God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 138 : ตอนที่ 133 จุดจบของสงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,530
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 130 ครั้ง
    6 ก.ย. 63

                อนุเซียนตระกูลว่านกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมาน มันพยายามที่จะหลบหนีทว่าพลังของหลี่เม่ยเม่ยนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่ามัน กระทั่งระดับของอาวุธวิเศษก็ยังสูงส่งอย่างยิ่ง เดิมทีตัวมันไม่อาจเป็นคู่มือของนางอยู่แล้ว ยิ่งการที่มันถูกนางโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้อนุเซียนตระกูลว่านเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง

            ดวงตาของมันกลายเป็นสีแดงก่ำ เมื่อมันคิดว่าตนเองจะต้องตายในเวลานี้ความเคียดแค้นและมิยินยอมของมันก็พวยพุ่งถึงขีดสุด เช่นนั้นข้าก็จะลากพวกเจ้าไปกับข้าด้วย

            เคล็ดวิชาต้องห้ามตระกูลว่าน คำสาปวิญญาณมรณะ

            เป้าหมายของอนุเซียนตระกูลว่านย่อมมิใช่หลี่เม่ยเม่ยที่ทรงพลังยิ่งกว่ามัน เคล็ดวิชาต้องห้ามนี้อาจจะสามารถทำร้ายหลี่เม่ยเม่ยได้แต่ก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บชั่วคราวเท่านั้น เป้าหมายของมันคือผู้ที่บีบให้มันต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มันเชื่อมั่นว่าผู้ที่มีพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณอย่างซ่งไป่หลางจะต้องตกตายภายใต้การโจมตีครั้งนี้แน่นอน และการสูญเสียซ่งไป่หลางก็จะทำให้สำนักพงไพรต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พวกมันต้องเสียใจไปตลอดกาล

            แย่แล้ว คำสาปวิญญาณหลี่เม่ยเม่ยสีหน้าแปรเปลี่ยน นางมิกลัวการโจมตีประเภทนี้ทว่าหากเป้าหมายของอนุเซียนตระกูลว่านคือคุณหนูซ่งหงเสวี่ย เกรงว่านางจะไม่อาจรับผิดชอบผลที่ตามมาได้ไหว จักรพรรดิมารอัคคีย่อมไม่ปล่อยนางเอาไว้เป็นแน่

            สำหรับซ่งหงเสวี่ยและรั่วอวี่ เมื่อเห็นลำแสงวิญญาณสีม่วงอันน่าสยดสยองพวยพุ่งออกมาด้วยความรอบรู้ของพวกนางย่อมระบุได้ทันทีว่านี่คือคำสาปประเภทที่จู่โจมไปยังวิญญาณของเป้าหมายโดยตรง ทว่าพวกนางก็รับรู้ด้วยเช่นกันว่าเป้าหมายของการโจมตีนี้ไม่ใช่พวกนาง แต่เป็นซ่งไป่หลางต่างหาก

            หากเป็นการโจมตีทั่วไป พวกนางคงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อต้านทานและพยายามปกป้องซ่งไป่หลางเอาไว้ ทว่าเมื่อมันเป็นการโจมตีทางวิญญาณ พวกนางกลับทำเพียงยืนนิ่งและมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความผ่อนคลาย

            อนุเซียนตระกูลว่านช่างโชคร้ายยิ่งนัก มันมีวิธีนับพันเพื่อที่จะสังหารซ่งไป่หลาง แต่กลับเลือกทางที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

            นั่นเพราะการทำลายวิญญาณของซ่งไป่หลางที่เป็นที่สิงสถิตของเซี่ยหยางนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

            หลี่เม่ยเม่ยลงมือช้าเกินไป นางทำได้เพียงมองดูลำแสงวิญญาณพุ่งเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง สีหน้าของนางซีดเซียวลง หรือว่านั่นจะเป็นชายที่คุณหนูให้ความสำคัญและเป็นเป้าหมายภารกิจของพวกเรา บ้าจริง ข้าทำพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว

            วิชาต้องห้ามประเภทนี้อันตรายอย่างยิ่ง นั่นเพราะอนุเซียนตระกูลว่านได้สละร่างกายของมันและแปรสภาพเป็นวิญญาณเข้าทำลายซ่งไป่หลางจากภายใน ทันทีที่วิญญาณของอนุเซียนตระกูลว่านเข้าสู่ร่างของซ่งไป่หลางได้ นางก็หมดปัญญาช่วยเหลือแล้ว

            โดยทั่วไปหากผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณรับการโจมตีประเภทนี้ พวกมันคงจะต้องร่างกายแหลกสลายในพริบตาเพราะไม่อาจรองรับวิญญาณที่ทรงพลังมากเกินไปได้ นี่มิใช่วิชาแบบเดียวกับจักรพรรดิอสรพิษมารที่เคยพยายามใช้ควบคุมร่างของซ่งไป่หลาง วิชาประเภทแย่งชิงร่างกายนั้นหาได้ยากมาก มีเพียงเฉพาะเผ่าพันธุ์หรือผู้ที่มีพรสวรรค์เฉพาะด้านเท่านั้นจึงจะสำเร็จวิชาประเภทนี้ได้

            วิชาของอนุเซียนตระกูลว่านมิใช่การส่งวิญญาณเข้าไปยึดครองร่างเป้าหมาย แต่เป็นการใช้วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของมันบดทำลายร่างของเป้าหมายโดยตรง เดิมทีมันคิดว่าวิญญาณของมันจะสามารถทำลายร่างของซ่งไป่หลางได้ทันที ทว่าเมื่อวิญญาณของมันเข้ามาในร่างของซ่งไป่หลาง สิ่งที่มันพบมีเพียงทะเลสาบที่งดงามและเงียบสงบผืนหนึ่งเท่านั้น

            คนแซ่ว่าน การที่เจ้ากล้าพยายามไล่สังหารศิษย์ของข้านั้นทำให้ข้าต้องอดกลั้นอย่างมากเพื่อที่จะไม่ยื่นมือออกไปสังหารเจ้าด้วยตนเอง ทว่าในที่สุดเจ้าก็ยื่นหัวของเจ้ามาให้ข้าถึงที่นี่ นับว่าข้ายังพอมีโชคอยู่บ้างจริงๆร่างสูงโปร่งของเซี่ยหยางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของมัน เหยียบบนผิวทะเลสาบอย่างแผ่วเบา บนใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นทว่ากลับทำให้อนุเซียนตระกูลว่านรู้สึกหนาวไปจนถึงกระดูก

            เจ้า... กลับเป็นเจ้า

            ในอดีตตระกูลว่านของพวกเจ้าเองก็เคยพยายามไล่สังหารข้าเพื่อสร้างผลงานให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ชื่นชม ในตอนนั้นข้าทำเพียงสังหารผู้อาวุโสและยอดฝีมือบางส่วนของพวกเจ้า ดูเหมือนมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานของพวกเจ้ามากนักสินะ วันนี้หลังจากที่ข้าทำลายวิญญาณของเจ้า ข้าอยากจะเห็นนักว่าตระกูลว่านของพวกเจ้าจะยังสามารถรักษาจุดยืนในดินแดนใต้สวรรค์ได้หรือไม่

            อนุเซียนตระกูลว่านเข้าใจกระจ่างแล้ว ขณะเดียวกันมันก็สิ้นหวังจนถึงขีดสุดเช่นกัน

            มันไม่มีโอกาสสังหารซ่งไป่หลางตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งไม่มีโอกาสที่จะสร้างโชคชะตาอันงดงามให้กับตระกูลว่านด้วยการทำลายสำนักพงไพร นั่นเพราะบุคคลที่อยู่เบื้องหลังของสำนักพงไพรนั้นยิ่งใหญ่เกินไป

            มารเซี่ยผู้นี้ กระทั่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังหวั่นเกรงและถือเป็นศัตรูตัวฉกาจ รากฐานของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถูกสั่นคลอนโดยคนผู้นี้ นับประสาอะไรกับตระกูลว่านที่ยังไม่อาจเป็นได้กระทั่งตระกูลรับใช้

            เซี่ยหยางวาดมือไปด้านหน้าช้าๆ น้ำในทะเลสาบค่อยๆเคลื่อนไหวเป็นเกลียวคลื่นอันนุ่มนวล ค่อยๆกลืนร่างของอนุเซียนตระกูลว่านเข้าไป

            เจ้าจะมิได้ตายอย่างสบายนักหรอก เห็นแก่ที่เจ้าทำให้ศิษย์ของข้าต้องเสี่ยงตาย ข้าจะทำให้แน่ใจว่าวิญญาณของเจ้าจะค่อยๆถูกทรมานให้คลื่นของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ ทุกครั้งที่ศิษย์ของข้าใช้พลังวิญญาณของเจ้าก็จะถูกคลื่นสาดซัดไปมา จนกระทั่งวันที่วิญญาณของเจ้าไม่อาจทนได้ นั่นจึงจะเป็นวันที่เจ้าได้รับการปลดปล่อยเซี่ยหยางเอ่ยอย่างเยือกเย็น

 

            อนุเซียนตระกูลว่านตายแล้วเสียงคำรามของจักรพรรดิฟ้าแห่งสำนักพงไพรดังก้อง มันเห็นภาพที่อนุเซียนตระกูลว่านถูกเปลวเพลิงกลืนร่างเข้าไปเต็มตา และเมื่อเปลวเพลิงสลายไปสิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงซากศพสีดำของอนุเซียนตระกูลว่านเท่านั้น

            อนุเซียนตระกูลเจิ้นก็ตายแล้วเช่นกันอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงร้องยินดีดังกึกก้อง ร่างของอนุเซียนตระกูลเจิ้นร่วงลงจากท้องฟ้าในสภาพไร้วิญญาณ เหนือร่างของมันคือดาบฉีกกระชากโลหิตที่ปักทะลุลำคอของมันอย่างเหี้ยมหาญ โฮ่วเฟิงดึงดาบฉีกกระชากโลหิตออกมาก่อนจะใช้ลมปราณเพลิงแผดเผาร่างของอนุเซียนตระกูลเจิ้นเป็นการส่งท้าย

            บนท้องฟ้า อนุเซียนทั้งสองจากสำนักสระทิพย์ตกลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ นี่คือจุดจบของสำนักสระทิพย์โดยมิต้องสงสัย ทว่าพวกมันกลับไม่คิดที่จะยอมตายอยู่ที่นี่

            แม้จะต้องสูญเสียรากฐานของพวกมันไป ทว่าในฐานะของอนุเซียนที่เชี่ยวชาญพลังธาตุพฤกษาและการปรุงโอสถ พวกมันย่อมเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าสำนักสระทิพย์ มันคิดว่าจะหนีไปยังดินแดนใต้สวรรค์และสร้างขั้วอำนาจขึ้นใหม่ ยินยอมรับใช้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในด้านของโอสถ ในอนาคตย่อมผลักดันจนมีฐานะเทียบเท่ากับตระกูลรับใช้ได้ไม่ยาก

            ทว่าความคิดนั้นง่ายแต่การกระทำกลับยากเย็นยิ่ง มิต้องเอ่ยถึงผู้อาวุโสหลักต้าซานที่พยายามต่อสู้อย่างสุดความสามารถ หลังจากที่อนุเซียนตระกูลเจิ้นและอนุเซียนตระกูลว่านถูกสังหาร แน่นอนว่าโฮ่วเฟิงและหลี่เม่ยเม่ยจะต้องมาจัดการกับพวกมันต่อเช่นกัน

            แววตาของเจ้าสำนักสระทิพย์ทอประกายโหดเหี้ยมเย็นชา ไม่ว่ายังไง ข้าก็จะต้องรอด

            สมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของมัน เมื่อเห็นของสิ่งนั้น สีหน้าของอนุเซียนสำนักสระทิพย์พลันแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่าดูทันที เจ้าสำนัก หรือท่านคิดจะทิ้งพวกเราทั้งหมดไป

            ศิลาเชื่อมมิติผู้อาวุโสหลักต้าซานคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด เฉียนจื่อจ้าน เจ้าคิดจะหนีไปเพียงผู้เดียวแล้วทิ้งให้สำนักของเจ้าถูกทำลายงั้นรึ

            เฮอะ สำนักสระทิพย์จบสิ้นแล้ว ไม่มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมยินดีต้อนรับข้าที่เป็นผู้ปรุงโอสถระดับเงิน อนาคตของข้ายังมีหนทางแห่งความรุ่งโรจน์รออยู่

            มันเอ่ยต่ออนุเซียนของสำนักสระทิพย์อย่างเย็นชา ผู้อาวุโสลั่ว ท่านเองก็เสียสละเพื่อให้ข้าหลบหนีไปได้เสียเถอะ ถึงอย่างไรท่านก็นับว่าสิ้นหวังแล้ว หลังสงครามนี้จบลงสำนักสระทิพย์จะถูกทำลาย อนุเซียนเช่นท่านรวมทั้งยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิขึ้นไปย่อมไม่ถูกเก็บเอาไว้ อย่างมากก็มีเพียงรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นเท่านั้นจึงจะมีโอกาสรอดชีวิต ในเมื่อไหนๆก็ต้องตายแล้ว ก็จงตายอย่างมีประโยชน์สักหน่อยเถอะ

            เฉียนจื่อจ้าน เจ้าคนสารเลวผู้อาวุโสลั่วรู้สึกโกรธแค้นถึงขีดสุด

            บัดซบผู้อาวุโสหลักต้าซานคำรามและพยายามจะหยุดเจ้าสำนักสระทิพย์เอาไว้ ทว่าทันทีที่มันบีบศิลาเชื่อมมิติจนแตกสลาย ร่างของมันก็พลันหายไปอย่างรวดเร็ว

            ถึงกับมีศิลาเชื่อมมิติในครอบครองเชียวเสียงถอนหายใจของโฮ่วเฟิงดังขึ้น มันเร่งกลับมาในทันทีที่สังหารอนุเซียนตระกูลเจิ้นเสร็จสิ้น ทว่ามันไม่คิดเลยว่าเฉียนจื่อจ้านจะมีของวิเศษสำหรับหลบหนีเช่นนี้อยู่กับตัว อีกทั้งยังกล้าใช้ออกโดยมิสนใจใยดีคนของตนเองแม้แต่น้อย

            อนุเซียนสำนักสระทิพย์ ลั่วกั่วฟางรู้สึกว่าตนเองแก่ชราลงอีกหลายปี มันมองผู้อาวุโสหลักต้าซานและโฮ่วเฟิงด้วยดวงตาเลื่อนลอย พวกเจ้าสังหารข้าเถอะ แต่หากเป็นไปได้ขอให้สำนักพงไพรผนวกรวมคนของสำนักสระทิพย์เข้ากับพวกเจ้า จะใช้อักขระพันธสัญญาหรือควบคุมเป็นเชลยก็ได้ แต่อย่าได้สังหารพวกเขาจนหมดสิ้นเลย

            สำนักสระทิพย์มีความผิดจริง แต่เป็นความผิดที่เกิดจากการเลือกติดตามผู้นำที่ชั่วร้าย ข้าในฐานะผู้อาวุโสหลักของสำนักกลับปล่อยให้เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ นับว่าสมควรแบกรับความผิดและถูกสังหารแล้ว แต่รุ่นเยาว์ของสำนักนั้นทำเพราะถูกสั่ง ถึงแม้จะไม่อาจปฏิเสธความผิดได้แต่พวกมันก็ไม่ควรต้องตายอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนี้

            ขณะที่มันเอ่ยสงครามก็ได้เข้าสู่สภาวะสงบลงแล้ว คนของตระกูลเจิ้นและตระกูลว่านต่างยอมแพ้ที่จะต่อสู้แล้ว คนของสำนักสระทิพย์เองเมื่อเห็นเจ้าสำนักของพวกมันหลบหนีไปอย่างไม่ใยดีและยิ่งได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสลั่ว พวกมันก็ทำได้เพียงทิ้งอาวุธและเผยความสิ้นหวังและเสียใจออกมาเท่านั้น พวกมันเดินตามเฉียนจื่อจ้านสู่หนทางหายนะ และเวลานี้เฉียนจื่อจ้านก็ได้ตัดช่องน้อยหลบหนีไปและทิ้งพวกมันให้เผชิญหน้ากับผลลัพธ์นี้โดยลำพัง

            เจ้าเอ่ยได้ถูกต้อง ความผิดประการเดียวของสำนักสระทิพย์ก็คือยอมรับเฉียนจื่อจ้านเป็นผู้นำ ดังนั้นข้าจะไม่ลงโทษอันใดสำนักสระทิพย์ ตรงกันข้ามข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า จากนี้ไปสำนักสระทิพย์จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพร ไม่จำเป็นต้องใช้อักขระพันธสัญญาหรือการจับเชลย หากผู้ใดไม่เต็มใจจะอยู่ภายใต้สำนักพงไพรก็สามารถจากไปได้ทันที

            เสียงของสตรีดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างงดงามที่ทุกคนในดินแดนเทพพฤกษาคุ้นเคย ดวงตาของผู้อาวุโสหลักต้าซานเต็มไปด้วยความยินดีและความสุข ในที่สุดเจ้าสำนักของพวกมันก็กลับมาแล้ว นี่แปลว่าการต่อสู้ระหว่างนางและฟางเจี่ยลื่อนางเป็นฝ่ายชนะงั้นหรือ

            จวินเม่ยกวาดตามองผู้อาวุโสลั่วที่กำลังตกตะลึง ผู้อาวุโสลั่ว ท่านต้องรับหน้าที่รวบรวมรายชื่อของผู้ที่เต็มใจเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพรและคัดแยกพวกมันตามคุณสมบัติ นอกจากนี้ข้าต้องการรายชื่อของรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจากสำนักสระทิพย์ หากพวกมันมีคุณสมบัติเพียงพออาจจะสามารถเข้ารับการทดสอบและกลายเป็นศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรเช่นกัน

            คนของสำนักสระทิพย์ต่างตกตะลึงกับคำพูดของนาง นี่หมายความว่าสำนักพงไพรไม่เพียงไม่คิดลงโทษที่พวกมันบังอาจมารุกราน ยังมอบโอกาสให้พวกมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพรด้วยงั้นหรือ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่สำนักพงไพรใจกว้างถึงเพียงนี้

            ลองดูตัวอย่างจากสำนักห้วงทมิฬสิ เพื่อแสดงให้ดินแดนเทพพฤกษาเห็นถึงความเด็ดขาด จวินเม่ยได้สังหารเจ้าสำนักหั่วและกวาดสังหารยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิฟ้า จักรพรรดิปฐพีไปหมดสิ้น กระทั่งราชันยุทธ์และขั้นที่ต่ำกว่าก็ยังถูกกวาดต้อนและบังคับให้ทำพันธสัญญาเป็นทาสรับใช้ นี่จึงเป็นวิธีการปกติที่สมควรใช้กับศัตรูที่พ่ายแพ้ในสงคราม

            แต่ข้อเสนอของจวินเม่ยนั้นมอบความหวังใหม่ให้กับพวกมันอย่างแท้จริง หากพวกมันไม่ต้องเผชิญหน้ากับความตายและการตกเป็นเชลย ทั้งยังมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของขั้วอำนาจอันดับหนึ่งอย่างสำนักพงไพร นั่นหมายความว่าอนาคตพวกมันจะมีแต่ความรุ่งโรจน์มิใช่หรือ โดยเฉพาะเมื่อสำนักพงไพรได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่นานมานี้

            เจ้าสำนักจวินเม่ย ท่านแน่ใจ?” ผู้อาวุโสลั่วพูดไม่ออกเล็กน้อย มันได้เตรียมใจยอมรับความตายไว้แล้ว เพียงแค่รู้สึกค้างคาและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งยังรู้สึกสงสารศิษย์ของสำนักสระทิพย์ที่ต้องแบกรับชะตากรรมโหดร้ายที่เกิดจากเฉียนจื่อจ้านเท่านั้น

            แต่เวลานี้มันกลับได้รับโอกาสที่ไม่น่าเชื่อ สำนักพงไพรไม่เพียงไม่กำจัดมันที่เป็นแกนหลักคนหนึ่งของสำนักสระทิพย์ ยังถึงขั้นให้โอกาสมันทำงานให้กับสำนักพงไพรอีกงั้นหรือ

            ผู้อาวุโสลั่ว ฐานะของท่านนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆของสำนักสระทิพย์ หากท่านไม่ตอบตกลงทำงานให้กับสำนักพงไพร เกรงว่าข้าคงไม่มีทางเลือกมากนักจวินเม่ยเอ่ยย้ำ

            ผู้อาวุโสลั่วรีบส่ายหน้าทันที ไม่ ข้ามิได้ต้องการปฏิเสธข้อเสนอของท่าน ข้าเพียงแค่ไม่เข้าใจเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเมื่อเจ้าสำนักจวินมีเมตตา ข้าก็ย่อมยินดีตอบรับ ขอบคุณในความเมตตาของท่าน ข้าและคนของสำนักสระทิพย์ทั้งหมดจะไม่มีวันลืมความเมตตาครั้งนี้

            จวินเม่ยพยักหน้าให้กับมันก่อนจะหันมาเอ่ยกับโฮ่วเฟิง สหายจากวังจักรพรรดิมารอัคคี ข้าขอเป็นตัวแทนของสำนักพงไพรทั้งหมดเอ่ยขอบคุณพวกท่านสำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้

            โฮ่วเฟิงรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย มันไม่ใช่คนที่พูดมากนักและถนัดการต่อสู้มากกว่า เดิมทีหน้าที่เจรจาและพูดคุยจะถูกมอบหมายให้กับหลี่เม่ยเม่ยเป็นหลัก นี่เป็นเหตุผลที่นางมาที่ดินแดนเทพพฤกษาด้วยในเวลานี้

            ร่างงดงามของหลี่เม่ยเม่ยปรากฏขึ้นข้างกายโฮ่วเฟิง บนใบหน้ายังคงประดับด้วยความรู้สึกประหลาดใจ นางสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดชายที่ถูกอนุเซียนตระกูลว่านใช้วิชาต้องห้ามโจมตีกลับยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ทั้งยังไม่แสดงอาการผิดปกติแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามนางไม่มีเวลาค้นหาความจริงเรื่องนี้

            ท่านคงเป็นองครักษ์หลี่จวินเม่ยระบุตัวตนของหลี่เม่ยเม่ยได้อย่างรวดเร็ว

            หลี่เม่ยเม่ยประสานมือคารวะ เจ้าสำนักจวิน ความช่วยเหลือครั้งนี้ของวังจักรพรรดิมารอัคคีมิใช่ต้องการให้พวกท่านติดหนี้บุญคุณ อันที่จริงการมาถึงของพวกเรานับเป็นความบังเอิญเสียส่วนใหญ่ และเนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์พวกเราจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว

            ดินแดนราชันย์และตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นอริต่อกันมาเนิ่นนานแล้ว เรื่องนี้ข้าเข้าใจจวินเม่ยหัวเราะเบาๆ

            อันที่จริงพวกเราเดินทางมาที่นี่นับว่ามีเหตุผลสำคัญอยู่ ทว่ายังไม่สะดวกที่จะพูดคุยในเวลานี้ รอให้สำนักพงไพรจัดการกับปัญหาทั้งหมดเสร็จสิ้นและพร้อมที่จะพูดคุยก่อนก็ย่อมได้หลี่เม่ยเม่ยเอ่ยต่อ

            ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะให้ผู้อาวุโสหลักต้าซานจัดเตรียมที่พักในพื้นที่ส่วนกลางของสำนักพงไพรไว้รับรองท่านและองครักษ์โฮ่ว

            อันที่จริงพวกข้ามาที่นี่กันสามคนคำตอบของหลี่เม่ยเม่ยทำให้จวินเม่ยประหลาดใจเล็กน้อย

            เช่นนั้นอีกท่านหนึ่งก็คือ?”

            นางก็คือองค์หญิงน้อยแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคี ลูกสาวบุญธรรมขององค์จักรพรรดิมารอัคคี ซ่งหงเสวี่ย คุณหนูต้องการเจรจาบางอย่างกับสำนักพงไพรของพวกท่าน เมื่อใดที่พวกท่านพร้อมขอให้แจ้งต่อคุณหนูของพวกเรา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 130 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #261 dfrdz007 (จากตอนที่ 138)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 21:28
    ขอบคุณคับ
    #261
    0
  2. #260 akechai (จากตอนที่ 138)
    วันที่ 6 กันยายน 2563 / 08:56

    ขอบคุณครับ
    #260
    0