แบบนี้แหละวะ ใครรู้สึก คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ ด้วยการทำให้มันหายไปด้วยตัวเองเหมือนกัน  


“นั่นดิ”คู่สนทนาว่า ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแบบเขินๆ “มึงเพื่อนสนิทกูนี่เนอะ จะไม่รู้ได้ไง”


อือ เพื่อนก็เพื่อน 


“กูไม่ได้โกรธ จงอิน กูแค่ง่วง”เขาย้ำความจริงนี้อีกครั้ง ได้แต่หวังว่าไอ้ความรู้สึกจุกจนอยากจะร้องไห้นี้มันคงช่วยทำให้ดวงตาของเขาฉ่ำน้ำพอจะเนียนๆได้บ้างว่าง่วงจริงๆ


ไหนๆจงอินก็ไม่รู้แล้วว่าเขาคิดกับมันยังไง

ขอให้มันไม่รู้ด้วยแล้วกันว่าเขาอยากกลับบ้าน ไปร้องไห้ดังๆเพราะมัน


จงอินเป็นคนดี และน้องคยองซูก็เป็นคนน่ารัก ทั้งสองคนควรจะได้รับสิ่งดีๆ เขาเองไม่ควรจะทำให้ตัวเองเป็นตัวปัญหาของคู่รักที่แสนน่ารักของบริษัทนี้ 

“เดี๋ยว!”

อี้ชิงสูดลมหายใจเข้าลึก นึกโกรธมันขึ้นมาจริงๆที่ไม่ยอมปล่อยเขาไปสักที นี่เขาว่าเขาเก่งมากแล้วนะ บอกตัวเองว่าเป็นคนเก่งที่สุดบนโลกใบนี้ที่ยังยืนกลั้นน้ำตาอยู่ตรงนี้ได้ 


เก่งจริงๆที่ไม่ทนหันกลับไป แล้วบอกมันทุกความในใจที่มี


“มึงยังไม่แสดงความยินดีกับกูเลยอะ”จงอินยิ้มแป้น และเป็นครั้งแรกจริงๆที่อี้ชิงอยากตั๊นหน้าหมีๆของมันให้สุดแรง

เหอะ 

คนอย่างอี้ชิงน่ะเหรอ 

“กูยินดีให้กับรักที่สดใสของมึงด้วยนะ” เขาเม้มปาก “ยินดีที่มึงได้พบเจอ คนที่ดี คนที่ควรคู่รักกับมึง คนที่รักกันมากกว่ากู”

“….”

“ขอให้ความรักของมึงมีแต่ความสุขใจ ไม่ว่าสิ่งไหนก็เข้ากันหมดทุกอย่าง ขอให้ความรักมึงกับน้องไม่จืดจาง มีน้องเคียงข้างไม่มีความทุกข์ใดๆ เอ้าสาธุ” ว่าแล้วก็ยกมือท่วมหัวสาธุเหมือนกวนโอ๊ย แต่ความจริงแล้วแค่อยากหากจังหวะเช็ดน้ำตาที่ไหลเฉยๆ... 

“ทำไมมันแปลกๆจังวะ”จงอินว่า กระนั้นก็ยังเจือรอยยิ้มจางๆที่แสนอบอุ่น


แม่-งเอ๊ย ไอ้จงอิน ไอ้โง่ 


“เนื้อเพลงอะมึง กูแบบ ดีใจมากที่มึงขายออกจนคิดคำอวยพรไม่ทัน ง่วงแล้วด้วยกูขี้เกียจคิด ก๊อปเพลงมาเลยละกัน”

“เออๆเดี๋ยวกูไปหาฟัง”

“เดี๋ยวกูร้องเวอร์ชั่นกูให้ฟังดีกว่า วันแต่งงานมึงเลยเป็นไง จองสเตจเดี่ยวให้กูด้วย กูจะโซโล่ให้(บิช นานึน โซโล่)” จงอินยิ้มเขิน พึมพำว่าแค่หมั้นเองยังไม่ได้คิดจะแต่งซะหน่อย เขาน่ะเล่นใหญ่เล่นโต

แต่เชื่อเถอะ รอยยิ้มนั้นทำให้อี้ชิงรู้ว่ารักครั้งนี้จะเป็นรักสุดท้ายของจงอินแล้วจริงๆ  

เพราะแบบนั้น...

มันถึงเป็นยิ้มแบบที่อี้ชิงไม่อยากมองอีกแล้ว ไม่ว่าจะทำให้อบอุ่นหัวใจแค่ไหน

เพราะรู้ตัวดีว่าถ้ายิ่งมอง... หัวใจมันก็จะยิ่งถลำลึกลงไป

และมันไม่ดีแน่ แต่ก่อนเขาแค่เรียกร้องอยากเป็นเจ้าของหัวใจของเพื่อนสนิท

ตอนนี้เขาอยากเป็นเจ้าของหัวใจคนมีเจ้าของอีกเหรอ


ไม่...​อี้ชิงทนเป็นคนแบบนั้นไม่ได้จริงๆ  


“มึงบอกว่ามึงมึนหัว กลับไหวนะ ให้กูไปส่งมั้ย”

คนได้รับความอ่อนโยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าลอบถอนหายใจ เขารู้ ว่าถ้าเขาบอกว่าไม่ไหว หรือแสดงท่าทางอ่อนแออะไรออกไปเพียงนิดเดียวจงอินจะรู้สึกได้ และเป็นคนพาเขาไปส่งที่บ้านทันที

เหมือนกับที่มันเป็นมาตลอด

แต่พอเถอะ มันถึงเวลาที่ต้องพอสักที

“เออน่า กูกลับได้ ไปๆน้องคยองมึงโดนรุมทึ้งแล้วมั้งป่านนี้”


เขาพอแล้ว




ว่ากันว่าคนอกหักมักจะทำอะไรบ้าๆ เวลานี้อี้ชิงเข้าใจมันได้ถ่องแท้ทีเดียว

การที่เขายังไม่ยอมเรียกแท็กซี่ แต่กลับเดินร้องไห้มาเรื่อยๆจนผ่านไปสองป้ายรถเมล์ โชคดีเหลือเกินที่เวลานี้ไม่มีใครอีกแล้ว เหลือเพียงเขาคนเดียวท่ามกลางถนนที่แสนจะเงียบเชียบ ยิ่งมองซ้ายมองขวาแล้วไม่เห็นใคร เขาก็ยิ่งฉวยโอกาสร้องไห้ดังขึ้น เอาให้สัมภเวสีตามป้ายรถเมล์รับรู้ไปด้วยว่าเขาเสียใจขนาดไหน 

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าเปรียบเหมือนความทรงจำที่เขามีให้กับจงอิน เขามันเป็นคนสู้คน เขารู้

หลังจากวันนี้ก็อาจจะยังเศร้าอยู่บ้าง มันอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการลบล้างความรู้สึกนี้ออกไปจนหมด ไม่ให้รู้สึกอะไรกับภาพของคนที่ยังติดอยู่ในหัวใจอีกนับจากนี้

แต่เขาเชื่อว่าตัวเองเข้มแข็ง มากพอที่จะไม่รู้สึกอะไรอีก ถึงจะยังไม่ใช่วันนี้ก็เหอะ

ร้องไห้จนเหนื่อย จนคอแห้ง จนสติกลับเข้าร่างแล้วถึงได้รู้สึกว่าเมื่อยขาชะมัดจนต้องทิ้งตัวลงนั่งกับเก้าอี้ป้ายรถเมล์

โทรศัพท์ของเขาขึ้นแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่นสีเขียวไม่หยุดหย่อน เกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นรูปคู่ และการแซวกันถึงการประกาศตัวของคู่รักคู่ใหม่ของบริษัท ด้วยความพาลทั้งหมดที่มี อี้ชิงกดmuteแชทอย่างรวดเร็ว 

พาลกว่านี้ก็กดออกแล้ว จริงๆ 

เหลือบไปมองมือตัวเองที่เปียกน้ำตาไปหมดแล้วก็นึกขำ เป็นเอามากจริงๆเว้ยเรา นี่ไม่ต้องคิดเลยว่าตอนนี้หน้าตาเขามันต้องตลกมากแน่ๆ 

ตอนนั้นเองที่ไฟหน้ารถคันหนึ่งแล่นเข้ามาตามถนน อารามว่าแสบตาเขาถึงไม่ทันได้สนใจนัก จนเมื่อรถคันนั้นชะลอลงแล้วหยุดลงตรงป้ายรถเมล์ ตรงหน้าเขาพอดิบพอดีนั่นแหละ


แต่อะไรก็คงไม่เลวร้ายเท่ากับการที่กระจกรถนั้นเลื่อนลง แล้วใบหน้าคมคายของคนที่อี้ชิงไม่นึกอยากเห็นที่สุดในโลกก็ปรากฎให้เห็น

“นี่ละครเหรอ”

“ห๊ะ?”อีกฝ่ายที่เหมือนจะอยากพูดอะไรก่อนถึงกับงงประโยคที่เขาชิงส่งไปเสียก่อน 

“แบบ คุณมาได้จังหวะโคตรพอดี แบบอย่างกับละครอะ”เขาว่า โบกไม้โบกมือไปมาทางอากาศ เหลือบเห็นเงาตัวเองบนรถสีดำคันเงาวับแล้วก็น่าขันไม่หยอก 

ดูเหมือนจางอี้ชิงกำลังเมาได้ที่เลยครับท่านผู้ชม 

“คงงั้น และแน่นอนว่าผมต้องเป็นพระเอก”

อี้ชิงยิ้มเนือย ยิ้มแบบที่เทวดาที่นอนบนฟ้ายังรู้ว่าประชด “อือ งั้นผมขอเป็นใครก็ได้ที่ฆ่าพระเอกให้ตาย”

“ไม่เอาน่าน้อง” น้อง น้องอีกแล้ว สรรพนามนี้อี้ชิงขอซื้อไปทิ้งได้มั้ยวะ 

“แล้วผู้หญิงคนที่มาด้วยไปไหนล่ะ”ว่าแล้วก็มองซ้ายมองขวา สอดส่ายสายตาไปทั่วทั้งบริเวณ 
“ผู้หญิงไหน นี่เห็นผมเป็นคนหิ้วผู้หญิงกลับบ้านทุกครั้งที่ปาร์ตี้เหรอ ผมไม่ได้นิยมชมชอบวันไนท์แบบคุณหรอกนะครับจะบอกให้”

“อ้าว ไม่รู้สิ ก็เมื่อกี้เห็นยืนอยู่ตรงนี้”

คนที่น้ำตายังค้างตาตาเบิกโพลง พยายามอย่างยิ่งที่จะค้นหาความจริงจากใบหน้าหล่อเหลานั้น แต่ก็ไม่พบอะไร

วินาทีนั้นเองที่อี้ชิงรู้สึกว่าขนทุกแห่งบนร่างกายลุกซู่ 

“พี่มึง กูไม่ตลก กูมาคนเดียว”

คราวนี้เป็นคริสที่กระพริบตาปริบๆ “…เออ ตอนนี้ก็เพิ่งเห็นว่าน้องอยู่คนเดียว เมื่อกี้อยู่ต้นซอยก็คือเห็นผู้หญิงคนนึง มัดหางม้า เดรสสีฟ้า หิ้วกระเป๋าสีชมพูด้วย”

คนที่กำลังจะถอนหายใจถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้แค่นั้น เมื่อลักษณะทุกอย่างไพล่ไปถึงพนักงานคนหนึ่งของบริษัท

เหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน เธอเป็นพนักงานชั้นห้า ที่เอาเข้าจริงอี้ชิงก็ไม่ได้รู้จักมักจี่อะไรขนาดนั้น แต่เธอมีรอยยิ้มที่น่ารัก และเป็นที่รักของใครหลายๆคน ติดเสียแต่ว่า...


เธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว 


ใช่สิ เขากับไอ้จงอินยังไปร่วมงานของเธออยู่เลย


อี้ชิงสูดลมหายใจเข้าลึก เป็นครั้งแรกที่พยายามสบตากับคนในรถที่มองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหา ‘เธอ’ คนนั้นอยู่ 

“น้อง...”

คริสไม่ต้องใช้ความสามารถในการพรรณนาโวหารอะไรมากไปกว่านี้ จางอี้ชิงคนเก่งก็กระโดดขึ้นมาพร้อมสั่งให้ออกรถแทบจะในวินาทีเดียวกัน 




“เอ้า เอาไป”

“เพื่อ?”หนุ่มนักเรียนนอกถึงกับไปไม่เป็นกับพวงมาลัยดอกมะลิหอมกรุ่น ที่เขาโดนผู้โดยสารจำเป็นขู่แกมบังคับให้ไปซื้อมาเฉพาะกิจ 

“คุณก็โตที่นี่ อย่ามาตอแหลหน่อยเลย เอ้า สวดมนต์ แล้วก็แผ่เมตตาให้เสร็จสรรพซะด้วย ลืมบทสวดก็กูเกิ้ลเอา ผมไม่สวดนำ ไม่มีน้ำใจ” อี้ชิงว่าร่างสูงที่ยังยืนทำหน้างงงอยู่ข้างๆเข้าให้ แล้วก็ไม่ต้องการรับรู้อะไรอีกด้วยการชิงหลับตา พนมมือแล้วสวดมนต์ ร้องขอถึงพนักงานสาวว่าขอโทษที่ได้ล่วงเกิน หากทำอะไรไม่เหมาะไม่ควร ขอโทษ แล้วสัญญาด้วยว่าพรุ่งนี้จะไปทำบุญให้ชุดใหญ่

ก็นั่นสิ มันเรื่องอะไรที่ผู้ชายในชุดทำงานเต็มยศท่าทางภูมิฐานสุดๆสองคนจะต้องมายืนอยู่หน้าศาลพระภูมิคอนโดหรูตอนตีสอง 

แปลกไม่แปลกไม่รู้ เอาเป็นว่าพี่รปภ.ถึงกับเดินมามองก็แล้วกัน 

จนเมื่อไหว้พระให้ใจสงบร่มเย็นแล้ว อี้ชิงก็ขมวดคิ้ว หันซ้ายที ขวาที 

“คุณพาผมมาที่นี่ทำ... โอ๊ย!”

โดนดีดเหม่งเข้าให้เต็มรัก คนที่ไม่รู้ตัวว่าเมาก็โดนดุด้วยร่างสูงข้างๆ “ก็พี่ถามแล้วถามอีกว่าให้ไปส่งที่ไหนก็ไม่ตอบ เอาแต่มองกระจกหลังอยู่นั่น”

เสริมอีกว่าก็เพราะไม่รู้จะไปไหน และเพราะเดาว่าต่างคนต่างก็เหนื่อยกับหน้าที่การงานมามากพอแล้ว เลยพากลับมาที่คอนโดหรูของตัวเองที่อี้ชิงรู้ตัวดีตั้งแต่มองคอสตูมรปภ.ว่าคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าเช่าแน่แท้ 

แต่คือแบบ โดนทักว่ามีคนตามมามันก็ต้องหวาดระแวงมั้ยวะ อี้ชิงอยากจะพูดแบบนี้ออกไปเหลือเกิน แต่ความจริงที่ว่าเมื่อหลายนาทีที่แล้วเขานึกกลัวจนไม่มีสติมากพอขนาดกระโดดขึ้นรถคนที่ตัวเองเกลียดขี้หน้ามากที่สุดในโลกก็พาให้หุบปากเงียบ 

จะว่าไป เขาก็รับรู้ว่าตัวเองยังกรึ่ม แถมยังเวียนหัวมากๆด้วยเหอะ 

อยากอ้วกให้เต็มที่แล้วนอนสลบไสลไปกับชักโครกซะจริง

“เอาเป็นว่าผม...ขอบคุณม้ากมากแล้วกัน กลับละ”

“เดี๋ยวสิ”

คิดแล้วมันก็พาลเจ็บพิลึก อี้ชิงรู้ว่าคนข้างหลังเขาไม่ได้ตั้งใจหรอก ก็คริสจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่าก่อนจะกลับออกมาจากผับใครอีกคนก็ดึงข้อมือข้างนี้ของเขาเอาไว้เหมือนกัน

กากระทำคล้ายคลึง ที่พาลให้น้ำตาที่คิดว่าหมดแล้วมันย้อนกลับเข้ามาในอก 

“น้อง เห็นนั่นปะ”

อี้ชิงถอยกรูดไปประชิดร่างสูงทันควันอย่างไม่ตั้งใจ “อะ อะไร” ใครตามมาอีกเหรอวะ แผ่เมตตาแล้วนะ

“นกกระจอกเทศ”

“…?”

“นกตัวเบ้อเริ่ม”

คนโดนเล่นมุกกระพริบตาปริบๆ คิดแล้วว่าคงไม่ใช่แค่ตัวเองที่เมาหรอกตอนเห็นอีกฝ่ายหัวเราะก๊ากใหญ่กับมุกที่ตัวเองเล่นเองอยู่หน้าศาลพระภูมิ 

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ 

“นี่”เขาหันกลับไปมองคู่สนทนาทันทีอย่างจับผิด “คุณ... รู้เหรอ?” 


คริสยักไหล่กว้างยิ้มๆ สีหน้าเหมือนคนที่รู้ดีทุกอย่างมันชวนให้เขาคันเท้าอยากเตะปากคนจริงๆ “ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วใช่มั้ยล่ะ”


อี้ชิงหลับตาปี๋ แม่-งเอ๊ย... ใครรู้ก็ไม่อายเท่าไอ้รุ่นพี่เวรคนนี้รู้

“นอนนี่แหละ อยู่คนเดียวตอนอกหักไม่เวิร์คหรอก”

“ใครบอกไม่เวิร์ค”

“เคยอกหักหรือไงล่ะเรา”

เออ จะว่าไปก็ไม่เคย

เพราะเคยชอบอยู่คนเดียว ก็เท่ากับว่าเพิ่งจะเคยอกหักเป็นครั้งแรก 

อี้ชิงไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ตอนที่ได้ยินเสียงคริสถอนหายใจ และพูดออกมายาวเหยียด 

“มากับพี่เหอะ เมาซะขนาดนี้ก็ไปพักผ่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ”



คนที่โดนกล่าวหาว่าเมายังคงงงไม่น้อย แปลกใจเหมือนกันที่ท้ายที่สุดแล้วตัวเองก็มาอยู่ที่ชั้นเกือบบนสุดของคอนโด วิวตรงกระจกหน้าต่างที่สูงจากพื้นจรดเพดานมันสวยมากซะจนเขายังแอบร้องว้าวในใจ ลืมความพะอืดพะอมก่อนหน้านั้นไปเกือบสนิท

อี้ชิงไม่เคยนึกสนใจหรอกว่าครอบครัวของคริสทำมาหากินอะไร แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นคนดัง ไม่ตั้งใจจะรู้เรื่องมันก็ลอยมาเข้าหูเองว่าครอบครัวตาพี่มันรวยมาตั้งแต่โคตรเหง้า อย่างไอ้ที่หรูหราๆจนน่าเชื่อได้ว่าเหมาเงินเก็บหมดบัญชีอี้ชิงก็ยังซื้อโต๊ะกินข้าวไม่ได้นี่ก็คงไม่ได้เศษเสี้ยวของเจ้าของห้อง 

หล่อ รวย เก่ง คุณสมบัติแสนเพอร์เฟ็กต์แบบนี้สินะถึงได้เป็นที่รักของใครต่อใครนัก

แต่ก็ใช่ว่าสันดานจะดี 

คนมีอคติคิดนึกย้อนไปถึงคำพูดและสีหน้าล้อเลียนที่เจอมากับตัวแล้วก็นึกขยะแขยงจนอยากกลับบ้านอีกรอบ

เขาไม่ชอบผู้ชายคนนี้ขนาดนั้นแหละ


“อยากจะทำอะไรก็ทำ คิดซะว่าอยู่บ้าน เฮ้ยๆๆๆ อย่าใส่รองเท้าขึ้นไปบนโซฟาดิน้อง!”

“ไม่รู้ไม่ชี้ ผมเมาอยู่”คนที่แอลกอฮอล์ไหลเวียนในตัวว่าแล้วก็เริ่มหัวเราะ ความรู้สึกอยากกวนประสาทเจ้าของห้องชวนให้ชักงงจริงๆแล้วเหมือนกันว่าตกลงเขาเมาหรือไม่เมากันแน่

อี้ชิงกระพริบตา กลั้นหายใจเข้ากับการที่ร่างสูงของเจ้าของห้องเดินเข้ามาใกล้และไม่พูดพร่ำทำเพลง และลงมือถอดรองเท้า ถุงเท้าให้เขาอย่างไม่รังเกียจ อ่อนโยนในระดับที่ถ้านี่เป็นซีรีส์มันต้องเป็นจังหวะที่คนดูจิกหมอนขาด

เป็นตอนนั้นเองที่จู่ๆดวงตาคู่คมก็ดันมาสบเข้ากับดวงตาใสแจ๋วของเขาเข้าอย่างจัง

ในอกข้างซ้ายของคนอ่อนไวกว่าเกิดความรู้สึกประหลาดๆขึ้นมาวูบหนึ่งกับประกายบางอย่างที่หลุดมาจากแววตาคู่นั้น แต่มันก็หายวับไปในทันใดที่อีกคนผละออก 


เออ เขาคงเมาจริงๆว่ะ 


อี้ชิงหันมองตามใครอีกคนที่หลังจากการกระทำน่าฉงนนั่นแล้วก็วางสูทราคาแพงพาดเอาง่ายๆกับเก้าอี้ ถึงจะดูไม่มีระเบียบแต่ท่าทางแฝงความเป็นผู้ดีทุกระเบียดนิ้ว เรื่องซกมกอะไรนั่นดูจากสถานที่ทั้งหมดนี่แล้วก็ลืมไปได้เลย ชวนให้เขาตั้งคำถามที่ไม่เคยนึกเลยตลอดหลายปี


ไอ้พี่คริสแม่-ง จริงๆแล้วเป็นคนแบบไหนกันแน่นะ 


“คุณ... เป็นคนเดียวใช่มั้ยที่รู้เรื่องนี้”

“เรื่องไหน?”

“อย่าเพิ่งเล่นลิ้นได้ปะวะ”

“….”

“อือ พี่คนเดียว”

“ทำไมอะ”

“งานรับน้อง วันนั้นที่น้องทำกิจกรรมอยู่แล้วดันหกล้ม จงอินมันเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปหาน้อง ทั้งที่ตัวมันก็อยู่ตั้งอีกฝั่งของสนาม แต่นั่นก็ไม่พีคเท่าสายตาที่น้องมองมันตอนที่มันทำแผลให้หรอก”

อี้ชิงแค่นหัวเราะ เขาจำเหตุการณ์วันนั้นได้จริงๆนั่นแหละ มันเป็นหนึ่งในเหตุการณ์จากพันล้านเหตุการณ์ได้มั้งที่ทำให้เขา ‘รู้สึก’ กับจงอินขนาดนั้น

ก็จงอินทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพิเศษ ทั้งที่จริงๆแล้วถ้ามองในฟิลเตอร์ของเพื่อนสนิทมันก็เป็นไปได้ เพื่อนสนิทก็หมายถึงเพื่อนที่ดี หลายๆอย่างที่จงอินทำให้ มันจะคิดแค่เพื่อนมันก็คิดได้แน่ๆอยู่แล้ว


แต่อี้ชิงเลือกจะตีความเข้าข้างตัวเอง

แล้วมันก็เลยมีวันที่เสียศูนย์พิลึกๆอย่างวันนี้เนี่ย


“แค่นี้เหรอ?” คนที่เอกเขนกอยู่บนโซฟาถามย้ำ ไม่รู้ตัวเลยจริงๆว่าจะต้องสร้างบทสนากับเจ้าบ้านไปทำไม 

คริสยักไหล่อีกครั้ง หันหลังง่วนอยู่กับอะไรสักอย่างที่เคาน์เตอร์ครัว “หลังจากนั้นพี่ก็... ‘เห็นเอง’ มาเรื่อยๆแหละ แต่ทำไงได้ก็มันเห็นเองนี่ครับน้อง เห็นแล้วก็เห็นเลย เหมือนรูปโป๊อะ จะให้ทำไง”อี้ชิงนิ่วหน้ากับการเปรียบเทียบพิลึกๆแต่น่าขันพิกล เกือบจะขำแล้วถ้าไม่มีประโยคต่อมา...


“อีกอย่าง ใครเขาจะว่างสังเกตน้องอะครับ คนน่ารักๆมีให้มองเยอะแยะทั่วม.พี่จะมองน้องทั้งวันเพื่อ”


“ขอโทษละกันที่สำคัญตัวผิด”

“...”

“ช่างมันเหอะ” อี้ชิงว่าเมื่อเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนกำลังคิดหาคำอะไรบางอย่างมาพูด จะว่าชินก็ใช่ เจ็บนิดๆก็ไม่เชิง แต่พอนึกได้ว่ากำลังคุยอยู่กับใครแล้วก็ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่ ประสบการณ์มันบอกอะนะว่าผู้ชายคนนี้มีปากไว้ดีร้อยละยี่สิบ ไว้หมาร้อยละเจ็ดสิบ แล้วก็ไว้กินข้าวอีกร้อยละสิบ 

เพราะเขาพูดแบบนั้น หรืออาจเพราะคริสกำลังยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นการชงกาแฟ การสนทนาถึงได้หยุดชะงักลงแค่นั้น 

กระนั้นอี้ชิงก็ยังนึกรู้ ว่าแม้พี่คริสแกจะปากไม่ดี และพูดจาไม่ค่อยจะสู้รักษาน้ำใจเขานักจนถึงตอนนี้ แต่การที่อีกฝ่ายยอมให้เขาขึ้นรถมาด้วย รั้งไว้ไม่ให้กลับเพราะเห็นว่าเขาดื่มเยอะ แล้วก็... ยอมให้ทำตัวไม่ดีแบบนี้ คนๆนี้ก็คงไม่ใช่คนเลวร้ายนักหรอก


หรือว่า...

โอ๊ย ไร้สาระ มาก มากที่สุด 

“แต่ก็นะ พี่เข้าใจน้อง จงอินมันแสนดีกับน้องขนาดนั้น ไม่หวั่นไหวก็แปลกคน”

“อืม”

ร่างสูงของคริสกลับมาพร้อมกับกาแฟแก้วเดียวที่ยื่นให้แขกของห้อง มันหอมกรุ่นจนแค่กลิ่นก็ทำให้รู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“แต่น้องก็ต้องเข้าใจด้วยนะครับ ว่าแต่ไหนแต่ไรมาจงอินมันก็เป็นคนแบบนี้ อีกอย่างน้องก็น่าจะดีใจที่คนที่จงอินตกลงปลงใจด้วยเป็นคนน่ารักที่หาที่ติไม่ได้อย่างน้องคยองซู น้องอาจจะไม่ได้สนิทมาก แต่พี่จะเล่าให้ฟัง น้องจะได้วางใจว่าเพื่อนน้องได้เจอคนที่ดีแล้ว แต่ถ้าน้องยังไม่อยากฟังเพราะกลัวแทงใจดำก็เรื่องของน้องละกัน”

อี้ชิงถอนหายใจเฮือกอย่างไม่คิดปิดบังความเหนื่อยใจ เอาเถอะ วันนี้หัวใจเขาเจ็บมากจนคำพูดสั่วๆของไอ้รุ่นพี่คนนี้มันทำอะไรเขาไม่ได้อีกแล้ว 


อีกอย่าง... ถ้าจะมองโดยรวม คริสเป็นผู้ชายปากหมาก็จริง แต่ไอ้หมาๆทั้งหมดนั้นมันก็คือความจริงอยู่ดี


จงอินเป็นเพื่อนที่ดีของเขา และหากว่าเขามันหน้าตาแย่ขนาดไม่คู่ควรกับเพื่อนสนิทตัวเองขนาดนั้น ก็คงสมเหตุสมผลดีที่น้องคยองซูคนน่ารักจะได้หัวใจดวงนั้นไป 

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ไม่ช้าก็เร็วอี้ชิงจะต้องยอมรับมันให้ได้ในที่สุด

“ดื่มซะ ตื่นมาจะได้ไม่ปวดหัวมาก” กำชับอีกว่าไม่ต้องล้างหรอกเดี๋ยวพรุ่งนี้คุณแม่บ้านก็จะเข้ามาทำหน้าที่เรียบร้อย  

“เป็นห่วงก็บอกดิว่าเป็นห่วง ทำมาเป็นปากหมากลบเกลื่อน”ไม่รู้อะไรดลใจให้อี้ชิงเอ่ยปากแซวไปอย่างนั้น แต่เพียงฉับพลันทันใด


“ใครเป็นห่วงน้องล่ะครับน้องหน้าจืด แค่กลัวโดนฉุดที่ป้ายรถเมล์เฉยๆหรอก”


คนที่กำลังจิบกาแฟหัวเราะเบาๆอยู่ในใจ 

คนอะไร้ หยอกง่าย 

จริงๆฟ้าอาจจะลิขิตมาแล้วให้เขาได้เจอกับคนแบบคริส ได้อยู่กับผู้ชายคนนี้ในช่วงเวลาแบบนี้ 

ตอนนี้สิ่งที่อี้ชิงต้องการที่สุดคงเป็นความจริง ไม่ใช่การหลอกตัวเองว่าเขาอาจจะได้สมหวังในรักเหมือนหลายปีที่ผ่านมา 

“เออ ก็ว่างั้นแหละ”เขาว่า 

แต่ว่าก็ว่าเหอะนะ ความคิดที่ว่าตัวเองช่างไม่น่ารัก ไม่คู่ควรกับคนที่ชอบ แม่-งเศร้าชิบหาย

เขาแค่นหัวเราะออกมาอีกทั้งที่เริ่มรู้สึกว่าน้ำตารื้น “คนอย่างผมแม่-ง ใครเค้าจะมาห่วง หน้าโง่รักมาแค่คนเดียวตั้งหลายปี สุดท้ายเขาก็หนีไปได้กับคนอื่นเฉยเลยว่ะ แล้วผมมันก็หน้าโง่ยิ่งกว่าตรงที่ไม่เคยเผื่อใจให้ใครเลย”

คริสไม่พูดอะไร แวบหนึ่งที่คนพล่ามสงสัยเหมือนกันว่าฟังอยู่หรือเปล่า หรือทำหูทวนลมไปเพราะคิดว่าแค่ถ้อยคำเพ้อเจ้อของคนเมา

“พี่ ในสายตาพี่ พี่ว่าจงอินมันคิดอะไรกับผมปะ”เอ่ยปากถาม ทั้งที่ตัวเองก็รู้ว่าจะได้คำตอบแบบไหน 

“ไม่”

“ไม่แน่?”

“ไม่ ที่แปลว่าไม่อะน้อง เลิกหวังเหอะ”

“….”

“หน้าจืดๆแถมนิสัยอาซิ่มอย่างน้องใครเขาจะชอบลงล่ะวะ” 

“เออ ก็จริง”

เจ็บสุดยอด ถ้าไอ้พี่คริสเป็นฆาตกร พี่มันก็แทงเขาลงมาจังๆตรงจุดตายแบบไม่ยั้ง

แต่พรุ่งนี้ก็คงจะไม่เจ็บแล้ว 

เพราะนี่แหละมนุษย์ที่ชื่อว่าจางอี้ชิง

ลองใจเจ็บชิบหายสักครั้ง พรุ่งนี้ร่างกายและสมองก็จะปลอดโปร่งสุดๆ 

“…”

“…..”

“นี่...”

“พี่ ห้องน้ำอยู่ไหน”เขาถามขัดขึ้นมา จู่ๆหัวสมองมันก็กลับมาตื้ออีกครั้งจนไม่นึกอยากฟังน้ำเสียงทุ้มๆนั่นอีกแล้ว


03.57 น.


ถึง ไดอารี่ 

วันนี้แม่-งเป็นวันที่โคตรซวยที่สุดในชีวิตของจางอี้ชิงแล้วมั้ง 

วันที่อกหัก โดนผีตาม โดนกู้ซากมาจากป้ายรถเมล์ด้วยคนที่เกลียดสุดๆในชีวิตนี้ แถมยังมาอ้วกจนเลอะเทอะในห้องน้ำเขาซะอีก

เอาเหอะ กรรมใดที่เคยทำไว้ ขอให้มันหมดลงวันนี้ หลังจากนี้จะเดินสายทำบุญทั่วประเทศเลยเอ้า!

ถอนหายใจตอนที่บิดผ้า... เออ เอาเป็นว่าผ้าอะไรก็ไม่รู้แหละที่เขาเผลอไปทำเลอะเทอะเข้าจนต้องมายืนซักผ้าอยู่ที่อ่างล้างหน้าเจ้าบ้านอย่างนี้ 

ถ้าเป็นบ้านคนอื่นคงจะรู้สึกแย่ ต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆ แต่ความคิดที่ว่าเป็นคริสมันก็พาให้รู้สึกสมน้ำหน้าหน่อยๆมากกว่าจะรู้สึกผิด


มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของสถานที่ พอดีกันกับที่เหลือบไปเห็นระเบียงที่ท่าทางลมจะโกรกกำลังดี อืม... น่าจะใช้เป็นราวตากผ้าได้ 


“น้อง... อี้ชิง”

“หือ?”


เขาขานรับโดยไม่หันไปมอง เพราะกำลังง่วนอยู่แต่กับการหามุมเหมาะๆที่จะตากผ้า คำนวณทิศทางลมตามประสาหนุ่มโสดซักผ้าเองตากผ้าเองแล้วผ้าอาจจะไม่ใช่แค่แห้ง แต่อาจจะปลิวหายไปที่อื่นเลยได้แต่ยืนเก้กัง หามุมเหมาะอยู่หน้าระเบียงอย่างนั้น

จะว่าไปลมก็เย็นดีแฮะตรงนี้ นี่สินะวิวคนรวย 


“น้อง พี่ไม่รู้ว่าน้องคิดอะไรอยู่ แต่... แต่พี่อยากจะขอโทษน้อง”


คนฟังขมวดคิ้ว กระนั้นก็ยังไม่ละสายตาไปจากวิวตรงหน้า ผ้าหมาดก็ยังค้างอยู่กับมือ

ขอพักสายตาแปปนึงแล้วกัน แบบว่าคนเมาเพิ่งซักผ้ามา ใช้พลังงานเยอะๆมันก็มึนหัว 

“ขอโทษเรื่องอะไรครับ?”

โอย...​ ลมโคตรดี เก็บตังค์กี่ชาติวะเนี่ยถึงจะได้อยู่ที่แบบนี้กับใครเขาบ้าง  


“ขอโทษที่พี่ทำตัวไม่ดี ปากไม่ดีกับน้องตั้งแต่ตอนอยู่มหาลัย”


อี้ชิงส่งเสียงอือออเป็นเชิงรับรู้ ถึงจะนึกแปลกใจอยู่ก็เหอะ 

คือคิดอะไรอยู่วะ จู่ๆมาพูดขอโทษอะไรเอาตอนนี้? อยากจะบอกตัวเองว่าเมานะ แต่มันก็ได้ยินจริงๆว่ะ

หรือจะเป็นมุกอะไรของพี่มันอีก?


“น้องพูดถูกแล้ว ที่พี่ไม่อยากให้เราไปไหน เพราะพี่ไม่อยากทิ้งเราไว้คนเดียว รู้มั้ย พี่เป็นห่วงน้อง มากๆ”

“….”

“น้องไม่รู้หรอก ว่าพี่รู้สึกยังไงตอนพี่ได้เห็นหน้าน้องครั้งแรกตอนกลับมาอยู่ที่นี่...”

อี้ชิงเลิกคิ้ว ไม่รู้ตัวว่ามุมปากมีรอยยิ้มจาง “ใครบอกว่าผมไม่รู้ คุณเล่นแกล้งเมินผมซะขนาดนั้น คิดไม่ถึงล่ะซี้ว่าจะได้เจอไอ้เด็กหน้าจืดที่กล้าด่าคุณกลางโรงอาหารคนนั้นอีก”

คู่สนทนาเงียบเสียงไปพักหนึ่ง และอี้ชิงก็พูดต่อ “ผมขอบคุณนะที่คุณขอโทษ รู้แล้วดิว่ามันไม่ดี ทีหน้าทีหลังก็อย่าไปพูดจาแบบนี้กับใครอีกล่ะ มันเป็นคำพูดของพวกสารเลวที่ในหัวหาสาระอะไรไม่ได้ รู้ไว้ด้วย”

ถึงจะแปลกใจนิดหน่อยและงงมากๆที่จู่ๆไอ้พี่คนนี้ก็มาไม้นี้ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้วถือโอกาสด่าซะหน่อยแล้วกัน คิดซะว่ามุกเพดดิกรีมันเก่าแล้ว อีกฝ่ายจะได้มีอะไรเก็บไว้ให้คิดถึง

นานทีเดียวกว่าอี้ชิงจะได้ยินเสียงทุ้มๆนั้นอีก 

“พี่ไม่เคยพูดแบบนี้กับใครหรอก”

“อือ รู้ ตั้งแต่อยู่มหาลัย ใครๆเค้าก็ชอบคุณ มีแต่ผมอยู่คนเดียวมั้งที่เกลียดคุณชิบหาย”

“….”

“……”

“แต่ถ้าให้พี่ย้อนเวลาได้ พี่ก็ยังจะทำแบบเดิมนะ”

อี้ชิงหัวเราะเบาๆ เหลือจะเชื่อเลยว้า... ไอ้ผู้ชายคนนี้ “หมายถึงพี่จะยังเป็นคนปากไม่ดีกับผมแบบเดิมอะนะ?”

“ใช่” เจ้าของเสียงข้างหลังเขายอมรับหน้าตาเฉย “เพราะสำหรับพี่ น้องไม่เหมือนใครเลย”

“หน้าจืดไม่เหมือนใครอะดิ ผมรู้ ไม่ต้องย้ำ...”

“น่ารักไม่เหมือนใครต่างหาก”

เอ๊ะ ยังไงนะ?


อี้ชิงลืมตา ชักรู้สึกได้ว่าบรรยากาศมันแปลกๆยังไงชอบกล แต่กระนั้นก็ตัวแข็งจนไม่กล้าหันไปมอง ได้แต่ยืนหันหน้าเข้าหาวิวทิวทัศน์สูงชะลูดข้างนอก 

“น้องรู้มั้ย น้องเป็นคนเดียวที่พี่ไม่เคยวอแวด้วยแบบที่ทำกับคนอื่น เพราะพี่ชอบน้องมากๆ”


หา.......????


“ขะ... ขอบคุณ แต่คุณไม่ต้องทำมาเป็นพูดให้ผมรู้สึกดีหรอกนะ คือผมเข้าใจดีที่คุณพยายามจะบอก”

เอาล่ะ ถ้าหากว่านี่เป็นมุกแกล้งอะไรสักอย่าง นี่มันชักจะเกินไปหน่อยแล้ว 


“พี่พูดจริงๆ”


คนฟังงงเป็นไก่ตาแตกไปแล้ว แต่ดูเหมือนคนพูดมีเรื่องอยากจะพูดแบบน็อนสต๊อป


“ตั้งแต่ตอนนั้น ที่มหาลัย ที่แซวว่าน้องอ้วน ทำตัวเหี้-ยๆใส่น้องด้วย แต่จริงๆพี่รู้สึกว่าน้องน่ารักมาก แต่น้องก็รู้ใช่มั้ย ตอนนั้นน่ะ ไม่ว่าพี่จะเข้าใกล้ใครมันก็ดูเหมือนจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้ใครต่อใครไปหมด คือน้อง...น้องไม่เหมือนคนพวกนั้น พี่ไม่อยากให้ใครพูดกันว่าน้องเป็นเด็กพี่ เป็นคู่นอนของพี่ เพราะน้องคงตีตัวออกห่างจากพี่แน่ๆ พี่เข้าใจถูกใช่มั้ย? ว่าน้องจะทำแบบนั้น”

อี้ชิงคิดตามแล้วก็เผลอพยักหน้าช้าๆ แหงดิ ใครเขาจะอยากถูกตราหน้าว่าเป็นแค่คู่นอนของคนอื่นกันบ้าง ถึงคนๆนั้นจะเป็นไอ้พี่คริสคนฮอตก็เหอะ เขาไม่เอาด้วยล่ะหนึ่ง 

“น้องไม่สงสัยเหรอว่าทำไมพี่ถึงเป็นคนเดียวที่รู้ว่าน้องชอบจงอิน เพราะในสายตาพี่มีแต่น้องไง บางทีพี่ก็เสียใจ ที่พี่ไม่มีโอกาสได้อยู่ข้างน้อง ได้ทำเพื่อน้องแบบที่จงอินมันทำ ไม่อย่างนั้น...”


คนฟังเงี่ยหูฟังไม่รู้ตัว ไม่รู้เป็นอิทธิพลของหัวใจตัวร้ายที่ดันส่งเสียงประหลาดๆออกมารึเปล่า 

“ไม่อย่างนั้น?”

“ไม่อย่างนั้นพี่อาจได้เป็นคนนั้น คนที่อยู่ในสายตาน้อง ได้ทำอะไรให้น้อง แล้วก็เป็นคนที่น้อง... รู้สึกอะไรด้วย”

“พี่รู้ตัวมั้ยว่าพูดอะไรออกมา...”อารามกำลังช็อก คนตัวขาวเลยลืมเรื่องสรรพนาม เผลอเรียกอีกคนว่าพี่ไปซะสนิท แบบไม่ติดประชดเหมือนที่ผ่านมาด้วย

“รู้ พี่รู้ทุกอย่าง พี่ไม่รู้ว่าทำไมพี่ถึงโง่ ปล่อยให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้มาตั้งนาน พี่ตั้งใจว่าจะจีบน้องจริงๆหลังจากนี้ พี่คิดแล้วว่า เอาล่ะ หลังจากนี้จะเป็นทีของพี่บ้าง" 


“…พี่คริส... เมาแล้วเหมือนกันว่างั้น?” ไออบอุ่นจนเกือบร้อนบ่งบอกเขาว่าไอ้รุ่นพี่ที่พูดอะไรปาวๆอยู่นี่ขยับมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ

“เปล่า พี่ไม่ได้เมา”ถ้าอี้ชิงจะเข้าใจไม่ผิด เหมือนเขาได้ยินเสียงเจืออารมณ์ไม่พอใจเล็กน้อยถูกส่งมาจากคู่สนทนาที่จนตอนนี้เขาก็ยังหันหลังให้ “พี่มัวแต่มองเรา พี่ห่วงความรู้สึกเรา เพราะพี่รู้เรื่องจงอินกับคยองซูมาสักพักแล้ว... น้องจะโกรธพี่ก็ได้นะ แต่..​. แต่น้องก็โกรธพี่อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนี่นะ” พูดเองจบก็หัวเราะเองด้วยอะ

นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!? 


“…ถอยออกมาก่อนนะ อี้ชิง พี่ขอร้อง”

คราวนี้คนโดนขอร้องกระพริบตาปริบ อะไรวะ หมายถึงอะไร?​

“ถอย? ทำไมผมต้องถอย?” หมายถึงเรื่องจงอินน่ะเรอะ?

“พี่ไม่อยากให้น้องทำร้ายตัวเอง น้องอาจจะคิดว่าชีวิตของน้องไม่มีอะไรดี แต่พี่อยู่ตรงนี้ พี่สัญญาว่าพี่จะจีบน้องดีๆ สัญญาว่าจะเป็นคนที่ดีกว่าไอ้จงอินให้ได้ พี่อยากขอโอกาสจากน้อง ได้มั้ยครับ?”

ตอนนั้นเองที่เหมือนมีคนมาดีดหน้าผากใส่อีกครั้ง อี้ชิงถึงได้ถึงบางอ้อ เพราะเบื้องหน้าไม่ใช่เพียงวิวทิวทัศน์ของเมืองในยามค่ำคืนที่แสนสวยงาม แต่ยังเป็นพื้นที่ลานโล่งที่สูงขึ้นมาเป็นยี่สิบชั้น


พี่คริสมันคิดว่าเขาจะกระโดดฆ่าตัวตายเพราะอกหัก! 


อี้ชิงอ้าปากค้าง ถ้าไม่ติดว่ายืนสองขาแต่ยืนขาเดียว คงมีลูกกับพระพายไปแล้ว 

ตอนที่หัวใจกำลังเต้นประหลาด และร่างกายก็ยังเอ๋อๆอ๊องๆ ความอบอุ่นที่มาพร้อมกับกลิ่นสบู่หอมอ่อนๆที่เคยเข้าใจว่ามันอยู่ไกลออกไปหน่อยก็เข้ามาจู่โจมจากทางด้านหลัง กอดรัดเอาไว้แน่นทั้งที่ยังสั่นระริก .


          เฮ้ย...

“อย่าทำร้ายตัวเองเลย แค่เห็นอี้ชิงร้องไห้ให้คนอื่น พี่ก็เจ็บจะแย่แล้ว รู้มั้ย”


โอ้มายก๊อด!!! คุณพระช่วย!!! พระเจ้าเอ๋ยท้องฟ้าค้างคาวผีเสื้อสมุทรเอ๋ย!!!! พระอภัยมณีบอกกันทีว่าต้องรู้สึกยังไง!!! 

อยากจะขำที่อีกคนเข้าใจผิดเป็นตุเป็นตะแต่ก็ขำไม่ออก อยากทำเป็นว่าแกล้งพี่มันซะจริงๆแต่เพราะไอ้คำพูดกับน้ำเสียงหวานหูนั่นมันชวนให้รู้สึกอย่างอื่นเสียมากกว่า 


ไอ้ความรู้สึกที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะเกิดกับผู้ชายคนนี้ ต่อให้มันจะหล่อเหมือนเทพบุตรก็เหอะ 

“คือ...”

“พี่รู้ พี่รู้ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน แต่อย่าทำร้ายตัวเองเลยนะ"

           "....." 


           "ถ้าตอนนี้น้องยังไม่มีใคร น้องให้โอกาสพี่ก่อนได้ไหม นะครับ”


อี้ชิงขนลุกซู่ สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของผู้ชายหน้าหล่อกับซอกคอเขาอยู่นี่กับสองแขนที่สอดเข้ามารอบเอว โอบตัวเขาเอาไว้อย่างสุดแสนจะปกป้องและหวงแหน สาบานได้จริงๆว่าอยากจะหัวเราะแต่หัวใจตัวดีก็เต้นเร็วซะจนหัวเราะไม่ออก

เออ ยอมรับก็ได้ว่าไอ้ตรงหัวใจนี่แหละหนักสุด! 

“คือผมแค่... มาหามุมตากผ้าให้พี่เฉยๆ”


อี้ชิงไม่รู้ว่าคนข้างหลังกำลังทำหน้ายังไงอยู่ แต่เอาเป็นว่าทุกอย่างมันเหมือนหยุดชะงักไปพักหนึ่ง และเดาว่าสายตาของอีกฝ่ายก็ลดระดับลงมองผ้าหมาดๆในมือเขา

“ผมแค่อกหักเป็นครั้งแรกในชีวิตนะพี่ ไม่คิดสั้นขนาดอยากจบชีวิตตัวเองหรอก แล้ว... แล้วผมก็มีแพลน... อยากทำนู่นทำนี่เยอะแยะ ขอบคุณพี่นะที่เป็นห่วงผม”

อ้อมกอดอบอุ่นนั้นหายจากตัวเขาไปทันควัน และอี้ชิงก็รีบโยนๆผ้านั้นไปตากเอาตรงระเบียงนั่นแหละ ไม่แคร์แล้วว่าผ้าจะแห้งหรือจะปลิวไปไหน

เขานึกหวังว่าจะได้ยินอะไรต่อจากนั้นเหมือนกัน

เช่น หน้าจืดอย่างเราเหรอจะเป็นห่วง นายน่ะเหรอมัน...​อย่างนู้นอย่างนี้ อย่างที่อี้ชิงคิดว่ารู้จักผู้ชายคนนี้ตลอดระยะเวลาที่ได้รู้จัก


แต่ก็ไม่มี...


เชี่ย ของจริงว่ะ


อี้ชิงไม่รู้ และก็ไม่อยากจะคิดเหมือนกันว่าระหว่างพี่มันในโหมดปากหมาเหมือนทุกครั้งที่รู้จัก หรือโหมดนี้ ที่เริ่มหันซ้ายหันขวาเหมือนหลบตากัน เขาอยากให้มันเป็นแบบไหนมากกว่า

แต่... ดูเหมือนมันไม่สำคัญเลยสักนิดว่าเขาอยากให้พี่คริสเป็นแบบไหน


ร่างสูงทำเพียงแค่เดินหายไปพักใหญ่ กลับมาพร้อมกับผ้านวมกับหมอนวางแหมะบนโซฟา จัดแจงบอกเองว่าจะนอนตรงนี้ ให้เขาเข้าไปใช้เตียงใหญ่ในห้องนอนได้เพราะห้องสำหรับแขกไม่ได้ทำความสะอาด จากนั้นก็ยืนเก้ๆกังๆ อีกรอบอยู่พักใหญ่ท่ามกลางความเงียบในเวลาตีสี่กว่า ถึงได้เอ่ยสั้นๆ

“นอนสักหน่อยเถอะ แล้วเดี๋ยวพี่จะไปส่งที่บ้าน”


อี้ชิงกัดปากตัวเองแน่น ก่อนที่สามัญสำนึกจะได้ทำงานอะไร เขาก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

“แค่เนี้ยเหรอ?”

“...น้องไม่อยากคุยตอนนี้หรอก”

“อย่ามาทำเป็นรู้ดีไปกว่าผมหน่อยเลย”


คราวนี้เป็นเขาซะเองที่ยืนเก้ๆกังๆ มองร่างที่ทิ้งตัวลงนอนกับโซฟาอยู่นานสองนานแล้วก็ได้แต่กลอกตาขึ้นฟ้ากับคนตัวสูงที่พลิกตัวหันหลังให้กันแล้วก็นอนนิ่ง เหมือนจะหลับตาด้วยมั้งน่ะ

เฮ้อ

วันนี้แม่-งเป็นวันที่โคตรของโคตรเฮงซวยของจางอี้ชิงเลยจริงๆ

จังหวะที่กำลังจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องนอน เสียงของคริสก็ดังขึ้นพาให้ขาที่กำลังก้าวไปนั้นชะงัก 


“พี่พูดจริงๆนะ เรื่องนั้นน่ะ”


“….”

“น้องจะไม่เชื่อก็ได้ แต่...”คนพูดเว้นช่วง ยอมลืมตา แต่ไม่กล้าสบตาเขา “แต่พี่ยืนยันว่ามันเป็นความจริง”

“อืม”

เพราะเห็นว่าพี่คริสหน้าแดง ท่าทางว่าจะเขินเอาเสียมากๆ เขาเลยพูดออกอยู่แค่นั้น

ก็บอกแล้วไงว่าไม่เคยพี่มันเจอโหมดนี้ ไม่เคยวางแผนล่วงหน้าด้วยเพราะสุดจะจินตนาการจริงๆ


แต่มันก็เกิดขึ้นซะแล้วว่ะ ไอ้สถานการณ์นี้น่ะ

อี้ชิงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างพยายามรวบรวมกำลังใจ

เอาวะ 

ถ้ามันจะงุ่นง่าน ก็เอาให้มันสุดไปเลยแล้วกันจะได้จบๆ!

เพื่อนร่วมห้องรู้สึกได้ว่าร่างสูงเต็มโซฟานั่นแข็งทื่อตอนที่เขาเดินไปนั่งลงที่พื้นข้างๆ 

“….”

“คือ มันก็บอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าผมไม่ดีใจ แต่มันก็... คือผมรู้สึกขอบคุณนะ แต่มันก็...”

อี้ชิงได้ยินเสียงผ้าห่มขยับ เป็นสัญญาณว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังขยับตัวขยุกขยิก คงทำตัวไม่ถูกไม่ต่างกัน “พี่รู้ จู่ๆมาบอกชอบทั้งที่ตลอดเวลาที่รู้จักกันพี่ไม่ใช่คนที่มีความทรงจำที่ดีอะไรกับน้องขนาดนั้น”

“อือ นั่นก็ใช่” ก็รู้ตัวนี่หว่า

“พี่รู้ พี่ถึงได้บอกว่าแค่ขอโอกาสไง”

“…”

“ที่แอบมองมาก็ไม่เสียเปล่า อย่างน้อยพี่ก็รู้จักน้อง มากกว่าที่น้องคิดว่าน้องรู้ อย่างตอนนี้น้องก็คงคิดว่า ถ้าตอบรับพี่เร็วเกินไป พี่อาจจะมองว่าน้องง่าย แล้วน้องก็คิดว่ายังไม่รู้จักพี่ดี มากไปกว่าที่ได้ฟังมาจากคนอื่น ใช่มั้ยล่ะ”

อี้ชิงเม้มปาก กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังกลั้นยิ้มก็รู้สึกได้ก่อนถึงผิวหน้าตัวเองที่มันร้อนๆยังไงชอบกล 

พี่คริสนี่แม่-ง

รู้ดีอย่างกับมาเสนอหน้าอยู่ในใจคนอื่น

แค่แอบมองเป็นคุกกี้เสี่ยงทายมันรู้อะไรขนาดนี้เลยรึไง โคอิซุรุ ฟอร์จูนคุกกี้มากดิ

“แล้วพี่จริงจังมั้ย”


“จริงจังไม่จริงจัง ก็แอบมองมาตั้งนานสองนาน จนไม่มีสายตาจะไปมองใครเหมือนกันนั่นแหละ”


อี้ชิงไม่รู้ว่าทำไม แต่แม้ไม่หันไปก็รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายของอีกคนส่งผ่านมาทางน้ำเสียง 

“ถามจริง?”

“อือ”

อี้ชิงกระพริบตาปริบ เขินขึ้นมาจริงๆเหมือนกันกับความจริงใหม่ที่เพิ่งได้รู้ในวันนี้ 


เคยได้ยินมาเหมือนกันว่าพี่คริสน่ะเปลี่ยนคนควงเป็นว่าเล่น แต่ถึงอย่างนั้นแต่ละคนก็ลากยาวได้นานที่สุดไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ เหมือนอันที่จริงแล้วคริสก็ทำแก้เบื่อ น่าแปลกใจที่ไม่มีใครมาคอยโวยวายกรี๊ดกร๊าดเหมือนละครให้อีกฝ่ายรับผิดชอบอยู่หน้าบริษัท อาจเพราะคริสเองก็ ‘เลือก’ มาดีเหมือนกันว่าคนๆนั้นจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขาในภายหลัง

ใช่ นั่นล่ะที่อี้ชิงได้ยินมา โคตรช่างเลือก โคตรน่าหมั่นไส้

แต่พอวันนี้ พอได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเขา มันก็...  

ก็เวรแล้วน่ะสิ ทำไมต้องเขินด้วยวะ 


“แล้วพี่ผู้หญิงแผนกบัญชีคนนั้นอะ”

เรื่องในบริษัททำนองนี้น่ะสุดยอดกอสซิปเลยทีเดียว ต่อให้เกิดอีกแผนกก็รู้กันทั้งบริษัทได้ง่ายดาย

เสียงผ้าห่มหยุดขยับ ภาษากายแปลว่าโดนจับได้เลยนิ่งซะเผื่อจะพ้นขีดอันตราย “ก็... เขาเข้ามาหาเอง”

“อ๋อเหรอ” อี้ชิงแกล้งลากเสียงยาว นึกๆดูแล้วก็ว่าต่อไปเรื่อย “แล้วผู้หญิงจากบริษัทxxxนั่นล่ะ ลูกค้าคนสำคัญของเราคนนั้น แล้วก็... เอ...”พอเขาทำท่าจะร่ายรายชื่อออกมาได้นับสิบ คริสก็ชิงพูดเสียงอ่อย 

“มันก็ต้องไปดื่มกับลูกค้าบ้าง ปาร์ตี้บ้าง มันก็เลย... พี่ทำเพราะจำเป็นนะครับ ถ้ามีครั้งหน้าพี่ก็จะบอกก่อน น้องไม่ให้ไปพี่ไม่ไปก็ได้”

อี้ชิงยกมือเกาหัวแกรกๆ ชักรู้สึกได้ถึงเค้าลางไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่

ดูเอาสิ นี่ขนาดยังไม่ได้เป็นอะไรกันยังรู้จักใช้เสียงออดเสียงอ้อนหวานจ๋อยอย่างกับง้อ


บ้าเอ๊ย ตอนแรกยังไม่โกรธหรอก แต่พอเจอแบบนี้ก็อยากโดนง้อซะแล้วสิ แม่จะตีมั้ยนะถ้าไม่เล่นตัว


“ผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าพี่จริงจัง กิตติศัพท์พี่เลื่องลือซะขนาดนั้น”

ถึงไอ้อะไรๆที่อีกคนพูดออกมาตอนเข้าใจว่าเขาจะโดดตึกฆ่าตัวตายมันแสนจะ... โรแมนติกแบบแปลกๆมากแล้วก็เถอะ


คำพูดพวกนั้นทำให้ความรู้สึกลบๆที่เคยมีต่ออีกฝ่ายหายไปเกลี้ยงเลย ให้ตาย...

...แต่ความจริงที่อี้ชิงเคยได้รู้มาเกี่ยวกับคนๆนี้ มันก็ชวนให้ยั้งใจเอาไว้ไม่น้อย 


“งั้นก็เริ่มจาก... กลับบ้านกับพี่ทุกวัน แทนที่จะกลับกับไอ้จงอินก็ได้”

อี้ชิงเลิกคิ้ว นึกแปลกใจที่อีกฝ่ายรู้ด้วยว่าเขาติดรถไอ้เพื่อนสนิทมันกลับบ้านทุกเย็น

“บ้านเราอยู่ทางเดียวกัน มันไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวอะไรนักหรอก”ก็แค่ติดรถกลับบ้าน แกล้งบริษัทน้ำมันให้ไม่ได้ตังค์เฉยๆ อีกอย่าง คอนโดพี่คริสมันก็คนละทางกันกับของเขาด้วย

“ก็เผื่อวันไหนจงอินอยากไปส่งคยองซูด้วย แล้วน้องไม่อยากเห็นภาพบาดตา”

อันที่จริงก็ใช่ว่าไม่เคย ที่จู่ๆสองคนก็กลายเป็นสามคน แต่ตอนนั้นอี้ชิงยังคิดไม่ทัน 

แล้วจงอินกับน้องคยองซูก็ไม่เคยทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินด้วยนี่นะ

คิดไปคิดมาแล้วก็กลับมาเศร้าอีก... เขานี่มันน่าสมเพชจริงๆด้วย


“นั่นสิเนอะ ยิ่งสองคนนั้นเปิดตัวด้วยแล้ว หลังจากนี้ก็คงเห็นภาพบาดตาบ่อยๆ” จริงของพี่มัน

“อืม วันไหนที่น้องทนมองไม่ไหว ก็บอกพี่ กลับกับพี่ได้ บางวันน่ะนะ หมายถึงว่าถ้าน้องอยาก...อืม”

อี้ชิงเลิกคิ้ว ทั้งที่ยังไม่หันไปมองหน้าคู่สนทนา


ยอมเยอะจังวะ ไม่รู้สึกแย่บ้างหรือไงที่โดนทรีตเหมือนเป็นตัวสำรองน่ะ

เขาไม่อยากให้คริสรู้สึกแบบนั้น พอๆกันกับที่ไม่อยากทำกับอีกฝ่ายแบบนั้น 

อย่างน้อย ถ้าอะไรๆที่พี่มันปาวๆเอาเมื่อครู่เป็นความรู้สึกจริงๆ 

อี้ชิงก็ควรจะต่อให้พี่มันสักหน่อย 

“จากนี้จงอินก็คงอยากไปส่งคยองซูทุกวันนั่นแหละ”

“เหรอ...”

“อืม”

“งั้นอยากกลับกับพี่ทุกวันไหม?” / “ผมก็คงต้องกลับกับพี่ทุกวัน”

“….”

“……..”

“สรุปว่าทุกวันนะ”

เขายิ้ม และอะไรบางอย่างก็บอกกับเขาว่าไอ้พี่คริสมันก็ยิ้มเหมือนกันแม้ไม่หันไปมอง


          แหงล่ะ ไม่อยากมองหน้ามันหรอกตอนนี้ หน้าแดงเกินไป ไม่พร้อม เสียฟอร์ม 

นานสองนานอี้ชิงก็ดันตัวลุกขึ้น พึมพำแบบเขินๆว่าขอตัวไปอาบน้ำแล้วจะนอนเอาแรงสักงีบ ถึงฤทธิ์แอลกอฮอล์มันจะจางๆหายๆไปหมดแล้วก็เหอะ 

เขาลอบมองเสี้ยวหน้าคมคายของพี่คริสที่ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้กันแล้วก็ต้องเสหลบ

เอาจริงๆนะ แต่ก่อนก็ยอมรับแบบขอไปทีแหละว่าพี่มันหล่อ 


แต่คืนนี้พี่แม่-ง...​หล่อเป็นพิเศษว่ะ


“น้อง พี่มีอีกเรื่องจะสารภาพ แล้วห้ามตุ้บตั้บพี่นะ”

เอ่ยแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ปากบอกยอมรับผิด แต่ทั้งตัวก็คือขดพร้อมรับแรงกระแทก 

“เรื่องผีผู้หญิงอะไรนั่นอะ พี่โกหก”

อี้ชิงอ้าปากค้าง แล้วไอ้ที่เขาสติแตกจนไปซื้อพวงมาลัยชุดใหญ่กับชินบัญชรเจ็ดจบตอนตีสามนั่นคือ!? 

“พี่เป็นห่วงนี่นา ดึกๆดื่นๆมันอันตราย กลัวน้องโดนปล้น”

เขาถอนหายใจเฮือก อะ เหตุผลพอฟังได้ ...


“คือพี่ก็ลืมมองหน้าน้อง ตอนร้องไห้นี่นะ โอ้โฮ้ เผลอๆโจรสินึกว่าเจอผี”

“ไอ้พี่คริส ไอ้เวร!!! เกือบจะดีแล้วนะพี่มึงอะ!!”





End





Talk : 

เป็นพล็อตลั่นที่ไม่สมประกอบเอาซะเลย ก๊ากกกกกก แต่ก็คือเขียนออกมาคลายเครียดค่ะ 

ประเด็นหลักๆก็มีอยู่ว่าคิดถึงคริสเลย์ ก็เลยเขียนออกมาเฉยๆ  :) 

คิดถึงการเขียนด้วยค่ะ ชีวิตประจำวันตอนนี้อะไรๆมันช่างไม่เอื้อให้ได้เขียนซะบ้างเลย 

ดีใจที่เขียนพล็อตนี้จนจบ (แปดโมงถึงทุ่มนึง แบบพักกินข้าว กินขนม กินจุ๊บจิ๊บ) พอลุกขึ้นยืนนะปวดขาเลย คุณพระ ทำไมช่างเป็นคนที่อายุไม่เท่าไหร่แต่สังขารแย่เหลือเกิน TTTT 




ผลงานอื่นๆ ของ แมวพุงโต // Maria Testarossa

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

15 ความคิดเห็น

  1. #15 Cal
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 12:59

    ตอนแรกหน่วงมากกกสงสารอี้ไม่ไหว

    ฟินมากคริสเลย์

    ไรต์เขียนได้ดีมาก

    เป็นกำลังใจให้เขียนต่อไปนะคะ

    #15
    0
  2. วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 17:56
    แงงงงงงง้ น่ารัก น่ารัก น่ารักที่สุดดดดดTT เป็นเรื่องที่ชอบมากๆอีกแล้ว ขอบคุณไรท์อีกครั้งที่แต่งเรื่องน่ารักๆแบบนี้ให้ได้อ่านนะคะ ฮื่ออออ หัวใจเราฟูไปหมดจริงๆ มีฟามสุขมั่กๆที่ได้อ่านคริสเลย์ฉบับไรท์ แง้ รักนะคะ<3
    #14
    0
  3. วันที่ 10 สิงหาคม 2562 / 12:03

    555+ กำลังดีเลย ตอนเจ็บดึงความหน่วงออกไปสุดทางเลยอ่ะ 555+

    #13
    0
  4. วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 / 21:59
    แง้ อิพี่ตลอดเลยอ่ะ น้องเกือบซึ้งแล้ว555555555555
    #12
    0
  5. #11 supine.ty (@yoyafah) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 21:27
    โอ๊ยตายแล้วดีมากเลยค่ะ เขียนได้ดีมาก น่ารักมากก อินตามมาก คาแร็คเจ้าชิงคือขี้บ่นบ่นจุกบ่นตุกบ่นจิกสุดแต่ก็น่ารักมากๆ55555 ส่วนพี่คริสก็ห่วงๆแบบห่ามๆ สองคนนี้เหมาะกันดีเหลือเกินค่ะ
    #11
    0
  6. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 02:02
    อีตาพี่บ้าาาาา จะดีแล้วเชียว เดี๋ยวได้โดนน้องตุ้บตั้บหรอกกก
    #10
    0
  7. #9 xslaychii (@pornchalee) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2561 / 08:07
    แงงงงง ไม่กากเลยค่ะ มันดีเสียอีก ฮืออออ
    #9
    0
  8. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 00:05
    แงงงง สงสารอี้ชิงมั่กกก ก็เขารักของเขาอ่ะ รักมาตั้งหลายปี เส้าาา ส่วนพี่คริสนิสัยไม่ดีมั่กๆ พูดกับน้องไม่ดีจนน้องไม่ชอบ แต่ก็น่ารักมากเลย ทำมาเปงงงงง ทำมาเปงซึน เอาจีงงงถ้าชิงไม่อกหัก พี่จะกล้าบอกความรู้สึกจริงๆไหมเนี่ย ตีๆๆๆ 5555555 เอ็นดูความเขินของนุ้งชิง
    #8
    0
  9. #7 ยิ้มนิดๆ (@preaw-26) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 14:54
    งื้ออออออ น่ารักแบบพี่-อ่ะ
    พี่-ปากแข็งแต่ก็รักน้องนะไรงี้
    #7
    0
  10. #6 ฟิคฟินฟิน (@papatson7899) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 00:09
    ทำเป็นเรื่องยาวเลยได้ไหมค่ะ ขอร้อง
    #6
    0
  11. #5 ฟิคฟินฟิน (@papatson7899) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 00:08
    สนุกมากเลยค่ะ
    #5
    0
  12. วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 / 12:42
    น่ารักมากกกกกก โลกนี่จะมีไมโครเวฟไปทำไมถ้ามีผู้ชายที่ชื่อคริส อบอุ่นยิ่งกว่าแสงแดดในตอนเช้าแต่ว่าพี่แกก็กวนมากพอๆกัน ชอบค่ะ ชอบมากกกกกก ยิ่งตอนเรียกอี้ชิงว่าน้องนี้คือแบบละลาย กรี๊ดดดดดด อยากได้ผู้ชายแบบนี้~~~ชอบมากกกกค่ะ สู้ๆนะคะไรท์เตอร์
    #4
    0
  13. #3 KKSSMMAA (@applesell) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 / 04:32
    น่ารักน่าเอ็นดู โอ๊ยยยย ดูพี่สิคะ พี่อย่างงั้นน้องอย่างนี้ บอกตั้งแต่มหาลัยน้องอาจจะยอมใจอ่อนมีวันครอบรอบก่อนจงอินก็ได้น้าา โธ่ลูกชิงงงง ตาพี่ก็ปากหนัก กว่าจะบอกได้ ฮืออออ ฟิคน่ารักมากเลยค่าาาาา อยากปาหัวใจใส่ ฟิ้วๆๆๆ
    #3
    0
  14. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 21:46

    น่ารักกกกมากกกเลยยยอ่ะ...เค้าก็แอบมองของเค้ามานานเนอะ..แต่อยากจะพิเศษ เลย-เป็นพิเศษใส่แทน น้องเลยหมั่นไส้...5555555555 หวังว่าต่อจากนี้จะได้โอกาสจากน้องดีดีน้า

    #2
    0
  15. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 21:21
    ฮื่อออ น่ารักมากเลยค่ะพี่คริสเขาก็รักของเขามานานอ่ะเนาะตอนเข้าใจผิดน้องนี่ขำจนต้องวางโทรศัพท์ เขินแทนพี่555555แต่ก็เข้าใจว่าคนมันห่วงน้องนี่เนอะอยากให้มีสเปฯตอนตาพี่ตามเต๊าะยัยน้องจังเลยค่ะ มันเขี้ยวคนอะไรคำพูดคำจากการกระทำน่ารักน่าชัง!
    #1
    0