ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,362 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    227

    Overall
    13,362

ตอนที่ 11 : ตำนานที่ 11 ไม่มีเส้นทางลัดที่ไร้ขวากหนาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 642
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    28 มิ.ย. 61

ตำนานที่ 11 ไม่มีเส้นทางลัดที่ไร้ขวากหนาม

 

แม้นให้องครักษ์ส่งข่าวแจ้งแก่นางข้าหลวงผู้รั้งตำแหน่งพระนมแล้วว่าจะเสด็จไปเยือนบ้านพระสหายกระนั้นเมื่อเจ้าชายอัสศากลับมาถึงตำหนัก หญิงสาวผู้ซึ่งคอยกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูพระองค์มาแต่เล็กแต่น้อยยังอุตส่าห์มายืนรอรับที่หน้าชานพักบันไดอยู่ดี

ท่านนม ข้าให้ท่านบิซิลแจ้งมาว่าไปบ้านดารากะ ท่านไม่ทราบหรือ

ทราบเพคะแต่เห็นพลบค่ำแล้วเกล้ากระหม่อมจึงมารอรับเสด็จ

ไม่เห็นต้องมารอให้ลำบาก

ไม่ลำบากเลยเพคะนางยิ้มพร้อมกล่าวยืนยัน ฝ่าพระบาทรับพระกระยาหารเย็นมาหรือยังเพคะ

เรียบร้อยแล้ว เราทานที่บ้านดารากะ เจ้านั่นชวนเราเมื่อวันก่อนจากนั้นจึงทรงรับสั่งเล่าถึงอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เสด็จไปบ้านพระสหายขณะพระดำเนินตามพระนมไปยังห้องสรง

หลังผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์เพื่อเตรียมบรรทมเรียบร้อย ยังตรัสชวนนางข้าหลวงคนสนิทสนทนาไม่หยุด

ท่านนมเคยมีความรักหรือไม่

นางชะงักมือที่กำลังเก็บพระสางไปชั่วพริบตาก่อนหันมายกยิ้มให้เจ้านายพระองค์น้อย

ไม่เคยเพคะและกล่าวอธิบายต่อ เกล้ากระหม่อมเป็นหญิงต่างถิ่นใช้เวทคาถาได้เพียงเล็กน้อย เห็นว่าจะไม่พอเลี้ยงชีพถึงได้มาสมัครเป็นข้ารับใช้ในวังนับแต่นั้นก็ไม่ได้พบปะชายใดมากนัก

อะไรกัน!? ทั้งข้าหลวงชาย เจ้าพนักงานเวทเดินกันขวักไขว่ เช่นนั้นเราพาท่านไปตึกหน้าบ่อย ๆ ดีหรือไม่

ตึกหน้าที่เจ้าชายกล่าวถึงคือ พระราชวังซาพาร์ดินอันเป็นที่ว่าราชการขององค์ราชาเคซิน

อย่าเลยเพคะ ถ้าบุรุษเหล่านั้นเป็นที่ต้องใจ เกล้ากระหม่อมคงตัดสินใจสมรสไปแล้ว

น่าสงสารบุรุษเหล่านั้นที่ไร้สามารถจนไม่อาจคว้าดวงใจท่านนมผู้งดงามของเราได้

อีกประการ ถ้าเกล้ากระหม่อมสมรสออกเรือนคงไม่ได้ดูแลปรนนิบัติฝ่าพระบาทได้เต็มที่ เพราะคงต้องพะวงกับสามีและบรรดาลูก ๆ เช่นนั้นจะดีหรือเพคะ

ทรงฟังถึงประโยคสุดท้ายของนางก็เริ่มขมวดพระขนงครุ่นคิด ถ้าท่านนมสมรสย่อมหมายถึงต้องมีบุตรในอุทรของตน ความรักความห่วงหาที่ท่านนมมีให้พระองค์คงลดน้อยถอยไป

ไม่ดี ท่านนมรักเราแต่เพียงผู้เดียวดีแล้ว

นางข้าหลวงคาเมเรียยิ้มรับ แล้วกล่าวเตือนให้เจ้าชายสงบพระทัยเพื่อฝึกจิต เจ้าชายอัสศาจึงย้ายไปประทับบนตั่งไม้ ขัดสมาธิวางพระหัตถ์ทั้งสองบนพระชานุ หลับตาและเฝ้าทอดพระเนตรการเคลื่อนไหวของลมหายใจ

คาเมเรียจึงขยับถอยมานั่งบนพื้น มองราชนิกุลผู้เยาว์วัยและปล่อยจิตใจให้เหม่อลอย

ดูเหมือนว่า เจ้าชายอัสศาจะไม่ทันทราบถึงความผิดปกติในบทสนทนาหรืออาจเพราะทรงไม่ได้ใคร่ครวญให้ถ้วนถี่

นางถูกตั้งเป็นพระนมในเจ้าชายลำดับที่หนึ่งด้วยเหตุที่มีน้ำนมไว้คอยเลี้ยงดูพระราชโอรสยามที่ทรงเป็นเพียงทารกทว่าประโยครับสั่งถามถึงคนรักนั้นจี้ใจให้ความเจ็บช้ำปั่นป่วนลอยฟุ้งขึ้นมา นางจึงกล่าวโป้ปดออกไปโดยไม่ทันคิด

คาเมเรียถอนหายใจ คิดเอาว่าถ้าเจ้าชายอัสศามีพระดำรินึกได้ขึ้นเมื่อใดค่อยปั้นเรื่องแก้ตัว

หันกลับไปมองราชนิกุลองค์น้อยอีกครั้ง เห็นทรงสัปหงกเสียแล้ว นางจึงขานเรียกปลุกให้พระดำเนินไปยังพระแท่นบรรทม

ด้วยเพราะทรงง่วงงุนอยู่ก่อนหน้า คาเมเรียเห่กล่อมเพียงไม่นานพระองค์ก็บรรทมหลับสนิททว่าหญิงสาวข้าหลวงรับใช้ยังนั่งมองดวงพระพักตร์นั้นอยู่เนิ่นนาน

ดวงศศิธรข้างแรมเหลือเพียงเศษเสี้ยวฉายแสงหรุบหรู่ทำให้ทุกสรรพสิ่งกลายเป็นเงาตะคุ่ม ชาวเมืองร้านตลาดส่วนใหญ่ล้วนปิดบ้านเข้านอน สถานที่ซึ่งยังมีแสงไฟสว่างและส่งเสียงสรวลเสเฮฮาคงมีแต่โรงน้ำจัณฑ์ในตรอกเริงรมย์ที่เปิดทำการเฉพาะยามค่ำคืน นอกเหนือไปกว่านั้น คงมีแต่ทหารยามกะกลางคืนที่ยืนเฝ้าตรวจตราพื้นที่รอบเมืองอย่างแข็งขัน

กระนั้นไม่มีผู้ใดสังเกตถึงเงาดำซึ่งเต้นเร่าเหมือนกับมีชีวิตอยู่ในเขตแดนเวทพิจัย จะมีแต่เพียงชายในชุดคลุมยาวสีขาวที่นางข้าหลวงคาเมเรียเคยเรียกขานว่าจอมเวทที่จดจ้องมองจากหอคอยกลางเมืองราวกับไม่ประสงค์ให้มันเล็ดลอดพ้นสายตา

 

เจ้าชายอัสศาทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ หลังสรงพระพักตร์จัดการกิจธุระส่วนตัวและผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์แล้วจึงเสด็จไปฝึกฝนพระวรกายร่วมกับเหล่าองครักษ์

ผ่านมาสามวันนับแต่ทรงเริ่มฝึกการใช้มนตราด้วยพู่กันมายาทว่าในระหว่างสามวันนี้ พระองค์มัวแต่สนพระทัยเรื่องคำสาปของพระนางฟลาเรียจนการฝึกฝนไม่ก้าวหน้าดั่งที่ทรงตั้งพระทัยไว้ในคราแรก

อย่าเหม่อลอยขอรับกระหม่อมเสียงเตือนดังมาพร้อมการรับรู้ถึงกำปั้นที่พุ่งตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้า

ขออภัยเจ้าชายอัสศารับสั่งก่อนตั้งสมาธิจดจ่อกับการประมือ

ด้วยความต่างของวัย ความสามารถทางด้านร่างกายและประสบการณ์ การประมือประลองระหว่างเจ้าชายอัสศาและเหล่าองครักษ์จึงคล้ายการละเล่นของเด็ก เนื่องจากถ้าให้พวกเขาทั้งหลายใช้ฝีมือที่แท้จริง เจ้าชายพระองค์น้อยคงโดนซัดลงไปกองกับพื้นด้วยเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

ดังนั้นความเร็วของหมัดและเท้าที่ถูกส่งพุ่งตรงมาจึงเหลือเพียงครึ่งในหัวข้อฝึกซ้อมการหลบหลีก

สำหรับผู้ที่มีพลังเวทแต่กำเนิดเรียกได้ว่าการหลบหลีกอันตรายที่เข้ามาใกล้ตัวเป็นเรื่องที่แสนง่ายดาย เพียงแค่เรียกใช้มนตราคลุมทั่วทั้งร่างก็สามารถป้องกันภยันตรายที่มากล้ำกรายได้แล้ว หรือแม้แต่จะทำให้การรับรู้เพิ่มขึ้นย่อมสามารถทำได้

ทว่ากับเจ้าชายผู้ไร้พลังเวท ทำได้เพียงฝึกฝนเพิ่มพูนสัญญาณระวังภัยด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

สายพระเนตรของเจ้าชายอัสศาจึงต้องว่องไวทั้งยังต้องขยับกายเคลื่อนไหวให้ทันการโจมตี ทรงเอี้ยวพระศอหลบหมัดตรงจากนั้นต้องยกพระกรขึ้นมากันหมัดฮุก ก่อนย่อพระวรกายลงหลบลูกเตะที่ฝ่ายตรงข้ามแทบไม่ได้ออกแรง

รูปแบบการโจมตีจะวนเวียนไม่ได้พลิกแพลงมากนักเนื่องจากต้องฝึกฝนให้พระวรกายที่ยังเยาว์ของเจ้าชายอัสศาคุ้นชินและสร้างสัญชาตญาณการต่อสู้

การประมือจบลงเมื่อราชนิกุลองค์น้อยมีพระเสโทไหลท่วมพระสรรพางค์ พระองค์ทรุดลงประทับนั่งกับพื้นจากนั้นนางข้าหลวงผู้หนึ่งได้เข้ามาใช้เวทรักษาพระวรกายที่เขียวช้ำ

ข้าหลวงหญิงผู้นั้นอายุน้อยที่สุดในหมู่นางข้าหลวงที่องค์ราชาพระราชทานหน้าที่ติดตามเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง แต่เวทรักษาของนางแข็งแกร่งที่สุดในบรรดาข้ารับใช้ทั้งหมด

นางวางมือเหนือรอยกระแทกและกล่าวคาถาเพื่อการรักษา ทันทีที่สิ้นเสียงแสงเรืองรองสีเขียวได้ปรากฏจากฝ่ามือของนาง คลุมรอบรอยช้ำนั้นเพียงชั่วพริบตาเดียวรอยจ้ำเขียวพลันหายไป

หญิงสาวผู้นั้นขยับย้ายไปเลิกแขนเสื้อทรงอีกข้างเพื่อมองหาการบาดเจ็บพลางร่ายคาถารักษาอาการ

ฝ่าพระบาทบาดเจ็บที่ใดอีกหรือไม่เพคะ

ไม่มีแล้ว ขอบใจท่านมาก

นางค้อมคำนับก่อนก้าวเท้าถอยหลังออกไป

เจ้าชายอัสศาทรงเคยได้ยินว่ามีเวทเพื่อฟื้นฟูความเหน็ดเหนื่อยของร่างกายด้วยเช่นกันและนางข้าหลวงผู้นั้นก็สามารถเรียกใช้มนตราดังกล่าวทว่าพระนมได้สั่งห้ามไว้ เชื้อพระวงศ์ผู้เยาว์วัยจึงไม่กล้าปริพระโอษฐ์งอแง

องครักษ์ประจำพระองค์ยังยืนนิ่งเฝ้ารักษาความปลอดภัยอยู่รายรอบ

เมื่อหายจากอาการเหน็ดเหนื่อย เจ้าชายอัสศาทรงลุกขึ้นยืนและพระดำเนินกลับเข้าตำหนัก ที่นั่นพระนมได้สั่งให้ข้าหลวงนางอื่นเตรียมน้ำสรงไว้พร้อม

ทรงสรงน้ำอุ่นชำระพระเมโท หลังผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์เรียบร้อยจึงเสด็จออกมารับพระกระยาหารเช้าในพระอุทยานของตำหนัก

พระกิจวัตรดำเนินไปอย่างปกติขณะที่ยังทรงมีพระวินิจฉัยถึงหนทางเพิ่มความสามารถในการเรียกใช้มนตรา ทั้งเมื่อพินิจพิเคราะห์ดูแล้ว การใช้พู่กันมายายังมีปัญหาติดขัดซึ่งส่งผลให้พลังมนตราด้อยกว่ามนตราของผู้ถือกำเนิดพร้อมพลังเวทมิหนำซ้ำยังไม่สามารถเรียกใช้มนตราทับซ้อนกัน

ความคิดเหล่านี้ยังวนเวียนอยู่กระทั่งเจ้าชายเสด็จไปถึงสำนักมนตราและนับว่าเป็นโอกาสดีที่ชั้นเรียนวันนั้นเป็นกำหนดการเรียนวงเวทและพู่กันมายาครั้งที่สองของสัปดาห์

พระองค์จึงมีรับสั่งถามถึงข้อสงสัย

ผลสัมฤทธิ์มนตราซึ่งเรียกใช้ด้วยพู่กันมายาไม่ได้ด้อยกว่ามนตราของผู้มีพลังเวทในกาย เพียงแต่การฝึกฝนจนกว่าจะไปถึงขั้นนั้นค่อนข้างลำบาก วงเวทที่ผู้มีพลังใช้ได้ ผู้ใช้พู่กันมายาก็เรียกใช้ได้ไม่ต่างกันจากนั้นท่านอาจารย์พัรนินได้ตอบคำถามข้อต่อไป

สำหรับข้อสงสัยที่ว่าสามารถเรียกใช้มนตรามากกว่าสองบทพร้อมกันได้หรือไม่เกล้ากระหม่อมขอตอบว่าไม่ได้แต่สามารถกำหนดให้มนตราสำแดงฤทธิ์หรือให้สัมฤทธิผลตามเงื่อนไขได้ขึ้นอยู่กับอักษรคำสั่งที่ผู้ใช้จารึกในวงเวท แต่จะได้เรียนอักษรคำสั่งเหล่านั้นก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบขั้นต้น

หรือคือผู้ศึกษาในชั้นเรียนพู่กันมายาจะต้องจดจำและเรียกใช้วงเวทมนตราทั้งหนึ่งร้อยบท

แล้วมีหนทางใดที่ช่วยทำให้เรียกใช้มนตราทั้งหนึ่งร้อยบทได้ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือไม่ขอรับแม้จะมีพระดำริคาดเดาว่าคำตอบคงเป็นคำปฏิเสธ กระนั้นเจ้าชายอัสศายังประสงค์ที่จะตรัสถาม

อาจมีหรืออาจไม่มี ด้วยมนตรานั้นไม่มีสิ่งที่กำหนดตายตัว สิ่งที่มีการเล่าเรียนอยู่ในสำนักมนตราเป็นเพียงพื้นฐานและเศษเสี้ยวหนึ่งของพลังเวทมนตราคาถา เพียงแต่เกล้ากระหม่อมคิดว่า เส้นทางลัดที่ฝ่าพระบาทปรารถนาคงไม่ได้เรียบง่ายไร้ขวากหนามและปราศจากค่าตอบแทนประโยคที่พัรนินพูดฟังคล้ายคำขู่ทว่ามันคือสัจธรรมแท้จริง

ถ้าต้องการเรียกใช้มนตรา คนผู้นั้นต้องจ่ายพลังชีวิตแลกเปลี่ยนเพียงแต่ยามที่ร่างกายสมบูรณ์ปกติ พลังชีวิตที่สูญเสียไปสำหรับการสร้างเวทคาถา มันช่างเล็กน้อยจนผู้ใช้แทบไม่รู้สึก ขณะที่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็มีผู้ไม่ประมาณตนหลายต่อหลายคนที่ต้องสิ้นชีพเพราะการสร้างมนตราโดยไม่รู้จักประเมินกำลังที่ตนมี

จบช่วงบรรยายเนื้อหา ผู้เป็นอาจารย์ได้ปล่อยให้ผู้เล่าเรียนวัยเยาว์ได้ฝึกฝนการใช้เวท ผู้ที่ขยันหมั่นเพียรย่อมเรียกใช้มนตราบทก่อนหน้าที่เขาสอนไปได้คล่องแคล่ว วงเวทคราวนั้นเป็นการเพิ่มเติมอักษรคำสั่งจากที่เคยสอนไป หลายคนจึงสามารถเรียกใช้ได้ในการทดลองเรียกใช้ในครั้งแรก

คงมีแต่เจ้าชายลำดับที่หนึ่งที่ล้าหลังกว่าผู้อื่น เหตุเพราะเริ่มต้นช้ากว่า

พัรนินเข้าใจว่า องค์ราชาคงไม่ประสงค์ให้พระราชโอรสคลุกคลีกับสามัญชน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำสั่งให้เจ้าชายลำดับที่หนึ่งร่วมเรียนในชั้นเรียนมนตราสำหรับผู้มีพลังเวทในกายทั้งที่ไร้พลัง แม้จะติดใจสาเหตุที่เจ้าชายพระองค์น้อยไร้พลังเวทไม่ต่างจากผู้อื่น ทว่าด้วยพระบรมราชโองการลงโทษผู้ที่เล่าลือหมิ่นพระเกียรติพระราชโอรสในทางเสื่อมเสีย ใครเล่าจะกล้าติดใจสงสัย

กระนั้นเจ้าชายผู้เยาว์วัยไร้เดียงสากลับพาองค์มาเล่าเรียนกับสามัญชนเสียเอง พัรนินนึกอยากเห็นพระพักตร์ขององค์ราชาตอนที่ได้รับกราบทูลถวายรายงานเหลือเกิน

เขายกยิ้มแต่นัยน์ตาแฝงความเอ็นดูขณะมองเจ้าชายลำดับที่หนึ่งพูดคุยกับลูกชายช่างทำเครื่องมือเวทและลูกสาวพ่อค้าต่างถิ่นอย่างสนิทสนมไม่ถือองค์

ข้าว่ามันเป็นไปได้ยากที่เจ้าชายจะเรียกใช้มนตราให้เท่ากับพวกเราที่เรียนมาปีครึ่ง ให้ได้ภายในวันสองวันเมดิราเอ่ยแสดงความคิดเห็น

หลังเห็นดารากะเอ่ยขานเรียกเจ้าชายด้วยสรรพนามสามัญและเจ้าชายลำดับที่หนึ่งไม่ว่ากล่าวคำใด เธอจึงเพียงพูดสนทนาด้วยถ้อยคำสุภาพ

เรารู้แต่ถ้าไม่ลงมือทำย่อมไม่มีทางรู้ว่าทำได้หรือทำไม่ได้และมีรับสั่งถามต่อพวกเจ้าเขียนอักษรคำสั่งได้ถึงสิบอักขระแล้วใช่หรือไม่

ใช่ดารากะตอบ

ทำเช่นใดถึงเขียนได้ถึงเท่านั้น

ไม่รู้สิก็ฝึกไปเรื่อย ๆ พวกข้าเรียนมาปีครึ่งแล้วอย่างที่เจ้ารู้ กว่าจะได้ฝึกเขียนอักษรคำสั่งยังต้องฝึกเขียนวงเวทอยู่ตั้งหลายเดือน

เจ้าชายอัสศาจึงทรงยืนนิ่งเพื่อไตร่ตรอง เงื่อนไขหนึ่งในการสร้างมนตราด้วยพู่กันมายาคือต้องกลั้นลมหายใจในระหว่างที่เขียนวงเวทและที่ผู้เล่าเรียนคนอื่นเขียนอักษรคำสั่งได้มากกว่าพระองค์เพราะผู้คนเหล่านั้นเริ่มต้นเรียนและฝึกฝนมาก่อนหน้า

ดังนั้นคงมีแต่ต้องเพิ่มการฝึกฝนให้มากกว่าผู้อื่น

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####


ความหมายคำราชาศัพท์

พระสาง = หวี

พระชานุ = เข่า

สรงพระพักตร์ = ล้างหน้า

พระเสโท = เหงื่อ

พระเมโท = ไคล

พระบรมราชโองการ = คำสั่ง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #6 le pitit prince (@mint173990) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2561 / 10:46
    เจ้าชายสู้ๆ นะเพคะ
    ป.ล.ชอบตอนที่เจ้าชายอยู่กับท่านนม มีความขี้อ้อน
    ป.ป.ล.ชอบตอนที่อยู่กับดารากะและเมดิราด้วยค่ะ
    #6
    1