ตำนานเมืองแห่งเวท

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 13,363 Views

  • 94 Comments

  • 235 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    228

    Overall
    13,363

ตอนที่ 10 : ตำนานที่ 10 นิทานตำนานของคำสาป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    26 มิ.ย. 61

ตำนานที่ 10 นิทานตำนานของคำสาป

 

ช่วงบ่ายของวันนั้น เจ้าชายอัสศาเสด็จกลับไปยังสำนักมนตราเวทหลวงทว่าไม่ได้กลับเข้าชั้นเรียนดังที่สมควรทำ เพราะกว่าที่พระองค์และพระบิดาจะเสวยพระกระยาหารเสร็จเรียบร้อย กว่าจะเสด็จถึงตึกอาคารสถานที่เล่าเรียน เวลาได้ล่วงเข้าบ่ายจัดจนเลยสัญญาณเข้าเรียน

เจ้าชายพระองค์น้อยจึงเปลี่ยนที่หมายด้วยการเสด็จไปหอตำราเสียแทน

หอตำรานั้นอยู่ในเขตพื้นที่การดูแลของสำนักมนตราเวทหลวง เปิดให้ชาวเมืองเข้าไปใช้งานได้ในช่วงฟ้าแจ้ง ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนในสำนักมนตราเท่านั้น

ตัวอาคารก่ออิฐมีความสูงสี่ชั้น พื้นที่ชั้นหนึ่งและชั้นสองเป็นตำราทั่วไปที่เจ้าพนักงานในสังกัดของปราชญ์ศึกษาธิการสรรหามาจากหลากหลายเมือง ตำราบางเล่มที่วางอยู่บนชั้นจึงเป็นภาษาต่างถิ่นและมีชาวเมืองน้อยคนนักที่จะหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน

ชั้นที่สามและสี่เป็นตำราเรียกใช้มนตราซึ่งว่ากันว่าตำราบางเล่มบันทึกเวทคาถาที่ไม่สามารถใช้ได้จริงหรือปรากฏผลสะท้อนมากกว่าสัมฤทธิผลดังที่ผู้ใช้ต้องการ

มุมสุดด้านหนึ่งของชั้นสี่เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บตำราเวทคำสาป เป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้ชาวเมืองทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีข้อจำกัดเฉกเช่นเดียวกับชั้นวางตำราประเภทอื่น ๆ

เจ้าชายอัสศาเสด็จตรงดิ่งไปยังชั้นวางตำราคำสาปอย่างไม่มีพระอาการลังเล

เวทคำสาปคือแขนงหนึ่งของมนตราแต่เป็นการเรียกใช้มนตราที่มีเป้าประสงค์เพื่อมุ่งร้าย ตามหลักแล้วผลของมนตราคาถาจะคงอยู่ตราบเท่าผู้ใช้ยังคงพลังเวทไว้ แต่คำสาปนั้นสามารถคงอยู่ได้แม้ผู้ใช้จะสิ้นชีวิตไปแล้วก็ตามโดยมีเงื่อนไขแลกเปลี่ยนเทียบเท่ากับพลังอำนาจในผลลัพธ์ที่ต้องการ

อย่างคำสาปของพระนางฟลาเรียที่กินระยะเวลามายาวนาน ทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบของคำสาปยังมีจำนวนมาก เจ้าชายอัสศาจึงใคร่สงสัยถึงสาเหตุที่ทำให้พระนางกล้าใช้มนตราที่กลืนกินชีวิตของตนเอง

ทว่ายังไม่มีตำราบนชั้นเล่มใดซึ่งเจ้าชายอัสศาหยิบมาอ่านกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของคำสาปนี้กระนั้นส่วนหนึ่งคงเพราะพระองค์ยังไม่สามารถสืบค้นตำราคำสาปได้ทุกเล่ม

ครั้นยามพระอาทิตย์อัสดงมาเยือน ราชนิกุลพระองค์น้อยก็เสด็จออกจากหอตำรา

“รบกวนแจ้งท่านนมด้วย ว่าเราจะแวะไปหาดารากะสักครู่” รับสั่งกับองครักษ์พร้อมก้าวพระบาทเข้ารถม้า พระองค์ไม่เคยเถลไถลและกลับถึงตำหนักก่อนสิ้นแสงสุริยาเสมอจึงไม่กล้าทำให้ท่านนมเป็นห่วงอีก

เจ้าชายอัสศาไม่มีพระสหายสนิท มีเพียงกลุ่มคนที่รู้จักมักคุ้นในชั้นเรียนศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ พระนามของพระองค์เป็นที่รู้จักโดยทั่วทว่าด้วยอำนาจยศศักดิ์กลับทำให้ไม่มีผู้ใดใคร่เข้าหานัก ดารากะจึงเป็นผู้ที่ทรงเรียกว่าพระสหายได้อย่างเต็มพระโอษฐ์

รถม้าพระที่นั่งเคลื่อนที่มาหยุดนิ่งหน้าบ้านไม้ที่เคยมาเยือนเมื่อวันก่อน  บริเวณใกล้เคียงมีบ้านเรือนตั้งเรียงรายอยู่ติดกัน เจ้าชายอัสศาทรงพระดำเนินมาหยุดที่หน้าทวารไม้เรียบง่ายไร้ลวดลายซึ่งด้านบนแขวนป้ายระบุชื่อร้านรับทำเครื่องมือเวทและผลักมันเข้าไป

ส่วนด้านในเต็มไปด้วยอาวุธหลายชนิดที่ถูกแขวนจัดแสดงอยู่บนผนัง ชั้นวางด้านหน้ามีศิลาและอัญมณีหลากชนิดวางเรียงอยู่บนเบาะผ้า ทั้งยังมีของใช้อื่นอย่างหีบใบย่อม กระเป๋าผ้า คนโทและกระบอกเล็ก ๆ ของชนิดหลังทำให้ราชนิกุลองค์น้อยถึงกับขมวดพระขนงด้วยความกังขา

“ยินดีต้อนรับ ไม่ทราบว่าท่านมองหาสิ่งใดหรือ” ผู้ที่เปิดประตูห้องด้านหลังชั้นวางสินค้าเข้ามาเป็นชายร่างใหญ่ ผมสีดำสั้นเกรียน คิ้วหนา ตาดุเข้มแต่มีรอยยิ้มกว้างประดับอยู่บนใบหน้า เขาสวมเสื้อผ้าดิบแขนสั้น กางเกงผ้าขายาวและคาดผ้ากันเปื้อนสีตุ่นผูกไว้ที่เอว

สายตาคมปลาบของชายคนนั้นกวาดมองคนทั้งสามรวดเดียวก็ประเมินได้ว่า เด็กชายตัวเล็กที่ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าชั้นวางสินค้าเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่เพราะนอกจากจะสวมเสื้อผ้าเต็มยศตามธรรมเนียม ยังมีองครักษ์ติดตามไม่ห่าง

“สายัณห์สวัสดิ์ขอรับ เราเป็นเพื่อนของดารากะ ไม่ทราบว่าเขากลับมาถึงหรือยังขอรับ” เจ้าชายอัสศาทรงวางมือซ้อนประสานไว้หน้าพระนาภี ค้อมพระเศียรลงเล็กน้อยอันเป็นท่าทางแสดงความเคารพตามธรรมเนียมเพราะมีพระดำริว่า ทรงเยาว์วัยกว่าคู่สนทนา

ชายร่างยักษ์ถึงกับชะงักทำอะไรไม่ถูกก่อนรีบโน้มศีรษะรับการคำนับด้วยกิริยาประดักประเดิด “เจ้านั่น... เอ่อ กลับมาถึงแล้ว กรุณารอสักครู่”

เขาหายเข้าไปหลังบานประตูที่เพิ่งเปิดออกมาอีกหน ชั่วอึดใจใหญ่ ๆ ต่อมา ประตูบานนั้นถูกดึงเปิดพร้อมดารากะเดินนำหน้ามาหา

“เจ้าชายอัสศา” เด็กชายร้องทักเสียงดังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ชายร่างยักษ์ที่เดินตามมาด้านหลังนิ่งงันไปอีกครั้ง แม้ชาวเมืองจะรู้จักพระนามพระราชโอรสในองค์ราชาแต่ใช่ว่าจะเคยพบเห็นว่าหน้าตาเป็นเช่นไร

“เรามาเยี่ยมเยือนตามคำเชิญของเจ้า”

“ดี ข้าจะไปบอกมารดาให้ทำกับข้าวเพิ่ม” กล่าวแล้วรีบผลุนผลันออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งชายร่างใหญ่ที่ส่งเสียงเรียกตามหลังไว้ตรงนั้น เขาหันมองผู้ดำรงพระยศเจ้าชายซึ่งยังแย้มพระโอษฐ์ไม่คลาย อึกอักหันไปหันมาและเหมือนว่าจะเริ่มตั้งสติได้ถึงได้เอ่ยบอกนามของตน

“ข้ามีนามว่าดรูนา เป็นบิดาของดารากะ”

“ยินดีที่ได้พบขอรับท่านลุง”

ตอนที่ได้ยินว่าบุตรชายเรียนร่วมชั้นกับเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง เขามีความรู้สึกยินดีกับการรู้จักมักจี่ที่อาจนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชีวิต แต่เมื่อได้เห็นพระจริยวัตรของเจ้าชายพระองค์โตด้วยตาตนเองกลับเริ่มกังวลว่า บุตรชายจะสร้างความขุ่นเคืองให้ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์เสียมากกว่า

“เชิญเจ้าชายด้านในขอรับ” ดรูนาเปิดประตูผายมือเชิญเสด็จยังห้องด้านหลังซึ่งเป็นส่วนของที่พักอาศัย มีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่กลางห้อง หน้าต่างทั้งสี่บานยังเปิดกว้างแต่คบไฟที่ผนังมีแสงสว่างสาดส่องออกมาแล้ว ฝั่งตรงข้ามบานหน้าต่างเป็นบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง

ดารากะโผล่ออกมาจากช่องประตูที่กั้นแยกพื้นที่ครัวพอดี บิดาจึงบอกให้บุตรชายมาคอยต้อนรับแขก ส่วนตนกลับออกไปเฝ้าหน้าร้าน

“ออกไปข้างนอกกัน” เจ้าของบ้านเอ่ยชวนแล้วพาเดินทะลุโรงผลิตด้านหลังออกมายังลานเล็ก ๆ มีร่างสูงใหญ่ของสององครักษ์เดินตามไปไม่ห่าง

ท้องฟ้ากว้างกลายเป็นสีส้มปนสีม่วงกระนั้นยังสว่างมากพอให้นั่งเล่นนั่งคุย ดารากะจึงพยักพเยิดพาแขกไปนั่งบนตั่ง องครักษ์สองนายขยับยืนเว้นระยะออกไปแต่ยังอยู่ในรัศมีของเวทป้องกันหากเกิดเหตุร้าย

“ธุระเรียบร้อยดีหรือไม่” ดารากะเอ่ยถาม

“เรียบร้อยดี” ทรงรับสั่งตอบ พระพักตร์แช่มชื่นจนเจ้าของคำถามไม่ต้องถามย้ำยืนยัน

“วันก่อนเจ้าบอกว่า มีนิทานเกี่ยวกับพระนางฟลาเรีย”

“อ้อ”

“เราอยากฟัง”

ดารากะมีท่าทีแปลกใจที่สหายราชนิกุลติดใจกับเรื่องเล่าปรัมปราทว่ายอมเปิดปากเอ่ยเล่านิทานที่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่โดยดี

เรื่องราวมีอยู่ว่า

พระนางฟลาเรียเป็นเทพที่อุบัติขึ้นกลางทุ่งดอกไม้ นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติและสารสัตว์น้อยใหญ่ในป่า กระทั่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินทางผ่านมา ทันทีที่เขาได้พบนางก็ตกหลุมรักทันใด เขาวนเวียนอยู่รอบกายจนเทพดอกไม้ยอมรับรัก นางจึงประทานพลังเวทให้และติดตามเขากลับหมู่บ้าน ทว่าชีวิตรักของทั้งสองไม่ราบรื่นนัก จนวันหนึ่งชายหนุ่มได้พบรักใหม่ เขาจึงทอดทิ้งเทพดอกไม้ไปอย่างไม่ไยดี ด้วยความเจ็บช้ำ นางหวังเรียกคืนพลังเวทที่ให้เขาไปแต่ไม่อาจทำได้ จึงได้สาปแช่งผูกมัดลูกหลานของเขาด้วยเงื่อนไขว่า พลังเวทนี้จะปรากฏในบุตรของคู่สมรสที่กล่าวสัตย์สาบานเท่านั้น และหากคู่สมรสใดไม่รักษาคำมั่นสัญญา ชายหญิงคู่นั้นต้องพบเจอภัยพิบัติล่มจม

“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราต้องคิดให้ถ้วนถี่ก่อนจะเลือกผู้ใดมาสมรสด้วยเพราะหากผ่านพิธีสมรสแล้ว เราจะไม่สามารถเลิกรากันได้”

“แต่ถ้าบุตรที่เกิดมาไม่มีพลังเวท เท่ากับว่าคำสาปสิ้นสุดเพียงเท่านั้นไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่รู้แต่พวกผู้ใหญ่พูดกันว่าคำสาปนั้นเป็นจริง เมื่อไม่นานมานี้มีคู่สามีภรรยาที่เขตใต้เลิกราแยกทางกันทั้งที่เพิ่งเข้าพิธีสมรสไปได้แค่ปีเดียว ฝ่ายชายเป็นพ่อค้าหลังแยกทางกับฝ่ายหญิงก็มอบทรัพย์สินให้ครึ่งหนึ่งแล้วเดินทางออกนอกอาณาจักรเพื่อไปค้าขาย ระหว่างทางกลับโดนโจรปล้น ข้าได้ยินป้าคุสุนาพูดว่า มีคนงานในขบวนคาราวานหนีรอดมาได้เอามาเล่าให้ฟัง”

เจ้าชายอัสศาไม่ทราบว่าป้าคุสุนาที่ถูกกล่าวถึงนั้นคือผู้ใดแต่ทรงไม่ออกพระโอษฐ์เอ่ยขัด

“ส่วนฝ่ายหญิง มีพี่น้องมาขอแบ่งสมบัติที่สามีทิ้งไว้ให้และทะเลาะเบาะแว้งจนฆ่ากันตายยกครอบครัว” ดารากะเล่าอย่างเมามัน เจ้าตัวยังจำได้ว่าเรื่องราวของสามีภรรยาคู่นี้ถูกกล่าวถึงแทบไม่เว้นวันในช่วงที่เหตุการณ์เพิ่งผ่านพ้น

ช่วงกลางวันมารดาของเขาเป็นผู้เฝ้าร้านขายสินค้าและทุกวันเมื่อถึงมื้ออาหารเย็น มารดาจะต้องนำข่าวคราวเรื่องราวของสามีภรรยาคู่นั้นมาบอกเล่าให้บิดาฟังอยู่เสมอ มิหนำซ้ำในบางวันที่เขาไปนั่งอยู่หน้าร้านกับมารดา จะมีเพื่อนบ้านข้างเคียงแวะเข้ามาคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไม่หยุด

แต่ผู้ฟังมีสีพระพักตร์พิพักพิพ่วนลังเลด้วยไม่รู้จะเชื่อคำบอกเล่าดีหรือไม่เพราะเมื่อทรงลองตริตรองดูแล้ว เรื่องราวเช่นนั้นมีความเป็นไปได้โดยไม่ต้องเป็นผลมาจากคำสาป

อย่างไรก็ดี เด็กชายทั้งสองจำต้องพักเรื่องราวของคำสาปที่ว่านั้นไว้ เมื่อมารดาของดารากะส่งเสียงออกมาว่าอาหารเย็นพร้อมแล้ว

ครั้นพวกเขามารวมตัวที่โต๊ะอาหารในห้องซึ่งเชื่อมกับส่วนหน้าร้าน ดารากะจึงเอ่ยแนะนำเจ้าชายให้บิดาและมารดารู้จักอย่างเป็นทางการ นางผู้เป็นภรรยาเจ้าของบ้านชะงักนิ่งไปไม่ต่างกับสามีและออกอาการเก้ ๆ กัง ๆ ที่มีผู้ร่วมโต๊ะเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

จนกระทั่งลูกชายบอกว่าไม่ต้องคิดมากให้ทำตัวตามสบาย สองสามีภรรยาถึงเปลี่ยนภาวะอารมณ์จากเกร็งเครียดไม่คุ้นเคยไปขึงตาดุผู้บุตรให้รู้จักสำรวมกิริยาเสียบ้าง

เจ้าชายพระองค์น้อยยิ่งแย้มพระโอษฐ์ กล่าวชมอาหารฝีมือมารดาของดารากะให้มากทั้งรับสั่งชวนพูดคุยกับบิดาของพระสหายเรื่องเครื่องมือเวทต่าง ๆ นานา ด้วยพระอัธยาศัยเปี่ยมล้นไมตรีบรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงผ่อนคลายรื่นเริงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

##### - ขอขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม - #####

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #5 le pitit prince (@mint173990) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 10:57
    อ่านประวัติแล้วทำไมสงสารพระนางฟลาเรียที่ถูกนอกใจ T_T // ดีใจที่เจ้าชายอย่างน้อยๆก็มีดารากะเป็นสหาย //
    #5
    1
    • #5-1 กริน วียาบูท์ (@KrinStoryteller) (จากตอนที่ 10)
      26 มิถุนายน 2561 / 21:12
      ดารากะ : มีข้าเป็นสหาย ดีเลิศไปแปดอย่าง
      เมดิรา : อย่าขี้โม้เจ้าดารากะ
      ดารากะ : ข้าไม่ได้ขี้โม้
      เมดิรา : เจ้าขี้โม้ดารากะ
      และทั้งสองก็โต้เถียงกันไปมาก่อนจะยอมสงบศึกเพราะความเหนื่อยล้า
      #5-1