ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 1 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 143 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

              ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 1

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

                          บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง และกฎเพียงหนึ่งเดียวของ ‘โรงเตี๊ยมห่านป่า’ คือห้ามใช้กำลังต่อยตีในร้านโดยเด็ดขาด

                ชาวยุทธ์ต่างเล่ากันว่าต้องมุ่งหน้ามาที่นี่เป็นอันดับแรกทันทีที่มาถึงเมืองหลวง เพื่อแสวงหาคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ไต่เต้าอันดับในยุทธภพ!

                วันนี้ ‘ฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่’ จอมยุทธ์อันดับห้าจากซีเซี่ยที่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงก็ตรงมาที่โรงเตี๊ยมห่านป่าทันทีตามที่ได้ยินมา เรียกให้ ‘เข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จิน’ จอมยุทธ์อันดับหกตรงเข้าไปตบโต๊ะท้าประลอง

                ในร้านต่อยตีกันมิได้ ทว่าหากพ้นคานประตูที่ประดับลายพระหัตถ์พระราชทาน ใครๆ ก็รู้ว่าลานหน้าโรงเตี๊ยมห่านป่าจะกลายเป็นสนามประลองและวงพนัน ‘แดนเจ้ายุทธ์’ อันลือลั่น ดังนั้นเมื่อตะเกียบไม้ลอยลงมาจากระเบียงชั้นสองและตกกระทบพื้นแทนสัญญาณ สองจอมยุทธ์ก็พุ่งเข้าโรมรันกันทันที

                ฝุ่นดินหอบใหญ่ฟุ้งตลบตามแรงกวาดเท้า ฝ่ามือผ่าทรายฟาดดินแข็งๆ แตกระแหงของหน้าร้อนข่มขวัญคู่ต่อสู้ ส่วนอีกคนก็ซัดเข็มสายหนึ่งเข้ากลางกำแพงฝุ่น เข็มบางเล่มปักลงบนผนังใกล้ๆ อีกส่วนกระทบฝ่ามือแกร่งดุจเหล็กหลอมแล้วหล่นกระจายราวเศษไม้ทื่อๆ กลุ่มคนที่มุงอยู่บ้างเอี้ยวคอหลบเข็มที่กระเด็นมาอย่างเป็นธรรมชาติ บ้างปรบมือโห่ฮาเหมือนชมการแสดงปาหี่ ไม่นำพารังสีฆ่าฟันที่สาดปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

                ผ่านไปสี่สิบกระบวนท่าแล้วก็ยังผลัดกันรุกผลัดกันรับ กินกันไม่ลง

                เข็มอีกกำสะบัดพุ่งเรียงกันแปดเล่ม ฝ่ามือผ่าทรายยกแขนต้านรับ บางส่วนปักเข้าเนื้อหนัง อีกหลายส่วนที่ปักไม่เข้าเบนออกเสียบกำแพงไม้ เกิดเสียงทึบหนักสายหนึ่ง แต่พอสลัดเข็มน่ารำคาญออก ครั้นเงยหน้าก็เห็นร่างสูงโปร่งกระโดดเหินขึ้นสูงย้อนแสงตะวันสุดท้าย ส้นเท้าสับลงมา

                ฝ่ามือผ่าทรายเบี่ยงตัวหลบได้และคว้าข้อเท้านั้นไว้ ตั้งท่าจะจับฟาดพื้น แต่อีกเท้าของคู่ต่อสู้กลับวกมารัดลำคออย่างว่องไว หากสะบัดทิ้งจริงๆ กระดูกคอของตนคงไม่เหลือด้วย เขาจึงตัดสินใจใช้ฝ่ามือกระแทกเข้าที่ลำตัวโดยไม่ออมแรง

                เข็มฟ้าโลหิตเอี้ยวตัวหลบ แรงที่รัดลำคอพลันคลาย พลังฝ่ามือเฉียดผ่านหน้าท้องจนเสื้อบริเวณนั้นขาดเป็นทาง การจู่โจมถัดไปพุ่งเป้าที่ศีรษะ พริบตานั้นเข็มฟ้าโลหิตลืมตาโพลง เอียงศีรษะหลบพร้อมสะบัดเข็มสามเล่มปักกลางฝ่ามือที่แข็งราวกับหิน ชะลอแรงปะทะจนเหลือเพียงลมอัดอากาศ ก่อนปล่อยเข็มอีกสายพุ่งตรงสู่ใบหน้า ทำให้ร่างสูงใหญ่ต้องรีบก้มหลบ

                ข้อเท้าของเข็มฟ้าโลหิตหลุดจากการเกาะกุม หงายหล่นลงมาในท่ายันมือกลับหัว และเพียงดีดตัวขึ้นก็ตีลังกาลอยสูงกลางอากาศ กลับลงมายืนบนพื้นได้อย่างปลอดภัย

                ผู้คนกระทืบเท้าสะอกสะใจกับการปะทะอันดุดัน เสียงหนึ่งถามคนข้างๆ “เจ้าว่าใครชนะ”

                อีกฝ่ายยักไหล่ “เข็มฟ้าโลหิตว่องไว แต่จู่โจมไม่รุนแรง ถ้าฝ่ามือผ่าทรายประชิดตัวได้ เขาก็จบ”

                “เจ้าลงข้างฝ่ามือผ่าทราย?”

                “งั้นสิ!”

                ทั้งสองมองหน้ากัน แล้วดีดเหรียญพวงหนึ่งขึ้นไปยังที่นั่งพิเศษบนระเบียงชั้นสองของร้านเหนือร่างของสองผู้เยี่ยมยุทธ์ที่กำลังประลองกัน พลางทำมือเป็นสัญญาณแทงข้างผู้ท้าชิง เรียกเสียงโห่ให้ดังสนั่นหวั่นไหวอีกครา

                “ท่านเจ้าสำนัก! สายตากว้างไกลของท่านคิดว่าผู้ใดชนะ!” คนด้านล่างแสร้งตะโกนถามหยั่งเชิง

                ‘ท่านเจ้าสำนัก’ คว้าเหรียญทองแดงสองพวงได้แม่นยำราวจับวาง เพียงเผยรอยยิ้มอ่อนบางแต่ไม่ตอบคำ ทรงภูมิประหนึ่งผู้ฝึกตนที่ไม่ยอมเปิดเผยวิชาของตนโดยง่าย

                แต่พวกเขาก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบ คนต่างถิ่นแดนซีเซี่ยที่อันดับสูงกว่าสมควรโค่นอันดับหกอย่างเฝิงลี่จินได้ ยิ่งเห็นเข็มฟ้าโลหิตพลิกตัวตีลังกาดีดปลายเท้าเหินหลบมือที่เกือบสับลงกลางกระหม่อม พวงเหรียญจำนวนมากก็ยิ่งลอยขึ้นสู่ระเบียงด้านบน ทุกพวงล้วนแทงข้างฝ่ามือผ่าทราย

                แล้วตอนนั้นเอง เข็มฟ้าโลหิตก็วาดมือทั้งสองกางออกสุดแขน คู่ต่อสู้ชะงักเล็กน้อย แต่พอปลายนิ้วกำเข้าหากัน ในหูของฝ่ามือผ่าทรายกลับได้ยินแต่เสียงหวีดแหลมอื้ออึง

                คนมุงดูแตกฮือกันไปคนละทิศละทาง เข็มที่ซัดอย่างสะเปะสะปะวิ่งกลับมาจู่โจมพร้อมกันเหมือนห่าฝน ต่อให้ฝีมือร้ายกาจและหนังหนาแค่ไหน เข็มนับร้อยจู่โจมทีเดียวก็ทำให้ล้มลงทันที

                รอบข้างเงียบกริบ ฝุ่นดินจากการประลองลอยฟุ้งเนิ่นนาน

                ที่สำคัญ ขาข้างหนึ่งของผู้เพลี่ยงพล้ำยื่นออกไปนอกเส้นเขตที่ขีดไว้!

                “ฝ...ฝ่ามือผ่าทรายแพ้!”

                “ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านผิดหวัง” เข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จินบิดมุมปากเยาะ พลางเช็ดเลือดบนหน้าผาก

                ฝ่ามือผ่าทรายกระโดดลุกขึ้นชี้หน้าด่าทั้งที่ตามตัวยังมีเข็มเสียบพรุน “เฝิงลี่จิน เจ้าเข็มสุนัข!”

                เส้นเลือดที่ขมับคนฟังเต้นตุบ “ไยมารดาเจ้าถึงคลอดเด็กตัวโตมีแต่กล้ามเนื้อแบบเจ้าออกมานะ...แพ้แล้วพาล”

                ฝ่ามือผ่าทรายปาดเข็มบนตัวร่วงลงพื้นกราวๆ “ถ้าเอาจริง อาวุธไร้น้ำยาพรรค์นี้หรือจะทำอะไรข้าได้!”

                “เช่นนั้นเหตุใดไม่ ‘เอาจริง’ แล้วใช่ ‘อาวุธไร้น้ำยา’ ของข้านี้หรือไม่ที่ทำให้เจ้าลงไปนอนดิ้นเป็นสุนัข?”

                “เจ้าสิลูกสุนัข!”

                “งั้นเจ้าก็สุกร!”

                สองผู้เยี่ยมยุทธ์เปลี่ยนมาสาดวาจาแทนวิชาฝีมืออย่างไม่มีใครยอมใคร คนที่มุงอยู่อ้าปากค้าง

                ทันใดนั้นก็มีเสียงปรบมือเรียกความสนใจจากหน้าประตูโรงเตี๊ยม

                ทุกสายตาเบือนไปจับจ้องบุรุษวัยยี่สิบปลายๆ ที่เพิ่งเดินออกมา แม้แต่สองจอมยุทธ์ที่เปิดสงครามวาจากันอีกระลอกยังต้องหันมอง แสงตะวันสุดท้ายส่องมายังหน้าประตูพอดี เห็นอาภรณ์สีครามขยับไหวตามจังหวะการก้าว แต่ไม่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่ดึงดูดสายตา ระหว่างรอยยิ้มบนใบหน้าที่สว่างเฉิดฉายอย่างพอใจ ใบหน้าพอใช้ได้เจือยิ้มน้อยๆ ที่เห็นแนวคิ้วชัดเจน แววตาเปล่งประกายยิบหยีที่ราวกับเบิกบานตลอดเวลา หรือเพราะ...แผ่นป้ายเล็กๆ สองแผ่นในมือ

                “โอ้ ท่านเจ้าสำนัก!”

                “เรียกเถ้าแก่ก็พอ” นัยน์ตาของเถ้าแก่แห่งโรงเตี๊ยมวิบวับ ก่อนผายมือไปยังสองจอมยุทธ์ที่ยังถลึงตาใส่กัน และชูป้ายไม้ทั้งสองขึ้น “ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวนในวันนี้ ฝ่ามือผ่าทรายตกลงเป็นอันดับหก เข็มฟ้าโลหิตขึ้นสู่อันดับห้า”

                เฝิงลี่จินแสยะยิ้มเยาะ เดินไปคว้าป้ายที่มีอักษรเลข ‘ห้า’ สีทองวาววับ โดยไม่ลืมโยนป้ายเลข ‘หก’ ที่เคยเป็นของตนให้คนที่ยังยืนเลือดไหลโกรกหน้าง้ำอย่างขุ่นเคือง

                อีกฝ่ายแยกเขี้ยวใส่ “ยิ้มให้บิดาหรือไร”

                เฝิงลี่จินยังคงหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ถือสา “ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ช่วยเป็นพยาน!”

                ผู้คนโห่อย่างสะเทือนใจ เงินพนันทั้งหลายคงเป็นหมันแน่แล้ว พวกเขาพากันเทข้างฝ่ามือผ่าทราย ใครจะคิดว่าคนผู้นี้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หลายคนในที่นี้ชื่นชมฝ่ามือผ่าทรายแห่งซีเซี่ยไม่น้อย จึงตั้งต้นถลึงตาใส่เฝิงลี่จิน

                “คนแซ่เฝิง เหิมเกริมให้มันน้อยหน่อย มิเช่นนั้นท่านเจ้าสำนักห่านป่าอาจลงมือสั่งสอนเจ้า!” ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งตะโกนข่ม

                ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเถ้าแก่โยวอิ่งชวน ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ มีวิชาฝีมือแค่ไหน แต่ดูจากที่มีสิทธิ์ตัดสินผลการประลองและประกาศอันดับในฐานะผู้ดูแล ‘ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวน’ คนทั่วเมืองหลวงจึงลือกันกระหึ่มว่า แท้จริงโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีชื่อเรียกลับๆ ว่า ‘สำนักห่านป่า’ หลายปีมานี้กระทั่งตอนที่เมืองหลวงยังใช้กฎหมายเก่า พวกเขายังกล้าลักลอบตั้งสมาคมคนช่วยเหลือชาวบ้านอยู่ใต้พระเนตรพระกรรณโอรสสวรรค์ เป็นยอดชาวยุทธ์ในหมู่ชาวยุทธ์!

                เฝิงลี่จินเดือดดาล ตวัดตามอง ‘ท่านเจ้าสำนัก’ ที่อยู่ๆ ก็ถูกลากไปเป็นเป้า “จะสั่งสอนข้า? ดีเลย รออยู่นานแล้ว!”

                จากนั้นเสียงอื้ออึงก็ดังทั่วทุกทิศ “พี่เฝิง ไยท่านเจ้าสำนักต้องชี้แนะท่านคนเดียวเล่า ข้าด้วยสิ มาประลองกับข้าบ้าง!”

                “ข้าต่างหาก มาวัดฝีมือกัน!”

                ‘ท่านเจ้าสำนัก’ ฟังสารพัดเสียงนั้นด้วยใบหน้าเจือยิ้มน้อยๆ ประหนึ่งไม่ได้ยินอะไร ดูลี้ลับและน่าเกรงขาม...แต่ฝ่าเท้าค่อยๆ ขยับถอยหลังอย่างช้าๆ หลบวูบเข้าใต้ชายคาโรงเตี๊ยมห่านป่าโดยมิให้ผู้ใดสังเกตเห็น

                นิ้วมือของเถ้าแก่ที่ผู้คนเรียกขานว่า ‘ท่านเจ้าสำนัก’ ‘ยอดชาวยุทธ์ในหมู่ชาวยุทธ์’ ลอบสั่นกึกๆ ขนลุกวูบทั้งที่ไม่มีลมพัดมา แต่ยังคงแสร้งปั้นยิ้มเบาสบาย เยือกเย็นดุจสายน้ำ สูงส่งราวเทพเซียนบรรลุเรื่องทางโลก พลางปรบมือปราม

                “สั่งสอนไม่สั่งสอนอันใด นี่เป็นเวลาเฉลิมฉลองต่างหาก วันนี้ ‘ห่านป่า’ ให้กินดื่มได้ไม่อั้น!”

                ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ก็ไม่มีใครสนใจอีกแล้วว่าเมื่อครู่ใครแพ้ใครชนะ

                เถ้าแก่โยวผู้เพิ่งหลบเลี่ยงวันตายไปได้อีกวันลอบถอนใจ หมายมาดว่าจะต้องจับหัวคนพวกนี้จุ่มสุราให้หาทางลุกขึ้นมามิได้ จะได้ไม่มีคนบ้าที่ไหนทะเล่อทะล่ามาท้าประลองขอคำชี้แนะอีก

                รับคำท้าไปให้ตายหรือ ชี้แนะวิชาฝีมืออันใด เขาไม่มีวรยุทธ์สักกระผีกเดียว!

 

 

 

 

                ‘ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวน’ คือแผ่นป้ายไม้ร้อยอันดับที่ราชสำนักแจกจ่ายทั่วแผ่นดินนับตั้งแต่ปลายปีกวงซวีที่ยี่สิบสาม ป้ายอันดับจากทางการและขึ้นทะเบียนชาวยุทธ์เข้าเมืองหลวงนับเป็นการยกเลิกกฎหมายสำคัญข้อหนึ่งจากสมัยต้นแผ่นดิน เล่ากันว่าในยุคเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ ขุนนางแผ่นดินเก่าร่วมมือกับชาวยุทธภพบุกเข้าพระตำหนักใหญ่หมายสังหารปฐมกษัตริย์ นับแต่นั้นจึงมีบัญญัติเก่าแก่ห้ามชาวยุทธภพเหยียบย่างสู่เมืองหลวง แม้แต่การตั้งพรรค สำนัก และซ่องสุมสมาคมที่มิใช่สำนักศึกษาอาจเข้าข่ายหมายก่อกบฏได้

                แต่อยู่ๆ ในเมืองหลวงก็มีโรงเตี๊ยมห่านป่าที่มีสถานะ ‘กึ่งหลวง’ ผุดขึ้นมา เล่ากันว่าเพราะป้าย ‘โรงเตี๊ยมห่านป่า’ เหนือซุ้มประตูซอมซ่อของร้านแกะสลักตามแบบลายพระหัตถ์พระราชทานของฮ่องเต้เฉียนกวง เมื่อเดินผ่านประตูก็หมายถึงยอมรับกฎเกณฑ์ของโอรสสวรรค์ หากผู้ใดใช้กำลังในโรงเตี๊ยมแห่งนี้และถูกจับส่งทางการ โทษเทียบเท่าการลบหลู่ฮ่องเต้

                ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเถ้าแก่โยวอิ่งชวนแห่งโรงเตี๊ยมห่านป่าได้รับป้ายพระราชทานมาอย่างไร หรือเถ้าแก่ผู้นี้มีวิชาฝีมือแค่ไหน แต่ถ้าถามถึงเรื่องที่เคยมีคนสงสัยว่าป้ายเป็นของจริงหรือไม่แล้วลองปีนขึ้นไปหมายปลดลงมา...ครานี้ชาวยุทธ์ต่างเล่าได้เหมือนกันทุกคนว่า จนป่านนี้กระดูกของคนใจกล้าผู้นั้นไปอยู่ไหนแล้วไม่รู้

                ชาวยุทธ์เล่าลือกันอีกว่า ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ ผู้ลึกลับนี้ภายนอกแสร้งวางตัวเป็นเถ้าแก่โรงเตี๊ยมไร้พิษสง แต่แท้จริงอยู่เบื้องหลังการสอดส่องความเคลื่อนไหวในยุทธภพ ใครเปลี่ยนอันดับขึ้นลงบน ‘ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวน’ อย่างไร เขาผู้นี้ล้วนล่วงรู้ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำประกาศเลี้ยงสุราอาหารชาววงพนัน คนที่ยังครั่นเนื้อครั่นตัวอยากเรียกเหงื่อหลังชมการประลองถึงใจเมื่อครู่จึงเข้ามาชนสุราดื่มกินกันอย่างสงบเสงี่ยม

                ถึงไม่มีใครเคยเห็นกับตา แต่แค่ข่าวลือก็น่ากลัวพอแล้ว!

                กล่าวถึงตรงนี้ โยวอิ่งชวน ‘เถ้าแก่โรงเตี๊ยมห่านป่า’ คนธรรมดาๆ ไร้วรยุทธ์และมิใช่เจ้าสำนักที่ไหน ได้แต่ร่ำไห้อย่างไร้สุ้มเสียงไร้น้ำตา

                อย่างเดียวที่ข่าวลือบัดซบนั้นกล่าวถูกต้องคือคำ ‘ไร้พิษสง’ ส่วนอย่างอื่นฟังแล้วเถ้าแก่ได้แต่กัดฟันกรอดๆ ปลอบใจตัวเองว่าอย่างน้อยก็ทำให้กิจการรุ่งเรืองมีข้าวกิน แม้ป่านนี้จะยังนึกไม่ออกว่าตนเคยฆ่าคนตายเมื่อใด

                มารดามันเถอะ นอกจากไก่ที่นานๆ ทีจะลงมือเชือดเอง เขายังไม่เคยจับกระบี่ฆ่าฟันใครเลย!

                เถ้าแก่โยวมองผนังที่พรุนเป็นแนวแล้วดีดลูกคิดคำนวณค่าซ่อมอย่างเศร้าใจ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าการให้พวกชาวยุทธ์ที่ในหัวมีแต่เรื่องใช้กำลังมาซ่องสุมกันที่ร้านของเขาเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด

                ไม่ทันไร หนึ่งในพวกที่ในหัวมีแต่เรื่องต่อสู้ล้วนๆ ก็พุ่งเข้ามา น่าเกรงขามจนเขาสวมหน้ากากผู้เยี่ยมยุทธ์แทบไม่ทัน

                “ส่วนแบ่งข้าเล่า” เข็มฟ้าโลหิตเฝิงลี่จินตบโต๊ะผาง

                ลูกคิดกระดอนหนึ่งครา เถ้าแก่มุมปากกระตุกนิดหน่อย มองเศษไม้แตกอย่างสะเทือนใจแล้วปั้นหน้ายิ้ม “เลี้ยงสุราอาหารพี่น้องนับเป็นน้ำใจกว้างขวาง น้ำใจกว้างขวางดั่งมหาสมุทรหมายถึงจิตใจเยือกเย็นสูงส่ง เช่นนั้นจึงจะนับเป็นยอดคน”

                เฝิงลี่จินผู้มาจากมณฑลตะวันตกห่างไกลอ้าปากค้าง ฟังประโยคไม่เป็นแก่นสารนั้นไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว ยังดีที่จับใจความคำว่า ‘เลี้ยงสุราอาหาร’ ได้

                “แต่นั่นมันเงินพนันของข้านะ!” เฝิงลี่จินถลึงตา

                “พี่เฝิงผู้เก่งกาจ...ออกแรงมาเหนื่อยๆ ดื่มสุรารสเลิศให้สำราญเถิด” เถ้าแก่โยวยิ้มปะเหลาะ

                นัยน์ตาคมดุดุจดังสมญา ‘เข็ม’ ทิ่มแทงกลับอย่างรุนแรง “ข้าไม่เคยเห็นคนไร้ยางอายเอาแต่ได้เยี่ยงท่านมาก่อนเลย!”

                ไอสังหารเยียบเย็นแผ่ออกมาชั่วขณะก่อนเลือนหาย ปลายนิ้วของเถ้าแก่สั่นแวบหนึ่ง ก่อนข่มใจแสร้งเผยยิ้มสูงส่งไม่ยี่หระประหนึ่งเจ้าสำนักผู้น่าเกรงขาม

                เฝิงลี่จินหรี่ตา แม้คนผู้นี้จะหน้าหนาแต่ก็นับเป็นยอดฝีมือในหมู่ผู้เยี่ยมยุทธ์ บนทำเนียบอุดมไปด้วยผู้หาญกล้า ผู้ดูแลทำเนียบนับเป็นยอดคนในหมู่ยอดคน ถึงน่าโมโหแค่ไหนก็สมควรผูกไมตรีกันไว้ก่อน

                โยวอิ่งชวนก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจจนเกินไป เมื่อเห็นอีกฝ่ายเลิกยืนค้ำหัวตบโต๊ะผางๆ แล้วยอมกระแทกตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเป็นนัยถอยให้หนึ่งก้าว เขาจึงแสดงไมตรีตอบแทนด้วยพวงเหรียญสามพวงที่เก็บไว้

                เฝิงลี่จินปรายตามอง มือรวบเก็บเข้าอกเสื้ออย่างว่องไว “ก็ดี ดีกว่าไม่ได้”

                “ข้าต้องซ่อมผนังร้านตั้งหลายจุดนะ ถ้าร้านข้าพังจะทำอย่างไรเล่า” เถ้าแก่โยวลากเสียงเรียกร้องความเห็นใจ

                “ท่านก็สร้างร้านใหม่สิ”

                “ได้อย่างไร เงินที่ได้ทุกวันนี้ล้วนแบ่งกับท่านทั้งนั้น!”

                ฟังเสียงครวญน่าสงสารนั้น เข็มฟ้าโลหิตผู้ใจอ่อนง่ายได้แต่เดาะลิ้นเบาๆ อย่างรำคาญใจ

                คราแรกที่มาถึงเมืองหลวง เฝิงลี่จินบังเอิญปะทะเข้ากับอันดับที่ยี่สิบหกระหว่างทาง เมื่อพ้นประตูเมืองหลวงมาก็เป็นหนึ่งในสามสิบยอดฝีมือแห่งต้าหยวนแล้ว เขาเองก็ได้ยินข่าวมาเหมือนที่ผู้อื่นได้ยิน ว่าบนถนนเส้นเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาด้านหลังร้านค้าขนาดใหญ่ฝั่งตะวันตกมีโรงเตี๊ยมเก่าๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งแท้จริงเป็นถึงโรงเตี๊ยม ‘กึ่งหลวง’ ภายใต้การคุ้มครองของราชสำนัก และมีเถ้าแก่ผู้ลึกลับคนหนึ่งเป็นเจ้าของ เบื้องหลังคนผู้นี้มิใช่แค่เจ้าของโรงเตี๊ยมซอมซ่อดังที่พยายามแสร้งวางมาดให้คนตายใจ แต่เป็นถึง ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ ที่เต็มไปด้วยลูกศิษย์ฝีมือสูงที่ไม่เปิดเผยตัวตน ดังนั้นเมื่อมาถึง สิ่งแรกที่เขาทำก็คือตรงมาที่โรงเตี๊ยมห่านป่า ก่อนตบโต๊ะเรียกหา ‘ท่านเจ้าสำนัก’ เพื่อขอท้าประลอง

                และท่านเจ้าสำนักก็ปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย!

                เฝิงลี่จินอัดอั้นตันใจ แต่จนใจที่เจ้าสำนักผู้ลึกลับเสนอให้เขาเป็นตัวแทนฝั่งเจ้ามือลงประลองในวงพนัน ‘แดนเจ้ายุทธ์’ เงินที่ได้ครึ่งหนึ่งเป็นของอีกฝ่าย และยังให้เขามานั่งๆ นอนๆ กินเปล่าในร้านเพื่อมองหายอดฝีมือได้ตามใจ เงื่อนไขข้อเดียวคือห้ามท้าประลองด้วยเด็ดขาด

                ใจหนึ่งเฝิงลี่จินก็เสียดาย อีกใจก็อยากได้เงิน อันดับบนทำเนียบมิได้เป็นเพียงอันดับฝีมือ แต่ชาวยุทธ์ห้าสิบอันดับแรกที่ขึ้นทะเบียนกับทางการจะได้รับเบี้ยหวัดเล็กๆ น้อยๆ อุดหนุน ทว่าเบี้ยเลี้ยงจากราชสำนักตามอันดับในตอนนั้นน้อยจนไม่พอยาไส้ในเมืองหลวง เขาเพิ่งเดินทางมาจากมณฑลห่างไกล กำลังขาดเงินได้ที่ จึงยอมรับปากส่งๆ ไป

                นึกดูแล้วออกจะเสียดาย แต่สี่ปีมานี้เฝิงลี่จินได้ไล่ล่ายอดฝีมือที่ทยอยมาเยือนเมืองหลวงอย่างเต็มอิ่มจนไต่เต้าถึงอันดับห้าแล้ว ต่อให้นึกหงุดหงิดท่านเจ้าสำนักอยู่บ้าง ก็ยังพอทำใจเก็บอีกฝ่ายไว้เป็นอาหารมื้อหลักได้

                นัยน์ตาของเข็มฟ้าโลหิตเป็นประกายมุ่งมั่น “สักวันข้าจะทำให้ท่านยอมประลองกับข้าให้ได้!”

                “โอ้ เช่นนั้นพี่เฝิงก็ต้องรีบไต่อันดับหน่อยแล้ว!” เถ้าแก่โยวตอบรับสบายๆ เสมือนไม่เห็นอีกฝ่ายในสายตา

                ครั้นหันหลัง ที่ขมับก็มีเหงื่อสายหนึ่งไหลซึม เสียวแปลบที่ต้นคอรางๆ และได้แต่ลอบถอนหายใจ ก่อนก้มหน้าไว้อาลัยให้ชีวิตที่ทำท่าจะสั้นของตน

                เขาอยากบอกเหลือเกินว่าเขามิใช่เจ้าสำนักลี้ลับผู้เก่งกาจไร้เทียมทานอันใด แต่ในเมื่อฐานะนี้ทำให้การค้าของเขาไปได้ดี ไม่มีผู้ใดสร้างความลำบากใจ จึงได้แต่ปั้นหน้ายิ้มแย้มรับคำชื่นชม ภายนอกชื่นบานสุขสันต์ ภายในเจ็บช้ำโหยหวน

                วันหนึ่งมีคนลอบแทงกระบี่ทะลุผนังห้องนอน อีกวันถูกคนดักตีกลางทางทดสอบวิชา หากมิใช่เพราะสหายที่ไปด้วยล้วนฝีมือสูงส่ง เกือบสี่ปีมานี้เขาคงตายและเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

                แต่ความบัดซบของเรื่องนี้คือ ผู้คนยิ่งโจษขานว่าคนข้างกายเถ้าแก่เหล่านั้นต่างเป็นลูกศิษย์ ‘สำนักห่านป่า’ หรือยอดฝีมือที่ไม่เปิดเผยตัวตนในยุทธภพ ศิษย์เก่งเพียงนั้น ท่านเจ้าสำนักก็สมควรร้ายกาจน่าเลื่อมใสยิ่งกว่า!

                เมื่อประกอบกับข่าวที่คนทั่วยุทธภพลือกันหนาหูว่ามีคนหาญกล้าตาไร้แววคิดปลดป้ายโรงเตี๊ยมห่านป่า จากนั้นตายเร็วยิ่งกว่าต้องโทษกบฏแผ่นดิน ทุกคนจึงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เถ้าแก่ผู้นี้ต้องเป็นถึงเจ้าสำนักห่านป่าผู้ลึกลับที่แสร้งตีหน้าไร้พิษสง จงใจเก็บงำวิชาฝีมืออันสูงส่งไว้อย่างมิดชิดแน่นอน มิเช่นนั้นไยจึงไม่ยอมชี้แนะใครเลย!

                ในภายหลัง โยวอิ่งชวนได้ยินข่าวนี้แล้วถึงขั้นกำหมัด

                มารดาปู่ย่าตายายมันเถอะ บิดาขอด่าโคตรเหง้าของพวกเจ้าทุกคน เพ้อเจ้อสิ้นดี!

                ระหว่างนั้น เฝิงลี่จิน หนึ่งในตัวตั้งตัวตีที่อยากท้าประลองเพื่อขอคำชี้แนะยังเอาแต่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่สบอารมณ์

                “หรือปัญหาอยู่ที่ข้ามิใช่สามอันดับบน?” เฝิงลี่จินหรี่ตาครุ่นคิด “อันดับห้าอาจยังไม่ดีพอ เช่นนั้นหากข้าได้ครอบครองป้ายหยก บางทีท่านอาจยอมประลองกับข้าสินะ”

                โยวอิ่งชวนเกือบสำลักสุรา มือที่ถือจอกสั่นระริก

                ป้ายอันดับของ ‘ทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวน’ ล้วนทำจากไม้ มีเพียงสามอันดับสูงสุดจึงจะได้ถือครองป้ายหยก จนมีคำกล่าวว่า ‘สามลำดับบนครองหยกพิสุทธิ์ วรยุทธ์สูงล้ำยากต่อกร’

                และป้ายหยกนี้เองที่เป็นสุดยอดปรารถนาของชาวยุทธ์ เพราะมีสิทธิ์ขอเข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ รวมถึงขอละเว้นโทษตายได้อย่างละครั้ง

                สิทธิ์ขอเข้าเฝ้าไม่นับเป็นอันใด แต่ไม่ว่าใครก็อยากได้ป้ายอาญาสิทธิ์ละเว้นโทษตาย ไม่นับว่าสามอันดับบนเบี้ยเลี้ยงเทียบเท่าขุนนางฝ่ายทหารระดับสี่ และหากมีงานว่าจ้างคุ้มกันก็ยิ่งได้เงินสูง

                คนผู้นี้ไม่รู้จริงๆ กระมังว่าเขาแค่กลัวตาย มิได้หยิ่งจนไม่ชายตามองเพราะเจ้าตัวมิได้อยู่สามอันดับบน!

                “...หาอันดับสี่ก่อนดีหรือไม่” เถ้าแก่เช็ดสุราที่มุมปาก อันดับสี่ในขณะนี้คือซัวหลางเซียน นักพรตผู้ลึกลับ คนผู้นั้นหาตัวยากมาก อย่างน้อยน่าจะพอซื้อเวลาชีวิตเขาได้สักหนึ่งปีครึ่งปี

                “ไม่มีกฎสักหน่อย” เฝิงลี่จินยักไหล่ ในยุทธภพไม่มีกฎท้าประลองเรียงอันดับ ถ้าบังเอิญประลองชนะอันดับหนึ่งก็ขึ้นสู่ตำแหน่งแทนได้เลย “นักพรตซัวลึกลับสุดหยั่ง หายไปตั้งแต่เจ็ดแปดปีก่อน ยามนี้ใครจะรู้ว่าไปมุดอยู่ส่วนใดของแผ่นดิน ถึงราชสำนักบ้าพอหาตัวเขาได้ แต่ข้าไม่ไปตามหาคนพรรค์นั้นหรอก เหลียนเสิ่นหรือดาบคลั่งอู๋หมิงยังหาง่ายกว่า”

                เหลียนเสิ่นเป็นคุณชายใหญ่พรรคพิรุณหยาดทางตะวันออก ตอนนี้รั้งอันดับสาม ส่วนดาบคลั่งอู๋หมิงเป็นยอดฝีมือไร้สังกัดที่วนเวียนอยู่แถบทุ่งหญ้าฝั่งตะวันตก บัดนี้ถือป้ายอันดับสอง

                และตั้งแต่ตั้งทำเนียบ ป้ายหยกอันดับหนึ่งก็อยู่ทางเหนือตลอดมา โดยมีกู้เซ่อจากพรรคทลายธารเป็นผู้ถือไว้

                “แต่ข้าเป็นผู้ดูแลทำเนียบ ประลองมิได้ พี่เฝิงรอประลองกับอันดับอื่นเถอะนะ!” เถ้าแก่โยวฉีกยิ้มกู้สถานการณ์

                เข็มฟ้าโลหิตจ้องหน้า แววตาหรี่ต่ำหมายมาดอ่านได้ว่า...โอกาสของข้าต้องมาถึงสักวัน

                โยวอิ่งชวนยิ้มตอบ มีความหมายว่า...อย่ารวมข้าเป็นหนึ่งในโอกาสนั้นเลย

                “หึ ท่านเจ้าสำนักไม่ให้เกียรติข้าก็แล้วไป ข้าเฝิงลี่จินรอได้!” คนพูดกระแทกชามสุราอย่างน่าเกรงขาม “รอข้าเหยียบอันดับสี่ สาม สอง หนึ่ง ทั้งหมดนั้นได้เมื่อไหร่ ต่อให้ไม่อยาก ท่านก็ต้องมาสู้กับข้า”

                เถ้าแก่สูดหายใจ ขนลุกชันหวาดผวา แต่หน้ายังปั้นยิ้ม “ข้าอวยพรให้...ให้พี่เฝิงสมหวังในเร็ววัน!”

                มารดาพวกเจ้าทุกคน ไยข้าต้องแบกรับเผือกร้อนเช่นนี้!

                จะข่าวลือเรื่อง ‘สำนักห่านป่า’ ‘ยอดยุทธ์ในหมู่ยอดยุทธ์’ ‘ผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทาน’ ‘เจ้าสำนักวิชาสูงล้ำ’ หรือคำไหนก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อทั้งนั้น เขาน่ะหรือมีวรยุทธ์สูงล้ำ! เขาน่ะหรือที่ว่าหากนึกอยากสังหารใคร คนนั้นต้องตายแบบไร้ศพให้ตามหา!

                เขาน่ะหรือ!

                ฟังแล้วอยากร่ำไห้ ฟ้าดินมีตาที่ใด อย่าว่าแต่ทำลายศพแยกร่าง เขาไม่เคยฆ่าไม่เคยทำร้ายใครทั้งนั้นแหละ!

                เฝิงลี่จินที่เริ่มมึนเมาดื่มสุราอยู่ที่โต๊ะกับเถ้าแก่พลางตะล่อมขอท้าประลองอีกหลายประโยค ก่อนรู้สึกว่ามีเงาสูงใหญ่บดบังแสงสว่าง ครั้นเงยมอง เห็นดวงหน้าที่มีบาดแผลประปรายของฝ่ามือผ่าทรายเซิ่งมู่จึงกระตุกยิ้มเยาะหนึ่งที

                “อะไร ในนี้ห้ามก่อเรื่อง เจ้ามิรู้กฎหรือคนแซ่เซิ่ง”

                เซิ่งมู่ผลักไหสุรามาเบื้องหน้า เฝิงลี่จินเลิกคิ้วสูง

                “สุราบาดาลจากซีเซี่ย ข้าให้”

                คนฟังอึ้งไปชั่วขณะแล้วหัวเราะเสียงกังวาน จากนั้นคว้าไปรินลงชามพลั่กๆ แต่ก่อนดื่มยังไม่ลืมหันไปหาเจ้าของสุรา และยกชามขึ้นด้วยสองมืออย่างให้เกียรติ

                “สุราดี ข้าเฝิงลี่จินขอคารวะน้ำใจพี่เซิ่ง!”

                เซิ่งมู่หยิบไหสุราบนโต๊ะคารวะตอบ “เกรงใจไปแล้ว ข้าเซิ่งมู่นับถือฝีมือของผู้เยี่ยมยุทธ์อันดับห้า”

                เถ้าแก่โยวนั่งเท้าคางมองภาพตรงหน้ายิ้มๆ คนทั้งสองที่ฟาดฟันกันแทบเป็นแทบตาย เมื่อวางอาวุธยังกอดคอร่ำสุราดุจสหายสนิทได้

                บางทีนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขายังเปิดโรงเตี๊ยมทำการค้ากับเหล่าชาวยุทธ์ ยอมแบกหน้ารับเผือกร้อนจากราชสำนัก

                เพราะสถานที่แห่งนี้ทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าน้ำใจคน...

                ประตูหน้าเปิดอย่างเงียบเชียบ บางคนหันมองโดยสัญชาตญาณ ส่วนเขาหันไปทางประตูอยู่แล้ว เพียงเลื่อนนัยน์ตาขึ้นก็เห็นผู้มาเยือนอย่างชัดเจน

                และทันทีที่เห็น รอยยิ้มอิ่มเอิบเบิกบานก็หล่นหายในพริบตา

                บุรุษผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่วงท่าที่ชวนให้ชาวยุทธ์ทั้งหมดที่ดื่มกินอยู่ต้องหยุดมอง ทั่วร่างนั้นแผ่กลิ่นอายเหนือธรรมดาดุจกระบี่กล้าที่ผ่านการลับคมมานานปี ถ้าไม่นับตัวเขาเอง คนทั้งหมดในที่นี้ต่างเป็นผู้รู้วิชา แค่เห็นแววตาและการเคลื่อนไหว แม้เป็นเพียงการเดินธรรมดาๆ ก็ตรึงสายตาทุกคู่ให้หยุดได้แล้ว

                นัยน์ตาของคนผู้นั้นชืดชาเรียบเฉย คิ้วเข้มเฉียงดุดันเกินพอดี แม้เรียกมิได้ว่าหล่อเหลาสง่างาม แต่ประกายคมปลาบดิบเถื่อนกลับเรียกความสนใจของคนทั้งหมดได้ทันที

                บางคนสบตาคู่นั้นแล้วถึงขั้นดันกระบี่จากฝัก เสียง ‘ชิ้ง’ ดังขึ้นเกือบจะพร้อมกัน

                และเสียงโลหะก็หยุดฝีเท้าของผู้มาเยือนอย่างฉับพลัน แววดุดันกราดมอง กระตุ้นสัญชาตญาณดิบจนอึดใจถัดมาคนทั้งร้านก็เลือดลมเดือดพล่าน อารมณ์เบิกบานเมื่อครู่แปรเป็นนึกอยากชักกระบี่ฟาดฟัน บรรยากาศพลันอึดอัดหนักหน่วงขึ้นมา

                “ย...ยินดีต้อนรับ” เวลาแบบนี้เถ้าแก่อย่างเขาได้แต่แย้มยิ้ม มือทั้งสองที่มีเหงื่อซึมถูไปมา ตรึงรอยยิ้มประจบไว้อย่างยากลำบาก “ไม่ทราบว่า...”

                “ข้ามาหาเจ้า”

                ชัดเจน ผู้อื่นอาจกล่าวว่าสมชายชาตรีน่าเลื่อมใส แต่สำหรับเขา ฟังแล้วได้แต่ปั้นยิ้มในหน้า น้ำตาไหลพรากในใจ

                จะแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก คนทั้งร้านต่างได้ยินชัดเป็นพยาน!

                ขณะเดียวกัน เฝิงลี่จินขมวดคิ้ว สีหน้าประกาศความสงสัยปนสนใจอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ปกปิดแววตาอยากกระโจนเข้าไปท้าประลอง

                ตนอยู่เมืองหลวงมานานพอควรแล้ว หากพบผู้ที่มีท่วงท่าโดดเด่นอย่างหาตัวจับได้ยากนี้สักครั้งย่อมไม่น่าหลงลืม!

                คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์อันดับสูงกว่าตน แต่เค้าหน้าดูแล้วไม่มีทางเป็นคุณชายพรรคพิรุณหยาดเจ้าสำอาง ส่วนดาบคลั่งอู๋หมิงได้ยินว่าเป็นบุรุษวัยเกินสี่สิบ มองอย่างไรผู้มาใหม่ก็ไม่ถึงสามสิบ และไม่มีทางเป็นนักพรตซัวที่อายุมากเช่นกัน...เช่นนั้นก็เหลือแค่กู้เซ่อแห่งพรรคทลายธาร?

                เถ้าแก่โยวเห็นสายตากระหายเลือดของเข็มฟ้าโลหิตแล้วอยากแหงนหน้าหัวเราะเย้ยโลก ในหัวไม่มีความคิดใดอีกนอกจากกลัวร้านพัง

                แต่ละโต๊ะทยอยว่างเปล่า ไม่มีใครอยากสังสรรค์ท่ามกลางประกายคมกริบเจือกลิ่นอายฆ่าฟันอีก ผู้มาเยือนกระตุ้นสัญชาตญาณให้อยากชักกระบี่ฟาดฟันหรือง้างกำปั้นต่อยตีมากเกินไป แต่ในร้านต่อยตีมิได้ พวกเขาจึงได้แต่หลีกไปด้านนอก สงบจิตสงบใจระงับความกระหายเลือดก่อน

                “...ไว้มาดื่มใหม่นะท่านเจ้าสำนัก” แม้แต่เฝิงลี่จินยังต้องลุก และทำมือเป็นเชิงบอกให้เซิ่งมู่ออกไปด้วยกัน

                ชาวยุทธ์หน้าใหม่จากซีเซี่ยหูตาแดงก่ำ ตามไปโดยไม่โต้แย้ง

                ก่อนไป เฝิงลี่จินทิ้งสายตาสังเกตอาการ ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ ที่ชาวยุทธ์ต่างเล่าลือกัน คนผู้นั้นยังแสร้งปั้นหน้าเป็นเถ้าแก่ร้านผู้ไร้พิษสงและยังคงยิ้มด้วยแววตาสงบนิ่งอยู่ได้ ชนิดที่รังสีของผู้มาเยือนไม่อาจกระตุ้นสัญชาตญาณฆ่าฟันใดๆ ได้เลย

                เฝิงลี่จินยิ่งปักใจแน่วแน่ว่าตัวจริงของเจ้าสำนักห่านป่าอาจร้ายกาจยิ่งกว่าที่คนลือกัน มิเช่นนั้นไยจึงระงับรังสีสังหารได้อย่างหมดจดเพียงนี้เล่า?

                อดกลั้นได้ถึงระดับนี้ แน่นอนว่าวรยุทธ์ต้องเหนือกว่าพวกเขาหลายขั้น...เฝิงลี่จินนึกกระหยิ่มกับตัวเองในใจ หลายปีมานี้ผูกสัมพันธ์กับเถ้าแก่เจ้าสำนักไว้ไม่เลว ดูเหมือนตนจะหาได้ตาไร้แววเสียทีเดียว!

 

 

----------------------------------

 

สวัสดีค่ะ เนื้อหาส่วนนี้เป็นตัวอย่างทดลองอ่านของเรื่อง "ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา" ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดต้าหยวนที่ขณะนี้ตีพิมพ์ไปแล้ว 1 เล่ม และอาจเรียกได้ว่าเป็นภาคต่อกลายๆ ของ "หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ" (ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เดียวกัน) แต่ทุกเรื่องของเราวางไว้ให้อ่านแยกกันได้ค่ะ เพราะแต่ละภาคก็มีความแตกต่างกันทั้งโทนและเนื้อหา เพียงแต่ผู้ที่อ่านครบทั้งหมดอาจได้โบนัสลับเล็กๆ น้อยๆ ที่เราหย่อนไว้ในแต่ละภาค :) 

เราจะนำรายละเอียดการประกาศจองมาอัพเดทในภายหลังนะคะ ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้ค่ะ
 

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ไว้ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ 
 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ;)

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 143 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #109 Maylyunho (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 12:07
    ตามเรื่องนี้ก่อนเดี๋ยวไปตามเรื่องอื่นต่อค่า
    #109
    0
  2. #98 Weetaime (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 22:56
    แงงงงงง ขอบคุณที่อัปให้อ่านนะคะ

    ภาษาดีมากเลย อยากให้คนอื่นได้รู้จักนิยายเรื่องนี้อีกเยอะๆ เลย
    #98
    0
  3. #74 R38912122 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 12:05
    เปิดเรื่องได้ตื่นเต้นมากๆ ว่าแต่เถ้าแก่โยวไม่มีวรยุทธ์จริงๆเหรอ น่าสนใจนะเนี่ย
    #74
    0
  4. #8 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:16
    น่าสนใจอีกแล้ว น้องไป๋ยังอ่านไม่จบ ขอมาแง้มอ่านเรื่องนี้แวบหนึ่งนะคะ
    #8
    0
  5. #5 Ruruka Buta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:47

    - ชาวบ้านร้านถิ่น > หมายถึงอะไรอ่าา

    - พลังฝีมือเฉียดผ่านหน้าท้อง > พลังฝ่ามือ รึป่าวคะ

    - ช่วงกลางวันแดดร้องเปรี้ยง > แดดร้อน

    // เย้ๆ ดีใจไรท์มาเปิดตอนแรกแล้ว เถ้าแก่โยวก็ยังคงความเถ้าแก่โยว 5555 ตัวแสบ หาทางเอาตัวรอดไปได้อีกวัน หวังว่าพระเอกจะไม่เรียกค่าตัวแพงนะ รออ่านตอนต่อไป อิอิ

    #5
    2
    • #5-1 LucindaAuthor(จากตอนที่ 1)
      19 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:47
      อุ! ชาวบ้านร้านถิ่นเป็นคำคล้องเฉยๆค่ะ แต่อาจจะคำเก่าเกินไป อ๊ายยย 555 // คำผิดสองคำ ใช่เลยค่ะ T^T สั้นๆยังจะหลุด55 ไรท์รีบมาก ขอบคุณนะคะ
      #5-1