มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 27 : ความในใจที่มิอาจบอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ต.ค. 49

      " เจ้าจะใช้เลือดยูนิคอร์นจริงๆรึเจนีเซีย "  

        เฟเรียวถามขึ้นอีกครั้ง  ตอนนี้ทั้งหกหนุ่มจัดการหาเก้าอี้มาให้หญิงสาวทั้งสี่นั่งที่ข้างเตียง  ในขณะที่ตกเองนั่งห่างออกมาที่ด้านหลังเล็กน้อย  เจนีเซียพยักหน้าเบาๆพร้อมกับส่งเสียงตอบรับในลำคอ

      " แล้วเจ้าจะไปเอาเลือดยูนิคอร์นมาจากไหนล่ะ " 

       เฟเรียวเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง  หากคราวนี้หญิงสาวไม่ตอบ  เธอลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้และหายตัวไป  ไม่นานเธอก็กลับมาพร้อมกับกล่องสีดำในมือ

      " นั่นมันกล่องที่ซานดาเน่ให้มานี่ " 

        ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น  หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเปิดหีบออกและดึงขวดชมพู่ที่ภายในบรรจุของเหลวข้นสีเงินขึ้นมาก่อนจะยื่นให้กับชายหนุ่มที่ยื่นมือมารับขวดแก้วนั้นไปพิจารณาด้วยความไม่เชื่อสายตา

      " ข้าได้มาจากยูนิคอร์นสีทองนามว่าซานดาเน่  ข้ารับใช่แห่งองค์อาร์รากอนที่พาพวกเราไปยังสถานที่เก็บอาวุธ "  หญิงสาวอธิบายก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมเมื่อครู่

      " อย่างที่ข้าบอกท่านหมอหลวงไป  โอกาสที่ใช้เลือดนี้แล้วองค์ไซเรนเนียจะรอดนั้นมีอยู่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์  ซึ่งข้าว่าน่าจะลองเสี่ยงดู "  หญิงสาวอธิบายไปเรื่อยๆ

      " ข้าอยากรู้  ว่าปีศาจประเภทไหนกันที่สามารถทำร้ายจอมเวทย์ที่เก่งกาจแบบองค์ไซเรนเนียได้ "  หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาที่เปล่งประกายวาวโรจน์ มือบางกำแน่นจนข้อนิ้วเป็นสีขาว

      " ยังไงก็แล้วแต่  ข้าก็หวังว่าบรรดาหมอหลวงจะเห็นด้วยกับเจ้า "  เฟเรียวเอ่ยขึ้นก่อนจะส่งขวดนั้นกลับคืนหญิงสาวที่ส่งมันเข้ากล่องที่วางอยู่บนพื้นอย่างเบามือ

      " องค์ไซเรนเนียต้องรอดใช่มั้ยเจนีเซีย  พระองค์ต้องไม่เป็นอะไรใช่มั้ย " 

        แอนแดนเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นก่อนจะโผเข้ากอดหญิงสาวที่อยู่ข้างๆ  น้ำตาอุ่นๆกระทบที่ไหลของหญิงสาว  เจนีเซียกอดร่างบางของแอนแดนเต้ไว้แน่น  หญิงสาวก้มหน้าลงซบกับไหล่ของเธอ  ฟลอรีน่าและแพนโธเรียเองก็เริ่มน้ำตาร่วงแล้วเช่นกัน  พวกเธอยอมรับสภาพนี้แทนองค์ไซเรนเนียเสียเองจะดีกว่าต้องมาเห็นภาพแบบนี้  มันช่างทรมานใจยิ่งนัก

       " อย่าร้องไห้ซิ  พระองค์ต้องไม่เป็นอะไร  พวกเราเชื่อมั่นในพระองค์ไม่ใช่รึ  ไปล้างหน้าเถอะ  ไม่อายพวกนั้นบ้างรึไง " 

         เจนีเซียเงยขึ้นพูดกับแอนแดนเต้  ก่อนจะหันไปทางหนุ่มๆที่นั่งอยู่ด้านหลังซึ่งรีบเสมองไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว  แอนแดนเต้เงยหน้าขึ้นจากบ่าของหญิงสาวก่อนจะหันไปมองอีกหกหนุ่มนั่น

       " อายทำไมล่ะ  พวกนั้นก็เห็นข้าร้องไห้กันมาหมดแล้วนี่ "  

         ว่าแล้วหญิงสาวก็สะบัดหน้าพรืก่อนจะเดินไปทางห้องน้ำพร้อมๆกับแพนโธเรียและฟลอรีน่าที่เกิดบ่อน้ำตาตื้นขึ้นมากะทันหันอย่างรวดเร็ว

       " ข้าเองก็ขอตัว  จะไปหาวัตถุที่จะใช้ผสมยา "  เจนีเซียว่าก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปเช่นกัน  ทิ้งให้ราชองครักษ์สี่หนุ่มมองตาม 

       " เจนีเซียนี่เข้มแข็งดีนะ  ในสถานการณ์แบบนี้กลับไม่ร้องไห้ซักนิด " 

         เฟเรียวเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม  หากใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่ยิ้มแย้มและแววตาบ่งบอกความมั่นใจนั้นจะหวั่นไหวไปมากเพียงใด

       


        สิบนาทีผ่านไป  หลังจากที่ราชองครักษ์ทั้งสิบกลับมาแล้ว  ประตูห้องพักฟื้นก็เปิดออก  บรรดาหมอหลวง  องค์หญิงและองค์ชายทั้งสี่ก็เดินเข้ามา  ทั้งสิบยืนขึ้น  ในขณะที่เจนีเซียนั้นกำมือที่ข้างตัวของตัวเองแน่นเพื่อรอฟังคำตอบ

      " พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะใช้วิธีของท่าน  ก็ได้แต่หวังว่ามันจะได้ผล "  หมอหลวงกล่าวขึ้น  ก่อนที่เจนีเซียจะยกถาดที่มีเครื่องแก้วเล็กๆนับสิบขวดส่งให้

      " กะปริมาณเรียบร้อยแล้ว  เชิญท่านหมอหลวงเถอะ "  หญิงสาวว่าก่อนที่หมอหลวงจะยิ้มให้เธอ

      " ขอบคุณท่านมาก "  หมอหลวงเอ่ยก่อนจะขอตัวออกจากห้องไปเพื่อผสมยา

      " อีกซักพักท่านหมอจึงจะผสมยาเสร็จ  เจนีเซีย  ไปเดินเล่นกันมั้ย "  มิเรียมเอ่ยขึ้นด้วยประโยคแฝงนัยที่หญิงสาวอีกสี่คนเข้าใจเป็นอย่างดี  

      " ก็ดีเหมือนกันรู้สึกอยากยืดเส้นยืดสายพอดีเลย "  ว่าแล้วเจนีเซียก็ลุกขึ้น

      " พวกเจ้าไม่ต้องไปหรอกรออยู่ที่นี่แหละ  ข้าไปกับมิเรียมไม่นานหรอก " 

        เจนีเซียพูดขึ้นเมื่อแอนแดนเต้  ฟลอรีน่าและแพนโธเรียกำลังจะลุกขึ้นตามโดยไม่หันหลังกลับไปมอง  ส่งผลให้ทั้งสามหยุดชะงักและยอมนั่งลงที่เดิมแต่โดยดี  เจนีเซียเดินตามหลังมิเรียมไป

      " มีอะไรอยากจะพูดรึเปล่า "  

        มิเรียมเอ่ยขึ้นสั้นๆเมื่อพวกเธอทั้งสองเดินมาถึงบ่อน้ำกลางสวนด้านหลังของราชวังที่ซึ่งบัดนี้แสงทองแห่งดวงตะวันเริ่มทอแสง  พาให้บรรยากาศรอบตัวที่เคยมืดมิดนั้นกลับสลัวขึ้น  เจนีเซียนั่งลงที่ขอบน้ำพุก่อนจะช้อนมือไปเก็บดอกโลซิเนียขึ้นมาจากผืนน้ำด้านหน้า

       " ไม่รู้ซิ  นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะพูดอะไรดี "  หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะวางดอกไม้ดอกน้อยลงกับผืนน้ำเช่นเดิม

       " ข้ารู้นะเจนีเซียว่าเจ้ารู้สึกยังไง  แม้ว่าเจ้าจะทำตัวเข้มแข็งเพียงใด  แต่ชั่วเวลานึงที่ทุกคนเผลอแววตาเจ้ากลับเศร้าสร้อย  ถ้าเจ้าอยากร้องไห้ก็ร้องซะเถอะ "  มิเรียมเอ่ยขึ้นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆหญิงสาว

       " พูดเหมือนข้าเป็นตัวละครในนิยายน้ำเน่าของแอนแดนเต้ไปได้ " 

         หญิงสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมาสั้นๆ  ก่อนที่น้ำตาจะร่วงลงมาจากนัยต์ตาคู่งามสีน้ำตาลทองนั้น  ก่อนที่มันจะไหลออกมามากขึ้นราวกับทำนบที่กั้นไว้ตั้งแต่แรกนั้นได้พังลง  มิเรียมหันหลังให้กับเจนีเซียที่ค่อยๆก้มหน้าเข้ากับหลังของเธอ  หยาดน้ำตาอุ่นรินไหลไม่ขาดสาย  หากมิเรียมกลับยิ้มอย่างเอ็นดู

      ' ไม่ว่าเมื่อไหร่เจ้าก็ทำตัวเข้มแข็งเสมอเจนีเซีย  หากบางครั้งเจ้าก็ต้องรู้จักปลดปล่อยความรู้สึกของเจ้าซะบ้าง '  มิเรียมคิด

      " รู้หรอกน่า  ไม่ต้องยิ้มเลย "  เจนีเซียเอ่ยขึ้นทั้งๆที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากหลังของสหาย

      " รู้แล้วแต่ไม่เคยคิดจะทำนี่นะ "  มิเรียมหยอกกลับไปบ้าง

      " ดีขึ้นรึยังล่ะ " 

        หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้ง  ซึ่งร่างบางด้านหลังก็รับคำเบาๆก่อนจะเงยหน้าขึ้น  มิเรียมหันกลับไปมองก็เห็นว่าดวงหน้ากลับมายิ้มอย่างมั่นใจอีกครั้ง  ไร้แววเศร้าไปเสียสิ้น  แม้ว่าดวงตาทั้งสองและจมูกจะแดงๆไปหน่อยก็เถอะ

       " เรารีบกลับไปกันดีกว่า  ป่านนี้พวกหมอหลวงคงปรุงยากันเสร็จแล้ว " 

         เจนีเซียว่าก่อนจะลุกขึ้นและออกแรงฉุดให้มิเรียมลุกขึ้นตาม  ก่อนที่ทั้งสองจะออกเดินกลับไปยังห้องพักฟื้นอีกครั้ง  ทั้งสองกุมมือกันไว้แน่น

       " ขอบใจนะมิเรียม "  เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะยิ้มให้สหายที่ยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน

       " อืม  ไม่เป็นไรหรอก  เราเพื่อนกันนี่  อีกอย่างใจเจ้าน่ะอ่านง่ายจะตาย  แค่มองตาก็รู้แล้วล่ะ "  มิเรียมว่าอย่างนั้นก่อนจะยกมือขึ้นเอาหน้าผากโขกเข้ากับหน้าผากของเจนีเซียเบาๆ

       " จริงอ่ะ  ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ "  เจนีเซียว่าเสียงเบาอย่างอายๆ

       " กับข้า  ฟลอรีน่า  แอนแดนเต้แล้วก็แพนโธเรียเท่านั้นนะ  คนอื่นไม่เกี่ยว "  

         มิเรียมว่าอย่างนั้น  แล้วทั้งคู่ก็พบว่าตัวเองอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว  เจนีเซียปล่อยมือออกจากการเกาะกุมของมิเรียมก่อนจะเดินไปยังบานประตูนั้น

       " พร้อมมั้ย "  หญิงสาวหันกลับมาถามสหายที่ตอนนี้แววตาเริ่มออกแววหวาดหวั่นนิดๆอีกครั้ง

       " องค์ไซเรนเนียจะต้องปลอดภัย  เชื่อข้าซิ "  

        เจนีเซียกล่าวด้วยน้ำเสียงและแววตาที่บ่งบอกความมั่นใจเต็มเปี่ยม  ส่งผลให้มิเรียมพยักหน้า  ก่อนที่ประตูคริสตัลบานใหญ่จะเปิดออกอีกครา  พร้อมๆกับที่ร่างบางทั้งสองร่างเดินเข้ามาในห้องที่ตอนนี้เหล่าบรรดาหมอหลวงก็ยืนรออยู่แล้ว  โดยที่ในมือของหมอหลวงผู้ที่สูงอายุที่สุดนั้น  มีขวดแก้วขนาดเล็กที่ภายในบรรจุน้ำสีเงินใสๆไว้เกือบเต็มเตรียมพร้อมไว้แล้ว



      " แล้วทีนี้จะเอายังไงต่อ " 

        เจมินเอ่ยขึ้นในเช้าวันที่สองหลังจากทำการรักษาองค์ไซเรนเนียและหนุ่มสาวทั้งเจ็ดที่ออกเดินทางไปได้พักผ่อนกันเต็มที่แล้ว  บัดนี้ทั้งสิบสองคนกำลังนั่งอยู่ในหอสมุดหลวงซึ่งบนโต๊ะที่พวกเค้านั่งอยู่นั้น  จอมอร์นิเตอร์ที่แสดงตำแหน่งของพวกเค้าทั้งหมดยังคงอยู่บนโต๊ะและทำงานของมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      " จะออกตามหาอาวุธต่อ  หรือว่าจะรอองค์ไซเรนเนียฟื้น "  เจมินเอ่ยต่อ  ซึ่งก็ทำให้ทุกคนครุ่นคิดกันอีกครั้ง

      " อีกสองวัน "  เจนีเซียเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินไปยังแผ่นที่ขนาดใหญ่ที่แปะอยู่บนโต๊ะยาวข้างๆกับโต๊ะที่พวกเธอนั่งอยู่ 

      " ถ้าในอีกสองวันองค์ไซเรนเนียไม่ฟื้น  พวกเราก็ออกเดินทางต่อทันที  เวลาไม่มีมาก  ยังเหลืออาวุธอีกแปดชิ้นที่จะต้องค้นหา "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น

      " ข้าเห็นด้วยกับเจนีเซีย  ตอนนี้พวกเราต้องคอยอยู่ในวัง  เผื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะได้รับมือได้ทัน  อีกอย่างองค์ไซเรนเนียอาจจะมีอะไรบางอย่างที่จะบอกพวกเราด้วย "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นบ้าง

       " แล้วคนอื่นๆล่ะ  มีใครจะคัดค้านมั้ย "  แซมัวร์เอ่ยขึ้นบ้าง  หากก็ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก

       " งั้นก็ตกลงว่าให้พวกเรารออีกสองวัน  ถ้าหากองค์ไซเรนเนียไม่ฟื้น  แอนแดนเต้  เฟเรียว  พวกเจ้าก็ออกเดินทางได้เลย "  เจมินเอ่ยสรุป

       " งานนี้องค์หญิงกับองค์ชายยังคงต้องเดินทางเช่นเดิม  จีน่าเจ้าก็ด้วย  งานนี้อาจจะต้องพึ่งความสามารถพิเศษของเจ้า  ส่วนคนอื่นๆค่อยว่ากันทีหลัง "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น  ก่อนที่ทั้งหมดจะพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเตรียมแยกย้ายกันไปพักผ่อน

       " เจนีเซีย  ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับเจ้าซักหน่อย " 

         ฟินเข้ามากระซิบกับหญิงสาวเบาๆ  หากก็ไม่พ้นสายตาของอีกสี่สาวไปได้  หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะเดินตามชายหนุ่มออกไปจากห้อง

        " ท่าทางงานนี้จะมีเฮ "  แอนแดนเต้เอ่ยขึ้น  ส่งผลให้ฟลอรีน่าสายตรหม่นแสงลงทันที

        " อาจจะไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดก็ได้นะฟลอรีน่า "  มิเรียมที่ยืนอยู่ด้านข้างหญิงสาวปลอบ

        " เรื่องแบบนี้ต้องตามไปดู " 

          แอนแดนเต้ว่า  ซึ่งอีกสองสาวก็เห็นด้วยก่อนจะช่วยกันลากฟลอรีน่าให้ตามไปด้วยกัน  ในขณะที่อีกหกหนุ่มก็มองตามอย่างสงสัย

        " นั่นพวกเจ้าจะไปไหนกันน่ะ "  แซมัวร์ถามขึ้น

        " ความลับ  อยากรู้ก็ตามมาแล้วกัน " 

          แอนแดนเต้ว่าอย่างรื่นเริง  ในสถานการณ์ชวนปวดหัวแบบนี้มีเรื่องกุ๊กกิ๊กพอให้ชื้นหัวใจซักหน่อยก็ดีไม่น้อย  แม้จะสงสัยแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็ส่งผลให้ชายหนุ่มอีกหกคนเดินตามไป

        " แล้วฟินกับเจนีเซียล่ะ "  เฟเรียวเอ่ยถามขึ้นส่งผลให้หญิงสาวผมฟ้าหันไปมองด้วยแววตาขัดเคืองอย่างยิ่ง

       " ก็เดินไปไหนกันสองคนแล้วน่ะซิ  ที่จะไปดูก็สองคนนี้แหละ  เจ้านี่ไม่ได้เรื่องเลย "  แอนแดนเต้ว่าเข้าให้  หากชายหนุ่มก็ยอมน้อยหน้าเสียที่ไหน

       " ก็ข้าไม่ใช่คนชอบสอดรู้สอดเห็นเหมือนอย่างผู้หญิงนี่ "  ชายหนุ่มว่าเข้าให้

       " ว่าไงนะ "  

       " พวกเจ้าสองคนหยุดเลยนะ  ไม่งั้นจะปล่อยให้เถียงกันอยู่ตรงนี้สองคนจริงๆด้วย  เร็วๆเข้า  สองคนนั้นเดินไปไหนแล้วก็ไม่รู้ "  แพนโธเรียว่าเสียงดุส่งผลให้อีกสองคนเงียบไปในทันทีและออกเดินตามคนที่เหลือไปอย่างเงียบๆ

      " ข้าว่างานนี้ไม่พ้นสารภาพรักแหงๆ " 

        แอนแดนเต้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสดใสออกนอกหน้า  ส่งผลให้แพนโธเรียและมิเรียมอยากจะเขกหัวแม่คนช่างพูดมากแต่ไม่ดูคนรอบข้างให้ซักทีสองที  ในขณะที่ฟลอรีน่านั้นก็หงอยเอาๆ  แซมัวร์และเจมินก็ได้แต่งงไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน  ส่วนอีกสี่หนุ่มที่เหลือก็ได้แต่มองหน้ากัน  หากคนที่ดูจะร้อนใจสุดๆก็เห็นจะเป็นเรย์และโคเอนนั่นแหละ 



      " เจ้ามีเรื่องอะไรจะพูดกับข้างั้นรึ "  

        เจนีเซียเอ่ยถามเมื่อชายหนุ่มพาเธอมายังสวนด้านหลังที่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่ใต้ร่มของต้นฟีนีล่าต้นใหญ่ซึ่งออกดอกสีชมพูเต็มต้น  สายลมฤดูร้อนพัดเอ่ยๆพาให้กลีบบางของดอกไม้นั้นปลิวไปทั่วบริเวณก่อนที่บางกลีบจะตกลงบนเสื้อผ้าและผมของหญิงสาว  ชายหนุ่มหยิบกลีบบางสีชมพูออกจากผมสีแดงของหญิงสาวอย่างเบามือ  โดยมีสายตาอีกสิบคู่มองไปยังคนทั้งคู่ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

      " เจนีเซีย  ถ้าข้าอยากจะถามคำถามอะไรเจ้าซักอย่างเจ้าจะตอบข้าได้มั้ย " 

        ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะมองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลทองของหญิงสาวที่จ้องกลับมาเช่นเดียวกัน

      " ถ้าข้าตอบได้นะฟิน  ข้าจะตอบ  เจ้าอยากจะถามว่าอะไรล่ะ "  หญิงสาวตอบ  ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งของเธอก่อนจะจ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นนิ่งนาน

      " ท่าทางจะจริงอย่างที่แอนแดนเต้ว่าแฮะ "  เจมินเอ่ยขึ้นก่อนจะโดนกำปั้นน้อยๆของมิเรียมและแพนโธเรียเสียเข้าให้ที่ศีรษะ

      " พูดอะไรดูคนรอบข้างซะบ้างซิเจมิน "  แพนโธเรียว่าก่อนจะปรายหางตาไปที่ฟลอรีน่าที่ทำหน้าซึมสุดๆ  ส่งผลให้เจมินเงียบทันที

      " เอาน่า  อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้นะ "  

        แซมัวร์เอ่ยขึ้นปลอบสหายสาว  แม้ว่าในใจเค้านั้นก็อดจะคิดเห็นด้วยกับคำพูดของแอนแดนเต้ไม่ได้  บรรยากาศแบบนี้  ประโยคคำพูดแบบนี้  ไม่ใช่สารภาพรักก็ไม่รู้จะเป็นอะไรแล้ว  หากทั้งสิบคนก็ยังคงเงียบและเงี่ยหูฟังการสนทนาต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ  โดยทั้งสิบเลือกหลบกันอยู่ที่พุ่มไม้ด้านหลังไกลจากสองคนนั้นไปไม่กี่ก้าว  และพยายามเงียบและนิ่งที่สุดเพื่อไม่ให้สองคนนั้นผิดสังเกต 

      " ข้าคิดว่าเจ้าคงพอจะรู้นะ  ว่าเวลาที่เจ้ารู้สึกชอบใครซักคน  ไม่ว่าจะเจออุปสรรคแค่ไหนก็จะพยายามฝ่ามันไปให้ได้เพื่อเขาคนนั้น  ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม " 

         ชายหนุ่มพูดโดยไม่ละสายตาไปจากดวงตาสีน้ำตาลทองตรงหน้าที่จ้องมองดวงตาของเค้าอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นกัน  ไม่นานหญิงสาวก็ถอนสายตาออกก่อนและมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้าแทน

       " ก็คงจะเป็นอย่างนั้น  แล้วสรุปนี่เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่ล่ะ "  หญิงสาวถามต่อ 

       " เจนีเซีย  ข้ารู้ว่าเจ้ารู้ความหมายประโยคของข้าดีนะว่าข้าต้องการสื่ออะไรและกับใคร " 

         ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้หญิงสาวหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้งทันที  ก่อนจะหลบตามองพื้นอีกครั้ง  สุดท้ายหญิงสาวก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจำยอม

       " ข้ารู้  แต่เจ้าแน่ใจแล้วรึ "  หญิงสาวถามกลับโดยยังไม่ละใบหน้าออกจากพื้นหญ้าเบื้องล่าง

       " พวกเราเพิ่งจะพบกันแค่สองอาทิตย์  เจ้าแน่ใจในความรู้สึกของเจ้าแน่แล้วรึ "  หญิงสาวถามอีกครั้ง  หากคราวนี้ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมาอีกครั้ง

       " ความรักไม่ได้ขึ้นกับกาลเวลาและสถานที่  ต่อให้พบกันไม่ถึงวัน  คนเราก็สามารถที่จะรักกันได้แล้วล่ะ "  ชายหนุ่มว่าเสียงนุ่ม  ส่งผลให้หญิงสาวยิ้มออกมาได้

       " นั่นซินะ  ความรักไม่ได้ขึ้นกับการเวลา  สถานที่แต่ขึ้นกับใจของคนสองคน " 

         หญิงสาวว่าก่อนจะหันมาสบตาของชายหนุ่มอีกครั้ง  หากก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้อ้าปากพูดประโยคถัดมาก็ถูกมือบางของหญิงสาวหยุดคำพูดนั้นไว้เสียก่อน

       " คำพูดต่อไปของเจ้าข้าจะฟังเมื่อเจ้าเอาชนะข้าได้เสียก่อน "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้ชายหนุ่มตะลึง  ไม่แพ้กับอีกสิบคนที่แอบฟังอยู่เช่นกัน

       " พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้ามาเจอข้าที่ลานประลอง  ถ้าเจ้าชนะข้าจะรับฟังประโยคนั้นของเจ้า  แต่ถ้าเจ้าแพ้  ฟิน  เจ้าคงรู้แล้วนะว่าจะเป็นยังไง " 

        หญิงสาวเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่หวานจนคนอื่นๆพากันเรียกว่ารอยยิ้มอาบยาพิษให้กับชายหนุ่ม  ที่ยกมือขึ้นกุมมือที่แตะริมฝีปากของตัวเองไว้

       " ข้ารู้และขอยอมรับมันแต่โดยดี  และข้าเชื่อว่าข้าไม่มีวันแพ้เด็ดขาด "  

         ชายหนุ่มว่าก่อนจะยกมือของหญิงสาวขึ้นจุมพิตที่หลังมือเบาๆ  ส่งผลให้เจนีเซียหน้าแดงและรีบชักมือออกทันที่ก่อนจะเสก้มมองพื้น 

       " มั่นใจจริงนะ  งั้นอย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน "  หญิงสาวพูดอุบอิบก่อนจะลุกขึ้นยืน

       " ข้าไม่มีวันเสียใจกับสิ่งที่ข้าเลือกแล้วหรอกนะสาวน้อย "  
 
         ชายหนุ่มว่าก่อนจะลุกขึ้นยืนและออกเดินกลับไปยังปราสาทพร้อมกับหญิงสาว  ปล่อยให้อีกสิบคนที่นั่งฟังบทสนทนาเหล่านั้นปวดหัวแทบจะกุมขมับ  โดยเฉพาะฟลอรีน่า

       " นี่ฟินเอาจริงรึนี่ "  มิเรียมเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อในการตัดสินใจของชายหนุ่ม

       " นี่มันอะไรกันน่ะองค์หญิง  ทำไมเจนีเซียต้องท้าสู้กับฟินด้วย "  โยฮันต์ถามขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ

       " มันเป็นกฎของตระกูลเจนีเซียน่ะ  ว่าจะยอมรับชายหนุ่มคนใดในฐานะคนสำคัญของตัวเองหรือของคนที่คนในตระกูลให้ความสำคัญก็ต่อเมื่อชายหนุ่มคนนั้นสามารถเอาชนะนักรบของตระกูลได้ "  แพนโธเรียอธิบาย

       " งั้นก็หมายความว่าเจนีเซียจะยอมรับประโยคนั้นก็ต่อเมื่อฟินเอาชนะเธอได้เท่านั้นน่ะเหรอ  แล้วถ้าฟินแพ้ล่ะ "  เฟเรียวถามขึ้นบ้าง

       " ถ้าแพ้  ฟินจะไม่สามารถสมหวังในรักได้  มันเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับถึงจะเกิดการประลองได้  และฟินก็ได้ยอมรับคำนั้นแล้ว  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้แล้วล่ะ "  แซมัวร์เอ่ยขึ้น

       " พวกเจ้าหกคนต้องช่วยฟินนะ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นก่อนจะหันไปยังชายหนุ่มทั้งหกที่อยู่ด้านหลัง

       " ฝึกซ้อมเค้าให้พร้อมรับศึกหนักพรุ่งนี้ให้ดี  อย่าประมาทเจนีเซียเป็นอันขาด  สัญญากับข้าซิ "  

        ฟลอรีน่าย้ำอีกครั้ง  จนเมื่อชายหนุ่มทั้งหกรับปากแล้วนั่นแหละ  หญิงสาวจึงเดินจากมาโดยมีแอนแดนเต้  แพนโธเรียและมิเรียมเดินตามมาติดๆด้วยความไม่เข้าใจในตัวหญิงสาว

       " เจ้าจะปล่อยฟินไปอย่างนี้จริงรึ "  มิเรียมเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสี่เดินพ้นจากบริเวณสวนมาเรียบร้อยแล้ว

       " เจ้าไม่เห็นสายตาของฟินเหรอ  เค้าคงรักเจนีเซียมากถึงกล้ารับคำท้านั้น  ข้าสู้เจนีเซียไม่ได้หรอก "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น  น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมาอีกครั้งหากเธอก็หยุดไว้ได้เสียก่อนที่มันจะไหลลงมา

       " ระหว่างสหายกับคนที่รัก  ข้าเลือกสหาย  ถ้าเจนีเซียกับฟินไปกันได้ดีข้าก็ดีใจ  ข้าขอตัวนะ "  พูดจบหญิงสาวก็หายตัวไปทันที 

       " จะหลอกตัวเองไปถึงไหนนะฟลอรีน่า "  มิเรียมได้แต่เอ่ยประโยคนั้นเบาๆด้วยความเสียใจที่ไม่อาจช่วยอะไรสหายได้

       " ก็อย่างที่เจนีเซียบอก  ความรักมันขึ้นกับคนสองคน  ถ้าเจนีเซียไม่มีใจให้ฟิน  เค้าคงไม่ท้าฟินออกไปอย่างนั้นหรอก "  แพนโธเรียเอ่ยขึ้นบ้าง

       " เฮ้อ...รู้งี้ไม่เชียร์ฟินให้เจนีเซียก็ดีหรอก " 

         แอนแดนเต้พูดขึ้นบ้าง  ว่าแล้วทั้งสามก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน  ในขณะที่ทางฝั่งชายหนุ่มทั้งหกนั้นด้วยความที่สัญญาไว้กับฟลอรีน่าแล้วก็จำยอมเดินตามหาฟินเพื่อจัดการซักซ้อมให้ชายหนุ่มพร้อมสำหรับศึกวันพรุ่งนี้  ศึกคงต้องหนักหนาแน่สำหรับฟิน  เพราะแม้แต่แซมัวและเจมินที่เป็นสหายและคู่ซ้อมให้กับเจนีเซียมานาน  ยังไม่เคยรู้เลยว่าหญิงสาวคนนี้มีจุดอ่อนอยู่ที่ไหนกันแน่!! 

67 ความคิดเห็น