เพลินคิมหันต์

ตอนที่ 13 : กลับบ้านเรารักรออยู่(3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 ส.ค. 59



เช้าวันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่ทันสางเพลินดาราก็ลุกออกจากเตียงแล้ว อาศัยช่วงเวลายามเช้ารีบอาบน้ำแต่งตัวและออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ไอหมอกจาง ๆ สีขาวยังคงปรากฏ สายลมเย็นกรูเข้ามากระทบใบหน้า ส่งผ่านความสดชื่นยามเช้า เกร็ดน้ำค้างยังคงติดตามใบหญ้าและยอดผักที่ไม่ได้เห็นมานานจนคนที่เดินชมวิวอยู่ในไร่ผักอดเอามือไปสัมผัสไม่ได้ ความเย็นของเกร็ดน้ำค้างช่วยดูดซับความร้อนที่อยู่ในหัวใจให้เบาบางลง ท้องฟ้าในยามเช้ายังคงเป็นสีครามส่วนดวงอาทิตย์ตรงเส้นขอบฟ้าค่อย ๆ กระจายแสงสีส้มออกมาเรื่อย ๆ อากาศและอ๊อกซิเจนยามเช้าถูกสูดเข้าไปเต็มปอด พร้อมกับซึมซับเอาความอบอุ่นของสายหมอกที่โอบล้อมร่างกายเข้าไปด้วย

 

ยามเช้าคนงานในไร่ต้องมาทำงานตั้งแต่เช้าเพราะต้องมาคอยเก็บผลิตส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาคอยรับซื้อถึงในไร่เพื่อเอาไปขายต่อในตัวเมือง ผักสลัด สามสี ถูกเก็บจากแปลงแล้ววางไว้ในตะกร้า สวยงามราวกับว่าดอกไม้อยู่ในแจกัน ข้าง ๆ กันมีถั่วฝักยาว แตงกวา ถั่วพูและมะเขือเปาะ ถูกจัดเรียงใส่เข่งไว้คู่กันด้วย ส่วนผักกาดขาวและกะหล่ำปลีถูกแยกเอาไว้อีกตะกร้าหนึ่ง

 

"ผักพวกนี้จะเอาไปส่งที่ไหนเหรอม่อ" เพลินดาราอดสงสัยไม่ได้จึงหันไปถามกับคนงานที่กำลังจัดผักลงตะกร้าอยู่ ม่อเป็นชาวเขาที่อยู่บนดอย แต่ลงมารับจ้างทำงานอยู่ภายในไร่ ม่อมาทำงานที่ไร่ฟ้าเพลินดาวได้ประมาณ 3 เดือนแล้ว เลยทำให้เพลินดาราไม่คุ้นหน้าคนงานคนนี้สักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับคนงานในไร่อีกหลาย ๆ คน

 

"โรงเรียนครับคุณเพลิน"  ม่อยิ้มให้กับเจ้านายสาว ถึงแม้ว่าจะเป็นคนงานใหม่ในไร่แต่เขาก็พอจะดูออกว่าใครเป็นใคร ในเมื่อใคร ๆ ในไร่ต่างก็พูดถึงเจ้านายคนเล็ก ที่นาน ๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านสักที แต่คราวนี้เห็นทีว่าจะกลับมาอยู่นาน

 

"แล้วใครจะเอาไปส่งล่ะ" เพลินดาราอดถามเพราะความอยากรู้ไม่ได้ แต่ก็เริ่มมีความคิดบางอย่างขึ้นมา ในเมื่อตัดสินใจกลับมอยู่บ้านแล้วเธอเองก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาผลผลิตภายในไร่ นอกจากส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง และใช้ทำอาหารสำหรับลูกค้าที่เข้ามาพักในโฮมเสตย์ เพลินดาราก็อยากให้เหล่าบรรดาผักปลอดสารพิสของตัวเองไปปรากฏตัวอยู่ตามโรงพยาบาลหรือว่าโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย อย่างน้อย ๆ เด็กเล็ก หรือว่าคนป่วยก็ควรได้รับอาหารที่ปราศจากสิ่งเจือปน สดใหม่ แถมได้ประโยชน์ครบถ้วน

 

"น้าชาญครับ"


“อ่อ” เพลินดาราตอบรับอยู่ในลำคอ แล้วก็ผละจากมาเพื่อเดินเข้าไปดูผักอื่นในไร่ที่เธอแสนจะคิดถึง

 

นายม่อมองตามหญิงสาวที่เดินจากไปด้วยสายตาพราวระยับ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นชาวเขาและได้เข้ามาทำงานในไร่ในฐานะคนงานเก็บผักและดูแลสวนสมุนไพร แต่ก็ยอมรับว่าต้องตาในความสวยของเจ้านายสาว และประทับใจในความเป็นกันเอง หากจะเปรียบเทียบเธอคงเป็นดอกฟ้า ส่วนเขาก็เป็นได้แค่หมาวัดที่แหงนมองขึ้นไปบนต้นจนคอแทบเคล็ด แม้แต่กลีบของดอกก็ยังคงไม่ล่วงหล่นลงมาในตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ทำอย่างไรหนอชั่วชีวิตนี้ดอกฟ้าถึงจะโน้มกิ่งลงมาหาหมาวัดอย่างเขาบ้าง นอกเสียจากต้องยกระดับตัวเองให้ขึ้นมาจากคำแค่ว่าชาวเขาจน ๆ มันเลยทำให้นายม่อไม่ลังเลเลสักนิด เมื่อได้รับการติดต่อมาจากกลุ่มของพ่อเลี้ยงสิงห์ให้ทำงานพิเศษให้ ที่ได้ทั้งผลตอบแทนที่คุ้มค่าและอาจจะย้ายตัวเองจากยอดดอยลงมาอยู่บนพื้นราบและยกระดับตัวเองจากไอ้ม่อ เป็นคุณม่อแทน

 

ผลผลิตจากในไร่ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งไปเป็นอาหารกลางวันที่โรงเรียนบ้านผากุบโรงเรียนขยายโอกาสโรงเรียนเดียวที่มีในหมู่บ้าน ที่โรงเรียนไม่ได้เพียงลูกคนงานในไร่และชาวบ้านเท่านั้น ยังมีเด็กชาวเขาจากบนดอยลงมาเรียนที่โรงเรียนด้วย ทำให้โรงเรียนค่อนข้างขาดแคลนครูและงบประมาณในเรื่องค่าอาหาร ดังนั้นทางแผ่นดินเลยอาสาสนับสนุนอาหารกลางวันให้กับเด็ก ๆ และบรรดาบุคลากรที่เสียสละของโรงเรียนโดยการส่งผักสด ไข่ และเนื้อสัตว์ให้กับโรงครัวของโรงเรียนเอาไปทำอาหารฟรี ๆ

 

ภูเขาลูกใหญ่ยังตั้งตระหง่านสูงอยู่ริมแม่น้ำโขง ทำให้คนที่กำลังทอดมองแสงอาทิตย์อดอมยิ้มไม่ได้ ภาพคนงามก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในไร่สตรอเบอรี่ยิ่งดูยิ่งน่ามอง ไม่อยากจะเชื่อตัวเองจริง ๆ ก่อนหน้านี้หนึ่งสัปดาห์โครงการของอนาคตที่เธอวางไว้ยังคงอยู่ในเมืองกรุง แต่แค่เพียงสัปดาห์เดียวทุกอย่างถูกพับเก็บใส่กล่องเหล็กฝังดินลงไป และตัวเธอก็มายืนโดดเดี่ยวอยู่บ้านเกิดของตัวเอง นึกแล้วก็อยากขอบคุณนายภูชิต ที่ทำให้เธอนึกขึ้นมาได้ว่าไม่มีที่ไหนจะสุขใจเท่าบ้านของตัวเอง และเริ่มมองเห็นกลิ่นอายของความสุขที่กำลังเข้ามาเยือนในระยะเวลาอันใกล้

 

คนเราถ้าหากจะผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายบางอย่างไปได้คงจะต้องใช้เวลา ส่วนตัวเธอคงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งแต่ก็คงจะไม่นานในเมื่อทุกอย่างเพียงแค่กลับเข้ามาสู่จุดเริ่มต้น จุดที่เธอไม่เคยมีภูชิตมาก่อนและพยายยามทำทุกวันให้มีความสุขไปกับสิ่งที่เธอมีอยู่ ดังนั้นสวนผักริมแม่น้ำโขงของเธอจึงเป็นเป้าหมายหลักที่เธอจะต้องหันมาสนใจ

 

ไร่ฟ้าเพลินดาวจากพื้นทีรกร้างเมื่อ 30 ปีก่อน อนาบริเวณกินพื้นที่ประมาณ 80 ไร่

แผ่นดินและดวงดาว รักสวนแก้ว สองสามีภรรยาที่มีอาชีพเป็นข้าราชการ อยู่นในตัวอำเภอเชียงของ ทำงานเก็บเงิน ซื้อที่ดินจำนวน 50 ไร่ที่อยู่ติดกับที่ดินของตัวเอง จากลูกพี่ลูกน้องที่ต้องการจะย้ายครอบครัวไปอยู่ในกรุงเทพเป็นการถาวร

 

ไร่ฟ้าเพลินดาว มีพื้นที่ติดริมแม่น้ำโขงเป็นทางยาว และต่อเนื่องลึกเข้าไปจนถึงพื้นที่ ที่เป็นเชิงเขา มีถนนลาดยาวไร่ไปตามริมแม่น้ำ และสามารถชมพภาพทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขงมองเห็นแม่น้ำโขงทอดยาวคดเคี้ยวอยู่ด้านหน้าและมองเห็นธรรมชาติได้ชัดโดยรอบทิศทาง อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และในทุกเทือกเขามีสายหมอกพัดผ่านในช่วงเช้าตลอดทุกวัน

 

6 เดือนเต็ม หลังจากได้ที่อีก 50 ไร่เพิ่มขึ้นมา กับการบุกเบิกที่รกร้างจนเปลี่ยนเป็นไร่ผัก ไร่สมุนไพร ในช่วงแรก และผ่านมาเป็นเวลาเกือบสิบปี บ้านไร่ ฟ้าเพลินดาว ก็ถูกเปิดเป็นที่พักเชิงเกษตร ที่มีบริการทั้งด้านห้องพักและอาหารปลอดสารพิษโดยจะเน้นไปที่อาหารปลุงสุกใหม่ ที่ประกอบไปด้วยผักและสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก เนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่เป็ด ไข่ไก่ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่อยู่ในไร่ทั้งสิ้น นอกจากอารเพื่อสุขภาพแล้วน้ำดื่มที่มีไว้บริการ ก็จะถูกทำมาจากสมุนไพรในไร่แทบทั้งนั้น น้ำขิง น้ำตะไคร้ น้ำมะขาม น้ำดอกอัญชันและอีกสารพัดผักและสมุนไพรที่สามารถแปลรูปมาเป็นเครื่องดื่มได้

 

กิจการเล็ก ๆ ภายในครอบครัว ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านให้คนมาพักผ่อน สูดอากาศบริสุทธิ์ภายใต้ความงดงามของธรรมชาติ ที่นี่เป็นโฮมเสตย์ที่พักเชิงเกษตร ไม่ใช่โรงแรมทั่วไป เป็นที่พัก เป็นที่เติมพลังใจเมื่อไหร่ก็ได้ มีอาหารธรรมชาติให้ได้บริโภคและที่สำคัญปราศจากสารพิษแปลกปลอมที่มาทำให้ร่างกายต้องอ่อนแอ มีความรัก มีรอยยิ้ม มีครอบครัว มีญาติพี่น้อง ทำให้รู้สึกถึงความมีชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันบริสุทธิ์

 

ภาพฟาร์มสเตย์ ที่ฝันเอาไว้ของทั้งแผ่นดินและดวงดาว มันค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จากพื้นที่เดิมที่รกร้าง ช่วยกันถากถาง ปรับปรุง ปลูกพืชผัก สร้างบ้านพัก ไปทีละหลัง สองหลัง แม้ว่าหลาย ๆ อย่างในตอนนั้นอาจจะยังไม่ค่อยเรียบร้อย เพราะมันเพิ่งจะเริ่มต้น แต่ทุกคนที่เข้ามาพักก็พร้อมจะเข้าใจและรักบ้านไร่เหมือนกับทุกคนที่ไร่ฟ้าเพลินดาวรักและรักการยืนอยู่บนความพอเพียงและทำทุกอย่างตามกำลังที่มี ให้เหมาะสมกับฐานะตัวเอง

 

...เงินทุกบาทที่ได้มา ส่วนหนึ่งนำมาปรับปรุง พัฒนาเเละสร้างพื้นที่เเห่งรัก ท่ามกลางธรรมชาติโอบล้อมและถักทอสายใยของคนในครอบครัวให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมถึงคนงานในไร่ ที่เปรียบเสมือนญาติสนิทหรือคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน แผ่นดินและดวงดาว ถือคติในการปกครองคนงานในไร่ กว่า 20 ชีวิตให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูรการจ้างด้วยเงินสิ่งที่ได้รับมาก็คืองาน แต่หากจ้างด้วยใจแล้วสิ่งที่ได้รับกลับนอกจากได้งานแล้วยังได้รับความจริงใจเป็นสิ่งตอบแทนด้วย

 

ดังนั้นทั้งแผ่นดินดินและดวงดาวจึงเป็นที่รักของคนงานในไร่บางคนทำงานมาตั้งแต่เพลินดาราและภาพฟ้ายังไม่ลืมตาดูโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ บ้างก็แต่งงานมีครอบครัวและทำงานให้กับไร่ฟ้าเพลินดาวตั้งแต่รุ่นพ่อจนรุ่นลูกไม่อยากที่จะย้ายรกรากไปไหน เพราะอยู่บนความพอเพียงในไร่ฟ้าเพลินดาวก็มีความสุขมากเพียงพออยู่แล้ว

 

กิจการของไร่ฟ้าเพลินดาวผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็เกือบจะ 30 ปี จากไร่ผักเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนสภาพเป็นกรีนฟาร์มและมีบ้านพักเชิงเกษตรไว้คอยต้อนรับเหล่าบรรดาลูกค้าที่ชอบท่องเทียวท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้ไร่ฟ้าเพลินดาวมีลูกค้าแวะเวียนมาพักไม่ขาดสาย ผลผลิตทางการเกษตรของไร่ นอกจากขายตามฤดูกาลแล้ว ก็นำมาบริการให้ผู้เข้าพักได้ลิ้มชิมรดความสดชื่นจากธรรมชาติ และแบ่งส่วนหนึ่งสนับสนุนเป็นอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนบ้านผากุบ และแบ่งบุคลากรส่วนหนึ่งของไร่ไปสอนวิชาการทำการเกษตรให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งโครงการนี้ไร่ฟ้าเพลินดาวก็ให้การสนับสนุนมาเป็นเวลาเกือบจะสิบปีแล้ว

 

โดยรวมในบริเวณไร่ฟ้าเพลินดาวมีทั้งไร่ผัก ไร่ผลไม้ แปลงนา บ้านพัก โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ บ่อปลา และลำธารน้ำไหล ที่สร้างขึ้นมาให้ไหลผ่านภายในไร่ ทำให้ไร่ดูชุ่มชื่นน่ามองขึ้นไปอีก เท่าตัว ซึ่งลำธารถูกสร้างโดยแนวความคิดของภาพฟ้า ที่เรียนจบมาทางด้านสถาปนิกและนำความรู้มาปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในไร่ฟ้าเพลินดาว ให้กลายเป็นแหล่งอาหารทางด้านสุขภาพและเป็นแหล่งที่พักเชิงธรรมชาติได้อย่างลงตัว จึงทำให้ไร่ฟ้าเพลินดาวค่อนข้างมีชื่อเสียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของอำเภอเชียงของในขณะนี้

 

 

อากาศยามเช้าเวลา 6 โมงเช้า ยามที่ดวงอาทิตย์พึ่งจะปล่อยแสงสีส้มจางขี้นมาจากริมขอบฟ้าและกำลังเตรียมโผล่พ้นจากยอดเขาที่อยู่ถัดจากไร่ไปประมาณสามกิโลเมตร ไอหมอกเริ่มจะเบาบางลง พร้อมกับเกร็ดน้ำค้างที่ติดอยู่ตามยอดผักยอดสมุนไพร ยิ่งมองยิ่งสดชื่นแจ่มใส ทำให้ความเศร้าหมองในหัวใจเบาบางลงได้บ้าง

 

สำหรับภูชิตนั้นเป็นคนรักคนแรก และเป็นคนที่เพลินดาตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันแบบครอบครัว ครอบครัวที่มีพร้อมทั้งพ่อแม่และลูก ๆ ตัวเล็ก ๆ แต่กลับต้องสลายกลายไปเป็นสายหมอกที่ค่อยกระจายตัวหายออกไปเพียงเพราะว่าความรักที่ไม่มั่นคงของอีกฝ่าย ที่เปลี่ยนใจไปคบหากับเกร็ดทรายเพื่อนรักเพื่อนร้ายของเธอในอดีต

 

แต่หากจะโทษคนว่าเป็นความผิดของคนทั้งสองทั้งหมดแล้ว ดูจะว่าไม่ค่อยยุติธรรมซักเท่าไหร่นัก ในเมื่อความผิดบางส่วนก็มากจากตัวเธอด้วยเช่นกัน เธออาจจะหัวโบราณเกินไป ไม่อ่อนไหวไม่เอาใจเก่งเหมือนเกร็ดทราย ในเมื่อเธอเองก็รู้ดีว่าผู้ชายอย่างภูชิต ชอบให้คนเอาอกเอาใจ หรืออีกสาเหตุหนึ่ง เธอกับภูชิตคงจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วจริง ๆ เมื่อหน้าที่การงานของภูชิตมีแต่ความก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อย ๆ รวมถึงเกร็ดทรายก็มีชื่อเสียงขึ้นทุกวัน ๆ ไม่เหมือนกับเธอ

 

เมื่อชื่อเสียงเรื่องการเป็นนักเขียนดำดิ่งลงเหวลึกทุกวัน ๆ แถมปี ๆ หนึ่งก็มีหนังสือออกเพียงแค่ 2 เล่ม ยิ่งปีนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ยอดขายลดลงจนหน้าตกใจ แถมหนังสือก็ดันเลื่อนกำหนดการพิมพ์ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หรือเรียกง่าย ๆ คือถูกดอง ใครหน้าไหนก็คงทนไม่ได้กับความไม่ก้าวหน้าของเธอ

 

เพลินดาราเดินไปในไร่ๆ โดยผ่านแปลงถั่วพู กับแปลงพืชสมุนไพรและไปหยุดอยู่ที่ ไร่สตอร์เบอรี่ ที่กำลังเริ่มออกดอก   เรื่อย ๆ มีคนงานหลายคนกำลังทำงานอยู่ในไร่ รวมถึงนวลงานเก่าแก่ที่อยู่ทีไร่มาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนแต่งงานมีครอบครัว มีลูกชายหญิงสองคน คือ ปากกา และ พู่กัน สองพี่น้องจอมเฮี้ยว ที่สุดในไร่แล้วเรื่องความซนไว้ใจเด็กสองคนนี้ได้ผ่านไปที่ไหน ไม่มีที่จะไม่แตกหักเสียหาย ขนาดถูกตีจนก้นลายก็ยังไม่เลิกนิสัยทโมนแบบนี้

 

"คุณหนูเพลินมาเดินตากน้ำค้างทำไมแต่เช้ากันคะ เดี๋ยวไม่สบายกันพอดี" นวลร้องทักเมื่อเห็นเพลินดาราเดินตากน้ำค้างมา 






เพิ่มเติมค่า จะพยายามอัพบ่อย ๆ นะคะ ขอบคุณมาก นะคะที่แวะมาอ่านน 


ดาวนับล้านดวงจันทร์นับร้อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

11 ความคิดเห็น