ร้อยเล่ห์พยัคฆ์ผูกชะตา [Nabu Publishing] *ตัวอย่างทดลองอ่าน*

ตอนที่ 2 : ตัวอย่างทดลองอ่าน: บทที่ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,641
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    26 ธ.ค. 63

ตัวอย่างทดลองอ่าน

บทที่ 2

(ตีพิมพ์กับ Nabu Publishing)

 

เมื่อชาวยุทธ์คนสุดท้ายออกไป เถ้าแก่ก็ทรุดฮวบลงไปนั่งที่พื้น แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังรักษาไว้มิได้

                เขาเห็นสายตาคาดหวังอันบัดซบของเฝิงลี่จินนั้นเต็มสองตา อยากบอกเหลือเกินว่ามารดามันเถอะ ผู้ใดเยี่ยมยุทธ์ถึงขั้นสะกดสัญชาตญาณฆ่าฟันบ้าบออันใดได้ เขาไม่มีไอ้เจ้าสัญชาตญาณนั้นอยู่แล้วต่างหาก!

                จ้องกันด้วยสายตาวาววับหมายมาดปานนี้ อย่าว่าแต่กระตุ้นสัญชาตญาณฆ่าฟัน แค่ไม่ปล่อยให้ตัวเองน้ำตาไหลหน้ามืดล้มลงไป ก็นับว่าต้องใช้ลมปราณทั้งหมดที่มีก็เหมือนไม่มีแล้ว

                ผู้มาเยือนเหลือบมองประตูด้านหลัง คาดว่าคงเห็นสายตาท้าทายก่อนไปของเข็มฟ้าโลหิตเช่นกัน จากนั้นหันกลับมาเลิกคิ้วก้มมองเขา แววตาที่เดิมนิ่งสงบเปล่งประกายราวกับขบขัน...ผายลม เขาคิดว่านั่นคือแววเย้ยหยันสมน้ำหน้ามากกว่า!

                “ไม่ได้พบกันนาน ที่นี่ยังน่าสนใจไม่เปลี่ยนแปลง” เสียงเรียบเย็นกล่าวคำแรก ฟังแล้วคล้ายจะเป็นคำทักทาย แต่เถ้าแก่โยวกลับรู้สึกเหมือนคำประกาศก่อนผู้ล่าออกจับเหยื่อฉีกทึ้งเล่นเพิ่มความสำราญ

                อะไรคือมาถึงก็ไล่คน จากนั้นก็มองไปรอบๆ จ้องหน้าเขาด้วยแววตาประหลาด แล้วพ่นคำว่า ‘น่าสนใจ’ เหมือนอยากรู้ว่าเนื้อเขารสชาติเป็นอย่างไร?

                เพ้ย! น่ากลัวนัก น่ากลัว!

                บุรุษผู้นี้ยังคงมีสายตาคมปลาบดุดันแฝงไอเข่นฆ่าไม่เสื่อมคลาย ถึงมิได้พบหน้ากันมาเกือบสี่ปีก็ยังชวนให้อกสั่นขวัญหายดังเดิม

                นึกถึงคราแรกที่คนผู้นี้ก้าวเข้ามาในร้านสุราซอมซ่อในอดีต กวาดตามองรอบๆ ร้านที่จนพรรคพวกใน ‘สมาคม’ หดหัวหลบแทบไม่ทัน เถ้าแก่โยวได้แต่ก้มหน้าถอนใจน้ำตาไหลพราก รีบสลัดภาพน่ากลัวออกไปแล้วยิ้มให้ทั้งที่มุมปากกระตุกเกร็ง

                “ด...ดีใจด้วยที่ท่านกลับมาอย่างปลอดภัย”

                คนตรงหน้ายังเลิกคิ้ว จากนั้นอุ้งมือแกร่งก็เอื้อมคว้าต้นแขนอย่างไม่คาดฝัน เถ้าแก่กำลังมองพื้นไม้ซอมซ่อในร้านถึงขั้นสะดุ้งตาเหลือก

                มือข้างนั้นลากเขาขึ้นมาในสภาพห้อยต่องแต่งขาไม่ติดพื้น เมื่อเงยหน้าประสานสายตาเรียบนิ่งที่จ้องตรงมา ปลายเท้าของเถ้าแก่ก็รีบควานหาพื้นเรียบๆ รับน้ำหนัก แล้วฉีกยิ้มเวทนาเรียกความเห็นใจ

                คำตอบคือเสียงแค่นหัวเราะคำหนึ่ง มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้มปานมารร้าย

                เถ้าแก่ขนลุกซู่ ดึงแขนถอยหลังแต่ตัวกลับไม่ขยับเขยื้อน ลองดึงอีกทีก็ยังอยู่ที่เดิม สุดท้ายจึงได้แต่ก้มหน้างึมงำเสียงเบา “...ท่านกลับจากชายแดนเมื่อใดหรือ”

                “เมื่อครู่”

                “อ...อ้อ...”

                จะบอกว่าเป็นเกียรติที่ตรงมาร้านที่ของเขาทันทีก็ฟังดูไม่จริงใจ แต่จะว่าไป...ถอยไปพูดห่างๆ หน่อยได้ไหม จะก้มหน้ามาใกล้นักทำไมเล่า!

                บางทีอีกฝ่ายอาจได้ยินความในใจ ใบหน้าที่โน้มเข้าใกล้เมื่อครู่ผละห่าง มือข้างที่จับแขนไว้ก็ปล่อยอย่างกะทันหันจนเถ้าแก่โยวหล่นตุบลงไปนั่งบนเก้าอี้กลม เก้าอี้โยกครืด หวิดจะส่งเขาลงไปกองที่พื้นซ้ำสอง สภาพอเนจอนาถชนิดที่ถ้าผู้เลื่อมใส ‘เจ้าสำนักห่านป่า’ อย่างเฝิงลี่จินมาเห็นคงร่ำไห้ใจสลาย

                เถ้าแก่กำมือ...เขาต่างหากที่อยากใจสลาย! ไยดาวหายนะผู้นี้ต้องตรงมาขู่ขวัญเขาทันทีที่กลับมา นี่มันเรื่องอันใด ศีลธรรมน่ะมีไหม!

                คนไม่มีศีลธรรมในหัวเขาเหยียดยิ้ม จากนั้นร่างสูงตระหง่านที่แผ่บรรยากาศกดดันอย่างเข้มข้นก็เดินมาที่โต๊ะใกล้ๆ ทิ้งตัวนั่งอย่างผ่าเผยราวกับเจ้าบ้าน แล้วลูบโต๊ะซอมซ่อเบื้องหน้าเบาๆ

                “หลายปีมานี้ ที่จริงเจ้าก็ร่ำรวยขึ้นไม่น้อยแล้วมิใช่หรือ”

                คำนั้นเรียกอาการสะดุ้งทันใด “ร่ำรวยอันใด...ก็ปกตินี่นา ข้าจ่ายภาษีทางการตรงเวลานะท่าน!”

                เมื่อเห็นสายตาที่มองมา โยวอิ่งชวนรีบฉีกยิ้มอันเป็นยันต์กันตายหนึ่งเดียวของตน

                ทว่าดูเหมือนยันต์หนึ่งเดียวนี้จะไม่มีผลต่อแม่ทัพดาวหายนะ รอยยิ้มน่ากลัวยังคงประดับไว้ไม่เสื่อมคลาย

                เขาอยากก่นด่าบิดามารดาใครก็ได้ระบายแค้น คนที่สมควรตายผู้นี้ ไม่ยิ้มให้คนหวาดหวั่นสักนิดมิได้หรือ!

                แต่เขาย่อมพูดไปมิได้...ไม่เช่นนั้น ‘คนสมควรตาย’ คงกลายเป็นเขาเองแน่

                ตนมิได้แจ้งเรี่องวงพนัน ‘แดนเจ้ายุทธ์’ ต่อราชสำนัก แต่ก็ไม่เคยปิดบัง และที่ผ่านมาทางการก็ไม่เคยมาเบียดเบียนสักครา ทว่าตนกับโชคดีมิใช่ของคู่กัน วันนี้เพิ่งหาเงินวงพนันได้ คนผู้นี้กลับปรากฏตัว คาดว่านอกจากซ่อมพื้นซ่อมผนัง เขาคงต้องนำไปจ่ายโรงแพทย์รักษาอาการใจสั่นหวิวกลัวตายของตนด้วย

                “...แม่ทัพหลี่ เช่นนั้นจะให้ข้าแบ่งเงินพนันให้ท่านด้วยหรือ”

                “ข้ามิได้มารีดไถสินบนร้านโทรมๆ เช่นนี้”

                ‘แม่ทัพหลี่’ หลี่หวางหลิงตอบหน้าตาเฉย ซ้ำสายตาที่มองตอบยังบรรจุคำว่า ‘เจ้ากล่าวโง่งมอันใด’

                ถ้อยนั้นเจ็บยิ่งกว่าถูกด่าว่าโง่อีก...โยวอิ่งชวนมองร้าน ‘เล็กๆ’ ของตนด้วยแววเศร้าสลด โรงเตี๊ยมของเขามิได้แย่ดังที่ถูกกล่าวหาเสียหน่อย...

                “ข้ามาเพื่อบอกว่า ครานี้ข้าจะกลับมาอยู่เมืองหลวงดังเดิมแล้ว”

                ระหว่างที่กำลังนึกถึงวันคืนก่อนที่ความสงบสุขโบยบินจากไปตลอดกาล ประโยคนี้ก็ลอยมาเข้าหู

                เถ้าแก่โยวเงยหน้าขวับ แน่ใจมากว่าตนต้องแสดงสีหน้าไม่น่ามองอย่างโจ่งแจ้ง

                คิ้วดุดันเลิกขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม เถ้าแก่ได้สติ เก็บกลืนสีหน้าเหมือนถูกบังคับให้เดินบนพรมหนามแล้วยิ้มแห้ง

                “ก็...ก็ดี ข้าหมายความว่า...ดียิ่ง!”

                มุมปากเฉยชาวาดขึ้นน้อยๆ อีกครั้ง พาให้บรรยากาศเยียบเย็นขึ้นอีกสามส่วน

                โยวอิ่งชวนชะงักนิ่ง ตรงข้ามกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้น...

                บัดซบ! เขามิได้หลงเสน่ห์รอยยิ้มพญามารนั้น แต่ใจเต้น...ใจกระตุกเพราะความกลัวต่างหาก!

                “ถ้า...ถ้าท่านกลับมาอยู่เมืองหลวง เช่นนั้นข้าก็เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของชาวยุทธ์ได้แล้วกระมัง” เถ้าแก่โยวช้อนตามองคู่สนทนาช้าๆ

                ปลายปีกวงซวีที่ยี่สิบสาม ราชสำนักประกาศผ่อนผันกฎการซ่องสุมสมาคมและอนุญาตให้ตั้งพรรคหรือสำนักในยุทธภพได้ จากนั้นปีใหม่ของปีถัดมาก็ประกาศยกเลิกกฎหมายเก่าที่ห้ามชาวยุทธ์เข้าเมืองหลวง ทำให้ชาวยุทธ์มากมายต่างมุ่งหน้ามายังศูนย์กลางแห่งต้าหยวนที่ว่ากันว่าเต็มไปด้วยยอดฝีมือ

                เวลานั้นเขาเป็นเพียงเถ้าแก่ธรรมดาๆ ที่เพิ่งเปิดร้านอาหารกะกลางวัน และขณะที่กิจการกำลังจะเริ่มต้นด้วยดี ป้าย ‘โรงเตี๊ยมห่านป่า’ ก็หล่นโครมมาจากเบื้องบน โดยมีแม่ทัพหลี่ผู้นี้เป็นคนนำราชโองการจากราชสำนักมาให้

                คนทั่วเมืองหลวงจรดชายแดนเหนือล้วนรู้จักนามของหลี่หวางหลิง ผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ กองพันลับที่เคยสนองพระบัญชาฮ่องเต้โดยตรงซึ่งบัดนี้ย้ายไปอยู่ใต้บัญชาของรัชทายาทหวางฉีหลินแล้ว นับตั้งแต่ได้รับตำแหน่งนี้จากความดีความชอบที่ช่วยชีวิตรัชทายาทในสงครามใหญ่เมื่อปีกวงซวีที่ยี่สิบ ชื่อเสียงของคนผู้นี้ก็ระบือไกล

                แต่เพราะแม่ทัพหลี่ผู้นี้ต้องออกไปปฏิบัติราชการลับอย่างไม่มีกำหนด คนไร้วรยุทธ์อย่างเขาจึงจำใจรับเผือกร้อนลวกมือจากราชสำนัก รัชทายาทหวางฉีหลินผู้เป็นหัวแรงหลักในการแก้กฎหมายอนุญาตให้ชาวยุทธ์เข้าเมืองหลวงไม่เพียงแต่โยนเผือกร้อนมาให้ ยังถือวิสาสะส่งคนมาป้วนเปี้ยนรอบตัวเขา ชาวยุทธ์ขวัญกล้าที่อยากท้าทายอำนาจปลดป้ายร้านและหายสาบสูญไปนั้น แน่นอนว่าเป็นฝีมือจัดการจากคนของกองพันเขี้ยวพยัคฆ์ และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้คนยิ่งปักใจเชื่อว่ามี ‘เจ้าสำนักห่านป่าผู้มีวิชาสูงส่ง’

                เขาน่ะหรือ? ก็ต้องกลั้นใจสวมหน้ากากแสร้งเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกคืนวันอย่างน่าขวัญผวาไง!

                รัชทายาทผู้นั้นกล่าวอย่างน่าขวัญผวาไม่แพ้กันว่า ‘หลี่หวางหลิงต้องไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของข้า ถ้าเจ้าไม่รับ ก็เตรียมข้อแก้ตัวให้พวกคนในสมาคมลับของเจ้าให้ดีๆ’

                เถ้าแก่โยวได้แต่ร่ำไห้ในใจ ก่อนที่ประกาศต้อนรับชาวยุทธภพจะถือกำเนิด อดีตโรงเตี๊ยมไร้ชื่อของเขาเป็นสมาคมลับจริงๆ คนใน ‘สมาคม’ ล้วนมีประวัติไม่ขาวสะอาด ถึงคนเหล่านี้ช่วยคนดีขัดขวางคนเลวจนสร้างความเข้าใจผิดว่ามี ‘สำนักห่านป่า’ ทว่าในเมื่อแต่ละคนเป็นอดีตนักโทษและผู้ก่อตั้งไม่อาจออกหน้า เขาจึงไม่อาจดูดาย จำใจรับเผือกร้อนเพื่อให้คนที่เหลืออยู่รอดปลอดภัย

                ตอนที่ตกปากรับคำ โยวอิ่งชวนได้แต่สงสัยว่าตำแหน่งอุปโลกน์นี้จะอยู่ได้นานเพียงใด อย่างมากคนไม่มีวรยุทธ์อย่างเขาก็คงสวมรอยได้สักสามเดือนครึ่งปีก่อนความแตก

                เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าตนจะเป็นเจ้าสำนักอุปโลกน์ได้จนป่านนี้ ความไม่แตก และผู้อื่นก็ยังเข้าใจผิดมาเกือบสี่ปีเต็ม!

                ตอนนี้แม่ทัพหลี่กลับมาแล้ว ดังนั้นเขาคงได้กลับไปเป็นเจ้าของร้านธรรมดาๆ ดังเดิม...

                ทว่าเมื่อคิดถึงตรงนี้ หลี่หวางหลิงกลับยกยิ้มเชื่องช้า

                เถ้าแก่โยวชะงัก ยิ้มแต่ไม่พูดดูแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าถลึงตาใส่อีก...ผู้บัญชาการดาวหายนะ โคตรบรรพบุรุษท่านสอนให้มองผู้อื่นด้วยสายตาน่ากลัวขนาดนี้หรือ

                “เรื่องนั้นเราค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้รัชทายาทมีเรื่องที่อยากทราบ”

                เถ้าแก่โยวสะดุ้ง กล่าวถึงรัชทายาทหวางฉีหลิน องค์ชายใหญ่แห่งราชวงศ์ นอกจากชื่อเสียงเลื่องลือในฐานะที่ครองตำแหน่งรัชทายาทตลอดรัชศกนี้ได้ ยังต้องพกสมญานาม ‘ผู้ที่น่าหวาดหวั่นเหนือผู้ใด’ มาด้วย

                “อ...อะไรหรือ...”

                รอยยิ้มของแม่ทัพหนุ่มแฝงแววลี้ลับ ชวนให้รู้สึกเย็นสันหลังอย่างประหลาดเช่นเดียวกับที่พบกันครั้งแรกในปีกวงซวีที่ยี่สิบสอง ตอนนั้นอีกฝ่ายมาปรากฏตัวที่ร้านเพื่อสืบเสาะเรื่องราวของ ‘สมาคม’ ตามคำสั่งของรัชทายาท แม้วันนี้ยังคงมาเพราะคำสั่ง แต่ลึกลงไป...เขากลับรู้สึกรางๆ ว่าในสายตาจับจ้องทะลุทะลวงที่ทำให้ประหม่านี้มีนัยบางอย่าง...

                ดวงไฟสลัวๆ ที่ส่องผ่านตะเกียงเก่าโทรมสะท้อนส่วนลึกของแววตาดำขลับ คมปลาบดุจกระบี่ ลึกล้ำราวผลึกนิล แวบหนึ่งถึงกับให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนน่าแปลกใจ

                เถ้าแก่โยวขมวดคิ้วฉับ เอียงคอเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ ก่อนตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียบๆ

                “เรื่องที่ว่านั้นคือเรื่องของสำนัก...”

                “สิบแปดฝ่ามือปราบปีศาจ! ย่า!”

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้างแทบลืมหายใจ เห็นคนตัวสูงเบื้องหน้าเอี้ยวกายหลบเงาร่างเล็กจ้อยที่พุ่งใส่ คว้าข้อเท้าฝ่ายนั้นและจับห้อยหัวต่องแต่งอย่างง่ายดายประหนึ่งแขวนปลาตากแห้งตัวหนึ่ง

                ดวงตากลมที่แหงนเงยในมุมกลับหัวกะพริบมองสองที และพยายามหวดกำปั้นใส่ต่ออย่างดุดัน

                “นี่แน่ะ!”

                หลี่หวางหลิงหรี่ตา ยื่นแขนออกไปไกลขึ้นจนกำปั้นเล็กๆ หวดได้แค่อากาศ “สิบแปดฝ่ามือ ไยถึงเป็นลูกเตะเล่า”

                ในที่สุดเถ้าแก่โยวก็เรียกวิญญาณที่บินออกจากร่างไปชั่วขณะให้กลับมาได้สำเร็จ “ชิงหยาง!”

                เด็กน้อยเลิกชกลม พลางแหงนลูกตามองเขาในมุมกลับหัวดังเดิม “ท่านพ่อ! ข้าช่วยท่านพ่อจากปีศาจ! เขามีกลิ่นอายชั่วร้าย ทำให้คนหนีไปหมดร้าน ต้องเป็นปีศาจแน่นอน!”

                มุมปากของเถ้าแก่โยวกระตุกด้วยความกลัวตายแทน ส่วน ‘ปีศาจ’ ค่อยๆ ยกยิ้มอบอุ่นจนเขาถึงกับลมหายใจสะดุด หัวใจแทบหยุดเต้น

                ตายแน่! ตายแน่ๆ!

                “ท่านแม่ทัพโปรดยั้งมือไว้ไมตรีด้วย! เด็กๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง...”

                ชิงหยางที่ยังห้อยหัวต่องแต่งขมวดคิ้ว “ข้าจะครบแปดขวบแล้ว มิใช่เด็กเสียหน่อย!” ว่าจบก็ออกหมัดมวยทั้งที่ยังตัวลอยไปมากลางอากาศ “แรงเยอะปานนี้ ต้องเป็นราชาปีศาจกระทิงแน่นอน!”

                “...ราชา...”

                โยวอิ่งชวนกัดลิ้นตัวเอง จบสิ้นแล้ว!

                หลี่หวางหลิงเหวี่ยงร่างนั้นขึ้นกลางอากาศ เมื่อเห็นชิงหยางลอยหวือไร้การควบคุม เขาก็ตระหนกจนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้นพลันระส่ำขึ้นมา

                “ชิงหยาง!”

                ผิดคาด เจ้าของนามหมุนตัวลงมายืนสองขาได้มั่นราวกับแมวน้อย และยังมีหน้ากระทืบเท้าไปมาบนโต๊ะ “เจ้าปีศาจช่างร้ายกาจนัก!”

                เถ้าแก่โยวอ้าปากค้างอีกรอบ ไม่รู้จะปรามเรื่องวาจาก่อนหรือควรบอกว่าอย่ากระทืบ เดี๋ยวโต๊ะพัง

                หลี่หวางหลิงแค่นเสียงหึ แล้วหันมามอง “เจ้าไม่รู้รึว่าลูกชายตัวเองฝึกวรยุทธ์ได้ถึงขั้นไหนแล้ว?”

                เขายังคงอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น

                สภาพของเด็กน้อยไม่มีส่วนใดบุบสลาย ถึงเพิ่งถูกจับห้อยหัวก็ยังไม่สะทกสะท้าน ยังคงกระทืบเท้าชี้นิ้วเรียก ‘ราชาปีศาจกระทิง’ และพยายามจู่โจมคนตัวโตกว่า

                หลี่หวางหลิงใช้ปลายนิ้วจิ้มกลางหน้าผากเด็ก สกัดทุกการเคลื่อนไหว ไม่สนใจกำปั้นเล็กๆ ที่หวดลมไปมา ขณะหันมองเขาอีกรอบ “คนที่องค์ชายใหญ่ส่งมาล่าสุดนี้ใช่แม่ทัพเหมิงหรือไม่”

                เถ้าแก่งับกรามที่อ้าค้างลงได้สำเร็จ “ช...ใช่”

                “อืม” อีกฝ่ายพยักหน้า “แม่ทัพเหมิงชำนาญวิชาปราณเหล็ก เจ้าหนูนี่เรียนมาใช้ได้”

                “ท่านรู้จักอาจารย์ข้าหรือ” ชิงหยางเลิกอาละวาดทันใดหลังได้ยินชื่อคุ้นหู

                แม่ทัพหลี่ยกนิ้วออกจากหน้าผากเล็กๆ ที่ปรากฏรอยแดงเป็นจ้ำ “แม่ทัพเหมิงเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่ข้าเคารพ หลายปีก่อนเคยชี้แนะวิชาให้ข้าอยู่บ้าง”

                “อา” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “เช่นนั้นข้าเป็นศิษย์น้องของราชาปีศาจกระทิงหรือนี่!”

                “...”

                เถ้าแก่โยวปวดหัว กลัวตาย แต่ก็ขำออกมาอย่างกลั้นไม่ไหว

                สายตาของผู้มาเยือนค่อยๆ เบนมาอีกครา เขาสะดุ้งเฮือก รีบเข้าไปคว้าชิงหยางที่ยังกระโดดไปมาลงจากโต๊ะ “เป็นเด็กเป็นเล็กลงมาทำอะไรดึกดื่นเช่นนี้ ไปนอนได้แล้ว”

                “ข้าสัมผัสได้ถึงรังสีของปีศาจ!” ชิงหยางโต้ “พวกท่านลุงออกไปนอกร้านกันหมด ต้องมีภัยแน่ ข้าจึงมาช่วยท่านพ่อ”

                หากเป็นเวลาปกติเขาคงปลาบปลื้มใจ แต่ยามนี้ความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างกลัวเด็กในปกครองตายกับกลัวร้านพัง

                หลี่หวางหลิงดูจะไม่ถือสา ซ้ำยังเลิกคิ้วอีกรอบ “ช่วยทำไม ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย”

                “ต้องช่วยสิ ก็ท่านพ่ออ่อนแอจะตาย!”

                เถ้าแก่เซถลาหมดเรี่ยวแรงอย่างฉับพลัน

                มือน้อยๆ สองข้างรีบเกาะคอคนอุ้ม แล้วมองยังปีศาจตัวโตในความคิดตน “เห็นไหม ระยะนี้ท่านพ่อแทบจะอุ้มข้าไม่ไหวแล้ว”

                หลี่หวางหลิงยกมุมปากแทนคำตอบ “โตแล้วก็ลงเดินเอง กลับไปนอนดีๆ อย่างที่พ่อเจ้าบอกไป”

                “คิดจะสั่งข้ารึ เจ้าปี...อื้อ!”

                เถ้าแก่รีบตะครุบมือปิดปากเด็ก เงยหน้ายิ้มเฝื่อน “ขอเวลาประเดี๋ยวนะท่าน แหะๆ”

                แล้วโยวอิ่งชวนก็รวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้ายอุ้มชิงหยางวิ่งไปหลังร้าน ขึ้นชั้นสองไปอย่างรวดเร็ว 

                ระหว่างนั้นเด็กน้อยที่เกาะบ่ายังถามด้วยน้ำเสียงงุนงงว่า “ท่านพ่อจะรีบไปไหนหรือ”

                รีบหนีความตายไงเล่า! เถ้าแก่ใช้เท้าเขี่ยแง้มประตูห้องเล็กที่ชั้นบนและวางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียง เหงื่อไหลโซม เหนื่อยแทบขาดใจ หลังเริ่มหายเหนื่อยก็ได้แต่ถอนหายใจยาว

                “ชิงหยาง อย่ากล่าวเช่นนั้นกับท่านแม่ทัพเป็นอันขาด”

                หัวคิ้วของเด็กขมวดขวับ “ข้าไม่กลัวเขา”

                “มิได้อยู่ที่กลัวหรือไม่กลัว” เถ้าแก่โยวขยี้ผมยุ่งเหยิงนั้นไปมา “คนบางคนก็ไม่อยู่ในฐานะที่ควรต่อกรด้วย เข้าใจไหม”

                ชิงหยางส่ายศีรษะ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าช้าๆ “...ก็ได้ ข้าเข้าใจ”

                “เด็กดี” เถ้าแก่ยิ้มแป้น “เอาละ นอนเสีย ข้าลงไปคุยกับเขาครู่เดียว เดี๋ยวเขาก็ไปแล้ว”

                แม้จะยังไม่ค่อยวางใจ ชิงหยางก็จำต้องพยักหน้าอีกครั้ง และยังมองตามมาจนกระทั่งเขาปิดประตู

                ระหว่างเดินลงมา โยวอิ่งชวนอดคิ้วขมวดมิได้ เขาและชิงหยางมิใช่พ่อลูกแท้ๆ แต่เขาเลี้ยงเด็กคนนี้มาตามลำพังตั้งแต่ยังเป็นทารกไม่รู้ความ ท่านผู้มีพระคุณที่เป็นผู้ก่อตั้ง ‘สมาคม’ ก่อนจะมาเป็นโรงเตี๊ยมห่านป่านี้ฝากชิงหยางไว้ให้เขาเลี้ยงดู แม้ไม่เคยถามความเป็นมาของทารกน้อย ทว่าเมื่อชิงหยางเริ่มเติบโตขึ้น เขาก็พอคาดเดาได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว

                ท่านผู้มีพระคุณของเขาสอบถามเรื่องของชิงหยางนานๆ ครั้งและกำชับเรื่องการเรียนอย่างเข้มงวด อีกทั้งสี่ปีมานี้คนของรัชทายาทยังผลัดกันมาสอนเรื่องต่างๆ ให้ ไมตรีนี้น่าสงสัยยิ่ง โดยเฉพาะว่าฝ่ายนั้นคือรัชทายาทที่น่ากลัวหาใดเปรียบ

                หรือชาติกำเนิดของชิงหยางจะเกี่ยวพันกับวังหลวง?

                เมื่อกลับลงมาที่ร้าน หลี่หวางหลิงยังนั่งอยู่ที่เดิม เสี้ยวหน้าครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด แวบหนึ่งราวกับอีกฝ่ายกำลังอยู่ในห้วงภวังค์ แต่เมื่อเห็นเขาลงมา ตาไร้อารมณ์คู่นั้นจึงค่อยๆ ทอแววไม่แยแสสิ่งใดตามเดิม

                “หลับแล้ว?”

                “ยัง แต่เด็กๆ หลับง่าย ประเดี๋ยวก็หลับสนิท”

                “อืม”

                เถ้าแก่นั่งลงฝั่งตรงข้าม รู้สึกรางๆ ว่าบทสนทนาเมื่อครู่ทะแม่งชอบกลจนต้องรีบกระแอมไล่ความคิดแปลกๆ “ท่าน...เอ้อ...อยู่ๆ กลับมากะทันหัน มีเรื่องเร่งร้อนงั้นหรือ”

                ถึงคนผู้นี้รีบมารังแกเขา แต่ที่จริงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพันเขี้ยวพยัคฆ์มิได้มีเวลาว่างขนาดนั้น ดูจากที่หายหน้าไปจากเมืองหลวงหลายปี เรื่องที่คนผู้นี้พัวพันอยู่ก็น่าจะใหญ่โตพอตัว

                แต่แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่ตอบเรื่องภารกิจของตน “เจ้าทราบเรื่องของสำนักด่านประจิมหรือไม่”

                คำถามนี้ทำให้คนฟังถึงกับอุทานอย่างประหลาดใจ “สำนักด่านประจิม?”

                แม้มิใช่เจ้าสำนักผู้เยี่ยมยุทธ์ดังที่คนลือกัน แต่โยวอิ่งชวนรู้เรื่องราวมากมาย และถึง ‘สมาคม’ ของพวกเขามิใช่สำนักแกร่งกล้าในยุทธภพ ทว่าสมาชิกที่กระจายอยู่ทั่วเมืองหลวงก็พอมีความสามารถสืบข่าวสารได้

                สำนักด่านประจิมเป็นพวกผู้เร้นกาย มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ก่อนราชสำนักต้าหยวนจะประกาศต้อนรับชาวยุทธ์ และยังเป็นแบบอย่างของสำนักข่าวสารอันดับต้นๆ จนมีคำกล่าวลับๆ ในยุทธภพมานานแล้วว่า ‘ข่าวสารของสำนักด่านประจิมมีค่ายิ่งกว่าทองพันชั่ง’ พวกเขาอยู่ทางตะวันตกไกลหูตาของราชสำนักจนกฎหมายห้ามจัดตั้งพรรคเอื้อมไม่ถึง ลือกันว่าแต่ละคนวรยุทธ์สูงล้ำ มิได้เป็นเพียงสำนักอุปโลกน์อย่างพวกตนแน่นอน

                หลี่หวางหลิงพยักหน้า “เมื่อครึ่งปีก่อนมีข่าวลือว่าประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมกำลังไล่ล่าคนบนทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์ คาดว่าเขาคงมาถึงเมืองหลวงในอีกไม่ช้า...หรือไม่ก็น่าจะมาแล้ว”

                “ไล่ล่าอันดับ? แล้วอย่างไรเล่า” โยวอิ่งชวนยังงุนงง จอมยุทธ์ที่ไล่ล่าจอมยุทธ์ด้วยกันเพื่อขอท้าประลองเลื่อนอันดับอย่างเฝิงลี่จิน ทั่วแผ่นดินมิได้มีแค่คนสองคน แต่อันดับบนทำเนียบมิใช่พูดว่าอยากชิงก็ชิงได้ โดยเฉพาะว่าเจ้าของอันดับหนึ่งนั้นมีฐานะเทียบเท่าผู้นำแห่งยุทธภพที่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝีมือย่อมไม่ด้อย

                เฝิงลี่จินเคยพูดไว้ก่อนที่ฝ่ามือผ่าทรายจะมาถึงว่า ตนอาจเอาชนะฝ่ามือผ่าทรายแห่งซีเซี่ยได้ แต่ต่อให้เลื่อนอันดับได้จริง ตนในตอนนี้ก็มิอาจเอาชนะอันดับที่เหนือกว่าได้แน่นอน

                เข็มฟ้าโลหิตผู้หยิ่งผยองยังออกปากชัดเจนว่าไม่ได้ บางทีประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมคงเป็นคนบ้าชนิดหนึ่ง...

                “เรื่องนี้มิได้เกี่ยวกับอันดับเสียทีเดียว” หลี่หวางหลิงส่ายหน้า “นอกจากที่คนร่ำลือว่าเขามาไล่ล่าป้ายอันดับหนึ่ง คนผู้นั้นยังกล่าวว่าทราบต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นในปีกวงซวีที่ยี่สิบและจะเปิดโปงความจริงให้ได้ รัชทายาทจึงอยากพบตัว แต่...คงยากที่ฝ่ายนั้นจะยอมปรากฏตัวทันที”

                คำ ‘ปีกวงซวีที่ยี่สิบ’ ทำให้เลือดในกายของเถ้าแก่โยวเย็นลงวูบหนึ่ง ก่อนเงยขวับมองคนตรงหน้า

                ปีนั้นคือปีหายนะแห่งสงคราม แคว้นสือซานทางเหนือกรีธาทัพบุกต้าหยวน ผู้ที่นำทัพต้านคือทัพพิทักษ์อุดรประจำชายแดน และมีทัพหลวงที่นำโดยรัชทายาทหวางฉีหลินไปสมทบ แต่ทัพขององค์ชายใหญ่กลับต้องแตกพ่าย ที่ร้ายแรงกว่านั้น เมื่อกองทัพพิทักษ์อุดรส่งข่าวกลับเมืองหลวงว่ารัชทายาทสิ้นพระชนม์ ราชสำนักก็เดือดพล่าน

                สงครามยังไม่สงบ ทว่าราชสำนักกลับสืบพบว่าคุณชายน้อยจากสกุลหลิง สกุลเสนาธิการประจำทัพพิทักษ์อุดร มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องที่แผนที่ยุทธศาสตร์รั่วไหลไปถึงฝ่ายศัตรู ขุนนางในราชสำนักคุกเข่าเรียกร้องให้ฮ่องเต้ทรงลงทัณฑ์โดยไม่คิดไต่สวนอย่างรัดกุม จนนำไปสู่การตัดสินประหารคนสกุลหลิง และยังลามไปถึงองค์ชายรองที่ถูกใส่ไคล้ว่าลอบพบปะกับคุณชายน้อยสกุลหลิง ร่วมมือกันสังหารรัชทายาทหวังชิงตำแหน่ง

                แต่ถ้าถามว่าผู้ใดไม่เชื่อข้อกล่าวหานี้แม้แต่น้อย คนแรกที่จะตอบรับย่อมเป็นรัชทายาทที่เกือบตายเพราะเรื่องครั้งนั้น

                เรื่องนี้แม้แต่เถ้าแก่โยวยังทราบ รัชทายาทและองค์ชายรองเติบโตมาภายใต้การดูแลของฮองเฮาผู้ไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในวังหลัง แม้เป็นพี่น้องต่างมารดาแต่สนิทสนมรักใคร่กันประหนึ่งพี่น้องร่วมอุทร แต่การประหารองค์ชายรองและแผนลอบสังหารสกปรกในสงครามปีนั้นกลับเป็นปริศนาที่ไม่มีผู้ใดกล้าสืบสาวเอาผิดตัวการ กระทั่งกลุ่มขุนนางในนาม ‘กลุ่มอำนาจสกุลหม่า’ ที่สนับสนุนการประหารก็ยังคงลอยตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เพราะถือว่าฝ่ายตนมีไทเฮาพระมารดาของฮ่องเต้และหม่ากุ้ยเฟยผู้ทรงอำนาจอยู่เบื้องหลัง

                เขาเข้าใจ หากมีเบาะแสในปีนั้น แม้จะเล็กน้อยหรือเป็นแค่ฟางเส้นบางๆ อย่างไร รัชทายาทย่อมต้องอยากทราบ

                “...แต่คนของสำนักด่านประจิมจะรู้เรื่องในปีนั้นได้อย่างไร” โยวอิ่งส่ายศีรษะ ตามที่ได้ยิน พวกเขาไม่เคยปรากฏตัวในเมืองหลวง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะล่วงรู้ความลับเป็นตายขั้นนั้น

                นัยน์ตาของหลี่หวางหลิงคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าก็สงสัยเรื่องนั้นเหมือนกัน ที่สำคัญ...ยังไม่แน่ว่าคนที่มาคือประมุขน้อยตัวจริง...หรือผู้ใด”

                สายตานี้ทำเอาคนมองขนลุกเกรียว แม้ไม่รู้ว่าในหัวอีกฝ่ายคิดเรื่องน่ากลัวอะไร แต่...ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องดีสำหรับเขา

                “ข้าต้องไหว้วาน...” เสียงเรียบทุ้มลากยาว แต่ขึ้นต้นเท่านี้โยวอิ่งชวนก็สะดุ้งแล้ว

                ตั้งแต่รู้จักกันมา แม่ทัพมารผู้นี้เคยขึ้นต้นประโยคด้วยคำ ‘ไหว้วาน’ ที่ไหน!

                “ไม่ต้องไหว้วานๆ ท่านบอกมาได้เลย”

                เขาไม่คิดจะสร้างหนี้ผูกพันกับพญามาร ยังอยากหายใจ และไม่ปรารถนาจะอายุสั้น!

                “อืม” คำตอบรับว่าง่ายกว่าทุกครา โยวอิ่งชวนสังหรณ์ไม่ค่อยดี แต่พอร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นและสืบเท้าเข้ามาใกล้จนยืนค้ำศีรษะตน เขาก็ได้แต่เงยมองอย่างหวาดระแวงอีกครา

                “...ไม่...ไม่ต้องเดินมาใกล้ขนาดนี้ก็ได้กระมัง...”

                “หากเจ้ามีโอกาสพบคนของสำนักด่านประจิมที่ว่า อย่างไรก็อย่าลืมแจ้งกองพัน...เจ้ารู้อยู่แล้วว่าจะหาตัวพวกเขาหรือข้าได้ที่ไหน” หลี่หวางหลิงพูดพลางหยิบบางสิ่งออกมา ของเล็กจ้อยในมือนั้นเป็นลูกปัดสีแบบชนเผ่าทางเหนือ ก่อนเอื้อมไปจับไหล่คนที่บัดนี้นั่งตัวแข็งทื่อแล้วบังคับให้หันหลัง โยวอิ่งชวนที่กำลังอึ้งถูกจับหมุนอย่างง่ายดาย ไม่กล้าหันไปมองแม้จะรู้สึกได้ว่าคนตัวสูงกว่าก้มหน้าลงมาใกล้ๆ

                ใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอ อุ้งมือใหญ่กอบกุมหัวไหล่อย่างหนักแน่น ถึงไม่ทำให้รู้สึกบีบคั้น เถ้าแก่ก็ยังขนลุกชันตลอดร่าง แต่ไม่แน่ว่าเพราะกลัวหรืออะไร...

                สัมผัสผิวมือนั้นหยาบกระด้าง แต่แรงที่รัดสร้อยลูกปัดทับบนเชือกผูกผมกลับนุ่มนวลเหลือเชื่อ

                เถ้าแก่โยวได้แต่เบิกตาจนแทบถลน ไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าขัดขืน และอีกนิดก็จะไม่กล้าหายใจดังๆ แล้ว

                “ของฝาก”

                คำสั้นๆ นี้ทำให้เถ้าแก่โยวพรูลมหายใจอย่างแรง ความงุนงงประหลาดใจผสานเข้ากับความรู้สึกแปร่งๆ อีกแบบที่ต่อให้จะอยู่มาจนจวนอายุสามสิบแล้ว เขาก็ยังไม่เคยรู้จัก...

                ลมร้อนกรุ่นปัดผ่านข้างแก้ม ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือจงใจ ระหว่างนั้นอีกฝ่ายก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือ แต่เถ้าแก่ไม่กล้าก้มมองและไม่กล้าขยับตัว เพราะรู้สึกได้ว่าริมฝีปากของแม่ทัพหลี่อยู่ใกล้ใบหน้าตนแค่คืบ

                “ยังไงก็...รักษาตัวด้วย”

                เสียงทุ้มกระซิบใกล้จนชวนให้ใจสั่น แล้วทันใดนั้นคนเบื้องหลังก็ยืดตัวขึ้น ก่อนก้าวอาดๆ ออกไปอย่างรวดเร็วดุจลมพายุไม่ต่างจากขามา เพียงพริบตา ในร้านก็เหลือแค่เขานั่งอยู่ลำพัง

                ทิ้งไว้แต่เสียงหัวใจดังกระหน่ำ และ...ความรู้สึกเย็นๆ ที่ฝ่ามือ

                เถ้าแก่โยวได้สติ ก้มมองวัตถุที่อยู่ในมือ ก่อนหัวใจที่เต้นดังอยู่แล้วจะแทบสะดุดหยุดเต้น

                ของในมือมีลักษณะคล้ายป้ายไม้ที่เขาหยิบจับจนคุ้นเคย แต่ป้ายนี้ทำด้วยหยกเขียวกระจ่างตา แม้แต่รอยสลักลงทองที่ส่องให้เห็นเลข ‘หนึ่ง’ ยังสะท้อนประกายวาววับงดงามและ...น่ากลัวเสียจนวิญญาณเขาแทบบินออกจากร่าง

                ‘ยังไงก็...รักษาตัวด้วย’

                เมื่อเข้าใจความหมายของประโยคนั้น เถ้าแก่เผลอปล่อยป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ของทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์แห่งต้าหยวนหลุดมือ ยังดีที่คว้าทันก่อนตกกระแทกพื้น หากทำลายป้ายอันดับในยุทธภพก็มีโทษเทียบเท่าลบหลู่เบื้องสูงเช่นกัน หัวใจของเขากลับมาระส่ำด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด แต่พอเงยมองประตู ตรงนั้นกลับไม่มีร่องรอยของผู้มาเยือนแล้ว

                เถ้าแก่ผู้มิใช่เจ้าสำนักฝีมือสูงส่ง ยิ่งมิใช่ผู้ที่สมควรถือป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ ได้แต่ถลึงตาใส่ประตูว่างเปล่าอย่างโกรธแค้น ป้ายหยกเย็นเยียบในมือแทบกลายเป็นร้อนลวก

                ไม่ต้องรอให้คนผู้นั้นข่มขู่ เขาก็รู้ว่านี่คือหลักประกันความเป็นความตายของตน หากเขาไม่ทำตามที่ฝ่ายนั้นต้องการ แม่ทัพมารต้องป่าวประกาศไปทั่วเมืองหลวงแน่ว่ายามนี้ป้าย ‘อันดับหนึ่ง’ อยู่ในมือใคร!

                นึกแล้วเขาได้แต่มือไม้สั่น ไม่อยากจินตนาการต่อว่าหากคนในยุทธภพทราบจะเกิดอะไรขึ้น

                แต่แล้วมือสั่นๆ นั้นก็ยิ่งสะท้านกว่าเดิม เมื่อนึกถึงประโยคที่ว่า ‘มีข่าวลือว่าประมุขน้อยแห่งสำนักด่านประจิมกำลังไล่ล่าคนบนทำเนียบผู้เยี่ยมยุทธ์...’

                เขารู้สึกประหนึ่งบนศีรษะมีเป้าล่อยิง หลังก้มมองแผ่นป้ายดึงดูดความตาย เถ้าแก่ก็ยิ่งอยากร่ำไห้แล้วกัดลิ้นลาโลก

                หลี่หวางหลิง เจ้าคนบัดซบสมควรตาย!

 

 

-----------------------------------------------------

รายละเอียดการเปิดจองจะประกาศให้ทราบเร็วๆ นี้  ท่านที่สนใจ กดเก็บเข้าชั้นกันไว้ หรือเวียนไปซื้อหา+อ่านเรื่องอื่นๆ ก่อนได้นะคะ

 

หมื่นลิขิต หนึ่งบุพเพ มีจำหน่ายรูปเล่มที่ เว็บไซต์สำนักพิมพ์ และ e-book บน meb >>ที่นี่<< ค่ะ

นักอ่านที่อยากกดติดตามข่าวสารอื่นๆ กดติดตามเพจเฟซบุ๊คที่ ลูซิน l Author และทวิตเตอร์ @lucindah17 ได้ เวลามีอัพเดทเกี่ยวกับงานเขียนและโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เราจะนำไปแจ้งตามช่องทางต่างๆ นี้ค่ะ

 

และแน่นอน เพราะเรากำลังจะมีเล่มใหม่ ดังนั้นอย่าลืมฟอลกันไว้รอแจกของเฉพาะ follower แต่ละช่องทางนะคะ ><

ขอขอบคุณที่ติดตามค่ะ

ลูซิน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

201 ความคิดเห็น

  1. #110 Maylyunho (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 12:33
    เอ็นดูเถ้าแก่ เหงื่อไหลพลั่กๆแล่ว
    #110
    0
  2. #107 kwangB (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 01:03
    ซงซานน้อง555555555555555555555
    #107
    0
  3. #75 R38912122 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 / 12:38
    เป็นเถ้าแก่โยวไม่ง่ายเลยจริงๆ 555 น่าเห็นใจ
    คนที่มานี่ ท่านแม่ทัพหลี่ใช่มั้ยนะ
    #75
    0
  4. #10 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:39
    เอ้ะใครนะ สงสัยต้องกลับไปอ่านน้องไป๋ต่อแล้วล่ะค่ะ แต่การบรรยายยังคงน่าติดตามเหมือนเดิม เนื้อเรื่องก็น่าสนุก สู้ๆนะคะ
    #10
    0
  5. #6 Ruruka Buta (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:19

    สงสารเถ้าแก่โยววววววว ฮ่าๆๆๆ เถ้าแก่คงคิดในใจ ที่ข้าไม่ต้องระงับรังสีสังหาร เพราะข้าไม่มีโว๊ยยยยยย จะเอาไรไปสู้กับท่านพระเอกที่ค่าตัวแพง โผล่มาจิ๊ดนึงก่อนจบตอนกัน 55555 // นี่ยังนึกไม่ออกว่าเถ้าแก่ตัวป่วนจะไปตกลงปลงใจกับท่านแม่ทัพได้ยังไงเนี่ย ขอให้เถ้าแก่โยวรักษาชีวิตจนถึงวันนั้นให้ได้นะ คิคิ

    #6
    0