นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความรักและความเป็นอมตะ

ความรักคืออะไร และ ความเป็นอมตะมีอยู่จริงหรือไม่ เรื่องสั้นที่ค้นหาทั้งสองสิ่งนี้ แม้อาจไม่ได้คำตอบ แต่อย่างน้อยเราก็ตั้งคำถาม

ยอดวิวรวม

28

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


28

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 เม.ย. 63 / 21:19 น.
นิยาย ѡФ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีครับ

เรื่องสั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่ตั้งใจค้นหาความหมายของความรัก และความเป็นอมตะ

ผมไม่สามารถให้คำตอบแก่เรื่องใดได้

แต่ผมหวังว่าท่านผู้อ่าน เมื่อได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้แล้ว จะสามารถให้คำตอบแก่ตนเองได้

และหากเรื่องสั้นเรื่องนี้สามารถทำให้ท่านผู้อ่านจะแสดงความคิดเห็นได้

ผมก็คงดีใจอย่างเป็นที่สุด

Lonely Heart Club
สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของผมได้ทางเฟสบุ๊ค - 
https://www.facebook.com/Lonely-Heart-Club-105130907836072

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 เม.ย. 63 / 21:19


แสงแดดยามเช้าส่องกระทบม่านตา ผมหยีตาขึ้นมาช้าๆ ทุกอย่างดูพร่าไปหมดยามที่นัยน์ตาต้องแสง ผมใช้มือข้างขวาขยี้ตาแรงอยู่สองสามทีก่อนใช้มืออีกข้างดันร่างตนเองขึ้นจากเตียงนอนที่อ่อนนุ่ม มองไปทางหน้าต่างที่ดูทางด้านซ้ายมือ เลยหน้าต่างนั้นไปมีทิวทัศน์ของเมืองที่เห็นจนชินตา ผมนั่งนิ่งมองมันอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งโดยไม่คิดอะไร นี่คือความบันเทิงอันดับสองในแต่ล่ะวันของผม การไม่คิดอะไรเป็นการคิดที่เยี่ยมยอดที่สุดเเล้ว เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้ากาลเวลาความคิดของสิ่งมีชีวิตก็เหมือนไร้ค่า การไม่คิดอะไรเลย ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปเองนั้นคือความอนันต์ 

ผมลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาแล้วจึงลงไปทักทายกับคุณพ่อและคุณแม่ที่อยู่ชั้นล่าง บ้านของเราเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นที่อยู่แถบชานเมือง คุณพ่อทำงานบริษัทจึงไปทำงานได้สะดวก ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้านจึงสามารถไปซื้อของจากตลาดที่อยู่ใกล้ๆได้ ที่นี้จึงเป็นหลักปักฐานของครอบครัวเราตั้งแต่ผมจำความได้แล้ว ถึงสภาพจะเก่าไปหน่อยแต่ก็ถือว่ายังเเข็งแรง เห็นว่าก่อนที่ครอบครัวผมจะย้ายมาเคยมีครอบครัวหนึ่งเคยอาศัยอยู่ที่นี้ แต่ทั้งหมดก็ประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไปหมดแล้ว  

เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จแล้วผมก็ออกเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ นั่งรถเมล์จากปากซอยไปสิบนาที เดินต่ออีกห้านาที โรงเรียนของผมไม่ใหญ่มากนักแต่ก็มีนัดเรียนที่เดินทางเข้าไปในโรงเรียนอยู่คับคั่งทีเดียว ผมก้าวไปในฝูงชนนั้นตามปกติ  

เมื่อถึงห้องเรียนผมนั่งลงที่โต๊ะประจำของตัวเอง ความจริงแล้วห้องของผมจะจัดโต๊ะเรียนเป็นคู่ แต่ห้องผมดันมี39คน ดังนั้นผมจึงอาสาเป็นคนนั่งคนเดียวอย่างสมัครใจ ผมแขวนกระเป๋าไปกับมุมของเก้าอี้แล้วทิ้งตัวนั่งลง หันไปเปิดกระเป๋าแล้วหกยิบสมุดโน้ตเล่มหนึ่งขึ้นมา มันเป็นโน้ตเก่าๆที่บนหน้าปกมีชื่อของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเขียนไว้ด้วยรายมือเรียบร้อย สะอาด และสวยงาม ผมอมยิ้มเมื่อเห็นลายมือนั้น ผมชอบลายมือของเธอ เป็นลายมือที่เห็นแล้วสบายใจดี 

“วันนี้ออกไปเรียนช้ากว่าทุกวัน เพราะฉันตื่นสายเองนั้นล่ะ ฉันวิ่งจนหอบตัวโยนไปตามทางเดินที่คุ้นเคย ตอนขึ้นรถเมล์ก็บังเอิญเจอเพื่อนที่ห้องเข้า คุยกันนิดหน่อย เค้าว่าแปลกที่ฉันตื่นสาย นี่ทุกคนเห็นฉันเป็นตัวอะไรกัน? ฉันก็เป็นคนคนหนึ่งนะ จะทำพลาดสักอย่างก็ไม่เห็นแปลกไม่ใช่รึไง 

คาบบ่ายเป็นวิชาพละ ทำไมเค้าถึงคิดว่าเอาวิชากลางแจ้งมาไว้ตอนกลางวันแสกๆเป็นเรื่องดีกันนะ? ฉันหอบตัวโยนเลยตอนที่วิ่งรอบสนามวอร์มอัพเสร็จแล้ว เหงื่อไหลท่วมเลยล่ะ จะทำยังไงล่ะนี่” 

ทั้งหมดถูกเขียนเรียงกันไว้อย่างสะอาดตา ผมอ่านไปแล้วอมยิ้ม ผมชอบมุมมองความคิดของเธอ เธอเป็นคนที่เพอร์เฟ็คแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนทั่วไป เธอไม่ได้พูดถึงความสำเร็จของตัวเอง แต่จะเป็นความผิดพลาดเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นความดีของเธอก็สะท้อนออกมาตามตัวอักษรที่มีระเบียบเหล่านี้ อีกอย่างคือเธอเป็นคนที่รักการอ่านอย่างแท้จริง เธอมักจะลงบทวิจารณ์เล็กๆไว้ในท้ายไดอารีเสมอ วันนี้เป็นตอนต่อของ “คำสารภาพ”ของตอลสตอย ที่เธออ่านค้างไว้จากเมื่อวาน ดูเธอจะชอบเล่มนี้มากทีเดียว เธอรักการอ่านและเธอก็ต้องการให้คนอื่นเป็นเช่นนั้นด้วย ครั้งหนึ่งเธอเขียนว่าเธอแนะนเพื่อนหลายคนให้อ่านหนังสือที่เธอชอบ แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็ปฏิเสธกันพัลวัน 

“นี่ ว่างหรือเปล่า?” 

เสียงทักดังขึ้นจากด้านข้าง ที่นั่งผมอยู่ฝั่งริมสุดท้ายแถว เธอถึงยืนอยู่ทางด้านขวามือ ผมปิดไดอารีเล่มนั้นอย่างรวดเร็วแล้วหันหน้าไปทางต้นเสียง เธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ข้างหน้าห้อง สวมชุดนักเรียนซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวและกระโปรงยาวจนถึงกลางแข้ง ผมสีน้ำตาลธรรมชาติถูกรวบเป็นหางม้าแล้วผูกด้วยโบสีน้ำเงิน รูปหน้าเรียวเป็นรูปไข่ หน้าตาสระสวยอย่างผู้ใหญ่แต่ก็ยังคงแฝงด้วยความดื้อรั้นแบบเด็กๆในเเววตา 

“ว่างสิ มีอะไรเหรอ?” 

ผมตอบเด็กสาว ตอนนี้ยังแค่เจ็ดโมงเช้าเท่านั้น ยังมีเวลาก่อนเข้าแถวอีกครึ่งชั่วโมง ผมตอบไปตามตรง เธอไม่เปลี่ยนสีหน้าคว้าแขนขวาของผมแล้วพูด 

“ตามมาด้วยกันหน่อย” 

ผมลนลานเก็บไดอารีเล่มนั้นลงใต้โต๊ะแล้ววิ่งเหยาะๆตามเธอไป ถึงจะยังงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดผมก็ตามเธอว่าจนถึงหลังอาคารเรียนจนได้ ที่นั่นไม่มีใครอยู่นอกจากพวกเราสองคน หนึ่งอาจจะเพราะยังเช้าอยู่ สองคือแถวนี้ไม่ค่อยมีคนสัญจรมาอยู่แล้ว เธอปล่อยมือผมแล้วยืนค้างในท่าที่หันหลังให้ผม 

“มีอะไรเหรอ?” 

ผมถาม 

“ฉัน...นาย...” 

เธอกระซิบกระซาบ ผมจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูเธอ เธอสะดุ้งแล้วถอยห่างออกไปอีก 

“...(ยิ้ม) มีอะไรรึเปล่า?” 

“หะ?... เออ... อืม...” 

“??” 

“ความจริงก็คิดว่าเตรียมใจไว้แล้วน่ะ แต่พอลากนายมาความเตรียมใจมันก็ร่วงกราวไปตามพื้นหมดแล้ว ขอเวลาฉันซักหน่อยนะ” 

เธอพูดเร็วๆ หายใจเข้าออกช้าๆ ผมยืนรอ 

“ฉัน..” 

ดูเหมือนเธอจะเตรียมใจได้แล้ว 

“...ชอบนาย” 

กล่าวอย่างเต็มเสียงแล้วเงยหน้าที่ก้มหงุด บนแก้วปรากฏรอยเลือดฝาดจนแดงอย่างเห็นได้ชัด ที่หางตามีหยดน้ำเล็กประปรายอยู่ด้วย 

“งั้นเหรอ..” 

ผมยิ้ม ก้มหน้าลงต่ำ  

“ขอโทษด้วยนะ ผมมีคนที่ชอบอยู่แล้วน่ะ” 

ปฏิเสธไปในทันที การให้โอกาสเป็นเรื่องเลวทรามที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ รังแต่จะให้ความเจ็บปวดแก่เธอเท่านั้น ผมไม่เชื่อคำว่าลองคบกันไปก่อนนั้นหรอก ความรักต้องจริงจังและแน่วแน่ นั้นคือความคิดของผม 

เธออึ้งไปสักพัก น้ำตาค่อยไหลออกมาจากดวงตากลมโตนั้นที่ล่ะน้อย ผมสงสารเธอขึ้นมา แต่ความสงสารนั้นก็คือมีดปลายแหลม แค่เข้าไปใกล้ก็ทำร้ายคนได้แล้ว ผมยืนนิ่งๆอยู่ตรงนั้น ยิ้มให้เธอ หวังว่าเธอจะตัดใจไปจากผมซะ 

“นาย... รักเจ้าของสมุดเล่มนั้นเหรอ?” 

เธอกล่าวขึ้นมาหลังจากผ่านไปได้สักพัก บางทีเธอคงสังเกตุผมตอนอ่านมันล่ะมั้ง 

“แลกไดอารีกันอยู่เหรอ? เขาเป็นใครล่ะ? เป็นคนในห้องหรือเปล่า?” 

คำถามพรั่งพรูออกมาจากปากน้อยๆนั่น 

“ไม่ใช่หรอก เขาเคยเป็นนักเรียนของที่นี่แหล่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว” 

ตอบไปตามความจริง 

“??? ย้ายไปเรียนที่อื่นเหรอ?” 

“จะว่ายังงั้นก็ไม่เชิงหรอก” 

ถอนหายใจแล้วหันไปมองหน้าเธออีกครั้ง สายลมวูบลอดมาตามช่องว่างระหว่างอาคาร 

“เธอ ตายไปแล้วล่ะ” 

“หา?” 

“เธอตายไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อน ด้วยอุบัติเหตุ” 

“นายหมายความยังไง?” 

เธอทำสีหน้างุนงง  

“ผมชอบเธอคนนั้น คนที่เคยอาศัยอยู่ที่บ้านของผมก่อนหน้าผมหลายปีซึ่งตอนนี้ตายไปแล้ว” 

ผมพูดแต่ล่ะคำอย่างชัดเจน 

“ถ้างั้นนายจะรักเค้าได้ยังไงล่ะ? เค้าตายไปแล้วนะ?” 

เธอกล่าวแบบไม่เชื่อหูตัวเอง  

“ทำไมจะรักไม่ได้ล่ะ? เธอก็อยู่ในสมุดเล่มนั้นไง ในสมุดเล่มนั้นมีเธออยู่ ตัวเธอที่ยังมีชีวิตอยู่” 

“ไม่ ไม่ใช่หรอก เธอตายไปแล้ว นั้นมันก็แค่ความทรงจำของเธอไม่ใช่รึไง?” 

“อาจจะใช่ก็ได้ แต่ว่านะ ผมตกหลุมรักเธอ ทุกอย่างของเธอ ลายมือของเธอ ความคิดของเธอการกระทำของเธอ ชีวิตประจำวันของเธอ ทุกการกระทำที่ไดอารีนั้นบันทึกไว้คือตัวเธอที่ผมรักยังไงล่ะ” 

“นายจะบ้าเหรอ? เธอตายไปแล้วนะ นายก็พูดเอง” 

“ใช่ตัวเธอตายไปแล้ว แต่วิญญาณเธอยังอยู่ในสมุดเล่มนั้นนะ ความรักผมจะยังอยู่ที่นั้นตราบเท่าที่ผมยังมีลมหายใจอยู่” 

ผมกล่าวทุกคำอย่างหนักแน่น ความรักต้องจริงจังและแน่วแน่ เป็นภูผาที่ไม่มีวันล่ม เป็นสายลมที่พัดกรรโชกและเป็นแสงอาทิตย์ที่ให้ความอบอุ่นแก่ดวงวิญญาณ เมื่อได้อ่านไดอารีเล่มนั้นผมรู้สึกเหมือนมีไอร้อนอุ่นๆเกาะกุมหัวใจ เหมือนได้รับการเยียวยา เมื่ออ่านเรื่องของเธอ จินตนาการถึงท่าทางของเธอ ถึงหน้าตาของเธอ สิ่งเหล่านั้นสร้างความสุขให้แก่ผม 

“ผมรักเธอ ในไดอารีนั้น และสิ่งนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” 

“แต่เธอ...” 

เธอเงียบไปกลางคัน เธอเป็นคนฉลาด คงรู้ดีว่าพูดต่อไปก็คงไร้ประโยชน์จึงเงียบ ก้มหน้าลง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง 

“นายไม่...เจ็บปวดเหรอ?” 

... 

... 

... 

“หมายความว่าไง เจ็บปวด? ความรักเป็นสิ่งสวยงามนะ? แค่คิดถึงเธอคนนั้น แค่ได้อ่านสมุดเล่มนั้นผมก็มีความสุขแล้ว ผมจะมีความเจ็บปวดที่ตรงไหนกัน?” 

“เธอตายไปแล้ว นายไม่สามารถเจอเธอได้แล้ว ไม่สามารถพูดคุย ไม่สามารถสัมผัสกันได้อีกแล้ว” 

“....” 

“ไม่สามารถไปเที่ยวด้วยกัน ไปดูหนังด้วยกัน นั่งกุมมือกัน มองผู้คนที่ผ่านไปมาแล้วหัวเราะอย่างสนุกสนาน นายจะต้องนั่งคนเดียว ยิ้มคนเดียว พูดคุยอยู่คนเดียว กุมมือตัวเอง มองไปที่ผู้คนแล้วยิ้มอย่างข่มขื่นเพราะข้างกายนายไม่มีใคร นี่คือความเจ็บปวดของนายไม่ใช่รึไง” 

“บ้าแล้ว ที่เธอพูดมันก็แค่เรื่องไร้สาระที่คนเราทำไปเพื่อเยียวยาจิตใจที่อ่อนแอเท่านั้นแหล่ะ เป็นชีวิตของคนที่อยู่กับช่วงเวลานี้ เป็นความไม่อนันต์” 

“แต่ว่านั้นก็คือชีวิตของเรานะ เราเกิด เราตาย ชีวิตนั้นสั้น ดังนั้นอย่างน้อยจึงต้องมีคนคอยปลอบประโลมเราจากความเศร้าของชีวิต เดินหน้าต่อไป แต่นายไม่มีสิ่งนั้นหรอก สมุดโน้ตนั้นช่วยนายไม่ได้หรอก นายจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว” 

“เธอพูดจาเหลวไหล นั้นคือขีดจำกัดของชีวิต แต่ความรักของผมไม่ใช่ ความรักของผมเป็นอนันต์ ไ่ม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของกาลเวลาผมก็ยังจะรักเธออยู่ เธอไม่เข้าใจสิ่งนี้หรอก เธอแค่พาลเท่านั้น ผมไปล่ะเดี๋ยวจะเข้าแถวแล้ว” 

เธอคุยไม่รู้เรื่องแล้ว ป่วยการจะยืนพูดต่อไป ผมหันหน้าหนีแล้วตรงไปยังห้องเรียน หยิบสมุดเล่มนันจากใต้โต๊ะแล้ววิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้า ที่นี้เป็นความลับของผมเพียงคนเดียว เพราะผมบังเอิญไปเจอกุญแจของประตูกั้นดาดฟ้าตกอยู่บนทางเดิน แล้วผมก็ไม่คิดจะเอาไปคืนด้วย เพราะวิวของเมือจากบนดาดฟ้านี้มันช่างสวยงามเหลือเกิน กริ่งเข้าแถวดังแล้ว ผมโกหกเธอ ผมไม่คิดจะไปเข้าแถวตั้งแต่เเรกแล้วจึงเอาหูฟังซึ่งเชื่อมอยู่กับโทรศัพท์ขึ้นมาฟังเพลง 

“วันนี้ก็เป็นเช้าที่สดใสเช่นเคย ฉันตรงมายังโรงเรียนดั่งทุกครั้ง แต่คราวนี้ฉันเจอลูกแมวด้วยล่ะ ตัวขาวโพลน ขนปุกปุยน่ารักเลย ฉันก้มเล่นกับมันที่หน้าปากซอยบ้าน มันตัวเล็กน่ารัก ดูเหมือนจะยังเป็นลูกแมวอยู่ ตอนที่เล่นอยู่ก็ได้ยินเสียงขู่ฟ่อมาจากด้านหลัง พอหันไปดูก็เห็นแมวตัวใหญ่กำลังตั้งท่าจะข่วนฉันอยู่ ใจเย็นสิ ฉันร้องออกไปก่อนจะผละออกมาจากตรงนั้น โธ่ ฉันไม่ได้จะทำร้ายลูกแมวสักหน่อย สงสัยแมวตัวนั้นคงเป็นแม่ของมัน 

คาบคณิตวันนี้ยากจังเลย ฉันตามไม่ทันหลายจุด แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือตอนฉันไปถามพวกคนเก่งๆในห้อง พวกเขาก็เอาแต่พูดว่าฉันน่ะเก่งอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาสอนหรอก โธ่ ทำไมฉันถึงได้มีอิมเมจเป็นเด็กอัจฉริยะแบบนั้นนะ เทอมที่แล้วฉันได้เกรดคณิตแค่ 1.5เองนะ 

คาบบ่ายฉันเหม่อนิดหน่อย ไม่รู้เป็นอะไรแต่ทำของหล่นบ่อยมากจนเพื่อนๆทักเชียวล่ะ บางทีเดินๆอยู่ก็สะดุดล้มในที่ที่ไม่มีอะไรด้วย นี่ฉันเป็นอะไรไปนะ? สมองพังจากคณิตเมื่อเช้าหรือเปล่า? ว่าไปนั่น ฮะ ฮะ ฮะ 

อ๊ะ แต่ลืมไปว่าพรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางแล้วนี่น่า พรุ่งนี้หยุดยาวนี่น่า! ฉันกลับถึงบ้านแล้วจึงค่อยเตรียมเสื้อผ้าข้าวของ ฉันข้าวของไม่เยอะหรอก ส่วนมากจะเป็นหนังสือเสียมากกว่า ฮะ ฮะพอเตรียมเสร็จก็มานั่งเขียนไดอารีนี่แหล่ะ ลืมไปเลยว่าพรุ่งนี้ต้องไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ รู้งี้น่าจะยืม “อาชญากรรมกับการลงทัณฑ์”มา แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวกลับมาค่อยไปอ่านต่อก็ได้” 

สุดท้ายเธอก็ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นต่อ เพราะรถของเธอประสบอุบัติเหตุและตกลงมาจากความสูงหลายร้อยเมตร ทุกคนในนั้นเสียชีวิตหมดรวมถึงเธอเองด้วย 

ผมนั่งเหม่อบนดาดฟ้า คิดทบทวนถึงคำพูดของเด็กสาวที่มาบอกรักกับผม เธอว่าความรักของผมมันผิด การรักกับคนที่ตายแล้วมันเป็นไปไม่ได้ แต่มันจะเป็นไปไม่ได้ได้ยังไงในเมื่อเธอยังอยู่ที่ตรงนี้ ในสมุดโน้ตเล่มนี้ ผมกอดมันไว้ในอ้อมอก 

ในตอนนั้นผมก็รู้สึกได้ ว่ามันช่างเย็นเฉียบเหลือเกิน สมุดโน้ตเล่มนั้นที่ผมมองเพียงภาพมายาที่มันฉายออกมา ทั้งหมดเป็นเพียงตัวแทนแห่งความนึกคิดของเธอที่เป็นเด็กสาวที่ตายไปแล้ว เธอจะไม่มีวันได้เล่นกับลูกแมวตัวนั้นอีก จะไม่มีวันได้เรียนคณิตที่เธอเกลียดหนักหนาอีก จะไม่มีวันได้อ่านหนังสอที่เธออ่านค้างไว้อีก เธอหยุดนิ่งโดยสมบูรณ์ ความรู้สึกที่ผมอัดอั้นไว้เริ่มพรั่งพรูขึ้นมาอีก เป็นความรู้สึกที่ผมปิดกั้นไว้ตลอดมา   

“ความโหยหา” ใช่แล้ว สิ่งที่เด็กสาวนั้นพูดถูก 

ผมเจ็บปวด  

เจ็บปวดที่เธอตายไปแล้ว 

เจ็บปวดที่ผมไม่สามารถเจอเธอ 

เจ็บปวดที่ผมไม่สามารถพูดคุยกับเธอ 

เจ็บปวดที่ไม่สามารถไปเที่ยวด้วยกันได้ 

เจ็บปวดที่ไม่สามารถไปดูหนังด้วยกันได้  

เจ็บปวดที่ไม่สามารถกุมมือกันได้ 

เจ็บปวดที่ต้องนั่งคนเดียว 

เจ็บปวดที่ต้องยิ้มคนเดียว 

ผมเคยคิดว่าสิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งลวงหลอก เป็นน้ำผึ้งแห่งชีวิต ทว่ามันช่างดึงดูดผมเหลือเกิน ผมไม่สามารถต้านทางความรู้สึกเหล่านั้นได้ ผมพยายามต้านมันไว้อย่างสุดแรง แต่คำพูดเหล่านั้นคือตัวทลายเขื่อนให้พังทลายลง ความรู้สึกโหยหาถาโถมมายังจิตใจ 

ความเจ็บปวดเหล่านั้นแผดเผาผม แสงอบอุ่นที่เคยปกคลุมหัวใจร้อนรุ่มขึ้นมา แรงดึงดูดดูราวกับแรงกว่าตลอดมา มันดึงผมให้จมลงในความมืดมิด ผมอยากเล่นลูกแมวตัวนั้นกับเธอ อยากไปสอนวิชาคณิตให้ อยากเป็นคนคอยระวังทางให้เธอ อยากไปนั่งอ่านหนังสือข้างๆกันในห้องสมุด แนะนำหนังสือให้กันและกัน หัวเราะด้วยกันตอนคุยสัพเพเหระ 

ทว่าชีวิตของเธอจบไปเเล้ว ชีวิตของคนไม่นิรันดร์เมื่อเวลามาถึงมันจะสิ้นสุดลง เวลาของเธอมาถึงแล้ว เธอตายไปแล้ว แต่ผมยังอยู่ ผมเกลียดข้อเท็จจริงนี้ ผมอยากสัมผัสเธอ อยากรับรู้เธอ อยากจะให้เธอเป็นนิรันดร์ แต่ตัวเธอซึ่งตกตายไปแล้วนั้นไม่มีทางฟื้นคืน เธอจะยังคงตายอยู่อย่างนั้นไม่ว่าผมจะเจ็บปวดเพียงใด ผมจึงคิดที่จะกลายเป็นนิรันดร์ เป็นความจริงเที่ยงแท้ของหลังชีวิต เธอคือความนิรันดร์ หลับไหลอยู่ในห้วงแห่งความตายอันสงบและนิรันดร์ ผมจะไปหาเธอ ผมกอดสมุดโน้ตเล่มนั้นไว้ในอกแล้วค่อยออกเเรงผลักเบาๆดันตัวเองออกจากขอบดาดฟ้า 

และตกลงสู่เธอ 

 

ผลงานอื่นๆ ของ Lonelyheart_Club

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น