เพลินคิมหันต์

ตอนที่ 12 : กลับบ้านเรา รักรออยู่ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ส.ค. 59



"ค่ะ คือรถของฉันเสียน่ะค่ะ คุณพอจะช่วยดูให้หน่อยได้หรือเปล่าคะ" ริมฝีปากคู่สวย

หยักยิ้มตอบอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ใบหน้าเนียนขาวปรากฏลักยิ้มน่ารักน่าเอ็นดูขึ้นมาที่แก้มทั้งสองข้าง ๆ เพลินดารานึกขอบคุณสวรรค์อย่างน้อยก็เมตตาส่งคนมาช่วยในเวลาที่ไม่น่าจะมีคนผ่านไปผ่านมาแล้ว

 

"เดี๋ยวนะครับ คือผมคุ้นหน้าคุณมากเลย เราเคยเจอกันหรือเปล่าครับ" พ่อเลี้ยงคนดังเลิกขนคิ้วดกดำแล้วมองไปที่เจ้าของดวงตากลมโต ก่อนจะเบนสายตาไปที่รถกระบะคันเก่าของเธอ

 

"คือบ้านฉันอยู่ที่ไร่ฟ้าเพลินดาวค่ะ"

 

"อ่อ ถ้าอย่างนั้นผมพอจะจำคุณได้แล้ว คุณเพลินเคยเห็นแต่ตอนยังเรียนหนังสืออยู่" ดวงตาคมหลี่ลงซ่อนประกายวาววับยอมรับกับตัวเองว่าต้องตาตั้งแต่แรกเห็นถึงแม้ว่าอายุอานามของตัวเองดูท่าจะทิ้งห่างหญิงสาวราว ๆ รอบได้แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะไม่เคยหมายตาใครแล้วจะไม่ได้ ในเมื่อปัญหามันไม่ได้อยู่ที่อายุ เพราะผู้ชายวัยกลางคนอย่างเขาที่มีดีทั้งรูปร่างและทรัพย์สินเงินทองพร้อมทุกอย่าง ผู้หญิงน้อยคนนักที่จะปฏิเสธนอกเสียจากเธอคนนั้นโง่!!

 

"ค่ะเพลินดารา ค่ะพ่อเลี้ยง"

 

"นับว่าเป็นเรื่องโชคดีนะครับที่คุณเพลินเจอคนรู้จัก เพราะปกติเวลานี้เแถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านเท่าไหร่ นี่ก็ใกล้มืดแล้วด้วย"

 

"ใช่ค่ะเพลินโชคดีมากที่เจอพ่อเลี้ยง กำลังคิดอยู่พอดีว่าจะทำอย่างไรดี ดันมาเสียตอนกำลังโพล้เพล้เสียด้วยสิคะ ตัวเพลินไม่เท่าไหร่แต่ของที่อยู่ในรถเพลินคิดไม่ออกจริง ๆ ค่ะ"

 

"ครับ ถ้าไม่รังเกียจคุณเพลินไปรถคันเดียวกับผมก็ได้ เดียวผมไปส่งกำลังจะผ่านไปแถวนั้นพอดี ส่วนของเดียวให้นายโชคขนขึ้นไปบนรถ"

 

เพลินดาราพยักหน้าแทนการตอบรับ ส่วนพ่อเลี้ยงสิงห์หันไปสั่งนายโชคคนขับรถให้ขนของเพลินดาราขึ้นรถไปด้วย

 

"ขอบคุณมากนะคะพ่อเลี้ยง"

 

"ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวเชิญคุณเพลินขึ้นรถผมได้เลยครับ"

 

"ส่วนรถคันนี้ค่อยให้คนงานมาลากกลับเอาไปไว้ที่ไร่ก่อน ส่วนเรื่องซ่อมเดียวผมให้ช่างมาดูให้ครับ" พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้มีน้ำใจกว้างจวางประดุจดั่งแม่น้ำโขงยิ้มตาหยีให้กับเพลินดาราพร้อมผายมือไปทางประตูรถ นักเขียนตกยากผู้โชคร้ายแต่แฝงไปด้วยความโชคดี นางเอกก็คือนางเอกอยู่วันยังค่ำถึงแม้จะตกต่ำขนาดไหน แต่ก็ยังมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือไม่มีตกทุกข์ได้ยากสักนิดเดียว พล๊อทนิยายเรื่องต่อไปคงไม่วายเป็นพ่อเลี้ยงหนุ่มผู้แสนดีกับสาวชาวไร่อย่างแน่นอน

 

 

พ่อเลี้ยงสิงห์ในวัย 34 ปี เป็นพ่อเลี้ยงหนุ่มนิสัยดีตามคำล่ำลือ เป็นผู้กว้างขวางและเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในระแวกนี้ ผู้เป็นเจ้าของไร่ชาหลายร้อยไร่แถมมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นถึงเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงของ  สถานะทางครอบครัวเรียกได้ว่าโสดสนิท  คนโสดเนื้อหอมเสียยิ่งกว่าน้ำหอมแบรนดัง และเป็นที่หมายปองของสาว ๆ ทั่วทั้งเชียงราย

 

ตอนนี้เพลินดาราอยู่ในรถคันเดี๋ยวกันกับเขา พ่อเลี้ยงผู้มากน้ำใจแต่แววตาพราวระยับไปนิดหน่อยแต่ก็พออภัยให้ได้ ความหล่อก็มีความรวยก็ใช่ที่สำคัญแสนดีอีกต่างหากเรียกได้ว่าครบเครื่องทั้งรูปสมบัติและคุณสมบัติ นายภูชิตที่เรียกว่าดูดีแล้วเทียบไม่ได้แม้แต่เศษขี้เล็บของพ่อเลี้ยงผู้แสนดี 

 

 ในที่สุดเพลินดาราก็กลับมาถึงไร่ฟ้าเพลินดาวด้วยความปลอดภัย ไม่ต้องนอนตากน้ำค้างบริจาคเลือดให้กับยุง แถมข้าวของในรถที่มากมายก่ายกองก็ถูกลูกน้องของพ่อเลี้ยงยกมาส่งให้ถึงหน้าบ้าน

 

 

เธอดารามาถึงบ้านไร่ในหมู่บ้านผากุบช่วงค่ำพอดี ความรู้สึกแรกตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเช้ามาในเขตตัวบ้าน ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอันหนาวเหน็บ หัวใจที่อ่อนแรงและดวงตาที่อับแสงกลับเจิดจ้าขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกที่คุ้นเคยวิ่งเข้ามาโอบล้อมและซึมซับเอาความหนาวเหน็บทั้งหมดทั้งปวงออกจากร่างกายไปเรื่อย ๆ  ให้ความรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย เมื่ออยู่กับสิ่งที่เรียกว่าบ้านอย่างแท้จริง

 

บ้านไม้ยกพื้นสูงขนาดจำนวนเสาร์ 16 ต้น ตั้งอยู่ในกลางสวนผักและสวนสมุนไพรภายในไร่ฟ้าเพลินดาว รอบตัวบ้านโอบล้อมไปด้วยไอดินกลิ่นต้นไม้ที่คุ้นเคย

 

หลังจากมาถึงบ้านพ่อเลี้ยงสิงห์แยกตัวแวะไปทักทายแผ่นดินและดวงดาวอยู่พักใหญ่ก่อนจะขอตัวกลับไปทำธุระต่อที่ไร่สมุนไพรที่อยู่ถัดจากไร่ฟ้าเพลินดาวไปประมาณ 1 กิโลเมตร

 

         

ความเสียใจจากเรื่องภูชิตยังคงอยู่ ยิ่งเห็นหน้าดวงดาวแล้วยิ่งอยากกลับไปเป็นเด็กตัวเล็กร้องไห้แล้วนอนหนุนตักอันแสนอบอุ่นของแม่ กลิ่นอายของความอบอุ่นในอ้อมกอดยังติดตราตรึงพอประทังให้หัวใจที่อ่อนล้าเปลี่ยนเป็นเข้มแข็งขึ้นมาได้อีกโข เพราะไม่มีประโยชน์ที่คิดถึงอีกแล้ว ถึงแม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ย แม่ก็คือแม่ยังเข้าใจลูกเสมอ การถูกกอดปลอบจึงเป็นการแก้ไขปัญหาอ่อนล้าของหัวใจอย่างดีที่สุด

 

ค่ำวันนั้นคนงานที่ไร่ไปลากรถที่เสียมาเก็บ ส่วนข้าวของที่ขนมาก็เตรียมยกไปไว้ให้เพลินดาราที่ห้อง กลับมาคราวนี้หญิงสาวตั้งใจแล้วว่าจะไม่พักบนบ้านใหญ่ เลยขออนุญาตแผ่นดินและดวงดาวขอไปพักที่เรือนพักเอื้อมดารา ที่อยู่ใกล้กับเรือนพักเอื้อวารินทร์ 

 

เรือนพักทั้งสองหลังตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเป็นทิวทัศน์ได้เต็มตาติดกับริมแม่น้ำโขง แผ่นดินและดวงดาวตั้งใจสร้างไว้ให้กับภาพฟ้าและเพลินดาราคนละหลัง เรือนเอื้อมดาราเป็นของเพลินดารา ส่วนเรือนเอื้อวารินทร์เป็นของภาพฟ้า บ้านไม้ใต้ถุนสูงยกพื้นขนาดกะทัดรัดมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำและ 1 ห้องครัว หน้าบ้านออกแบบไว้เป็นระเบียงสำหรับนั่งเล่น หลังคามุงหญ้าคาโดยกรรมวิธีพื้นฐานอันเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาของบรรพบุรุษ ด้านหน้าประดับหน้าจั่วสีน้ำตาล ที่รับกับบานประตูและวงกบหน้าต่างสีน้ำตาล ตัวบ้านทั้งหลังทำขึ้นจากไม้สัก ส่วนบริเวณรอบตัวเรือนประดับไปด้วยสวนดอกไม้ ป่าไผ่ และด้านข้างเป็นสวนลิ้นจี่ที่ส่งกลิ่นหอมตลอดคืนเมื่อถึงฤดูกาล

 

เพลินดาราชอบพักที่เรือนเอื้อดาราเพราะชอบในความสงบอีกทั้งจินตนาการถึงบรรยากาศในห้องทำงานที่ล้อมรอบไปด้วยธรรมชาติ และทัศนียภาพที่ตระการตาลำน้ำโขงทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา เทือกเขาสลับซับซ้อน และวิธีชีวิตทางการเกษตร แปลงผักปลอดสารพิษ และแปลงดอกไม้ที่แข่งกันออกดอกจนส่งกลิ่นหอมไปทั่วตัวบ้าน เสียงนกร้อง สายลมโชยเบา ยิ่งทำให้เพิ่มเติมความคุ้มค่าให้กับชีวิตอีกมากโข

 

ยามค่ำคืนหากเป็นคืนเดือนหงาย ลำน้ำโขงจะเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามตา มีเงาสะท้อนของดวงจันทร์ทอดยาวตลดเส้น และหากเป็นหน้าฝนเหล่าบรรดากบเขียดก็จะออกมาร้องรำทำเพลงแข่งกันขับกล่อมให้นอนหลับสบายภายใต้อากาศเย็นสบายในยามกลางคืน

 

"เพลินพักเรือนเอื้อดาราเหรอลูก"

 

"ค่ะแม่ มีอะไรหรือเปล่าคะ"

 

"คือแม่พึ่งจะปล่อยให้ลูกค้าเช่า เค้าขอเช่าสามเดือน พึ่งรับปากลูกค้าไปเมื่อวานเอง อาทิตย์หน้าลูกค้าก็จะมาแล้วลูก "

 

"ลูกค้าที่ไหนคะแม่"

 

"คุณครูคนใหม่ที่จะมาสอนที่โรงเรียนบ้านผ้ากุบน่ะลูก

 

"ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไรค่ะ เพลินพักที่เอื้อวารินทร์ก็ได้ค่ะ หลังสามเดือนค่อยย้ายกลับเข้าเอื้อดาราก็ได้ เอแต่ทำไมรอบนี้คุณแม่ถึงให้ลูกค้าเช่าระยะยาวได้คะ"

 

"คุณครูมาสอนเด็ก ๆ อีกอย่างจะเข้ามาเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีในไร่เราด้วยลูก แม่เห็นว่าจะได้สะดวกที่พักอยู่ใกล้โรงเรียนด้วย จากหลังไร่เราไปแค่ครึ่งกิโลเองก็ถึงโรงเรียนแล้ว"

 

"ครูไฮโซจังแม่เช่ารีสอร์ทอยู่ด้วย"

 

"แหมก็ไปว่าครูเค้า เค้าเสียสละมาสอนโรงเรียนห่างไกลความเจริญก็ดีเท่าไหร่แล้วลูก"

 

"มาสอนพวกเด็กทโมนพวกนั้นเพลินกลัวว่าอาทิตย์เดียวก็เผ่นกลับแล้ว นี่คนที่เท่าไหร่แล้วละค่ะ ที่มาสอนที่บ้านผากุบ เห็นแต่ละคนอยู่ได้ไม่เกินสองอาทิตย์ทนความลำบากไม่ไหวก็รีบเผ่นหนีไปไกลแล้ว"

 

"เอาน่าลูก ถ้าจะไปอยู่ที่เอื้อวารินทร์เดียวแม่จะไปบอกนวลให้พู่กันไปอยู่ที่บ้านนู้นเป็นเพื่อนนะลูก"

 

"ได้ค่ะแม่ แล้วพู่กันไม่ต้องไปโรงเรียนเหรอคะ"

 

"พู่กันกับปากกาเจ้าทโมนสองคนนั่นเรียนที่โรงเรียนท้ายไร่เราอยู่แล้ว เดียวคืนนี้ให้นอนเป็นเพื่อนก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยให้เก็บของแล้วย้ายไปอยู่เป็นเพื่อนลูก"

 

"ก็ดีเหมือนกันค่ะแม่นอนคนเดียวเพลินก็กลัวเป็น"

 

"เก็บของก่อนนะแล้วตามแม่ไปทานข้าว พ่อน่าจะกำลังคุยกับพ่อเลี้ยงสิงห์อยู่ โชคดีมากเลยนะที่วันนี้เจอพ่อเลี้ยงไม่อย่างนั้นละก็นอนตากยุงจนตัวลายแน่"

 

"ค่ะแม่" เพลินดารารับคำด้วยรอยยิ้มก่อนที่ดวงดาวจะเดินออกจากห้องไป

 

พ่อเบี้ยงสิงห์กลับไปนานแล้วโดยไม่ได้อยู่กินข้าวเย็นด้วย 6 เดือนแล้วที่เพลินดาราไม่ได้กลับมาบ้านเลยเพราะมัวยุ่งแต่เรื่องงาน สภาพบ้านไร่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเพียงแค่ผักใหม่ ที่ปลูกเพิ่มขึ้นในแปลงเท่านั้น คนงานในไร่ยังคงหน้าเดิม น่าเสียใจแทนพ่อกลับแม่จริง ๆ หากรู้ว่าสาเหตุที่ย้ายมาอยู่บ้านเพราะอกหักรักคุด ไม่ได้เบื่อกรุงเทพตามที่กล่าวอ้าง

 

โชคดีที่เธอยังกำชับกับภาพฟ้าให้ปิดเรื่องที่เลิกกับภูชิตไว้เป็นความลับเอาไว้ก่อน หากมีโอกาสเหมาะสมแล้วค่อยบอกให้ทั้งพ่อกับแม่รู้ ยังโชคดีของเธอที่แผ่นดินเองไม่ค่อยชอบภูชิตอยู่แล้วทำให้ทั้งแผ่นดินและดวงดาวไม่ได้ถามถึงเรื่องภูชิตเลย โดยปกติเธอก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องคบกับภูชิตให้พ่อกับแม่ฟังเท่าไหร่เพราะรู้ว่าแผ่นดินไม่ได้ชอบหน้าภูชิตแต่ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้คบกัน ยิ่งขืนถ้าบอกเรื่องภูชิตทิ้งเธอไปมีผู้หญิงใหม่ คืนนี้พ่อแผ่นดินของเธอคงได้วิ่งไปหยิบลูกซองแล้วบึ่งรถเข้ากรุงเทพแบบฉับพลันทันด่วน

 

คนที่ได้ชื่อว่าหวงลูกสาวยิ่งกว่าจงอางหวงไข่ ยิ่งถ้าได้รู้ว่าภูชิตทำกับเธอลูกสาวที่เขาเฝ้าทะนุถนอมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้วล่ะก็ภูชิตคงจะถูกยิงจนปืนหมดกระสุน ถึงแม้ว่าแผ่นดินจะใจเย็นกับทุกเรื่องแต่มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำให้อดีเนรีนในสมองพุ่งกระฉูดได้ก็มีแต่เรื่องของเพลินดารากับดวงดาวภรรยาสุดที่รักเท่านั้น

 

ดวงดาวเดินเข้ามาในห้องของเพลินดาราหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จเพราะสังเกตได้ว่าสีหน้าของลูกสาวแปลกไป ไม่ได้สดชื่นสดใสเหมือนเก่า คงจะมีเรื่องไม่สบายใจที่ยังไม่ได้เล่า แต่ก็ไม่อยากถามต่อหน้าแผ่นดิน

 

"เพลินวันนี้เหนื่อยมากเหรอลูก ดูหน้าไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่"

 

"ก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะแม่ขับรถมาจากกรุงเทพ กว่าจะถึงเชียงของก็สามวัน แวะเที่ยวมาตลอดทางเลยเพลียพักสักวันก็น่าจะหายแล้วค่ะ"

 

"แม่แวะมาดู พาพู่กันมาส่งด้วย ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนนะ"

 

"พู่กันนอนอีกห้องนะลูก"

 

"ค่ะแม่เลี้ยง" เด็กหญิงรับคำและส่งยิ้มให้เพลินดาราจนตาหยี๋ ก่อนที่นวลผู้เป็นแม่ที่ตามมาส่งลูกสาวด้วยจะสังสอนลูกสาวให้เป็นเด็กดีและห้ามดื้อกับเพลินดารา เพลินดาราแอบมองพู่กันที่ทำหน้าเหย ๆ เมื่อได้ฟังทั้งคำสั่งและคำบ่นจากแม่ไปพร้อม ๆ กัน

 

พู่กันเด็กแฝดชายหญิงที่มีน้องชายชื่อปากกา เป็นลูกของหัวหน้าคนงานในไร่ น้านวลกับลุงชาญ เด็กแฝดทั้งสองคนเติบโตมาในไร่ พู่กันดูจะไม่ค่อยเหมือนเด็กผู้หญิงเท่าไหร่แก่นแก้วมาตั้งแต่เล็ก ไม่ได้เจอพู่กันนานใบหน้าขาว ๆ ก็ยังฉายแววน่ารักให้เห็นบ้าง แต่ที่เปลี่ยนไปคือใบหน้าไม่ได้มอมแมมเหมือนเมื่อก่อนแล้วดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาบ้างเล็บมือเล็บเท้าก็สะอาดถูกตัดจนสั้น ทรงผมหน้าม้าสั้นเต่อก็ยังคงเป็นทรงเดิม

 

“ไม่เจอกันนานสูงขึ้นนะเรา”

 

“สวยหรือยังล่ะพี่เพลิน” เด็กหญิงยิ้มจนตาหยี๋ ทำท่าเขินอายหลังจากถามจบ

 

“แก่แดดอยากโตเป็นสาวแล้เหรอ” เพลินดาราอดที่จะอมยิ้มไปกับความไร้เดียงสาของพู่กันไม่ได้ ที่จู่ ๆ เด็กหญิงจะเปลี่ยนจากเป็นลิงมาเป็นเด็กผู้หญิงได้

 

“อยากสวยเหมือนครูพลอย ครูที่โรงเรียน”

 

          “เรียนให้จบแล้วค่อยสวยจ้ะ ป้ะง่วงแล้วนอนบนเตียงกับพี่เพลินแล้วกัน” ฝ่ามือเรียวเล็กยกขึ้นลูปปลอยผมดกดำของเด็กหญิง ก่อนที่เด็กน้อยจะกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนแล้วหยิบหมอนข้างมากอดเอาไว้ในครอบครอง

 

ความเย็นของเครื่องปรับอากาศทำให้รอบตัวของเพลินดาราหนาวเหน็บ แต่ก็เทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บในร่างกาย หัวใจยังคงสั่นไหวทำใจได้ยากกับความผิดหวังครั้งมโหราณในชีวิตเหมือนคนที่กำลังยืนอยู่บนยอดตึกใบหยกแล้วต้องตกลงมาจนถึงพื้นเพียงเพราะนกนางนวลบินผ่าน  จนทำให้เธอต้องซุกตัวลงไปในผ้าห่มจนเหลือแต่หัวโผล่ออกมา พร้อมกับฝูงแกะน้อย ๆ ที่วิ่งกระจายตัวในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ให้เธอได้นับแทนการปล่อยให้สมองว่างเปล่าส่งผลให้จิตใจฟุ้งซ่านเข้าไปใหญ่

 

คืนนี้เธอนอนไม่หลับจะด้วยเพราะจิตใจที่ยังฟุ้งซ่านไม่สงบอยู่หรือเพราะแปลกที่เพลินดาราพยายามข่มตาให้หลับมาตั้งแต่ 4 ทุ่มจนป่านนี้ล่วงเลยเข้ามาจนเกือบเทียงคืนก็ยังนอนไม่หลับ ภาพของภูชิต เกร็ดทรายยังคงลอยอยู่ในสมอง แถมภาพในงานสัปดาห์หนังสือก็ยังผุดมากวนในอยู่เนือง ๆ หญิงสาวนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนที่นอนหลายตลบก็ยังไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ เพลินดาราหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องที่ใช้ประจำแต่ปิดทิ้งตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องและไม่เคยเปิดใช้อีกเลยขึ้นมาเปิดดู

 

ทำใจยากเหลือกเกินที่จะกดเปิดอ่านข้อความใน Line เธอเลื่อนอ่านไปเรื่อย โดยข้ามข้อความที่ส่งมาจากภูชิตไป จนมาสะดุดกับข้อความที่ส่งมาจากชื่อในนาม คิมหันต์

 

หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น แน่ใจที่สุดว่าไม่รู้จักคิมหันต์มาก่อน หญิงสาวเลื่อนดูข้อความด้านใน และอ่านทุกตัวอักษร

 

"สวัสดีครับคุณเพลิน สบายดีหรือยังครับ ไม่ทราบข่าวคราวเลย ถ้าสบายดีแล้วส่งยิ้มตอบกลับมาหน่อยนะครับ คิมหันต์ ^___^"

 

เพลินดาราคิดว่าน่าจะเป็นข้อความจากแฟนคลับหนังสือเพราะส่งมาให้เธอหลายวันแล้ว ไม่อยากให้เสียน้ำใจเลยกดรูปอิโมชั่นรูปยิ้มตอบกลับไปให้ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนและพยายามทำให้ตัวเองหลับอีกครั้ง โทรศัพท์มือถือถูกวางไว้บนหัวเตียงนอนพร้อมกับข้อความ Line ที่ถูกตอบกลับมาเป็นรูป ยิ้มเหมือนกับที่เพลินดาราส่งให้ แต่เจ้าของเครื่องก็ไม่ได้เปิดอ่านเพราะเวลานี้สมองกำลังล่องลอยสู่นิทราไปแล้ว

 

 

 

เพิ่มเติมจ้า ชอบไม่ชอบตรงไหนมาติกันหน่อยน้าอยากได้ยิน

 

รักค่ะ

 

ดาวนับล้านดวงจันทร์นับร้อย 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

11 ความคิดเห็น