นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

นิยาย [OS : TWICE] The Angel who came in through the window (michaeng)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

The Angel who came in through the window


ใครว่านางฟ้าต้องปรากฏตัวพร้อมกับปีกและคทาวิเศษ

บางที--นางฟ้าอาจจะปีนข้ามหน้าต่างเข้ามา

พร้อมชะแลงหนึ่งด้าม

แถมยัง…

ให้พรอะไรไม่ได้สักอย่าง


เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ก.ย. 61 / 23:30



The Angel who came in through the window


.

.

.




การอยู่ลำดับล่างของห่วงโซ่อาหารทำให้เราต้องพยายามถีบตัวเองขึ้นมา



     ชีวิตที่เป็นได้แค่ลูกไล่คนอื่นน่ะมันน่าเศร้าจะตาย


     เธอไม่ได้หวังว่าจะขึ้นไปสูงถึงขนาดได้เงินก้อนโต มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรทำนองนั้นหรอก


              อย่างน้อยก็ขอพื้นที่ให้ลืมตาอ้าปากบ้าง


     ในฐานะที่เป็นเด็กใหม่--และขอย้ำอีกครั้ง อยู่ลำดับล่างสุด เธอถึงต้องยอมทำตามทุกอย่างที่รุ่นพี่ลำดับสูงกว่าเขาสั่ง ตั้งแต่ปัดกวาดเช็ดถูสตูดิโอ ยันซื้อบุหรี่ให้โปรดิวเซอร์คนเก่งที่ใช้เวลาวัน ๆ ไปกับการชื่นชมไอเดียตัวเองแต่ไม่เคยลงมือทำ


     เธอมองว่าเขาน่ะน่าสมเพช--แต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากให้เขาเหลียวแลผลงานจากคนตัวเล็ก ๆ อย่างเธอบ้าง


     เธอถึงต้องยอม


     แม้กระทั่งยอมทำเรื่องโง่เง่า--อย่างการแอบปีนเข้าบ้านร้างท้ายซอย


     ไม่--อันที่จริงเรียกว่าบ้านร้างก็นับว่าไม่ถูกซะทีเดียว ตามข้อมูลที่เธอได้มาคือยังมีคนอยู่ในนั้น เป็นชายอายุราวหกสิบท่าทางไม่เป็นมิตร คนละแวกนั้นลือกันว่าแกเสียภรรยาไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน หลังจากนั้นก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้าน ไม่เปิดต้อนรับใคร


             ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวชีวิตเหงา ๆ ของชายผู้โศกเศร้าไปแล้ว ถ้าหากกลางดึกคืนหนึ่งไม่มีคนบังเอิญเห็นเงาผู้หญิงตะคุ่ม ๆ ผ่านหน้าต่างห้องหนึ่งท่ามกลางแสงไฟสลัว คืนไหนเฮี้ยนหนักหน่อยก็จะได้ยินเสียงเปียโนคลอด้วย


     แต่แหม จะให้เรียกว่าบ้านผีสิงก็ดูบั่นทอนกำลังใจตัวเองเกินไปหน่อย เพราะงั้นเธอขอเชื่อว่ามันเป็นบ้านร้างธรรมดาดีกว่า อย่างน้อยมีแค่ชายแก่คนหนึ่งเธอคิดว่ายังสู้ได้ แต่กับผีเนี่ยสู้ไม่ไหวจริง ๆ


     เอาน่า ไม่มีอะไรยากเลย ซนแชยอง


     แค่ปีนเข้าไป ถ่ายคลิปบรรยากาศในบ้าน หาของแจ่ม ๆ ดูว่าตาแก่ซ่อนอะไรไหม ระวังไม่ให้โดนจับได้ แล้วรีบออกมา พรุ่งนี้ก็รายงานพี่ซึงบอม เนี่ย ง่ายจะตาย


     ทำแค่นี้--แล้วรุ่นพี่เขาก็จะเอาไอเดียเพลงที่เธอเขียนไว้ให้พีดีช่วยดูตามที่สัญญา


     แค่-นี้-เอง



     สูดลมเรียกขวัญกำลังใจรอบสุดท้าย กระชับสายกระเป๋าสะพายแน่นเพื่อความอุ่นใจ มองซ้ายมองขวาสำรวจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แม้แต่แมวสักตัว ก่อนจะค่อย ๆ จับราวรั้วเหล็ก ดันตัวเองขึ้นและปีนข้ามผ่านไปอย่างทุลักทุเล


     บรรยากาศวังเวงกว่าที่คิดแฮะ


     แชยองกลืนน้ำลาย ซึมซับรสชาติจากลูกอมสตรอเบอรี่หวังกลบความกลัวและลมพัดวูบหลังต้นคอ เธอควานหากระบอกไฟฉายอันเล็กจากกระเป๋า พลางนึกสาปแช่งตาแก่เจ้าของบ้านในใจว่าทำไมไม่หัดเปิดไฟรอบบ้านซะบ้าง


     เดินคลำทางไม่นานก็มาถึงบริเวณสวนหลังบ้าน จากที่เธอแอบมาด้อม ๆ มอง ๆ สังเกตการณ์เมื่อตอนกลางวัน จุดนี้ดูมีความเป็นไปได้ในการปีนมากที่สุด--ลับตาคน แถมยังมีต้นไม้ใหญ่พอให้ปีนต่อไปถึงระเบียงห้องหนึ่งได้


     ให้กลับตัวตอนนี้คงไม่ทันแล้วมั้ง


     เพราะมีความมืดเป็นอุปสรรค แชยองจึงต้องปีนอย่างระมัดระวัง กว่าจะพาร่างเล็ก ๆ ของตัวเองไปถึงบนต้นไม้ กว่าจะรวบรวมความกล้าพยายามบอกตัวเองไม่ให้มองพื้นเบื้องล่างระหว่างข้ามไปฝั่งระเบียงโดยไม่ให้สะดุดกระถางต้นไม้ดอกไม้เล็ก ๆ นั่นก็เล่นเอาแทบแย่


     ทีนี้ก็ขั้นตอนสุดท้ายของเฟสแรก…


     แชยองหยิบชะแลงออกมา โดยมีเป้าหมายคือหน้าต่างไร้เหล็กดัด--และต้องยอมรับจริง ๆ บ้านหลังนี้ความปลอดภัยต่ำเป็นบ้า ตาแก่นั่นไม่รักตัวกลัวตายเลยหรือไง ปลูกต้นไม้ใหญ่ใกล้ระเบียง แถมหน้าต่างก็สะเดาะง่ายเหลือทน


     ใช้เวลาไม่นานเธอก็พาตัวเองลอดผ่านหน้าต่างเข้าไปถึงในบ้านได้สำเร็จ


          

              แหม ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเข้าปาก ทุกอย่างราบรื่--


     “ใครน่ะ”


     “...”


              ฉิบหายแล้ว


              แชยองยืนนิ่งค้าง กลั้นลมหายใจราวกับมันทำให้เธอหายตัวได้



     “ฉันถามว่าเธอเป็นใคร” เสียงเนิบช้าดังขั้นอีกครั้ง และยิ่งทำให้แชยองขนลุกเกรียวจนอยากจะร้องไห้--ไหนว่ามีแค่ตาแก่อยู่คนเดียวไง แล้วเสียงผู้หญิงนี่มาจากไหน



     ถ้าหากกลางดึกคืนหนึ่งไม่มีคนบังเอิญเห็นเงาผู้หญิงตะคุ่ม ๆ ผ่านหน้าต่างห้องหนึ่งท่ามกลางแสงไฟสลัว



     ชัดเลย


     ไม่เห็นมีใครบอกก่อนว่าเห็นเงาตะคุ่มจากห้องนี้


            ผีเมียตาแก่นั่นแน่ ๆ


     “หันมาสิ”  


               เอาวะ--ว่านอนสอนง่ายเข้าหน่อย เผื่อผีจะเห็นใจ


               คิดได้ดังนั้น ผู้บุกรุกชะตาขาดก็หันตัวไปตามที่มาของเสียง หรี่ตาลงเล็กน้อยด้วยคาดไม่ถึงว่าจะเจอแสงไฟสีส้มสลัว ใช้เวลาครู่หนึ่ง พอปรับโฟกัสได้ก็เห็นร่างหญิงสาวในชุด--เอ่อ ชุดนอนสีฟ้าลายการ์ตูนเพนกวิน กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ท่าทางดูดีเกินกว่าจะเป็นผี แต่ก็ดูสงบเกินกว่าจะเป็นคนธรรมดาที่เห็นคนแปลกหน้าปีนเข้าห้อง


“หวะ-หวัดดี”


“สวัสดี” เจ้าของห้องเลิกคิ้วงง แต่ก็ทักทายกลับอย่างใจดี “เธอเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่”


ความอัธยาศัยดีของผีสาวในชุดนอนลายเพนกวินไม่ได้ทำให้แชยองใจเย็นขึ้นเท่าไร ร่างเล็กยังสั่นงันงก ใจหนึ่งอยากจะรีบปีนหน้าต่างกลับ แต่อีกใจหนึ่งก็รั้งไว้ด้วยไม่อยากให้ตัวเองเสียเวลาฟรี


อุตส่าห์เข้ามาถึงในนี้ได้แล้วทั้งที


ลองถามสักหน่อยดีกว่า...



“ธะ-เธอเป็นผีหรือเปล่า”



“อะไรนะ?” หล่อนนิ่งพักหนึ่ง สีหน้าเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ออก “ไม่ยักรู้ว่าฉันตายแล้ว”


     “เพราะงี้วิญญาณเลยไม่ไปผุดไปเกิดเหรอ”


     หล่อนหัวเราะ--ฟังนุ่มนิ่มเหมือนนึกขันมากกว่าจะเป็นเสียงแหลมสูงหรือเย้ยหยันอย่างในหนังผีที่เธอเคยดู “ตอบคำถามฉันก่อน”


     “ห่ะ-อะ อะไร?”


     “ฉันถามเธอก่อน” หล่อนว่าซ้ำพลางขยับตัวเล็กน้อย หลังตั้งตรง ประสานมือวางบนหน้าท้องอย่างมีมาด “ตกลงเธอเป็นใครกันแน่”


     “ฉัน--” คนปีนเข้าห้องนอนชาวบ้านกลางดึกได้แต่อ้ำอึ้ง จะให้ตอบยังไงล่ะ--บังเอิญผ่านมาเหรอ? ถ้าสารภาพว่ามาพิสูจน์บ้างร้างล่ะ? ไม่เอาอ่ะ ไม่ว่าทางไหนก็ต้องโดนจับส่งตำรวจแหง ๆ


     หมดกัน อนาคตแสนรุ่งเรืองของฉัน


     “เงียบทำไมล่ะ ว่ามาสิ” เจ้าของห้องพูดเร่ง ยิ่งกระตุ้นให้เธอร้อนรนราวกับไฟลนก้น


     “เอ่อ”


     “...”


     หรือว่าควรเล่นบทโหดใส่ไปเลย ป้องกันไม่ให้ยัยนี่ปากโป้ง


     “ฉะ-ฉัน”


     “...”


     ถ้างั้นก็…




“อย่าขยับ ถ้ายังไม่อยากตายก็อยู่เฉย ๆ ซะ”



-------------------------



ว่ากันว่าโลกนี้มีพื้นที่ทั้งหมดห้าร้อยสิบล้านหนึ่งแสนตารางกิโลเมตรกับประชากรอีกราวเจ็ดพันล้านคนโดยประมาณ



แต่โลกของเมียวอิ มินะ มีพื้นที่แค่ในเขตรั้วบ้าน


และถ้าไม่นับประชากรในหนังสือกับโทรทัศน์ เธอก็ไม่เคยพบเจอใคร นอกจากพ่อของตัวเอง


เธอไม่มีสังคม ไม่มีเพื่อน พอ ๆ กับที่ไม่มีใครรรับรู้ถึงการมีตัวตนของเธอ


     เพราะอย่างนั้น--การปรากฏตัวอย่างไม่ได้รับเชิญของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถึงทำให้เธอประหลาดใจมากกว่าหวาดกลัว


     “หวะ-หวัดดี”


     ก็ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องกลัวนี่นา หน้าตาเด๋อด๋าออกปานนั้น


“อย่าขยับ ถ้ายังไม่อยากตายก็อยู่เฉย ๆ ซะ”


โอโห--ขู่ฆ่ากันซะด้วยล่ะ


มือที่ถือชะแลง เอ๊ย อาวุธชี้มาทางเธอ ก็สั่นงันงกอย่างกับเจ้าเข้า


“อือ ไม่ขยับแล้ว”


แบมือทั้งสองไว้เหนือหัว ยอมเล่นตามน้ำไปก่อน ขณะที่น้องโจรฝึกหัดดูจะโล่งใจขึ้น ค่อย ๆ ถอยหลังกลับไปยังจุดเดิมที่เจ้าตัวปีนเข้ามา--คงคิดจะหนีสินะ


“พะ-เพราะว่าสงสารหรอกนะ ฉันจะไม่เอาเงินจากเธอก็ได้”


“อ้อ--เหรอ ขอบคุณนะ”


“ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็ลืมเรื่องที่เธอเห็นฉันวันนี้ไปซะนะ” ระหว่างที่ทำท่าจะปีนหน้าต่างก็ยังมิวายหันมากำชับด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมเหมือนลูกแมววัยไม่หย่านมหัดขู่ น่ากลัวซะไม่มีล่ะ


“ไปล่ะ”



มินะมองตามหลังคนที่กำลังหนี อันที่จริง--เธอจะทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นตามที่เด็กนั่นบอกก็ได้ ด้วยค่อนข้างมั่นใจว่าคนเด๋อด๋าแบบนี้ไม่ได้มีเจตนาปล้นบ้านเธอตั้งแต่แรก และคงไม่ยกพวกกลับมาล้างแค้นเธอคราวหลังแน่นอน



ทว่าอีกใจหนึ่งก็อยากรั้งไว้ ไม่ใช่ว่าโอกาสแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ซะเมื่อไร นี่มันครั้งแรกในรอบเกือบยี่สิบห้าปีที่เธอได้คุยกับคนอื่นนอกจากพ่อเลยนะ


คงน่าเสียดายถ้าปล่อยให้หายไป--น่าเสียดายถ้าเธอต้องเป็นแค่คนไม่มีตัวตนอยู่อย่างนี้



รู้ตัวอีกที เธอก็ลุกจากเตียง เดินตรงไปยังหน้าต่าง


แล้ว--


“ยั๊ยยยยยย” กระชากคอเสื้อโจรกำมะลอจนหงายหลัง ร่วงลงมากองกับพื้นดังอั้ก


“จะหนีไปไหน” มินะพูดเสียงเย็นเยียบพลางยิ้มหวาน ค้อมตัวลงเล็กน้อยทั้งที่ยังยืนอยู่เหนือกว่าคนล้ม “ฉันยังไม่อนุญาตให้เธอไปเลยนะ”



ยุ่งอยู่กับความเจ็บจากการร่วงไม่ทันไร แชยองก็ต้องกลืนน้ำลาย เสียวสันหลังวาบกับคน? ผีสาว? เจ้าถิ่น? หรืออะไรก็ช่างที่กำลังคุกคามเธออย่างน่ากลัว เด็กสาวถอยกรูดตามสัญชาติญาณเอาตัวรอด แต่กลายเป็นว่ายิ่งทำให้หลังชนกับผนังใต้หน้าต่าง ตัดโอกาสหนียิ่งกว่าเดิม


“ยะ--อย่าเข้ามานะ” รีบคว้าชะแลงชี้หน้าผู้คุกคาม


“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ” มินะย่อตัวลงจนอยู่ในระดับไม่ห่างกัน คว้าชะแลงจากมือสั่น ๆ นั่นแล้วโยนทิ้งห่างตัว ป้องกันไม่ให้เด็กสาวตรงหน้าใช้เป็นอาวุธขู่เธออีก


“อย่าเข้าม๊าาาา”


แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้สติแตกกว่าเดิม


“ชู่ว เงียบหน่อย” รีบเอามือปิดปากคนขี้โวยวายจนเหลือแค่เสียงดังอู้อี้ “เดี๋ยวพ่อฉันตื่น”


แชยองยังพยายามดิ้นหนีอีกพักหนึ่ง กระทั่งเริ่มสงบสติอารมณ์ บวกกับหมดแรงจนไม่สามารถออกฤทธิ์ได้แล้ว มินะถึงปล่อยให้เป็นอิสระ


“อย่าหักคอฉันเลย ฉันผิดไปแล้ว”


“ก็ไม่ได้จะหักคอนี่” มินะยืดตัวขึ้นเต็มความสูง โดยไม่ลืมจับแขนเด็กขี้กลัว “ลุกเร็ว มานั่งคุยกันดี ๆ มา” ฉุดลากไปนั่งเก้าอี้ตรงโต๊ะอ่านหนังสือ ส่วนตัวเองก็นั่งบนขอบเตียงไม่ห่างกัน


“เธอชื่ออะไร”


“ชะ-แชยอง”


“ฉันชื่อมินะ”


แชยองกระพริบตาปริบ ๆ ตั้งตัวไม่ทันกับบทสนทนาที่ดูจะเป็นกันเองเกินไปหน่อย--เมื่อกี้ยังทำท่าน่ากลัวฉุดหลังเธอจากหน้าต่างอยู่เลย เธอเกือบนึกว่าตัวเองจะถูกวิญญาณผีโรคจิตฆ่าหมกบ้านซะแล้ว


เป็นผีที่แปลกจริง ๆ


“เธอตายนานรึยัง”


“ก็บอกว่ายังไม่ตาย” คนถูกเข้าใจผิดเริ่มหมดความอดทน เลยถือวิสาสะลากมืออีกคนให้มาแตะแขนตัวเอง หากแค่นั้นก็เพียงพอให้รับรู้ถึงไออุ่นของเนื้อหนัง “เห็นไหม ตัวยังอุ่นอยู่เลย”


แชยองนั่งนิ่งประมวลผล พลางบีบแขนเป็นการยืนยันอีกรอบ


“เธอไม่ใช่ผีเมียตา--เอ่อ เจ้าของบ้านนี้จริง ๆ เหรอ”


“ขอโทษที่ทำให้ผิดหวังนะ ที่เธอพูดถึงนั่นแม่ฉัน--แล้วก็ไม่มีใครเป็นผีทั้งนั้น”



-------------------------



ปีนเข้าบ้านร้างตอนกลางคืน แล้วยังบังเอิญรู้ความลับของหญิงสาวผู้ซ่อนตัวนานกว่ายี่สิบปี



แชยองไม่กล้าเดาเลยว่าสุดท้ายชีวิตต่อจากนี้จะลงเอยยังไง


     บางทีอาจจะเหมือนพวกวัยรุ่นโง่ ๆ ในหนังสยองขวัญ


“ฉันรู้ความลับแล้ว เธอห้ามฆ่าปิดปากฉันนะ” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมิวายต่อรองจนมินะเผลอหลุดหัวเราะในลำคออีกรอบ


ยัยนี่ตลกเป็นบ้า


“คนที่ต้องกลัวควรเป็นฉันมากกว่าไหม” มินะว่า “เมื่อกี้เธอขู่ฆ่าฉันก่อนนะ”


“แต่เธอดึงฉันลงมาจากหน้าต่าง” แชยองเถียงอย่างสู้คน “ยังเจ็บอยู่เลย แขนช้ำด้วย!” พูดพร้อมกับชี้ให้เห็นรอยช้ำม่วงที่เริ่มปรากฏเป็นหลักฐาน


ผู้ร้ายในชุดนอนลายเพนกวินเริ่มมีสีหน้ารู้สึกผิด--ก็ตอนนั้นเธอไม่ได้ตั้งใจนี่นา เธอแค่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงให้แชยองยอมอยู่ต่อเท่านั้นเอง


“ขอโทษ”


พอเห็นท่าทางสลดของมินะ แชยองก็ใจเย็นขึ้นมานิดหนึ่ง--ประมวลผลแล้วว่าเจ้าของห้องคนนี้ไม่น่ามีพิษมีภัยตามที่ระแวงก่อนหน้านี้ เธอจึงนั่งไขว่ห้างกอดอกด้วยความรู้สึกเหมือนตัวเองเริ่มจะถือไพ่เหนือกว่า



“เนี่ย ถ้าเธออยากมีเพื่อนอ่ะนะ เธอต้องทำตัวดี ๆ หน่อยรู้ไหม”


หายกลัวปุ๊บก็เริ่มตั้งท่าเป็นผู้เชี่ยวชาญสอนกันปั๊บ “น้ำเสียงต้องไม่เรียบแบบนี้ แล้วก็หัดยิ้มให้เยอะกว่านี้ด้วย”


คนอยากมีเพื่อนลองยิ้มตามที่ผู้เชี่ยวชาญตัวน้อยบอกอย่างว่าง่าย เหยียดมุมปากทั้งสองข้างขึ้น


ทว่าอะไรก็ตามที่ฝืนมากเกินไป มักได้ผลตรงกันข้ามเสมอ


“อี๋ น่ากลัวอ่ะ--ยิ้มจริงใจหน่อยซี่”


“ยังไงล่ะ”


“ให้เห็นฟันซิ”


แม้จะไม่ค่อยเข้าใจว่าพวกเธอเข้าสู่บทเรียนการยิ้มอย่างถูกต้องเพื่อประโยชน์อันใด แต่มินะก็ยังคงทำตามที่แชยองสั่งอย่างเชื่อฟัง เหยียดมุมปากแล้วยิงฟัน--


“น่ากลัวกว่าเดิมอีก...”



“ยากจัง” มินะขมวดคิ้ว ด้วยไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่างการยิ้มธรรมดากับการยิ้มของตัวเองเท่าไร “ลองยิ้มให้ดูหน่อย”



แชยองยักไหล่พร้อมกับยิ้มเห็นรอยบุ๋มข้างแก้มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ท่าทางภูมิใจราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถทำสิ่งที่ยากที่สุดในโลกได้


ถ้าโลกนี้มีแค่เธอกับมินะล่ะก็นะ...



โดยเธออาจจะไม่รู้ แชยองคงไม่รู้ตัว ว่าเจ้าสิ่งยากที่สุดในโลกนั้น ส่งผลกระทบบางอย่างต่อใครบางคนอย่างจัง--มินะจ้องเขม็ง ไม่ใช่เพราะกำลังศึกษาวิธียิ้มที่ถูกต้อง หากเพิ่งรู้ถึงอานุภาพของรอยยิ้มที่ทำให้คนธรรมดาดูพิเศษขึ้นมาได้



“เธอน่ารักนะ”


“ห้ะ--” คนถูกชมชะงักด้วยไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะกระแอมแก้อาการขัดเขิน “เอ้อ ก็งั้น ๆ แหละ ได้ยินคนชมบ่อยจนเบื่อแล้ว”


     มินะหลุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว


     “นี่ไง ยิ้มแบบนี้”


     “ยิ้มแบบไหน”


     “แบบเมื่อกี้ไง--อย่าหุบปากซี่” แชยองวาดนิ้วชี้โค้งขึ้น กระทั่งมินะกลับมายิ้มได้อย่างเดิม “นั่นล่ะ จำความรู้สึกเมื่อกี้ไว้นะ”



     มินะนิ่งพักหนึ่ง ก่อนพูด “ฉันคิดว่าเธอน่ารัก”


     “ห้ะ?”


     “เมื่อกี้ฉันยิ้มเพราะคิดว่าเธอน่ารัก”


     “หยุดนะ!”


     “พูดไม่ได้เหรอ ทำไมล่ะ” มินะเอียงคอ พอเห็นท่าทางร้อนรนกับหูแดงจัดของอีกคน รอยยิ้มก็เริ่มนานและกว้างขึ้น “หูเธอแดงนะ เขินเหรอ”


     แชยองรีบเอามือตะครุบหูทันที “เขินอะไร ตลก! ฉันรำคาญต่างหาก” ว่าจบก็ลุกจากเก้าอี้ ท่าทางเหมือนจะหนีไปอีกครั้งจนมินะต้องรีบรั้งไว้


     “อย่าไปนะ” แชยองสะดุ้งโหยง ตกใจกับการถูกจับโดยไม่ทันตั้งตัวอีกรอบ มองมินะด้วยสีหน้าตื่น ๆ อย่างนึกกลัว--ตอนนั้นเองที่มินะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอจับแขนอีกคนแน่นเกินจึงค่อย ๆ ปล่อยมือ สีหน้าสลดนิดหน่อย “ขอโทษ”


     ท่าทางหงอยเป็นลูกหมาโดนดุของมินะทำให้แชยองใจอ่อน “ฉันแค่อยากเดิน ยังไม่กลับซะหน่อย”



     มินะนั่งตรงขอบเตียงตามเดิม มือประสานวางบนหน้าตักอย่างประหม่า--น่าตลกดี ทั้งที่เธอเป็นเจ้าของห้องแท้ ๆ กลับต้องมาเกรงใจผู้บุกรุกเพราะไม่อยากโดนโกรธ ระหว่างนั้นแชยองก็กวาดสายตามองรอบ ถือวิสาสะเดินสำรวจห้องตามความตั้งใจเดิม ห้องกว้าง มีห้องน้ำในตัว ของเยอะแต่แยกประเภทจัดเป็นระเบียบดี ตรงนี้เป็นพวกหนังสือกับสิ่งพิมพ์กระดาษ ถัดไปเป็นโทรทัศน์ เครื่องเล่นเกมกับของเล่น แล้วก็งานประดิษฐ์ประดอย



     ก็เหมาะกับการเป็นห้องนอนของคนที่ไม่เคยออกไปไหนล่ะนะ



“เธอเล่นดนตรีเป็นด้วยเหรอ” แชยองเพิ่งสังเกตเห็นกีตาร์โปร่งกับคีย์บอร์ดไฟฟ้า ท่าทางสนใจ


“อื้อ อยู่แต่ในบ้านไม่มีอะไรให้ทำมากนักหรอก” มินะพยักหน้า แล้วพูดต่ออย่างร่าเริง “ที่จริงมีเปียโนอยู่ข้างล่างด้วยนะ ไว้วันไหนพ่อไม่อยู่ ฉันจะให้เธอดู”


“พูดเองเออเอง ฉันยังไม่บอกสักคำว่าจะมาหาเธออีก”


“อย่าใจร้ายได้ไหม” มินะว่า หางคิ้วตก พลางบ่นหงุงหงิง “รู้งี้ฉันน่าจะแกล้งเป็นผีต่อ”



     แชยองเลือกไม่ตอบ เธอยืนเหนือเครื่องคีย์บอร์ด กดเล่นโน้ตเพลงเบา ๆ ตามประสาคนทำงานในแวดวงดนตรี--ถึงจะอยู่ลำดับล่างสุดก็เถอะ นึกถึงเรื่องนี้เมื่อไรหัวใจก็ห่อเหี่ยวทุกที


     เพราะอยู่ลำดับล่างสุด ถึงได้ต้องมาปีนเข้าบ้านคนอื่นอย่างไร้ศักดิ์ศรีนี่ไง



“ฉันมีเพลงที่แต่งเองด้วยล่ะ” แชยองเปรย มือยังสาละวนอยู่กับคีย์บอร์ด--ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอพูดเรื่องนี้กับผู้หญิงธรรมดาที่ไม่มีอิทธิพลใดในวงการเพลงสักนิด หรือบางที--เธอแค่ต้องการให้ใครสักคนลองฟังผลงานนี้ก็ได้



“อยากฟังจัง”


“จริงเหรอ” หันกลับไปก็เห็นมินะลุกจากเตียงตามมาพอดี หล่อนเลื่อนเก้าอี้ เหลือพื้นที่อีกครึ่งให้เจ้าของบทเพลงได้นั่งด้วยกัน ขยับเพียงนิดเดียวก็สัมผัสถึงแรงเสียดสีบริเวณไหล่--กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยแตะจมูก



เพิ่งรู้ว่ามินะตัวหอมขนาดนี้



แกล้งกระแอมแก้อาการขัดเขิน ถูมือชื้นเหงื่อกับขากางเกง ทบทวนความจำครู่หนึ่งเพื่อไม่ให้เล่นพลาดต่อหน้าคนอื่นเป็นครั้งแรก ก่อนนึกบางอย่างได้ “พ่อเธอจะตื่นไหม”


“ไม่หรอก ปกติฉันก็เล่นดนตรีตอนดึกนะ” มินะยืนยัน “พ่อคงได้ยิน แต่เขาน่าจะไม่ทันคิดว่ามีคนแอบปีนเข้าห้องลูกสาวหรอก”


ประโยคหลังทำเอาแชยองนิ่วหน้า


“หลอกด่าหรือเปล่า”


มินะหัวเราะ แววตาสดใสขึ้น “จะด่าได้ไง ก็ฉันเองที่อยากให้เธออยู่ต่อ”


“นั่นสินะ” แชยองพยักหน้า รู้สึกร้อนผ่าวนิด ๆ ตรงแก้ม--หวังว่ามินะจะไม่ได้สังเกต



อินโทรแรกเริ่มบรรเลงขึ้นแผ่วเบาในยามค่ำคืน คลอไปกับเสียงร้องกระท่อนกระแท่น ไม่มั่นใจตามประสาคนไม่ได้เป็นนักร้องมืออาชีพ หากดวงตาฉายความอิ่มเอิบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางเกร็ง ๆ นั้น บ่งบอกว่าเจ้าตัวภูมิใจกับผลงานเพลงนี้มากเท่าไร


แชยองก็ไม่ต่างจากเด็กวัยรุ่นช่างเพ้อที่เชื่อในเรื่องความฝันอันเป็นนามธรรมมากกว่าสิ่งใด เพราะอย่างนั้นเธอถึงเลือกไม่เรียนต่อหลังจากจบระดับมัธยมปลาย หากมุ่งมั่นหางานที่ตัวเองรัก จนมาลงเอยด้วยการเป็นลูกไล่ในสตูดิโอเพลงเล็ก ๆ ขับเคลื่อนโดยอดีตนักร้องดังเมื่อเกือบสิบปีก่อนกับทีมงานอย่างละนิดอย่างละหน่อย



ถึงวัน ๆ จะไม่ได้ทำอะไรนอกจากเป็นเบ๊ แต่การคลุกคลีอยู่ในนั้นก็ทำให้เธอมีโอกาสเฝ้าสังเกตการทำงานจนแอบแต่งเพลงได้นิดหน่อย--เหลือก็แค่เสนอให้โปรดิวเซอร์กับรุ่นพี่นักดนตรีช่วยพิจารณา ซึ่งแหงล่ะ--พวกเขาไม่สนใจ ไม่เคยเลย


เธอชินชากับการเป็นคนที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า


คนที่ไม่เคยถูกชื่นชม



จนกระทั่ง--


“สุดยอดเลย” มินะพูดพร้อมกับปรบมือทันทีที่เพลงจบ มองเธอด้วยตาเป็นประกาย “ฉันชอบนะ เธอเก่งจัง”



เก่งงั้นเหรอ…



แชยองเก็บคำชื่นชมหวานหูนั่น ให้มันเล่นซ้ำในห้วงความคิดราวกับกลัวว่าหากหยุดเพียงเสี้ยววิ ทุกอย่างจะหายวับไป ถึงการพบกันครั้งแรกจะเริ่มต้นไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก แต่แชยองก็ต้องยอมรับ--มินะทำให้เธอมีความสุขมากจริง ๆ


คนที่กล้าดึงเธอลงมาจากหน้าต่าง แต่หงอทุกครั้งเวลาเธอทำเหมือนจะดุ


คนที่ชื่นชมเธอไม่ขาดปาก แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ อย่างการยิ้ม



จะหาคนแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก?



“แชยอง”


“ห่ะ?” กว่าเธอจะได้สติก็ตอนที่มินะสะกิดเรียกกัน สีหน้ากังวล


“เป็นอะไรหรือเปล่า”


“อ้อ เปล่า--เปล่า ไม่มีอะไร” แชยองสั่นหัว เธอนั่งนิ่งอีกพักหนึ่งก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ ออกจะขี้โอ่หน่อย ๆ อย่างที่ใครฟังคงหมั่นไส้ “สุดยอดใช่ไหมล่า ฉันไม่ได้ร้องเพลงให้ใครฟังง่าย ๆ นักหรอก เธอควรภูมิใจให้มากนะรู้ไหม”


มินะยิ้ม


“ก็ภูมิใจอยู่นี่ไง” แล้วยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบา ๆ



     แชยองเม้มปาก ดึงหน้าเก๊กขรึม--พยายามไม่หลุดอาการใดก็ตามที่แสดงว่าเธอกำลังรู้สึกฟูในหัวใจ--ไม่ใช่ว่าเธออยากต่อต้านความรู้สึกดีต่อใครสักคนหรอกนะ แค่ไม่อยากแสดงออกให้มันมากเกินไปเท่านั้น


     กับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวัน อันที่จริงคือแค่สองสามชั่วโมงด้วยซ้ำ


     อาจต้องให้เวลามากกว่านี้อีกสักหน่อย



     แต่--แชยองขมวดคิ้ว เธอจะเอาเวลานั้นมาจากไหน ในเมื่อมินะไม่มีทางออกไปไกลเกินเขตรั้ว เช่นเดียวกับเธอที่คงไม่เสี่ยงแอบปีนขึ้นบ้านหลังนี้อีกบ่อย ๆ



     “มินะ” เอ่ยอย่างลังเล แต่สุดท้ายเธอก็พูดต่อ “เธอเคยคิดอยากออกไปข้างนอกบ้างไหม--ฉันหมายถึงข้างนอกที่ไกลกว่าสวนบ้านเธอน่ะ”


     “ทำไมถึงถามล่ะ”


     “ก็อยากรู้”


     “พ่อไม่ชอบให้ฉันออกไป” มินะตอบทันที เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกเจ้าของตั้งระบบให้พูดแค่นี้


     “ฉันถามความเห็นเธอ ไม่ได้ถามความเห็นพ่อเธอ”


     “ไม่รู้สิแชยอง--” คราวนี้มินะอึกอัก พูดไม่เต็มเสียง “ฉันไม่รู้” หลบสายตาเบือนไปทางอื่นด้วยไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้ต่อ--เธอรู้ จากคิ้วที่ขมวดและแววตาที่หม่นลง มินะรู้ว่าแชยองผิดหวังกับคำตอบ แต่เธอผิดหวังกับตัวเองยิ่งกว่า ผิดหวังมาตลอดยี่สิบห้าปีนั่นแหละ



     พ่อไม่เคยโทษเธอที่เป็นสาเหตุให้แม่ต้องจากไป--ตรงกันข้าม เขาเอาความรัก ความห่วงใย และความเอาใจใส่ให้เธอชนิดคูณสอง หวงแหนเธอยิ่งกว่าไข่ในหิน พร่ำบอกเสมอว่าโลกข้างนอกแสนโหดร้ายและอันตราย


     เขาไม่ปล่อยให้เธอออกไปไหน


     เขาไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตามมาพรากเธอไป


     ชุดความคิดที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งพ่อ ความคิดที่บอกว่าเธอห้ามออกไปข้างนอก ฝังอยู่ในหัวเธอมาตั้งยี่สิบห้าปี มันดังก้องทุกครั้งที่เธอคิดว่าจะแอบหนี


     มินะยอมรับ การปรากฏตัวของแชยองทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ทำให้ทุกอย่างสั่นคลอน จนเธอเริ่มมีความหวัง--เหมือนกับนางฟ้าที่โบยบินเข้ามามอบพรวิเศษให้



     คงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยกว่าพรจะสัมฤทธิ์ผล



     “ฉันต้องกลับแล้วล่ะ” จู่ ๆ แชยองก็พูดขึ้น พยักเพยิดหน้าไปทางนาฬิกาข้างหัวเตียง ตีสอง สามสิบสี่นาที--เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ เธออยากอยู่ให้นานกว่านี้นะ แต่เธอทำไม่ได้


     พรุ่งนี้--ที่จริงก็วันนี้แหละ ยังต้องตื่นเช้าไปทำงาน ถึงหน้าที่ไม่สลักสำคัญอะไร แต่พวกรุ่นพี่คงไม่ปลื้มนักหากเธอเข้าสายแล้วไม่มีคนให้พวกเขาใช้เป็นเบ๊



     มินะพยักหน้าอย่างจนใจ ด้วยไม่มีเหตุผลรั้งอีกคนให้อยู่ต่อ เธอเอาแต่ใจมามากเกินพอแล้ว



     ความรู้สึกหน่วง ๆ ตามติดทั้งสองไปถึงระเบียงจนชาหนึบ แชยองส่งยิ้มบางให้เธอแทนคำอำลา หล่อนกำลังจะปีนข้ามกำแพงกั้นระเบียง แล้วมินะก็เกิดลังเล


     “แชยอง”


     “หืม” แชยองชะงัก หยุดการกระทำทุกอย่างเพื่อรอฟัง



     “ฉันค่อนข้างจะชอบเธอนะ” มินะสารภาพ ไม่อยากให้โอกาสที่อาจมีแค่ครั้งเดียวหลุดลอยไป--อย่างน้อยก็อยากให้อีกคนได้รู้ก่อนจากกัน “ขอบคุณที่มา--คุยกับเธอสนุกดี”



     “ฉันก็ชอบเธอเหมือนกัน--ค่อนข้างนะ” แชยองยิ้ม ยืนนิ่งคิดอีกอึดใจหนึ่ง ก่อนถาม “แน่ใจนะว่าไม่อยากออกมาข้างนอก”


     “ฉันยังไม่พร้อม” มินะส่ายหน้า พอเห็นแชยองพ่นลมหายใจเหมือนหงุดหงิดเธอก็หลุดหัวเราะ แล้วรีบพูดต่อ “แต่ถ้าเธอมาชวนบ่อย ๆ ฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”


     แชยองทำหน้างงพักหนึ่ง แต่แล้วรอยยิ้มกว้างก็เข้ามาแทนทันทีที่เข้าใจความหมาย


“ขอบันไดให้ฉันด้วยก็แล้วกัน”



เธอค่อย ๆ ปีนระเบียงลงไป ความรู้สึกต่างจากตอนขามามากโข เธอแทบไม่ได้กังวลว่าตัวเองจะก้าวพลาดหล่นแอ้กตายคาสวนหลังบ้านเลย หัวใจออกจะชุ่มชื่น ในหัวมีแต่ความคิดว่าคราวหน้าระหว่างเธอกับมินะจะพัฒนาไปถึงไหน



     ส่วนภารกิจสำรวจบ้านร้างที่สัญญากับพี่ซึงบอมไว้--ก็ช่างมันเถอะ


     ให้ตายเธอก็ไม่ขายความลับมินะให้ใครรู้ทั้งนั้น



     จนกว่าจะถึงวันที่เธอพามินะออกมาข้างนอกได้อย่างเต็มใจ



-------------------------



แสงแดดยามเช้าทอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ปลุกเธอให้ตื่นจากการหลับใหลที่ช้ากว่าปกติ


     

              มินะขยี้ตางัวเงีย ปวดหัวตุบรู้สึกเหมือนนอนไม่ค่อยพอ--เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยล้า ครั้นสมองเริ่มประมวลผล ภาพความทรงจำก็หลั่งไหลราวน้ำหลาก ภาพที่เธอเห็นคนแปลกหน้าปีนเข้าห้องทางหน้าต่าง--


     แปลกจัง


     มินะกระพริบตา



เมื่อคืน…


ฝันไปหรือเปล่านะ?



     หญิงสาวทบทวนภาพต่าง ๆ นั้นในใจ ทุกถ้อยคำ ทุกการกระทำ มันชัดเจนเสียจนเธอไม่อยากเชื่อว่าเป็นแค่ฝัน--แต่ถ้ามันเป็นฝันล่ะ? ถ้าสมมติว่าทุกอย่างที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นจริง ถ้ามันเป็นแค่จินตนาการของเธอที่เฝ้านึกให้ใครสักคนโผล่มา



     ถ้าเธอเฝ้ารอทุกคืน โดยไม่รู้ว่าคนชื่อแชยองมีตัวตนจริงหรือเปล่า?



     “โอ๊ย” มินะผุดลุกขึ้นจากเตียง ด้วยความร้อนรน เหมือนสติยังไม่ครบถ้วน ร่างกายยังปรับสภาพได้ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เธอร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ--ก็ยังดีที่ไม่ค่อยเจ็บเท่าไร ดูเหมือนว่าแขนขาเธอจะไม่บุบสลายนะ


จังหวะที่เธอพยุงตัวเองขึ้น สายตาก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่างบนพื้น ความประหลาดใจฉายอยู่เสี้ยววิหนึ่ง--ก่อนที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจะเต้นระส่ำ เมื่อเธอระลึกได้ว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญอย่างไร



     ยิ่งเธอเดินไปใกล้ และหยิบมันขึ้นมา



“เกิดอะไรขึ้น” ชายสูงวัยผลุนผลันเข้าประตูมา คงเพราะได้ยินเสียงร้องของเธอตอนร่วง ซึ่งมินะแอบนึกโล่งใจที่พ่อได้ยินแค่ของวันนี้ แต่ไม่ได้ยินของเมื่อคืน--ไม่งั้นคงเป็นเรื่องใหญ่แหง ๆ



“เมื่อกี้หนูแค่ตกเตียงเฉย ๆ ค่ะ ไม่มีอะไร”



“เหรอ” พ่อมองอย่างไม่แน่ใจ เขาเกือบจะถามอาการต่อแล้ว ถ้าหากไม่มีบางอย่างที่ดูสะดุดตามากกว่าในมือลูกสาว “แล้วนั่นลูกถืออะไรอยู่”


“อ๋อ” มินะมองของในมือ กวัดแกว่งกลางอากาศเล็กน้อยขณะรอยยิ้มระบายบนหน้า




รอยยิ้มที่เรียนรู้จากเมื่อคืน





“ก็แค่ชะแลงค่ะ”




.

.

.




ครั้งหนึ่งเธอเคยสงสัย

นางฟ้าในนิทานมีจริงไหม

เสกเวทมนตร์ได้วิเศษสักแค่ไหน

แล้ว--

คน ๆ หนึ่งจะหลงรักใครอีกคน

เพียงแค่พบกันวันเดียวได้ยังไง



บางทีตอนนี้

เธออาจได้คำตอบแล้ว






the angel who came in through the window.


.

.

.







จะไม่บอกหรอกว่าตอนแรกตั้งใจเอาลงมิแชงอินเดอะห้อง...

จบแค่นี้แหละ ไม่มีต่อร้อก

ผลงานอื่นๆ ของ JSSKY

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 12:46
    น่ารักมากๆเลย ชอบมาก เขินนนนนน
    #4
    0
  2. #3 WenRene
    วันที่ 6 กันยายน 2561 / 21:16
    เป็นฟิคที่ดีต่อใจมั้กมากเลยค่ะ ไรท์เขียนเรื่องไหนก็ดูอบอุ่นไปซะทุกเรื่อง น้องแชงเหมือนปีนหน้าต่างเพื่อมาเคาะประตูหัวใจพี่มินะโดยแท้ 555+ ไม่รู้ทำไมถึงมาเขินให้กับอิแค่ประโยคชะแลงที่พี่มินะพูดก็ไม่รู้ เขินนนนนน ฮอลลลล
    #3
    0
  3. วันที่ 6 กันยายน 2561 / 00:04

    งื้อออออ เล่าเรื่องน่ารักมากค่ะ อ่านเพลินสนุกตามสไตล์คุณไรท์เลย ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะคะ ^^

    #2
    0
  4. วันที่ 5 กันยายน 2561 / 23:52

    เล่าเรื่องได้ดีมากเลยค่ะ ToT

    เป็นความอบอุ่นหัวใจที่เขาไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันอะไรแบบนั้น แต่กลับเป็นคนที่เข้ามาทิ้งสิ่งดีๆไว้ให้ เช่น รอยยิ้ม พฮืออ ใจบางไปหมดดดดด

    #1
    0