คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!!

ตอนที่ 140 : แนะนำภาพยนตร์สัตว์ๆที่เราหลงรักแบบงูๆปลาๆ...100%


     อัพเดท 30 พ.ค. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้รอบตัว
Tags: ยังไม่มี
ผู้แต่ง : JiPpieZz ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ JiPpieZz
My.iD: https://my.dek-d.com/JiPpieZz
< Review/Vote > Rating : 98% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,567 Overall : 294,853
684 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 589 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 140 : แนะนำภาพยนตร์สัตว์ๆที่เราหลงรักแบบงูๆปลาๆ...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2805 , โพส : 3 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


เรื่องที่แนะนำทุกเรื่องในนี้มีข้อมูลบางส่วนจากวิกิพีเดีย
 คนเขียนได้ดูทุกเรื่องแล้วเลยเอามาเล่าให้ฟัง
แต่คนเขียนไม่ได้ดูภาคไทย เพราะฉะนั้น ทั้งชื่อและเรื่องจะเป็นอังกฤษหมด

1) Babe (1995-2538)

ผู้กำกับ – Chris Noonan

ทำเงินไปได้ – $254,134,910 

เบบเป็นภาพยนตร์ออสเตรเลียที่ดัดแปลงมาจากนิยายในปี 1983 (2526) เรื่อง The Sheep-Pig (Babe: The Gallant Pig ในสหรัฐอเมริกา) เรื่องราวของเบบนั้นเริ่มต้นเมื่อตอนที่ชาวนาฮ๊อกเก็ต (James Cromwell) ได้ชนะการคาดคะเนน้ำหนักของลูกหมู (เบบ) ในงานแฟร์แห่งหนึ่ง (บ้านเราก็คงงานวัด) ซึ่งเขาก็ได้เอากลับบ้านไปเพื่อเป็นเมนูหลักในวันคริสท์มาส (แต่เป็นโชคดีของเบบที่ฮ๊อกเก็ตเปลี่ยนใจ) เบบได้ถูกสุนัขบอร์เดอร์ คอลลี่ชื่อ ฟลาย(Miriam Margolyes) ที่เพิ่งสูญเสียลูกไปรับเลี้ยงและได้เป็นเพื่อนกับเป็ดอยากเป็นไก่อย่างเฟอร์ดินาน ในเวลาต่อมา เบบได้แสดงความสามารถในการต้อนแกะให้ฮ๊อกเก็ตเห็นและมันก็ได้กลายเป็น “หมูเลี้ยงแกะ” ในฟาร์มนั้น ซึ่งทำให้ฮ๊อกเก็ตตัดสินใจเอาเบบลงเข้าประกวดในกีฬาต้อนแกะที่จะมีขึ้น (ใครชนะไปดูเอาเอง) 
          เบบนี้เป็นเรื่องราวที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่งเพราะมันแสดงให้เห็นถึงหมู ที่ปรกติแล้วเกิดมาเพื่อเป็นอาหารเท่านั้น ได้ทำสิ่งน่าทึ่งถึงแม้ว่าจะโดนดูถูกก็ตาม นอกจากนี้ เบบตัวเอกของเรื่องก็ยังเป็นหมูน่ารักที่มีมารยาทและเคารพผู้อื่นอีกด้วย (เบบมีภาค 2ด้วยชื่อ 
Babe: Pig in the City ที่ออกมาเมื่อปี 1998 (2541) เรื่องก็สนุกเหมือนภาคแรกแต่ไม่มีกลิ่นอายของชนบทอยู่เลย ถ้าชอบแอคชั่นหน่อยๆนะ)







2) 101 Dalmatians (1996-2539)

ผู้กำกับ – Stephen Herek

ทำเงินไปได้ – $320,689,294

          เรื่องนี้เป็นหนังตลกจากวอลท์ ดิสนีย์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง One Hundred and One Dalmatians(1961-2504เนื้อเรื่องในภาพยนตร์นี้ก็คล้ายๆในการ์ตูน ซึ่งก็เริ่มต้นด้วย โรเจอร์ เดียรี่ (Jeff Daniels) ผู้ออกแบบเกมส์ในลอนดอนและสุนัขดัลเมเชี่ยนของเขาชื่อ พองโก้ วันหนึ่งในระหว่างที่โรเจอร์ได้พาพองโก้ไปที่สวนสาธารณะ มันก็ดั๊นไปปิ๊งดัลเมเชี่ยนสาวชื่อ เพอร์ดี้เข้า ซึ่งมันก็ได้ลากเจ้านายของมันไปไม่รู้ท่าไหน โรเจอร์ถึงได้ไปลงเอยกับ แอนนิต้า แคมป์เบล-กรีน (Joely Richardson) ที่มีอาชีพเป็นนักดีไซน์เนอร์ซะได้ (เจ้าพองโก้ก็ลงเอยมีลูกตั้ง 15ตัวกับเพอร์ดี้เหมือนกัน) หลังจากที่ลูกๆลายจุดเกิดมาแล้ว ครูเอลล่า เดอ วิล (Glenn Close) หัวหน้าของแอนนิต้าที่เป็นนักดีไซน์เนอร์บ้าขนสัตว์นั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะสร้างเสื้อขนลูกสุนัขดัลเมเชี่ยนขึ้นและได้ส่งลูกน้อง 2คนชื่อเจสเปอร์และฮอร์เรส (Hugh Laurie เเละ Mark Williams)ไปจับ ซึ่งก็เดือดร้อนไปถึงทั้งพ่อแม่สุนัขและเจ้าของที่ต้องตามเอาเจ้าลูกสุนัข 15ตัวบวกกับลูกสุนัขจากไหนไม่รู้อีก 86ตัวกลับคืนมา 
          คนเขียนดูเรื่องนี้แล้วก็สนุกและชอบดัลเมเชี่ยนในนั้น (อะไรมันจะจุดได้ขนาดนี้) ทั้งคนแสดงเป็นโรเจอร์ก็ฮาดี (เขาแสดงเป็นแฮร์รี่ใน Dumb & Dumber) แล้วก็ครูเอลล่าอีก (รู้สึกว่าคนแสดงเป็นครูเอลล่าแสดงได้โรคจิตแบบตลกๆมาก) แต่เรื่องนี้จบไม่เหมือนในการ์ตูนนะ








3) Secretariat (2010-2553)

ผู้กำกับ – Randall Wallace

ทำเงินไปได้ – $60,242,305

เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ของดิสนีย์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของม้าแข่งเจ้าของทริปเปิ้ลคราวน์ในตำนาน (คนหลายคนน่าจะรู้แล้วแหละ เขียนเกี่ยวกับเจ้านี่มาตั้งเยอะ) ซึ่งเนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่า (ข้ามไปเลยละกันตอนแรกๆคนเขียนดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แฮะๆ) เจ้าของคอกม้าชื่อ เพนนี เคเนรี่ (Diane Lane) ได้รับช่วงต่อคอกม้าจากพ่อของเธอ ซึ่งการเป็นเจ้าของคอกม้านี้ก็หนักไม่เบาสำหรับผู้หญิงในโลกของผู้ชาย เพนนีได้ไปแพ้การโยนเหรียญกับใครซักคน (-*-) และได้ลูกม้าที่คนชนะไม่ต้องการมาเลี้ยง ซึ่งเจ้ามาตัวนี้ก็คือ Secretariat นี้เอง เพนนีได้บริหารทั้งเรื่องแข่งม้าและเรื่องคอกของเธอที่เขาเรียกว่าเป็น “งานของผู้ชาย” ได้อย่างยอดเยี่ยม และเจ้าซีเคร็ททาเรียตนี้ก็เก่งไม่แพ้กับเพราะมันชนะม้าคู่แข่งได้โดยระยะทางไกลโขถึงแม้ว่ามันจะฝึกอย่างหนักและเหน็ดเหนื่อยมากมายก็ตาม (ม้าคู่แข่งได้พักก่อนการแข่งครั้งสุดท้าย) 
          ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นภาพยนตร์สร้างกำลังใจอีกเรื่องหนึ่งถึงแม้ว่าจะทำรายได้ไม่ค่อยงามนัก แต่ถ้าคุณเป็นคนรักม้าหรือรู้เรื่องม้าแข่งล่ะก็ควรจะดูเพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวได้เกือบตรงเรื่องจริงเป๊ะๆ เลยล่ะ






4) Free Willy Trilogy (1993-2536, 1995-2538, 1997-2540)

ผู้กำกับ - Simon Wincer

ทำเงินไปได้ - $153,698,625


          ฟรี วิลลี่ (แปลไทยได้ว่า “ปลดปล่อยวิลลี่” นะจ๊ะไม่ใช่ “วิลลี่ให้ฟรี”) ภาคแรกเป็นภาพยนตร์ที่เริ่มต้นด้วยวาฬเพชรฆาตตัวหนึ่งที่โดนจับไปใส่ในบ่อโลมาของสวนสนุกแห่งหนึ่งที่กำลังจะล้มละลาย (คนเขียนได้รู้จักสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “วาฬเพชรฆาต หรือ ออก้า” ครั้งแรกก็เรื่องนี้แหละ จำได้ว่าเคยนึกว่า ไอ้ปื้นสีขาวๆนั้นคือตาของมัน แล้วก็มานึกแบบเด็กๆว่า “ไอ้นี้มีตาใหญ่ชะมัด”) แล้วเรื่องก็ตัดมาที่ในรัฐวอชิงตัน ซึ่งเด็กชายข้างถนนคนหนึ่งชื่อ เจสซี่ (Jason James Richter) ได้ไปขโมยของและทำลายบ่อของวิลลี่แล้วโดนจับได้เขาจึงต้องทำงานชดใช้ เจสซี่ได้รู้จัก, เป็นเพื่อนและมีโอกาสได้ฝึกเจ้าวาฬเพชรฆาตหนัก 3ตันที่ไม่ชอบผู้คนตัวนี้ พอทุกคนดูจะมีความสุข เรื่องร้ายก็เกิดขึ้นซึ่งก็คือ เจ้าวิลลี่เกิดตื่นเวทีและไปทำคนดูตกใจกลัวเข้า เจ้าของเลยตัดสินใจฆ่ามันเพื่อเงินประกัน ซึ่งก็ร้อนถึงเจสซี่และเพื่อนๆที่ต้องช่วยพามันลงทะเลเกิด 
          ฟรี วิลลี่นี้เป็นภาพยนตร์ที่ดีมากๆเรื่องหนึ่งนับไปตั้งแต่เนื้อเรื่อง, ตัวละครและทุกๆอย่าง ซึ่งเจ้าวิลลี่ (ชื่อจริงคือ เคย์โกะ) เท่าที่คนเขียนรู้มานั้นคือวาฬเพชรฆาตที่น่ารักและนิสัยดีที่สุด (ในปัจจุบัน วาฬเพชรฆาตเลี้ยงนั้นมีชื่อเรื่องทำร้ายคนฝึก ทำให้อันตรายเกินไปที่จะเอาเข้าภาพยนตร์) และเรื่องราวชีวิตจริงของวิลลี่ หรือ เคย์โกะนั้นน่ะ น่าทึ่งกว่าในภาพยนตร์ซะอีก ฟรี วิลลี่ได้ทำเป็นภาพยนตร์ถึง 3ภาค (ภาค 4มันชื่อฟรี วิลลี่จริง แต่เขาเอาวาฬหุ่นยนตร์มาสร้าง แถมเรื่องราวก็ไม่สนุกเท่า คนเขียนให้ข้อสันนิษฐานว่าเขาขายลูกของสตีฟ เออร์วิน)  ถ้าคุณชอบสัตว์แล้วล่ะก็ เรื่องฟรี วิลลี่ก็เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ต้องชมให้ได้ (คำเตือน: ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำเด็กอายุ 6และ8ขวบร้องไห้มาแล้วนะ!!!)
--
>ภาค 2เป็นตอนที่เกี่ยวกับน้ำมันรั่วซึ่งทำให้เจสซี่และผองเพื่อนต้องยื่นมือเข้ามาช่วยวาฬเพชรฆาต (รวมทั้งวิลลี่) ให้กลับทะเลเปิดไปอย่างปลอดภัย (ได้เห็นน้องชายน่ารักกับครอบครัวของวิลลี่ก็ตอนนี้แหละ)
--
>ภาค 3เป็นตอนที่เกี่ยวกับนักล่าวาฬที่เป็นอันตรายกับวิลลี่และครอบครัว ซึ่งเจสซี่ (อีกแล้ว) ต้องยื่นมือเข้ามาช่วย (ได้เห็นลูกของวิลลี่ในตอนนี้แหละ)

http://www.mnn.com/lifestyle/arts-culture/photos/top-10-eco-movies-for-kids/free-willy







5) Charlotte’s Web (2006-2549)

ผู้กำกับ - Gary Winick

ทำเงินไปได้ - $144,877,632 

Charlotte’s Web เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากนิยายของเด็กที่เขียนโดย E. B. White ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ เฟริ์น (Dakota Fanning) ได้ไปเป็นเพื่อกับหมูตัวหนึ่งชื่อ วิลเบอร์ (Dominic Scott Kay) ชีวิตของทั้งสองก็เหมือนชีวิตในฟาร์มทั่วไปจนถึงวันที่วิลเบอร์ต้องโดนเอาไปทำเป็นอาหาร เพื่อนของวิลเบอร์ที่เป็นแมงมุมศิลปินชื่อ ชาล็อต (Julia Roberts) จึงได้ยื่นมือ (ทั้ง 8) เข้ามาช่วยวิลเบอร์โดยการสร้างไยเป็นคำพูด แล้วเจ้าวิลเบอร์ก็แค่ไปยืนอยู่ข้างใต้เท่านั้นแหละ (เรื่องนี้มันถึงได้ชื่อว่า Charlotte’s Web ไงเพราะเจ้าวิลเบอร์ไม่ได้ทำอะไรเล้ย ห่วงว่าตัวเองจะโดนกินอย่างเดียว -*-) การสร้างไยของชาล็อตทำให้วิลเบอร์เกิดโด่งดังขึ้นมา (แต่ไม่มีใครให้เครดิตเจ้าชาล็อต???) และคนเลี้ยงจึงตัดสินใจส่งวิลเบอร์เข้าประกวดหมูงาม และในการประกวดนี้เอง วิลเบอร์ก็ต้องมากังวลกับชีวิตตัวเองอีกเพราะถ้ามันแพ้ มันก็จะโดนกิน แล้วคู่แข่งในการประกวดน่ะ “หมู” ของแท้เลย (ไปดูกันเอาเอง) ซึ่งก็ร้อนถึงชาล็อตอีกที่ต้องช่วยชีวิตเพื่อนต่างสปีชีส์ตัวนี้ 
          คอนแรกๆ คนเขียนนึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นแนวปัญญาอ่อน แต่พอดูไปแล้วก็ทึ่งความน่ารักและใจดีของชาล็อต (แมงมุม???) นี้แหละ เพราะไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ต่างสปีชีส์จะมีน้ำใจต่อกันได้ถึงขนาดยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อกันและกัน (แต่รู้สึกอยากอัดเจ้าวิลเบอร์เพราะมันไม่ได้ทำอะไรเลย แค่น่ารักอย่างเดียว) ถ้าคุณอยากดูภาพยนตร์เนื่อเรื่องเบาๆผสมความเศร้าล่ะก็ (คนเขียนร้องไห้เพราะเรื่องนี้มาแล้ว) คนเขียนแนะนำให้ดูเรื่อง Charlotte’s Web นี่แหละ










6) Furry Vengeance (2010-2553)

ผู้กำกับ -  Roger Kumble

ทำเงินไปได้ - $36,236,710 

Furry Vengeance เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับนักพัฒนาที่ดินคนหนึ่งชื่อ แดน แซนเดอร์ (Brendan Fraser) ที่เพิ่งย้ายเข้ามารัฐโอเรกอนเพื่อทำพื้นที่ป่าให้เป็นบ้านเรือน ถ้าเป็นที่อื่นๆ แดนคงไม่มีปัญหา แต่ป่าแถบนนี่มีเจ้าป่าและลูกน้องที่รักบ้านเกิดมากและพวกมันจะไม่ยอมให้ใครมาทำอันตราย ซึ่งเจ้าป่าพวกนี้ก็คือสัตว์เจ้าถิ่น (ที่มีหัวหน้าฝูงเป็นตัวแรคคูน) สงครามระหว่างคน vs. สัตว์ นั้นได้เกิดขึ้นตลอดทั้งเรื่อง และคุณก็จะได้เห็นความน่ารักและฉลาดเหลือเชื่อของมัน อีกทั้งพระเอก (จำได้ว่าเขาอ้วนขึ้นมากมาย เลยทำให้คนเขียนคิดว่า ดารานี้ทำได้ทุกอย่างเพื่อหนังจริงๆ) ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วก็ตีบทบทของเขาออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ Furry Vengeance ยังแสดงให้เห็นถึงการกระทำของมนุษย์ที่ไปทำลายวิถีชีวิตของสัตว์ ทั้งพรากลูก พรากบ้าน หรือแม้แต่พรากชีวิตเพียงเพราะเราต้องการ“ความศิวิไลซ์” แค่นั้นเอง ถ้าคุณเป็นคนที่รักสัตว์และธรรมชาติล่ะก็ ต้องไม่พลาดเรื่องนี้

http://www.mnn.com/lifestyle/arts-culture/photos/top-10-eco-movies-for-kids/furry-vengeance







7) March of the Penguins (2005-2548)

ผู้กำกับ - Luc Jacquet

ทำเงินไปได้ - $127,392,693

March of the Penguins เป็นภาพยนตร์สารคดีฝรั่งเศส (ชื่อฝรั่งเศส La Marche de l'Empereur) ที่คนเขียนได้ดูแค่...10นาที (-*-) แต่ก็พอจะรู้ว่ามันเกี่ยวกับชีวิตของนกเพนกวินจักรพรรดิซึ่งเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในแถบขั้วโลกใต้ ซึ่งเป็นที่ๆเย็นที่สุดบนโลก ในทุกๆปี (วิถีชีวิตของมันเป็นแบบนี้มานานหลายศตวรรษหรืออาจจะหลายล้านปีแล้ว) เพนกวินจักรพรรดิเป็นพันๆจะจากมหาสมุทรอแอตแลนติกขึ้นมาบนบกและเดินขบวนกันไปเป็นระยะทางไกลท่ามกลางอากาศสุดขั้วของของโลกใต้เพื่อไปพื้นที่ออกไข่ เมื่อเหล่าเพนกวินถึงที่วางไข่แล้ว พวกมันก็จะประกอบพิธีกรรมสร้างลูกแล้วตัวเมียก็จะจากไปและทั้งให้ตัวผู้ต้องกกไข่ท่ามกลางอากาศสุดขั้วโดยไม่มีอาหารกิน ซึ่งมันก็ลงทุนลงแรงไปทั้งหมดเพื่อลูกน่ารักที่จะเกิดมาในภายภาคหน้านี่เอง 
          ถึงคนเขียนจะไม่ได้ดูทั้งเรื่อง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นเหมือนสารคดีดีๆทั่วไปที่แสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อแม่ (ในที่นี้คงจะเป็นพ่อมากกว่า) ที่ยอมเสียสละแม้แต่ชีวิตเพื่อลูก ถ้าคุณไม่รังเกียจเนื้อเรื่องที่อาจจะน่าเบื่อไปบ้างตามภาษาสารคดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าชมเพราะคุณจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและความรักของพ่อแม่









8) Seabiscuit (2003-2546)

ผู้กำกับ -  Gary Ross

ทำเงินไปได้  $148,336,445

          ซีบิสกิตเป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวิตจริงของม้าฮีโร่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังในช่วง Great Depressionและจ๊อกกี้คู่ใจที่ทั้งสองมีปัญหาในการเข้าสังคมเหมือนๆกัน เรื่องราวของซีบิสกิตเริ่มที่ (เอาเท่าที่จำได้ละกัน) จ๊อกกี้ชื่อเรด โปลาร์ด (Tobey Maguire - อาจจะรู้จักดีกว่าถ้าบอกว่าเขาคือคนที่แสดงเป็นสไปเดอร์แมน), เจ้าของชื่อ ชาร์ลส์ เอส.โฮวาร์ด (Jeff Bridges) และคนฝึกม้าชื่อ ทอมสมิธ (Chris Cooper) ได้มาทำงานด้วยกันเพื่อดันเจ้าม้าขี้เกียจตัวกระเปี๊ยกให้รู้จักที่จะเอาชนะการแข่ง (ซีบิสกิตเริ่มแรกนั้นเป็นม้าที่เอาไว้แข่งแบบล้มมวยกับม้าตัวอื่นเพื่อทำให้ม้าตัวนั้นวิ่งดีขึ้น) ซึ่งเรด โปลาร์และซีบิสกิตที่มีอดีตคล้ายๆกันนั้น (เรด โปลาร์ดเป็นลูกคนรวยแต่ชีวิตพลักผลันเพราะ Great Depression) ก็ได้มาเป็นเพื่อนตายต่อกันและทั้งสองได้ลงแข่งหลายรอบจนเจ้าซิบิสกิตกลายเป็นม้ามืดรู้จักชนะขึ้นมา แล้วที่นี่อะไรจะเกิดล่ะ...ทั้งสองก็กลายเป็นคนดังน่ะสิ ดังซะจนขนาดที่เขาจัดการแข่งขึ้นมาโดยเฉพาะกับม้าแห่งปีนั้นเลยทีเดียว นอกจากนี้ ทั้งซีบิสกิตและเรด โปลาร์ดเคยบาดเจ็บที่ขามาแล้ว ซึ่งบางคนก็บอกว่าอาจจะลงแข่งไม่ได้อีก แต่ทั้งสองก็สามารถกลับมา (และชนะด้วย) อย่างงดงาม 
          เรื่องซีบิสกิตนี้เป็นภาพยนตร์ดีอีกเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้และมิตรภาพของคนและม้า คนเขียนดูเรื่องนี้แล้วไปดูการแข่งจริงๆ ก็สังเกตได้ว่า เขาถ่ายทอดช่วงเวลาประวัติศาสตร์ลงแผ่นฟีล์มได้ยอดเยี่ยมจริงๆ










9) Jumanji (1995-2538)

ผู้กำกับ     Joe Johnston

ทำเงินไปได้  $262,797,249

จูแมนจี้เป็นภาพยนตร์แฟนตาซีที่สร้างมาจากหนังสือภาพของ Chris Van Allsburg เรื่องราวของจูแมนตี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1969 (2512) เมื่อตอนที่อลัน พาร์ริช (ตอนโตแสดงโดย Robin Williams) และซาร่าห์ วิทเทิล (ตอนโตแสดงโดย Bonnie Hunt) ได้เล่นเกมส์กระดานชื่อ จูแมนจี้และสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมส์เกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาและอลันโดนดูดเข้าไปในเกมส์ แล้วเนื้อเรื่องก็ข้ามไปเมื่อ 26ปีต่อมาเมื่อพี่น้องชื่อ จูดี้ (Kirsten Dunst - คนที่แสดงเป็นนางเอกในสไปเดอร์แมนน่ะ) และปีเตอร์ (Bradley Pierce) ได้เจอจูแมนจี้และปล่อยทั้งอลันและเหล่าสัตว์ในนั้นออกมาป่วนโลกมนุษย์ซึ่งเรื่องวุ่นๆก็เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทั้งอลัน, จูดี้, ปีเตอร์และซาร่าห์ (สองพี่น้องไปตามเธอมาเล่นด้วยเพราะเธอยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นอยู่) ต้อหยุดทั้งสัตว์ที่กำลังทำลายเมืองอย่างเมามันและตัวร้ายที่พวกเขาได้ปล่อยออกมาสู่โลกจริงด้วย 
          เรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะดูไม่ค่อยสมจริง (ทำไงได้ตอนนั้นมันมีเทคโนโลยีอย่างตอนนี้เมื่อไหร่) แต่คุณก็จะเพลิดเพลินตื่นเต้นไปกับเหล่าสัตว์เป็นขโยงและวิธีที่คนทั้งสี่พยายามจะชนะจูแมนจี้ ถ้าคุณไม่รังเกียจกราฟฟิกที่ดูไม่เหมือนจริงแล้ว ก็แนะนำว่าให้ดูเรื่องนี้แหละ










10) Eight Below (2006-2549)

ผู้กำกับ     Frank Marshall

ทำเงินไปได้  $120,455,994

          Eight Below เป็นภาพยนตร์ของดิสนีย์ที่เกี่ยวกับสุนัขลากเลื่อน (ไซบีเรียน ฮัสกี้ 6ตัวและอลาสกัน มาลามิว2ตัว) ที่ต้องเผชิญชีวิตสุดขั้วในขั้วโลกใต้หลังจากที่เจ้าของของพวกมันชื่อ เจอร์รี่ เช็พพาร์ด (Paul Walker – คนเขียนดูเรื่องนี้เพราะทั้งหมาทั้งคนเลย 555) จำเป็นต้องทิ้งพวกมันไปเพราะเขาก็ได้รับบาดเจ็บหิมะกัดหลังจากที่เขานำทีมสุนัขลากเลื่อน (หัวหน้าทีมเป็นไซบีเรียน ฮัสกี้ชื่อ มายา) พาดร. เดวิส เม็คคลาเร็น (Bruce Greenwood) ไปที่ภูเขาเมลเบิร์นเพื่อค้นหาอุกกาบาตหายาก หลังจากกลับไปรักษามือ เจอร์รี่ก็ไม่สามารถกลับไปหาสุนัขของเขาได้เพราะพายุหิมะ ซึ่งทำให้ทุกคนคิดว่า สุนัขน่ารักพวกนั้นน่ะ ไม่รอดแน่ (ก็จริงนะแต่แค่ 2ตัว) ตอนแรกๆเจ้าสุนัขพวกนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง แต่ในที่สุดมันก็หลุดออกจากโซ่ไปได้และเริ่มใช้ชีวิตอย่างสุนัขที่แท้จริง 
          Eight Below นี้เป็นภาพยนตร์เนื้อเรื่องดีที่แสดงถึงมิตรภาพระหว่างคนกับสุนัขและสุนัขด้วยกันเองที่ใช้สุนัขด้วยกันถึง 30ตัวเลยทีเดียว อีกทั้งสุนัขในนั้นก็น่ารัก พระเอกก็หล่อ และเจ้า 2ตัวเด่นที่สุด (มายาและแม็กซ์) ก็ฉลาดซะไม่มี เจ้าสุนัขเหล่านี้ได้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างบรรพบุรุษทำ (สุนัขป่า) ล่าสัตว์เองและพวกมันก็ยังช่วยเหลือกันอีกด้วย (แต่คนเขียนดูเรื่องนี้เพราะ "ผู้ชาย" กับ "สุนัข" อย่างเดียว ;p)

http://www.womansday.com/Articles/Life/Entertainment/10-Animal-Movies-We-Love.html









11) The Cove (2009-2552)

ผู้กำกับ     Louie Psihoyos

ทำเงินไปได้  $1,140,043

The Cove เป็นภาพยนตร์สารคดีที่เกี่ยวกับการฆ่าหมู่วาฬและโลมาในเมืองไทจิประเทศญี่ปุ่นซึ่งถ่ายทำโดยเทรนเนอร์โลมาเก่าชื่อ Ric O'Barry จากเนื้อเรื่องบอกว่า ประเทศญี่ปุ่นนั้นจะล่าโลมาและ Porpoises (สัตว์พวกเดียวกับโลมาและวาฬ) ประมาณ 23,000ตัว ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าแถบแอนตาร์กติกซะอีก นักล่าโลมานั้นจะต้อนพวกมันเข้าไปในอ่าวลับที่เขาเรียกว่า The Cove โดยการใช้ไม้พายตีน้ำ (โลมาและวาฬนั้นใช้เสียงสะท้อนในการเดินทางไปในน้ำ ซึ่งการทำอย่างนี้ก็เหมือนการสร้างกำแพงที่มองไม่เห็นขึ้นขวางพวกมันไว้) ซึ่งเป็นที่ๆพวกมันทุกตัวจะโดนกักไว้เพื่อให้เทรนเนอร์จากอควอเรี่ยมทั่วโลกมาเลือกเอาตัวที่ต้องการไปฝึก...เกี่ยวกับการฝึกวาฬและโลมานี้ Ric O'Barry ก็บอกว่า มันเป็นเหมือนคำสาปมากกว่า เพราะเจ้าสัตว์น่าสงสารพวกนี้ต้องมาอยู่ในที่แคบๆ (ปรกติมันจะเดินทางวันละหลายกม.) และต้องมาแสดงโชว์ให้พวกเราดู ซึ่ง Ric O'Barry ยังบอกอีกว่า บางครั้งการอยู่ในที่กักขังก็ทำให้โลมาเครียดจนฆ่าตัวตายโดยการจงใจปิดรูหายใจและตายลงจากการขาดอากาศ...โอเค กลับเข้าเรื่อง เมื่อเจ้าพวกโลกมานี้โดนเลือกเสร็จหมดแล้ว มหากรรมการฆ่าล้างฝูงก็จะเริ่มขึ้น โดนพวกนักล่าวาฬจะนั่งเรือเล็กไปใกล้ๆเป้าหมายและเสียบมันด้วยหอกจนตาย (ไปดูเอา น้ำทะเลเป็นสีเลิอด) เมื่อโลมาพวกนี้ถูกฆ่าแล้ว เนื้อของพวกมันก็จะโดนส่งไปขายให้คนกิน ซึ่งเป็นอะไรที่อันตรายอย่างมากเพราะเนื้อโลมานั้นมีปริมาณปรอทสูง...ปรอทคือโลหะหนักมีพิษร้ายที่มีอยู่ในอาหารทะเลทุกชนิด เพียงแต่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง วงจรของปรอทนี้จะเริ่มขึ้นจากสัตว์ทะเลตัวเล็กๆที่โดนสัตว์ตัวใหญ่กว่ากินเข้าไป และสัตว์ที่ใหญ่กว่าก็จะโดนตัวที่ใหญ่กว่าอีกกินเข้าไปเรื่อยๆเป็นทอด ซึ่งในแต่ละครั้งที่สัตว์ที่มีปรอทโดนกินเข้าไป สัตว์ที่กินมันก็จะโดนถ่ายทอดปรอทปริมาณ 10เท่าไปด้วย แล้วคิดดูว่าโลมากับวาฬนั้นอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร การถ่ายทอดปรอทนี้มันจะมีเท่ากัน (ในภาพยนตร์บอกว่าปรอทที่อยู่ในเนื้อวาฬและโลมานั้นมีมากกว่าที่กำหนดไว้ถึง 1,000เท่า)...คนเขียนดูเรื่องนี้แล้วถึงกับร้องไห้เลยทีเดียวเพราะมันโหดร้ายมากมาย แถมเราทุกคนก็คงจะเคยไปดูการแสดงของพวกมันใช่มั๊ย??? ทีนี้เราก็คงรู้ว่าเจ้านักแสดงน่ารักพวกนั้นน่ะ ไม่ได้มีความสุขกับงานนี้เลย ถึงหน้ามันจะยิ้มก็เถอะ









12) Hidalgo (2004)

ผู้กำกับ     Joe Johnston

ทำเงินไปได้  $108,103,450

ฮิดาลโก้ เป็นเรื่องราวชีวิตของนักขี่ม้าระยะไกลในตำนานชื่อ แฟรงค์ ฮ๊อปกินส์ (Viggo Mortensen) และม้าลายด่างคู่ใจของเขาชื่อ ฮิดาลโก้ ซึ่งเรื่องราวของทั้งสองนั้นเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 200ปีก่อน ตอนที่ทหารอเมริกันนั้นได้ตัดสินใจที่จะฆ่าฝูงม้ามัสแตง (ม้าป่า) ทั้งหมด และในขณะเดียวดันนั้นเอง โชว์ละครสัตว์ที่แฟรงค์ ฮ๊อปกินส์กับฮิดาลโก้ทำงานอยู่นั้นก็ได้ไปโฆษณาเจ้ามาลายด่างกับคาวบอยคู่ใจนี้ว่า “ม้าแข่งทางไกลและนักแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”ซึ่งเป็นการดูถูกราชาอาหรับเข้า เพราะพวกเขาถือว่าม้าของเขาที่ชื่อ อัลฮัตตาล นั้นคือตัวที่เก่งที่สุดซึ่งเป็นม้าอาหรับ (ม้าอาหรับคือม้าที่ได้เรียกว่าเป็นม้าพันธุ์แท้ที่เก่าแก่และยอดเยี่ยมที่สุด) ราชาอาหรับคนนี้ได้ส่งเสนาธิการมาเพื่อเอาแฟรงค์และฮิดาลโก้เข้าแข่งในที่ๆเรียกว่า “ทะเลแห่งไฟ” หรือก็คือการแข่งข้ามทะเลทรายยาว 3,000ไมล์ (4,828กม.) ที่จัดขึ้นทุกๆปี ซึ่งแฟรงค์ก็ตอบรับคำท้านั้น ในระหว่างการเดินทางไปแข่ง ฮิดาลโก้นั้นก็โดนดูถูกต่างๆนาๆว่าเป็นม้าสกปรกบ้างล่ะ ม้าพันธุ์ทางบ้างล่ะ และเมื่อการแข่งมาถึง ทั้งฮิดาลโก้และแฟรงค์ก็ต้องเผชิญความยากลำบากในทะเลทราย แล้วไหนจะพวกที่ไม่อยากให้เขาชนะอีก การแข่งในช่วงชีวิตครั้งนี้อาจจะหมายถึงชีวิตของทั้งแฟรงค์และฮิดาลโก้ก็ได้ 







13) Bingo (1991-2534)

ผู้กำกับ     Matthew Robbins

Bingo เป็นหนังที่เก่ามากจนคนเขียนแทบจำไม่ได้...จะเล่าเท่าที่จำได้ละกัน...เนื้อเรื่องของ Bingo นั้นเริ่มต้นที่เจ้าสุนัขในละครสัตว์ตัวหนึ่งชื่อ บิงโก ที่มันไม่สามารถกระโดดข้ามห่วงไฟได้เพราะตอนเด็กๆ มันมีประสบการณ์แย่ๆเกี่ยวกับไฟมา เมื่อละครสัตว์จบเจ้าของของบิงโกก็ต้องการจะฆ่ามันแต่เจ้าสุนัขฉลาดตัวนี้หนีไปได้ แล้วเนื้อเรื่องก็ตัดมาที่เด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อ ชักกี้ (ไม่ใช่ไอ้ตุ๊กตาน่ากลัวนั่นนะ) (Robert J. Steinmiller, Jr.) ที่กำลังโดนหมีตามฆ่าอยู่ ชักกี้และบิงโกได้เป็นเพื่อนกัน ซึ่งเขาก็ได้เอาบิงโกเข้าบ้านไป ในบ้านของชักกี้ คนดูก็จะได้เรียนรู้ว่าชักกี้นั้นค่อนข้างจะเป็นคนที่ครอบครัวไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ชักกี้ได้แอบเลี้ยงบิงโกในบ้านของเขาจนกระทั่งวันที่ครอบครัวต้องย้ายบ้าน ชักกี้นั้นได้แอบซ่อนบิงโกในที่ๆหนึ่ง (จำไม่ได้) อย่างดีแต่เจ้านี่ก็ดันไปข้างบ้านสาวจนเช้าและตกรถ บิงโกพยายามจะวิ่งตามรถของครอบครัวชักกี้ แต่แหมมันไม่ใช่เสือชีต้าร์นี่เนาะ มันก็วิ่งไม่ทันแน่นอน เมื่อบิงโกไม่สามารถจะขึ้นรถไปกับชักกี้ได้ มันก็เริ่มการผจญภัยของมันซึ่งในระหว่างนั้นมันก็ได้เจอเพื่อนและศัตรูใหม่ๆเยอะแยะ เรื่องราวของบิงโกจบลงตอนที่ชักกี้โดนจับตัวไปและบิงโกได้ไปช่วยเขาในโรงงานที่กำลังไหม้ไฟและระเบิดกำลังทำงานอยู่ ซึ่งเจ้าบิงโกก็ช่วยทุกคนมาได้อย่างปลอดภัยและพ่อแม่ของชักกี้นั้นก็ยอมให้เขาเลี้ยงบิงโกได้







14) Racing Stripes (2005-2548)

ผู้กำกับ     Frederik Du Chau

ทำเงินไปได้  $90,754,475

Racing Stripes เป็นเรื่องราวของลูกม้าลายในละครสัตว์ที่พลัดหลงกับรถพ่วงละครสัตว์เข้ามาในบ้านของเทรนเนอร์ม้าแข่งเก่าชื่อ โนแลนด์ วอลช์ (Bruce Greenwood) ซึ่งเขาก็ได้เอาลูกม้าลายตัวนี้เข้าบ้านไปให้ลูกสาวชื่อแชนนิ่ง (Hayden Panettiere) คอยดูแล แชนนิ่งได้ตั้งชื่อเจ้าลูกม้าลายตัวนี้ว่า สไตร์พ สไตร์พนั้น (Frankie Muniz) โตขึ้นโดยมีสัตว์อื่นๆในฟาร์มช่วยให้การศึกษาและเมื่อมันโตขึ้น สิ่งเดียวที่มันต้องการนั้นก็คือการได้ลงวิ่งแข่งเหมือนม้าทั่วไปถึงแม้จะยังไม่รู้ว่าตัวเองคือม้าลายก็ตาม สไตร์พนั้นได้ฝึกอย่างหนักเพื่อเป็นม้าแข็งโดยมีครูฝึกเป็นโพนี่เช็ทแลนด์ชื่อ ทักเกอร์ (Dustin Hoffman) ที่เคยฝึกม้าแข่งเก่งๆมาแล้วในอดีต สไตร์พนั้นได้แชนนิ่งมาเป็นจ๊อกกี้ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของพ่อเพราะแม่ของเธอนั้นตายจากการตกม้าในอดีต แต่ในที่สุด ความมุ่งมั่นของทั้งแชนนิ่งและสไตร์พนั้นได้เปลี่ยนใจโนแลนด์ซึ่งเขาก็ฝึกทั้งสองเพื่อถ้วยเคนตั๊กกี้ที่กำลังจะถึง







15) Hotel for Dogs (2009)

ผู้กำกับ     Thor Freudenthal

ทำเงินไปได้  $116,982,512

Hotel for Dogs เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Lois Duncan ในปี 1971 (2514) เรื่องราวนั้นเริ่มขึ้นเมื่อสองพี่น้องกำพร้าชื่อแอนดี้ (
Emma Roberts) และบรูซ (Jake T. Austin) นั้นเอาโทรศัพท์ปลอมไปขายร้านขายของชำเพื่อเอาเงินมาซื้ออาหารให้สุนัขของพวกเขาที่ชื่อ ฟรายเดย์ ซึ่งไม่นานหลังจากนั้นทั้งสองก็โดนจับได้และโดนพาไปที่สถานีตำรวจซึ่งเป็นที่ๆนักสังสมสงเคราะห์ชื่อ บาร์นี่ (Don Cheadle) มาช่วยไว้ บาร์นี่ได้เตือนสองพี่น้องและพากลับบ้านพ่อแม่บุญธรรมที่เป็นนักร้องห่วยแตก วันต่อมา ฟรายเดย์นั้นโดนจับไปโดยบังเอิญซึ่งทำให้ทั้งสองต้องไปที่เทศบาลเพื่อเอากลับมา พี่น้องได้จ่ายเงินก้อนสุดท้ายที่พวกเขามีไปเพื่อเอาฟรายเดย์กลับคืนมา และระหว่างทางกลับบ้านนั้นเอง สองพี่น้องก็โดนถูกตำรวจเข้าใจผิดและโดนไล่ล่า ทั้งสองหนีเข้าไปในโรงแรมเก่าๆและได้พบเหล่าสุนัขจรจัดอยู่ในโรงแรมนี้ ทั้งสองเริ่มต้นขโมยอาหารจากบ้านมาเลี้ยงสุนัขทั้งหมดจนวันหนึ่ง ทั้งสองถูกจับได้โดยพนักงงานร้านขายอาหารสัตว์ชื่อเฮเธอร์ (Kyla Pratt) และเดฟ (Johnny Simmons) ซึ่งเดฟนั้นสัญญาสองพี่น้องว่าจะช่วยเรื่องอาหารถ้าสองพี่น้องช่วยดูแลสุนัขที่เขาไปช่วยมาไว้เพิ่ม ด้วยความช่วยเหลือของพนักงานร้านอาหารสัตว์และความฉลาดช่างประดิษฐ์ของบรูซ คนทั้งสี่จึงเริ่มโรงแรมสำหรับสุนัขอย่างลับๆเพื่อช่วยพวกมันขึ้นมา

**********************************************ต่อภาค 2************************************


Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สัตว์โลกน่ารัก น่ากลัว น่าเหลือเชื่อ!!! ตอนที่ 140 : แนะนำภาพยนตร์สัตว์ๆที่เราหลงรักแบบงูๆปลาๆ...100% , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 2805 , โพส : 3 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 3 : ความคิดเห็นที่ 574
มีเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนนึงที่ย้ายบ้านไปที่ฟาร์มแกะเก่าของแม่ แล้วไปเจอหมาต้อนแกะ ก็เลยซื้อแกะมาที่ฟาร์มแล้วก็อะไรต่อก็ไม่รู้
Name : tor torkiat < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ tor torkiat [ IP : 101.51.37.13 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กรกฎาคม 2556 / 22:14
# 2 : ความคิดเห็นที่ 319
Racing Stripes กับ 101 Dalmatians
เราชอบมากๆ
Name : T.parn < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ T.parn [ IP : 58.11.251.166 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 พฤศจิกายน 2554 / 21:41
# 1 : ความคิดเห็นที่ 318
 101 Dalmatians !!!! 
ดูมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นยังเป็นการ์ตูนอยู่เลย
แต่พอมาทำเป็นหนังก็น่ารักซะ ..ชอบบบบ >..<
Name : iStrawberry < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ iStrawberry [ IP : 118.172.42.83 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 29 มิถุนายน 2554 / 01:10
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android