มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 26 : หวนคืนสู่ไทแซนดรัส ( Complete แล้วจ้า )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ก.พ. 50

        ในห้องโถ่งมืดทึบที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด  ชายชราผู้หนึ่งยังคงนั่งอยู่หน้าผิงสีดำ ที่ภายในนั้นเปลวไฟสีแดงเลือดกำลังส่องแสงสว่างวาววับอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดมิดของกระท่อมไม้เก่าๆกลางหุบเขามรณะแห่งนี้  ในขณะที่ผนังห้องด้านหลังเก้าอี้ของชายชรา  ร่างในเสื้อคลุมยาวสีดำที่ปิดบังหน้าตาของบุคคลอีกสิบสองร่างกำลังมองตรงไปยังเปลวไฟสีแดงนั้นด้วยแววตาที่แตกต่างกันออกไป

          พรึ่บ!!
          
ดวงตาสีดำปรากฏขึ้นในดวงไฟนั้น  ก่อนที่มันจะค่อยๆลืมตาขึ้นมองบุคคลทั่วทั้งห้อง  ส่งผลให้ร่างในเสื้อคลุมดำทั้งสิบสองร่างรีบคุกเข่าลงแสดงความเคารพ

        ' ข้าผิดหวังในตัวเจ้ามากดราคูออน  เป็นถึงหนึ่งในสิบสองนักฆ่าปีศาจ  แต่กลับพ่ายแพ้ให้กับเด็กผู้หญิงเล็กๆเพียงคนเดียว '  

          
เสียงเยียบเย็นเอ่ยขึ้นเรียบๆไม่บ่งบอกอารมณ์อันใด แต่คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าแฝงไปด้วยความโกรธกริ้วมากเพียงใด เมื่อร่างของเจ้าของชื่อที่ถูกเรียกนั้นเริ่มมีอาการสั่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด  

        " แต่ท่าน... " เสียงสั่นๆ บ่งบอกความกลัวจับขั้วหัวใจหลุดออกจากปากบางไร้สีเลือดของเจ้าปีศาจค้างคาว หากก่อนที่มันจะได้ทันพูดจบ เสียงตวาดราวกับเสียงฟ้าผ่าก็ดังขึ้นมาเสียงก่อน

       ' หุบปาก!!!! '  

          สิ้นเสียงสั่งอันกราดเกรี้ยวของดวงไฟนั้น  ร่างสีดำของดราคูออนก็ถูกยกให้ลอยขึ้นจากพื้นก่อนจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกเข้ากับผนังอิฐสีดำด้านบนของกระท่อมอย่างแรงจนก้อนอิฐสีดำของผนังนั้นแตกเป็นรอยร้าว  ฝุ่นผงจำนวนไม่น้อยร่วงลงสู่พื้นพร้อมๆกับร่างไร้เรี่ยวแรงของดราคูออนที่ตอนนี้มีเลือดสีแดงฉานไหลออกมาจากปากราวกับสายธารถูกปล่อยให้ร่วงลงกระแทกพื้นไม้เบื้องล่างเสียงสนั่น

       ' ไม่มีคำแก้ตัวใดๆทั้งสิ้นสำหรับเจ้าดราคูออน '
 
        " อึก!! "  
 
           ร่างที่กองอยู่ที่พื้นค่อยๆลอยสูงขึ้นอีกครั้ง  พร้อมกับอาการดิ้นรนทุรนทุรายไปมาอย่างทรมาน  ในขณะที่มือขาวทั้งสองข้างที่มีเล็บโค้งยาวของเจ้าปีศาจค้างคาวถูกยกขึ้นเกาะกุมที่ลำคอขาวของตัวมันเอง  ซึ่งขณะนี้กำลังปรากฏรอยแดงห้านิ้ว  ราวกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบลำคอขาวนั่นอย่างแรงกะให้ร่างนั้นมอดม้วยลงอย่างไร้ความปราณี  ชั่วอึดใจที่เนิ่นนานราวชั่วกัลป์  เจ้าปีศาจค้างคาวก็ถูกเหวี่ยงเข้าผนังที่อีกด้านหนึ่งของกระท่อมก่อนจะร่วงลงมากระแทกพื้นไม้แข็งเบื้องล่างอีกครั้ง  

        ' เจ้าพวกสวะชั้นต่ำที่เจ้าส่งไปชิงชิ้นส่วนดินเผาของข้าที่เหลือไปถึงไหนแล้ว  ทาร์รอส ' 

        " ข้าแต่ท่านผู้ยิ่งใหญ่  พวกที่ส่งไปทางตะวันตกและทางใต้ขณะนี้กำลังเร่งเดินทางกันอยู่ ส่วนพวกที่ถูกส่งไปยังอีสท์ทาลูน่าก็ยังผ่านเวทย์ป้องกันแห่งหอคอยงาช้างมหาราชวังเทลูซันดาร์ไม่ได้เลยขอรับ "

          สิ้นเสียงรายงานของร่างชรา  ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นราวกับใต้กระท่อมหลังนั้นกำลังเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขึ้น

        ' เวลาล่วงเลยไปเกือบจะอาทิตย์  แต่เจ้าพวกนั้นยังทำไม่ได้เลยงั้นรึ!! '  

          แรงสั่นสะเทือนเพิ่มขึ้นจนร่างในเสื้อคลุมทั้งสิบสองและชายชราต้องลงไปนั่งคุกเข่าที่พื้น  ก่อนที่แรงสั่นสะเทือนราวกับพสุธาพิโรธนั่นจะหยุดลง  ร่างสูงสองร่างเดินเข้าไปประคองชายชราให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

        ' ดราคูออน!!  ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง  เจ้าจงไปยังหอคอยงาช้างนั่นกับเบลเช่  นำชิ้นส่วนดินเผากลับมาให้ข้าให้ได้  หากเจ้าพลาดอีกดราคูออน  เจ้าจะต้องสิ้นชื่อด้วยน้ำมือของข้า  ไสหัวไป !! '  

        " ขอรับ / ค่ะท่าน "  สิ้นเสียงขานรับ  ร่างสองร่างก็หายวับไปในพริบตา

        ' ลูซอน!! '  

         ร่างสูงร่างนึงก้าวออกมาจากกลุ่มคนทั้งสิบก่อนจะคุกเข่าทำความเคารพดวงไฟนั่นอย่างนอบน้อม

        ' ข้าต้องการให้เจ้ากำจัดนังเด็กสาวร่างทรงเทพีเซวีโอน่านั่นซะ ' 

          สิ้นเสียงออกคำสั่ง  ร่างภายใต้เสื้อคลุมถึงกับตะลึงเงยหน้าขึ้นมองเปลวไฟสีแดงด้วยแววตาที่มิอาจเข้าใจได้  ซึ่งนับว่าเป็นโชคมากที่ได้ผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้าเอาไว้ไม่ให้ดวงตาสีดำของดวงไฟนั้นสามารถมองเห็นความรู้สึกบางอย่างกำลังเต้นไหวภายในดวงตาของเจ้าของร่าง
         
         ' หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังเหมือนเช่นพี่ชายเจ้านะลูซอน  หาไม่แล้ว  ชีวิตเจ้าก็จะหาไม่เฉกเช่นพี่ชายของเจ้า '  

          เปลวไฟสีแดงเพลิงหายวับไป  ทิ้งไว้แต่เพียงความมืดนิรันดร์กาลแห่งหุบเขามรณะ  ทิ้งให้ร่างภายใต้ผ้าคลุมนั้นยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิมพร้อมกับความรู้สึกหวาดหวั่นและลังเลกับภารกิจที่เพิ่งได้รับมอบหมายอยู่เพียงผู้เดียว 



   
          ขณะเดียวกัน ณ สถานที่อันห่างไกล  ลึกเข้าไปในป่าสนแห่งเชอร์ริล  หนุ่มสาวทั้งหกยังคงยืนรับฟังข้อมูลที่เพิ่งได้รับฟังจากเอลฟ์หนุ่ม

        " หมายความว่า  ถึงเจ้าปีศาจนั่นจะได้ชิ้นส่วนดินเผานั่นครบแล้ว  แต่มันก็ยังฟื้นกลับมาไม่สมบูรณ์หากไม่ได้รับเลือดเนื้อและดวงวิญญาณของผู้คนไปเซ่นสังเวยครบร้อยชีวิตใช่มั้ย "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของมาร์โคก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับ

        ' ใช่แล้ว  และถ้าจะยิ่งให้ได้ผล  ก็ต้องเป็นมนุษย์จากทั้งห้าดินแดนด้วย '

       " ทางเหนือคงไม่ต้องพูดถึง  ปานนี้คงได้ไปมากพอดูแล้ว  จะเหลือก็แต่อีกสี่ดินแดนที่เหลือ "  มิเรียมเริ่มออกความเห็น

       " แต่ข้าว่าก็ไม่เหลือแล้วเหมือนกันนั่นแหละนะ "  เจนีเซียเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้อีกหกคนหันไปมอง

       " เจ้าลองคิดดูนะว่าถ้าเจ้าเป็นมัน  เจ้าจะรอเก็บคนทีละคนสองคนจากทั้งห้าอาณาจักรที่เจ้ายึดได้เหรอ  ทั้งๆที่เจ้านั้นมีเหล่ากองทัพปีศาจนับหมื่น  แล้วไหนจะผู้จงรักภักดีนั่นอีก  สู้ส่งเจ้าพวกนั้นออกมาลักพาคนไปกักขังเอาไว้แล้วค่อยเอาออกมาทำพิธีเมื่อได้ชิ้นส่วนดินเผาครบแล้วไม่ดีกว่าเหรอ "  จีน่าออกความเห็น

       ' เจนีเซียพูดถูกแล้ว  และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงต้องถอดวิญญาณชาวเมืองที่เข้ามาในป่านี้ออกและพาร่างมาเก็บรักษาไว้ที่นี่ '

       " หมายความว่า..."

       ' ใช่แล้วองค์ชายโยฮันต์  ในป่านี้มีพวกปีศาจอยู่  แต่พวกเจ้าไม่ต้องห่วง  ข้าได้ขจัดพวกมันออกไปจากป่านี้หมดแล้ว  ด้วยการสร้างเวทย์ขึ้นล้อมรอบป่าให้พวกมันหาทางออกไปไม่ได้  แล้วใช่กระจกเงาแห่งซีเซ่ร์บานนี้หาพวกมันและกำจัดซะ '

      " แล้วพวกชาวบ้านที่เหลือล่ะ  ป่านนี้ไม่... "  มิเรียมยังคงกังวลไปถึงชาวเมืองในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ป่าสนแห่งนี้

       ' เรื่องนั้นข้าคงช่วยอะไรไม่ได้  เนื่องด้วยอำนาจของข้าส่งไปไม่ถึงหมู่บ้านของมนุษย์พวกนี้  ยังไงก็ตาม  เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าควรจะกังวลในเวลานี้  สำหรับตอนนี้ข้าว่าพวกเจ้าทั้งหกควรจะรีบกลับไทแซนดรัสให้เร็วที่สุด  มีใครบางคนกำลังรอพบพวกเจ้าอยู่ '

       
" แล้วท่านจะบอกพวกข้าตอนนี้เลยไม่ได้รึมาร์โค "  เจนีเซียถามขึ้น  เมื่อไม่เห็นเหตุจำเป็นอันใดที่มาร์โคจะเป็นผู้บอกด้วยตัวเองไม่ได้เลยซักนิด

       ' ถึงข้าบอกพวกเจ้าเอง  ยังไงพวกเจ้าก็ต้องกลับไปอยู่ดี  ดังนั้นเจ้าก็ไปรอฟังเอาเองเลยจะดีกว่ามิใช่รึ  เร็วเข้าเถอะเวลาเหลือไม่มากแล้ว '

         เมื่อเอลฟ์หนุ่มเอ่ยดังนั้น  หนุ่มสาวทั้งหกก็รีบออกมายังห้องโถงด้านนอก  ที่ซึ่งบัดนี้ร่างของชาวเมืองทั้งหมดก็ยังไม่มีการขยับเขยื้อนไปไหน  

         ฟึ่บ!!
         ฉับพลับร่างทั้งหมดที่นอนอยู่กับพื้นห้องก็อันตรธานหายไป  เจนีเซียมองไปยังมาร์โคก็พบว่าเอลฟ์หนุ่มเพิ่งจะทำการร่ายมนตร์เสร็จ เอฟล์หนุ่มยิ้มให้หญิงสาว

      ' ข้าส่งพวกนั้นกลับไปยังไอเซนการ์ดเละจัดการลบความทรงจำตั้งแต่เข้ามาในป่าเรียบร้อยแล้วพวกเจ้าไม่ต้องห่วง  ตอนนี้พวกเจ้าจงหลับตาและนึกถึงทางเข้าสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ที่อยู่กลางป่านั่นซะ  เมื่อเห็นภาพนั้นชัดเจนแล้วให้ลืมตาขึ้น  พวกเจ้าจะพบตัวเองอยู่บนลานหญ้าโล่งกว้างแห่งนั้น '

        
สิ้นเสียงของมาร์โคทุกคนก็หลับตาลงในทันที  หากเอลฟ์หนุ่มกลับเดินเข้าไปสะกิดเจนีเซียที่ต้นแขนเบาๆให้หญิงสาวลืมตาขึ้นและพาเธอออกมาให้ไกลจากบริเวณที่คนอื่นๆยืนอยู่  ก่อนจะกระซิบกระซาบอะไรบางอยู่สองสามประโยค

       " ขอบคุณท่านมากที่เป็นห่วง  แต่ข้าเชื่อว่าข้าจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน  ท่านอย่าได้กังวลไปเลย ลาก่อน  หวังว่าพวกเราคงจะได้พบกันอีกในไม่ช้านี้ "  

          หญิงสาวส่งยิ้มที่ฉายแววความมั่นใจเต็มเปี่ยมมาให้เอลฟ์หนุ่มก่อนจะเดินกลับไปยังพื้นที่ที่สหายอีกห้าคนของเธอเคยอยู่  ก่อนที่หญิงสาวจะหลับตาและไม่ช้าร่างบางของเธอก็อันตรธานหายไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว  เอลฟ์หนุ่มถอนหายใจเบาๆก่อนจะมองออกไปนอกหน้าต่างโค้งบานยักษ์  ทอดสายตาไปยังแนวผืนป่าสีดำทะมึนที่กว้างใหญ่ไพศาลด้านล่าง

         ' ขอองค์มหาเทพซาร์โลเคนคุ้มครองพวกเจ้านะสาวน้อย  แล้วเราได้พบกันอีกแน่นอน '  

           
เอลฟ์หนุ่มคิดก่อนจะยิ้มให้กับทะเลดาราบนผืนฟ้าสีหมึกดำทะมึน  ก่อนที่ร่างสูงกำยำของเอลฟ์หนุ่มจะอัตรธานหายไปจากบานหน้าต่างนั้น  ทิ้งไว้เพียงห้องโถงสีขาวกว้างที่ค่อยๆมืดมิดลง



         " ชุน!! "  

           เจนีเซียวิ่งตรงไปยังยูนิคอร์นหนุ่มอย่างรวดเร็วส่งผลให้มันรีบผงกหัวขึ้นมามองหญิงสาวด้วยแววตาสงสัยเป็นกำลัง

         " หน้าตาตื่นมาเชียว  มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ " 

           ยูนิคอร์นหนุ่มกล่าวขึ้นก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นยืนในขณะที่ตัวอื่นๆก็ลุกขึ้นตาม  หนุ่มสาวทั้งเจ็ดรีบคว้าสายบังเหียนพวกมันและเหวี่ยงตัวขึ้นอานบนหลังของเหล่ายูนิคอร์นหนุ่มทันที

         " ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันชุน  รู้แต่ว่าที่ราชวังตอนนี้กำลังเกิดเรื่องขึ้น  รีบกลับบ้านกันเถอะ "

         " ได้  เกาะแน่นๆแล้วกัน " 

         ' เดี๋ยวก่อน ' 

         
ร่างของยูนิคอร์นสาวปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าชุน  ขวางทางของทั้งเจ็ดเอาไว้ได้ทันก่อนที่ยูนิคอร์นทั้งหลายจะทันได้ออกวิ่ง  ที่ข้างลำตัวของซานดาเน่  มีหีบสีดำใบขนาดใส่เด็กเล็กได้ซักสองคนห้อยอยู่

        ' พวกเจ้าเอาหีบนี้ไปด้วย ' 

         
พูดจบซานดาเน่ก็หันข้างให้เจนีเซียรับไป  ตอนแรกหญิงสาวคิดว่ามันคงจะมีน้ำหนักพอดูจึงลงจากหลังชุนเพื่อทำการขนย้าย  หากมันกลับเบาเหมือนปุยนุ่น  เมื่อหญิงสาวจัดการเอาหีบนั้นมาคล้องที่ด้านสีข้างของชุน  เธอก็เปิดหีบออกดู  ภายในหีบสีดำที่บุด้วยนวมสีแดงกันการกระแทก  หญิงสาวเห็นขวดแก้วรูปชมพู่ขนาดใหญ่สองขวด  หนึ่งในนั้นบรรจุของเหลวสีเงินข้นอยู่ครึ่งขวด  ส่วนอีกขวดเป็นผงอะไรบางอย่างสีทองอยู่ครึ่งขวด  และหลอดแก้วยาวอีกหนึ่งหลอดที่เส้นผมสีขาวยาวอยู่ประมาณสิบกว่าเส้น

        " นี่มัน..... "

        ' เอาไปซะเจนีเซีย  มันจะมีประโยชน์กับพวกเจ้าต่อไปในอนาคต  ข้าขอลา '  

         ร่างของยูนิคอร์นสีทองหายวับไปอย่างรวดเร็ว  ก่อนที่เจนีเซียจะรีบเหวี่ยงตัวขึ้นหลังชุนซึ่งรีบควบออกจากลานกว้างทันทีที่หญิงสาวนั่งลงเรียบร้อยแล้ว 

         " แซมัวร์ลองติดต่อไปที่ราชวังอีกครั้งซิ "  มิเรียมหันไปพูดกับชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังแข่งกับสายลมที่พัดผ่านหน้า

         " ได้  แอนแดนเต้  แพนโธเรีย  เจมิน  ใครได้ยินข้าบ้างตอบด้วย "  

          ชายหนุ่มกรอกเสียงเข้าไปในไมค์จิ๋วที่ห้อยอยู่ที่ปกเสื้อ  มือข้างหนึ่งกดหูฟังให้แนบเข้ากับหูของตัวเองในขณะที่อีกข้างหนึ่งรวบเซียไว้ในอ้อมแขนและกำสายบังเหียนเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

         ' นี่แพนโธเรียพูด  พวกเจ้าหายไปไหนกันมาตั้งสองวัน  รู้มั้ยว่าพวกข้ากำลังจะออกไปตามหากันอยู่แล้ว '  แพนโธเรียตอบกลับมาด้วยเสียงที่ปกปิดความห่วงใยไม่มิด

         " เรื่องนั้นเดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง  ตอนนี้ที่วังเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่าแพนโธเรีย "  เจนีเซียถาม  หากแพนโธเรียกลับเงียบไป

         " แพนโธเรีย  เจ้าได้ยินข้ารึเปล่า  แพนโธเรีย "  เจนีเซียถามอีกครั้งหากอะไรบางอย่างในกายของหญิงสาวกำลังเต้นเร่าๆ อยู่ด้วยความกังวลอย่างไม่อาจหาสาเหตุได้

         ' ได้ยิน  ข้าก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน  มันมึนไปหมด  พวกเจ้ารีบกลับมานะ  มาถึงแล้วพวกเจ้าก็จะรู้เอง  ข้าขอตัวก่อน  รีบมาล่ะ '

          หญิงสาวไม่ลืมเน้นย้ำประโยคเดิมก่อนจะตัดการติดต่อไป  ปล่อยให้อีกเจ็ดคนมองหน้ากันเองด้วยสงสัยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
 
           ตีสามครึ่ง  ทั้งเจ็ดก็ออกมานอกป่าสนเชอร์ริลได้สำเร็จ  ยูนิคอร์นทั้งเจ็ดหยุดชั่วคราวเพื่อรอคำสั่งของเจนีเซีย

         " แซมัวร์  ส่งเซียมาให้ข้า "  หญิงสาวเอ่ยกับชายหนุ่มที่มองมาทางเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
 
         " ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะพาเซียเข้าวังไปทั้งๆที่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอนอกจากที่ว่าเธอเป็นเด็กกำพร้าหรอกใช่มั้ยแซมัวร์ " 

          เจนีเซียเอ่ยขึ้น  ซึ่งชายหนุ่มก็เข้าใจในทันทีว่าหญิงสาวจะทำยังไงกับเซียต่อไป  ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวที่ยังคงหลับไม่ได้สติมาให้เจนีเซีย

        " เจ้าจะเอาเซียไปฝากไว้ที่ไหนล่ะ "  มิเรียมถามขึ้น

        " ที่บ้านอาจารย์มิเกล "  หญิงสาวตอบ

        " อาจารย์สอนประวัติศาสตร์เจ้าน่ะรึ  แล้วอาจารย์ท่านจะรับมือไหวหรือเจนีเซียถ้าเกิดเรื่องขึ้นน่ะ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นตามประสาของคนที่ระมัดระวังไปเสียทุกย่างก้าว

        " เห็นอย่างนั้นอาจารย์ก็เคยเป็นแชมป์การประลองเวทมนตร์ติดต่อกับสองสมัยนะ  ท่านไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอกน่ะ "  เจนีเซียตอบด้วยเสียงมั่นใจ

        " เอาล่ะข้าว่าจากตรงนี้พวกเจ้ากลับไปที่วังซะ  เดี๋ยวพอข้าพาเซียไปฝากแล้วข้าจะตามไป "  เจนีเซียเอ่ยขึ้น

         ก่อนที่ทุกคนจะหันไปจัดการกับกำไลข้อมือและนาฬิกาของตัวเอง  ไม่นานร่างทั้งเจ็ดก็อันตรธานหายไปจากป่าสนแห่งนั้น  ไปสู่จุดหมายของตนเองในทันที




         ณ  มหาราชวังโครนอส  บัดนี้ผู้รับบัญชาแห่งสวรรค์อีกเจ็ดคนกำลังนั่งรอฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระวนกระวายในหอสมุดหลวง

       " สรุปว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แพนโธเรีย "  

         เจนีเซียเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกห้าคนไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยปากเล่าให้พวกเธอฟังซักที  ส่งผลให้หญิงสาวเจ้าของชื่อที่ถูกเรียกมองหน้าเจนีเซียทันที

        " พวกเจ้าเรียกให้พวกข้ารีบมา  แต่พวกเจ้ากลับไม่พูดอะไรกันเลย  เกิดอะไรขึ้นรึ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นบ้างหากคราวนี้หญิงสาวหันไปยังแอนแดนเต้

        " ท่านพี่!! " 

           เสียงชายหนุ่มสองคนดังขึ้น  พร้อมๆกับที่องค์ชายฟีนีแอสและองค์ชายฟีนิซัสวิ่งเข้ามากอดมิเรียม  ทั้งสองคนซบหน้าลงที่ไหล่บอบบางของหญิงสาวที่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงน้ำอุ่นๆที่ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองคู่ของน้องชายของเธอ

         " คิดถึงข้ามากขนาดนั้นเลยรึไง  ว่าไงที่นี่เรียบร้อยดีมั้ย " 

           หญิงสาวเอ่ยถามก่อนจะค่อยๆดันชายหนุ่มทั้งสองที่หน้าตาเหมือนกันราวกับฝาแฝดให้ถอยห่างออกมาจากบ่าเธอ  เพื่อที่เธอจะได้มองหน้าทั้งสองให้ชัดเจน  หากคำถามที่เธอถามไปนั้นกลับได้แค่แววตาตกใจอย่างยิ่ง

         " นี่ท่านพี่ยังไม่รู้รึ "  องค์ชายฟีนีแอสเอ่ยขึ้น  หญิงสาวสั่นหน้าอย่างงงๆ

         " ถ้าเรื่องของพวกท่านทั้งสองคือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนล่ะก็พวกข้ายังไม่รู้เลยเจ้าค่ะ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้น

         " งั้นท่านพี่ตามข้ามา  ท่านว่าที่พี่เขยแล้วก็พวกเจ้าทั้งสิบด้วย " 

           ฟินีซัสเอ่ยก่อนทั้งคู่จะจับข้อมือมิเรียมและพาออกวิ่งจากหอสมุดตรงไปยังห้องพักฟื้นที่ปีกตะวันออกของปราสาททันที



           แอ๊ด..........
          ทันทีที่ประตูไม้หน้าห้องพักฟื้นเปิดออกเผยให้เห็นห้องสีขาวกว้างขวางสะอาดได้เต็มตา  เท่านั้นหญิงสาวผมสีดำยาวสลวยก็น้ำตาร่วงทันที

         " ท่านแม่ "

           เสียงแผ่วเบาที่หลุดจากปากของหญิงสาวช่างแฝงความเจ็บปวด  ร่างบางค่อยๆเดินเข้าไปหาร่างที่ทอดกายบนเตียงสีขาวสะอาดนั้นโดยมีองค์ชายฝาแฝดทั้งสองคอยประคอง  ในขณะที่ราชองครักษ์สาวทั้งสี่ได้แต่กุมมือกันแนบแน่นราวกับต้องการจะถ่ายทอดพลังใจให้แก่กันและกันเงียบๆ  ในขณะที่องครักษ์หนุ่มหกคนที่เดินปิดท้ายได้แต่นิ่งเงียบเท่านั้น

           บรรดาหมอหลวงทั้งสิบต่างทำความเคารพองค์หญิงและองค์ชายทั้งสี่อย่างพร้อมเพรียง  

        " ท่านหมอหลวง  นี่มันเกิดอะไรขึ้น  ทำไมเสด็จแม่ของข้าถึงตกอยู่ในสภาพแบบนี้ล่ะ "  มิเรียมเอ่ยขึ้น

        " ทูลองค์หญิงฟาร์โดแรน  ระหว่างที่องค์ไซเรนเนียกำลังทำศึกอยู่ทางเหนือ  พระองค์ถูกปีศาจเข้าทำร้ายอย่างหนัก  องค์ซาร์โมเอลทอดพระเนตรเห็นเข้าก็ตรงเข้าช่วยพระองค์ไว้  ก่อนจะสั่งให้หมอหลวงประจำกองทัพพาองค์ราชินีกลับมานี่ล่ะพะย่ะค่ะ "  หมอหลวงกล่าวรายงานอย่างรวดเร็ว  หญิงสาวพยักหน้ารับ

       " แล้วตอนนั้นเสด็จแม่เป็นยังไงบ้าง  พวกท่านทำการรักษาอะไรไปแล้ว "  หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้ง

       " ตอนนั้นพระองค์มีบาดแผลฉกรรจ์ทั่วทั้งตัว  และดูเหมือนจะได้รับพิษจากบาดแผล  ซึ่งพวกกระหม่อมคาดว่าน่าจะมาจากตัวของปีศาจที่ทำร้ายพระองค์  พวกกระหม่อมได้ทำการรีดพิษของเจ้าปีศาจตนนั้นออกหมดแล้ว  หากแต่บาดแผลฉกรรจ์นั้นเกิดกว่าที่เวทมนตร์จะรักษาได้  พวกกระหม่อมจึงใช้น้ำสมุนไพรเวทมนตร์หายากทำการรักษาแล้ว  คาดว่าอีกประมาณสองอาทิตย์พระวรกายคงจะกลับมาเป็นดังเดิม  หากว่า...... "  หมอหลวงทิ้งท้ายไว้  ส่งผลให้มิเรียมกระตุกแขนเสื้อของหมอหลวงทันที

       " หากว่าอะไรท่านหมอหลวง "  หญิงสาวถามย้ำ  ก่อนที่องค์ชายโยฮันต์จะดึงหญิงสาวออกมาและประคองไว้ในอ้อมแขนแน่น

       " หากว่าองค์ราชินี  จะทรงทนพิษบาดแผลได้ถึงตอนนั้นพะย่ะค่ะ "  

        หมอหลวงกัดฟันพูดประโยคนั้นอย่างยากเย็น  เมื่อมาถึงตรงนี้หญิงสาวก็ร้องไห้อย่างหนัก  ร่างกายแทบจะยืนไม่อยู่ต้องพิงชายหนุ่มที่ประโคงอยู่ด้านข้าง  ก่อนที่องค์ชายโยฮันต์จะพาเธอไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ริมเตียงที่องค์ไซเรนเนียประทับอยู่  บัดนี้ตามเนื้อตัวขององค์ราชินีที่พ้นผ้าห่มสีขาวสะอาดออกมานั้น  ปรากฏบาดแผลและผ้าสีขาวพันไว้เต็มไปหมด  พาให้มิเรียมอยากจะร้องไห้ขาดใจ

       " ไม่มีอะไรที่พอจะทำได้อีกแล้วรึหมอหลวง "  

         เจนีเซียถามขึ้นบ้าง  ก่อนจะเดินเข้าประชิดเตียงฝั่งตรงข้ามกับบรรดาหมอหลวงที่ยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของมิเรียมซึ่งนั่งกุมมือร่างบนเตียงอย่างแนบแน่น

        " ไม่มีแล้วขอรับท่านราชองครักษ์ " 

          หมอหลวงที่ดูอาวุโสที่สุดเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา  หญิงสาวทำสีหน้าครุ่นคิดพักนึง  ไม่ช้าดวงตาสีน้ำตาลทองก็ส่องประกายขึ้นอีกครั้ง     

        " ถ้าข้าจะบอกว่าข้ามีวิธีรักษาวิธีสุดท้ายล่ะท่านหมอหลวง "  สิ้นคำของหญิงสาว  สายตาทั้งหมดก็มองมาที่เธอทันที

       " อะไรล่ะเจนีเซีย " 

         ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่มีความหวังขึ้นทันตา  หากหญิงสาวไม่ตอบกลับเดินเข้ามาใกล้องค์ไซเรนเนีย  ทอดสายตาสำรวจสภาพร่างกายของพระองค์ซักพักก็เงยหน้าขึ้นสบตาท่านหมอหลวง 

       " ข้าขอแนะนำให้ใช้เลือดยูนิคอร์นแห่งป่าสนเชอร์ริล "  จบประโยคของหญิงสาวบรรดาหมอหลวงก็หันไปมองตากันเลิกลั่ก

       " แต่ท่านเจนีเซีย  การใช้เลือดยูนิคอร์นนั้น  ผู้ที่รับเลือดจะต้องมีพลังกาย  พลังวิญญาณและพลังใจที่เข้มแข็งมาก  พวกข้าไม่แน่ใจว่าพระองค์จะทนการรักษาได้ "  บรรดาหมอหลวงเอ่ยขึ้น

      " ใช่ท่านหมอหลวง  ตอนนี้พระวรกายขององค์ไซเรนเนียนั้นย่ำแย่  หากข้าเชื่อว่าพลังวิญญาณและพลังจิตใจของพระองค์นั้นเข้มแข็งพอ  และโอกาสที่พระองค์จะกลับเป็นปกติอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์  ข้าว่าพวกเราน่าจะลองเสี่ยงดู "  หญิงสาวเอ่ยขึ้น  ส่งผลให้บรรดาหมอหลวงหันไปปรึกษากันอีกครั้ง

       " พวกข้าขอตัวซักครู่นะท่านองครักษ์  ขอเชิญองค์หญิงฟาร์โดแรน  และองค์ชายทั้งด้วยพะย่ะค่ะ  การณ์นี้คงต้องพึ่งการตัดสินใจของพระองค์ด้วย " 

         สิ้นคำของหมอหลวงมิเรียม  โยฮันต์และองค์ชายฝาแฝดทั้งสองก็เดินตามหมอหลวงทั้งสิบออกไปจากห้องพักฟื้น  คงเหลือแต่บรรดาราชองครักษ์ทั้งสิบ  ก่อนที่แอนแดนเต้จะเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงและกุมมือขององค์ไซเรนเนียไว้แน่น  น้ำตาใสไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง  โดยมีฟลอรีน่าและแพนโธเรียคอยปลอบอยู่ด้านหลัง

67 ความคิดเห็น