มหาสงครามดวงดาวสีน้ำเงิน

ตอนที่ 14 : ปริศนาองค์เทพ บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง ( Rewrite )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ต.ค. 49

         ณ  หลังคาคุ้มภัยแห่งอารีเอล  
        ทะเลแห่งความมืดและทะเลแห่งแสงสว่างอยู่ใกล้แค่ลมหายใจ 
        ต้นกำเนิดเสียงเพรียกแห่งสรวงสวรรต์  
       จงตามหาปักษาวิมานสวรรค์  
       จะปรากฏซึ่งแหล่งพำนักมังกรทอง         

        มหรรณพแห่งสนงาม หาใดเปรียบ 
        ม่านอัญมณีล้ำค่ายามต้องแสง   
        ติดตามดวงวิญญาณสู่ลานมรกต  
       ที่แห่งสัญญา  สาวกแห่งข้าจะพาเจ้าไป   
       สู่แหล่งอาศัยยูนิคอร์นสีทอง

       สายโลหิตแห่งอารีเอลนำทางเจ้า
       สู่ดินแดนที่วารีและธรณีรวมเป็นหนึ่ง  
       ท่ามกลางแสงทองจักพบทวาราสู่ราตรี   
       ไข่มุกรัตติกาลส่องทาง
        สู่สถานพำนักแห่งข้าองค์เทพีมังกรเงิน     

        ผืนฟ้าบนธาณีขรุขระคือคำตอบ   
        ยามตะวันลาลับซึ่งขอบฟ้า  ความมืดเข้าครอบงำ  
        ศิลากลับมีชีวิตดุจต้องมนตร์
       ม่านน้ำสีทองแห่งสาวกวารี
       สู่ทวารานครแห่งความทรงจำ

       สวรรค์บนดินแห่งอารีเอล  บ้านเมืองสีเขียวงามตา
       บุตรแห่งข้าจะนำเจ้า สู่แหล่งพำนักเทวานคร
       ตามหาซึ่งไอเย็นสู่ทวารพิภพ
       ที่ซึ่งธาตุทั้งสี่รวมกันเป็นหนึ่ง
       จักพานพบฟินิกส์แห่งเปลวเพลิง 

         ผืนทะเลสีทองดินแดนมนตร์มายา
        หุบผาแห่งความเดียวดาย
         ยามอรุณและรัตติกาลรวมเป็นหนึ่ง
         จะพบผู้นำทางทั้งห้า
         สู่วิมานแห่งข้าไทแซนโทรอส

         กองทรายสูงเสียดวิมาน
         องครักษ์อาภรณ์สีมรกตนั้นอยู่รายล้อม
        วารีสวรรค์รินหลั่งไหล
        ราชันเวหาจักนำไป
         สู่แหล่งพำนักแห่งข้าพญาอินทรีย์

         มรกตล้ำค่ากลางทะเลทอง
         บานกระจกสองในกรอบทราย
         ม่านสีเขียวกระจายแผ่ไอเย็น
        ทะเลต้นอ้อกลางแสงจันทร์คือคำตอบ
         ตามดวงเนตรแสนงามบาร์โซโลเมน

        ใจกลางแห่งอารีเอล
         ณ  ภูผาสีส้มสูงเสียดฟ้า
        วายุพัดสู่เวหานำมาซึ่งความกราดเกรี้ยว
         สู่ทะเลลึกอันหม่นหมอง
         จักพบทวาราสู่แสงแห่งข้าลีนีเดน

        ทะเลความมืดอันเวิ้งว้าง
        ธารวายุพัดมาซึ่งความเปล่าเปลี่ยว
        ดวงแขสองดวงสาดส่อง
       ดำดิ่งสู่มหาสมุทรแห่งความว่างเปล่า
        ตามทางเดินสีแดงสู่พญาแมงป่องสวรรค์
 

      " อ่านจะรอบที่ร้อยแล้วไม่เห็นจะเข้าใจเลยซักนิด  คืนนี้จะรู้เรื่องกันมั้ยเนี่ย "  

        แพนโธเรียเอ่ยอย่างหมดแรงก่อนจะผลักหนังสือเล่มหนานั่นไปที่กลางโต๊ะ  ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเบาะหนังสีน้ำตาลนุ่มสบายในหอสมุดที่ตอนนี้สว่างไสวด้วยไฟเวทมนตร์  ผ้าม่านสีแดงนั้นถูกชักปิดบังหน้าต่างบานโตนั่น  ในขณะที่ฟลอรีน่าก็พึมพำอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดียวกับฟินที่แม้จะมีรอยยิ้มน้อยๆหากดวงตากลับหม่นแสงยิ่งนัก

      " จะสี่ทุ่มแล้วนะ  นี่เจนีเซียไปไหนล่ะ  เดินมาพร้อมๆกันนี่นา "  แอนแดนเต้เอ่ยขึ้นพาให้หนุ่มสาวอีกสิบเอ็ดคนเริ่มสังเกต

      " เจนีเซียอาจจะไปเดินเล่นคลายเครียดก็ได้นะ  พวกเจ้าก็รู้นี่ว่าเวลาเจนีเซียคิดอะไรไม่ออกจะชอบออกไปเดินเล่นน่ะ "  มิเรียมเอ่ยขึ้น
 
      " เดี๋ยวเจนีเซียมาก็ลองให้เค้าลองอ่านตีความดูแล้วกัน  เค้าชอบปริศนาแบบนี้อยู่แล้วนี่  ไม่แน่อาจจะรู้อะไรดีๆที่เราไม่ค่อยรู้กันก็ได้นะ "  

        ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นก่อนจะเริ่มยกมือขึ้นนวดขมับของตัวเองไม่มาอย่างเหนื่อยอ่อน  ในขณะที่เจมินและแซมัวร์นั้นสลบไปนานแล้ว  ห้าหนุ่มเองก็จนปัญญา  แม้ว่าบางประโยคจะสามารถตีความได้  หากก็ยังไม่เพียงพอในการชี้ชัดสถานที่ซ่อนอาวุธได้ชัดเจน
  
        ปัง!!  
        บานประตูไม้ขนาดใหญ่ของหอสมุดเปิดออก  พร้อมๆกับที่ร่างบางของหญิงสาวผมแดงปรากฏขึ้น  ในมือทั้งสองของเธอมีถาดสีเงินใบใหญ่  ข้างหนึ่งเป็นเหยือกและแก้วทรงสูงคริสตัลเนื้อดีที่ภายในเหยือกบรรจุน้ำสีส้มชมพูสวยกลิ่นหอมน่ารับประทาน  ในขณะที่อีกถาดนั้นเป็นคุกกี้  พายและเค้กกลิ่นหอมยั่วน้ำลายอย่างยิ่ง  หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนก่อนจะวางถาดทั้งสองลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวกลางห้องที่บรรดาสหายของเธอกำลังล้อมวงกันอยู่  โดยมีหนังสือปกสีทองเล่มหนาวางอยู่ตรงกลางโต๊ะ  หญิงสาวจัดการรินน้ำสีสวยนั่นใส่แก้วทั้งสิบสองใบก่อนจะส่งไปให้สหายคนอื่นๆและของตัวเองด้วย  พลางเลื่อนถาดขนมไปที่กลางโต๊ะและดึงหนังสือนั่นเข้ามาหาตัวเองแทน

     " นี่อย่าบอกนะว่าที่เจ้าหายไปนานสองนานนี่ไปหาของกินน่ะ "  ฟลอรีน่าที่ตอนนี้เริ่มมีควันออกหูนิดๆถามเสียงเย็น

     " เปล่าซะหน่อย  แต่ไปทำเองเลยต่างหากล่ะ  เอาน่า  ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าหิว  ตอนนี้คุณป้าในโรงครัวก็ไปพักผ่อนกันหมดแล้ว  ข้าก็เลยทำมาให้พวกเจ้าเอง  ลองทานหน่อยซิ  นั่งคิดจนคิ้วจะผูกโบว์ได้แล้ว  ทานซะหน่อยจะได้หายเครียดนะ  ว่าแต่พวกเจ้าได้อะไรบ้างแล้วล่ะ "

       หญิงสาวรีบพูดประโยคยืดยาวนั่นก่อนที่ฟลอรีน่าจะเริ่มรายการเทศนา  ในขณะที่คนอื่นๆในโต๊ะก็ไม่รอช้ารีบจัดการขนมตรงหน้าในทันที  แม้แต่แซมัวร์และเจมินเองต่างก็รีบตื่นขึ้นมาทานอาหารรอบดึกเช่นกัน

     " พวกข้ารู้แต่ว่าจะไปหาอาวุธที่ไหน  แต่บอกสถานที่ชัดเจนไม่ได้ "

       ฟินตอบก่อนจะจัดการกัดคุกกี้ช็อคโกแลตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ  ปล่อยให้เจนีเซียนั่งอ่านคำปริศนาเหล่านั้นเพียงผู้เดียวอย่างเงียบๆ

     " บทแรกก็รู้ว่าหลังคาคุ้มภัยอารีเอลคือเทือกเขาเซรีน  เทือกเขาที่ทอดตัวตามแนวชายแดนของอาณาจักรเซอร์รีโน่ทางเหนือ  ทะเลแห่งความมืดคือหุบเหวซีทรอน  เหวที่ลึกและกว้างที่สุดในแนวเขานี้ "  ฟลอรีน่าเอ่ยขึ้นพร้อมกับกระดกน้ำสีสวยจนหมดแก้ว

     " บทสองข้ารู้แต่ว่ามหรรณพแห่งสนงามคือแนวป่าสนเชอร์ริลตรงบริเวณชายแดนเซอร์รีโน่และอีสท์ทาลูน่าก็เท่านั้น "  ฟินกล่าวต่อก่อนส่งคุกกี้เข้าไปหมดภายในคำเดียว

     " บทสามข้าก็รู้แค่ว่าสายโลหิตแห่งอารีเอลคือแม่น้ำซินโนเอ  แม่น้ำสายใหญ่และยาวที่สุดแห่งอารีเอล  ดินแดนที่วารีกับธรณีรวมเป็นหนึ่งก็คือชายหาด "  แอนแดนเต้ตอบด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริงตามเคย

     " ของข้าได้แค่สองประโยคแรก "  เฟเรียวเอ่ย

     " ข้าเหลือหุบผาแห่งความเดียวดาย "  เรย์กล่าวพร้อมกับกัดพายครีมสดเข้าไปเต็มๆ

     " ข้าก็ได้แค่ราชันเวหากับกองทรายสูงเสียดวิมานเอง "  แพนโธเรียตอบขณะรินน้ำใส่แก้ว

     " แค่มรกตล้ำค่ากับบานกระจกสอง "  โคเอนเอ่ยขึ้น

     " ไม่ต้องถามตาสองคนนั่นหรอกให้เมื่อยหรอกเจนีเซีย  หลับตั้งแต่อ่านจบเลยล่ะ "  

        มิเรียมตอบให้แทนเจมินและแซมัวร์ที่ส่งยิ้มแหยๆมาให้เจนีเซีย  ในขณะที่คนอื่นๆก็พากันหัวเราะขำขันไปด้วย
 
       โครม!!  
       
เจนีเซียลุกพรวดไปยังชั้นหนังสือหมวดภูมิศาสตร์ในทันใด  ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคนยกเว้นมิเรียม  ก่อนจะดึงหนังสือปกหนังสีเขียวเล่มใหญ่หนาออกมาพร้อมๆกับม้วนแผนที่ขนาดใหญ่ออกมาจากชั้น  ตามด้วยหนังสือเล่มหนาสีแดงและสีน้ำเงินของหมวดพืชและสัตว์วิเศษอีกสองสามเล่ม  แถมยังวิ่งไปดึงหนังสือปกสีเหลืองนวลเล่มหนาในหมวดสิ่งมีชีวิตทั่วไปออกมาอีก  

      " พวกข้าช่วยถือ "  

        เรย์ยื่นมือไปรับหนังสือทั้งหมดมาจากอ้อมแขนของหญิงสาว  ในขณะที่โคเอนดึงเอาแผนที่นั่นมาถือไว้ด้วยเห็นว่ามันคงจะหนักเอาการอยู่  ก่อนจะได้รับรอยยิ้มขอบคุณจากหญิงสาวพอให้ชื้นหัวใจขึ้นมาบ้างในสภาวะเครียดแบบนี้  ก่อนที่ทั้งสามจะเดินกลับมาที่โต๊ะ  เจนีเซียจัดการกางแผนที่และหนังสือสีเขียวนั่นเต็มโต๊ะก่อนจะพลิกหน้ากระดาษในหนังสือไปมา  ท่ามกลางสายตาฉงนสงสัยปนตื่นเต้นของทั้งสิบเอ็ดคน  รอยยิ้มกระจ่างปรากฎขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว  ก่อนที่เธอจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าและหยิบก้อนหินกลมขาวนวลออกมาวางไว้บนโต๊ะ

      " เอาล่ะข้าจะอธิบายให้ฟัง  อย่างที่พวกเจ้ารู้  หลังคาอารีเอลก็คือเทือกเขาเซรีนที่กั้นอาณาจักรเซอร์รีโน่และดินแดนนอกรีตทางเหนือออกจากกัน  ที่นี้ก็มาถึงทะเลแห่งความมืดซึ่งนั่นก็คือหุบเหวซีทรอนใช่มั้ย  ที่นี้ตรงที่บอกว่าหุบเหวนี่ใกล้แค่เอื้อมมันก็จะมีภูเขาอยู่สามยอดที่อยู่รอบหุบนี่พอดี  แต่เมื่อประกอบกับคำว่าทะเลแห่งแสงสว่าง  เสียงเพรียกแห่งสวรรค์และปักษาวิมานนั่นเจ้าก็จะได้  นี่!  ยอดเขาเซนโดอันดา  ยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาเซรีน "  ว่าแล้วก็หยิบหินก้อนแรกวางลงตรงตำแหน่งภูเขาที่มีชื่อตามที่เธอได้เอ่ยออกไปแล้วเป็นก้อนที่หนึ่ง  

       " เจ้ารู้ได้ไง "  

         เฟเรียวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทึ่งจัดที่หญิงสาวไขปริศนาได้ทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที  ในขณะที่พวกเค้าใช้เวลาตั้งเกือบชั่วโมง    
 
      " ก็ยอดเขาเซโดอันดาสูงสุดแถมทะลุชั้นเมฆ  เจ้าลองนึกเวลาเจ้าไปยืนที่หน้าผาทางตะวันออกตอนตะวันขึ้นซิ  แสงอาทิตย์สีทองที่ส่องกระทบทะเลเมฆสีขาวส่งให้มันยิ่งดูสว่างมากขึ้นอีกใช่มั้ยล่ะ  ที่นี้ก็เสียงเพรียกแห่งสวรรค์  ยอดเขานี้มีตำนานเล่าว่าเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของฟินิกซ์สีทองที่มีเสียงร้องไพเราะดังเครื่องดนตรีแห่งสวรรค์  ส่วนปักษาวิมาน  ข้าคิดว่าคงหมายถึงนกเฟซิลอน  นกสีขาวปลอดทั้งตัวหากินตอนกลางคืน  เพราะขนสีขาวสวยที่เหมือนสะท้อนแสงได้ในความมืดทำให้ได้รับสมญาว่าเป็นปักษาสวรรค์  แถมมันยังพบได้แค่ที่ยอดเขาเซนโดอันดาเหนือหมู่เมฆที่เดียวด้วย  เลยเข้าประเด็นปักษาสวรรค์ไง "  หญิงสาวพูดพร้อมกับส่งน้ำสีสวยลงคอไปอย่างรวดเร็วก่อนจะพูดต่อ

       " ทีนี้ก็มาบทที่สองจากแนวป่าสนเชอร์ริล  ให้เดินไปทางตะวันออกก็จะพบน้ำตกขนาดใหญ่  ประกายน้ำกระเซ็นต้องแสงแดดจะเกิดสีรุ้ง  หยดน้ำก็จะเป็นประกายเหมือนเพชรที่ตกลงมาเป็นสาย  และถ้าในเวลากลางคืน  น้ำตกแห่งนี้จะมีหิ่งห้อยมากมาย  ถ้าเทียบหิ่งห้อยนี้เป็นดวงวิญญาณก็จะตรงเป๊ะ  ทีนี้ก็แค่เดินตามหิ่งห้อยไปยังที่ไหนซักแห่งที่มีต้นเฟลูคัส  ต้นไม้ประหลาดที่มีลำต้นเรียบสีขาว  ใบเป็นสีเขียวเงิน  ตามตำนานเล่าว่าหากคนใดก็ตามมากล่าวคำสัญญาสาบานอะไรไว้ต่อหน้าต้นไม้นี้จะไม่มีทางคืนคำได้ตลอดไป "  พูดจบก็วางหินลงตำแหน่งหนึ่งบนพื้นที่สีเขียวที่มีอักษากำกับว่าป่าสนเชอร์ริลเป็นก้อนที่สอง

       " บทที่สามสายโลหิตแห่งอารีเอลก็คือแม่น้ำซินโนเอ  แม่น้ำที่ยาวและใหญ่ที่สุดในอารีเอล  ให้ตามสายน้ำไปเจ้าจะพบชายหาดคาโบหรือก็คือสถานที่ที่วารีและธรณีรวมเป็นหนึ่ง  แล้วก็ตามหาถ้ำมืดซึ่งในที่นี้ก็คือทวาราสู่ราตรี  ซึ่งถ้าข้าจำไม่ผิดชายหาดแห่งนี้อยู่ใกล้ๆกับภูผาริมทะเล  เจ้าก็แค่หาถ้าไหนซักถ้ำที่มีดอกอาซาเลีย  ดอกไม้ที่มีดอกกลมๆสีขาวเล็กๆ  เรืองแสงได้วาวในที่มืด  สมญาไข่มุกรัตติกาล

       บทที่สี่  ผืนฟ้าบนธาณีขรุขระก็คือทะเล  เพราะทะเลสะท้อนภาพท้องฟ้าและขรุขระเพราะคลื่น  ดังนั้นจึงต้องไปยังทะเลทางใต้ของอีสท์ทาลูน่า  ซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงนครใต้สมุทร  ที่พำนักแห่งองค์โอซีรอน  จากนั้นก็รอเวลากลางคืนก็ให้ตามหาโขดหินที่รูปร่างเหมือนสิ่งมีชีวิตอะไรก็ได้  จะให้ดีก็ควรจะเป็นโขดหินที่ใกล้น้ำด้วย  เพราะสาวกวารีก็คือนางเงือก  นางเงือกตัวนั้นก็จะต้องมีกระจกสีทอง  และชายหาดที่พอจะมีตำนานนางเงือกก็คือที่นี่  หาดแคลร์รีโอ

        บทที่ห้า  สวรรค์บนดินแห่งอารีเอลก็คืออาณาจักรเซลล์ลูรีน่า  แต่บ้านเมืองของอาณาจักรนี้มักไม่มีสีเขียว  ดังนั้นที่เหลืออยู่ก็คือผืนป่าดงดิบ  เมื่อพูดถึงบุตรแห่งองค์เซวีโอน่าก็คือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย    ต่อมาก็คือที่ที่ธาตุทั้งสี่มารวมกัน  ซึ่งข้าคิดว่าต้องเป็นภูเขาซาลูบัน  เพราะเป็นภูเขาไฟที่สงบไปแล้ว  เป็นแหล่งกำเนิดแม่น้ำสายหลักในอาณาจักร  และมักเป็นแหล่งที่เกิดพายุบ่อยที่สุด  และก่อนเข้าภายในภูเขานี้ข้าก็กินหรือพกอะไรบางอย่างที่มีฤทธิ์ป้องกันไอร้อนของลาวาได้ด้วย

         ต่อมาบทที่หก........  "  ก้อนหินยังคงถูกวางลงเรื่อยๆก่อนที่หญิงสาวจะหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ  ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ

       " ไปยังหุบเขาตีบายัน  หุบเขาที่รับสมญาว่าหุบเขาเดียวดายเนื่องมาจากเป็นหุบเขาที่อยู่ในเทือกเขาซารูอัน  เทือกเขาทางใต้ทอดตัวจากตะวันตกไปตะวันออกของเทฮาร์ราห์  อรุณและรัตติกาลรวมเป็นหนึ่งก็คือช่วงเวลาการเกิดสุริยุปราคา  สาวกแห่งองค์ไทแซนโทรอสก็คือเสือ  สรุปก็คือหลังจากไปที่หุบเขาตียาบันในเวลาการเกิดสุริยุปราคานั้นก็ให้ตามรอจนกว่าจะพบเสือห้าตัว  ก็จะพบที่ซ่อนอาวุธเอง

         บทที่เจ็ด  สองวรรคแรกคงหมายถึงภูเขาซารีอามัน  ภูเขาหินทรายแห่งเดียวทางตอนกลางของอาณาจักรที่สูงที่สุดและมีต้นไม้ขึ้นปกคลุม  และเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญอันเกิดจากน้ำตกซีเอตต้า  ซึ่งก่อกำเนิดจากสายฝนบนยอดเขาไหลลงมาเป็นแม่น้ำสายเล็กๆมากมาย  ราชันเวหาก็คืออินทรีย์  ก็คือเมื่อไปถึงน้ำตกแล้วให้มองหาอินทรีย์แล้วจะให้ดีก็คงต้องเป็นอินทรีย์สีทองซึ่งเป็นตัวแทนสาวกแห่งองค์บีอันโทรซี 

         บทที่แปด  มรกตกลางทะเลทองก็คือโอเอซิส  กระจกก็คือบ่อน้ำ  ม่านสีเขียวก็คือต้นไม้ทะเลทราย  และต้องมีดงต้นอ้อและเนื้อทราย  สัตว์ที่ได้รับกล่าวขานว่ามีดวงตาดุจดวงเนตรขององค์บาร์โซโลเมน  ซึ่งโอเอซิสแห่งเดียวที่มีบ่อน้ำสองบ่อ  ต้นไม้ทะเลทรายขึ้นโดยรอบ  มีเนื้อทรายและดงต้นอ้อขนาดเป็นทะเลได้มีอยู่แห่งเดียว  นั่นก็คือโอเอซิสซีอันโนเบีย  โอเอซิสที่ใหญ่ที่สุด  สมบูรณ์ที่สุดและร้างไร้ผู้คน  เมื่อไปถึงก็ให้รอเวลากลางคืนจึงไปยังกอต้นอ้อนั่นแล้วตามหาเนื้อทราย  

         ต่อไปก็บทที่เก้า  ภูผาสีส้มสูงเสียดฟ้าใจกลางอารีเอลก็คือภูผาโอคารันโด้ทางตอนกลางของอาณาจักรไทแซนดรัสแห่งนี้  ที่ซึ่งที่ยอดเขานั้นมีหมู่เมฆสีเทาปกคลุมอยู่ตลอดเวลา  หรือก็คือทะเลอันหม่นหมองนั่นเองแถมยอดเขานี้ยังมีลมพายุตลอดเวลาอีกต่างหาก  ยังไม่พอนะ  ฟ้ายังผ่าบ่อยๆด้วย  ที่พวกเราต้องทำก็แค่ไปให้ถึงยอด  รอจนเวลาฟ้าผ่าหรือก็คือทวาราแห่งแสง  ตรงบริเวณที่ฟ้าผ่าลงไปนั่นแหละคือที่ประตูสู่อาวุธแห่งองค์ลีนีเอน

          บทสุดท้าย  ทะเลความมืดก็คงหมายถึงหุบเหวซักที่  และต้องมีลมพัดเอ่ยๆเย็นๆ  เมื่อประกอบกับมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่าก็จะพอจำกัดได้ว่าหุบเหวนี้ต้องมีขนาดกว้างและลึกพอควร  รวมกับดวงแขสองดวงสาดส่อง  ข้าคิดว่าคงเป็นหุบเหวที่มีนกฮาโลวีน่า  นกหากินกลางคืนที่มีดวงตากลมโตและสะท้อนกับแสงจันทร์เป็นสีต่างๆได้  ซึ่งก็มีอยู่ที่เดียว  นั่นคือหุบเหวเซนโครอน  เมื่อไปถึงก็ให้ลงไปที่ก้นเหวนั่น  จะพบสัญลักษณ์หรืออะไรก็ตามเป็นสีแดงที่จะนำไปสู่ที่ซ่อนอาวุธขององค์โซรอนโธเรสได้  จบ  ขอทานน้ำก่อนนะ "

          หญิงรีบหันหลังเทน้ำใส่แก้วก่อนจะจัดการซัดเข้าลำคออย่างรวดเร็ว  หากหันกลับมาก็พบกับสายตาอีกสิบคู่มองมา

        " หน้าข้ามีอะไรติดอยู่เหรอ "  

           หญิงสาวถามด้วยความงงงัน  หากก่อนจะได้พูดอะไรต่อ  หญิงสาวอีกสี่คนก็โถมเข้าใส่เธอเต็มแรงจนเธอและคนโถมทั้งสี่ลงไปกองรวมกันที่พื้น  โดยมีเธอถูกทับแบนอยู่ใต้ร่างทั้งสี่นั่น  จนเธอจุกอยากเอาของที่เพิ่งกินเข้าไปออกจากกระเพาะซะจริงๆ

          " เจ้านี่ช่างดีแสนดี  น่ารัก  ปราดเปรื่องสุดๆ  ข้ารักเจ้าจริงๆเลย "  

           แอนแดนเต้พูดกรอกหูด้วยน้ำเสียงสูงแหลมปรี๊ดด้วยความดีใจพร้อมด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ภายในหูเจนีเซียสั่นสะเทือนไปถึงสมองได้ไม่ยาก  ก่อนหญิงสาวจะหอมแก้มเจนีเซียอีกสองฟอดใหญ่ๆ   

         " พอแล้ว!!  พวกเจ้าก็เหมือนกันลุกออกไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้นะ "   

           หญิงสาวตะโกนเสียงดังแข่งกับเสียงกรี๊ดกร๊าดของสหายทั้งสี่  ก่อนจะพยายามดันพวกเธอให้ออกไปห่างๆ  หากก็ไร้ผลจนแซมัวร์  เจมิน  โยฮันต์  และฟินมาช่วยกันดึงนั่นแหละ  เจนีเซียถึงเป็นอิสระโดยมีเรย์ยื่นมือมาให้หญิงสาวลุกขึ้นยืน  ก่อนที่เจนีเซียจะจัดการเอามือปาดแก้มไปมา

         " นอกจากจะทำข้าจุกแล้ว  พวกเจ้าทำหูข้าเกือบแตก  แล้วนี่ถ้าข้าสิวขึ้นจะทำยังไงเนี่ย  ปกติก็ไม่สวยอยู่แล้วอีก "  

           หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปด  หากหญิงสาวทั้งสี่ก็ยังคงหัวเราะขำก่อนจะหันไปยังโต๊ะที่นั่งอยู่เพื่อประชุมวางแผนสรุปการเดินทางกันต่อ

         " เออ.....เรย์  ปล่อยมือข้าได้แล้ว "  

           หญิงสาวพูดเสียงอู้อี้และพยายามบิดมือตัวเองออกจากข้อมือแข็งแกร่งนั่น  หากชายหนุ่มยังคงกำไว้ไม่ยอมปล่อยก่อนจะยิ้มน้อยๆออกมา

        " อย่างเจ้าไม่เรียกว่าสวยหรอก  เรียกว่าน่ารักต่างหาก "  

          ชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวก่อนจะยอมปล่อยมือและเดินไปที่โต๊ะแต่โดยดี  ปล่อยให้หญิงสาวยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นพร้อมกับใบหน้าที่ร้อนขึ้นทุกทีๆ  ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าปานนี้หน้าเธอคงแดงเป็นมะเขือเทศไปเรียบร้อยแล้วแน่นอน!!      

                       

67 ความคิดเห็น