God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

ตอนที่ 137 : ตอนที่ 132 ความช่วยเหลือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,403
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    5 ก.ย. 63

                นั่นเป็นของวิเศษประเภทใดกันกระทั่งเจ้าสำนักสระทิพย์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกครั่นคร้ามต่อขวานโลหิตกลืนพิภพของตระกูลเจิ้น

            ในที่นี้เกรงว่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักขวานโลหิตกลืนพิภพ เซี่ยหยางเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นี่มิใช่สมบัติวิเศษทั่วไปทว่าเป็นสมบัติวิเศษต้องห้าม พลังของมันเหนือกว่าสมบัติระดับสวรรค์อย่างน้อยสองขั้นทว่าผลกระทบจากการใช้งานของวิเศษประเภทนี้ร้ายแรงเกินไป ไม่มีผู้ใดนำมันออกมาใช้หากไม่เข้าตาจนอย่างแท้จริง

            นั่นเพราะสมบัติวิเศษประเภทนี้จะสลายหายไปทันทีที่มันถูกใช้งานเสร็จสิ้น นอกจากนี้มันยังสูบกินอายุขัยของผู้ใช้ ยิ่งมอบอายุขัยให้มันมากเพียงใดก็ยิ่งทรงพลังมากเท่านั้น อนุเซียนตระกูลเจิ้นถึงกับฝืนใช้งานสมบัติวิเศษนี้ มิต้องสงสัยเลยว่ามันได้ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อสงครามในครั้งนี้

            เซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆ หากมันไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือในเวลานี้ อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสหลักต้าซานเลย กระทั่งศิษย์ของสำนักพงไพรกว่าครึ่งก็คงถูกสังหารสิ้นในเวลาอันสั้น และเมื่อมันยื่นมือเข้าช่วยเหลือแน่นอนว่าย่อมมิอาจเก็บงำพลังเอาไว้อย่างแนบเนียน มิเช่นนั้นก็คงไม่อาจต้านทานพลังทำลายล้างของขวานโลหิตกลืนพิภพได้เช่นกัน

            ขณะที่กำลังจะลงมือประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางกลับรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง มันพลันหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกโล่งใจและขอบคุณ มาเร็วมาช้ามิสำคัญเท่ามาได้ทันเวลา นับว่าครั้งนี้ข้าติดหนี้บุญคุณคนจากวังจักรพรรดิมารอัคคีหนึ่งครั้ง

            ถึงกับใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพ ดูเหมือนตระกูลเจิ้นและตระกูลว่านจะได้รับความลำบากไม่น้อยเลยนี่ บางทีถึงข้าไม่มาก็อาจจะไม่มีผลอันใดต่อสงครามกระมังเสียงอันทรงพลังดังกึกก้องไปทั่วดินแดนทำให้สีหน้าของฝ่ายผู้รุกรานซีดขาวในทันที ผู้ที่สามารถส่งเสียงเช่นนี้ได้อย่างน้อยๆก็ควรจะอยู่ในระดับขั้นอนุเซียนขึ้นไป

            หรือว่าจะมีอนุเซียนผู้อื่นยื่นมือเข้ามายุ่งกับสงครามครั้งนี้

            พวกเจ้าสีหน้าของอนุเซียนตระกูลเจิ้นกลับกลายเป็นซีดขาวและหวาดกลัวถึงขีดสุดเมื่อมันเห็นคนสองคนเหินร่างขึ้นมาบนท้องฟ้า มันรู้จักคนทั้งสองนี้เป็นอย่างดี อันที่จริงควรเอ่ยว่ายอดฝีมือทุกคนบนโลกต่างก็รู้จักคนทั้งสองนี้เป็นอย่างดี

            หนึ่งชายฉกรรจ์สวมชุดสีดำทมิฬรูปร่างสูงใหญ่บึกบันกำยำใบหน้าดุร้าย ที่แผ่นหลังสะพายดาบที่แผ่อำนาจอันน่าหวาดหวั่นออกมา ดาบวิเศษระดับบรรพกาลนามว่าฉีกกระชากโลหิต เป็นอาวุธคู่ใจของหนึ่งในสี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคี จ้าวอัคคีดูดโลหิต โฮ่วเฟิง

            ยังมีร่างอรชรที่อยู่เคียงข้างมัน สวมชุดสีแดงชาดใบหน้างดงามมีเสน่ห์และมีรอยยิ้มอันน่าหลงใหลประดับอยู่เสมอ ในมือของนางถือพัดที่ดูสามัญเล่มหนึ่งทว่าคนที่รู้จักนางจะบอกได้ทันทีว่านี่คือสมบัติวิเศษระดับบรรพกาลเช่นกัน พัดวายุอัคคีเป็นอาวุธประจำกายของหนึ่งในสี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคี อสรพิษสีชาด หลี่เม่ยเม่ย

            สี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคีแน่นอนว่ามีระดับพลังอยู่ในขั้นอนุเซียน ล้วนแข็งแกร่งยิ่งกว่าสามผู้อาวุโสหลักแห่งสำนักพงไพรอย่างน้อยหนึ่งถึงสองขั้น การปรากฏตัวของคนทั้งสองทำให้หัวใจของอนุเซียนตระกูลเจิ้นเต็มไปด้วยความหมองหม่น หรือว่าแม้แต่จักรพรรดิมารอัคคีก็มาที่นี่ด้วยตนเองเช่นกัน

            เจ้าหรือข้าจะเป็นคนกำจัดเจ้าคนผู้นี้โฮ่วเฟิงเอ่ยถามหญิงสาวข้างกาย

            มันถึงขั้นยอมสละอายุขัยใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพแล้ว คิดจะจัดการกับมันนับว่ายุ่งยากไม่น้อย คุณหนูสั่งมาแล้วให้จัดการทุกอย่างให้รวดเร็วและเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด พวกเราลงมือพร้อมกันเถอะหลี่เม่ยเม่ยส่ายศีรษะก่อนจะตอบอย่างนุ่มนวล

            พวกเจ้าคิดจะละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วร่วมกันลงมือเชียวรึอนุเซียนตระกูลเจิ้นรู้สึกร้อนรนอย่างมาก หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวมันยังมีโอกาสอาศัยขวานโลหิตกลืนพิภพรับมืออีกฝ่ายได้ไม่ยาก ทว่าหากคนทั้งสองลงมือพร้อมกันมันก็ไม่มีโอกาสต่อต้านแม้แต่น้อย

            โอ้หลี่เม่ยเม่ยเลิกคิ้วใบหน้าเผยรอยยิ้มงดงาม พวกเจ้าอาศัยอนุเซียนสี่คนลงมือร่วมกันไม่เรียกว่าละทิ้งศักดิ์ศรีหรอกหรือ ข้าเพียงแค่ลงมือร่วมกับโฮ่วเฟิงสองคนเท่านั้น สถานการณ์ตอนนี้ก็เท่ากับสู้กันสามต่อสาม มีอันใดไม่สมเหตุสมผลกัน

            บัดซบอนุเซียนตระกูลเจิ้นรู้ดีว่าไม่มีหวังที่จะถ่วงเวลาอีกแล้ว มันรีบคว้าด้ามของขวานโลหิตกลืนพิภพก่อนจะเหวี่ยงออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

            โฮ่วเฟิงคว้าด้ามดาบฉีกกระชากโลหิตมาถือเอาไว้ ดวงตาจ้องมองไปยังคลื่นฟาดฟันของขวานโลหิตกลืนพิภพอย่างมั่นคงก่อนที่จะตวัดดาบออกเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า

            ทันทีที่สะบัดดาบออกรังสีฆ่าฟันก็พวยพุ่งฉีกกระชากห้วงอากาศจนเกิดเสียงดังก้องน่าสยดสยอง ผู้อาวุโสตระกูลเจิ้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นี่ก็คือพลังโดยธรรมชาติของอาวุธวิเศษระดับบรรพกาล ต่อให้ขวานโลหิตกลืนพิภพจะเป็นอาวุธต้องห้ามทว่ามันก็เป็นเพียงอาวุธระดับสวรรค์เท่านั้น ย่อมไม่อาจต้านทานพลังอำนาจของอาวุธระดับบรรพกาลได้

            อนุเซียนตระกูลเจิ้นรีบขยับกายเพื่อหลบหลีกรังสีดาบฉีกกระชากโลหิตอย่างร้อนรน ทว่าร่างอรชรของหลี่เม่ยเม่ยก็ได้ปรากฏตัวที่ด้านหลังของมันพร้อมกับสะบัดพัดวายุอัคคีเข้าใส่มัน เพียงพริบตาคลื่นกระแสอัคคีอันร้อนแรงก็กลืนร่างของมันเข้าไปทั้งหมด

            อนุเซียนตระกูลหั่วสีหน้าซีดเซียวมันเร่งสะบัดขวานใช้พลังของขวานโลหิตกลืนพิภพสลายพลังธาตุอัคคีของหลี่เม่ยเม่ย พลังธาตุอัคคีนี้ร้ายกาจอย่างยิ่งกระทั่งขวานโลหิตกลืนพิภพก็ยังมิอาจตัดทำลายได้โดยง่ายทำได้เพียงชะลอเอาไว้เท่านั้น มันเร่งทะยานหลบหนีออกจากวังวนอัคคีวายุอย่างเร่งร้อน

            ระวังข้างหลังเสียงร้องเตือนของอนุเซียนจากสำนักสระทิพย์ดังขึ้น

            ร่างสูงใหญ่ของโฮ่วเฟิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของอนุเซียนตระกูลเจิ้นแล้ว ดาบฉีกกระชากโลหิตเหวี่ยงออกอีกครั้งหนึ่ง ความสิ้นหวังกลืนจิตใจของอนุเซียนตระกูลเจิ้นในทันที มันทำได้เพียงยกขวานโลหิตกลืนพิภพออกเพื่อต้านรับอย่างไร้สิ้นหนทางเท่านั้น

            เปรี้ยง!! ขวานโลหิตกลืนพิภพแตกสลายในทันทีเนื่องจากอนุเซียนตระกูลเจิ้นมิได้ทุ่มเทอายุขัยของมันมากนักในการเรียกใช้งาน ผู้ใดจะคาดคิดว่าหลังจากที่มันใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพแล้วยอดฝีมือของดินแดนราชันย์ทั้งสองจะปรากฏตัวขึ้น หากมันรู้เช่นนี่ต่อให้ต้องทุ่มเทอายุขัยจนเหลือเพียงหนึ่งในสี่มันก็คงไม่ลังเลที่จะทำเป็นแน่

            นั่นเพราะต่อหน้าของคนทั้งสองนี้ต่อให้มันต้องการรักษาชีวิตเอาไว้ก็นับว่ายากเต็มทีแล้ว

            บัดซบสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้อนุเซียนของสำนักสระทิพย์และตัวเจ้าสำนักสระทิพย์เองสีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที เจ้าสำนักสระทิพย์พลันตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

            ผู้อาวุโสหลักต้าซาน หากเจ้าปล่อยให้พวกเราสำนักสระทิพย์จากไป ข้ารับรองว่าจากนี้ไปสำนักสระทิพย์จะไม่สร้างปัญหาใดๆให้แก่สำนักพงไพรอีกต่อไป

            แม้สถานการณ์การต่อสู้ระหว่างมันและผู้อาวุโสหลักต้าซานฝ่ายของเจ้าสำนักสระทิพย์จะครองความได้เปรียบเอาไว้มากกว่าสามส่วน ทว่าตั้งแต่ที่อนุเซียนจากดินแดนราชันย์ทั้งสองปรากฏตัวขึ้นและขวานโลหิตกลืนพิภพถูกทำลาย โอกาสชนะของพวกมันก็เท่ากับศูนย์ไปแล้ว

            ดินแดนเทพพฤกษาและดินแดนราชันย์มีจุดยืนเช่นเดียวกันนั่นก็คือไม่ยอมรับอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ทว่าความแตกต่างของดินแดนทั้งสองก็คือดินแดนเทพพฤกษาสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวตนที่น่าเกรงขามของผู้อาวุโสรั่วที่ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิกล้าเสี่ยงยื่นมือเข้ามา แต่ดินแดนราชันย์คงอยู่ได้ด้วยความแข็งแกร่งของพวกมันเอง จักรพรรดิทั้งสามแห่งดินแดนราชันย์รวมถึงผู้ติดตามของพวกมันล้วนแต่มีความแข็งแกร่งที่ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิอาจยื่นมือเข้าไปยังดินแดนราชันย์โดยง่าย

            อีกทั้งนิสัยของจักรพรรดิทั้งสามล้วนโอหังเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความทระนงตน ต่อให้พวกมันทั้งสามจะมีความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจและพื้นที่ปกครองในดินแดนราชันย์กันอยู่ตลอดเวลาแต่กลับไม่เคยมีครั้งใดที่พวกมันยอมให้อำนาจจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือแทรกแซง หากมีใครคิดจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือกระทั่งพยายามปั่นป่วนบงการอยู่เบื้องหลัง จักรพรรดิทั้งสามจะร่วมมือกันบดขยี้พวกมันทิ้งในทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

            พิจารณาได้จากผู้ติดตามสองในสี่ของจักรพรรดิมารอัคคี หลี่เม่ยเม่ยนั้นแข็งแกร่งเป็นอันดับสี่ของคนทั้งหมดขณะที่โฮ่วเฟิงนั้นแข็งแกร่งเป็นอันดับสอง ยังมีองครักษ์ที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่อีกหนึ่งคนซึ่งมีพลังแทบไม่ด้อยไปกว่าจวินเม่ยหรือว่าฟางเจี่ยลื่อเลย

            ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าพลังอำนาจของจักรพรรดิมารอัคคีเหนือกว่าสำนักพงไพรทั้งสำนักในแง่ของการต่อสู้ แต่พวกมันก็ไม่กล้าที่จะหาเรื่องสำนักพงไพรเช่นกันเนื่องจากมีเพียงสำนักพงไพรเท่านั้นที่จะสรรหาโอสถวิเศษที่ล้ำค่ามาจำหน่ายให้แก่พวกมัน หากปราศจากโอสถที่ซื้อจากสำนักพงไพรขั้วอำนาจของพวกมันก็จะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงเช่นกัน

            โอ้ พวกเจ้าคิดจะถอนตัวและหลบหนีในเวลานี้หลี่เม่ยเม่ยประหลาดใจเล็กน้อย นางมองไปที่เจ้าสำนักสระทิพย์ด้วยสายตาเย้ยหยัน

            เจ้าสำนักสระทิพย์รู้สึกโกรธเล็กน้อยทว่ามันไม่กล้าท้าทายหลี่เม่ยเม่ยโดยตรง องครักษ์หลี่ พวกเรามิมีเหตุผลที่จะต้องเป็นศัตรูต่อกัน ในความเป็นจริงพวกท่านไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยในการช่วยเหลือสำนักพงไพร เช่นนี้เป็นอย่างไร หากท่านยินดีช่วยข้าทำลายสำนักพงไพรในเวลานี้ หลังจากสำนักสระทิพย์ของข้าได้ขึ้นเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่งแทนสำนักพงไพรและครอบครองทรัพยากรสมุนไพรวิเศษทั้งหมด ข้าจะยินดีมอบผลประโยชน์เกี่ยวกับสมุนไพรและโอสถวิเศษแก่ขั้วอำนาจของราชันย์มารอัคคีเป็นจำนวนมากในทุกปี

            ข้อเสนอนี้ฟังดูน่าสนใจอย่างมากทว่าหลี่เม่ยเม่ยก็ปฏิเสธโดยมิต้องครุ่นคิดแม้แต่น้อย เบื้องหลังของพวกเจ้าคือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนจากดินแดนราชันย์ย่อมมีความคิดเช่นเดียวกันนั่นก็คือยินดีค้าขายกับผู้ใดก็ตามที่มิใช่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ และในความเป็นจริงต่อให้เจ้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ พวกข้าก็จะยังคงเลือกช่วยเหลือสำนักพงไพรอยู่ดี

            เหตุใดกันสีหน้าของเจ้าสำนักสระทิพย์กลายเป็นหม่นหมองก่อนที่จะเผยความตกตะลึงออกมา หรือว่าการมาของพวกท่านเป็นคำสั่งโดยตรงของจักรพรรดิมารอัคคี

            หลี่เม่ยเม่ยปิดปากหัวเราะเบาๆอย่างมีจริต เจ้าเดาถูกครึ่งหนึ่ง จักรพรรดิมารอัคคีได้สั่งให้ข้าและโฮ่วเฟิงมาที่สำนักพงไพรจริงๆ ทว่ามิได้มีคำสั่งให้ช่วยเหลือสำนักพงไพรแต่อย่างใด สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเจ้าจะต้องตาย ข้าคิดว่ามันไม่สำคัญอันใดว่าเจ้าจะรู้หรือไม่รู้

            พี่หลี่ มาทางนี้ก่อนในหัวของหลี่เม่ยเม่ยได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนที่นางจะละความสนใจจากเจ้าสำนักสระทิพย์และจากไปในทันที

           

            ที่ใจกลางสมรภูมิแม้ว่าสถานการณ์ของสงครามจะถูกพลิกกลับซ้ำอีกครั้งจนทำให้ฝ่ายของผู้รุกรานใกล้จะพ่ายแพ้เต็มที ทว่าอนุเซียนตระกูลว่านนั้นยังไม่ตัดใจที่จะสังหารซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ หนึ่งคือมันมิอาจปล่อยวางความโกรธแค้นลงโดยง่าย และสองคือมันเชื่อว่าต่อให้ไม่สามารถทำลายสำนักพงไพรได้สำเร็จ แต่หากสังหารคนทั้งสองที่เป็นดั่งความหวังของสำนักพงไพรลงได้ อย่างน้อยตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จะมอบรางวัลให้กับมันเป็นแน่

            ภายใต้การไล่ล่านี้ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ได้ทุ่มเททุกวิธีการเพื่อหลบหนี ทว่ายิ่งนานเข้าอนุเซียนตระกูลว่านก็ยิ่งเข้าใกล้คนทั้งสอง มันสามารถคาดเดาวิธีการเคลื่อนไหวของซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ได้จนเกือบหมดแล้ว ขอเวลาให้มันอีกเพียงไม่นานมันก็เชื่อว่าจะสามารถปลิดชีพของซ่งไป่หลางได้เป็นแน่

            ซ่งไป่หลางในเวลานี้อยู่ในสภาวะเหนื่อยอ่อนอย่างมาก แม้แต่วิชากายาบัวพิสุทธิ์ก็ยังถูกใช้งานออกมานานแล้วและใกล้จะหมดเวลาเต็มที หากเคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์สิ้นสุดลงเมื่อใด การหลบหนีของมันก็คงจะถึงจุดจบเช่นกัน

            รั่วอวี่เองก็มิได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก นางทุ่มเทใช้พลังไปมหาศาลทางหนึ่งเพื่อใช้พิษกวาดโจมตีศัตรูและบดบังทัศนวิสัย อีกทางก็ใช้ควบคุมบรรดาพฤกษาช่วยปัดป้องการโจมตีจากสารพัดทิศทาง กระทั่งการโจมตีของอนุเซียนตระกูลว่านนางยังเคยฝืนต้านรับเอาไว้ นี่ทำให้พลังของนางอ่อนแรงลงเต็มที

            ในที่สุดซ่งไป่หลางก็ถึงขีดจำกัด สัญลักษณ์ดอกบัวบนหน้าผากสลายหายไปทั่วร่างแทบไร้สิ้นเรี่ยวแรง ทั้งสองหยุดยืนอยู่ที่ใจกลางสมรภูมิและเตรียมการสำหรับการปะทะครั้งสุดท้าย

            นี่คือแผนการสุดท้ายที่ซ่งไป่หลางเตรียมเอาไว้ ถ้าหากสำเร็จก็จะสามารถหลบหนีจากอนุเซียนตระกูลว่านได้ลุล่วง แต่หากล้มเหลวมันก็ทำได้เพียงพึ่งพาอาจารย์ของมันในการรับมือแล้ว

            อนุเซียนตระกูลว่านที่กำลังร้อนใจเพราะสถานการณ์การต่อสู้บนท้องฟ้าที่กำลังย่ำแย่ ในที่สุดมันก็เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ มันรู้ว่าซ่งไป่หลางในเวลานี้อยู่ในสภาพที่มิอาจหลบหนีได้อีกแล้ว ดังนั้นมันจึงไม่รีรอที่จะซัดกริชของมันออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ลำคอของชายหนุ่มทันที

            กริชนั้นพุ่งตัดผ่านอากาศราวกับสายฟ้า ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจเข้าลึกเตรียมพร้อมใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด ขณะเดียวกันรั่วอวี่ก็เตรียมพร้อมใช้พิษชนิดสุดท้ายที่นางยังหลงเหลืออยู่เช่นกัน

            ทว่าก่อนที่คนทั้งสองจะได้ลงมือ เปลวไฟอันน่าหวาดหวั่นพลันปะทุขึ้นจากอากาศที่ว่างเปล่าพร้อมกับภาพของหงส์อัคคีที่งดงามโบยบินจากบนท้องฟ้าแล้วกลืนกริชของอนุเซียนตระกูนว่านเข้าไป

            ครืน!! พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กริชของอนุเซียนตระกูลว่านถูกกดลงทำให้สูญเสียทิศทางและปักลงบนพื้นดินสร้างพลังอำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว แววตาของอนุเซียนตระกูลว่านเผยความตกตะลึง มันคุ้นเคยกับกลิ่นอายของเปลวเพลิงนี้เป็นอย่างมาก แม้จะอ่อนแอกว่าที่มันจดจำได้ทว่าก็คล้ายคลึงจนถึงขีดสุด

            หรือว่าจะเป็นจักรพรรดิมารอัคคี

            เสวี่ยเอ๋อซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวในชุดสีแดงงดงาม แม้จะไม่ได้พบเจอกันหลายปีนับจากที่เจอกันครั้งล่าสุดทว่ามันก็ยังคงจดจำน้องสาวฝาแฝดร่วมสายโลหิตของมันได้อย่างชัดเจนยิ่ง

            พลังระดับขั้นราชันย์ยุทธ์รั่วอวี่เองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน นางตระหนักได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีพลังใกล้เคียงกับนางทว่าพลังธาตุอัคคีของนางนั้นพิเศษยิ่งนัก ถึงกับสามารถผลักเปลี่ยนทิศทางของการโจมตีของอนุเซียนผู้หนึ่งได้ จะต้องเป็นอัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้เช่นเดียวกับนางและซ่งไป่หลางเป็นแน่

            ไม่ได้เจอท่านนานเลยนะ พี่ชายซ่งหงเสวี่ยส่งเสียงทักทายสดใสก่อนจะเหลือบสายตามองอนุเซียนตระกูลว่านช้าๆ

            เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงครอบครองเพลิงมารบรรพกาลแบบเดียวกับจักรพรรดิมารอัคคีอนุเซียนตระกูลว่านเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวง

            เจ้าคนแซ่ว่าน ข้าแนะนำให้เจ้าถอนตัวไปเสียตอนนี้ มิเช่นนั้นหากเจ้ายังชักช้าอีกสามชั่วลมหายใจ เกรงว่าต่อให้อยากหนีเจ้าก็หนีไปไหนไม่ได้แล้วซ่งหงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและข่มขู่

            ฮึ่ม ก็คือผู้มีพลังขั้นราชันยุทธ์ กล้าขู่อนุเซียนอย่างข้างั้นหรือแม้ใจหนึ่งจะหวาดหวั่นอยู่บ้างทว่าอนุเซียนตระกูลว่านก็ยังมีศักดิ์ศรีของมันเอง ย่อมไม่อาจปล่อยให้ตนเองถูกราชันยุทธ์ผู้หนึ่งไล่ให้จากไปได้โดยง่าย

            คนแซ่ว่าน คุณหนูของข้าเมตตาเอ่ยเตือนเจ้าด้วยความปรารถนาดีแล้วเจ้ากลับไม่รับเอาไว้ ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการเช่นนั้นก็ลืมมันไปเถอะ ดั่งที่คุณหนูเอ่ย จากนี้ไปต่อให้เจ้าอยากจะหนีไปเจ้าก็ไม่อาจหนีไปไหนได้อีกแล้วเสียงเย็นเยียบของสตรีดังขึ้นเหนือศีรษะของมัน ร่างอันงดงามของหลี่เม่ยเม่ยปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าก่อนจะสะบัดพัดวายุอัคคีของนางออก

            พริบตาเดียววังวนเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็พวยพุ่งจากบนท้องฟ้าปกคลุมร่างของอนุเซียนตระกูลว่านเอาไว้ภายใน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

386 ความคิดเห็น

  1. #259 akechai (จากตอนที่ 137)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 14:43

    ขอบคุณครับ
    #259
    0
  2. #258 ALOHA (จากตอนที่ 137)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 11:54
    เรื่องนี้หญิงงามแถมเก่งกาจชอบยิ่งหนัก
    #258
    0
  3. #257 dfrdz007 (จากตอนที่ 137)
    วันที่ 5 กันยายน 2563 / 07:55
    thank u
    #257
    0