MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 10 : 09 :: ไม่ได้อ่อยแต่อร่อยกว่าทุกคน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 35,879
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,974 ครั้ง
    12 พ.ค. 61



ตอนที่ 9

ไม่ได้อ่อยแต่อร่อยกว่าทุกคน

 

            ผมถูกไอ้เบิร์ดลากคอกลับมานั่งที่โต๊ะในสภาพมึนงงเต็มแก่ ก่อนหน้าก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่ากูวิ่งไปหลังเวทีทำไม รู้แค่ว่าตอนนั้นผมไม่เป็นตัวของตัวเองที่สุด เลยพยายามหลีกหนีสถานการณ์ที่ไม่โอเคออกมาสงบสติอารมณ์เงียบๆ

            แต่แล้วไง สุดท้ายผมก็ต้องมานั่งเผชิญหน้ากับไอ้ยุคอยู่ดี

            “ถามจริง มึงวิ่งไปหลังเวทีทำไมวะ” เชี่ยท็อปเป็นฝ่ายเริ่มประเด็น แม้ผมจะภาวนามาตลอดทางว่าขอให้ใครอย่าถามเรื่องนี้อีกก็เถอะ

            “กู...กูไปช่วยเก็บ อึก...ของ” พูดไปก็สะอึกไปจนรู้สึกสงสารตัวเองฉิบหาย ต้องดับความลนลานที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นด้วยการคว้าเบียร์ขึ้นมาดื่มจนลดลงไปเกือบครึ่งแก้ว

            “เก็บของห่าอะไร กูเจอนีน่า เขาบอกมึงเขินใครไม่รู้อยู่หลังเวที”คนถามหรี่ตามองราวกับไม่เชื่อ ผมเลยรีบแย้งออกไปทันที

            “เขินไร นีน่านี่มองอาการคนไม่ออกเหรอ ตรงไหนที่เรียกว่าเขินไม่ทราบ”

            “อย่ามาเนียน บอกมาใครเต๊าะมึง”

            “ไม่มี เชื่ออ่อ เชื่อที่คนอื่นพูดมากกว่ากูอ่อ”

            “เออกูเชื่อเขา แต่ไม่เชื่อมึง แม่ง...ตาลอยแล้วนั่น น้ำเปล่าหน่อยมั้ย” ผมยกมือปัดปฏิเสธ ก่อนยกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมากระดกจนหมดแก้วเพื่อแสดงความเก๋า

            ทว่าถึงจะทำตัวแกร่งแค่ไหน เชื่อหรือเปล่าว่าผมก็ยังไม่กล้าที่จะมองหน้าไอ้ยุคอย่างเต็มตาสักที

แปลกดีเหมือนกัน ครั้งหนึ่งมันเคยบอกชอบผม บรรยากาศบนดาดฟ้าทั้งพิเศษและโรแมนติก แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความสับสนงุนงง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกกับไอ้ยุคแบบไหน แต่รู้แน่ชัดว่าจะปฏิเสธอีกฝ่ายยังไง

            ไม่เหมือนคืนนี้ ทุกอย่างต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

            ที่นี่ไม่ได้เงียบสงบ พลุกพล่านไปด้วยผู้คน บรรยากาศก็ไม่ได้โรแมนติกอะไรเลย แต่ไม่รู้ทำไม...ใจมันกลับสั่นแปลกๆ

            หรือนี่จะเป็นเพราะเวลาวะ เวลาที่เคลื่อนผ่านไปในแต่ละวัน บทสนทนาที่มากขึ้น กับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้จากเดิม และตอนนี้ไอ้ยุคได้กลายเป็นเพื่อนที่ผมเลือกจะแคร์คนหนึ่ง ซึ่งมัน...

            เริ่มมีอิทธิพลกับผมมากขึ้นจนน่าใจหาย

            “มึง...กูขอน้ำแข็งเพิ่ม หิวเบียร์โว้ยยยยยยย” ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เพราะงั้นแดกต่อดีกว่า

            ผมยื่นแก้วเปล่าให้ไอ้ท็อปจัดการ แต่กลับถูกมือหนาของใครอีกคนคว้าเอาไว้ซะก่อน และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สบตากับคนที่พยายามหลบมาตลอดหลังกลับมานั่งตรงโต๊ะ

            “พอแล้วคุณ” เสียงทุ้มเอ่ยเตือน ผมเลยยิ้มเย้ยใส่

            “ผมยังไม่เมา ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

            “ไม่ได้ห่วง มันเปลือง”

            ไอ้เวร...

            “ไม่กินก็ได้” สลดเลยสัด กูจะโทรไปฟ้องแม่ให้เอาก้านมะยมมาตีมึง

            “คืนนี้คุณดื่มเยอะเกินไป กลับได้แล้ว”

            “เพื่อนผมยังไม่กลับ เพราะงั้นผมก็จะอยู่ต่อ”

            “เฮ้ยกูจะกลับแล้ว!” ซูปเปอร์เนิร์ดรีบแทรกทันควัน พากูหน้าแหกแบบหมอไม่รับเย็บไปอีกรอบ แถมไอ้ท็อปยังพยักหน้าคล้อยตามเป็นปี่เป็นขลุ่ยอีก มึงไปอยู่ด้วยกันเลยป่ะ รำคาญ

            “ก็...ก็ถ้าไอ้เบิร์ดจะกลับผมก็ต้องกลับแหละ”

            “เดี๋ยวผมไปส่งเอง เบิร์ดบ้านอยู่คนละทางกับคุณจะลำบากเพื่อนทำไม”

            “เออใช่ๆ มึงกลับกับคุณยุคน่าจะดีกว่า” แหม...ทีอย่างนี้เร็วเลยนะมึงไอ้เมพพพพพพพพ

            หลังเคลียร์กันเรียบร้อยก็ได้ฤกษ์งามยามดีให้พนักงานมาเช็กบิล ก่อนเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดทั้งคู่จะเผ่นแน่บเข้าป่ากล้วยไปแบบไม่เห็นฝุ่น ทิ้งผมไว้กับนักฆ่าล่าแต้มเพียงลำพัง แถมตอนนี้ในหัวก็ตื้อไปหมดแล้วด้วย ถ้าโดนลากไปฆ่าตายคงขัดขืนอะไรไม่ได้แน่

            “ไหวมั้ย” คนตัวสูงตบแก้มผมเบาๆ

            “ไหวดิว้า”

            มันยิ้ม พลางเอื้อมมือมายีหัวผมจนยุ่งเหยิง เกลียดว่ะ ทำมันทุกคนชอบยุ่งกับหัวกูจัง

            “ลุกขึ้นมาได้แล้วเด็กน้อย” มือหนาจับแขนของผมเอาไว้แน่น พยายามรั้งให้ลุกขึ้นยืนแต่ผมเลือกที่จะไม่ขยับ

            “เมื่อกี้เรียกผมว่าอะไรนะ”

            “เด็กน้อย”

            “ห้ามเรียกเด็กน้อยเข้าใจป้ะ”

            “โอเคครับที่รัก”

            สัด! วันแรกเคยเถียงไม่ชนะยังไง วันนี้ก็ยังเป็นเหมือนเดิม ไอ้ชยิน มึงแม่งไม่เคยพัฒนาเลยว่ะ

            สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นยืนตามแรงรั้งของอีกฝ่าย แต่แทนที่จะก้าวเท้าไปข้างหน้าตามคนตัวสูง ผมกลับต้องหยุดนิ่งเมื่อใครคนหนึ่งรั้งไหล่เอาไว้เสียก่อน

            “ริว ยังไม่กลับเหรอวะ” ใช่แล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็คือไอ้ริว ตอนแรกเข้าใจว่ามันคุยกับเพื่อนหมอที่บังเอิญเจอกันแล้วก็แยกย้ายกลับไปก่อนหน้านั้น ไม่คิดว่าจะยังอยู่อีก

            “ถ้ากลับแล้วจะเห็นมั้ย เออนี่ มึงลืมดอกไม้” คนตรงหน้ายื่นช่อกุหลาบมาให้ผมด้วยสีหน้านิ่งๆ

            “เฮ้ยโทษที กูลืม ขอโทษจริงๆ นะเว้ย”

            “ไม่เป็นไร ว่าแต่มึงเถอะ กลับกับไอ้ยุคเหรอ”

            “อืม” ผมพยักหน้า

            “ให้กูไปส่งแทนมั้ย ทางเดียวกันพอดี”

            “กูจะไปส่งชยินเอง” ยังไม่ทันได้ตอบอะไร คุณนักเขียนมันก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน พอๆ กับไอ้ริวที่สวนกลับทันควัน

            “ถ้าไปกับกูคงดีกว่า”

            “มีเหตุผลอะไรที่ทำแบบนี้ไม่ทราบ!” ไอ้ยุคทุ้มขึ้นเสียง คล้ายกำลังโมโหอยู่นิดหน่อย

            “ก็ทางการแพทย์เขาเรียกว่ามันคือความใส่ใจต่อผู้อื่น กูก็ควรทำป่ะวะ”

            “แต่ทางวรรณกรรมเขาเรียกว่าเสือกว่ะ”

            พวกมึง! อย่าตีก๊านนนนนนนนน

            “สรุปมึงจะไปกับใครชยิน”

            “เอ่อ...” ฉิบหาย ทำไมโชคชะตาต้องทำให้ชีวิตผมวุ่นวายขนาดนี้ด้วยวะ แทนที่จะได้กลับบ้านดีๆ กลับต้องมายืนเลือกฝั่ง แล้วคอนโดมีเป็นแสนเป็นล้าน แม่งยังเสือกอยู่ทางเดียวกันอีก

            “ชยินกลับได้แล้ว” ไอ้ยุคกระตุกแขนผม แต่แอลกอฮอล์ที่อยู่ในกระแสเลือดกลับทำให้สมองเบลอจนหาคำพูดปฏิเสธไอ้ริวค่อนข้างช้า ผมเลยได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นาน ก่อนจะรู้สึกได้ว่าความอบอุ่นที่กอบกุมแขนขวาจางหายไป และไอ้ยุคได้เดินผละออกไปไกลแล้ว

            ใจของผมหล่นร่วงไปอยู่ตรงตาตุ่ม

            ทุกอย่างในหัวที่เคยพร่าเลือนกระจ่างชัดขึ้นมาทันที

            “ริว กูต้องกลับกับยุคว่ะ ขอโทษทีนะ ไว้คราวหน้าเจอกัน” ผมพูดรัวเป็นน้ำไหลไฟดับ แทบไม่รอให้เจ้าตัวตอบกลับมาด้วยซ้ำ สองเท้าก็ก้าวตามร่างสูงของคนตรงหน้าไปอย่างไม่คิดชีวิต

            แผ่นหลังที่ห่างออกไปในตอนแรกค่อยๆ ชัดขึ้น ไอ้ยุคกดรีโมทรถยนต์แล้วแทรกตัวเข้าไปในรถ ผมจึงลนลานเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น รีบเปิดประตูอีกฝั่งและเข้ามานั่งตรงเบาะข้างคนขับอย่างหน้าด้านๆ

            หายเมาไปเลยกู

            “ไม่ไปกับมันเหรอ” เจ้าของร่างสูงเอ่ยถามอย่างสงสัย

            “ก็บอกแล้วว่าจะมากับคุณ แค่...แค่กำลังหาคำพูดปฏิเสธคุณก็เดินหนีมาก่อนแล้ว”

            ผมไม่รู้ว่าทำไมต้องอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจ ไม่รู้ว่าทำไมต้องกลัวถูกเข้าใจผิด หลายครั้งหลายหนที่ผมพยายามขยับห่างไอ้ยุคอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายกลับเป็นผมเองที่วิ่งกลับเข้ามาพุ่งชนใหม่ ทั้งย้อนแย้งและน่าปวดหัวสิ้นดี

            “ก็คุณทำท่าเหมือนอยากไปกับมัน ก็ไม่ได้ว่าอะไร อยากไปก็ไปสิ”

            อารมณ์มาเต็ม! มึงเป็นนางเอกนิยายเหรอศตวรรษ

            “ผมไม่ไป ผมนั่งอยู่ในรถคุณแล้ว”

            “เดี๋ยวช่วยโทรไปบอกไอ้ริวให้ขับรถมาจอดเทียบได้ ออดี้เลยนะคุณ”

            “จะประชดผมทำไมเนี่ย มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เลยดีกว่า”

            “ก็หวง ไม่อยากให้ไปกับไอ้ริว ไม่อยากให้คุณเลือกมัน ไม่อยากให้คุณลังเลเวลาอยู่กับผมด้วย จบยัง”

            “จะ...จบ”

            ไม่เห็นต้องบอกตรงๆ ขนาดนี้เลยนี่หว่า

            รถยนต์ถูกขับออกจากลานจอด ท่ามกลางความเงียบงันที่เกาะกุมจนทำตัวไม่ถูก ผมนั่งกอดช่อดอกไม้บนตักอย่างเงียบเชียบ ไม่นานความอึดอัดก็ค่อยๆ คลายลงเมื่อเสียงเพลงจากวิทยุถูกเปิดโดยคนตัวสูง

            ผมไม่ได้ใส่ใจจะฟังมันนัก เพราะกำลังเล่นสงความประสาทว่าใครจะเป็นผู้พ่ายแพ้แล้วเริ่มต้นพูดออกมาก่อน จากนาที เป็นสิบนาที ตอนนี้ใกล้จะถึงคอนโดแล้วไอ้ยุคก็ยังคงเงียบ

            คนที่กังวลเลยตกเป็นผมทั้งที่ไม่ควรเป็น เบื่อว่ะ กูแพ้อีกแล้ว

            “จอดข้างหน้าพอ” พูดก่อนก็ได้วะแม่ง อีกฝ่ายเลยตอบกลับแทบจะทันที

            “อืม”

            แค่เนี๊ยะ!

            “จริงๆ เข้าไปอีกหน่อยก็ได้ ผมรู้สึกมึนหัวแปลกๆ” แพ้แล้วแพ้อีก แพ้จนต้องร้องขอชีวิต ไอ้สัด

            “โอเค ผ่านตรงป้อมยามไปคุณเดินขึ้นไปเองได้มั้ย”

            “ได้” ผมตอบเสียงแผ่ว ลอบมองเสี้ยวหน้าของคนเคียงข้างอยู่แว๊บหนึ่ง ก่อนอีกฝ่ายจะรู้ทันหันมามองกลับจนผมทำตัวแทบไม่ถูก

            “ชยิน ขอโทษ”

            อ้าว เกมส์พลิก

            “เรื่องอะไร”

            “ผมไม่มีสิทธิ์จะหวงคุณ ที่สั่งให้คุณเลือกผม”

            “ก็...” ผมคิดหาคำพูดอยู่ในหัว ประมวลผลอยู่นานก็ได้แต่ครางอืออาในลำคอ กระทั่งรถยนต์จอดสนิทอยู่ตรงประตูทางเข้า

            “ถึงแล้ว”

            “อือ” สองเท้าก้าวลงจากรถพร้อมช่อกุหลาบในมือ แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยประโยคซ้ำซากเฉกเช่นทุกที

            “ขอบคุณนะ”

            “ไม่เป็นไร”

            ผมปิดประตูรถยนต์ และในเสี้ยววินาทีที่คนตัวสูงตั้งท่าจะขับออกไป ในหัวก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เลยรีบตบกระจกรถเพื่อให้อีกฝ่ายชะลอความเร็วลง

            บางที บางทีถ้าผมพูดมันอาจไม่อึดอัดใจขนาดนี้ก็ได้

            “ยุค” ผมเรียกชื่อเขา หลังกระจกถูกลดลงมาครึ่งหนึ่งและเราได้สบตากันตรงๆ

            “ว่าไง”

            “ถ้าจะหวงก็ไม่ว่ากัน จริงๆ มันก็เป็นสิทธิ์ที่คุณควรทำล่ะนะ”

            ผมเอ่ยเสียงแผ่ว รอคอยคำตอบจากอีกฝ่าย แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับไม่มีคำตอบหลุดออกมาจากริมฝีปากนั้นเลยนอกจาก

            บึ้ม!

            รอยยิ้ม ที่ผมคิดว่าแม่งหล่อเหลาที่สุดเท่าที่เคยรู้จักกับมันมาเลย

            ฮาร์ทแอทแทคซ้ำแล้วซ้ำเล่า

          คนบางคนนี่มันเก่งจริงๆ เพราะไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมาย ก็ชนะไปซะทุกอย่างแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            สองวันให้หลังผมได้ฤกษ์งามยามดีหาเงินเข้ากระเป๋าก่อนภาวะอดอยากจะวนมาถึงอีกรอบ เนื่องจากไอ้ท็อปได้นัดแนะสัมภาษณ์คอลัมน์หนังสือล่วงหน้า ผมจึงตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวออกไปข้างนอกอย่างมีความสุข

            จะแตกต่างกว่าทุกวันหน่อยก็ตรงที่วันนี้ผมเลือกหยิบหมวกแก๊ปใบหนึ่งออกมาปัดฝุ่น มันพอจะช่วยอำพรางสิวที่ผุดขึ้นตรงหน้าผากอยู่สองสามเม็ดได้

            ผมเป็นแบบนี้เสมอตอนที่เครียด และจะเห่อขึ้นหนักมากตอนไม่มีเงิน

            เรานัดกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงตรง กะกินไปสัมภาษณ์ไปตามประสาเพื่อน ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการตระเตรียมคำพูดเหมือนครั้งแรก และก็ไม่ต้องลุ้นว่าคู่สัมภาษณ์จะเป็นใครอีก เพราะตอนนี้...

            “ชยิน ตรงนี้เว้ย!” ไอ้ท็อปได้โบกมือเรียกผมหยอยๆ ขณะที่มีใครอีกคนนั่งรออยู่ตรงนั้นด้วยแล้ว

            ใครบางคนที่ทำให้ใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก และผมต้องออกรบกับแม่ทัพที่กวนตีนที่สุดในโลก

            ไอ้เหี้ยศตวรรษ

            ขนาดเตรียมตัวเตรียมใจมาแล้วก็ยังรู้สึกประหม่าแปลกๆ ผมสาวเท้าไปหาคนทั้งคู่ ส่งยิ้มวอนส้นไปให้ทีหนึ่งก่อนทิ้งตัวลงนั่งข้างคนตัวสูงที่ยังคงคุมโทนด้วยเสื้อผ้าสีดำตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนเคย

            “อะไรดลใจให้มึงใส่หมวกวะ รุ่นเดียวกับไอ้ยุคเลย” สิ้นสุดคำพูดของเพื่อนคอลัมนิสต์ คนเคียงข้างก็หยิบหมวกแก๊ปสีดำยี่ห้อ A Bathing Ape ที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาสวมเป็นพร็อพประกอบฉาก

            “เนื้อคู่” ดูแม่งพูดเข้า

            “บังเอิญเหอะ ถ้าสิววัยรุ่นไม่ขึ้นผมก็ไม่หยิบมาใส่หรอก”

            “อายุปูนนี้ยังเรียกว่าวัยรุ่นอีกเหรอ”

            “โอ้โหหหหห คุณก็อายุเท่าผมมั้ย กล้าพูดได้ยังไง”

            “เคๆ เด็กน้อย”

            “ไม่ใช่เด็กน้อยโว้ย!

            “พวกมึงนี่เถียงกันสนุกจังเล้ย ให้กูกลับบ้านก่อนมั้ย พร้อมเมื่อไหร่ค่อยโทรมาตาม” ไอ้ท็อปเบรกทุกประเด็น           ก่อนยื่นสมุดรายการอาหารมาให้ผมเป็นการตัดรำคาญ

            ผมเลยจิ้มๆ สั่งอาหารหนักๆ มากิน ก่อนจะเริ่มต้นกินไปบ่นไปตามประสาเพื่อน เพราะวันนี้เราจะมากันในธีมสายชิลด์ และเมื่ออาหารพร้อมผมจึงถือโอกาสหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปอัพลงโซเชียลเพื่อเรียกกระแสตามสไตล์คนไม่มีอันจะกินเท่าไหร่นัก

            แชะ!

            “กล้องไม่ชัดเลย ใช้มะเขือเทศถ่ายเหรอ” นี่เป็นคำพูดจากปากหมาๆ ของไอ้ยุค และมันทำให้ผมโมโหจนอยากปามือถือใส่

            มึงดูเงินในกระเป๋ากูก่อนไอ้ฟายยยยยยยยย

            “ยุ่งน่า”

            ผมทำท่าฮึดฮัด รีบสอดมือถือหน้าจอแตกยับของตัวเองใส่กลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงดังเดิม ก่อนไอ้ท็อปจะขึ้นประเด็นสัมภาษณ์ในเวลาต่อมา

            “เดี๋ยวเชี่ยท็อป มึงไม่เอาสมุดมาจดด้วยหรือไง” ผมเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “อัดเสียงพอ เดี๋ยวกูกลับไปแกะที่ห้องเอง” มันตอบหน้าตาย

            “มึงนี่เป็นคอลัมนิสต์ที่ขยันมากเลยว่ะ”

            “ขอบใจ”

            “กูประชด”

            “ไม่สนอ่ะ”

            “ก่อนสัมภาษณ์กูต้องบอกชอบน้ำอัดลมยี่ห้อนี้มั้ย เผื่อเขาใจดีเป็นสปอนเซอร์ให้”

            “หยุดเพ้อสักห้านาทีก่อนนะเพื่อน เราไม่มีสปอนเซอร์ ครั้งนี้เป็นสัมภาษณ์คู่ คำถามเดียวกันต่างคนต่างตอบตามมุมมองของตัวเอง เข้าใจตรงกันนะ” อดีตเพื่อนสมัยมัธยมฯ เลื่อนมือไปบนหน้าจอไอแพดซึ่งจดคำถามเอาไว้ยาวเหยียด ก่อนเอ่ยถามคำถามแรก

            “แนะนำตัวก่อนเลย”

            “ชื่อยุคเป็นนักเขียน” คนเคียงข้างเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผมจึงตามน้ำไปติดๆ

            “ส่วนผมชื่อชยิน”

            “เป็นแฟนไอ้ยุค”

            “ตบปาก!” ทายว่าไอ้ท็อปเนี่ยแหละที่ต้องตายก่อนศพแรก โทษฐานปากพล่อยเกินหน้าที่

            “แค่ล้อเล่นนิดเดียวทำเป็นซีเรียส อ่ะคราวนี้กูจริงจังละ ชีวิตเป็นยังไงบ้างหลังกระแสคู่จิ้นมาแรง งานเยอะขึ้นหรือเปล่า”

            จบคำถามนั้นผมกระทุ้งศอกใส่คนตัวสูง โดยให้มันเป็นฝ่ายตอบก่อน

            “ไม่นะ งานไม่ได้เยอะขึ้น แต่มีนิยายให้อ่านเพิ่มขึ้น”

            “แนวไหนที่ชอบอ่าน” ถามขยี้ใจกูไปอีกกกกกกกกก จนผมจะกระทุ้งศอกใส่ไอ้ยุคเป็นรอบที่สองให้มันตอบดีๆ

            “แนว Mpreg มั้ย เขาเรียกแบบนั้นหรือเปล่า”

            “ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อย”

            “ก็ผู้ชายที่ท้องได้อ่ะ เคยอ่านเรื่องนึงชยินขี้อ่อยมาก เอะอะคือชวนขึ้นเตียง ผลิตลูกกันทั้งวัน”

            “หยุดเลย หยุด!” ผมรีบยกมือปิดปากไอ้ยุคทันที แต่มันแม่งก็สะบัดหน้าออกเร็วมากก่อนจะจับข้อมือของผมเอาไว้

            “ชื่อเรื่องว่ารักไม่ยุ่งมุ่งแต่เย ลองไปอ่านดู สนุกดี”

            “ยุค! ผมโกรธคุณจริงๆ นะเว้ย” 

            “โอเค เขาอัพจบไปแล้ว ผมไม่อ่านแล้ว” พูดไปก็ยิ้มไปจนกูอยากจะเอามือไปจกตามึงให้แหก

            เบื่อมากนิยายที่เขียนให้ผมท้องเนี่ย เรื่องไหนเรื่องไหนผมก็โดนกดหมด ทำไมไม่มีใครคิดว่าคนอย่างชยินจะกดคนอย่างไอ้ยุคได้วะ คนเดี๋ยวนี้มันตาไม่ถึงกันจริงๆ

            “เลิกทำหน้างอได้แล้วน่า” ไม่พูดเปล่า ไอ้ศตวรรษก็ใช้ส้อมจิ้มมะเขือเทศมาไว้ในจานผม ซึ่งเผื่อมึงไม่รู้นะ กูไม่กินมะเขือเทศโว้ยยยยยยย 

            “เอาไปไกลๆ ผมไม่กิน” ว่าแล้วก็ใช้ส้อมจิ้มกลับไปใส่จานแม่งอีกรอบ

            “พูดถึงนิยายเท่าที่ตามไปส่องๆ ดูมันก็เยอะอย่างที่ว่าจริงๆ นั่นแหละ ล่าสุดที่เผลอกดเข้าไปอ่าน เพิ่งเห็นว่ามึงเป็นกะหล่ำปลีด้วยว่ะชยิน” ไอ้ท็อปพูดหน้าตาย แต่คนฟังอย่างผมเนี่ยสิที่ตกใจจนแทบช็อก

            “ฮะ?”

            “มึงเกิดมาเป็นกะหล่ำปลีอ่ะ ไอ้ยุคเป็นคนสวน ฮ่าๆๆๆ”

            “พูดให้กูเข้าใจอีกทีดิ”

            “ตำนานรักกะหล่ำปลีไง นิยายสำหรับคู่จิ้น #YukYinCouple เอ้า! ไม่เคยอ่านเหรอ หวายยยยยยยไปอยู่ไหนมาเนี่ย”

            เชี่ย! ใครมันกล้าเขียนเรื่องแบบนี้วะ ดูปลาบู่ทองเยอะเหรอ มีต้นมะเขือเป็นแรงบันดาลใจสินะ

            โว้ยชีวิตกูนี่หนอ เป็นมันทุกอย่างทั้งคนท้อง ทาสเซ็กซ์ ล่าสุดกูเป็นกะหล่ำปลี ไอ้เหี้ย!

            “มึงไม่ต้องเครียดหรอกชยิน คนอ่านไปแค่ล้านสองแสนเอง”

            “ฮือออออ”

            “ไม่ต้องร้อง ตอบคำถามกูก่อน มึงล่ะชีวิตเปลี่ยนไปมั้ย” และคราวนี้ไอ้ท็อปก็พาเรากลับเข้ามาในโหมดเป็นการเป็นงานอีกรอบ

            “เปลี่ยนสิ เปลี่ยนมากเลย ทั้งงานและกระแสในโลกโซเชียล” โดยไอ้ยุคเนี่ยแหละที่เป็นตัวแปรสำคัญในชีวิตของผม แถมทำกูน้ำตาซึมในตอนนี้อีกต่างหาก

            ทำใจไม่ได้อ่ะ ทำไมไม่มีนิยายที่ผมจะได้รับบทที่ดูดีและมีเสน่ห์บ้างวะ

            “แล้วรู้สึกยังไงตอนที่มีคนเห็นหน้ามึงแล้วบอกว่าน่ารัก” ไอ้ท็อปถามต่อ

            “มึงไปอ่านข้อความที่ไหนมาไม่ทราบ มีแต่คนชมกูว่าหน้าตาดี หน้าตาดีเว้ยไม่ใช่น่ารัก” ตอบไปก็จ้วงข้าวใส่ปากไป ขณะที่ไอ้ท็อปก็ยิงคำถามใส่ไม่หยุด

            “โอเคเปลี่ยนเรื่อง ชอบประโยคไหนในเพลงที่ตัวเองแต่งมากที่สุด และทำไมถึงชอบ”

            คงเป็น...ยินดีที่ได้รู้จัก

            “ธรรมดาขนาดนี้เลย นึกว่าจะมีประโยคคมๆ อะไรซะอีก”

            “แม่งดีนะเว้ย ประโยคนี้มันเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้รู้จักใครสักคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ถึงแม้ว่าตอนสุดท้ายความสัมพันธ์ของเรากับคนๆ นั้นจะดีหรือแย่ก็ตาม”

            “...”

            “เพราะถ้าดีก็รักษาไว้ แย่ก็แค่จดจำและเรียนรู้เท่านั้นเอง”

            “ไอยะ คมแล้วสัด” ไอ้ท็อปพูดกลั้วเสียงหัวเราะ ก่อนเบนสายตาไปยังอีกคน “มึงอ่ะยุค ชอบประโยคไหนในหนังสือของตัวเอง”

            “จงซื่อสัตย์กับความรู้สึก”

            “จริงดิ” ผมแทรกขึ้น กะแซวเล่นขำๆ แต่กลับได้สายตาสงบนิ่งของเจ้าของคำตอบกลับมาซะอย่างนั้น

            “แล้วคุณว่าจริงมั้ย”

            “ไม่รู้ ผมไม่ใช่คุณ”

            “คุณรู้ แล้วผมก็รู้ด้วยว่าคุณไม่ได้คิดอะไรกับผม”

            “ไม่ใช่นะ!

            ฉิบหายละ หลุดปากพูด

            “ต๋ายแล่ววววววว มึงไปเต๊าะกันไกลๆ เถอะ เหม็นความรัก”

            “เชี่ยท็อปมึงอย่าเข้าใจผิด คุณก็ด้วย ที่พูดว่าไม่ใช่เพราะผมไม่รู้ว่าคุณคิดยังไงต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของผมซะหน่อย”

            “พูดอะไรยืดยาว ขี้เกียจฟัง” แล้วไอ้ยุคก็ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อโดยไม่สนใจความร้อนตัวของผมอีกเลย โฮร่ลลลลล

            กูจะร้องไห้แล้วววววว

            ทำไมถึงรู้สึกเหมือนโดนรุมรังแกอยู่ฝ่ายเดียวเลยวะ

            “เป็นอะไร เบะปากจนเบี้ยวไปหมด” ยังมีหน้าหันมาถามอีก

            “ไม่ต้องมายุ่ง”

            “สรุปผมผิดเหรอเนี่ย”

            “ก็คุณกวนตีนไง”

            “ไม่ดีเหรอ อย่างน้อยชีวิตคุณจะได้มีสีสัน”

            “สีสันกับผีน่ะสิ”

            หลังซุ่มเถียงกันอยู่พักใหญ่ จากสัมภาษณ์คู่ดูเหมือนว่าตอนนี้ไอ้ยุคจะให้สิทธิ์ผมในการตอบคำถามก่อนทั้งหมด ซึ่งกูต้องเผชิญกับสายตาล้อเลียนของไอ้คอลัมนิสต์ตัวดีไปอีกหลายสิบนาที แถมยังกินเวลานานจนอาหารในจานพร่องเกือบหมด

            ก่อนเพื่อนท็อปจะเบี่ยงประเด็นไปยังคนตัวสูงซึ่งนั่งจิบน้ำรออย่างนิ่งๆ และจู่โจมอีกฝ่ายด้วยคำถามเดียวกัน

            “ได้ข่าวว่าผ่านพ้นวันเกิดมาแล้ว ปีนี้พิเศษกว่าปีไหนๆ มั้ย”

            “อาจจะพิเศษล่ะมั้ง ปกติในวันเกิดกูจะได้ของขวัญสวัสดิการนักเขียนจากสำนักพิมพ์ แต่ปีนี้ดีกว่านั้นหน่อยตรงที่ได้อยู่กับคนที่อยากอยู่ด้วย”

            “ดีว่ะ คนๆ นั้นเป็นยังไง”

            “เป็นคนที่ปฏิเสธกู แถมยังนั่งหน้าสลอนอยู่ตรงนี้ไง”

            เขร้!!

            ทุกสายตาหันมามองผมเป็นจุดเดียว ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยทำได้แค่กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พยายามนึกย้อนกลับไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมา...

            หรือจะเป็นที่ดาดฟ้าในคืนนั้น จำได้ว่าไอ้ยุคเคยบอกกับผมว่าเป็นวันเกิดของมัน แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้ปักใจเชื่ออย่างจริงจัง มาวันนี้เพิ่งได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก

            “ฮะ...แฮปปี้เบิร์ดเดย์ย้อนหลังนะคุณ” ผมยิ้มแหยส่งไปให้

            “ตลกเด็กน้อย ขอบคุณครับ”

            “ถ้าคุณบอกผมก่อน ผมก็จะ...”

            “จะอะไร”

            “ซื้อของขวัญให้”

            “มีเงินเหรอ”

            “ไม่ได้อดอยากขนาดนั้นมั้ย”

            “ผมได้รับของขวัญแล้ว”

            “ตอนไหน”

            “ได้อยู่กับคุณไง”

            “แต่ผมไม่ได้รับรักคุณนะ”

          “ไม่เป็นไร อีกหน่อยจะรัก”

            “ง่อววววววว กูขอตัวไปอ้วกก่อนนะเพื่อน ไม่ไหวละ ความรักกระแทกคอกูแรงไปหน่อย อ้วกกกกกกก” ไม่พูดเปล่า ไอ้ท็อปยังวิ่งปรี่ไปห้องน้ำอย่างที่ปากพูดจริงๆ

            ทิ้งผมให้เผชิญหน้ากับไอ้นักฆ่าอยู่ตามลำพังในบรรยากาศที่ชวนวูบโหวงแปลกๆ

            ดูเหมือนคนพูดมันจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรด้วยซ้ำ ตรงข้ามกับผมที่ได้แต่เกาท้ายทอยไปมา เพราะไม่รู้จะเอามือไปไว้ตรงไหนมากกว่า

            มึงทำสำเร็จแล้วศตวรรษ สุดท้ายผมก็แพ้ให้กับความหน้าด้านของมันอย่างไม่มีเงื่อนไข

            “ขากลับผมไปส่งนะ” ต่างคนต่างเงียบอยู่นาน กระทั่งเสียงทุ้มดังขึ้นในโสตประสาท

            “ไม่เป็นไร มาได้ก็ต้องกลับเองได้สิ”

            “งั้นตามใจ”

            ไม่นานไอ้ท็อปก็กลับมานั่งที่โต๊ะ เราพูดคุยกันต่ออีกนิดหน่อยจนทุกอย่างเสร็จสิ้น และทุกคนพร้อมจะแยกย้ายกลับทางใครทางมัน ทว่าจู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น

            Rrrr..!

            พอหยิบขึ้นมาดูก็เห็นชื่อของไอ้ริวปรากฏอยู่ตรงหน้า ผมรู้ว่าริวเป็นแค่เพื่อน ถึงแม้ว่าเราจะคุยกันผ่าน MSN ด้วยความสนิทสนมแค่ไหนความสัมพันธ์ของเรามันก็เป็นได้แค่นั้น แต่ไอ้ยุคนี่ดิที่ไม่เข้าใจ ยิ่งเวลาต้องมารับโทรศัพท์แบบนี้ผมยิ่งเกรงใจมันแปลกๆ

            แต่คิดแล้วก็เท่านั้น สุดท้ายผมก็กดรับอยู่ดี

            “ว่าไง”

            [ชยินอยู่ไหน พรุ่งนี้ว่างมั้ย] อีกฝ่ายเข้าประเด็นอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ผมถาม

            “ทำไมเหรอ”

            [กูอยากแฮงก์เอาท์กับเพื่อน เลยอยากชวนมึงมาด้วยกัน]

            “แถวไหนล่ะ”

            [ผับแถวคอนโดกู สรุปมาได้มั้ย]

            “เอ่อ...ขอดูก่อนนะ ยังไงเดี๋ยวจะให้คำตอบอีกที”

            [ได้ แต่อยากให้มานะ กูโทรหาไอ้เบิร์ดแล้วมันบอกจะมาเหมือนกัน]

            “โอเค ถ้าจะไปยังไงเดี๋ยวโทรบอก”

            หลังวางสาย ผมก็เงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนข้างๆ ทันที ไอ้ยุคไม่ได้มีท่าทีจะถามหรือสนใจอะไรนอกจากหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมากดเล่นเงียบๆ

            ความจริงเราจะแยกย้ายกันตอนนี้ก็ได้ แต่ในใจกูเนี่ยดิที่มันว้าวุ่นจนน่ารำคาญ

            “เอ่อ...ริวโทรมาน่ะ” พูดลอยๆ นะเว้ย ไม่ได้อยากให้ใครได้ยินหรอก

            ผมคิดแบบนั้นแต่ก็ไม่มีใครถามอะไรกลับมา ไอ้ท็อปง่วนอยู่กับการเช็กเงินในกระเป๋าของตัวเอง ส่วนคุณนักฆ่าที่อยากให้มันพูดอะไรออกมาสักคำก็ยังคงนิ่งเงียบ

            ทำไมต้องให้กูพูดซ้ำด้วยวะ!!

            “ริวชวนผมไปแฮงก์เอาท์กับเพื่อนๆ คืนพรุ่งนี้ คุณจะไปด้วยกันมั้ย” รู้สึกได้เลยว่าน้ำเสียงที่เปล่งออกมาช่วงท้ายอ่อนลงหลายเท่า

            “มันไม่ได้ชวนผมสักหน่อย”

            “ก็เดี๋ยวอาจจะชวน”

            “คุณไปเถอะผมไม่อยากทำให้งานกร่อย”

            “เพื่อนกันทั้งนั้น ไปดื่มเหล้า ผมก็..น่าจะเมานิดหน่อย”

            “รู้ด้วยเหรอว่าตัวเองจะเมา”

            “ผมเมาง่าย”

            “ไอ้ริวดูแลคุณได้อยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก”

            “โอเค ยังไงมันก็ดูแลผมได้จริงๆ นั่นแหละ งั้นกลับก่อนนะ ไอ้ท็อปไว้เจอกันเว้ย” โบกมือให้สองสามทีก็รีบหมุนตัวเดินออกจากร้านโดยไม่คิดมองหน้าไอ้ศตวรรษแม้แต่เสี้ยว

            ผมเกลียดความย้อนแย้งของตัวเอง อยากฟอร์มจัดแต่บางทีก็อดแคร์อีกฝ่ายไม่ได้ ผมไม่อยากให้ไอ้ยุครู้สึกไม่ดี ขณะเดียวกันผมก็ไม่อยากมานั่งอธิบายว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ในเมื่อความสัมพันธ์ของเราก็ยังเป็นแค่เพื่อน

            เป็นความสัมพันธ์ที่ผมเป็นฝ่ายเลือกเอง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานทำเอานอนไม่หลับ ผมพลิกตัวไปมา พยายามครุ่นคิดทุกอย่างอยู่ในหัว

            สุดท้ายก็ได้คำตอบแล้วว่าผมจะไม่ไปปาร์ตี้กับไอ้ริว แล้วเลือกใช้เวลาในช่วงกลางวันมาเดินเลือกของขวัญวันเกิดให้ไอ้ยุคแทน

            นี่ก็สองชั่วโมงกว่าๆ ละกูยังเดินวนอยู่ที่เดิมอยู่เลย แม่ง...คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะซื้ออะไรให้

            ผมเดินกรีดกรายไปตามช็อปเสื้อผ้าอยู่หลายรอบ วนร้านเครื่องเขียนอีกครึ่งชั่วโมง ร้านรองเท้าอีกสิบห้านาทีทั้งที่ไม่รู้แม้แต่ไซส์ตีนอีกฝ่าย จนความอดทนเริ่มหมดลง เลยตัดสินใจโทรหาเพื่อนรักอย่างเมพเบิร์ดแทน

            รอสายไม่นาน เพื่อนยากก็กดรับสายอย่างเร็วรี่

            [งายยยยยยย] น้ำเสียงบรมง่วงเลยสัด ก้มมองนาฬิกาข้อมือก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ หนักกว่ากูก็ไอ้เบิร์ดเนี่ยแหละที่กว่าจะตื่นนอนทีก็ล่อไปตั้งบ่ายสอง

            “เบิร์ด ถ้าจะซื้อของขวัญวันเกิดให้ใครสักคน มึงว่ากูควรซื้ออะไรดีวะ”

            [ให้ใครล่ะ] โอ้โห! น้ำเสียงมึงดูตอแหลขึ้นมาทันทีเลยนะ

            แล้วมีเหรอที่คนอย่างผมจะบอกมันตรงๆ

            “เอ่อ...เพื่อน”

            [คนไหน]

            “เป็นเครื่องซักผ้าเหรอ ซักกูอยู่ได้ รีบๆ ตอบเร็ว”

            [เครื่องสำอางมั้ย]

            “เพื่อนผู้ชาย”

            [ซื้อปากกาเหมือนตอนมึงซื้อให้ไอ้ริวก็ได้]

            “ไม่เอาดิ เอาที่มันมีความหมายกว่านี้หน่อย” ไม่อยากซื้ออะไรชุ่ยๆ เดี๋ยวมันจะดูไม่ใส่ใจเท่าที่ควร แต่เอ๊ะ! กูควรแคร์ขนาดนั้น?

            [ดิกชันนารีเลย มีความหมายดี]

            “โว๊ะ อย่ากวนตีนได้ป่ะ”

            [แล้วสรุปมึงซื้อให้ใคร]

            “มึงไม่ต้องรู้หรอก”

            [ซื้อให้ไอ้ยุคเหรอ]

            “เหี้ยไรล่ะ!

            [ซื้อหนังสือมั้ย] ไอ้เบิร์ดยังคงเสนอไอเดีย

            “มันคงอ่านเกือบหมดร้านแล้วมั้ง”

            [ก็เป็นนักเขียนอ่ะเนาะ]

            “อือ เฮ้ยไม่ใช่!

            [จะซื้อให้เขาก็บอกกันตรงๆ สิ ปิดทำไม เพื่อนกันนนนนนนนนน]

            “กูไม่คุยกับมึงแล้ว ยังไงก็ช่วยกูไม่ได้อยู่ดี แค่นี้นะ” มือผมกดตัดสาย แต่เสียงสุดท้ายที่ลอดผ่านมือถือก็คือเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของเพื่อนขี้เสือกอย่างมัน

            ผมประเมินคนอย่างซูปเปอร์เนิร์ดน้อยไปจริงๆ เพราะถ้ารู้แต่แรกก็คงไม่เลือกโทรไปปรึกษามันให้เสียเวลาหรอก

            ได้แต่ดึงทึ้งหัวตัวเองพักใหญ่ผมก็เดินเตรดเตร่ไปยังร้านหนังสือเล็กๆ อีกร้านหนึ่ง มองดูสมุดโน้ต อุปกรณ์เครื่องเขียน กาวตราช้าง เลือกให้ตาแฉะยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะซื้ออะไรดีจนกระทั่ง...

            หมวก

            นี่คือสิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัวฉับพลัน นอกจากเสื้อผ้าสไตล์นักฆ่าแล้ว ก็มีหมวกแก๊ปเนี่ยแหละที่เหมือนอวัยวะชิ้นที่ 33 ในร่างกายของมัน

            เมื่อรู้ในใจแล้วว่าอยากซื้ออะไร ผมก็ไม่รอช้าเดินไปที่ช็อปต่างๆ เพื่อเลือกหมวกที่เข้ากับบุคลิกของไอ้ยุคทันที จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงช็อปของ Balenciaga

            เพราะบังเอิญสะดุดตาเข้ากับหมวกสีดำใบหนึ่งเข้าอย่างจัง มันสวยมาก และเหมาะกับไอ้ยุคอย่างไม่ต้องสงสัย คิดไม่ผิดเลยที่เดินเข้ามาตั้งแต่แรก

            ไหนขอหยิบขึ้นมาดูหน่อยซิ

            “ราคาหนึ่งหมื่นเจ็ดร้อย...”

            หงั่กๆๆๆๆ ข้าวกูทั้งเดือน

            แต่นี่ใครครับ นี่ชยิน มีเหรอจะมองอยู่เฉย ไปสิครับเดินออกร้านไป ราคาขนาดนี้กูไม่มีปัญญาซื้อจริงๆ ครับพี่น้อง

            หลังปาดเหงื่อออกจากหน้าผากไปหลายรอบ ผมก็ยังไม่หยุดมองหาของขวัญวันเกิดสำหรับไอ้ยุค มันยังมีหมวกอีกหลายยี่ห้อที่สวยมากๆ แต่เชื่อมั่นเหลือเกินว่าเจ้าตัวอาจมีหมดแล้ว ดังนั้นผมเลยต้องสุ่มเลือกยี่ห้อและรุ่นที่คิดว่ามันคงไม่มีขึ้นมา

            และทุกอย่างก็จบลงที่หมวกยี่ห้อ Moncler ทรงเบสบอลสีดำรุ่นหนึ่ง ราคาก็พอให้อดข้าวระยะสั้นไปได้บ้าง จึงตัดสินใจจ่ายตังค์แล้วเดินออกมาด้วยแข้งขาที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง

            คิดอย่างเดียวว่าพลังที่สามารถเติมได้ตอนนี้ก็คือร้านหนังสือ เพราะผมต้องหาหนังสือของไอ้ยุคมาด่าสาปส่งให้พอใจก่อนกูถึงจะกลับ แม่งทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุจริงๆ

            อ้าว! เหยดดดดดดดดด

            ในใจของผมสบถร้องออกมาอย่างหนักเมื่อเห็นร่างสูงแสนคุ้นตายืนอยู่ภายในร้าน วินาทีนั้นผมรีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างชั้นหนังสือ ทว่าสองตายังคงแอบส่องดูความเคลื่อนไหวจนแทบไม่หลุดโฟกัส

            ไอ้ยุคสวมฮู้ดสีดำ กางเกงขายาวสีดำ รองเท้าไนกี้สีเดียวกัน รวมไปถึงหมวกกับแมสก์ปิดหน้าก็ด้วย เรียกได้ว่าเดินเข้ามากลิ่นไอนักฆ่าก็กระจายไปทั่วพื้นที่ และถึงแม้ว่าผมจะสังเกตเห็นแค่ดวงตาก็ยังจำได้ดีว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

            มีไม่กี่คนในประเทศหรอกที่จะเป็นอย่างมัน

            “หากต้องการหาหนังสือเล่มไหนแจ้งเราได้เลยนะคะ” พนักงานที่กำลังจัดของอยู่ใกล้ๆ เอ่ยบอก ส่วนไอ้ยุคก็พยักหน้าหงึกหงัก เอามือล้วงกระเป๋ายืนอยู่หน้าชั้นหนังสือหมวดสืบสวนสอบสวน ท่ามกลางสายตาของใครหลายๆ คน

            คือจะบอกเสือกกว่าไอ้เบิร์ดก็กูแล้วล่ะ ฮ่วย!

            มือหนาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา เปิดอ่านอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็สอดเก็บไว้ตรงจุดเดิม ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เกือบสิบนาทีถึงค่อยขยับเท้าไปยังชั้นหนังสืออีกหมวดหนึ่ง

            ผมรู้สึกว่าตอนที่ไอ้ยุคกำลังจดจ่อกับอะไรสักอย่างหนึ่งนั้นมันโคตรจะดูดี ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะสวมทุกอย่างปิดหน้าปิดตาราวกับกำลังออกไปกรีดยางตอนกลางดึกก็เถอะ

            “คุณลูกค้ากำลังหาหนังสืออะไรอยู่คะ”

            เหี้ย!

            ผมถึงกับสะดุ้งโหยง ทันทีที่พนักงานผู้มีใจรักในการบริการจู่โจมขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่งเลยทีเดียว

            “ไม่เป็นไรครับ”

            “ถ้าหาไม่เจอสอบถามได้นะคะ”

            “ครับๆ” ตอนนี้กูกลัวว่าคนที่หาผมเจอจะเป็นไอ้ยุคแล้วล่ะ

            แต่เมื่อหันไปมองร่างสูงที่กำลังจดจ่อกับการอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ ก็พอทำให้โล่งใจได้บ้าง มันไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้างมากนัก เพราะงั้นผมเลยไม่ถูกจับได้อย่างที่กลัว

            “ยินดีต้อนรับค่า” ลูกค้าใหม่ๆ ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ พนักงานในร้านก็ทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ทว่าคราวนี้ไม่เหมือนเครื่องไหน เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา และสองเท้าแสนมั่นคงนั้นกำลังตรงดิ่งไปยังเป้าหมายของผม

            คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาเลยก็คือ ใคร?

            เธอมีผมสั้นสีน้ำตาลอ่อน สวมเชิ้ตลายตารางสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่เขากับรูปร่างได้เป็นอย่างดี ดูรวมๆ นี่คือมนุษย์ฮิปสเตอร์คนหนึ่งที่หน้าตาดีสัดๆ เลยล่ะ

            เห็นแบบนี้ความอยากรู้อยากเห็นของไอ้ชยินยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทบทวี ผมพยายามอย่างมากเพื่อเงี่ยหูฟังว่าคนทั้งคู่กำลังคุยอะไรกันอยู่ แต่กลับไม่ได้ยินอะไรเลยเนื่องจากยืนห่างเกินไป

            ท่าทางที่ดูสนิทสนมนั้นทำให้จิตใจของผมกระวนกระวาย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของกูไง อยากขยับใกล้กว่านี้ แต่ใจก็เสาะเกินกว่าจะทำ นอกจากมองคนทั้งคู่อยู่ห่างๆ เพียงอย่างเดียว

            ผมตกอยู่ในภวังค์ไปพักหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวไอ้ยุคกับผู้หญิงคนนั้นก็ไม่อยู่แล้ว ผมพยายามมองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอเลยตัดสินใจเดินออกมาจากซอกชั้นหนังสือ ไม่คิดเลยว่าคนที่ยืนดักหน้าอยู่จะเป็นคนที่กำลังตามหาในตอนแรก

            “อะ...อ้าวคุณ มาได้ไง” เนียนให้สุดแล้วหยุดที่ดริฟท์หน้าแหก

            ทำไมมึงยังไม่ป๊ายยยยยยยยยยย กูซ่อนถุงหมวกไว้ข้างหลังแทบไม่ทัน

            “ผมเดินที่นี่เป็นปกติอยู่แล้ว ว่าแต่คุณเถอะ มาซื้ออะไร” ตอนนี้อีกฝ่ายได้ถอดแมสก์ออกแล้ว ผมถึงได้เห็นหน้าของมันเต็มตาซะที

            “ผมมาหาซื้อหนังสือ เห็นหน้าแบบนี้ความจริงผมก็เป็นคนชอบอ่านนะ”

            “เหรอ เหมือนจะชอบอ่านจริงๆ เห็นยืนอยู่ตั้งนานไม่ขยับไปไหนสักที”

            “ฮะ! คุณเห็นผมเหรอ”

            “ตั้งแต่เดินเข้าร้านแล้วคุณ”

            “แล้วทำไมไม่บอกอ่ะ” กูอุตส่าห์ซ่อนตัวในซอกหลืบตั้งนาน ไอ้เวร

            “ถ้าบอกก่อนจะรู้เหรอว่าคุณสนใจผมซะขนาดนี้”

            “เหอะ โคตรหลงตัวเองเลย ผมไม่ได้สนใจสักหน่อย” สิ้นสุดประโยคนั้นผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังในลำคอของอีกฝ่าย ก่อนฝ่ามือหนาจะแปะลงบนหัวของผมพร้อมกับขยี้เบาๆ

            “ไม่มีอะไร”

            “หา?”

            “เรื่องดรีม แค่แฟนเก่า” นี่กูกำลังตามติดชีวิตแฟนเก่าอยู่เหรอวะ ไม่น่าเลยจริงๆ คือแฟนไอ้ยุคสวยมากครับ ดูดีมีสไตล์ และคิดว่าผู้ชายหลายคนคงชอบแบบนี้แม้กระทั่งผม

            “แล้วไง ผมไม่ได้อยากรู้”

            “จริงดิ เสือกเก่งนะเราอ่ะ”

            “ยุ่งน่า”

            “หึงผมเหรอ”

            “ประสาท”

            “ไม่อยากรู้เหรอว่าเลิกกันเพราะอะไร”

            “เพราะคุณมันกากไง”

            “คงใช่ เขานอกใจก่อน ก็กากดี” อ้าว เข้าซีนดราม่าเฉย

            ผมเงยหน้ามองคนตัวสูง ในหัวก็พยายามเค้นหาคำพูดปลอบใจมากมายทว่าผมก็คิดอะไรไม่ออก นอกจากประโยคธรรมดาๆ ที่มักใช้กับเพื่อนทุกคนเวลาทะเลาะกับเมีย

            “คุณทำดีที่สุดแล้ว”

            “อืม”

            “แต่ลึกๆ คุณอยากกลับไปคบกับเขามั้ย ดูเหมือน...เขาจะอยากกลับมาหาคุณนะ” จากที่ดูอย่างห่วงๆ มาพักใหญ่ ผมก็พอจะจับสังเกตได้หลายอย่างทีเดียว

            “มันยากมากที่จะทำให้ทุกคนชอบเรา และที่ยากยิ่งกว่าคือการพยายามทำตัวเองให้เหมือนเดิมทั้งที่คนเราควรเติบโต”

            “...”

            “ผมชอบคุณแล้ว ชอบคนอื่นไม่ได้อีก”

            เอาจริงดิ พูดง่ายๆ อย่างงี้เลยจริงดิ

            ไปไม่เป็นเลยสัด

            “หน้าแดงแล้วเด็กน้อย เก็บอาการหน่อย”

            “อะไร คนอย่างผมไม่หลงคารมง่อยๆ อย่างนี้หรอกโว้ย”

            “เก่งครับเก่ง” มันยังทำหน้าล้อผมไม่เลิก กูเลยต้องหาประเด็นใหม่มาเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน

            “แล้วนี่ไปไหนต่อ”

            “ยังไม่รู้ แค่จะมาดูหนังสือว่ามีเล่มไหนออกใหม่บ้าง แต่ถ้าช่วงไหนไม่มีเล่มที่อยากได้ผมก็แค่มาเดินเล่นเฉยๆ ตอนที่คิดงานอะไรไม่ออก”

            “พวกนักเขียนอารมณ์สุนทรีย์แบบนี้ทุกคนป่ะ”

            “อืม อารมณ์ทางเพศก็สูงด้วยนะอยากลองมั้ย”

            “โคตรเหี้ย”

            “แล้ววันนี้ไม่ไปแฮงก์เอาท์กับไอ้ริวหรือไง จะแยกกันตรงนี้ก็ได้นะ” นั่นไง แม่งวกกลับมาเรื่องนี้อีกจนได้

            “ผมไม่ได้ไปแล้ว พอดียุ่ง”

            “อ้อ ถ้าอย่างนั้นเราแยกกันเลยมั้ย ผมไม่อยากรบกวนคุณเหมือนกัน” ร่างสูงตั้งท่าผละออกไป แต่ผมเร็วกว่านั้นรีบคว้าข้อมือเจ้าตัวเองไว้

            “ตอนนี้ คือตอนนี้ผมยังไม่ยุ่งมาก” พูดไปก็อยากตีปากตัวเองไป นี่ไม่ใช่คำขอร้องนะเว้ยบอกไว้ก่อน

            “ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย” พอไอ้ยุคถาม ผมก็ขี้เกียจจะปฏิเสธแล้วล่ะ

            “ก็ได้”

            “อยากกินอะไรเป็นพิเศษ”

            “อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องแกะหรือแทะ”

            “โอเคงั้นกินบอนชอนแล้วกัน”

            ไอ้เวร มึงมัน...

            “ยิ้มดีใจเลยล่ะสิเด็กน้อย” หน้ากูนี่ดูดีใจเหรอ ทำตัวเปรี้ยวตีนชาวบ้านเขาไปทั่วเลยนะมึงเนี่ย

            “หึ! เอาเวลากวนตีนผมไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไม่ต้องซื้อของหรือดูอะไรก่อนหรือไง”

            “ยังเหลืออยู่อย่างนึง แต่คิดว่าคงซื้อหลังกินเสร็จโน่นแหละ”

            “อะไร”

            “ตั๋วหนัง”

            “...”

            “ไปดูหนังเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ”

            ไอ้ยุคเล่นกูอีกแล้วววววววววว พอเงยหน้าขึ้นไปสบตากับมัน ผมแม่งก็ดันเห็นแววตาจดจ่อจนเยี่ยวกูแทบจะราดใส่กางเกง

            เอาไงดีวะ

            เอาไงดีวะ

            เอาไวดีวะ!!

          “จริงๆ วันนี้ผมก็ไม่ค่อยว่างเท่าไหร่นะ แต่...”

            “...”

            ก็พอมีเวลาจะดูหนังเรื่องนึงพอดี”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ไม่มีเวลาแต่ดูหนังจบเที่ยงคืนกว่า ไม่รู้จะแก้ตัวยังไงเลยเลือกเงียบจนไอ้ยุคพามาส่งถึงคอนโด แล้วมันก็เหมือนตรัสรู้ถึงไม่ได้ถามซักไซ้ว่าทำไมเวลาของคนไม่ว่างถึงเหมือนว่างซะขนาดนี้

            คือบอกตามตรงว่าหลุดฟอร์มไปเยอะ ช่วงนี้คงต้องห่างๆ จากมันบ้างเผื่อจะได้กลับมาเป็นคนมีฟอร์มเหมือนเดิม

            เช้าวันรุ่งขึ้นผมมีนัดกินข้าวกับไอ้เบิร์ด เราคุยกันนิดหน่อยก่อนความเศร้าสลดจะมาเยือนอีกครั้งเมื่อรู้ว่าอาทิตย์หน้าแม่งก็จะกลับอเมริกาแล้ว ทิ้งให้ผมต้องเหงาเปล่าเปลี่ยวลำพังอีกตามเคย

            “ดราม่าทำห่าอะไรเนี่ย กูไม่ได้ไปตาย กูแค่จะกลับไปหาเมีย”

            “มึงไม่อยู่กูเหงา”

            “เหงาบ้าบออะไรของมึง มีผู้ชายมารุมล้อมขนาดนี้ ไหนจะไอ้คุณยุค ไหนจะไอ้ริว บันเทิงฉิบหายเลย”

            “มันเหมือนมึงที่ไหนล่ะ”

            “อย่าบ่นให้มาก อันนี้แบบสอบถามการใช้ msn ฉบับทดลอง ช่วยตอบให้ครบทุกข้อด้วย”

            ปากว่า หากแต่มือก็จิ้มลงไปบนมือถือเพื่อส่งแบบฟอร์มออนไลน์มาให้ มึงนี่มันไอ้ทีแมนของจริงเลยแสรด แล้วไม่สนใจด้วยนะว่าผมจะตัดพ้อชีวิตปีชงของตัวเองไปมากแค่ไหน เพราะทุกคำที่พ่นออกมาก็เหมือนผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาในที่สุด

            “โปรแกรมมึงแย่ทุกอย่าง” ผมให้ความเห็น

            “ถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อน กูสั่งคนมาซ้อมนะไอ้นี่ ไม่ใช่เพราะโปรแกรมกูเหรอที่ทำให้มึงหายเหงา”

            “วุ่นวายล่ะไม่ว่า”

            “อ้อ ก็บังเอิญมีผู้ชายมาบอกรักอ่ะเนาะ แถมไม่มั่นใจด้วยว่าเป็นไอ้หมอริวหรือเปล่า ถามจริง ถ้าใช่ไอ้ริวมึงจะทำยังไง สานต่อมั้ย”

            คำถามนี้ทำเอาผมสตั๊นไปพักหนึ่ง พยายามกรอกตาหาเหตุผลต่างๆ มากมาย สุดท้ายก็ทำได้แค่ส่ายหัว

            “ต่อให้เป็นริวจริงกูก็ไม่ได้ชอบมันแบบนั้น”

            “จริงดิ”

            “คือตอนที่คุยกันในเอ็มมันดีมากก็จริง เป็นพี่ปรึกษา ช่วยให้คลายเครียดเวลาเบื่อๆ แต่กับชีวิตจริงมันยังไงไม่รู้ว่ะ กูรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างกูกับไอ้ริวมันคงเป็นได้แค่เพื่อน”

            “แล้วถามมันยัง บางทีมันอาจไม่อยากเป็นเพื่อน ดูก็รู้ว่าแม่งชอบมึง”

            “...” คราวนี้ผมเลือกเงียบ ทว่าไอ้เบิร์ดก็ยังฝอยออกมาไม่หยุด

            “ไอ้ยุคก็ชอบมึง รายนี้ล่ะเป็นไง”

            “กูปฏิเสธมันไปแล้ว และตอนนี้กูก็ไม่อยากเจอมันด้วยเพราะเพิ่งเจอกันไปเมื่อวาน”

            “เอ้า! เจอเมื่อวานวันนี้เจอไม่ได้เหรอ แล้วของขวัญวันเกิดล่ะให้มันไปหรือยัง”

            “ยัง”

            “นั่นไง ยอมรับแล้วอ่ะดิว่าซื้อให้มัน โธ่...ทำมาเป็นฟอร์ม”

            ผมหรี่ตามองไอ้เมพ บางทีถ้าไม่ติดว่าเป็นเพื่อนสนิทกูจะถีบให้คอหักตาย

            “เรื่องบางเรื่องมันควบคุมไม่ได้หรอกนะเว้ยโดยเฉพาะความรู้สึก ถึงคนที่ชอบมึงจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เป็นไอ้ริว ไอ้ยุค หรือคนอื่น ก็แล้วไง มันก็สิทธิ์ของมึงที่จะชอบตอบไม่ใช่เหรอวะ”

            “ทำมาเป็นพูดหล่อ”

            “ก็กูหล่อ”

            “ที่ห้องมีกระจกมั้ยน้องงงงงง”

            “ไม่มีจ้ามีแต่ถุงยาง คืนนี้ร้านเหล้ามั้ยวะ” เอาอีกละ ทำกูเสียคนตลอด

            “ไม่ดีกว่า กูต้องกลับไปแต่งเพลง”

            “จริงรึ”

            “จริงซิ”

            “ขอให้แต่งจริงๆ นะ”

            “แน่นอน...”

            ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ผมยืนอยู่หน้าร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นร้านประจำของไอ้ยุค บอกตามตรงว่าสมองตอนนี้ว่างเปล่ามาก จะให้แต่งเพลงก็คงเป็นเรื่องที่ยากสุดๆ

            แต่ผมก็ไม่อยากเดินไปเคาะประตูห้องมันแล้วบอกว่าซื้อของขวัญวันเกิดมาให้ไง วิธีเดียวที่พอช่วยได้คือทำตัวเหมือนบังเอิญมานั่งทำงานที่ร้าน แม้ไม่รู้ว่าคืนนี้มันจะมาหรือเปล่าก็เถอะ

            เอาวะ!

            หลังตัดความกังวลใจออกไปจนหมด ผมก็เริ่มสั่งเครื่องดื่ม และหาที่นั่งทำงานอย่างขะมักเขม่น กางสมุดจดเพลง แล็ปท็อป เสียบหูฟัง มีเช็กข้อความในมือถือเล็กน้อย ปล่อยให้เวลาผันผ่านอย่างเชื่องช้า...

            เชื่องช้าราวกับกำลังกระดึ๊บตัวไปบนโขดหิน

            ไอ้นรก...

            ตีสาม

            ไร้ซึ่งวี่แววของคนที่คุณรู้ว่าใคร แต่ผมก็ยังนั่งต่อจนเวลาล่วงเลยมาถึงตีห้า ความอดทนก็หมดลง ได้แต่เก็บของแล้วกลับไปนอนผึ่งพุงที่ห้องด้วยความรู้สึกวูบโหวงแปลกๆ

            คืนที่สองผมมาใหม่ ทว่าครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งแรกคือไอ้ยุคไม่ได้โผล่มาที่นี่ และของขวัญที่ผมคิดจนหัวแทบแตกก็ยังถูกยัดอยู่ในถุงกระดาษเหมือนเคย

            จิตใจเริ่มกระวนกระวาย คิดหาทางออกหลายวิธี

            หลายครั้งที่ผมอยากกดโทรศัพท์หามัน หรือไม่ก็เดินไปเคาะห้องแล้วยื่นของขวัญให้ หนักสุดนี่ถึงกับภาวนาว่ามันจะโผล่ไปหน้าห้องผมเหมือนที่ผ่านๆ มาแต่สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่ได้เกิดขึ้น

            คืนที่สามผมมานั่งที่ร้านกาแฟอีก หมดแล้วภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาตลอด นาทีนี้ถึงกับต้องแบกทุกอย่างออกห้องในสภาพชุดนอนกันเลยทีเดียว และก็ตามสเต็ป หาที่นั่ง สั่งเครื่องดื่ม จากนั้นก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วหลับไป

            เผื่อใครยังไม่รู้

            ผมแค่ย้ายที่นอนเฉยๆ

            “คุณ...คุณ...” รู้สึกสะลึมสะลืออีกทีก็ตอนถูกเรียกและเขย่าตัวเนี่ยแหละ พนักงานร้านนี้ทำไมชอบรบกวนลูกค้าจังวะ เดี๋ยวคอมเพลนไปทางเพจเลย คนจะหลับจะนอน

            “อืออออ” ด้วยความหงุดหงิดผมเลยครางอืออาตอบ ก่อนผินหน้าไปอีกทางโดยไม่คิดลืมตาขึ้น

            แล้วเสียงน่ารำคาญนั้นก็เงียบไป ผมได้นอนเต็มอิ่มจนนาฬิกาจากมือถือดังปลุกให้ตื่น ซึ่งเป็นเวลาตีห้าเหมือนทุกวัน แล้วไอ้ยุคก็ไม่เคยมาที่นี่อยากที่หวัง

            “ตายโหง!” ผมสบถออกมาอย่างตกใจ เมื่อเห็นคนที่อยากเจอมาตลอดหลายวันกำลังนั่งหน้านิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

            เสื้อยืดตัวโคร่งสีดำ กางเกงดำ รองเท้าดำ เพียงแต่คืนนี้ไม่มีหมวกเท่านั้นเอง เป๊ะเลย!

            “ท่าทางคุณจะหลับฝันดี เห็นน้ำลายยืดจนถึงใบหูแล้วนั่น” ผมรีบยกมือปาดคราบเปียกออกจากแก้ม ก่อนเอ่ยถามออกไปทั้งที่หัวใจทั้งดวงกำลังเต้นโครมครามแทบไม่เป็นจังหวะ

            เพลงสิบสี่อีกครั้งบรรเลง~

            “มา...มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

            “นานพอจะมองดูคนหลับ” เจ้าตัวตอบหน้าตาย

            “แล้วทำไมคุณไม่ปลุกผม”

            “ปลุกแล้วแต่คุณงอแง เปลี่ยนที่นอนหรือไง” รู้ดีไปอีก

            “ใช่ผมมานอน แล้วคุณล่ะมาทำงานเหรอ”

            “อืม แต่คิดว่าคงไม่ได้งาน เพราะต้องมานั่งเฝ้าเด็กขี้เซาแทน” ว่าแล้วไอ้ยุคก็คว้าแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่ผมก็พยายามจัดเสื้อผ้าและทรงผมยับเยินให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

            “ตอนนี้ตีห้า ผมอาจจะต้องกลับแล้ว”

            “เดี๋ยวไปส่ง กลัวเดินมึนๆ ไปชนคนอื่นเขาก็ลำบากไปอีก” ปากดีฉิบหายเลยว่ะ

            ผมทยอยเก็บของใส่ถุงผ้าสีขาวทีละชิ้น ก่อนสายตาจะสังเกตเห็นถุงกระดาษที่ซุกอยู่ด้านใน แทบลืมไปด้วยซ้ำว่ามันถูกซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะกว่าผมกับไอ้ยุคจะบังเอิญมาเจอกันมันก็ใช้เวลานานมากโข

            “เอ่อ...คือได้ยินว่าวันเกิดคุณผ่านไปแล้ว เลยมีคนฝากของมาให้”

            “ใคร” คราวนี้น้ำเสียงไอ้ยุคดูอยากรู้นิดหน่อย

            “เบิร์ด”

            ไอ้เพื่อนเมพนี่แหละวะที่พอเป็นทัพหน้าให้

            ฝ่ามืออุ่นยื่นมือมารับถุงกระดาษจากมือผม แล้วจึงหยิบของด้านในออกมาพิจารณา หมุนซ้าย หมุนขวาเล็กน้อยจากนั้นก็ลองสวมดู

            หล่อบรรลัยเลยว่ะ...

            ไม่อยากจะชมนะ แต่ผมคิดว่าไอ้ยุคดูดีมากเวลาที่ได้ใส่หมวก

            “พอดีหัวเลย” มันพูด ผมเองก็ได้แต่พยักหน้าตามโดยไม่ออกอาการใดๆ “ซื้อหมวกให้เนี่ยนะ”

            “อืม”

            “ซื้อมาจากที่ไหน”

            “ไม่รู้”

            “คุณบอกเบิร์ดเหรอว่าวันเกิดผมผ่านมาแล้ว”

            “ใช่”

            “จริงๆ ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้ ผมไม่ได้อยากได้ของขวัญอะไร”

            “แต่ผมว่ามันเหมาะกับคุณออก อีกอย่างไอ้เบิร์ดก็เต็มใจซื้อให้ คุณก็เหมือนเพื่อนของมันคนหนึ่ง”

            “งั้นฝากขอบคุณเบิร์ดด้วยนะ”

            “ได้เลย” จบภารกิจ ต่อไปก็ไม่ต้องหอบสังขารมาท้าดวงที่ร้านกาแฟอีก กูอยากนอนเตียงนุ่มๆ ที่ห้องมาหลายคืนแล้ว

            “หมวกนี่ดีเนอะ” ไอ้ยุคยังคงพึมพำไม่หยุด

            “มันใส่สบายมั้ย”

            “มาก แต่เสียอยู่อย่างเดียว”

            “อะไร”

            “ผมมีใบนี้แล้ว”

            “โอ๊ยจริงดิ รู้งี้ซื้ออีกใบมาก็ดี”

            “...!!” ความเงียบเกิดขึ้นไปอึดใจหนึ่ง หลังรู้สึกว่าตัวเองเผลอพูดอะไรที่ไม่ควรออกมา

            “คือผมกับไอ้เบิร์ดไปช่วยกันเลือกน่ะ แต่ว่ามันเป็นคนจ่ายเงิน”

            “ไหนตอนแรกบอกไม่รู้ว่าเพื่อนคุณซื้อหมวกจากที่ไหนไง”

            “คือ...คือ...”

            “ใบเดิมที่มีมันเก่าจนไม่ได้ใส่แล้ว มีใบใหม่มาแทนก็ดีเหมือนกัน”

            “...”

          “ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดครับชยิน”

            นี่เป็นอีกครั้งที่ผมตายเพราะรอยยิ้ม คำพูด และแววตาของคนชื่อศตวรรษ แม่งคิลกูซ้ำๆ จนไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีกเลย

            อ๊อย~ กูพลาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            รอบตัวผมเหมือนฟุ้งไปด้วยหมอกควัน ตั้งแต่ตอนที่แทรกตัวเข้าไปในรถ จนกระทั่งอยู่ในลิฟต์ที่กำลังไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ไอ้ยุคไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียวนอกจากยิ้มกรุ้มกริ่ม ซึ่งผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนอกจากก้มมองปลายเท้า

            “ส่งผมแล้วก็กลับห้องเลยเหรอ” และก็เป็นผมเองที่เลือกทำลายความเงียบ

            “ใช่ ชยินเงยหน้าหน่อย”

            “ทำไม” พึมพำอย่างสงสัยแต่ก็ทำตามคำสั่งอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย

            “มีอะไรไม่รู้ติดหน้าคุณ” เจ้าตัวปาดนิ้วโป้งไปบนแก้มของผม ซึ่งไม่รู้ว่าอะไรติดนักหนาถึงไม่หยุดมือสักที

            “ติดเยอะไปมั้ย สรุปอะไรติดอ่ะ”

            “ไม่มี”

            “ฮะ?”

            “อยากจับเฉยๆ”

            โอ๊ยไอ้เวร

            “เด็กน้อยทำไมน่ารัก”

            “เลิกเรียกเด็กน้อยได้แล้ว และผมก็ไม่ได้น่ารักด้วย”

            “ชยิน ผม...อดทนมาก”

            “คุณเป็นอะไร”

            “ขอโทษนะ แต่...”

            เพียงพริบตาเดียวมือหนาก็กอบกุมใบหน้าผมเอาไว้ พร้อมกับกดริมฝีปากลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว

            ร่างทั้งร่างชาวาบ คล้ายกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อตไปทั่วพื้นที่ ริมปากปากได้รูปกดลงบนปากของผม มันไม่ได้แรงมากนัก ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อ่อนโยนราวกับขนนกเฉียดผ่าน

            ไม่มีการล้วงล้ำเข้าไปภายใน แต่ถึงไม่ได้ลึกซึ้งขนาดนั้นผมก็ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกอยู่ดี

            ติ๊ง!!

            สัญญาณลิฟต์เปิดออก นำพาเอาความรู้สึกวาบหวามทุกอย่างกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ เรียวลิ้นร้อนไล้เลียริมฝีปากของผมเบาๆ ก่อนจะผละออก เลือดในกายเดือดพล่านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และที่สำคัญ...ผมไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป

            หลังม่านหมอกในม่านสายตาจางหาย ความรู้สึกทั้งหมดก็เหมือนหุบเหวลึกที่ฉุดรั้งให้ผมตกลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะทันทีที่ลิฟต์ถูกเปิดและสมองประมวลผลได้เกือบครบถ้วน

            เราทั้งคู่ก็ได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของคนที่อยู่ภายนอกชัดๆ เต็มตาซะที

            กูอยากร้องไห้เลยสัด

            ดูเหมือนไอ้ยุคจะสังเกตเห็นใบหน้าอันเหยเกของผม มันจึงรั้งข้อมือให้เดินออกมาจากลิฟต์ ขณะริมฝีปากบ่นพึมพำให้คนที่เหลือได้ยินตามไปด้วย

            “คุณนี่นะ ผมแค่ตั้งใจจะเลื่อนหน้าเข้าไปดูขี้ตา ทำไมจู่ๆ ถึงดึงผมเข้าไปจูบได้”

            “ฮืออออออ”

            “ก็บอกอยู่ว่ากลับห้องก่อน คุณก็ไม่ยอมท่าเดียว”

            “ผมจะเกลียดคุณ ผมเกลียดคุณจริงๆ ด้วย”

            ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนข้างหลัง สำหรับผมแล้ว แม่งคือสิ่งที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดครั้งหนึ่ง นี่แหละ...ประสบการณ์ที่ฟัคอัพที่สุดในชีวิตของไอ้ชยิน

            จูบครั้งแรกกับศตวรรษ

 

 

 

 

คิดถึงคนอ่านมากจริงๆ เราหายไปนานเท่าไหร่กันแล้ว ฮือออออ

ตอนนี้ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกคนต้องกลับไปอ่านเรื่องเดิมๆ ใหม่เพราะหายไปนานจริงๆ

จิตติอยากย้ำอีกครั้ง เรื่องนี้ฟีลกู๊ดนะคะ ดราม่าสุดก็คือการหนีจากความจนของชยินเนี่ยแหละ 5555

เพราะงั้น บางครั้งเห็นชยินโลเลอย่าเพิ่งรำคาญน้อง เขาไม่มีความรักมานาน เขากำลังปรับตัวค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้านะ

  


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.974K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,704 ความคิดเห็น

  1. #3656 rattanalak44 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 15:51
    ชยินจะน่ารักไปไหน☺️☺️☺️
    #3,656
    0
  2. #3629 May Ling Pcm (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2563 / 20:15
    ชยินน่าร้ากกกกกก ฟอร์มจัดไปงั้น จิงๆใจเราไม่เปนของเราไปแล้ว
    #3,629
    0
  3. #3611 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 11:16

    จูบใครคิดว่าไม่สำคัญ5555555

    Take care คับ

    #3,611
    0
  4. #3604 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 20:26

    ห้ามเรียกเด็กน้อยเข้าใจปะ เออกูเข้าใจเด็กน้อย55555

    Take care คับ

    #3,604
    0
  5. #3585 ?bew? (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 06:56

    ใจเหลวเป็นน้ำแทนเลยวุ้ยยยยย

    #3,585
    0
  6. #3567 fahriyafhon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 23:01
    แง่งงงงง 5555 น่ารักเกินไปแล่วววว รักเรื่องนี้เลย โครตชอบ
    #3,567
    0
  7. #3509 Londar (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2563 / 06:00
    ชยินโคดเด็กน้อย โคดปากแข็งละก้โคดน่ารัก คนอื่นเค้าจับผิดได้หมดแล้วว
    #3,509
    0
  8. #3497 WhanMii. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 เมษายน 2563 / 16:50
    ฉันเกลียดความแก้ตัว ขำมาก 555555 อย่าแกล้งเด็กน้อยสิคุณหมีใหญ่นี่นะ! -3-
    #3,497
    0
  9. #3452 kitti1997 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 เมษายน 2563 / 01:15
    เป็นนิยายที่น่ารักเเละตลกมาก โครตจะชอบเเง้
    #3,452
    0
  10. #3442 Masxy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 06:54
    ทำไมต้องฟอร์มจัดขนาดนี้ ด้วยนะ

    ขี้โกหกนะเราชยิน

    แล้วยังทำตัวน้ารักอีก. ปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจด้วย
    #3,442
    0
  11. #3428 Deuxnxay (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 31 มีนาคม 2563 / 20:17
    ทำไมขยันทำให้เขินจังอะยุค นี่เป็นชยินคือไม่ไหวแล้วเด้อ .....55
    #3,428
    0
  12. #3413 Stampzzz (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 29 มีนาคม 2563 / 13:13
    ไอ่เด็กโดนขโมยจูบ
    #3,413
    0
  13. #3363 aratre (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 21:38
    เด็กน้อยโดนตกละคร้า เย้
    #3,363
    0
  14. #3344 Mmm02 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:57

    ชยินชั้น ควรจะสงสารแกดีมั่ยเนี่ย...ว่ะ

    #3,344
    0
  15. #3322 kaim123456 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:43
    บ้าที่สุดดดดดด เขินนนนน
    #3,322
    0
  16. #3309 Midories (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:07
    น้อนนน ทำไมน่ารัก พี่ก็ชอบแกล้ง
    #3,309
    0
  17. #3295 aemly (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 15:59

    น่ารักมาก

    #3,295
    0
  18. #3276 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:52
    ชยินลูกแม่น่ารักที่สุดเป็นเอ็นดู ขำตอนโดนจับได้ว่าซื้อของขวัญให้เค้าา เด็กน้อยย
    #3,276
    0
  19. #3256 MCVL (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 00:50
    โง้ยยยยยย55555
    #3,256
    0
  20. #3250 cchenjj (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มกราคม 2563 / 12:22
    ยังคงคอนเซ็ปกวนตีนยังไงก็รักเธอ55555555
    #3,250
    0
  21. #3210 12311232123312 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 12:21
    น่ารักกกกก
    #3,210
    0
  22. #3192 hh_9094 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 23:00
    จูบแล้วววว
    #3,192
    0
  23. #3155 HOBInaenaYING (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 20:41
    ไอเราก็นึกว่าจะแก้ให้ แต่แกล้งน้องซะงั้น555
    #3,155
    0
  24. #3152 beauteous. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 00:54
    ชยินทนมาขนาดนี้ก็คือสุดๆแร้วนะ แอแงงงงงงงง
    #3,152
    1
    • #3152-1 ThkTheks(จากตอนที่ 10)
      23 ธันวาคม 2562 / 20:48
      เจ้าเล่ห์เป็นบ้าเลยพ่อนักเขียน
      #3152-1
  25. #3132 อะสะมาร์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 17:53

    อยากอ่านกะหล่ำปรี 5555 ช่างคิด

    #3,132
    0