MSN (#mเอสn) - end

ตอนที่ 11 : 10 :: ต่อให้เรือจมพี่ก็จะว่ายน้ำไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33,475
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,875 ครั้ง
    22 พ.ค. 61



ตอนที่ 10

ต่อให้เรือจมพี่ก็จะว่ายน้ำไป

 

            เดี่ยวศตวรรษ...

            ทันทีที่ประตูถูกไข ชยินก็รีบเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในแล้วจัดการสะบัดตีนถอดรองเท้าด้วยความหงุดหงิด ท่าทีฮึดฮัดแบบเด็กๆ นี้ทำให้ผมอดขำไม่ได้

            หูสองข้างของเขาแดงเถือกลามไปจนถึงลำคอ ไม่รู้ว่าเพราะเขินหรือโกรธกันแน่ แต่คาดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังซะมากกว่า ผมรู้ว่าตัวเองผิด ก็แล้วจะให้ทำยังไงวะในเมื่ออีกฝ่ายน่ารักซะขนาดนี้ ใครอดทนได้ก็โคตรปรมาจารย์นักบวชแล้วเว้ย

            กลิ่นตัวของเขา น้ำเสียงของเขา ริมฝีปาก ดวงตา รวมถึงท่าทางที่แสดงออก หากหยิบมาปั่นยัดใส่ปากได้ กูก็คงทำตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าแล้วแม่งเอ๊ย

            “จะไม่พูดอะไรหน่อยหรือไง” น้ำเสียงแสนแข็งกระด้างเปล่งออกมาจากริมฝีปากได้รูป ผมยิ้ม มองดูคนร่างบางโถมตัวนั่งบนโซฟาพร้อมกับกอดอกรอฟังคำตอบอย่างจดจ่อ

            “ให้พูดอะไร”

            “ก็ที่คุณจูบผมแล้วโบ้ยทุกอย่างว่าเป็นความผิดของผมไง”

            “ตอนอยู่ในลิฟต์คุณทำตัวน่าแกล้งเอง” ชยินเบะปากคว่ำ เอาแต่กรอกตาไปมาคล้ายกำลังคิดหาสารพัดคำด่าเพื่อตอบโต้

            “สรุปผมผิดงั้นเหรอ”

            “อือ”

“คนปกติเขาไม่ทำหรอกนะมาจูบกันในลิฟต์น่ะ ที่สำคัญผมกับคุณก็ไม่ได้เป็นอะไรกันด้วย คอนโดนี้ก็ต้องอยู่อีกยาว เกิดวันนึงเจอเพื่อนบ้านในลิฟต์ผมจะทำยังไง”

“ก็บอกไปว่าอดใจไม่ไหว แฟนขี้เอา แค่นี้ก็จบแล้วคุณ”

“คุณเอาแต่ว่าผมเหมือนเด็ก ความจริงแล้วคุณก็ไม่ต่างกันมากหรอก”

          และใช่ ผมเป็นผู้ใหญ่มาตลอด ผมเป็นแบบนั้นเสมอจนกระทั่งเจอคุณ...

“ชยิน เราดีกันเถอะ”

“กลับไปเลยรำคาญ”

โห คราวนี้หายใจถี่กว่าเดิมอีก จะตายมั้ยวะนั่น

            ด้วยความสงสารจนไม่อยากแกล้งต่อ ผมจึงก้าวเท้าไปหาเจ้าตัว ย่อเข่าลงตรงหน้าเขาและตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ

            “ขอโทษนะ”

            ชยินเอาแต่มองนิ่งไม่ไหวติง ความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายท้วมท้น จนผลักดันให้ผมตัดสินใจโน้มหน้าเข้าไปจูบหน้าผากขาวอย่างนึกเอ็นดู

            ซึ่งเหมือนว่าเจ้าตัวจะอึ้งไปพักหนึ่ง ดวงตาสองข้างเบิกโพลงจนแทบถลน แต่ถึงอย่างนั้นมือบางก็ยังคงออกแรงดันผมให้ออกห่างจากตัวในที่สุด

            “พูดขอโทษดีๆ ก็ได้”

            “ก็คุณนิ่งอ่ะ”

            “นิ่งแล้วต้องทำแบบนี้เหรอ”

            “เวลาหมาที่บ้านงอน ผมจะใช้วิธีนี้ แล้วมันก็หายโกรธตลอดเลย”

            “โว้ยยยยยยย ผมไม่ใช่หมานะ”

            “แล้วคุณหายโกรธผมมั้ยอ่ะ”

            “ไม่หาย”

            “งั้นต้องจุ๊บเหม่งอีกรอบ”

            แทนที่จะได้ทำอย่างปากพูด ผมกลับไม่มีโอกาสเข้าถึงตัวชยินอีกเลยเพราะถูกฝ่าเท้ายื่นออกมากันเอาไว้ซะก่อน จากตอนแรกที่คิดว่าคนเขาจะหายโกรธ สุดท้ายกลายเป็นว่าแม่งอาละวาดหนักกว่าเดิมอีกว่ะ สนุกจังเลย สนุกจังเล้ย!

            “คุยกันดีๆ” ผมพูดไปกลั้นขำไป

            “ไม่คุย กลับไปเลย แล้วไม่ต้องมาหาผมอีก”

            “คุณจะเป็นฝ่ายไปหาผมที่ห้องแทนเหรอ ได้นะ เดี๋ยวจัดเตียงรอ”

            “ไม่ใช่โว้ย เลิกกวนตีนผมสักนาทีได้มั้ย” และผมก็ทำตามคำขอจริงๆ ทุกอย่างเงียบลงถนัดตา เหลือแค่เราที่มองหยั่งเชิงกันอยู่อย่างนี้โดยไม่ขยับไปไหน

            ผมไม่ได้อยากหน้าด้านอยู่ให้เขารำคาญ ทว่าลึกๆ ก็ไม่ได้อยากออกห่างเท่าไหร่นัก อาจเพราะมีความสุขที่จะอยู่ตรงนี้มากกว่า ในโลกของผมเต็มไปด้วยกำแพงที่เลือกว่าจะให้ใครปีนเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิต แต่กับชยิน...

            เขาไม่จำเป็นต้องรอให้ผมเลือก ตัวผมต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือกเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน

“สามพันหกร้อยเก้าสิบบาท” ต่างคนต่างเงียบได้อึดใจหนึ่ง ชยินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

“อะไร”

“เป็นค่าหมวก ผมไม่ให้เป็นของขวัญแล้ว วันนี้คุณทำผมประสาทแดกมาก”

“งั้นคิดเป็นเลขกลมๆ เลยแล้วกัน สองหมื่นห้าพันบาท” คราวนี้คนฟังรีบเงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาติดสงสัย

“สองหมื่นห้า?”

“เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ผมเคยออกให้คุณ อันนี้คือลดให้เยอะแล้วนะ ถ้าจะเอาค่าหมวกคุณก็จ่ายคืนผมให้ครบด้วย” ฟังจบ หน้านี่หดเหลือสองนิ้วแล้วมั้ง

“งั้นเอาเลขบัญชีมาเลย ผมจะโอนให้”

“ขอภายในวันนี้นะ”

“จะ...จะทันได้ยังไง ผมยังกินมาม่าอยู่เลย”

“ไม่สนอ่ะ ถ้าไม่อยากจ่ายก็ไม่ต้องขอหมวกคืน เพราะผมใช้แล้ว” เงียบดูสถานการณ์ไปพักหนึ่งจึงถือโอกาสเอ่ยต่อ “คุณคงง่วงแล้วใช่มั้ย เดี๋ยวผมกลับก่อนนะ”

            “อืม”

            “และคงไม่ได้มาเจอคุณอีก ดูแลตัวเองด้วย”

            แสร้งทำหน้าหงอยไปงั้นแหละ เผื่อเด็กน้อยจะตกหลุมพราง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นไปตามคาดเพราะชยินนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง ไอ้เหี้ย! เห็นหน้าแล้วกูอยากกระชากตัวมาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยว แต่ไม่ได้ครับ ต้องคีพลุคขรึมๆ เอาไว้จากนั้นก็ลากเท้าไปยังหน้าประตูตั้งท่าจะไปจริงๆ

            ทว่ายังไม่ทันได้หยิบรองเท้า เสียงของเด็กน้อยชยินก็ดังแง้วๆ มาแต่ไกล

            “ทำไมคุณไม่มาล่ะ”

            “ก็คุณบอกว่าไม่ต้องมา”

            “ตอนนั้น...ก็ตอนนั้นผมโมโหมาก” คนอายุ 25 จำเป็นต้องน่ารักขนาดนี้มั้ยไอ้สัด

            “แล้วตอนนี้ล่ะ คุณยกโทษให้ผมแล้วหรือไง”

            “ไม่”

            “โอเคงั้นผมกลับละ”

            “ดะ...เดี๋ยว คุณ...จะไปจริงๆ เหรอ ไม่กลับมาแล้วเหรอ”

            “ใช่”

            “ทำไมคุณต้องบังคับให้ผมพูดมันออกมาด้วยวะ”

            “พูดอะไร ใครบังคับคุณไม่ทราบ”

            “ก็คุณจะไม่มาหาผมแล้วอ่ะ”

            “คุณเป็นคนบอกเอง”

            “ผมไม่ได้อยากให้คุณหายไปจริงๆ สักหน่อย รู้จักคำว่าประชดมั้ย รู้จักคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือเปล่า แม่ง!!

            ตุบ! ตุบ! ตุบ!

            ผมยืนมองชยินซ้อมหมอนตรงโซฟาจนเละคามืออยู่พักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจหมุนลูกบิดประตูอีกครั้ง ร่างบางก็หันขวับกลับมามองพร้อมกับตะโกนลั่นห้อง

            “ผมหงุดหงิดตัวเองอ่ะ”

เกรี้ยวกราดจังวะ

            “ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมผมถึงต้องโมโหตอนที่คุณจูบ แต่ที่น่าโมโหยิ่งกว่าคือผมไม่อยากให้คุณไป” พูดไปก็เบะปากไปจนหน้าสงสาร สองแก้มแดงซ่านจนต้องมุดหน้าลงกับหมอนแล้วพึมพำภาษามนุษย์ต่างดาวออกมาไม่หยุด

“ชยินใจเย็นๆ”

เจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสองข้างเหมือนมีน้ำใสๆ เอ่อคลออยู่ อ้าว! กูทำเด็กน้อยร้องไห้เฉย

“ผมไม่มีความรักมานานแล้วและผมก็ไม่ได้รู้สึกกับใครแบบนี้ คุณทำพังหมดเลย พังหมดเลย” จากเท้าที่ตั้งท่าจะเดินออกไปเป็นอันต้องหมุนกลับไปหาคนตัวเล็กกว่าราวกับถูกสะกด ผมทรุดตัวนั่งลงเคียงข้าง แล้วดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้แนบแน่น

“อย่าเพิ่งโมโหนะ ผมขอโทษ”

“คุณทำให้ผมไม่มีเงินเพราะต้องซื้อหมวก ผมจน แต่ผมก็อยากซื้อของดีๆ ให้คุณ”

“...”

“ผมมารอคุณที่ร้านกาแฟทุกวัน เพราะไม่อยากให้คุณรู้ว่าผมอยากเจอคุณมากแค่ไหน ผมเคยปฏิเสธคุณ นั่นเท่ากับว่าผมกำลังกลืนน้ำลายตัวเองอยู่” เจ้าตัวพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ ขณะที่ใบหน้าขาวยังจมอยู่กับอกของผมโดยไม่คิดเงยหน้า

และชยินร้องไห้ออกมาจริงๆ

ไอ้เหี้ย! เขาร้องไห้แต่ผมกลับรู้สึกยินดีตอนได้ยินเจ้าตัวระบายความรู้สึกออกมา

“กลืนน้ำลายตัวเองแล้วยังไง มันก็ดีไม่ใช่เหรอที่คุณยอมรับในตัวเอง” พูดไปสองมือก็ลูบหลังอีกฝ่ายไป เข้าใจดีว่าบางครั้งคนเราก็มักสับสนในตัวเอง ยิ่งเป็นชยินที่เป็นศิลปินด้วยแล้วก็ยิ่งอ่อนไหวกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว

“ผมไม่เข้าใจว่าความรู้สึกชอบที่มีให้คุณมันจริงหรือเปล่า บางทีผมอาจจะหลงไปกับความแสนดีของคุณเท่านั้น”

            “ลองดูมั้ยล่ะ เปิดใจหน่อย คุณจะได้รู้ว่าชอบจริงหรือแค่อยากชอบ”

            ชยินเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผมตรงๆ ดวงตาของเขามุ่งมั่น ซึ่งมันทำให้ผมต้องจริงจังกับบทสนทนาครั้งนี้ไปด้วย

“แล้วถ้าเกิดผมชอบคุณจริงล่ะ”

“เราก็มาคบกัน”

“แต่ถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ใช่ คุณจะทำยังไง”

“ไม่ทำไง”

“...”

“ก็แค่รักคุณข้างเดียวต่อไป”

เท่านั้นเอง...

 

 

 

 

 

 

 

ความงอแงของชยินทำให้ผมไม่อยากไปไหน นอกจากนั่งเป็นเพื่อนอีกฝ่ายจนเวลาล่วงเลยเกือบแปดโมงเช้า ซึ่งมันควรเป็นช่วงที่เราต้องนอนกันทั้งคู่

ดวงตาสองข้างของคนตรงหน้าเริ่มปิด เอาแต่นั่งสัปหงกอยู่ตรงโซฟา ขณะที่ผมก็เอาแต่เฝ้ามองอย่างไม่รู้สึกเบื่อ นานเหมือนกันกว่าจะรู้ตัวว่าควรปล่อยให้เขาได้พักผ่อนสักที

“ง่วงก็ไปนอนได้แล้ว” ชยินหันมามองผมนิ่งๆ เม้มริมฝีปากเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

“ถ้าผมนอนแล้วคุณล่ะ”

“กลับห้องไง”

“แล้วคุณยังจะมาเจอผมอีกใช่มั้ย” ผมหลุดหัวเราะทันควัน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งสองครั้งที่เจ้าตัวเลือกถามย้ำประโยคนี้ แต่เป็นนับครั้งไม่ถ้วนต่างหาก

“มาสิ”

“ถ้าคุณอยากได้รับโอกาสจากผมคุณต้องมานะ”

เด็กน้อยเอ๊ย ขี้ยั่วฉิบหายเลยว่ะ

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ตอนเย็นว่างมั้ย” ผมสังเกตสีหน้าของชยินครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ “ผมนัดกับพี่ที่ร้านสักไว้ ว่าจะเข้าไปเติมลายนิดหน่อย คุณไปเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ”

“ในเมื่อคุณชวนผมก็จะไป”

“งั้นตอนห้าโมงเย็นผมออกมารับนะ”

“อืม” เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนผมจะอดใจไม่ไหวยกมือขึ้นยีหัวอีกฝ่ายอย่างลืมตัว

เราพูดกันอีกเล็กน้อยจากนั้นก็แยกย้าย ต่างคนต่างใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพักผ่อน รอจนกระทั่งเวลานัดหมายมาถึงผมถึงได้เห็นชยินเดินลงมาจากคอนโด ก้มหน้าก้มตาเข้ามาภายในรถ ดูก็รู้แล้วว่าตาสองข้างบวมปูดเป็นลูกมะนาวขนาดไหน แต่ก็ไม่อยากทักเพราะกลัวเด็กน้อยจะงอนใส่อีกรอบ

“นอนพอมั้ย” ผมถามพลางสตาร์ทรถ

“พอดีนอนไม่ตรงเวลาตาเลยบวมนิดหน่อย” ผมนึกขำอยู่ในใจ ดูหาคำแก้ตัวเข้า ไม่ใช่เพราะร้องไห้หรอกเหรอตาถึงได้เป็นแบบนี้

“ใช่เหรอ”

“เลิกสนใจผมเถอะ สนใจตัวคุณเองดีกว่า จะสักเพิ่มอีกแล้วหรือไง” ในเมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง ผมก็คงต้องตามน้ำโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

“ใช่”

“พูดตามตรงนะ ผมเห็นคนที่ได้สักครั้งแรกแล้วก็มักไม่มีใครหยุดแค่ครั้งเดียวอ่ะ เจอกันอีกทีรอยสักคุณอาจจะเต็มคอไปหมด”

“ทำไม หวงผิวผมเหรอ”

“จินตนาการเก่งสินะ ความจริงจะสักตรงไหนหรือมากเท่าไหร่มันก็เรื่องของคุณ เกี่ยวอะไรกับผม”

“นั่นสิ เจอกันเดือนหน้าผมอาจจะสักทั้งตัว อย่าตกใจล่ะ”

“ไม่กลัวว่าวันหนึ่งจะไม่ชอบมันหรือไง ถ้าเผลอเกลียดมันขึ้นมาก็ต้องลำบากลบอีก” ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าคนข้างๆ แว๊บหนึ่งก่อนตอบ

“ผมตัดสินใจสักโดยไม่มีความคิดจะลบมัน ถ้าวันหนึ่งไม่ได้รักมันแล้ว ก็ยังดีที่อย่างน้อยเราเคยรัก”

“โคตรคำคมนักเขียน”

“เหมือนความรักไง ถ้าคุณได้ชอบใครจริงๆ ต่อให้เขาแย่แค่ไหนคุณก็จะมองมันเป็นเรื่องที่ดีเสมอ”

“ไม่จริงอ่ะ”

“จริง”

“อย่ามั่ว”

“ไม่มั่ว ขนาดคุณไม่มีเหี้ยอะไรดีเลยผมยังมองว่าคุณวิเศษ”

“ด่ากันขนาดนี้ก็ถีบผมตกรถไปเลยดีกว่า”

“อย่าท้านะ ทำจริง” พูดจบ ไหล่ซ้ายก็ถูกหมัดแน่นๆ พุ่งเข้าใส่อย่างจัง ชยินที่เวลาโมโหหรือเขินอะไรก็มักจะแสดงออกด้วยการทำร้ายร่างกายเนี่ยแหละ แต่อย่าให้กูได้พาขึ้นเตียงนะ พ่อจะทบต้นทบดอกที่เคยทำไว้ให้หมด

ระยะทางจากคอนโดไปร้านสักไม่ไกลมาก ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีผมก็มาถึงร้านของรุ่นพี่เรียบร้อย

            “โห กว่าจะมานะมึง” หลังเดินลงจากรถได้ไม่นาน เสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นพี่เจ้าของร้านก็ดังขึ้น ผมเลยโบกมือให้แกเป็นการทักทาย ก่อนหันไปทางชยิน

            “ไอ้ฝรั่งนั่นชื่อลี เป็นรุ่นพี่ที่คณะผม”

            “อ๋อ”

ลีเป็นลูกครึ่งไทย - อเมริกัน รู้จักกันตั้งแต่ผมเข้าเรียนปีหนึ่ง ด้วยไลฟ์สไตล์และอะไรหลายๆ อย่างที่ตรงกัน ทำให้ผมค่อนข้างสนิทกับอีกฝ่ายพอสมควร

หลังเรียนจบ ลีก็ออกมาทำตามความฝันด้วยการเปิดร้านสักเป็นของตัวเองจนโด่งดังในกลุ่มวัยรุ่นและคนในวงการอาร์ตตัวพ่อ

“ไม่ต้องกลัว รุ่นพี่ผมใจหมาก็จริงแต่มันไม่ทำอะไรคุณหรอก”

            ผมคว้ามือของชยินมาจับไว้ แล้วพาเขาเดินเข้าไปภายในร้านซึ่งถูกตกแต่งในสไตล์เรโทรหน่อยๆ ข้าวของหลายอย่างที่อยู่ในร้านเต็มไปด้วยของโบราณแต่ดูคลาสิก ซึ่งแม่งตรงข้ามกับการแต่งตัวของไอ้พี่ลีโดยสิ้นเชิง มันชอบแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ใช้สีทูโทนแบบน้อยแต่มาก ทว่าร้านกลับรกเหี้ยๆ

            “ไงมึง ไม่เจอกันมาพักใหญ่ๆ พาเหยื่อมาเป็นลูกค้าเหรอ” สายตาคมจ้องตรงมายังชยิน ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ผมกระชับฝ่ามือบางนั้นให้แน่นขึ้น

            “สงสัยเหยื่อพี่ต้องเป็นคนอื่นละ คนนี้ของผม”

            “โห ออกตัวขนาดนี้เลย”

            “นี่เพื่อนผมชื่อชยิน” คนตัวเล็กกว่ายกมือไหว้ ก่อนรุ่นพี่ตรงหน้าจะยิ้มรับอย่างเจ้าเล่ห์

            “เพื่อนเหรอ ก็นึกว่าแฟน เห็นจับมือถือแขน”

            “กลัวเด็กหลงเถอะ”

            “โอเคๆ ช่วงเย็นนี้กูมีลูกค้าจองคิวเพิ่มอีกคน เพราะงั้นรีบขึ้นเขียงครับ ส่วนน้องชยินเข้าไปนั่งข้างในด้วยกันนะ เกิดเปลี่ยนใจอยากสักก็บอกพี่ได้ รับรองว่าจะคิดราคาพิเศษแบบคนกันเองเลย”

            “เดี๋ยวขอดูก่อนแล้วกันครับ”

            ผมยังมีรอยสักที่ต้องเพิ่ม ความจริงแล้วก็ไม่ใช่ตำแหน่งใหม่บนร่างกายอะไรหรอก แต่เป็นบริเวณข้อมือขวาที่เคยสักตัวเลขค้างไว้ในครั้งนั้น

            “สักเลขต่อเลยมั้ย หรือขึ้นบาร์โค้ดให้ครบก่อน” พี่ลีถาม เขารู้อยู่แล้วว่าผมต้องการอย่างไหน และเพื่อจุดประสงค์อะไร

            “บาร์โค้ดก่อน”

            แถบบาร์โค้ดทุกตัวอักษรจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเราอาจต้องใช้เวลากันค่อนข้างมากเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

            “แล้ววันนี้จะให้เติมตัวเลขให้ครบเลยมั้ย”

            “ไม่”

            “ยังไม่ชัวร์อีกเหรอ”

            “รอก่อน”

            ชยินเอาแต่นั่งมองตาแป๋ว สองคิ้วขมวดปมเล็กน้อยตอนที่ผมกับรุ่นพี่คุยกันในเรื่องที่เขาเองก็คงไม่เข้าใจ และคิดว่าชยินเองก็ไม่ได้อยากเสียมารยาทแทรกถามก่อน ผมจึงเป็นฝ่ายบอกเขาด้วยตัวเอง

            “ผมจะสักรูปบาร์โค้ดตรงข้อมือ”

            “ทำไมต้องเป็นบาร์โค้ด” เจ้าตัวถามกลับอย่างเร็วรี่

            “เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นสินค้า เกิดมาก็เพื่อขายสิ่งที่มีให้กับคนอื่น ขายความภูมิใจให้ครอบครัว ขายความสามารถแลกเงิน ขายผลงานแลกชื่อเสียง ผมมันก็แค่สินค้าที่ทำเงินได้เท่านั้นแหละ”

            ใบหน้าของคนฟังหงอลงเล็กน้อย ขณะพึมพำประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงผะแผ่ว

            “คุณไม่ใช่สินค้า”

            “...”

            “คุณเป็นคนเหี้ย”

            “วอนซะละ” หมดกันอารมณ์โรแมนติกที่คิดเอาไว้

“เออเหมาะกันดีว่ะ กวนตีนกันทั้งคู่” แล้วมันก็ต้องมีคนเสือกเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ตลอดเวลา เช่นไอ้ช่างสักซึ่งกำลังหยิบแมสก์ปิดปากมาสวมอยู่ตรงหน้านี้

            ผมนั่งอยู่ตรงเบาะรอเชือด ส่วนชยินนั่งอยู่ใกล้ๆ และให้ความสนใจกับอุปกรณ์หลายชิ้นที่ถูกทำความสะอาดอย่างดีแล้ว

            ลีเริ่มลอกลายตามแบบที่ผมให้มาอย่างตั้งอกตั้งใจ ใช้เวลาไม่นานก่อนจะหยิบเข็มสักขึ้นมาและบรรจงกดลงไปบนข้อมืออย่างชำนาญ ระหว่างนี้ต่างคนก็ต่างชวนกันพูดคุยไปเรื่อยๆ คงมีแต่ชยินล่ะมั้งที่สีหน้าเริ่มซีดลงจนเห็นได้ชัด

            “เป็นอะไร” เอ่ยถามอย่างนึกห่วง เดาว่าคงไม่ชินกับอะไรแบบนี้ แม้ครั้งหนึ่งจะปากดีบอกว่าอยากลองไปสักเขาบ้าง

            “เลือดคุณออกอ่ะ แล้วคือผม...”

            “กลัว?”

            คราวนี้เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ทันไรก็ถูกแทรกจากรุ่นพี่ตรงหน้าด้วยความเร็วแสง

            “อาการแบบนี้ลูกค้าเคยเป็น หน้าซีด เวียนหัว แล้วก็อ้วกแตกอ้วกแตน คือบอกไว้ก่อนเลยว่าถ้าอ้วกตรงนี้พี่เตะให้ร่วงเลยนะ แขยง!

            เชี่ยยยย หน้าว่าที่เมียเหลือแค่นิ้วครึ่งแล้วเนี่ย และดูเหมือนว่าลีจะรับรู้ด้วย

            “โธ่ขวัญเอ๊ยขวัญมา แค่ล้อเล่นน่า”

            ขวัญมันคงไม่มาแล้ว แม่งหายไปเหมือนสติของพี่มึงตอนนี้ไง

            “เล่นแรงนะเนี่ยพี่” ชยินยิ้มแหยส่งมาให้

            “มีคนเรียกพี่แบบนี้ไม่ชินว่ะ ปกติเรียกแต่ไอ้เหี้ย”

            “ก็เหี้ยจริง” ผมสำทับด้วยอีกคน

            “ปากดีไอ้ยุค อยากเลือดสาดเหรอ” เก่งแต่ขู่แหละครับ ผมชินแล้วเลยไม่ได้แคร์อะไร จะมีก็แต่คนข้างๆ นี่แหละมั้งที่ดูเหมือนจะตื่นตระหนกไปซะทุกเรื่อง ยิ่งตอนที่เข็มสัมผัสไปบนผิวแล้วทิ้งรอยแดงเอาไว้ เขาก็ยิ่งสูดลมหายใจหนักหน่วงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            “เจ็บมั้ยล่ะนั่น” เห็นเงียบอยู่นาน สุดท้ายชยินก็ถามเสียงแผ่ว

            “ขอจับมือหน่อย ตอนนี้เจ็บระดับสิบ เนี่ยน้ำตาจะไหลละ”

            “ตอแหล” กับเรื่องบางเรื่องนี่เก่งจัง

            “หน้ามืดมาก พร้อมเป็นลมได้ทุกเมื่อ”

            “เดี๋ยวโทรเรียกหมอให้เตรียมห้องเก็บศพให้”

            “ไม่ต้องเรียกหรอก แค่คุณก็พอ” ผมใช้จังหวะที่อีกฝ่ายยังคงอึ้งๆ อยู่ ด้วยการคว้ามือบางมาจับไว้แน่น

            ฝ่ามือของชยินอบอุ่น ลื่นมือ พอจับทีไรก็รู้สึกว่าผมเป็นคนโชคดีคนหนึ่งที่บังเอิญได้เจอเขา ในวันที่โคตรจำเจกับชีวิตแสนราบเรียบตลอดหลายปี คนคนนี้เปลี่ยนทุกอย่างให้ดีขึ้น

            ลีมองไปเบะปากไปเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้พูดขัด ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ ชยินเองก็เช่นกัน เวลาที่ผมจ้องมองเขา ราวกับเห็นเด็กคนหนึ่งที่อายุน้อย เห็นเพื่อนที่อายุเท่ากัน เห็นผู้ใหญ่ที่กำลังมองหาความมั่นคงในชีวิต ทุกอย่างรวมอยู่ในคนที่ชื่อชยินเพียงคนเดียว

            แค่นี้ก็พอจะเป็นเหตุผลได้แล้ว ว่าทำไมผมถึงชอบเขามากมายขนาดนี้

            ฝ่ามือที่จับผมเริ่มชื้นเหงื่อ นานเข้าก็เลยรู้สึกสงสารกลัวเด็กจะร้อน เลยตั้งท่าจะปล่อยมือ ทว่ายังไม่มีโอกาสได้ทำอย่างนั้นชยินก็กระชับฝ่ามือของเขาให้แน่นขึ้น

            “กลัวจะร้อน” ผมบอกไปยิ้มไป

            “ไม่ร้อน ถ้าปล่อยมือผมคุณจะเจ็บนะ”

            “ใช่ๆ เจ็บจริงๆ ด้วย” กะอีแค่เข็มสัก มีอะไรระคายผิววะ แต่ในเมื่อคิดจะทำการใหญ่แล้วใจก็ต้องเหี้ยพอสมควร รีบเปลี่ยนเรื่องถามต่อให้ว่อง “เบื่อมั้ย”

            “ไม่นะ”

            “อยากอ้วกมั้ย”

            “ชินแล้ว”

            เราอยู่กันแบบนี้อยู่เกือบสองชั่วโมงกว่าจะลงรายละเอียดสิ่งที่ต้องการสักจนเสร็จ ตอนนี้ข้อมือของผมมีบาร์โค้ดครบทุกแถบแล้ว ยังคงขาดเพียงตัวเลขที่ต้องการระบุเท่านั้น ครั้งแรกผมสักเลขหนึ่งทิ้งไว้ก่อน รอก็แต่เวลาว่าจะตัดสินใจมาเพิ่มตัวเลขที่เหลือกเมื่อไหร่เท่านั้น

            ตอนอยู่ในห้องชยินนั่งหาวไปแล้วเกือบสิบรอบ ยิ่งเห็นตาปรอยๆ แบบนี้ในใจก็อยากพากลับไปนอนซะให้รู้แล้วรู้รอด เพราะงั้นหลังสักเสร็จผมจึงไม่รอช้าเอ่ยลากับรุ่นพี่แล้วพาชยินกลับทันที

            “เดี๋ยวผมแวะซื้อข้าวกล่องให้คุณเก็บไว้กินที่ห้องนะ”

            “ทำไมอ่า” เจ้าตัวถามเสียงยานคาง อะไรจะง่วงปานนั้น

            “เผื่อกินเสร็จแล้วง่วงก็นอนเลยไง อยู่แบบนี้จะยิ่งฝืนตัวเองเปล่าๆ”

            “ไม่นะ”

            “อย่าเถียง”

            “ไม่ได้เถียง ก็ข้าวกล่องมันไม่อร่อย” เจ้าตัวบ่นอุบอิบ ผมเลยอดไม่ได้รีบละมือจากพวงมาลัยข้างหน้าเพื่อลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มอย่างหมั่นเขี้ยว ชยินปัดออกอย่างไวว่องก่อนตวัดตาขวางใส่

            “แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ” อยากรู้เหมือนกันว่าสิ่งที่เขาต้องการตอนนี้คืออะไรกันแน่ เพราะต่อให้อยากได้อะไร ผมสาบานได้ว่าจะหามาให้ทุกอย่าง

            “ผมอยากทำเอง พอดีของสดที่ซื้อมาครั้งก่อนยังเหลืออยู่เยอะมาก และมันก็ใกล้หมดอายุแล้วด้วย”

            “อ๋อ แล้วแต่คุณเลย”

            “แต่ว่า...แต่ว่าเพราะของสดเยอะ ผมเองก็น่าจะกินคนเดียวไม่หมด”

            “อาฮะ” ขานรับไปก็นึกขำในใจไป

            “คุณเองก็มากินด้วยกันสิ”

            “นี่คือคำชวน?”

            “อืม”

            “นี่คือการเปิดใจด้วยมั้ย”

            “แล้วแต่จะคิด”

            “งั้นตกลง มือนี้ขอฝากท้องไว้ที่คุณแล้วกัน”

            รถเคลื่อนตัวออกไป ท่ามกลางบรรยากาศเดิมๆ และความราบเรียบของชีวิต ผมมองเห็นความสุขเล็กๆ ที่ถูกจุดขึ้นภายในใจของตัวเอง และเชื่อเหลือเกินว่ามันไม่เพียงเกิดขึ้นกับผม ทว่าในใจของใครบางคนก็รับรู้ได้ถึงมันเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มะรืนเบิร์ดจะกลับอเมริกา เพราะงั้นผมจึงได้รับคำเชิญให้ไปร่วมปาร์ตี้เลี้ยงส่งในเย็นวันหนึ่ง ซึ่งแน่นอนผมต้องไปอยู่แล้วเพราะที่นั่นมีชยิน และหนักกว่าชยินก็คือไอ้ริวเนี่ยแหละที่ไม่รู้จะมาไม้ไหนอีก

แค่มองตาก็รู้ละว่าแม่งชอบเด็กน้อยของกูเหมือนกัน แต่จะให้ยอมแพ้มันก็ดูไม่เอาไหนไปหน่อย ผมไม่ได้ชอบใครง่ายๆ ดังนั้นถ้าได้ชอบแล้วก็จะพยายามจนกว่าจะรู้ว่าควรตัดใจหรือไปต่อ

ก่อนเวลานัดหมายสองชั่วโมงผมได้โทรไปหาชยิน ตั้งใจว่าจะแวะไปรับเจ้าตัวมาด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้ เลยเดาว่าเบิร์ดคงตามไปรับที่ห้องเรียบร้อย

ปาร์ตี้เริ่มตั้งแต่สองทุ่มในบาร์แจ๊สแห่งหนึ่ง ผมเดินตรงดิ่งเข้าไปภายในซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักท่องราตรี เบิร์ดจองโต๊ะไว้ตรงโซน VIP ของร้าน เท่าที่กวาดตาดูก็มีทั้งคนคุ้นเคยและคนที่ไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้ามาก่อนนั่งปะปนกันอยู่

“มาแล้วๆ” เสียงของไอ้ท็อปดังแว่วมาแต่ไกล ผมย่างเท้าไปข้างหน้า มองหาคนที่ไม่ได้เจอมาตลอดหลายวันไปด้วยแต่ก็ไม่พบ ความจริงจะบอกว่าผมโฟกัสแค่ชยินเพียงคนเดียวก็คงไม่ผิดเท่าไหร่

“นั่งเลยเพื่อน กูเว้นที่ว่างไว้ให้” ไอ้คอลัมนิสต์ตัวดีตบมือลงบนโซฟาสีขาวปุๆ ผมจึงนั่งตามคำเชิญโดยไม่ขัด ขณะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ชยินยังไม่มาอีกเหรอ” เบิร์ดก็อยู่นี่แล้ว ไอ้ท็อปและเพื่อนคนอื่นๆ ก็ด้วย

“คือกูมัวแต่ยุ่งๆ ไม่มีเวลาไปรับมัน ไอ้ริวเลยอาสาไปรับโน่นแล้ว”

“เหยดดดดดดดด” ไอ้ท็อปร้องเสียงหลง ก่อนจะรีบยกมือปิดปากเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของผมเข้า

เป็นอย่างนี้ทุกครั้งเลย พอเผลอหน่อยก็จะมีหมาชิงคาบไปแดกก่อนตลอด แล้วชยินแม่งก็ไม่เคยปฏิเสธนะ ถ้ากูเจอจะจับมาตีก้นแรงๆ ให้หายโมโหสักทีสองที

ปล่อยให้จิตใจกระวนกระวายอยู่เกือบสิบห้านาที ในที่สุดชยินกับไอ้ริวก็โผล่มา คนตัวเล็กกว่าสวมเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ผมมักเห็นเขาใส่เสมอ ทั้งคู่ทักทายทุกคนในโต๊ะสั้นๆ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งยังฝั่งตรงข้าม ซึ่งผมก็ได้แต่มองโดยไม่พูดอะไร

ไม่ได้งอนนะ ก็แค่อยากรู้ว่าชยินจะพูดอะไรกับผมมั้ยแค่นั้น

            “รอนานมั้ย” ไม่นานเสียงที่ผมอยากฟังมาตลอดก็ดังขึ้นแข่งกับเสียงเพลง ผมไม่รู้ว่าเขากำลังถามใครเลยไม่ได้ตอบ มีเพียงไอ้ท็อปที่เป็นฝ่ายไขความกระจ่างทุกอย่างแทน

            “อีกสองนาทีก็ครบสองชั่วโมงแล้วววววว”

            “นานขนาดนั้น”

            “ประชดมั้ย กูก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน”

            “แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง”

            “โอ๊ยยยยยจะไปกินอะไร หิวจนไส้กิ่วแต่ต้องรอมึงก่อนไง” ชยินเบะปากใส่ ไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟตามคำประชดของไอ้ท็อปจริงๆ ระหว่างนี้เพื่อนในกลุ่มก็หาหัวข้อมาพูดคุยเพื่อไม่ให้งานกร่อย

            ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับคนตรงหน้ามากนักนอกจากมองอยู่เงียบๆ เฝ้าดูไอ้ริวคอยเทคแคร์และชวนคุยอยู่เป็นระยะ ก่อนบรรยากาศจะครึกครื้นอีกครั้งเมื่อใครคนหนึ่งปรากฏตัว

            “เชี่ยเจ มึงมาช้า!” เบิร์ดตะโกนเสียงดัง ทว่าเจ้าของชื่อก็ทำได้แค่ยิ้มกวนตีนใส่

            “หวัดดีเพื่อนๆ โทษทีพอดีงานเลิกดึก เฮ้ยไอ้ยุคมึงก็มาด้วยเหรอวะ”

            “เออ”

            เจเจเป็นเพื่อนร่วมห้องของผมตั้งแต่มัธยม แถมมันยังจับพลัดจับผลูมาเรียนศิลปกรรมที่มหาลัยเดียวกันกับผมอีก เมื่อก่อนนี่แม่งโคตรเบื่อขี้หน้ามันเลย เจอกันแทบทุกวัน แต่หลังจากเรียนจบแล้วน้อยครั้งมากที่จะได้เห็นหน้าค่าตา ครั้งสุดท้ายก็ตอนมันเอาแผ่นโปรแกรม MSN มาให้ผมเนี่ยแหละ

            “รู้จักกันด้วยเหรอ” ดูเหมือนว่าเบิร์ดจะตกใจไม่น้อยไปกว่ากัน

            “เพื่อนสมัย ม.ปลายยันมหาลัย อ้าว! ไอ้ริวมึงก็มาด้วย”

            “นี่กูต้องตกนรกแน่ๆ ที่มาเจอมึง”

            นับเป็นวาระของเพื่อนที่รู้จักแต่บังเอิญมาเจอกันแบบงงๆ

            “อะไรยังไงเล่าด่วน” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ต้องการคำตอบเหมือนกัน ทำไมความสัมพันธ์ของแต่ละคนมันถึงวนเป็นวงกลมขนาดนี้ได้วะ

            “คืออย่างนี้นะ...” ว่าแล้วมหากาพย์พรหมลิขิตที่ขีดโดยนรกก็เริ่มฉาย

            โดยจุดเชื่อมโยงทั้งหมดเกิดจากเบิร์ดที่บังเอิญไปสนิทกับไอ้ริวและไอ้เจตั้งแต่สมัย ม.ปลาย เพราะเป็นก๊วนเรียนพิเศษและเล่นเกมส์ออนไลน์มาด้วยกัน ซึ่งที่พิเศษกว่าทุกความสัมพันธ์ก็ตรงที่พวกมันก็ยังคงติดต่อกันจนถึงทุกวันนี้ ส่วนผมรู้จักกับไอ้ริวมาตั้งแต่ ม.ต้นรวมถึงเรียนมหาลัยเดียวกัน

            ส่วนไอ้เจเป็นเพื่อนร่วมห้องตอน ม.ปลายยันเหยียบเท้าเข้าไปเป็นเดอะแก๊งร่วมคณะ พอเรียนจบก็แยกย้ายจนมีโอกาสได้มารู้จักเบิร์ด ชยิน แล้วก็ไอ้ท็อปเมื่อไม่นานมานี้

            ทุกอย่างพันกันยุ่งเหยิง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจยาก อย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวเลยก็คือข้อความจากแชท MSN ที่ชยินเคยถามว่ารู้จักเจ้าของแผ่นโปรแกรมอย่างเบิร์ดมั้ย ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ แต่ตอนนี้ก็กระจ่างแล้วว่าก่อนจะมารู้จักหน้าค่าตากัน ผมได้รับแผ่นโปรแกรมของมันมาจากไอ้เจก่อนแล้ว

            หลังอดีตเพื่อนร่วมคณะทิ้งตัวลงบนโซฟาข้างผม จวบจนเล่าเรื่องบังเอิญโคตรๆ ของคนในกลุ่มจบ เบิร์ดก็ทำหน้าที่เจ้าภาพที่ดีด้วยการแนะนำเราทุกคนให้รู้จักกันอีกรอบ ไอ้เจเป็นคนปากมาก อะไรที่มีในโลกนี้มันลากมาคุยด้วยหมดเพราะงั้นบรรยากาศเงียบเหงาในตอนแรกเลยครื้นเครงขึ้นมาทันที

            “เพื่อนเก่ากลับมาเจอกันนี่ดีเนาะ มึงจำสมัยนั้นได้มั้ยที่เราเล่นแร็กนาร็อกกันอ่ะ โห...คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ฉิบหาย”

            “หวัดดีดาวไถ คิดถึงมึงว่ะ ฮ่าๆ” ดาวไถเป็นชื่อตัวละครในเกมส์ของไอ้เจ ขณะที่ไอ้ริวก็แทบสำลักแอลกอฮอล์เมื่อเพื่อนหันไปโฟกัสกับมันอย่างรู้ทัน

            “อย่าได้เรียกชื่อกูให้ใครฟังอีก”

            “ทำไม มึงอายเหรอเฮอร์ไมโอนี”

            “โธ่เวรเอ๊ย!

            เราทุกคนค่อยๆ ย้อนถอยหลังกลับไปในช่วงหลายปีก่อน บรรยากาศเดิมๆ มาเยือนอีกครั้ง เป็นความทรงจำที่พอนึกถึงเมื่อไหร่ก็รู้สึกอบอุ่นทุกที ในวันที่เทคโนโลยียังไม่เป็นเหมือนทุกวันนี้ เราเคยเป็นยังไงกัน

            ชยินยังคงนิ่งฟังเรื่องเล่าของเพื่อนๆ อย่างตั้งใจ ผมมองเขาอยู่ครู่หนึ่งและในเสี้ยววินาทีสายตาของผมก็สบเข้ากับเขาอย่างจัง ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเหมือนคราแรก

            “พูดถึงสมัยก่อนนี่คิดถึงอะไรกันบ้างวะ สำหรับกูยุคนั้นต้อง Nokia N79 เว้ย สุดยอดมือถือแห่งยุค ใครไม่มีต้องรีบบากหน้าไปขอให้แม่ซื้อให้” แอลกอฮอล์เริ่มเข้าสู่กระแสเลือด และมันทำให้ทุกคนคึกกว่าเดิมเป็นเท่าตัว พูดแม่งเป็นน้ำไหลไฟดับ กูก็อินนะครับไม่ใช่ไม่อิน แต่ที่ไม่พูดเพราะกำลังจับตาพฤติกรรมของไอ้ริวกับชยินอยู่

            “กูมี N70 ด้วย ใช้แม่งทุกรุ่นที่ชาวบ้านเขามี” ไอ้ท็อปยืดอกภูมิใจ

            “มือถือมันธรรมดา กูมีแผ่นเพลง Vampire เถื่อนเป็นร้อยแผ่น แถมปั๊มขายด้วย”

            “กูลูกค้าประจำมึงเลยสัด วงโปรดที่รอต้อง Bodyslam กับ Potato เท่านั้น”

            “แล้วต้องฟังใน Sony walkman ด้วยนะเดี๋ยวไม่คูล”

            “กากว่ะ พวกมึงอย่าเหมารวมว่าทุกคนต้องฟังเพลงผิดลิขสิทธิ์ดิ กูนี่ลูกค้าวีไอพีจากร้านดีเจสยามเลยนะเว้ย อย่าลืม”

            “ปากดีเข้าไป ตอนนั้นกูยังเห็นมึงโหลดเพลงเถื่อนมาลง Winamp อยู่เลย”

            “สัด”

            “พูดถึงเน็ตไอดอลกันดีกว่า มึงชอบใครๆ”

            “เต้ย จรินทร์พรแฟนกูคนเดียวเท่านั้น”

            “ของกูชอบฟ้า อริสราจากบดินทร์สองเว้ย น่ารักเหี้ยๆ”

            “มึงรู้ยังว่าตอนนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นษริกาแล้ว โง่แล้วโง่อีกนะมึงเนี่ย แต่บอกเลยใครก็สู้พี่เบเบ้กูไม่ได้ทั้งนั้น น่ารักโมเอะเหี้ยๆ”

            “คนชอบเป็นล้าน”

            “กูเป็นเซเลบ Hi5 กูจะชอบใครก็ได้”

            “มึงล่ะชยิน เมื่อก่อนมึงคิดถึงอะไร อย่าบอกนะว่าแฟนคนแรก” คนถูกถามทำตาโตใส่พักหนึ่ง ก่อนกรอกตาคิดหาคำตอบ

            “กูเหรอ...กูคงคิดถึงโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นมั้ง สมัยนั้นคงไม่มีใครไม่เคยเล่น”

            “เออว่ะ” แล้วทุกคนก็พยักหน้าหงึกหงัก เล่ามหากาพย์ดราม่าร้อยแปดที่เกิดขึ้นกับโปรแกรมนี้ ใช่! เราทุกคนผูกพันกับมันมายาวนาน ในยุคที่การต่ออินเทอร์เน็ต 56K เป็นไปด้วยความยากลำบาก

            ผมโชคดีที่มีโอกาสได้กลับไปใช้โปรแกรมอีก แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่นั่นก็ทำให้ผมได้เจอความรักอีกครั้ง

            “ไหนๆ ก็พูดถึงเอ็มเอสเอ็นละ เพื่อนๆ ทั้งหลายที่กูแจกโปรแกรมทดลองให้ ช่วยกรุณาส่งแบบสอบถามให้กูด้วยครับ” แล้วบทสนทนาก็วกเข้ามาที่เรื่องส่วนตัว นั่นคือปากท้องของโปรแกรมเมอร์อย่างเบิร์ด

            “กูส่งแล้ว” หลายคนรีบตอบอย่างเร็วรี่ พลางยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกดื่มอย่างครื้นเครง

            “มึงล่ะไอ้ริว เอาไปแล้วไม่คิดจะตอบแบบสอบถามบ้างเหรอ”

            “อะไร กูเอามาก็จริงแต่ไม่ได้เล่น” เจ้าของชื่อปฏิเสธทันที

            “มึงอย่ามาตอแหล เอาไปใช้จีบใครก็พูดมาตรงๆ”

            “สาบานได้ว่ากูไม่ได้เล่น คือกูเรียนหนักนะ จะเอาเวลาที่ไหนไปเล่นโปรแกรมมึงเป็นเดือนๆ วะ”

            “อ้าว! จริงดิ”

            “อืม ไปถามที่คนอื่นเถอะ”

            “มึงล่ะเจเจ มะรืนกูกลับแล้วนะ ช่วยตอบแบบสอบถามเอ็มเอสเอ็นให้กูด้วย ที่ส่งไปให้ทางเมลอ่ะ” แล้วเบิร์ดก็หันไปเค้นคำตอบจากคนข้างๆ ซึ่งไอ้เจกันหันมามองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนตอบ

            “อันนี้ต้องถาม...อ๊ากกกกกกกกก” ผมกระทืบตีนไปที่มันอย่างจังเพื่อเบี่ยงประเด็น บอกตามตรงว่าลึกๆ ยังไม่อยากให้ใครรับรู้ตอนนี้ จึงเลือกมองตากับไอ้เพื่อนรักเพื่อบอกความต้องการอย่างอ้อมๆ ซึ่งก็เหมือนมันจะเข้าใจเลยตอบแบบเลี่ยงๆ ไป “คือแบบ...เดี๋ยวตอบให้แล้วกันนะ”

            สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ทุกคนเริ่มจดจ่อกับการพูดคุยและดื่มสังสรรค์กันไปเรื่อยๆ จะมีก็แต่ชยินที่มีท่าทีแปลกไปจากเดิมจนสังเกตได้ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันอยู่หลายครั้ง ซึ่งผมเดาว่ามันคงเกี่ยวกับแผ่นโปรแกรมเจ้าปัญหานั่นแหละ

            ก็แหง กูเล่นบอกรักเขาแล้วก็หายไปเลยไง

            “เอ่อ...ขอโทษนะ เจเจเรียนคณะอะไร” สุดท้ายก็เลือกทำลายความเงียบลง และนั่นไง เจ้าตัวสงสัยในเรื่องที่ผมคิดเอาไว้จริงๆ

            ไอ้เพื่อนตัวดีเลยจ้องมองชยินด้วยรอยยิ้มกะลิ้มกะเหลือ พลางตอบเสียงหล่อแบบเก๊กๆ ตามสไตล์

            “สินกำ”

            “มอบีเหรอ”

            “ใช่ รู้แบบนี้เนื้อคู่กันแน่ๆ” ห่านี่...เต๊าะว่าที่เมียกูอีก

            “คือไม่ใช่อะไรหรอก แค่คิดว่าเราอาจจะเคยคุยกันผ่านโปรแกรมของเบิร์ดอ่ะ”

            “อ๋อ งั้นจำ PC0832/676 ได้มั้ยอ่ะ”

            “...!!” คนตรงหน้าดูเหมือนอึ้งไปพักหนึ่งก่อนพยักหน้าหงึกหงัก

            ไอ้ห่าเจนี่มันรู้ดีเรื่องแอคเคานท์ผมเหลือเกิน แน่นอนว่ามันคงจับไต๋ได้เลยใช้ตีนสะกิดผมใต้โต๊ะไม่หยุด ขณะสายตาหรี่มองอย่างรู้ทัน

เหตุผลที่ผมไม่อยากแสดงตัวในตอนนี้เพราะอยากบอกความจริงทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่ใช่มารับรู้จากคนอื่น ผมอาจจะพลาดที่เผลอบอกรักผ่าน MSN จนทำให้ชยินสับสน แต่กับชีวิตจริงที่ได้บอกความรู้สึกออกไปตรงๆ ผมไม่นึกเสียดาย ก็แค่หวังว่าในหลายๆ คนที่เดินมาบอกชอบเขานั้น ผมจะเป็นคนที่ถูกเลือกบ้าง

“เจเจคือหมีใหญ่เหรอ” คนตัวเล็กถามเสียงผะแผ่ว ไอ้เจเลยหันมามองหน้าผมเพื่อพูดคุยกันผ่านสายตา

“คิดว่าใช่มั้ยล่ะ”

“ไม่รู้...” พึมพำได้ไม่นานก็ลุกขึ้นเต็มความสูง “เดี๋ยวขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

ผมคิดว่าเขาคงสับสน และผมผิดเองที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้

“เล่นอะไรของพวกมึงเนี่ย” คล้อยหลังชยินได้ไม่นานไอ้ท็อปก็ถามอย่างสงสัย

“กูอยากบอกความจริงกับเขาเอง แค่ขอเวลาอีกหน่อย”

“ช้าเดี๋ยวมึงก็อดแดก เชื่อเถอะ” พูดจบมือหนาก็คว้าแก้วเครื่องดื่มขึ้นมากระดกจนหมด

“มันเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส”

            “เผื่อมึงยังไม่รู้นะ โอกาสไม่ได้รอมึงตลอดไปหรอก”

            “ก็จริง”

ผมนั่งรอชยินอยู่พักหนึ่ง จนตัดสินใจได้ว่าจะเดินไปแต่ไอ้ริวก็ลุกขึ้น อาสาตัดหน้าไปแบบไม่รอคำทัดทานจากใครทั้งนั้น

“ดูเหมือนไอ้ริวจะชอบคนที่ชื่อชยินว่ะ” ไอ้เจพูดแทบเป็นเสียงกระซิบ ซึ่งผมก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับมันเพราะแค่มองก็รู้สถานการณ์กันอยู่แล้ว

“...”

“แล้วโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นนี่ยังไง สรุปมึงคุยกับเขาเหรอ”

“อืม”

“คุยเล่นๆ ก็เงี้ยะ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจริงจังนะนั่น”

“กูก็จริงจัง”

“ฮะ?”

“กูจริงจัง เพราะงั้นมึงอย่ายุ่งกับชยินอีกนี่คือคำเตือน”

“โอ๊ยยยยย กูมีเมียแล้วมั้ยเพื่อน”

“...”

“ฮ่าๆ ควายจริงเลยยุค ไอ้ริวนี่เป็นคู่แข่งมึงตั้งแต่มัธยมตอนนี้ก็ยังมาชอบคนเดียวกันอีกเหรอเนี่ย” ผมไม่คิดใส่ใจกับคำพูดนั้น นอกจากชะเง้อมองคนที่ผละออกไปจากโต๊ะได้พักหนึ่ง

เวลาเลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้าจากหนึ่งนาทีเป็นสอง สาม และสี่ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของไอ้ริวกับชยินจะเดินกลับมา จนกระทั่งความอดทนได้สิ้นสุดลง ผมตัดสินใจสาวเท้าไปยังห้องน้ำโดยไม่รีรอ

ภาพแรกที่เห็นคือร่างสูงของไอ้ริวที่กำลังเคาะประตูห้องน้ำอยู่หลายครั้ง เลยอดไม่ได้เดินเข้าไปประชิดแล้วกดเสียงต่ำถามด้วยความสงสัย

“ชยินล่ะ”

“อยู่ข้างใน ตั้งแต่กูเข้ามายังไม่ยอมขานตอบอะไรเลย”

ผมถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนเคาะประตูเบาๆ พร้อมเอ่ยชื่อของคนด้านในไปด้วย

“ชยิน เมาหรือเปล่า”

“...” แน่นอนว่าไม่มีเสียงใดตอบกลับมาแม้แต่คำเดียว

“คุณโอเคมั้ย เปิดประตูให้ผมเข้าไปหน่อย”

“...”

“ผมรู้ว่าคุณสับสน ออกมาคุยกันก่อน ผมมีบางอย่างจะบอกกับคุณ” เอาวะ! ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้าไม่บอกตอนนี้ก็คงเป็นชยินอีกนั่นแหละที่ต้องเจ็บต่อไป

“ผมไม่เป็นไร พอดีว่ารู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย” เสียงที่ตอบกลับมาทำให้ผมโล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง

“งั้นออกมาได้มั้ย”

แกร๊ก!

ไม่นานประตูก็ถูกไข ใบหน้าขาวแดงซ่านจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ หากแต่ดวงตากลับเศร้าจนรู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ ผมเดินเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ยกมือขึ้นลูบกลุ่มเส้นผมนุ่มอย่างนึกเอ็นดู

“เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า”

“คุณ...ผมเจอหมีใหญ่แหละ เขาเล่น MSN กับผม ตอนแรกเข้าใจมาตลอดว่าคือริวแต่จริงๆ ก็ไม่ใช่” ไอ้ริวที่ยืนห่างออกไปไม่ไกลนักทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก

ไอ้ฉิบหาย! คือตลอดเวลาที่ผ่านมาเข้าใจว่ากูคือไอ้ริวเหรอวะ ถึงว่าแพ้แล้วแพ้อีก สัด

“เจอยังไง” ผมยังคงใจเย็นถามต่อ

“เขาเป็นเพื่อนคุณที่ชื่อเจเจ ก่อนที่โปรแกรมจะหมดอายุเขาบอกชอบผมด้วย”

“เดี๋ยวชยินคือ...” ไปกันใหญ่ละ

“ผมต้องไปบอกเขาว่าผมรู้สึกยังไง”

“ชยินฟังก่อน” ไม่ทันแล้วครับ แม่งเบี่ยงตัวเดินดุ่มๆ ออกไปจนแทบไม่หันกลับมามองข้างหลัง ผมกับไอ้ริวเลยทำได้แค่สับเท้าตามไปอย่างร้อนรน

บอกตรงๆ ว่ากลัวครับ กลัวว่าชยินจะหลงไปกับประโยคสั้นๆ ใน MSN หลงไปกับความรู้สึกชั่วคราวที่มีขึ้นและจบลงเพียงช่วงเวลาเดียว

“เจเจ” ไม่ทันแล้ววววววววววววววว

แทบไม่รอให้ตัวเองนั่ง ชยินก็เอ่ยเรียกชื่อเพื่อนของผมทันที นั่นเลยทำให้คนในโต๊ะหันไปให้ความสนใจกับเขาเพียงคนเดียว

“ว่าไงครับ” ดูหน้าไอ้เจดิ ยังทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่อีก

“ผมรู้ว่าคุณคือหมีใหญ่ใน MSN

“แล้วไง”

“คุณได้แผ่นโปรแกรมมาจากเบิร์ดใช่มั้ย”

“ใช่”

“คุณเรียนจบศิลปกรรม มอบี”

“ก็ใช่อีก”

“คุณชอบออนไลน์ตอนเวลาเที่ยงคืน”

“ก็หลายครั้งอยู่ ตอนดึกๆ มันว่างอ่ะ”

“คุณรู้มั้ยว่าผมเป็นนักแต่งเพลง”

“รู้ ก็ฟังเพลงของคุณอยู่”

“ก่อนโปรแกรมจะหมดอายุคุณจำได้มั้ยว่าได้บอกอะไรกับผม”

“คุ้นๆ นะ” คุ้นเหี้ยอะไรมึงล่ะ! ผมล่ะเกลียดการเล่นตามน้ำของมันมาก ยิ่งตอนที่มันเห็นสีหน้าคร่ำเครียดของผมด้วยแล้วก็ยิ่งรู้สึกสนุก

“ผมมาคิดดูแล้ว เอาตีนก่ายหน้าผากเวลานอนตลอดเลย ถ้าได้เจอหมีใหญ่จริงๆ ผมจะทำยังไง เราคุยกันทุกเรื่องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และมันก็ทำให้ผมไม่รู้สึกเหงาอีกตอนที่ต้องอยู่คนเดียว”

“...”

“แต่ว่า...คนใน MSN ก็เป็นได้แค่เพื่อนสำหรับผม”

“อ้าว ทำไมอ่ะ” ไอ้เจตอแหลทำหน้าเสียดาย กูจะโทรไปฟ้องเมียมึงไอ้สัด

            “ผมไม่ได้ชอบคุณแบบนั้น”

            “ลองดูก็ได้ หรือว่าคุณมีคนชอบอยู่แล้ว”

            “อือ”

“ใคร”

“เขาเป็นคนที่ชอบบอกว่าตัวเองเป็นสินค้า ทั้งที่จริงๆ เขาไม่ใช่แบบนั้น”

“เขาเป็นคนเหี้ย” ผมตอบขำๆ วินาทีนี้หัวใจทั้งดวงเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่ หากแต่ชยินกลับเถียงออกมาทันที

“ไม่ใช่นะ”

“...”

“คุณเป็นคนดี”

“โอ๊ยยยยยยยยต๋ายแล่ววววววว รีบจัดงานแต่งเถอะไอ้สัด เลี่ยนจนกูอยากจะอ้วก” ท่ามกลางเสียงหยอกล้อของบรรดากลุ่มเพื่อน ผมมองเห็นชยินชัดที่สุด เป็นตัวตนของคนที่ได้ชื่อว่า รักอย่างสุดหัวใจจริงๆ

 

 

 

 

ตอนนี้ไม่ตลก แต่เราจะจริงจังค่ะ โฮร่ลลลล

คิดเป็นตุเป็นตะเลยชยิน เข้าใจว่าคนโน้นคนนี้เป็นหมีใหญ่ไปทั่ว

แต่ตอนนี้เข้าใจความรู้สึกของตัวเองบ้างแล้ว

มาเป็นกำลังใจให้พี่ยุคต่อสู้กับริวต่อค่ะ ศึกนี้ยังอีกยาวไกล


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.875K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,704 ความคิดเห็น

  1. #3682 paepicky (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 / 16:52
    แมร้ง เขินไม่ไหวแบ้ว ฮืออออ *กำมือแน่นมาก* 😭😭😭😭😭😭
    #3,682
    0
  2. #3657 rattanalak44 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 16:29
    ไม่รู้จะเม้นอะไร รู้แค่ว่า ดีมากกกกก👍👍👍
    #3,657
    0
  3. #3612 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 19:14

    เขาบอกว่าตัวเองเป็นสินค้าแต่จริงๆแล้วเขาเป็นคนเ-้ย555555555ศตวรรษTake care คับ

    #3,612
    0
  4. #3605 เซ็ตโชมารู (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 20:31

    ริวโว้ย! ทุกอย่าง-ดีหมดเสียอย่างเดียวที่-เป็นพระรองว่ะ

    Take care คับ

    #3,605
    0
  5. #3563 NoeyGuy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2563 / 11:15
    น้องรู้กกกกก
    #3,563
    0
  6. #3553 PandaPuffycheeks (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 00:10
    นร้อลลลลลลลลล
    #3,553
    0
  7. #3534 Jaosna (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2563 / 19:27
    นึกถึง สรว ตอนโตเลยคุณ ยุค
    #3,534
    0
  8. #3470 Dy_bydx (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 เมษายน 2563 / 16:31
    นึกว่าจะดราม่า แต่น้องทำให้เรื่องมันตลกเฉยเลย55555555
    #3,470
    0
  9. #3443 Masxy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 เมษายน 2563 / 08:01
    จะเลยเถิดมั้ยเนี้ย. แต่อาจจะพลิกล็อกก็ได้นะ

    ยุคซู่ๆ
    #3,443
    0
  10. #3415 Stampzzz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มีนาคม 2563 / 16:39
    โง้ยยยยยย..ต๋ายแล่ว
    #3,415
    0
  11. #3364 aratre (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 มีนาคม 2563 / 22:08
    รีบบอกๆน้องเลยน่ะหมีใหญ่ แกล้งน้องอีกละ
    #3,364
    0
  12. #3323 kaim123456 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:34
    ต๋ายแล่ววววววว
    #3,323
    0
  13. #3310 Midories (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:35
    น้องอ่ะ ชอบคิดได้ตอนเมา
    #3,310
    0
  14. #3296 aemly (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:51

    บอกน้องได้แล้ว55

    #3,296
    0
  15. #3277 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:30
    เดาไม่ถูกสักคนเลยน้องวว
    #3,277
    0
  16. #3257 MCVL (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 มกราคม 2563 / 01:18
    บอกน้องงงงงเลยยยยย
    #3,257
    0
  17. #3223 ThkTheks (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2562 / 21:33
    เจว้อยยยยยยย ยุครู้กกก บอกเค้าเถ้อะ อดะจะโดนโกรธเอานะ
    #3,223
    0
  18. #3193 hh_9094 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 23:40
    เข้าใจผิดใหญ่แล้วชยิน555
    #3,193
    0
  19. #3176 Goi9972 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 / 19:34
    เราว่าเริ่มไม่ตลกแล้วนะ

    ทำไมไม่พูดความจิงออกไป
    #3,176
    0
  20. #3161 HOBInaenaYING (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 02:54
    เจเจอย่างเนียน5555
    #3,161
    0
  21. #3158 one day will (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 / 19:20
    น้องงงงงงงงง
    #3,158
    0
  22. #3153 beauteous. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 / 01:25
    แอแงงงงงงงง
    #3,153
    0
  23. #3133 อะสะมาร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 / 11:56

    ไม่รู้ว่าเม้นท์คำว่า น่ารัก ไปกี่ตอนละ

    จนตอนนี้ก็อย่างรู้สึกอย่างนั้น


    ชยินนนน งือออ

    #3,133
    0
  24. #3077 Earn0624 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2562 / 07:22
    คุณเป็นคนดี งืออือออออออออออ นายยุคใจสั่นไปยัง คือนี่ชอบอ่านพาร์ทยุคมาก แกจะตลกอะไรขนาดนั้น5555
    #3,077
    0
  25. #3048 กะปุ๊กลุ๊ก กะปุ๊กลุ๊ก (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2562 / 19:59
    ปากหนักจังยุค มีโอกาสบอกความจริงเยอะแยะ อ้ำอึ้ง เดี๋ยวมารู้ทีหลังดราม่าอีก
    #3,048
    0