God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 211 : ตอนที่ 201 กุญแจแห่งโชคชะตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 298
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    2 ก.พ. 64

                แส้เถาวัลย์อัคคีของรั่วอวี่นั้นแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากพอที่จะต้านรับพลังของผ้าแพรของหนิงหว่านเอาไว้ได้ ดังนั้นเวลานี้หนิงหว่านจึงต้องรับมือกับทั้งแส้และเมล็ดน้ำแข็งที่ถูกยิงเข้าใส่เป็นระยะ หนิงหว่านทดลองใช้พลังเหมันต์วารีของนางเยือกแข็งต้นโลหิตเยือกแข็ง แต่กลับพบว่าการทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้ต้นโลหิตเยือกแข็งเติบโตได้ดีขึ้น และปลดปล่อยเมล็ดที่ทรงพลังขึ้นกว่าเดิมออกมา

            เผชิญหน้ากับต้นพืชที่สามารถใช้ประโยชน์จากพลังเหมันต์วารีได้เช่นนี้ทำให้หนิงหว่านรู้สึกจนใจเล็กน้อย นางขยับร่างพลิ้วไหวหลบหลีกเถาวัลย์ของรั่วอวี่พร้อมกับใช้ผ้าแพรซัดเข้าใส่ต้นโลหิตเยือกแข็ง รั่วอวี่ตระหนักได้ว่านางต้องการใช้ผ้าแพรตัดต้นโลหิตเยือกแข็งดังนั้นจึงไม่รอช้ากระตุ้นพลังธาตุพฤกษาทำให้รากไม้จำนวนมากปรากฏขึ้นขัดขวางการโจมตีของหนิงหว่านเอาไว้

            มองดูรากไม้ที่สามารถต้านทานผ้าแพรของนางอย่างง่ายดาย หนิงหว่านพลันกระตุกผ้าแพรของนางไปมาสองสามครั้งทันใดนั้นเกล็ดน้ำแข็งอันแหลมคมก็เกาะกุมอยู่ที่บริเวณส่วนปลายของผ้าแพร การทำเช่นนี้จะทำให้ความยืดหยุ่นของผ้าแพรลดน้อยลงทว่าขณะเดียวกันก็ทำให้ความแหลมคมของมันเพิ่มขึ้นจนสามารถตัดรากไม้ของรั่วอวี่จนขาดสะบั้น

            รั่วอวี่ไม่รอให้หนิงหว่านสามารถทำลายต้นโลหิตเยือกแข็ง รากไม้ชุดใหม่งอกออกมาอย่างรวดเร็วก่อนจะขดตัวกลายเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งและหนาแน่นจนเหลือช่องว่างขนาดเล็กเพียงพอที่จะให้ต้นโลหิตเยือกแข็งยิงเมล็ดน้ำแข็งออกมาเท่านั้น

            เมื่อไม่อาจทำลายต้นโลหิตเยือกแข็งได้ หนิงหว่านจึงเปลี่ยนวิธีต่อสู้ใช้การเคลื่อนย้ายตำแหน่งมุ่งหน้าเข้าสู่อาณาเขตมวลพฤกษาของรั่วอวี่ จากนั้นแผ่ขยายพลังเหมันต์นิรันดร์ของนางออกไปโดยรอบเพื่อป้องกันมิให้รั่วอวี่สามารถควบคุมพฤกษาของนางตามใจชอบ

            รั่วอวี่มองการเคลื่อนไหวของหนิงหว่านอย่างเยือกเย็น รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนมุมปากของนาง นับตั้งแต่ที่หนิงหว่านตัดสินใจเข้ามาในพื้นที่ที่นางได้เพาะปลูกมวลพฤกษาเอาไว้ ผลการต่อสู้ก็ได้ถูกตัดสินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

            อันใดกัน!!?” หนิงหว่านตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อพบว่าพลังเหมันต์นิรันดร์ของนางคล้ายถูกสะกดยับยั้งเอาไว้ ไม่อาจสำแดงพลังได้เต็มสิบส่วน แม้จะพยายามแผ่พลังออกไปแต่ราวกับว่าต้นไม้ทั้งหมดที่ถูกรั่วอวี่ปลูกขึ้นได้พยายามสะกดพลังของนางเอาไว้ตลอดเวลา

            ด้านนอกลานประลอง ซ่งไป่หลางถอนหายใจก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มจางๆ การต่อสู้รู้ผลแล้ว

            หืม ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใจไม่ใช่หรือหงหยุนไม่เห็นด้วย

            ท่านอาจารย์หง ต้นไม้ทั้งหมดที่รั่วอวี่ปลูกขึ้นมา ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดมันจึงไม่ถูกพลังเหมันต์วารีของหนิงหว่านกัดกินจนแห้งเหี่ยว

            นั่นก็เพราะนางใช้พลังธาตุพฤกษาที่แข็งแกร่งมากพอเพื่อต้านทานไม่ใช่รึหงหยุนรู้ดีว่าผู้ปรุงโอสถที่เชี่ยวชาญการควบคุมมวลพฤกษาสามารถทำให้ต้นไม้ที่พวกมันปลูกแข็งแกร่งทรงพลังกว่าต้นไม้ทั่วไปได้ เห็นได้ชัดว่ารั่วอวี่เป็นผู้เชี่ยวชาญพลังธาตุพฤกษาดังนั้นมันจึงไม่ได้ประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก

            ซ่งไป่หลางตอบ หากเปลี่ยนเป็นผู้ปรุงโอสถคนอื่น หรือกระทั่งข้าเองต่อให้ใช้พลังธาตุพฤกษาทั้งหมดที่มีก็ยังไม่อาจต้านทานพลังเหมันต์วารีของหนิงหว่านได้อย่างแน่นอน สำหรับรั่วอวี่นางอาจจะใช้พลังธาตุพฤกษาต้านหนิงหว่านได้จริง ทว่าก็เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังเกินไป ดังนั้นนางจึงไม่เลือกใช้พลังต้านพลัง แต่เลือกใช้สิ่งที่เหมาะสมในการรับมือพลังธาตุเหมันต์วารีแทน

            โอ้ เจ้ากำลังเอ่ยถึงต้นที่ยิงเมล็ดน้ำแข็งนั่นงั้นหรือหงหยุนมีความรู้ด้านพลังธาตุพฤกษาไม่มาก ตอนที่มันเห็นต้นโลหิตเยือกแข็งครั้งแรกมันก็ค่อนข้างประทับใจมากทีเดียว

            ไม่ใช่แค่ต้นโลหิตเยือกแข็ง อันที่จริงมวลพฤกษาทั้งหมดที่รั่วอวี่ปลูกขึ้นมาบนลานประลอง ล้วนแต่เป็นต้นพฤกษาที่สามารถต้านทานพลังธาตุเหมันต์วารีได้ทั้งหมด ทั้งยังมีส่วนมากที่เป็นธาตุอัคคีที่ต่อต้านกับพลังธาตุเหมันต์วารี แม้ภายนอกจะดูเหมือนต้นไม้ธรรมดาทั่วไปแต่ทันทีที่หนิงหว่านก้าวเข้าไปในอาณาเขตนั้น พลังธาตุเหมันต์วารีของนางก็ไม่อาจสำแดงพลังได้เต็มที่อีกต่อไปแล้ว

            คำพูดของซ่งไป่หลางทำให้หงหยุนตกตะลึงในทันที เช่นนี้เองซ่งไป่หลางจึงตัดสินใจว่าการต่อสู้ได้รู้ผลแล้ว ตั้งแต่ที่คนทั้งสองต่อสู้กันอย่างสูสีหากหนิงหว่านเข้าไปในพื้นที่ที่นางไม่สามารถใช้พลังได้เต็มสิบส่วน เห็นได้ชัดว่าความได้เปรียบย่อมตกเป็นของรั่วอวี่อย่างแน่นอน

            หนิงหว่านเองก็ตระหนักถึงวิกฤติแล้วเช่นกัน นางก้าวพลาดตกลงมาสู่กับดักของอีกฝ่ายด้วยตนเอง ขณะที่กำลังจะหลบหนีกลับพบว่าทางออกทั้งหมดล้วนถูกปิดกั้นด้วยเถาวัลย์หนามที่น่าหวาดหวั่น แม้จะพยายามใช้กำลังฝ่าออกไปแต่ก็ไม่อาจทำลายม่านเถาวัลย์ได้จนหมดสิ้น

            ข้าควรจะใช้ไพ่ตายหรือไม่หนิงหว่านครุ่นคิดก่อนที่นางจะนึกได้ว่าตนเองเพียงแค่ประลองเพื่อวัดฝีมือกับอีกฝ่ายเท่านั้น อันที่จริงไม่เพียงหนิงหว่านกระทั่งรั่วอวี่เองก็ยังไม่ได้ใช้ไพ่ในมือของนางออกมาจนหมด ดังนั้นเมื่อผลลัพธ์ออกมาเป็นเช่นนี้หนิงหว่านจึงทำเพียงยกมือขอยอมแพ้เท่านั้น

            ในฐานะที่ต่างก็เป็นอัจฉริยะที่ชาญฉลาด ทั้งสองล้วนรู้ดีว่าไม่ควรใช้ไพ่ทั้งหมดออกมาในการประลองเล็กๆที่ไม่มีผลประโยชน์เช่นนี้

            ดวงตาของหงหยุนเต็มไปด้วยประกายแห่งความตื่นเต้น เวลานี้มีเทียนอี้และเยว่จิงที่สามารถเอาชนะคู่จักรพรรดิปฐพีที่โดดเด่นที่สุด ยังมีรั่วอวี่ที่ไม่ด้อยไปกว่าหนิงหว่านอย่างแน่นอน รวมถึงซ่งไป่หลางที่เคยแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์อันน่าตกตะลึงก่อนหน้า บางทีนี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่สถาบันหลานฮัวมีโอกาสได้รับอันดับหนึ่งในการประลองระหว่างสถาบัน

เห็นท่าทางตื่นเต้นของอีกฝ่าย ซ่งไป่หลางก็เพียงแค่ยิ้มจางๆเท่านั้น ชายหนุ่มได้รับปากกับหงหยุนไปแล้วว่าจะคว้าชัยชนะในรอบกลุ่มของการประลองระดับไม่เกินจักรพรรดิปฐพีให้กับสถาบันหลานฮัว ดังนั้นย่อมไม่อาจปล่อยให้อีกฝ่ายผิดหวังได้ การประลองเล็กๆครั้งนี้ย่อมเป็นการพิสูจน์ความสามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้ไม่น้อย

อาจารย์หง จะว่าไปแล้วข้ายังไม่เคยถามท่านเรื่องนี้มาก่อน ผู้ที่ชนะในการประลองระหว่างสถาบันนอกจากชื่อเสียงของสถาบันวิญญาณแล้วยังมีผลประโยชน์ใดอีกหรือไม่

หงหยุนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ที่ผ่านมาสถาบันวิญญาณหลานฮัวแทบไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคว้าชัยชนะจึงไม่แปลกที่คนของสถาบันหลานฮัวจะไม่รู้ถึงเรื่องนี้ โดยทั่วไปการประลองระหว่างสถาบันนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของปราชญ์ทั้งสิบที่เป็นผู้ดูแลสถาบันต่างๆ ปราชญ์ทั้งสิบจะมอบ สมบัติของพวกมันเพื่อเป็นของรางวัลที่เหมาะสมให้กับผู้ชนะ ดังนั้นของรางวัลในการคว้าอันดับหนึ่งจะต้องไม่ใช่ของธรรมดาอย่างแน่นอน

สมบัติของปราชญ์ทั้งสิบงั้นหรือซ่งไป่หลางรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ตัวตนของปราชญ์ทั้งสิบนั้นล้วนแต่เป็นเซียนสวรรค์ขึ้นไปทั้งนั้น เช่นเดียวกับเซี่ยหยางที่ไม่ได้ใส่ใจสมบัติวิเศษระดับสวรรค์มากนัก เห็นได้ชัดว่าสมบัติในสายตาของเซียนสวรรค์ล้วนเป็นของมีค่ามากพอที่จะสั่นคลอนหัวใจของผู้คน

ยกตัวอย่างปีที่แล้วสถาบันฟงอวิ๋นที่ได้รับอันดับหนึ่ง สมบัติที่โดดเด่นที่สุดที่พวกมันได้รับก็คือสมบัติวิเศษระดับสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมจำนวนมากรวมถึงกุญแจแห่งโชคชะตาด้วย ทำให้ปีนั้นอัจฉริยะของสถาบันวิญญาณฟงอวิ๋นมีโอกาสได้ใช้งานประตูแห่งโชคชะตาเพิ่มขึ้นเป็นสองคนในครั้งเดียว สถาบันเหอปิงที่ได้อันดับสองจึงรู้สึกเสียดายโอกาสเป็นอย่างมาก

กุญแจแห่งโชคชะตางั้นหรือซ่งไป่หลางตกตะลึงทันที กุญแจแห่งโชคชะตานี้เองคือสิ่งที่มันต้องการมากที่สุด ตามคำพูดของเซี่ยหยางผู้ที่จะเข้าใช้งานประตูแห่งโชคชะตาได้จะต้องใช้กุญแจแห่งโชคชะตาเพื่อเปิดการใช้งาน และวิธีที่จะได้รับกุญแจแห่งโชคชะตาก็คือการได้รับจากสถาบันวิญญาณต่างๆ

สถาบันวิญญาณที่ถูกดูแลโดยปราชญ์ทั้งสิบจะได้รับกุญแจแห่งโชคชะตาปีละหนึ่งดอก ส่วนมากมีไว้เพื่อมอบให้เป็นรางวัลแก่ศิษย์ที่โดดเด่นมากที่สุด เซี่ยหยางไม่กังวลเลยแม้แต่น้อยว่าจะไม่สามารถหากุญแจแห่งโชคชะตาให้ซ่งไป่หลางได้ ในเมื่อหลินอี้ซินเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในการเลือกผู้ที่จะได้รับมัน

เจ้าสนใจกุญแจแห่งโชคชะตางั้นหรือหงหยุนประหลาดใจเล็กน้อย แม้ว่ากุญแจแห่งโชคชะตาจะนับว่าเป็นของดีและสามารถมอบโอกาสที่ยอดเยี่ยมให้กับอัจฉริยะผู้หนึ่ง ทว่าในทางตรงกันข้ามมันก็เป็นดั่งกล่องลึกลับที่ไม่อาจล่วงรู้ว่าภายในมีโชคชะตาที่ดีหรือร้ายซ่อนเอาไว้ อัจฉริยะบางคนได้รับโอกาสที่จะก้าวหน้าราวกับปลาที่กระโดดลอดประตูและกลายเป็นมังกรพุ่งทะยาน แต่บางคนกลับร่วงโรยลงไปสูญเสียอวัยวะหรือกระทั่งชีวิตของพวกมันเพราะสิ่งนี้ บางคนหายสาบสูญไปและไม่มีใครเคยพบเจอกับมันอีก

ใช่ซ่งไป่หลางไม่ได้ปิดบังต่อหงหยุน มันทำความเข้าใจโครงสร้างของสถาบันหลานฮัวได้ค่อนข้างละเอียดแล้ว นอกจากตำแหน่งปราชญ์ของหลินอี้ซินดูเหมือนหงหยุนจะเป็นคนที่มีอำนาจในการจัดการภายในสถาบันหลานฮัวมากที่สุด ดังนั้นหากต้องการกุญแจแห่งโชคชะตาไม่อาจทำเพียงแบมือขอจากหลินอี้ซิน ยังต้องให้หงหยุนยอมรับด้วยถึงจะเป็นผลดี

หงหยุนลังเลเล็กน้อย เจ้าแน่ใจงั้นหรือที่จะใช้งานประตูแห่งโชคชะตา เอ่ยตามตรงข้าคิดว่าเจ้าควรรอเวลาอีกสักหน่อย อย่างน้อยก็จนกว่าเจ้าจะมีระดับพลังขั้นจักรพรรดิมนุษย์ขึ้นไป ประตูแห่งโชคชะตานั้นอันตรายอย่างมาก กระทั่งจักรพรรดิปฐพีที่มีโอกาสได้เข้าไปแต่ไม่เคยกลับออกมายังมีมากเสียจนไม่อาจนับจำนวนได้ครบ แม้ความแข็งแกร่งของเจ้าจะยอดเยี่ยมแต่ข้าคิดว่ามันยังเร็วเกินไปสำหรับเจ้า

ข้าไม่คิดว่าตัวเองมีเวลามากนักซ่งไป่หลางส่ายหน้า นับตั้งแต่ที่ชื่อเสียงของมันเริ่มโด่งดังในดินแดนเทพพฤกษา ไม่ช้าก็เร็วตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จะตระหนักถึงตัวตนของมัน ไม่แน่เวลานี้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์อาจจะเริ่มรวบรวมข้อมูลของมันได้ไม่มากก็น้อยแล้ว อาศัยช่วงเวลานี้ที่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังไม่มีข้อมูลมากพอ มันจะต้องฉวยโอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองให้มากที่สุด

หากรอให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เข้าใจตัวตนของมันมากพอ ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าจะสามารถเคลื่อนไหวไปมาในดินแดนต่างๆได้โดยสะดวก อาจจะต้องเผชิญหน้ากับตระกูลรับใช้หรือกระทั่งคนของตระกูลศักดิ์สิทธิ์เองตลอดเวลาจนไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้ว

            อืม หากเจ้าต้องการเช่นนั้นจริงข้าก็คงไม่อาจห้ามได้ ขึ้นอยู่กับอาจารย์ของเจ้าแล้วหงหยุนถอนหายใจ แม้ว่ากุญแจแห่งโชคชะตาจะค่อนข้างสำคัญแต่มันก็ไม่ได้ต้องการมอบให้ใครเป็นพิเศษ หนิงหว่านเองก็ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะเสี่ยงอันตรายกับประตูแห่งโชคชะตา ส่วนคนอื่นๆในสถาบันแม้จะมีบางคนที่ต้องการรับโอกาสแต่พวกมันก็ล้วนไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ

            ขึ้นอยู่กับหลินอี้ซินเช่นนั้นก็นับว่าง่ายแล้ว ขอเพียงเซี่ยหยางเอ่ยปากไม่ต้องกังวลเลยว่านางจะปฏิเสธหรือไม่ นี่เท่ากับว่ากุญแจแห่งโชคชะตาของสถาบันหลานฮัวอยู่ในมือของมันแล้ว

            อย่างไรก็ตามซ่งไป่หลางรู้สึกกังวลเล็กน้อย กุญแจหนึ่งดอกสามารถใช้ได้กับหนึ่งคน รั่วอวี่ เทียนอี้และเยว่จิงเองก็ดูเหมือนมีความต้องการที่จะทดลองเข้าสู่ประตูแห่งโชคชะตาเช่นกัน หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่ายังขาดกุญแจอยู่สามดอก

            อันที่จริงซ่งไป่หลางไม่มั่นใจนักที่จะให้เทียนอี้และเยว่จิงเข้าสู่ประตูโชคชะตา สำหรับรั่วอวี่นางใช้ร่างวิญญาณพฤกษาที่ถึงแม้จะพลาดท่าจนตกตายก็เพียงแค่สูญเสียพลังไปส่วนหนึ่ง ตัวซ่งไป่หลางเองก็มีเซี่ยหยางคอยปกป้องจากอันตราย แต่เทียนอี้และเยว่จิงนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายด้วยตนเอง ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดพวกมันอาจไม่สามารถเก็บชีวิตรอดมาจากการเข้าสู่ประตูแห่งโชคชะตาได้

            ดังนั้นบางทีหากไม่สามารถหากุญแจแห่งโชคชะตาดอกอื่นๆมาได้ การให้เทียนอี้และเยว่จิงรอคอยอยู่ในสถานที่ปลอดภัยอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

            อย่างไรก็ตามเมื่อพูดคุยกับเทียนอี้และเยว่จิง ทั้งสองคนกลับเอ่ยอย่างหนักแน่นว่าหากมีโอกาสพวกมันก็จะไขว่คว้าเอาไว้อย่างแน่นอน แม้การเข้าสู่ประตูแห่งโชคชะตาอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตแต่ในทางตรงกันข้ามนี่ก็เป็นหนทางที่จะทำให้พวกมันพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดด เทียนอี้นั้นต้องการติดตามรับใช้ตอบแทนบุญคุณของซ่งไป่หลาง มันย่อมรู้ตัวดีว่าตนเองยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะช่วยเผชิญหน้ากับศัตรูของผู้เป็นนาย มันจึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้

            เยว่จิงเองเพื่อที่จะล้างแค้นศัตรูที่เป็นถึงยอดผู้อาวุโสของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ นางยินดีที่จะแบกรับความยากลำบากไปจนถึงภัยอันตรายขอเพียงมีโอกาสได้พัฒนาและย่นระยะเวลาให้นางแข็งแกร่งขึ้นเร็วที่สุด นางย่อมไม่หวาดกลัวหรือลังเลใดๆ

            รั่วอวี่เองก็มีแนวคิดคล้ายกัน นางต้องการต่อสู้และเดินหน้าไปพร้อมกับสหายของนาง ดังนั้นนางจึงไม่ยินยอมที่จะถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง ในที่สุดทั้งสามก็ได้ตกลงกันว่าจะหาวิธีควานหากุญแจแห่งโชคชะตาด้วยตนเอง

            เมื่อรู้เรื่องนี้ หงหยุนก็เอ่ยความคิดของตนออกมา หากพวกเจ้าทั้งสี่ต้องการกุญแจแห่งโชคชะตาจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป อันที่จริงเมื่อเทียบกับสมบัติวิเศษแล้ว สถาบันวิญญาณอื่นๆยังยินดีที่จะใช้กุญแจแห่งโชคชะตาเป็นของรางวัลมากกว่า แต่เพราะบางครั้งพวกมันไม่มีสมบัติวิเศษที่มีคุณสมบัติเหมาะสมพอ ดังนั้นจึงใช้กุญแจแห่งโชคชะตาเป็นของรางวัลแทน นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆในการประลองระหว่างสถาบัน

            ซ่งไป่หลางเอ่ยถาม โดยทั่วไปรางวัลของการประลองจะเป็นกุญแจแห่งโชคชะตาจำนวนมากน้อยเพียงใด

            ส่วนใหญ่จะมีหนึ่งดอกเป็นประจำทุกปี มีบางปีที่เพิ่มจำนวนเป็นสองดอกคำตอบของหงหยุนทำให้ซ่งไป่หลางถอนหายใจเบาๆ มันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งสี่

            ต้องการกุญแจแห่งโชคชะตาเพิ่มทั้งหมดสามดอก หากโชคดีพอก็จะได้จากการประลองสองดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งนั้นหากเจ้าต้องการจริงก็ยังสามารถนำของรางวัลอื่นๆที่ได้รับมาไปแลกได้หงหยุนเอ่ยเสริม

            ซ่งไป่หลางเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มออกมา นั่นสินะ ในเมื่อต้องการกุญแจแห่งโชคชะตามากกว่ารางวัลอื่น เช่นนั้นก็เอารางวัลเหล่านั้นไปแลกมาก็ได้ ถึงอย่างไรก็น่าจะมีสถาบันวิญญาณที่ต้องการสมบัติวิเศษมากกว่ากุญแจแห่งโชคชะตาอยู่แล้ว

            ปัญหาเรื่องจำนวนกุญแจจบลงแล้ว แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่ายังไม่สามารถแก้ไขได้ ตอนนี้สถาบันเหอปิงต้องการตัวของหนิงหว่านและพวกมันอาจจะเคลื่อนไหวเพื่อชิงตัวได้ทุกเมื่อ ยังดีที่ซ่งไป่หลางถ่วงเวลาตระกูลหนิงเอาไว้ทำให้พวกมันชะงักไปได้ครู่ใหญ่ แต่ในเมื่อเหลือเวลาไม่นานก่อนที่การประลองระหว่างสถาบันจะเริ่มขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตระกูลหนิงจะต้องเคลื่อนไหวในเร็วๆนี้เป็นแน่

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ซ่งไป่หลางก็พลันตกอยู่ในห้วงแห่งความกังวลอีกครั้ง สองเดือนกว่าแล้วที่หลินอี้ซินและเซี่ยหยางหายตัวไปในดินแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ หากไม่ใช่เพราะแกนวิญญาณของเซี่ยหยางที่อยู่ภายในร่างยังคงอยู่ในสภาพปกติ ซ่งไป่หลางคงร้อนใจจนอยากบุกไปยังดินแดนสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองไปแล้ว

-------------------------

กลับมาแล้วจ้า ช่วงปลายเดือนยุ่งหลายเรื่องเลยไม่ได้มาลงตามกำหนด เพราะงั้นเดือนนี้จะลงตอนฟรีสิบตอนชดเชย ขออภัยที่หายไปครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น