นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

SF Krist Singto เขามาลอยกระทงข้างๆ ที่ของผมครับ

โดย LovePenguin

นักดนตรีหนุ่มหน้าสวยแต่ดวงซวยสุดๆ เขาสะดุดล้มหน้าคะมำบนเวที แถมทำให้วงถูกไล่ออก ซ้ำร้ายโดนแฟนสาวบอกเลิก เขาหอบความเจ็บช้ำมาพร้อมกับกระทงใบน้อย หวังจะปัดเป่าโชคร้ายแต่ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับใครบางคน...

ยอดวิวรวม

1,271

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


1,271

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


47
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  23 พ.ย. 61 / 00:49 น.
นิยาย SF Krist Singto ¡зҧ ͧѺ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
มีคนท้าบอกว่าให้แต่งสเปฯ คริสสิงโต ในวันลอยกระทง 1 เรื่อง ไปแลกกับฟิคที่อยากอ่าน ในที่สุดก็แต่งจนเสร็จได้ แต่นี่มันเลยวันลอยกระทงมาหน่อยนึงแล้วไม่ว่ากันเน้อ เรื่องนี้แต่งแบบที่ตัวเองก็เบลอๆ งงๆ พลอตเขียนไว้อย่าง แต่งจริงอีกอย่าง บ้าบออะไรล่ะเนี่ย 555+ แต่ก็นะ แต่งมาแล้ว ไปลองอ่านกันเถอะ ชอบไม่ชอบยังไงก็ติชมกันเข้ามาได้นะคะ น้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเสมอ "1 ความคิดเห็นของคนอ่าน คือ 1 กำลังใจของคนเขียน"

ขอบคุณล่วงหน้าค่าาาา สุขสันต์วันลอยกระทงนะคะทุกคน

ปล.1 ขอบคุณน้องนัช สำหรับกำลังใจที่ช่วยกระตุ้นให้มีไฟ และปั่นจนจบได้ แม้ว่าจะไม่เป็นอย่างที่คิดก็เถอะ เค้าขอโทษน้าาาา แง๊
ปล.2 ฝากถึงแม่ๆ ใน #ด้อมเป็ด เค้าเขียนแล้วนะ ตามสัญญา ส่งสเปฯ มาให้อ่านด้วย อิอิ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 พ.ย. 61 / 00:49


“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง...”

 

เสียงเพลงที่ดังมาตามสาย ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เบียดเสียดกันอยู่เต็มลานกว้างริมบึงใหญ่กลางมหาวิทยาลัย สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ตั้งวางของขายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นอาหารทานเล่น เสื้อผ้าข้าวของกระจุกกระจิก แถมยังมีซุ้มเล่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปาเป้าลูกโป่ง โยนห่วง ยิงปืนแลกตุ๊กตา หรือแม้แต่เกมสาวน้อยตกน้ำก็ยังมี เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนแข่งกันร้องเรียกลูกค้า ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าสนุกสนานรื่นเริงตามสไตล์งานเทศกาลแบบไทย แต่สิ่งเหล่านั้นมิอาจเรียกร้องความสนใจจากหนุ่มผิวขาวร่างผอมบางคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สีหม่นได้เลย สองมือของเขายังคงประคองกระทงขนมปังรูปเต่าตัวใหญ่ ก้าวเดินตามจังหวะของคลื่นมนุษย์ที่ค่อยๆ ไหลไปข้างหน้า รอคิวที่จะได้ขอขมาต่อพระแม่คงคาเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

 

ทว่า ผ่านมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว คนที่อยู่รั้งท้ายแถวอย่างเขายังแทบไม่ได้ขยับไปไหนไกล เหงื่อเม็ดใหญ่น้อยค่อยๆ ผุดพรายขึ้นตามกรอบใบหน้าไหลลู่ลงมาตามคางเรียวได้รูปก่อนจะหยาดหยดลงบนเสื้อยืดจนเปียกชุ่มโชกไปหมด

 

“หน้าหนาวอะไรร้อนขนาดนี้วะ แล้วคนนี่ก็จะเยอะไปไหน ไม่มีที่อื่นให้ลอยกระทงกันแล้วหรือไงเนี่ย”

 

เขาบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิด ด้วยไม่คิดว่ามหาวิทยาลัยแถบชานเมืองที่อยู่ไกลปืนเที่ยงจะมีคนให้ความสนใจมาลอยกระทงมากถึงเพียงนี้ ทั้งที่เมื่อปีกลายยังมีผู้คนมาร่วมงานประเพณีเพียงบางตา ส่วนใหญ่มีแต่กลุ่มนักศึกษาด้วยกันเองเสียมากกว่าด้วยซ้ำไป พลางยกต้นแขนขึ้นมาซับเหงื่อที่ยังคงรินไหลลงมาไม่หยุดหย่อน อดทนเดินต่อไปได้อีกเพียงสองสามก้าว ก่อนจะเหลือบไปเห็นว่าอีกฟากฝั่งของบึงกว้างนั้นปราศจากผู้คน แต่ก็ไม่ได้มืดมากเสียจนเปลี่ยวเกินไป ด้วยความคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก่อน จึงพอรู้เส้นทางที่สามารถลัดเลาะไปยังฝั่งตรงข้ามของท่าน้ำชั่วคราวที่ทางมหาวิทยาลัยจัดทำไว้อำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่มาเที่ยวงานเทศกาลลอยกระทงได้

ในที่สุดก็หนีพ้นจากความโกลาหลวุ่นวายมาได้สำเร็จ ริมบึงฝั่งที่เขายืนอยู่นี้ค่อนข้างเงียบสงบ เพราะผู้คนไปให้ความสนใจกับการแสดงแสงสีเสียงบนเวทีที่อีกฝั่งหนึ่งมากกว่า กระนั้นก็ยังคงมีเสียงเพลงแว่วมาเบาๆ พอให้รู้ว่าเขายังอยู่ในบรรยากาศของงานเทศกาลรื่นเริงประจำปี ไม่ได้หลุดไปอีกโลกหนึ่งเสียทีเดียวนัก

 

“ฟู่วววว เหนื่อยเป็นบ้า แค่ข้ามฝั่งบึงทีเหมือนวิ่งหนีออกมาจากสนามรบ รู้งี้ไม่ถ่อมาถึงนี่หรอกเว้ย ลอยมันแค่อ่างบัวหน้าหอก็พอ”

 

 บ่นกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะหยิบไฟแช็กที่เพิ่งซื้อมาสดๆ ร้อนๆ พร้อมกระทงขนมปังเต่าขึ้นมากดจุดไฟแล้วจ่อไปที่ปลายธูปเทียนซึ่งตกแต่งด้วยกระดาษสีพับเป็นรูปดอกไม้ประดิษฐ์แบบง่ายๆ แล้วรีบก้าวเดินไปทางริมตลิ่งเพราะกลัวสายลมจะพัดเปลวเทียนให้ดับลงเสียก่อน แต่เพราะมัวสาละวนกับการเก็บไฟแช็กใส่กระเป๋ากางเกงจนไม่ทันได้มองทางข้างหน้า เท้าเจ้ากรรมก็ดันไปสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่ ร่างผอมบางกลิ้งหลุนๆ ไปตามความลาดชันของพื้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของวัตถุบางอย่างหล่นลงไปในบึงจนน้ำกระเซ็นขึ้นมาถึงใบหน้า

 

จ๋อม!

 

เงยหน้าขึ้นมาจากพื้นได้ คนซุ่มซ่ามก็รีบคว้าแว่นสายตาที่ตกอยู่บนพื้นหญ้าข้างตัวขึ้นมาสวม ก่อนจะเบิกตากว้างร้องอุทานสบถคำหยาบคายออกมาเสียงดังลั่น เมื่อเห็นว่ากระทงใบใหญ่ที่อุตส่าห์ทะนุถนอมประคองกอดมาตลอดทางนั้นลอยไปตกแบบหน้าคว่ำอยู่กลางน้ำในระยะที่มือเอื้อมไปก็คว้าไม่ถึง

 

“เชี่ยยย!!! กระทงกู!

 

อนิจจาเจ้ากระทงขนมปังรูปเต่าแสนน่ารักช่างมีชะตากรรมที่น่าเศร้า ตกลงไปในน้ำหงายท้องลอยตุ๊บป่องไม่ทันไรก็ถูกปลาสวายตัวโตผุดขึ้นมางับเข้าที่ส่วนหัวของมันอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยปลาเล็กปลาน้อยอีกสองสามตัวที่ช่วยกันรุมทึ้งส่วนขาทั้งสี่ข้างดึงแยกออกจากกันจนเหลือเพียงขาข้างหนึ่งติดอยู่กับส่วนลำตัวอ้วนกลมใต้กระดองที่จมอยู่ในน้ำไปแล้วครึ่งหนึ่ง หนุ่มโชคร้ายได้แต่อึ้งตกใจอ้าปากค้างมองดูกระทงของตนค่อยๆ จมดิ่งลงไปในบึงทีละน้อย

 

“หึหึ...อุ๊บส์...ฮะฮ่าฮ่าๆๆ”

 

เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำเอาเจ้าของกระทงเต่าน้อยน่าสงสารที่เพิ่งถูกฝูงปลารุมฆาตกรรมอย่างอำมหิตถึงกับสะดุ้งเฮือก ไม่คิดว่าจะมีคนบังเอิญผ่านมาเห็นเข้าพอดีพลางลุกขึ้นยืนหันรีหันขวางมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะพบว่าต้นเสียงหัวเราะปริศนานั้นดังมาจากทางด้านหลังของต้นไทร

 

“ขำอะไรนักหนาวะ ไม่เคยเห็นคนทำกระทงตกน้ำหรือไง”

 

เขาตะโกนเสียงดังกลบเกลื่อนความอับอาย จนไม่มีเวลามัวมาคิดว่าเจ้าของเสียงที่ได้ยินนั้นมาเห็นเหตุการณ์สุดเปิ่นของเขาตั้งแต่เมื่อไร ทั้งที่แน่ใจว่าตอนแรกไม่มีใครอื่นอยู่ในบริเวณนี้ด้วยซ้ำ พลันเสียงหัวเราะขบขันนั้นก็เงียบลงทันที เงาร่างของใครบางคนขยับออกมาจากหลังม่านไทรเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นหน้าออกมาเมียงมองด้วยท่าทางประหลาดใจเป็นอันมาก

 

“เมื่อกี้นาย...พูดกับฉันเหรอ”

 

น้ำเสียงนุ่มของชายหนุ่มแปลกหน้าที่เอ่ยถามมา ทำให้หนุ่มแว่นร่างผอมบางเลิกคิ้วสูง เขามองไปรอบตัวอีกครั้งแล้วจึงตอบกลับไปอย่างฉุนเฉียว

 

“นอกจากผมกับคุณแล้ว ตรงนี้มีคนอื่นอยู่อีกหรือไงเล่า”

 

“นาย...นายเห็นฉันด้วยเหรอ นี่เห็นตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ ตั้งแต่เดินมาตอนแรกเลยหรือเปล่า”

 

น้ำเสียงตื่นเต้นกับท่าทางชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเหมือนเด็กที่เล่นซ่อนแอบแล้วถูกจับได้ ทำให้หนุ่มเจ้าของกระทงยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่อดคิดในใจไม่ได้ว่าเขาสิต้องเป็นฝ่ายตกใจมากกว่าที่ดันมีคนมาเห็นเรื่องน่าอายเข้า เขาเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์ดวงโตที่ทอแสงลงมาจากบนฟ้าเรื่อยลงมายังโคมไฟสีเหลืองนวลบนปลายยอดเสา ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ดวงตาคมบนใบหน้าของอีกฝ่าย

 

“พระจันทร์เต็มดวงขนาดนี้ แถมยังมีไฟส่องลงมาจากเสาไฟนี่อีก ถ้าไม่เห็นคุณ ผมก็คงตาบอดแล้วมั้ง”

 

เขาตอบคำถามกลับไปอย่างกวนๆ พลางมองสำรวจคนที่ยืนห่างออกไปราวสองสามเมตรได้ ฝ่ายนั้นเป็นชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งที่มีความสูงพอๆ กับเขา แต่รูปร่างค่อนข้างล่ำสันกว่าเล็กน้อย ดูจากมัดกล้ามเนื้อต้นแขนที่โผล่พ้นปลายเสื้อ และกล้ามอกแน่นเปรี๊ยะภายใต้เสื้อยืดคอปกลายทางสีอ่อนที่ติดกระดุมทุกเม็ดจนถึงคอ แถมยังสวมกางเกงผ้าเอวสูงสีน้ำตาลเข้มคาดทับไว้ด้วยเข็มหนังสีดำ หากพิจารณาจากใบหน้าเรียวได้รูปนั้นดูท่าทางว่าพวกเขาคงมีอายุอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แต่การแต่งกายในแฟชั่นที่แสนแปลกตากับทรงผมเรียบแปล้ที่โบกเจลแต่งผมจนเกือบหมดกระปุกแม้ลมพัดอย่างไร ผมก็ไม่กระดิกเลยสักเส้นนั้น กลับทำให้อีกฝ่ายเหมือนคุณลุงแก่ๆ เตรียมตัวจะไปออกรอบที่สนามกอล์ฟเสียมากกว่า

 

“ตกลงนี่นายเห็นฉันจริงๆ ด้วยสินะ เอ่อ ขอโทษที่เสียมารยาทหัวเราะนายเมื่อครู่ด้วยแล้วกัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ คือฉันพยายามกลั้นขำแล้ว แต่ไม่คิดว่านายจะได้ยิน”

 

หนุ่มแว่นมองคนมารยาทดีที่หัวเราะคนอื่นแต่ก็ยอมขอโทษ ทั้งที่ควรจะรู้สึกโกรธก็เหมือนจะโกรธไม่ลง แต่ยังคงหงุดหงิดและหัวเสียกับความโชคร้ายของตัวเองไม่หาย เขายืนมองหน้าอีกฝ่ายเงียบๆ ไม่ตอบอะไรกลับไปอยู่นานเกือบนาที

 

“ช่างมันเถอะ คุณช่วยทำเป็นไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ก็แล้วกัน หลายวันมานี้ชีวิตผมมันเจอแต่เรื่องซวยบ่อยๆ จนเริ่มชินแล้ว ขอตัวก่อนนะ”

 

ทำหน้าชั่งใจอยู่เล็กน้อยแล้วหนุ่มร่างผอมบางจึงตัดสินใจหันหลังกลับ มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดิมที่เดินมา จากตอนแรกที่ตั้งความหวังว่าการขอขมาต่อพระแม่คงคาในวันนี้ จะทำให้เรื่องแย่ๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขาเพลาลงไปบ้าง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้จึงล้มเลิกความพยายามที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตแล้วยอมก้มหน้ารับชะตากรรมของตนเองต่อไป แต่กลับถูกรั้งข้อมือไว้ด้วยมือของอีกฝ่าย

 

 “เดี๋ยวก่อนสิ อย่าเพิ่งไป เฮ้ย! นี่ฉันจับตัวนายได้ด้วยเหรอเนี่ย ดูสิ ฉันจับแขนนายได้ด้วย”

 

ประโยคแปลกๆ ที่ได้ยินทำให้หนุ่มแว่นรู้สึกเหมือนว่ากำลังคุยกับคนบ้า เขาชักเริ่มระแวงขึ้นมาแล้วว่าหากอยู่นานกว่านี้ อาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นได้ จึงพยายามสะบัดข้อมือให้หลุดจากการฉุดรั้ง แต่กลายเป็นว่าอีกคนยื้อเขาไว้ด้วยการจับข้อมือทั้งสองข้างพลางเขย่าขึ้นลงด้วยท่าทางประหลาดใจเหมือนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ไม่ปาน

 

“ทำอะไรของคุณเนี่ย ปล่อยนะเว้ย”

 

“ฉันขอโทษนะ ตื่นเต้นไปหน่อย ไม่ค่อยได้คุยกับคนจริงๆ มานานแล้ว จริงสิ นายตั้งใจมาลอยกระทงนี่ เดี๋ยวฉันหากระทงใบใหม่มาให้แทนก็แล้วกันจะได้หายหงุดหงิด นายรอฉันอยู่ตรงนี้นะ ดูการแสดงบนเวทีไปก่อน แค่ครู่เดียวเดี๋ยวฉันกลับมา”

 

ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเดินหนีชายสติไม่ดีคนนี้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงยอมเชื่ออีกฝ่ายคล้ายมีอะไรมาดลใจให้คล้อยตามคำพูดประโยคนั้น บางทีอาจเป็นเพราะรอยยิ้มกว้างดีใจเหมือนเด็กๆ นั่นก็ได้ ที่สะกดให้เขาเหมือนถูกตรึงเอาไว้กับที่ ร่างผอมบางพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ แล้วจึงค่อยหย่อนตัวนั่งลงบนพื้นหญ้าหันหน้าออกไปทางบึงน้ำ มองข้ามฝั่งให้ความสนใจไปยังการแสดงแสงสีเสียงบนเวทีตามที่ฝ่ายนั้นเอ่ยไว้ พลันเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นในชีวิตเขาก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง

.

.

.

“....ในคืนที่มีแต่แสงแพรวพราว ส่องตรงมาที่เราสอง เหมือนบรรยากาศมันพาให้ใจเรานั้นพร้อม โอ้ว คนดีเธอในวันนี้ สักนิดให้เราได้ใกล้กัน ให้เธอได้รักกับฉันมันจะดีไหม...”

(Potato – Nightlife)

 

เสียงเพลงร็อคจังหวะหนักแน่นที่ถูกบรรเลงโดยวงดนตรียอดนิยมลำดับต้นๆ ของร้าน กำลังสร้างความสนุกสนานบันเทิงให้กับลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรอย่างเช่นเคยเหมือนทุกคืน นักร้องนำหนุ่มรูปหล่อส่งเสียงร้องไปพลาง ส่งสายตาหวานให้กับลูกค้าสาวๆ ตรงด้านหน้าเวทีเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดดังมาเป็นระยะ เนื้อหาเพลงที่ปลุกเร้าคลอเคล้าด้วยจังหวะดนตรีที่เร่าร้อน สร้างความเมามันในอารมณ์ทั้งคนฟังทั้งคนเล่น ไม่เพียงแค่นักร้องนำที่อินไปกับเนื้อหาของเพลง แต่บรรดานักดนตรีเบื้องหลังของเขาต่างคนก็เล่นกันอย่างเต็มที่ปลดปล่อยทั้งฝีมือและลวดลายของตัวเองออกมากันอย่างไม่มีกั๊ก

 

 

มือกีตาร์หนุ่มหน้าหวานประจำวง วาดลวดลายการโซโล่กีตาร์กรีดนิ้วพลิ้วไปบนสาย โชว์ความสามารถอันแพรวพราวที่เป็นเทคนิคลูกเล่นประจำตัวของตนจนได้รับเสียงกรี๊ด และเสียงปรบมือโห่ร้องอย่างชื่นชมจากผู้ชมนับร้อยเบื้องหน้า ก่อนจะกระโดดขึ้นตามจังหวะเสียงกลองที่ปลุกปั่นอารมณ์ แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเท้าของเขาดันไปสะดุดเข้ากับสายไฟที่เชื่อมต่อระหว่างกีตาร์คู่ใจกับลำโพงตรงข้างเวที ร่างผอมบางลอยละลิ่วปลิวตกลงมาด้านหน้าเวทีทับกีตาร์ตัวโปรดจนหักออกเป็นสองท่อน ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่เห็นเหตุการณ์

 

“เชี่ยแล้ว ไอ้คริสตกเวที!!!

 

เสียงเครื่องดนตรีอื่นหยุดลงอย่างกะทันหันทันทีที่เพื่อนร่วมวงบินถลาร่วงลงไปกองอยู่กับพื้นหน้าเวที เช่นเดียวกับที่เสียงของนักร้องนำร้องอุทานออกไมค์ให้ได้ยินดังก้องไปทั่วทั้งร้าน นานเกือบครึ่งนาทีกว่าที่ทุกคนจะได้สติ เพื่อนร่วมวงละทิ้งหน้าที่ของตนรีบวิ่งลงไปดูหนุ่มร่างผอมบางที่นอนแน่นิ่งไปแล้ว

 

“เฮ้ย! มึงเป็นไรป่าววะไอ้คริส...”

 

คนที่ตกเวทีลงมากองกับพื้นได้ยินเพียงเสียงสุดท้ายของเพื่อนสนิทซึ่งเป็นนักร้องนำของวง หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ยินอะไรอีก รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ลืมตาขึ้นมาเห็นฝ้าเพดานสีขาวของห้องพักในโรงพยาบาลแล้ว เขามองไปรอบกายเห็นเตียงผู้ป่วยเรียงรายแบ่งเป็นสองฝั่ง มีพยาบาลสองสามคนเดินไปเดินมาเตียงนั้นทีเตียงนี้ที ก่อนที่หนึ่งในสามนั้นจะหันมาเห็นเข้าพอดี จึงเดินเข้ามาหาเขาพลางตรวจดูอาการเบื้องต้น ก่อนจะเชิญแพทย์มาตรวจอาการโดยละเอียดอีกครั้ง เมื่อสอบถามว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พยาบาลสาวก็ให้คำตอบว่าเขาถูกเพื่อนๆ ร่วมวงพามาส่ง และนอนสลบไปเกือบสองวันเต็ม แต่นอกเหนือจากอาการบวมช้ำตรงหน้าผากแล้ว ก็ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่น่าเป็นห่วงอีก ที่นอนหลับไปนานก็เพราะว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันมาหลายวันเท่านั้น เมื่อให้ข้อมูลเรียบร้อย พยาบาลสาวก็ขอตัวไปดูแลคนไข้รายอื่นต่อ ปล่อยให้คนที่เพิ่งฟื้นนอนมองฝ้าเพดานสีขาวต่อไปด้วยไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี

 

เสียงเพลงที่คุ้นหูดังขึ้นมาจากตู้ลิ้นชักตรงข้างเตียง คนป่วยเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่ขึ้นมา บนหน้าจอแสดงชื่อของกันสมาย เพื่อนสนิทควบตำแหน่งนักร้องนำของวง มือขาวกดสไลด์บนหน้าจอก่อนจะรับสายด้วยน้ำเสียงเนือยๆ

 

“ว่าไงมึง”

 

“ไอ้คริส ฟื้นแล้วเหรอวะ พวกกูเป็นห่วงมึงแทบแย่ แล้วนี่อาการเป็นไงบ้าง...”

 

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนรัก กับเสียงของคนอื่นๆ ในวงที่ดังลอดเข้ามาเมื่อรู้ว่าเขาฟื้นจากอาการสลบไสลไม่ได้สติแล้ว ทำให้มือกีตาร์หนุ่มยกยิ้มมุมปากหัวเราะออกมาเบาๆ พลางบอกเล่าอาการของตัวเองให้เพื่อนฟัง ก่อนจะรีบขอโทษขอโพยเพื่อนๆ ที่สร้างความลำบากให้กับทุกคน แต่พอเอ่ยปากถามถึงแฟนสาวของตัวเอง ปลายสายกลับเงียบสนิทจนเขาต้องเอ่ยถามกลับไปอีกครั้ง ก็ได้รับคำตอบกลับมาแบบอ้อมแอ้มไม่ค่อยเต็มเสียงนัก

 

“กูโทรไปบอกน้องแจนแล้วว่ามึงเข้าโรงพยาบาล แต่เขาบอกว่าช่วงนี้ไม่ว่างมีรายงานต้องส่งเยอะยังไม่ว่างไปเยี่ยม มึงพักรักษาตัวให้หายดีก่อนเถอะค่อยคุยกับน้องมัน แม่งเอ๊ย แฟนนอนป่วยอยู่ทั้งคนบอกไม่ว่างแต่เสือกมีเวลาพาน้องรหัสไปกินข้าวดูหนัง ”

 

แม้เหตุผลของแฟนสาวที่เพื่อนบอกเล่าจะเป็นที่เข้าใจได้ แต่ประโยคหลังที่เสียงของเพื่อนเบาลงคล้ายบ่นพึมพำกับตัวเอง มากกว่าแต่คนป่วยกลับได้ยินมันชัดเจนเต็มหู น้ำเสียงที่ฟังดูไม่ปกติสักนิดเมื่อเพื่อนสนิทพูดถึงแฟนสาวรุ่นน้องของเขาที่คบกันมานานกว่า 5 ปี ด้วยน้ำเสียงห้วนเหมือนโกรธเคืองบุคคลที่สามที่ถูกเอ่ยถึง ทั้งที่ปกติแล้วมักจะชอบแซวเขาว่าหายใจเข้าหายใจออกก็มีแต่ชื่อของแฟนสาวทุกครั้งที่เอ่ยปาก แต่ครั้งนี้เหมือนกันสมายได้รับรู้เรื่องราวบางอย่างมาแต่ยังไม่กล้าบอกความจริงกับเขา

 

“เออๆ ขอบใจเว้ย แล้วก็ขอโทษพวกมึงด้วยนะที่ทำให้การแสดงของวงเราล่มเพราะกู เดี๋ยวพรุ่งนี้หมอก็คงให้กลับบ้านได้แล้ว ตอนบ่ายๆ กูอาจจะต้องไปขอยืมกีตาร์ที่ร้านพี่เป๊กก่อน แล้วค่อยตามไปเจอพวกมึงที่ร้านตอนค่ำเลยนะ”

 

คนป่วยลอบถอนหายใจเบาๆ เขารู้ว่าเพื่อนมีเรื่องบางอย่างที่ปิดบังเขาอยู่ แม้ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่จะยอมปล่อยผ่านไปก่อนก็ได้ ตอนนี้ต้องคิดถึงเรื่องงานเข้าไว้ เพราะเขาทำให้การแสดงเมื่อคืนวันนั้นต้องหยุดชะงัก บางทีร้านอาจจะหักค่าตัวพวกเขาไปไม่น้อยเพื่อทดแทนค่าเสียหายอันเกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวเขาเองที่ดันสร้างเรื่องวุ่นวายในช่วงพีคที่สุดของร้านเข้าก็เป็นได้

 

“โอ๊ย จะขยันไปไหนมึง เพิ่งหายป่วยพักก่อนก็ได้คริส ยังไงช่วงนี้พวกกูก็ต้องหาร้านใหม่อยู่แล้ว ไว้ได้ร้านชัวร์ๆ แล้วค่อย...”

 

“เชี่ย!!! ไอ้เบล มึงเงียบเลย กูบอกว่าให้ปิดมันไว้ก่อนไงวะ แม่ง! ปากคนหรือลำโพงวะ”

 

สองเสียงจากปลายสายที่คล้ายกำลังจะเถียงกัน ทำให้คนที่นอนป่วยอยู่บนเตียงผุดลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ เขาได้ยินไม่ผิดแน่ว่าเพื่อนพูดถึงการหาร้านใหม่ นั่นแปลว่าวงของพวกเขาถูกถอดออกจากคิวของร้านอาหารเจ้าประจำเป็นที่เรียบร้อย ความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก ไม่คาดคิดเลยว่าเพราะความประมาทเลินเล่อของเขาจะทำให้อีกสี่ชีวิตต้องมาพลอยซวยไปด้วย เขารีบกล่าวขอโทษขอโพยเพื่อนร่วมวงอย่างสำนึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้ทุกคนต้องเดือดร้อน แต่กลับไม่มีใครกล่าวโทษเขาเลยสักนิด มีแต่บอกให้เขารักษาตัวให้หายไวๆ จะได้ไปเล่นดนตรีร่วมกันเหมือนเดิมอีกครั้ง คริสรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก เขากล่าวขอบคุณเพื่อนๆ ก่อนจะวางสายไป จากนั้นจึงกดโทรศัพท์ต่อสายไปยังแฟนสาว เสียงรอสายดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของเบอร์จะกดรับสายจากเขาเสียที จำนวนมิสคอลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับข้อความนับสิบนับร้อยที่เขาส่งไปหาน้องแจน ทำให้นักดนตรีหนุ่มรู้สึกวูบโหวงในใจอย่างประหลาด สัญชาตญาณบางอย่างบอกว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับแฟนสาวของเขาอย่างแน่นอน

 

จะว่าไปแล้วพักหลังมานี้น้องแจนก็เลี่ยงที่จะรับสายจากเขา นานๆ ครั้งจึงจะกดอ่านข้อความและตอบกลับมาพอให้รับรู้ว่าเจ้าของโทรศัพท์ยังมีตัวตนอยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาคิดเอาเองว่าเพราะอีกฝ่ายเรียนอยู่มหาวิทยาลัยชั้นปีทีสี่ เป็นช่วงที่ต้องวุ่นวายกับการทำโปรเจ็กต์ก่อนจบการศึกษา จึงไม่ค่อยมีเวลาว่างให้เขาเหมือนอย่างเคย แต่คริสก็ยังคงเชื่อใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้นอกลู่นอกทางไปไหน แม้จะได้ยินได้ฟังจากคนอื่นๆ มาบ้างว่าช่วงนี้แฟนสาวของเขามักจะเกาะติดแจอยู่กับน้องมุก น้องรหัสคนสวย ที่น่ารักและยังมีมนุษย์สัมพันธ์ดี รอยยิ้มกว้างมักจะส่งมาให้อยู่เสมอแม้แต่กับเขาที่เป็นแฟนของแจนก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่ารักและเป็นกันเองของเด็กสาวรุ่นน้องทุกครั้งที่ได้พบเจอกัน

 

โทรศัพท์คู่ใจที่เงียบสนิทมานาน สั่นขึ้นมาสองสามครั้งเป็นสัญญาณบอกว่ามีคนส่งข้อความมาถึงเขา คริสรีบหยิบขึ้นมากดดูหน้าจอ รอยยิ้มน้อยๆ ระบายบนใบหน้าขาวใส เขารีบเปิดอ่านทันทีเมื่อเห็นว่าข้อความนั้นถูกส่งมาจากใครบางคนที่เขาพยายามโทร. หามาหลายชั่วโมงแล้ว

 

“พี่คริส...เราเลิกกันเถอะค่ะ แจนขอโทษที่ต้องบอกคำนี้ แต่ระหว่างเรามันไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว”

 

ประโยคยืดยาวที่มีเพียงตัวอักษรล้วนๆ ไม่ได้มีสัญลักษณ์รูปอื่นในข้อความ หรือแม้แต่สติกเกอร์สักตัวที่ส่งมาพร้อมกันเหมือนอย่างเคย ความรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ คล้ายดั่งลูกโป่งที่ถูกเจาะรูแตกโพละชิ้นส่วนกระจัดกระจายในอากาศ เขาอ่านทวนมันซ้ำๆ ก่อนจะรีบกดปุ่มโทรออกไปยังเจ้าของข้อความทันที ด้วยร้อนใจเกินกว่าจะพิมพ์ตอบกลับไปได้

 

เสียงสัญญาณรอสายดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับถูกตัดสายลงดื้อๆ ครั้นพยายามจะโทร.กลับไปใหม่ ก็เหมือนว่าอีกฝ่ายจะปิดเครื่องไปแล้ว ในสมองของคริสขาวโพลนไปหมด รู้สึกงงและเบลอยิ่งกว่าตอนที่ตกลงมาจากเวทีเสียอีก ประโยคที่บอกว่าไม่เหมือนเดิมอีกแล้วของแฟนสาวหมายถึงอะไร ในเมื่อเขายังคงรักและมั่นคงกับผู้หญิงคนเดิมมาตลอดห้าปี ไม่เคยมีแม้สักวินาทีที่จะเผลอหรือวอกแวกไปหาใครอื่นเลยสักครั้ง คำถามนับร้อยนับพันที่วนเวียนอยู่ในหัว สิ้นสุดลงทันทีที่สัญญาณแจ้งเตือนว่ามีเพื่อนคนหนึ่งในแอพพลิเคชั่นยอดนิยมอัพรูปภาพขึ้นบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขากดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นที่ว่านั่น ก่อนที่จะพบความกระจ่างถึงสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์สะบั้นลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี 

 

ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นตากำลังจุมพิตหญิงสาวอีกคน พร้อมข้อความบรรยายภาพที่หวานเสียจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นเจ้าของเดียวกับข้อความที่ส่งมาบอกเลิกเขาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

 

Finally I found you, my other half (L)

 

คริสกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนอย่างชัดเจน รับรู้ได้ถึงความร้อนผะผ่าวตรงหัวตา ก่อนที่ภาพเบื้องหน้าจะกลายเป็นพร่าเลือนเมื่อถูกบดบังด้วยม่านน้ำตา อาการเจ็บช้ำที่หน้าผากยังไม่ปวดหนึบเท่าหัวใจในเวลานี้ หมดแล้วความรักความผูกพันที่สร้างกันมาตลอดระยะเวลาห้าปี ไม่คิดไม่ฝันว่าแฟนสาวจะปันใจให้ใครอื่น และใครอื่นที่ว่านั่นคือน้องรหัสคนสวยของเธอเอง ร่างผอมบางสะอื้นฮักๆ จนตัวโยน น้ำตาลูกผู้ชายหยดแล้วหยดเล่าไหลรินลงบนหมอนจนเปียกชุ่ม เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ที่ดังขึ้นมาทำให้คนที่นอนร้องไห้ผวาขึ้นมากดรับสาย ด้วยหวังจะได้ยินว่าคนรักเพียงแค่ล้อเล่นกับเขา แต่เสียงของคนที่โทร.เข้ามากลับกลายเป็นเพื่อนสนิทแทน

 

“คริส กูเพิ่งเห็นสเตตัสน้องแจนเมื่อกี้ มึง...มึงโอเคไหมวะ”

 

“บอกกูทีว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง”

 

คนรับสายเอ่ยเสียงสั่นเครือ หวังเพียงให้คำตอบจากเพื่อนคือคำว่าล้อเล่น หรือ บางทีอาจเป็นแผนแกล้งกันของแฟนสาวก็เป็นได้ แต่ประโยคที่ปลายสายเอ่ยมา คือสิ่งที่คริสไม่อยากรับฟังมากที่สุดในเวลานี้ ความจริงที่ถูกปิดไว้มานานในที่สุดก็ถูกเฉลย

 

“กูขอโทษคริส ตั้งแต่กลับจากปาร์ตี้วันเกิดไอ้เบล กูก็รู้แล้วว่าน้องแจนกับน้องมุกมีซัมติงกัน กูผิดเองที่คิดว่าน้องเขาจะกลับไปรักมึงเหมือนเดิมได้ กูควรบอกให้มึงรู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว แต่ไม่คิดว่าน้องเขาจะเปิดตัวเร็วขนาดนี้”

 

สิ่งที่ได้ยินจากกันสมาย ทำให้คริสหวนนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปาร์ตี้วันเกิดเพื่อนร่วมวงเมื่อสองเดือนก่อน เขาชวนทั้งแฟนสาว และน้องรหัสมาฟังเพลงที่ร้าน คืนนั้นเขามัวแต่ดื่มฉลองกับเพื่อนๆ ที่วงของพวกเขาได้เล่นในร้านใหญ่ และเป็นที่นิยมของเหล่านักท่องราตรีระดับชั้นนำย่านใจกลางเมือง จนเกือบลืมให้ความสนใจแฟนสาวไปเสียสนิท กระทั่งเช้าวันนั้นเขาตื่นขึ้นมาในคอนโดฯ และพบว่าบนต้นคอของแฟนสาวมีรอยแดงช้ำจากจุมพิตปริศนาที่เขามั่นใจว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะตัวเองอย่างแน่นอน ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มอย่างสมเพชตัวเอง ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดถึงความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างหญิงสาวทั้งสองคน ความรักเกิดขึ้นได้ไม่จำกัดเพศ เรื่องนี้คริสเข้าใจดี และยอมรับได้อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เพราะได้เห็นตัวอย่างจากผู้คนที่รายล้อมรอบกายมานักต่อนัก แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือสายสัมพันธ์ความรักที่ก่อตัวมายาวนานกว่าห้าปีถูกตัดจนขาดสะบั้นลงแล้วถูกแทนที่ด้วยความรักครั้งใหม่ในเวลาอันแสนสั้นได้อย่างไร   

.

.

.

“เฮ้! ได้ยินไหม เจ้าหนูน้อย ไหนว่าจะไปลอยกระทงไง นั่งเหม่อคิดถึงอะไรอยู่เหรอ”

 

แรงสะกิดตรงไหล่ด้านขวาที่มาพร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มหูของชายหนุ่มอีกคน ทำให้คริสเพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองอีกครั้ง เมื่อหันไปมองก็พบกระทงใบตองสีเขียวสดที่ถูกพับประดิษฐ์ด้วยความประณีตบรรจง แบบที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำเสร็จภายในไม่กี่นาทีได้ก็ถูกยื่นมาตรงหน้า เขาเงยขึ้นมองตามเจ้าของมือที่ถือกระทง ก็พบรอยยิ้มหวานที่ทำเอาหัวใจถึงกับเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ จู่ๆ ก็รู้สึกหน้าร้อนวูบเหมือนใครเอาถุงน้ำร้อนมาประคบบนสองแก้ม

“กระทงนี่ เอ่อ...ให้ผมเหรอ”

“ก็ให้นายนั่นแหละ รีบรับไปสิ เดี๋ยวลมพัดเทียนดับหมดก่อนพอดี”

มือขาวยื่นไปรับกระทงใบน้อยจากมือของอีกฝ่าย ปลายนิ้วที่บังเอิญสัมผัสกันแผ่วเบา ทำให้คริสสะดุ้งเมื่อรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้ามาในร่าง ยิ่งรับรู้ได้ถึงสายตาวาววับแปลกๆ ของคนที่นำกระทงใบใหม่มาให้ก็ยิ่งรู้สึกขัดเขินอย่างไรชอบกล

“ขะ...ขอบคุณครับ”

เขาเอ่ยเสียงเบา ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวเดินตรงไปยังริมน้ำ หลับตาเตรียมตั้งจิตอธิษฐาน หวังจะสลัดความรู้สึกแปลกๆ นี้ออกไป แต่ก็นึกได้ว่าอีกคนเตรียมกระทงมาแค่สำหรับเขาเพียงใบเดียว แต่กลับไม่เตรียมไว้ให้ตัวเอง จึงหันกลับไปถามตามมารยาท

“มาลอยด้วยกันไหมครับ”

 

คนถูกชวนเลิกคิ้วขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางแล้วส่ายหน้าน้อยๆ

 

“ไม่เป็นไร นายลอยไปเถอะ อุตส่าห์ตั้งใจมาแล้วทั้งที ฉันอยู่ที่นี่ตลอด จะลอยเมื่อไหร่ก็ได้”

 

คำตอบที่ได้รับทำให้คริสเดาเอาว่าอีกฝ่ายคงเป็นเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่ก็ไม่วายสงสัยว่าหากไม่ใช่เทศกาลลอยกระทง แล้วจะมีใครที่ไหนเอากระทงมาลอยกันเล่า หรือคิดจะเอามาลอยในวันสงกรานต์เหมือนอย่างในเพลงที่เคยได้ยินบิดาเปิดฟังตอนสมัยเด็กๆ เขายังจำได้ว่าถามเซ้าซี้บิดาอยู่ตั้งหลายครั้งว่ากระทงเอาไว้ลอยในวันสงกรานต์ได้จริงหรือ

 

“แต่ผมเกรงใจนี่ กระทงนี้คุณก็ซื้อมาให้ผมเฉยๆ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้ ผมก็แค่หงุดหงิดที่ถูกคนไม่รู้จักกันมาเห็นตอนเปิ่นๆ ก็เท่านั้นเองครับ จะให้ลอยคนเดียวผมว่ามันก็ไม่แฟร์กับคุณนะ มาลอยด้วยกันเถอะครับ”

 

ได้ฟังเช่นนั้น คนที่อุตส่าห์หากระทงใบใหม่มาให้ก็แอบถอนหายใจอย่างเอ็นดูปนขำขันกับความหัวรั้นของเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาก้าวช้าๆ จนมาหยุดยืนเคียงข้าง เอ่ยถามย้ำอีกทีเผื่อว่าคนตัวขาวจะเปลี่ยนใจ

 

“แน่ใจนะว่านายอยากให้ฉันลอยด้วยกันจริงๆ”

 

คริสพยักหน้าหงึกหงักขยับเลื่อนมือตัวเองให้ชิดขอบด้านที่ติดกับตนเองให้มากที่สุด พลางยื่นกระทงออกไปหาชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งหมายจะแบ่งปันพื้นที่ให้อีกฝ่ายถือร่วมกัน เขาหลับตาลงแล้วเอ่ยคำอธิษฐาน จึงไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกคนข้างๆ ทอดสายตามองด้วยความอ่อนโยนแค่ไหน บนใบหน้าหล่อคมเข้มแบบไทยแท้มีรอยยิ้มบางๆ ประดับไว้ ก่อนจะยกมือขึ้นมาถือกระทงอีกฝั่ง แล้วหลับตาลงบ้าง

“ผมรอคอยเวลานี้มาตลอดเลย หากสวรรค์จะเมตตา ขอให้ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับน้องมากกว่านี้อีกได้ไหมครับ”

 

ราวกับฟ้าเบื้องบนรับรู้ถึงคำอธิษฐานนั้นแล้ว จึงส่งสัญญาณตอบรับผ่านกระแสลมที่พัดวูบเข้ามาระลอกใหญ่ หมุนวนผ่านร่างของชายหนุ่มทั้งคู่ไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ ความเย็นยะเยือกที่พาดผ่านผิวกายทำเอาคริสรู้สึกหนาวจนสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาลืมตาทันทีพลางมองไปรอบตัว แต่กลับไม่พบความผิดปกติใด บางทีเขาอาจคิดมากไปเองก็ได้ พลันเสียงทุ้มของชายหนุ่มอีกคนก็ดึงความสนใจของเขาให้กลับมา

 

“อธิษฐานเสร็จแล้วใช่ไหม รีบเอาลงไปลอยเถอะ เดี๋ยวเทียนจะดับเสียก่อน”

 

หนุ่มผิวขาวหันกลับมามองกระทงในมือ ก็พบว่าอีกฝ่ายถอนมือออกไปยืนกอดอกแล้ว เขาจึงค่อยๆ ประคองกระทงพร้อมกับเอามือคอยบังป้องกันลมไว้ พลางย่อตัวลงนั่งให้ชิดริมตลิ่งมากที่สุด แต่ไม่รู้เหตุใดภาพความทรงจำในวัยเด็กที่เคยจมน้ำจนเกือบตายก็ย้อนกลับเข้ามาในสมองของเขาอย่างไม่รู้จังหวะ ร่างผอมบางชะงักก่อนจะเซไปทางด้านหลังเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงกับถลาจะหงายหลังก้นจ้ำเบ้า เพราะมีอ้อมแขนแกร่งของอีกคนยื่นออกมารับเอาไว้พอดี

 

“เอ้า!ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวล้มแล้วกระทงหลุดมือไปอีก คราวนี้ฉันไม่หาอันใหม่มาให้แล้วนะ”

 

หัวใจดวงน้อยเต้นตุบตับสั่นระรัวยิ่งกว่าตอนได้ฟังเพื่อนร่วมวงตีกลองในจังหวะร็อกเสียอีก ทั้งน้ำเสียงนุ่มที่เอ่ยคำยั่วเย้าดังอยู่ชิดริมใบหู ทำเอาคนที่เพิ่งโยนกระทงเต่าน้อยลงน้ำไปเป็นอาหารปลา พลันรู้สึกกระดากอายขึ้นมา ทว่า อบอุ่นใจในคราเดียวกันอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่แสร้งทำเสียงเข้มกลบเกลื่อนความขัดเขินแต่กลับไม่กล้าหันไปมองหน้าอีกฝ่าย

 

“ผมก็ไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้นหรือเปล่าล่ะ ปล่อยได้แล้วคุณ ผมจะได้ลอยกระทงนี่ให้มันเสร็จๆ ไปเสียที”

 

เจ้าของอ้อมแขนที่ประคองร่างผอมบางเอาไว้หัวเราะเบาๆ กับความเจ้าแง่แสนงอนของเด็กหนุ่ม ที่เพียงแค่ถูกเขาเย้าแหย่เข้าหน่อย ก็ทำปากยู่เหมือนเด็กดื้อที่ชอบเอาแต่ใจ ทั้งที่ใบหน้านั้นขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหูเพราะความเขินอายจนปิดเอาไว้ไม่มิด เขาขยับตัวถอยห่างออกมา แต่ก็ยังอยู่ในระยะที่เอื้อมมือได้ถึง เผื่อว่าคนที่บอกว่าตัวเองไม่ได้ซุ่มซ่ามจะเผลอก้าวพลาดตกน้ำตกท่าไป อย่างน้อยครั้งนี้ก็จะได้คว้าตัวเอาไว้ได้ทัน พลางยืนมองคนที่ค่อยๆ หย่อนกระทงใบน้อยลงน้ำด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ แล้วกวักมือวักน้ำสองสามครั้งเพื่อให้กระแสน้ำพัดพากระทงใบตองเคลื่อนคล้อยออกจากฝั่ง

 

“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ผมมาลอยกระทงกับคนอื่น แถมยังเป็นผู้ชายแปลกหน้าที่แม้แต่ชื่อยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ”

 

หลังจากที่ทั้งคู่ยืนมองส่งจนกระทั่งกระทงใบน้อยไปหยุดลงตรงกลางบึงน้ำให้ได้เห็นเปลวเทียนส่องสว่างท่ามกลางความมืด คริสจึงย่อตัวลงนั่งบนผืนหญ้าอ่อนนุ่ม พลางหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้คนที่เพิ่งลอยกระทงด้วยกัน  แม้แต่ตัวเองก็แปลกใจที่เอ่ยชวนไปอย่างนั้น ปกติเขาเห็นมีแต่ครอบครัวหรือคนรักกันเท่านั้น ที่จะมาลอยด้วยกันเป็นคู่เช่นนี้ แต่ในตอนนั้นเขาคิดเพียงแค่ว่าอยากจะตอบแทนอีกฝ่ายจึงไม่ทันได้เอะใจอะไร พอนึกขึ้นมาได้ก็รู้สึกเขินแปลกๆ

 

“สิงโตครับ”

 

คู่ลอยกระทงของเขายืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนั่งลงบ้าง แล้วตอบกลับมาเพียงสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างเสียจนนักดนตรีหนุ่มกลัวว่าริมฝีปากหยักนั้นจะฉีกไปถึงหูเข้าเสียก่อน  จึงรีบแนะนำตัวเองบ้างพลางยื่นมือออกไปหาอีกฝ่าย คล้ายจะทำท่าจับมือเหมือนอย่างที่ชาวต่างชาติทำเมื่อพบกันเป็นครั้งแรก

 

“ผมชื่อคริส ยินดีที่ได้รู้จักนะคุณสิงโต”

 

“รู้อยู่แล้วล่ะ ก็นายมาที่นี่ทุกปีเลยนี่คริส”

 

คราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่รอยยิ้ม แต่สิงโตกลับยื่นมือมาจับมือนุ่มเอาไว้บีบเบาๆ แล้วเอ่ยตอบพร้อมด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ สร้างความแปลกใจสงสัยให้แก่หนุ่มผิวขาวเป็นอันมาก

 

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมมาที่นี่ทุกปี อ้อ จริงสินะ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ในมหาวิทยาลัยนี้ จะเห็นผมมาลอยกับพวกเพื่อนๆ บ้าง หรือกับแฟนบ้างก็คงไม่แปลก แต่ผมไม่เห็นรู้สึกคุ้นหน้าคุณเลยนะ ถ้าเราได้เจอกันทุกปี ผมก็น่าจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาบ้างสิ”

 

คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นเป็นปม สองแก้มเนียนพองลมขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติเมื่อยามที่เจ้าตัวกำลังใช้ความคิดกับอะไรสักอย่าง ดวงตากลมโตหรี่มองมาจนตาหยี พลางขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนแทบสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ใบหน้ายุ่งเหมือนยุงตีกันที่แม้จะลดทอนความหล่อเหลาลงไปบ้าง แต่อีกคนกลับมองแล้วได้แต่เคลิ้มจนเผลอยิ้มทั้งปากทั้งตา เมื่อรู้สึกเหมือนคำว่าน่ารักทั้งหมดบนโลกมารวมกันอยู่ในตัวคนตรงหน้าหมดแล้ว สิงโตกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามดึงสติตัวเองกลับมา เมื่ออีกคนขยับถอยห่างออกไปแล้ว เขาแสร้งกระแอมสองสามครั้งเหมือนกำลังเรียกหาเสียงตัวเองที่หายไป พลางเสมองไปอีกทางไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย

 

“บางทีตอนนั้นนายคงสนุกกับบรรยากาศของงาน จนไม่ทันได้มองคนอื่นที่อยู่รอบตัวมากกว่า”

 

แม้ไม่อยากปิดบัง แต่ก็บอกความจริงไม่ได้ เรื่องบางเรื่องต่อให้พูดออกไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เมื่อผลลัพธ์มันถูกกำหนดเอาไว้อยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าฟ้าเบื้องบนจะเห็นใจคนรอเก่งอย่างเขาบ้าง

 

“ก็คงจะอย่างนั้นละมั้ง เฮ้อ...พูดถึงเพื่อนกับแฟนแล้วผมโคตรเฮิร์ตเลย คุณรู้ไหม ก่อนมาลอยกระทงปีนี้ผมเจอแต่เรื่องแย่ๆ ติดต่อกันตั้งหลายอย่าง ทั้งตกเวทีเอย ตกงาน แถมยังโดนแฟนบอกเลิกอีก นี่ขนาดยังไม่ทันเข้าช่วงเบญจเพสเลยนะคุณ มีหวังพอผ่านวันเกิดครบอายุยี่สิบห้าไป ผมไม่ตายก็คงเจ็บตัวจนเลี้ยงไม่โตแน่ๆ”

 

สายลมที่พัดมาเอื่อยๆ หอบเอาความเย็นกายสบายใจมาช่วยปัดเป่าความขุ่นข้องหมองเศร้าในจิตใจให้เบาบางลงไปได้ไม่น้อย คริสขยับเปลี่ยนจากท่านั่งกอดเข่าเป็นยืดขาออกไปทางบึงน้ำด้านหน้า แล้วเอามือเท้าพื้นเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อยด้วยท่าทางสบายๆ กว่าเก่า ดวงตากลมโตสีน้ำตาลทอดสายตามองขึ้น ไปยังพระจันทร์ดวงโตที่ลอยเด่นอยู่กลางผืนฟ้า

พูดคุยแบ่งปันเรื่องราว โดยที่อีกฝ่ายก็ได้แต่นั่งฟังเรื่องของเขาอย่างตั้งใจ นานๆ ครั้งจึงเอ่ยโต้ตอบกลับมาบ้าง จนแม้แต่คริสเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาจึงกล้าเล่าเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตนเองให้ชายแปลกหน้าฟัง บางทีเขาอาจต้องการเพียงแค่ระบายความอึดอัดในใจ ต้องการแค่ใครสักคนที่รับฟังก็เท่านั้น

 

ดวงไฟสีเหลืองนวลจากเปลวเทียนในกระทงแต่ละใบค่อยๆ ดับมืดลงไป เช่นเดียวกับที่เสียงดนตรีจากการแสดงบนเวทีค่อยๆ เงียบลงเช่นกัน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่างานเทศกาลรื่นเริงที่คึกคักมาตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ำกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

คล้ายดั่งเวลาผ่านไปรวดเร็ว อีกไม่กี่นาทีก็จะล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว

 

“ดึกมากแล้ว คืนนี้ผมคงต้องขอตัวก่อนนะครับ ขอบคุณมากนะคุณสิงโต คุณคงเบื่อแย่ที่ต้องมานั่งฟังผมบ่นอะไรตั้งมากมาย ป่านนี้คนที่บ้านคุณคงรอจนหลับไปแล้วมั้ง”

 

คริสบอกลาชายแปลกหน้าที่เพิ่งพบเจอกันด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แม้จะอยากสานความสัมพันธ์ต่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดเหมือนกันหรือเปล่า บางทีที่ยังทนนั่งฟังเขาบ่นอยู่เงียบๆ มาตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเกรงใจ ไม่กล้าขัดจังหวะตอนที่เขากำลังเล่าเรื่องราวอย่างออกรสอยู่ก็ได้

 

“ไม่หรอก ฉันเองก็อยากฟัง อยากรู้ทุกๆ เรื่องของนายเหมือนกัน เชื่อสิว่าคงไม่มีใครรอเก่งเท่าฉันแล้วล่ะ”

 

สิงโตยกยิ้มมุมปาก พลางยักคิ้วให้คนตัวขาวด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ ประโยคที่เอ่ยออกมานั้น ทำให้คริสได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ เขาไม่กล้าถามว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายถึงบอกว่าอยากรู้เรื่องของเขานัก ทั้งที่เราอาจจะแค่เดินสวนกันปีละครั้งเท่านั้น จะบอกว่าเป็นความรู้สึกถูกชะตาเมื่อแรกพบอย่างนั้นหรือก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ และหากเป็นเช่นนั้นจริงเหตุใดจึงได้แต่รอคอยให้ได้พบเจอกันเพียงแค่ครั้งหนึ่งในรอบปี ไม่คิดอยากตามหาหรือทำวิธีอื่นใดให้มีโอกาสได้เจอเขามากกว่านั้นบ้างเล่า หากอยากเจอกันอีกก็ควรทำอะไรบ้างไม่ใช่เอาแต่รอคอยอยู่แบบนี้

 

“นี่คุณ ผมขอไลน์คุณไว้ได้ไหม เผื่อว่าปีหน้าเราจะได้นัดมาลอยกระทงด้วยกันอีก”

 

มือขาวล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเปิดแอพพลิเคชั่นสีเขียวแล้วยื่นส่งไปให้กับสิงโต ทั้งที่แอบรู้สึกเขินอยู่ไม่น้อย ในเมื่อคนจริงจังที่ชอบความชัดเจนอย่างเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเดินหน้าต่อกับความสัมพันธ์ในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมนี้ คริสก็ไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ แต่กลับเป็นอีกฝ่ายที่บอกปฏิเสธพลางกุมมือของเขาที่ถือโทรศัพท์เอาไว้อย่างนุ่มนวล

 

“บอกตรงๆ ว่าฉันดีใจมากนะคริส ที่นายบอกว่าอยากเจอฉันอีก แต่ดูเหมือนว่ามันคงจะสายเกินไปแล้วล่ะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ฉันจะได้มาอยู่ตรงนี้ การได้พบนาย ได้พูดคุย ได้สัมผัสกันแบบนี้ มันคือสิ่งที่ฉันฝันเอาไว้ และรอคอยมาตลอดเลย”

 

คำพูดของชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งทำให้คริสทั้งสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาไม่เข้าใจสักนิดว่าสิ่งที่สิงโตพูดหมายความว่าอย่างไร ที่ว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย หมายถึงว่าเขาจะย้ายที่ทำงานอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องแลกไลน์หรือไม่ก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อกันสิ ใบหน้าหวานเริ่มจะกลายเป็นหน้ายู่อีกครั้ง จนอีกฝ่ายต้องยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะตรงกลางระหว่างคิ้วของเขา แล้วเอ่ยต่อให้ยิ่งงุนงงเข้าไปอีก

 

“ไม่เอาครับคนดี อย่าทำหน้าบึ้งอย่างนั้นสิ พี่ชอบเวลาที่น้องคริสยิ้มนะ รู้ไหมตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสของคริส พี่ก็ตกหลุมรักเราจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ต่อจากนี้ไปขอให้ได้พบแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิตนะ ขอบคุณมากที่มาทำให้ความฝันลมๆ แล้งๆ ของพี่เป็นจริงขึ้นมาได้”

 

ในที่สุดสิงโตก็เผยความในใจที่ได้แต่กักเก็บเอาไว้มาตลอด แม้จะรู้ดีว่ามันสายเกินไปแล้วที่จะบอกทุกความรู้สึกที่มีต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าให้ได้รับรู้ก็ตาม พลางรวบร่างของคริสเข้ามากอดอย่างแนบแน่นถ่ายทอดทุกความรู้สึกผ่านภาษากาย ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายเข้าใจเลยสักนิด ตรงกันข้ามกับร่างผอมบางในอ้อมแขนที่ยังคงไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพยายามสื่อมาถึงเขา คริสไม่ได้นึกรังเกียจสัมผัสของชายแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย ทว่า ร่างกายของเขาเหมือนกับจดจำสัมผัสนี้ได้ รู้สึกคุ้นเคยกับความอบอุ่นของอ้อมกอดนี้ราวกับเขาเคยได้รับสัมผัสของคนที่เรียกตัวเองว่าพี่มาก่อน  แต่ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน เขาจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเคยรู้จักคนๆ นี้มาก่อน ไม่เคยมีอยู่ในเศษเสี้ยวของความทรงจำเลยด้วยซ้ำไป

 

“เราเคยรู้จักกันมาก่อนเหรอครับ”

 

ถามออกไปอย่างนั้น ทั้งที่พยายามนึกทบทวนจนหัวแทบระเบิด ให้ตายอย่างไรก็นึกไม่ออก บางครั้งสิ่งที่อยากลืมก็ทำได้อยากนัก แต่สิ่งที่อยากจำให้ได้กลับเลือนหายไปจากความทรงจำเสียอย่างนั้น ทั้งที่จำอะไรไม่ได้ แต่ในหัวใจกลับมีอาการปวดหนึบ เหมือนถูกบีบเค้นจนหายใจแทบไม่ออก คริสพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กลิ่นกายหอมกรุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีกฝ่ายลอยมาแตะจมูก กลิ่นที่ทำให้รู้สึกสงบ สบายใจ ทั้งเคลิบเคลิ้ม และมัวเมาให้ลุ่มหลงในเวลาเดียวกัน

 

“รู้จักสิ เรารู้จักกันดีเลยล่ะ แต่มันก็ผ่านมานานมากแล้ว คริสเองก็คงไม่อยากจำมันได้ และถึงจำได้จริงๆ พี่ก็ไม่อยากเห็นเราต้องกลับไปเศร้าเหมือนเดิมอีกแล้วล่ะ ใบหน้าน่ารักแบบนี้ไม่เหมาะกับน้ำตาหรอกรู้ไหม”

 

นิ้วเรียวเกลี่ยหยดน้ำใสที่ไหลรินลงมาจากดวงตาคู่งาม ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าปล่อยให้มันร่วงหล่นลงมาตั้งแต่เมื่อไร มืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาสวมกอดเอวของสิงโตเอาไว้ พลางกำมือขยุ้มชายเสื้อแน่นจนผ้ายับย่น แต่คนถูกกอดไม่ได้ขัดขืนหรือดันตัวออกแต่อย่างใด

 

“ผม...คุณอยู่กับผมต่ออีกหน่อย ยังไม่ไปตอนนี้ได้ไหม”

 

 “พี่ไม่ไปไหนหรอกครับ พี่จะอยู่ที่ตรงนี้ ในหัวใจดวงเล็กๆ ของคริสตลอดไป สัญญากับพี่นะว่าต่อจากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่สุด อย่าร้องไห้อีกเพราะพี่จะคอยปลอบไม่ได้อีกแล้ว ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เข้มแข็ง และมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนดวงตะวันในหน้าร้อนนะครับ”

 

“ได้โปรดนะครับ...พี่สิงโต อย่าจากผมไป อย่าทิ้งให้ผมอยู่คนเดียวอีกเลย”

 

คริสไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไป เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและสะอื้นไห้เหมือนเด็กน้อย ราวกับว่าเคยพูดประโยคเดียวกันนี้มาแล้ว ไม่ใช่จำไม่ได้ แต่เหมือนว่าเขาได้ฝังความทรงจำอันแสนเจ็บปวดนี้ลงไปในส่วนลึกของหัวใจ คล้ายเป็นกลไกปกป้องตัวเองไม่ให้ต้องพบกับความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเกินจะทนรับไหว จู่ๆ ภาพความทรงจำในอดีตก็ผุดวาบขึ้นมาในสมอง

 

เด็กชายตัวน้อยปล่อยมือของพี่ชายข้างบ้านแล้วเดินนำลิ่วตรงมายังริมตลิ่งที่บึงน้ำแห่งนี้ คนตัวสูงกว่าที่อยู่ข้างหลังได้แต่ร้องบอกให้เขาวิ่งช้าลง เพราะต้องคอยประคองกระทงใบใหญ่ในมือไม่ให้หล่นลงไปกองบนพื้นเสียก่อน แต่แล้วเด็กน้อยที่สนใจแต่ความสนุกสนานตรงหน้าไม่ได้คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับตัวเองได้ เท้าเล็กๆ ก้าวพลาดตกลงไปในบึงน้ำโดยไม่ทันตั้งตัว ด้วยอารามตกใจสองมือสองเท้าพยายามตะเกียกตะกายชูคอให้พ้นขึ้นมาจากผิวน้ำได้ แต่คนว่ายน้ำไม่เป็นต่อให้พยายามแค่ไหน ก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ดี ร่างเล็กค่อยๆ จมลงไปใต้ผืนน้ำเย็นเฉียบ ความรู้สึกอึดอัดจนลำคอตีบตัน แขนขาเริ่มขยับไม่ได้ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะปิดจนสนิทลง เขามองเห็นร่างของพี่ชายข้างบ้านที่กำลังยื่นมือส่งมาให้ มือเล็กเอื้อมยืดออกไปจนสุดแขน แต่สุดท้ายก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า แล้วภาพทุกอย่างก็มืดดับไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะของเขา

.

.

.

“คริส! คริสตื่น...ไอ้คริสโว้ย!!! ได้ยินที่กูเรียกไหม”

 

ร่างผอมบางที่นอนกระสับกระส่ายสะดุ้งเฮือก ก่อนจะลุกขึ้นนั่งพรวด หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนราวกับคนวิ่งมาราธอนมาหลายกิโลเมตร ใบหน้าหวานหันมองซ้ายขวาอย่างงุนงงภาพเตียงนอนในห้องที่คุ้นเคย กับใบหน้าหล่อเหลาพิมพ์นิยมแบบเกาหลีของเพื่อนสนิทที่ลอยเด่นอยู่

 

“กูมาอยู่ที่นี่ได้ไงวะ”

 

คำถามแรกของคริสหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้เพื่อนสนิทที่ซี้ปึ้กมาตั้งแต่วัยประถม กลอกตามองบนสองตลบก่อนจะเอ่ยตอบอย่างเคืองขุ่น

 

“มาอยู่ที่นี่ได้ไงเหรอไอ้ตัววุ่นวาย เพราะหัวมึงกระแทกพื้นความจำเลยไม่ค่อยดีสินะ พอเมื่อคืนมึงรู้เรื่องน้องแจน ก็หนีออกมาจากโรงพยาบาล แล้วไปเมาหลับอยู่ข้างบ่อน้ำใน ม. ไง รปภ.มาเจอเข้า ก็เลยโทร.เรียกกูให้ไปลากมึงกลับมาที่นี่ แม่งรู้ไหมเมื่อคืนมึงอาละวาดชิบหาย กว่าจะเอาตัวกลับมาได้โคตรเหนื่อยเลย”

 

คริสฟังเพื่อนเล่าแล้วก็นิ่งอึ้งไป เมื่อคืนเขาเมาเหล้าด้วยหรือ เขาจำได้แค่ว่าไปลอยกระทงที่มหาวิทยาลัย จากนั้นก็นั่งคุยกับพี่สิงโตอยู่ตั้งนาน จริงสิ ก่อนที่เขาจะหมดสติไป พี่สิงโตบอกเขาว่ากำลังจะไปที่ไหนสักแห่งจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว

 

“เฮ้ยมึง แล้วพี่สิงโตล่ะ พี่สิงโตไปไหน”

 

มือขาวเอื้อมไปเขย่าแขนเพื่อน พลางชะเง้อคอมองไปทางหน้าประตูห้องนอน แต่กลับไม่พบเงาของคนที่ถามถึงเลยสักนิด

 

“โอ๊ยไอ้คริส หยุดเขย่าเสียที หัวกูสั่นเป็นตุ๊กตาเสียกบาลแล้วเนี่ย พี่สิงโตอะไรของมึง เดี๋ยวนะ พี่สิงโตที่ว่านี่...มึงหมายถึงพี่สิงโต พี่ข้างบ้านของมึงตอนเด็กๆ คนที่ตายเพราะช่วยมึงที่จมน้ำอะนะ เค้ามาหามึงเหรอวะ”

 

ชื่อของคนที่คริสเรียกหา ทำให้กันสมายเอะใจ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบตัวอย่างหวาดระแวง ก่อนจะโดดขึ้นมานั่งบนเตียงกับเพื่อนรัก พร้อมกับคว้าผ้าห่มมาคลุมโปงเอาไว้

 

“พี่สิงโตตายแล้ว ไม่! เป็นไปไม่ได้ก็เมื่อคืนนี้...”

คริสเอ่ยได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ความทรงจำในวัยเด็กทั้งหมดจะไหลย้อนกลับเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำ เขาจำได้แล้วว่าตอนเด็กๆ เคยชวนสิงโตซึ่งเป็นพี่ชายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังติดกันไปเที่ยวงานลอยกระทง เด็กชายคริสในวัยเพียงเก้าขวบที่พลัดตกลงไปในน้ำ และถูกช่วยไว้ได้โดยสิงโต ทว่า เมื่อพาหนูน้อยมาถึงฝั่งได้ตัวเองก็หมดแรงไปเสียก่อน และจมน้ำลงไปแทน หนึ่งชีวิตแลกกับอีกหนึ่งชีวิต สิงโตช่วยต่อลมหายใจให้เขาด้วยการเสียสละชีวิตของตนเอง ร่างผอมบางน้ำตาร่วงเมื่อจำเรื่องราวได้ทั้งหมด เขาปิดกั้นความทรงจำนี้ไว้มานาน และฝังมันกลบไว้ภายใต้ความทรงจำอื่นๆ แต่ตอนนี้เขาจำได้แล้ว กระนั้นก็ยังยิ้มออกมาทั้งน้ำตา นึกดีใจว่าอย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้เจอกับคนสำคัญอีกครั้ง แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นการจากลากันอย่างนิรันดร์ก็ตาม

 

“สรุปว่าพี่เค้ามาหามึงจริงๆ ใช่ไหม แล้วนี่...เค้ายังอยู่แถวนี้รึเปล่าวะ”

 

คำถามของกันสมายทำให้เจ้าของใบหน้าหวานยิ้มออกมาพยักหน้าหงึกหงัก พลางหัวเราะน้อยๆ แล้วนึกไปถึงทั้งรอยยิ้มกว้าง และสายตาอ่อนหวาน สัมผัสที่แสนอ่อนโยนของชายหนุ่มรุ่นพี่ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจของเขา คำสัญญาที่อีกฝ่ายขอให้เขารับปาก เขาจะทำมันให้ได้ เขาจะใช้ชีวิตให้ดีสมกับที่อีกคนยอมแลกมันเพื่อเขา

 

“พี่สิงโตเขาไม่ได้ไปไหนหรอก เค้ายังอยู่กับกูข้างในนี้ไง วันนี้มึงว่างใช่ไหม ไปกับกูหน่อย ไปทำบุญให้พี่เขากัน”

 

รอยยิ้มหวานระบายบนใบหน้าของคริส แตกต่างจากอีกคนที่หน้าซีดเหมือนคนถูกผีหลอกก็ไม่ปาน ร่างผอมบางลุกขึ้นยืนแล้วมองออกไปที่นอกหน้าต่าง เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสีทองเรืองรองอยู่บนท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ไร้เงาเมฆมาบดบัง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่แสนสดใสเหมือนดวงตะวันอีกครั้ง

 

..................................................................................................................................

ผลงานอื่นๆ ของ LovePenguin

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 kipling
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 / 00:43
    เธอทำเราร้องไห้ งืออออออ ขอเรื่องยาวได้ม้ายยยยย ใจมันบางงงง
    #6
    1
    • 5 พฤษภาคม 2562 / 16:59
      มีอะไรมาแลกล่ะ ถ้าข้อเสนอน่าสนใจ เราจะยอม 555+
      #6-1
  2. #5 linsml (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 07:04

    ขอบคุณค่ะสนุกดีค่ะ
    #5
    1
    • 27 เมษายน 2562 / 09:30
      ขอบคุณนะคะ ตอนนี้มีภาคต่อแล้ว อย่าลืมแวะไปอ่านน้า https://t.co/WTI9bPAn4i
      #5-1
  3. #4 roykam (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 09:18
    อั้มทำเราร้องไห้! ฮือออ มันสุขปนเศร้ามากเลยอะ พี่สิงโต ทำไมพี่สิงโตต้องตายด้วย ฮืออออ นี่นั่งดึงหน้าอยู่ที่ทำงาน ห้ามร้องไห้นะ แงงงงง

    ความฝันสุดท้าย ได้ลอยกระทงกับคนที่รัก เป็นห่วงสุดท้ายก่อนไปสินะ แงงง พี่สิงโตตตตตต

    งอแงๆ เขียนสเปน่ารักหวานๆ มาล้างตาเลย เราไม่ยอม! ฮืออออ
    #4
    1
    • 27 เมษายน 2562 / 09:29
      ทำไมเรารู้สึกดีที่เห็นเธอร้องไห้ หึหึ เอาแส้เฆี่ยน เอาเทียนลนเพิ่มได้ไหม 555+

      ภาคต่อหวานๆ จับใจยิ่งกว่าเหมาชาเขียวทั้งร้านมากินเพื่อส่งรหัสใต้ฝาอีกค่ะ ไปๆ ตามไปอ่านเน้อ https://t.co/WTI9bPAn4i
      #4-1
  4. #3 Gitsune
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 13:06

    แอบเศร้าเนอะ แตเรามีภูมิคุ้มกัน

    นั่งรอรอบหน้าพร้อมส่งกล่องกะทิให้

    #3
    1
    • 27 เมษายน 2562 / 09:27
      เศร้ามาก แต่งเองก็ร้องไห้เอง แงงงง แต่ตอนนี้มีภาคต่อแล้ว ตามไปอ่านน้าา https://t.co/WTI9bPAn4i
      #3-1
  5. #2 sky
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 19:20

    อย่าเพิ่งจบได้มั้ย....

    #2
    1
    • 27 เมษายน 2562 / 09:26
      จบแล้ว แต่มีภาคต่อแล้วนะคะ ตามไปอ่านได้ที่นี่ค่าาา https://t.co/WTI9bPAn4i
      #2-1
  6. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 01:54

    แงงงงงงงงงงงง อั้มใจร้ายยยยยยยย นี่ร้องไห้เลยอ่าาาา ทำไมทำกะเก๊าแบบเน้~~ งอแงๆๆๆๆๆๆ

    สงสารรรร ไม่อาววววว เค้าจะเอาใหม่ ฮืออออออ นี่ร้องจริงจังมากนะ


    มันหลายอารมณ์มากเลยอะเรื่องสั้นเรื่องนี้ ทั้งน่ารัก ทั้งเศร้า ทั้งหน่วง ได้ครบทุกอารมณ์เลย แอบฮาชื่อ แจน x มุก อะ อิๆๆๆ


    นี่เข้าหลืบอยู่ ยุ่งมาก แต่เห็นแว้บๆ ว่าอั้มอัพนิยาย ยังไงก็ต้องแฉลบมาอ่าน งื้อออ ขอบคุณมากน้าาาาา


    ปล.เราบ่ได้สัญญาสเปอะไรไว้ชิมิ โรตีคนเดียวเนาะ แหะๆๆๆ

    #1
    1
    • 24 พฤศจิกายน 2561 / 01:22
      ขอบคุณน้าาา ตอนแรกตั้งใจจะให้จบแบบแฮปปี้ แต่งไปแต่งมา อารมณ์มันพาไปเฉย เค้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายนะ สงสารน้อง

      รอบหน้าแก้ตัวใหม่ โยนมาม่าทิ้งไปให้หมด แล้วจะเทน้ำตาลลงมาทั้งคันรถเลย คริคริ
      #1-1