God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 210 : ตอนที่ 200 รั่วอวี่ปะทะหนิงหว่าน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 470
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    28 ม.ค. 64

                ซ่งไป่หลางมองภาพบนลานประลองก่อนจะถอนหายใจเบาๆ หากการโจมตีเมื่อครู่ประสบผลสำเร็จอย่างน้อยกั่วจื้อจะต้องได้รับบาดเจ็บและทำให้เทียนอี้และเยว่จิงได้เปรียบมากขึ้นหลายส่วน อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่ากั่วจื้อและหยูสือเป็นคู่หูที่มีประสบการณ์มากจริงๆ พวกมันฝึกฝนและต่อสู้ร่วมกันจนชำนาญ กระทั่งคนหนึ่งมีอันตรายอีกคนก็สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้อย่างรวดเร็วไม่มีเสียเวลาแม้แต่น้อย

            แม้ว่าเทียนอี้ร่วมมือกับเยว่จิงจะเป็นการส่งเสริมจุดเด่นของทั้งสองฝ่ายให้เด่นชัดขึ้น ทว่าก็ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าจะเอาชนะคู่หูอย่างกั่วจื้อและหยูสือได้หรือไม่

            ทั้งสองฝ่ายเว้นระยะห่างออกจากกันอีกครั้ง กั่วจื้อและหยูสือมีท่าทีเคร่งขรึมและไม่หลงเหลือร่องรอยของการสบประมาทคู่ต่อสู้ที่ระดับพลังต่ำกว่าตนเองอีกต่อไป ขณะเดียวกันกระบี่เยว่จิงก็ได้ล่องลอยเข้าไปอยู่ในมือของเทียนอี้อีกครั้ง เด็กหนุ่มวาดกระบี่และตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างสง่างามและสงบนิ่ง

            เมื่อหนึ่งคนหนึ่งกระบี่กลับมารวมกันเจตจำนงกระบี่บริสุทธิ์อันแหลมคมก็ยิ่งทวีความเฉียบคมมากขึ้น ครานี้เทียนอี้เป็นฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหว สองมือวาดกระบี่ออกในแนวราบสร้างคลื่นกระบี่ที่มองดูราวกับการใช้พู่กันลากเส้นขอบฟ้า

            ดวงตาของกั่วจื้อและหยูสือหดแคบ พวกมันตระหนักได้แล้วว่าสิ่งที่ร้ายกาจที่สุดของฝ่ายตรงข้ามก็คือเคล็ดวิชาที่เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างอันไม่อาจป้องกันได้ ดังนั้นก่อนที่เส้นคลื่นกระบี่จะมาถึงตัวร่างของคนทั้งสองก็ทะยานขึ้นจากพื้นหลบเลี่ยงคลื่นกระบี่อย่างเยือกเย็น

            เทียนอี้ใช้ปลายกระบี่ปักลงพื้นหินก่อนที่จะสะบัดเบาๆทันใดนั้นกระเบื้องหินก็แตกกระจาย ปลายกระบี่เยว่จิงงัดเอาเศษกระเบื้องหินที่หลุดลอยขึ้นมาพุ่งซัดเข้าใส่ร่างของกั่วจื้อ

            เทียบระหว่างคนทั้งสอง กั่วจื้อเชี่ยวชาญด้านการโจมตีและมีพลังทำลายรุนแรงแต่ไม่ได้มีความเร็วหรือการป้องกันที่โดดเด่นนัก หยูสือมีพลังโจมตีด้อยกว่าแต่กลับชดเชยได้ด้วยความเร็วและการเคลื่อนไหว หากจะต้องกำจัดหนึ่งในสองคนนี้เทียนอี้ย่อมเลือกจัดการกั่วจื้อเป็นอันดับแรก

            มองดูเศษกระเบื้องหินที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด กั่วจื้อจึงขยับแขนใช้ปลายหอกรับเศษกระเบื้องหินเอาไว้ ทันทีที่ปลายหอกสัมผัสกับเศษกระเบื้องหินมันก็ทำให้กระเบื้องหินแตกกระจุยเป็นฝุ่นผงทันที ทว่าสิ่งที่ตามมาหลังเศษกระเบื้องหินกลับเป็นคลื่นกระบี่ที่แหลมคมทำให้กั่วจื้อตั้งตัวไม่ทัน

            หยูสือจับตามองการเคลื่อนไหวของเทียนอี้ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่ากั่วจื้อกำลังจะพลาดท่าให้กับการโจมตีลวงมันจึงไม่รอช้าที่จะใช้ศรกรีดเมฆายิงศรวายุเข้าปะทะกับคลื่นกระบี่ของเทียนอี้เพื่อปัดเบี่ยงทิศทางของมัน

            เทียนอี้ตระหนักได้อยู่แล้วว่ามันย่อมไม่สามารถกำจัดกั่วจื้อได้ด้วยกลลวงเล็กน้อย ดังนั้นทั้งเศษกระเบื้องหินรวมถึงคลื่นกระบี่ต่างก็เป็นเพียงกลลวงประการหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดหมายสุดท้ายทั้งสิ้น

            เคล็ดกระบี่ตัดมิติ กระบี่ฟาดฟันพริบตา

            หนึ่งคนหนึ่งกระบี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาวูบไหวตัดทะลุห้วงมิติและปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของกั่วจื้อ ดวงตาของกั่วจื้อและหยูสือเบิกตากว้าง เมื่อครู่นี้พวกมันต่างก็ถูกดึงดูดความสนใจจากกระเบื้องหินและคลื่นกระบี่ แต่พริบตาเดียวที่พวกมันละสายตาจากเทียนอี้ ร่างของเด็กหนุ่มก็ได้หายตัวไปและมาปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของพวกมันแล้ว

            ฉัวะ!! กั่วจื้อตกตะลึงทันทีที่พบว่าลำตัวของมันมีบาดแผลของกระบี่ตัดผ่าน หากไม่ใช่เพราะบนลานประลองแห่งนี้มีค่ายกลที่ช่วยป้องกันการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิต เกรงว่ากระบี่นี้คงสังหารชีวิตของมันไปแล้ว

            กั่วจื้อออกมาตามกฎของการประลอง ผู้ที่ได้รับการช่วยชีวิตด้วยค่ายกลปกป้องจะต้องออกจากสนามประลองเพราะถือว่าได้พ่ายแพ้ไปแล้ว กั่วจื้อไม่คิดเลยว่ามันจะพ่ายแพ้ให้กับคนที่มีพลังต่ำกว่าตนเองหลายขั้นเช่นนี้

            หยูสือมองเห็นคู่หูของตนเองถูกส่งออกนอกลานประลองอย่างรวดเร็วดวงตาของมันก็เผยความจนใจออกมา อย่าลืมว่าคู่ต่อสู้ของมันไม่ใช่แค่เทียนอี้เพียงแค่คนเดียวแต่ยังมีเยว่จิงที่อยู่ในสภาพกระบี่ด้วย ก่อนหน้านี้มันเคยเห็นเทียนอี้ประลองกับจักรพรรดิปฐพีที่อ่อนแอกว่ามันเสียอีกแต่ก็ยังได้รับความพ่ายแพ้ มันตระหนักได้ว่าลำพังพลังของเทียนอี้ยังไม่นับว่าแข็งแกร่งเพียงพอที่จะเอาชนะมันได้ แต่การที่เทียนอี้สามารถจัดการกั่วจื้อได้เช่นนี้ก็เพราะการรวมพลังของหนึ่งคนหนึ่งกระบี่อย่างแน่นอน

            หยูสือประเมินไม่ผิด พลังของเทียนอี้ยังไม่เพียงพอที่จะเอาชนะกั่วจื้อได้กระทั่งการต่อสู้ตัวต่อตัว ทว่าเมื่อมันถือกระบี่เยว่จิงเอาไว้ในมือ ไม่เพียงช่วยให้เจตจำนงกระบี่ของคนทั้งสองสอดประสานกันแต่ยังเพิ่มพูนประสิทธิภาพของเคล็ดวิชากระบี่ตัดมิติที่คนทั้งสองฝึกฝนอยู่ด้วย ยกตัวอย่างเช่นการโจมตีสุดท้ายเคล็ดกระบี่ฟาดฟันพริบตา หากเทียนอี้ใช้ออกด้วยลำพังพลังของตนเองก็ไม่มีทางรวดเร็วพอที่จะจัดการกับกั่วจื้อได้ แต่เพราะทั้งสองใช้พลังและกระบวนท่าร่วมกันจึงมีผลเช่นนี้

            เทียนอี้ตั้งท่าเตรียมพร้อมทว่าเสียงของหงหยุนก็ดังขึ้นมาก่อน พอแล้ว หยุดการประลองเท่านี้

            ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์อีกแล้ว ความสามารถของเทียนอี้และเยว่จิงเมื่อร่วมมือกันสามารถเอาชนะกั่วจื้อได้ ใช้เวลาอีกไม่นานย่อมส่งหยูสือออกจากลานประลองได้เช่นกัน หงหยุนไม่มีความสงสัยในความแข็งแกร่งของเด็กทั้งสองอีกต่อไป

            เช่นนั้น ต่อไปแม่หนูรั่วอวี่ เจ้าลองประลองกับหนิงหว่านดูสักครั้งหรือไม่หงหยุนเอ่ยถาม เนื่องจากรั่วอวี่และซ่งไป่หลางเองก็ต้องเข้าร่วมการประลองด้วย แม้หงหยุนจะค่อนข้างเชื่อมั่นในพลังของรั่วอวี่ตามการประเมินของตนเอง แต่มันก็ยังคงจำเป็นต้องทดสอบนางอยู่ดี

            จับคู่รั่วอวี่กับหนิงหว่านอาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย เพราะหนิงหว่านนั้นเป็นจักรพรรดิปฐพีที่โดดเด่นที่สุดในสถาบัน หงหยุนเชื่อว่านางเหนือกว่าจักรพรรดิปฐพีทุกคนในดินแดนร้อยประตู ดังนั้นขอเพียงรั่วอวี่รับมือหนิงหว่านได้ระดับหนึ่งหงหยุนก็รู้สึกพึงพอใจมากแล้ว

            สำหรับความสามารถของซ่งไป่หลางนั้นหงหยุนก็อยากที่จะทดสอบเพิ่มเช่นกัน เพียงแต่มันยังหาวิธีการที่เหมาะสมไม่ได้ อย่างน้อยมันก็พอจะมีความเข้าใจเบื้องต้นจากการทดสอบประจำเดือนครั้งก่อนดังนั้นมันจึงอยากเห็นความสามารถของรั่วอวี่มากกว่า

            รั่วอวี่ไม่ได้ปฏิเสธหรือต่อต้าน หนิงหว่านเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร อันที่จริงความสัมพันธ์ของหญิงสาวทั้งสองนับว่าเป็นสหายที่ค่อนข้างดีต่อกัน ทว่ากลับไม่ได้รู้จักพลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายมากนัก ดังนั้นในใจลึกๆคนทั้งสองจึงมีความรู้สึกต้องการที่จะทดสอบฝีมือของอีกฝ่ายมานานแล้ว

            ร่างอันงดงามของหญิงสาวทั้งสองคนยืดหยัดอยู่คนละฝั่งของลานประลอง หงหยุนลอบถามซ่งไป่หลาง เจ้าคิดว่ารั่วอวี่จะรับมือกับหนิงหว่านได้นานเพียงใด

            ซ่งไป่หลางเลิกคิ้วก่อนจะยิ้ม ท่านควรจะถามว่าระหว่างพวกนางใครจะเป็นผู้ชนะมากกว่า

            เอ้ะหงหยุนตกตะลึงเล็กน้อยก่อนที่มันจะส่ายหน้า แม้ว่ารั่วอวี่จะแข็งแกร่งและโดดเด่นมากด้วยอายุของนางแต่หงหยุนก็ไม่เชื่อว่านางจะสามารถเอาชนะหนิงหว่านได้ มันเชื่อมั่นในพรสวรรค์ของหนิงหว่านมากจริงๆ

            ในมุมมองของซ่งไป่หลางนั้นหนิงหว่านอาจจะค่อนข้างพิเศษแต่นางก็ไม่ใช่คนเดียวที่มีความพิเศษนั้น รั่วอวี่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแต่เป็นผลของต้นมหาพฤกษา พรสวรรค์ของนางในการควบคุมพลังธาตุพฤกษาไม่สามารถเทียบเคียงได้กับผู้ปรุงโอสถทั่วไป สามารถเอ่ยได้ว่าอาศัยเพียงการควบคุมพลังธาตุพฤกษาที่โดดเด่นของนางก็ชดเชยกับเคล็ดเหมันต์นิรันดร์ของหนิงหว่านได้เลยทีเดียว

            ทันทีที่สัญญาณเริ่มประลองดังขึ้น บรรยากาศบนลานประลองก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงทันที ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นที่พื้นลานประลองทั้งสองฝั่ง ด้านหนึ่งพื้นกระเบื้องหินถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเย็นยะเยือก อีกด้านหนึ่งปรากฏรากไม้และพืชพรรณเจริญงอกงามขึ้นในเสี้ยวพริบตา

            หงหยุนนั้นสืบประวัติของรั่วอวี่มาบ้างแล้ว นางไม่ได้ใช้ชื่อปลอมดังนั้นการหาข้อมูลของนางจึงไม่ใช่เรื่องยาก นางเป็นศิษย์ยอดพฤกษาของสำนักพงไพรดังนั้นหงหยุนจึงรู้อยู่แล้วว่านางมีความเชี่ยวชาญพลังธาตุพฤกษา แต่เมื่อเห็นนางใช้พลังที่แท้จริงหงหยุนก็ตระหนักได้ว่ามันประเมินพลังของนางต่ำเกินไปมาก

            เห็นได้ชัดว่าบนลานประลองนั้นพื้นที่ครึ่งหนึ่งทางด้านหนิงหว่านถูกปกคลุมด้วยไอเย็นที่รุนแรงพอจะพรากชีวิตของหมู่มวลพฤกษาไปจนหมดสิ้น ทว่ารั่วอวี่ยังสามารถใช้พลังของนางกระตุ้นให้พฤกษาเติบโตขึ้นอีกทั้งพฤกษาที่นางปลูกยังต้านทานไอเย็นที่สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นราชันยุทธ์อย่างง่ายดาย

            หนิงหว่านเองก็ตกตะลึงเช่นกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเผชิญหน้ากับผู้ใช้พลังธาตุพฤกษาทว่าที่ผ่านมาพลังธาตุเหมันต์วารีของนางสามารถจัดการกับผู้ใช้พลังธาตุพฤกษาได้อย่างง่ายดาย ต่อให้อีกฝ่ายมีพลังสูงกว่านางเล็กน้อยก็ยังไม่สามารถใช้พลังออกมาได้เต็มที่ต่อหน้านาง

            ทว่ารั่วอวี่กลับสามารถใช้พลังของนางออกมาได้อย่างง่ายดายแม้จะอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบ หนิงหว่านตระหนักได้ทันทีว่าพลังธาตุพฤกษาของรั่วอวี่นั้นเหนือกว่าผู้ใช้พลังธาตุพฤกษาทุกคนที่นางเคยพบเจอ

            รั่วอวี่เองก็ลอบประหลาดใจเช่นกัน แม้นางจะรู้ดีว่าเคล็ดเหมันต์นิรันดร์ของหนิงหว่านไม่ใช่เคล็ดเหมันต์วารีทั่วไปทว่านางก็ยังเชื่อมั่นในพลังธาตุพฤกษาของตนเองมาก แต่เวลานี้นางกลับไม่สามารถแผ่ขยายพลังธาตุพฤกษาให้เข้าไปด้านในพื้นที่ของหนิงหว่านได้เลย นั่นแสดงให้เห็นว่านางมีระดับพลังที่สามารถกดข่มพลังธาตุพฤกษาได้มากจริงๆ

            หญิงสาวทั้งสองสบตากันชั่วขณะก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมเพรียงกัน

            ผ้าแพรของหนิงหว่านโบกสะบัดราวกับมีชีวิต ทันทีที่ผ้าแพรของนางสะบัดออกไอเย็นอันหนาวเหน็บก็ถูกซัดเข้าหารั่วอวี่ ขณะเดียวกันหญิงสาวผู้เป็นตัวแทนของหมู่มวลพฤกษาได้วาดแขนของนางออก ทันใดนั้นรากไม้ขนาดยักษ์ก็ขยับเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต โอบร่างของรั่วอวี่เอาไว้ภายในราวกับอัศวินที่กำลังปกป้องผู้เป็นราชินี

            ไอเย็นปรากฏขึ้นบนรากไม้ทว่าไม่สามารถแช่แข็งรากไม้จนเหี่ยวเฉาได้ หนิงหว่านขยับผ้าแพรของนางไปมาแต่กลับพบว่าไม่สามารถโจมตีใส่รั่วอวี่ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของรากไม้ได้เลยแม้แต่น้อย

            ขณะที่กำลังโจมตี หนิงหว่านพลันรู้สึกได้ถึงอันตรายจึงขยับกายหลบอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นรากไม้จำนวนหนึ่งก็เจาะทะลวงแผ่นน้ำแข็งและกระเบื้องศิลาออกมาทิ่มแทงใส่ตำแหน่งที่นางเคยยืน

            รากไม้ของนางสามารถเจาะทะลวงพลังเหมันต์วารีของข้าอย่างง่ายดาย ช่างร้ายกาจนักหนิงหว่านตกตะลึงเล็กน้อย นางกวาดผ้าแพรออกแล้วใช้ผ้าแพรตัดสะบั้นรากไม้ที่พุ่งเข้าโจมตีออก ทว่ารากไม้เหล่านั้นกลับหลบหลีกการโจมตีของนางได้อย่างพริ้วไหว

            เมื่อหนิงหว่านเห็นว่านางไม่สามารถรับมือกับรากไม้ของรั่วอวี่โดยง่ายนางจึงใช้วิธีเร่งพลังเหมันต์วารีสร้างม่านน้ำแข็งเพื่อทำการแช่แข็งรากไม้ภายใต้กระเบื้องหินเอาไว้ แม้ว่ารากไม้ของรั่วอวี่จะต้านทานพลังเหมันต์วารีได้ในระดับหนึ่ง แต่หลังจากที่หนิงหว่านกระตุ้นและเพิ่มพลังของนาง กระทั่งรากไม้ของรั่วอวี่ก็ยังเชื่องช้าลงหลายส่วน

            พลังเหมันต์วารีของนางแข็งแกร่งจริงๆ รากไม้ของข้าไม่สามารถโจมตีได้เต็มกำลัง อย่างมากก็มีพลังประมาณหกในสิบส่วนเท่านั้นรั่วอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ดีที่นางมีพืชที่เหมาะสมสำหรับรับมือผู้ใช้พลังธาตุวารีเหมันต์อยู่แล้ว เมล็ดพันธุ์พืชกำหนึ่งปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของนางก่อนที่นางจะโปรยมันออกไปด้านหน้า

            ทันใดนั้นเมล็ดพืชก็แตกออกเป็นต้นอ่อนและค่อยๆเจริญเติบโต พืชชนิดนี้มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติมาก นั่นเพราะมันเป็นพืชประเภทพิเศษที่หาได้ยากและแม้แต่ผู้ปรุงโอสถระดับเงินก็ยังยากจะเพาะปลูกมันขึ้นมา

            หนิงหว่านไม่รู้จักพืชนี้ แต่ซ่งไป่หลางนั้นรู้จักเป็นอย่างดี รอยยิ้มจางๆปรากฏขึ้นบนมุมปากของชายหนุ่ม

            ต้นพฤกษาโลหิตเยือกแข็งนับว่าเป็นพืชที่เหมาะกับการรับมือผู้ใช้พลังเหมันต์วารีมากทีเดียว คุณสมบัติของมันก็คือการกลืนกินและดูดซับไอเย็นและออกผลโลหิตน้ำแข็งออกมา เมื่อผลโลหิตน้ำแข็งถือกำเนิดมันสามารถแปรสภาพกลายเป็นเมล็ดโลหิตน้ำแข็งได้

            เมล็ดโลหิตน้ำแข็งเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดของต้นโลหิตเยือกแข็ง รั่วอวี่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจต้นโลหิตเยือกแข็งก็เติบโตจนถึงระดับที่นางต้องการ จากนั้นหนิงหว่านก็รู้สึกว่าพลังเหมันต์วารีของนางถูกต้นไม้ประหลาดนั้นดูดเข้าไป

            ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ผลิบานขึ้นบนต้นโลหิตเยือกแข็ง ก่อนที่จะมีผลไม้สีขาวลักษณะคล้ายก้อนน้ำแข็งค่อยๆปรากฏขึ้นตามมา

            ทันใดนั้นดอกไม้สีขาวก็ขยับเคลื่อนไหวและมันพ่นเอาเมล็ดน้ำแข็งขนาดเล็กออกมาโดยมีเป้าหมายที่ร่างของหนิงหว่าน

            หญิงสาวไม่ประมาทเมล็ดน้ำแข็งขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้ นางสร้างม่านน้ำแข็งหนาขึ้นมาขวางก้านด้านหน้าของตนเองเอาไว้ ทว่าทันทีที่เมล็ดน้ำแข็งปะทะเข้ากับม่านน้ำแข็ง หนิงหว่านจึงพบว่าเมล็ดน้ำแข็งขนาดเล็กเหล่านี้แท้จริงร้ายกาจทรงพลังเพียงใด

            ม่านน้ำแข็งแตกออกเป็นรูเล็กๆและเมล็ดน้ำแข็งก็เจาะทะลุเข้ามาใกล้ร่างของหนิงหว่านเต็มที หากไม่ใช่เพราะนางไม่ประมาทและสร้างม่านน้ำแข็งเอาไว้หนาพอนางคงถูกเมล็ดน้ำแข็งเหล่านี้ฝังหรือทะลวงร่างของนางจนพรุนไปแล้ว

            พืชของนางดูดซับพลังเหมันต์วารีและนำออกมาเป็นอาวุธ ร้ายกาจจริงๆหนิงหว่านไม่เคยเจอกับผู้ใช้พลังธาตุพฤกษาที่ครอบครองพืชแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน นางใช้ผ้าแพรสะบัดออกและใช้เคล็ดอ่อนหยุ่นเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของเหล่าเมล็ดน้ำแข็ง ดังนั้นจึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้

            รั่วอวี่ใช้ต้นพฤกษาโลหิตเยือกแข็งเป็นดั่งพลธนูที่ซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันนางก็ได้ปลูกแส้เถาวัลย์สีโลหิตขึ้นมาเส้นหนึ่ง แส้โลหิตสีแดงนี้คือเถาวัลย์อัคคี มันมีคุณสมบัติตามธรรมชาติคือมีพลังธาตุอัคคีแฝงอยู่ภายในสูงมาก ดังนั้นแม้จะอยู่ภายใต้อากาศอันหนาวเหน็บแต่มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อเถาวัลย์นี้เลยแม้แต่น้อย กระทั่งรั่วอวี่ยังต้องใช้เถาวัลย์ที่มีคุณสมบัติต้านทานไฟผูกกับมันเอาไว้เพราะไม่กล้าจับต้องเถาวัลย์อัคคีตรงๆ

            รั่วอวี่สะบัดแส้ของนางเข้าปะทะกับผ้าแพรของหนิงหว่าน ภาพของหนึ่งเถาวัลย์หนึ่งผ้าแพรที่สะบัดไปมาอย่างแช่มช้อย ฟากหนึ่งของลานประลองเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาสีขาวบริสุทธิ์ อีกด้านเป็นพืชพรรณที่เติบโตละลานตา หญิงงามทั้งสองที่กำลังเคลื่อนไหวราวกับกำลังร่ายรำ ช่างเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดทว่าก็งดงามในเวลาเดียวกัน


-----------------------

ตอนนี้ผมลงฟรีเพราะชดเชยที่ลงไม่ทันเมื่อคืนนะครับ สองตอนของวันนี้จะพยายามให้เสร็จก่อนตอนดึกแต่ถ้าไม่ทันก็จะลงฟรีชดเชยพรุ่งนี้แทนครับ ขออภัยครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น