นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

[TWICE] Just a Girl, and Another Night #มิแชงเธียเตอร์

โดย JSSKY

I’m also just a girl, standing in front of another girl, asking her to love me.

ยอดวิวรวม

1,001

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


1,001

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


32
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 ก.ย. 60 / 21:57 น.
นิยาย [TWICE] Just a Girl, and Another Night #ᪧ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้





ภาพยนตร์/ละครที่เป็นแรงบันดาลใจ

Notting Hill (1999)





Just a Girl, and Another Night

                                                                                          and all other nights


MYOUI MINA ; the beauty




SON CHAEYOUNG ; the x





"You say it best, when you say nothing at all"




*************************************************************************

หมายเหตุ ; ฟิคชั่นเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่ง

เนื้อหาบางส่วนอาจกล่าวถึงประเด็นที่รุนแรงนิดหน่อย 

อย่างไรก็ตาม ขอให้มีความสุขกับการอ่านค่ะ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 ก.ย. 60 / 21:57



Just a Girl, and Another Night



 

Im also just a girl,

standing in front of another girl,

asking her to love me.



           

            รถยนต์สีดำสนิทแล่นไปตามถนนอย่างเงียบเชียบ

 

            หญิงสาวคนหนึ่งนั่งตรงเบาะหลัง มือเท้าคางเหม่อมองทิวทัศน์อาคารและตึกสูงที่ถูกความมืดกลืนกิน หากยังมีแสงไฟสะท้อนให้เห็นอยู่เลือนลางข้างบนนั้น ป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ฉายภาพนักแสดงสาวชื่อดัง คลี่ยิ้มหวาน ถือเครื่องดื่มยี่ห้อดังที่หล่อนรับสัญญาเป็นพรีเซนเตอร์แล้วนับปี

 

            ทั้งโครงหน้าเรียวไร้ที่ติ ดวงตาสีน้ำตาลน่าค้นหา ริมฝีปากหยักสีชมพูน่าสัมผัสรับกับผิวขาวเนียน ข้างจมูกโด่งมีรอยจุดเล็ก ๆ ซึ่งไม่มีใครกล่าวหาว่าเป็นตำหนิ หากกลับยิ่งเสริมเสน่ห์ให้เจ้าของใบหน้านี้อย่างประหลาด

 

            นักแสดงสาวผู้ได้รับความนิยมและความรักจากบรรดาแฟนคลับชาวเกาหลีอย่างล้นหลามทั้งที่เป็นคนต่างชาติ           

 

            ไม่ว่าใครต่างก็ต้องรู้จักเธอคนนี้

 

            เมียวอิ มินะ

 

            “พรุ่งนี้พี่จะมารับตอนเจ็ดโมงเช้า เตรียมตัวให้ดีล่ะ อย่าลืมนะ งานนี้สำคัญมาก” พี่ผู้จัดการที่นั่งขับรถอยู่เบาะหน้ากล่าวย้ำอีกครั้งนับเป็นครั้งที่เจ็ดของวันแล้วมั้งถ้าเธอจำไม่ผิด

 

            “มินะ” หล่อนเรียกอีกครั้ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนเบาะหลัง “ได้ยินที่พี่พูดหรือเปล่า”

 

            “ค่ะ” เจ้าของชื่อ มินะสบตากับคู่สนทนาผ่านกระจกมองหลังรถด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างเคย “เข้าใจแล้ว” ก่อนจะเบือนกลับไปมองบรรยากาศนอกหน้าต่างที่ไหลผ่านตามการเคลื่อนตัวของรถอีกครั้งนานอยู่พักใหญ่ กระทั่งรถยนต์คันหรูจอดเทียบท่าหน้าคอนโด

 

            มินะหยิบกระเป๋า แล้วเปิดประตูลงจากรถทันที ก้าวขาฉับ ๆ เข้าด้านในโดยไม่สนใจจะร่ำลาพี่ผู้จัดการสักนิดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเกินไป เช่นเดียวกับรีเซฟชั่นสาวที่ปกติจะต้องค้อมหัวทักทายส่งยิ้มให้กัน แต่คราวนี้เธอกลับเดินผ่านไปเสียเฉย ๆ

 

            แสงไฟของห้องพักส่วนตัวสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเธอเปิดประตู เผยให้เห็นผนังสีขาว เครื่องเรือนและข้าวของที่ถูกจัดวางอย่างไม่เป็นระเบียบนัก แล้วเธอก็ตอกย้ำความรกด้วยการโยนกระเป๋ามั่ว ๆ บนโซฟากลางห้อง รวมกับกองเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้

 

            ไงล่ะชีวิตสุดจะสมบูรณ์แบบของเมียวอิ มินะที่คนชื่นชมกันทั้งประเทศ

 

            ก็แค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง

 

            ทิ้งตัวลงพิงโซฟา ยกขาดพาดโต๊ะสิ้นคราบผู้ดีแต่ใครสนล่ะ ในเมื่อตอนนี้เธออยู่คนเดียวนี่นา

 

            ระหว่างที่นั่งพักให้หายเหนื่อยก็ยกโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมาเช็คตารางงานของวันพรุ่งนี้อีกครั้งงานสำคัญที่พี่ฮโยรินย้ำนักย้ำหนา พบปะคนใหญ่คนโตในวงการมากมาย กินเวลาตั้งแต่เช้าลากยาวไปถึงเย็นแบบไม่คิดจะปล่อยให้เธอไปไหนทั้งนั้น

 

            น่าเบื่อชะมัด    

 

            มินะค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองภาพสะท้อนคนในกระจกที่เธอเคยภูมิใจนักหนา จัดการลบเครื่องสำอางหนาเตอะที่ทีมงานช่างแต่งหน้าฝากฝีมือไว้ออกทีละส่วน กระทั่งเหลือเพียงหน้าเปล่าเปลือย

 

            ถึงลบไปแล้วยังไงล่ะ พรุ่งนี้ตื่นมาเธอก็ต้องกลับไปเป็นเมียวอิ มินะ คนดังคนดีของทุกคนเหมือนเดิมไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรตามใจชอบสักนิด

 

            เบือนสายตามองนาฬิกาแขวนกลางห้องสามัญสำนึกในหัวตีกันระหว่างความรับผิดชอบในหน้าที่การงานกับความต้องการส่วนตัว และแน่นอน ในวินาทีที่จิตใจหมุนแกว่ง เธอก็เลือกในสิ่งที่ไม่ควรทำที่สุด

 

            คล้องแว่นดำไว้กับเสื้อ วนกลับไปหยิบกระเป๋า คว้ากุญแจรถยนต์ส่วนตัว แล้วเปิดประตูออกจากห้อง

 

            เฉกเช่นเด็กเรียนใจแตก อยากประชดพ่อแม่ด้วยการหนีเที่ยวกลางคืน

 

            ไหน ๆ พรุ่งนี้ก็ต้องทำหน้าสวย ปั้นหน้ายิ้มรับบรรดาผู้ร่วมงานกับสื่อมวลชนทั้งวันอยู่แล้ว วันนี้เธอขอปลดปล่อยตัวเองให้สนุกสุดเหวี่ยงสักหน่อยละกัน

 

           

-----------------------------------------------------------------

           

 

            แสงไฟสลัว ๆ อาบผ่านบรรยากาศเงียบสงบของร้านเหล้าวันพุธ คลอเคลียด้วยเสียงน้ำแข็งกระทบแก้ว เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของลูกค้า และเสียงดนตรีที่ถูกบรรเลงจากหญิงสาวสองคน อันเป็นดั่งอีกจุดเด่นสำคัญของร้านแห่งนี้

 

            นักร้องหลักเจ้าของเสียงหวานใสกังวานจับใจ ชวนเคลิ้มทุกครั้งที่ได้ยิน ตัดกันกับเสียงแหบเล็ก ๆ ของนักร้องเสริม

 

            เธอมีความสุขทุกครั้งเวลาร้องเพลงการอ้าปากและเปล่งเสียง ไปพร้อมกับการควบคุมลมหายใจ สัมผัสสายกีตาร์ยังปลายนิ้ว ขยับ เคลื่อน เลื่อน กด บรรเลงเป็นจังหวะ

 

            ผู้คนในร้านส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจพวกเธอนักหรอกอันที่จริง พวกเขาสนใจแค่เสียงดนตรีที่พวกเธอสร้าง ซึ่งนั่นก็ดี เพราะเธอรักที่จะเป็นแบบนี้ เป็นซนแชยองที่ไม่มีใครรู้จัก แต่จะเป็นนักดนตรีที่ถูกลูกค้าถามหา หากพวกเขาไม่ได้ยินเสียงของเธอกับจีฮโยในวันจันทร์พุธศุกร์

 

            เล่นเพลงที่อยากจะเล่น บางครั้งก็ตามใจพี่ยูบินเจ้าของร้าน แล้วนาน ๆ ที ถึงจะมีลูกค้าบางรายเดินมาขอเพลงเองอย่างเช่นคนนี้ที่ตรงมาทางพวกเธอ ชุดสีเบจลายลูกไม้ หือ ถามจริง? ถึงจะแต่งหน้าหนาเตอะ แต่ก็ดูเด็กเกินกว่าจะเข้ามาในร้านเหล้า โดยเฉพาะเวลาเกินโควตาเด็กดีแบบนี้

 

            ภายใต้แสงสลัวสีส้ม เธอเห็นว่าหล่อนยิ้ม

 

            ส่งกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ถูกพับหนึ่งทบจงใจให้มือสัมผัสกันบางเบา ก่อนจะหันหลังกลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ดูท่าทางคงเป็นเด็ก ๆ เหมือนกัน

 

            แชยองคลี่กระดาษออกสิ่งแรกที่เข้าปะทะสายตาคือตัวเลขหลายหลัก มากพอสำหรับจ่ายค่าเช่าห้องได้อีกหลายเดือน แนบมาพร้อมกับข้อความเล็ก ๆ ระบุถึง งานที่เธอต้องทำเพื่อให้ได้เงินจำนวนนั้น

 

            ก็ไม่พ้นเรื่องเดิม ๆ แฮะ

 

            “ยังดูเด็กอยู่เลยนะนั่น ระวังติดคุกนะ” จีฮโยยิ้มล้อ

 

            “ใครสนล่ะ” แชยองยักไหล่ พับกระดาษแผ่นเล็กใส่กระเป๋าเสื้อ “เด็กนั่นจะจ่ายแพงกว่าอีตาซีโอหน้าตี๋เมื่อวันจันทร์อีก” ระหว่างที่เก็บสายไมค์ ส่งต่อกีตาร์ให้เพื่อน ก็มิวายพรรณนาถึงความน่าเบื่อของงานล่าสุด ที่นอกจากจะเหนื่อยกายแล้วยังต้องเมื่อยหู ทนฟังลูกค้าหนุ่มบ่นถึงชีวิตการงานหนักหนาจนไม่มีเวลาหาเมีย

 

            ถึงจะเป็นซนแชยองที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าด้วยรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายนั้น ช่างเชิญชวนให้บรรดาลูกค้าเปลี่ยวเหงาอยากพาไปสื่อสารกันด้วยอวัจนภาษาแบบแนบชิด

 

ชีวิตเธอก็แบบนี้—ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่กับหนุ่มโสดวัยกลางคน สาววัยเปลี่ยว หรือไม่ก็พวกช่วงอายุระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยถึงคนทำงานวัยไม่เกินสามสิบ ไม่ค่อยจะมีเด็กวัยละอ่อนให้ชุ่มชื่นหัวใจสักเท่าไร

 

            “ไปละ ฝากที่เหลือด้วยนะ”

 

            ปกติเธอไม่รับงานเสริมระหว่างที่ร้องเพลง แต่เพราะลูกค้ารายนี้ขีดเส้นใต้ ย้ำนักย้ำหนาว่าต้องการให้ทำงานเดี๋ยวนี้ด้วยวงเงินราคาสูง เธอเลยไม่อยากขัด

 

            “แล้วลูกสาวเธอล่ะ” จีฮโยเลิกคิ้ว พลางก้มมองกีตาร์สีน้ำตาลในอ้อมแขนที่ปกติคนเป็นเจ้าของหวงนักหวงหนายิ่งกว่าไข่ในหิน

 

            แชยองชะเง้อมองนาฬิกาแขวนกลางร้าน คำนวณเวลาในใจคิดเอาเองว่ากับเด็กแบบนั้นน่าจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงล่ะมั้ง “ฝากไว้กับพี่ยูบินละกัน ฉันคงมาทันก่อนปิดร้าน”

 

 

-----------------------------------------------------------------

 

 

            ไม่ใช่แค่กลับมาทันปิดร้าน

 

            ยังไม่ทันได้ทำอะไรด้วยซ้ำ!

 

            แชยองลากสารร่างกลับร้านอีกครั้งภายหลังจากที่ออกไปได้เพียงชั่วโมงเศษ เดินไปก็บ่นหงุงหงิงไป เตะกระถางต้นไม้ข้างทางหวังระบายความหงุดหงิด แต่ก็ต้องเบ้หน้าร้องจ๊ากเพราะเผลอออกแรงมากเกินไปหน่อย

 

            ฉิบหายเอ๊ยโดนเด็กมันจูบแล้วด้วย เกือบจับถึงไหนต่อไหน ไม่ได้เงินตอบแทนสักแดงเดียว!

 

            ก็รู้อยู่แล้วว่าคงเป็นลูกคนรวย แค่ไม่คิดว่าคนรวยที่ว่าจะจัดอยู่ในหมวดผู้มีอิทธิพล สั่งชายฉกรรจ์ชุดสูทแอบตามคุมลูกสาวคนสวยไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง และสามารถลงมือจัดการกับ สิ่งที่เป็นภัยต่อตัวคุณหนูได้ทันที

 

            เอาวะแชยองปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยก็ยังดีที่เธอไม่โดนบอดี้การ์ดกล้ามปูของยัยคุณหนูนั่นยิงทิ้งแล้วโยนศพให้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้แถวนั้น ถ้าเกิดพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ทุกฉบับตีข่าวหน้าหนึ่งสลด พบศพหญิงสาวหน้าตาดีถูกยิงแสกหน้าดับข้างทาง คาด ปมชู้สาว อะไรเทือก ๆ นั้น ครอบครัวเธอคงจะเสียใจแย่

 

            ถึงจะบอกว่าทันก่อนปิดร้าน แต่กว่าเธอจะกลับมาถึงก็ดึกมากแล้ว ไร้เสียงดนตรีสด ลูกค้าเริ่มบางตาลง เหลือแค่พวกคอทองแดงนั่งกระจายกันเป็นกลุ่มเล็ก พนักงานเสิร์ฟวุ่นวายกับการเก็บโต๊ะ บางคนก็หิ้วปีกลูกค้าเมาแอ๋ส่งข้างนอกอย่างทุลักทุเล

 

            แชยองหันซ้ายหันขวา พยายามมองหาพี่ยูบินเพื่อจะเอากีตาร์สุดที่รักคืน จากนั้นเธอจะได้กลับห้องนอนคุดคู้อย่างมีความสุขเสียทีไม่ทันไร สายตาก็พลันเห็นสิ่งที่ตามหาวางแอ้งแม้งบนโต๊ะส่วนด้านในมุมอับของร้านที่ไม่ค่อยมีใครยุ่มย่าม เพราะงั้นถึงโล่งใจได้ว่าจะไม่มีใครหยิบไป

 

            ด้วยความเร่งรีบอยากกลับไปนอนเต็มแก่ เธอจึงเผลอชนเข้ากับลูกค้าคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนออกมา

 

            “ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” แชยองรีบว่า พยายามยื่นมือช่วยประคองคู่กรณีที่ยืนโซเซ ทรงตัวไม่ค่อยอยู่ “คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ”

 

            “ไม่ค่ะ ฉันไม่เป็นอะไร” แล้วคนตัวเล็กก็ยิ่งงงหนัก เมื่อเห็นเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายที่พยายามก้มงุดถามจริง? ใส่แว่นดำตอนกลางคืน ในร้านเหล้ามืด ๆ แบบนี้เนี่ยนะ เดี๋ยวก็ได้เดินสะดุดขาเก้าอี้ล้มหน้าคะมำ

 

            โครม!

 

            ไม่ทันขาดคำ ร่างของสาวแปลกหน้าก็ร่วงลงไปกองกับพื้นสมพรปาก พร้อมกับแว่นดำเจ้าปัญหาที่กระเด็นหลุดตกข้างกาย หญิงสาวทำท่าจะคว้ามันมาสวมราวกับว่าหากขาดสักวินาทีจะทำให้ตาย แต่ยังช้ากว่าแชยองที่รีบแย่งมันไปถือไว้เอง

 

            “ฉันว่าคุณเมาแล้วนะคะ เก็บแว่นอันนี้ใส่กระเป๋า แล้วโอ๊ะ” ประโยคขาดห้วงลงเสียดื้อ ๆ เมื่อเห็นใบหน้าของหญิงสาวปริศนาเต็มตา เหมือนกับมีออร่าวิ้ง ๆ แผ่ออกมารอบตัว ทั้งที่ไม่ได้แต่งหน้าจัดอย่างในโฆษณา หรือภาพยนตร์ที่เธอเคยดู

 

            ตัวจริงสวยกว่านั้นเยอะเลย!

 

            แชยองจ้องคนดังตรงหน้าตาไม่กระพริบ ขนาดเธอไม่ใช่พวกบ้าดารา พอมาเจอตัวจริงเสียงจริงระยะใกล้แบบนี้ยังแอบเขิน

 

            “ขอบคุณ” มินะรับแว่นมาเก็บใส่กระเป๋าถึงหัวจะยังมึน ๆ เพราะซัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปหลายแก้ว แต่เธอก็มีสติพอจะรับรู้ได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

 

            แล้วก็รู้ด้วยว่าใบหน้าเหวอ ๆ ของผู้หญิงตัวเล็กตรงหน้านั้นช่างตลกและน่าเอ็นดูไม่หยอก

 

            ทั้งที่คราแรกตั้งใจว่าจะเรียกพนักงานมาเก็บเงิน เตรียมตัวจะกลับคอนโด แต่พอเห็นท่าทางน่ารักของผู้มาใหม่แล้วเธอก็ตัดสินใจต่อเวลาอีกหน่อย

 

            ฝ่ายแชยองเองกว่าจะรู้สึกตัวว่าคุณมินะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะก็อ้าปากค้างจนคอแหบแห้ง เธอหัวเราะแหะ ๆ เกาหัวแก้เก้อ แล้วก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองตั้งใจจะมาเอาเจ้ากีตาร์ลูกสาวคืน เธอจึงไปหยิบมัน สะพายไว้ด้านหลัง ทำท่าเหมือนจะกลับ แต่แล้วก็นั่งลงบนเบาะเก้าอี้

 

            เพราะว่าตัวจริงคุณมินะสวยมากจนอยากจะชื่นชม

 

            นั่งเก็บมือ สงบปากสงบคำ แอบมองคุณมินะจากโต๊ะไกล ๆ

 

            จะขอลายเซ็นก็กลัวโดนรำคาญ จะขยับตัวไปใกล้สักนิดก็กลัวจะมากเกินไป  

 

            “นั่นของคุณเหรอคะ” เสียงนุ่มนิ่มที่เคยได้ยินแค่ในโทรทัศน์ดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอึมครึมระหว่างกัน แชยองกระพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อนักแสดงสาวชี้นิ้วมาทางกีตาร์ของเธอ

 

            “อ๋อค่ะ ใช่ค่ะ ปกติฉันเล่นดนตรีที่นี่” พูดรวดเดียวราวกับแร๊ป ส่งยิ้มเขิน “คุณอยากฟังเพลงไหม?

 

            มินะยิ้มรับบาง ๆ ทว่าสั่นหัว

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

            “ฉันให้สิทธิพิเศษคุณฟังฟรีเลย ปกติถ้าจะฟังต้องเสียเงินจ้างนะคะ” แต่แชยองดูเหมือนจะไม่สนใจต่อการปฏิเสธนั้น ปากพูดเจื้อยแจ้วขณะที่มือรูดซิปกระเป๋า ประคองกีตาร์ออกมา

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ” ส่วนมินะก็ยังยืนยันคำเดิม

 

            “บัลลาดก็เข้ากับบรรยากาศนะคะ ถ้าเผื่อคุณไม่ชอบดนตรีหนัก ๆ”

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

            พอถึงครั้งที่สาม แชยองก็เริ่มรู้สึกตัวว่าได้ยิน ไม่เป็นไรค่ะบ่อยเกินไปแล้ว มือที่เตรียมจะกดคอร์ดคลายลง เงยหน้าสบตามินะที่ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้ม พลางเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิด

 

            ช่วงนี้มีเพลงที่เพิ่งออกใหม่ด้วย ที่ลูกค้าชอบขอ”

 

            มินะเลิกคิ้ว กลั้นหัวเราะกับความช่างตื๊อ อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ของน้ำเมาที่ทำให้อารมณ์ดีกว่าเมื่อตอนค่ำน่าแปลกที่เธอไม่ได้นึกรำคาญ

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

            “หรือจะเพลงของทไวซ์ฉันก็เล่นได้นะคะ” นักดนตรีสาวยังไม่ละความพยายาม อ้างอิงถึงวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังเมื่อหลายปีก่อนที่เป็นจุดเริ่มต้นในวงการของมินะ “สมัยนั้นฉันชอบเพลง Pick me มากเลย”

 

            “นั่นไอโอไอค่ะ...” แล้วคราวนี้มินะก็หลุดหัวเราะพรืดใส่คนหน้าแดงแจ๋ไปถึงหูเพราะเพิ่งสำนึกได้ว่าเผลอปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ แชยองหัวเราะเจื่อนตามน้ำ รีบเก็บกีตาร์ใส่กระเป๋า แล้วก้มหัวงุดสงบปากสงบคำเหมือนเดิม

 

            ถึงจะทำให้ได้ยินเสียงหัวเราะหวาน ๆ จนเห็นตาหยีกับเหงือกชมพูชวนให้โลกสดใสของดาราสาวอย่างที่ไม่เคยเจอตอนดูโทรทัศน์แต่มันก็น่าอายอยู่ดี

 

            ให้ตายสิปกติกับคนอื่นไม่เห็นจะเคยเป็นแบบนี้เลย

 

            “อ้าว จะไม่เล่นให้ฟังแล้วเหรอคะ” มินะเอียงคอถาม สาบานว่าไม่ได้อยากฟังเสียงกีตาร์อะไรนั่นหรอก แค่อยากจะแกล้งหยอกแม่นักดนตรีเล่นเท่านั้นเอง

 

            แชยองตอบอุบอิบ “ไม่เป็นไรค่ะ”

 

            “อันนี้ไม่ได้ตั้งใจกวนใช่ไหมคะ” เจ้าของวลี ไม่เป็นไรค่ะ ก่อนหน้านี้สี่ครั้งยิ้มขำเมื่อโดนอีกฝ่ายยอกย้อนเข้าให้ คนโดนปรักปรำจึงรีบเงยหน้าเหลอหลาขึ้น โบกไม้โบกมือแก้ตัวพัลวัน

 

            “เปล่านะคะคือ ฉันหมายถึง เอ่อ ถ้าคุณไม่อยากฟัง ฉันก็จะไม่ตื๊อแล้วไง”

 

            แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและถ้าให้พูดตามตรง มินะไม่ใช่คนประเภทเข้ากับคนแปลกหน้าง่าย ๆ ออกจะถือตัวด้วยซ้ำ เพราะอย่างนั้นเธอถึงแปลกใจตัวเองนิดหน่อยที่รู้สึกสบายใจตอนอยู่กับนักดนตรีสาวตัวเล็กคนนี้ โดยเฉพาะยามเห็นท่าทางเงอะงะแบบนั้น

 

            กว่าจะรู้สึกตัวอีกที นักแสดงสาวคนดังก็ย้ายตัวเองไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้าเสียแล้ว

 

            ปลายนิ้วเชยคางจนสบตากัน พออีกคนสะดุ้ง ทำท่าจะขยับตัวหนี ก็เอามืออีกข้างรั้งไหล่ไว้ไม่ได้ออกแรงหนักหนา เพียงแค่แตะเบา ๆ กลับทำให้แชยองยอมโอนอ่อน สงบนิ่งดั่งหมาโดนลูบหัว

 

            มินะกัดริมฝีปากล่างอย่างเผลอไผลยามจ้องดวงตากลมใสที่สั่นระริก

 

            จะเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ทำให้ห่ามจนสิ้นการหักห้ามใจหรือถูกชะตาคนตรงหน้าก็ไม่อาจทราบ มินะกระตุกยิ้ม ประกบริมฝีปากช่วงชิงความหอมหวานไว้เป็นของตัวเอง

 

            ในเมื่อยังไม่รู้จัก ก็จะทำให้รู้จักกันอย่างแนบแน่นเสียตั้งแต่ตอนนี้แหละ

 

            โชคดีที่ตรงนี้เป็นมุมอับ แถมลูกค้าก็ทยอยออกไปกันเกือบหมดแล้วด้วยไม่มีใครสนใจผู้หญิงสองคนที่กำลังจูบกันหรอก

 

            สัมผัสนุ่มนิ่มหวานละมุนผสมกับรสขมปร่าของแอลกอฮอล์และรสชาติแปร่ง ๆ ของความตื่นเต้น พานให้หัวใจสั่นไหว เรียนรู้กันอยู่พักหนึ่ง มินะก็เป็นฝ่ายถอนจูบออก ระบายยิ้มหวานทั้งใบหน้าเห่อร้อนที่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเมาหรือเพราะเหตุผลอื่นกันแน่

 

แชยองอ้าปากพะงาบ ๆ ดั่งปลาขาดน้ำ ท่าทางอ้ำอึ้งเหมือนอยากจะพูดอะไร เป็นอย่างนั้นชั่วครู่กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอ

 

            “คุณเมาจริง ๆ ด้วย”

 

            เคยผ่านผู้ชายผู้หญิงมาแล้วตั้งหลายคน แต่ไม่มีใครทำให้ใจสั่นมากขนาดนี้เลย ให้ตาย

 

            “เหรอคะ” คนโดนกล่าวหาว่าเมาหัวเราะแผ่ว ๆ ก่อนจะพิสูจน์ด้วยการประคองใบหน้าเหวอนั่น กดจูบซ้ำอีกรอบ ขบปากเล็กอย่างหยอกเย้าราวกับจะเรียกให้ตื่นจากฝันก็มิปาน

 

            “งั้นช่วยบอกได้ไหมคะคุณนักดนตรี” นักแสดงสาวค่อย ๆ ลากปลายนิ้วจากริมฝีปาก ผ่านปลายคาง ลงจนถึงลำคอ ไหปลาร้า อ้อยอิ่งตรงปกคอเสื้อ เพียงชั่วอึดใจเดียวก็ปลดกระดุมเม็ดบน ระบายความร้อนให้คนฟังที่นั่งหายใจติดขัด

 

“ถ้าจะจ้างให้สอนเล่นกีตาร์สักคืน ฉันต้องจ่ายเท่าไร?

 

นาทีนั้น มีสิ่งเดียวที่แว๊บเข้ามาในหัวแชยอง

 

            ถ้ามินะไม่ได้เมา

 

คนที่เมาคงเป็นเธอแล้วมั้งแบบนี้

 

 

-----------------------------------------------------------------

 

 

            บทเรียน สอนเล่นกีตาร์ กระชับความสัมพันธ์ต้องใช้เวลาเกือบทั้งคืนมินะเพิ่งรู้ในระหว่างนั้นเองว่านักดนตรีสาวไม่ได้ใสซื่ออย่างที่นึกปรามาสไว้ตอนแรก เห็นท่าทางเงอะงะแก้มแดงแบบนั้น ใครจะไปรู้ว่าแท้จริงหล่อนน่ะคือผู้ช่ำชองด้านการเล่นดนตรีอย่างหาตัวจับยาก

 

            ไม่ว่าจะยามลากฝ่ามือปลดเปลื้องพันธนาการ ใช้ปลายนิ้วกดคอร์ด แล้วค่อยบรรเลงให้เป็นจังหวะ

 

            หรือแม้กระทั่งการร้องขับขาน ขยับริมฝีปาก ไปจนถึงควบคุมลมหายใจ

 

            เหมือนรู้ว่าต้องทำแบบไหน อย่างไร ให้เธอพอใจที่สุด

 

            เดาว่าคงผ่านประสบการณ์มาเยอะทีเดียว

 

            เสียงดังครืดคราดจากโทรศัพท์ราคาแพงข้างหมอนเรียกให้เธอตื่นจากห้วงฝันหวาน มือบางปัดป่ายคว้ามันเพื่อปิดเสียงน่ารำคาญ โดยที่ยังไม่ได้อ่านชื่อที่ปรากฏหราบนหน้าจอสักนิด

 

            “เป็นบ้าอะไรของเธอ!!!เสียงแหลมสูงดังลอดเครื่องมือสื่อสารราวกับว่าคนพูดนั่งตะโกนอยู่ข้าง ๆ ชัดเจนเสียจนคนฟังต้องรีบเอาห่างตัวโดยอัตโนมัติก่อนที่แก้วหูจะแตก “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว โทรตั้งกี่สายก็ไม่รับ ไปหาที่ห้องก็หายจ้อย ฉันก็นึกว่าเธอตายแล้วซะอีก”

 

            ประโยคด่ายาวเหยียดถูกพ่นออกมาสารพัด แต่คนก่อเรื่องก็หาได้สำนึกไม่ คล้ายฟังเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา เธอแค่นั่งนิ่ง ๆ บนเตียงยับยู่ ระหว่างใช้สายตาสำรวจทั่วห้องที่ไม่คุ้นเคย สรุปเอาเองว่าคงเป็นโรงแรมแถวร้านเหล้า

 

            สิบเอ็ดโมงกว่าไม่แปลกที่พี่ฮโยรินหัวเสียขนาดนี้

 

            “งานมีทั้งวันนี่คะ” มินะแย้งในที่สุด หลังจากปล่อยให้ผู้จัดการคนเก่งร่ายยาวจนหอบ “เดี๋ยวฉันจัดการธุระเสร็จจะตามไปค่ะ”

 

            “เหลือเชื่อเลย” พี่ฮโยรินพึมพำ หล่อนย้ำเรื่องสถานที่อีกสองสามครั้งก่อนจะวางสาย

 

            เช็คหน้าประวัติการโทรก็ยิ่งหัวเราะ อักษรสีแดงระบุถึงเบอร์ที่ไม่ได้รับนับร้อยสายตั้งแต่เจ็ดโมงจนถึงตอนนี้ ทำนายอนาคตล่วงหน้าได้แบบไม่ต้องเดาว่าพอเจอหน้ากันเมื่อไร เธอคงได้โดนพี่ฮโยรินเฉ่งหัวอีกรอบ

 

            มินะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง ยกมือเสยผมยุ่งปรกใบหน้า ค่อย ๆ ประคองตัวเองลุกขึ้นยืน เก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายแถวนั้นมาสวม จัดลวก ๆ พอให้เข้าที่เข้าทางไม่ว่ายังไงก็ต้องขับรถวนกลับคอนโดก่อน

 

            ระหว่างนั้น สายตาก็พลันเห็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ วางบนโต๊ะข้างหัวเตียง

 

            เธอหยิบมันขึ้นมาทันทีที่เห็นรายละเอียดกับชื่อเจ้าของแผ่นกระดาษเด่นหรา ก็อารมณ์ดีจนเผลอคลี่ยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว

 

 

-----------------------------------------------------------------

 

 

            แชยองคิดว่ามันคงจะเป็นแค่ครั้งเดียวได้ใช้ค่ำคืนหฤหรรษ์ร่วมกับดาราดังระดับประเทศอย่างคุณมินะ ได้โอบกอด จุมพิต ครอบครองความสวยงามไว้เป็นของตัว เพียงเท่านั้นก็เกินกว่าที่วาดฝันเอาไว้แล้ว

 

            แต่ไหงถึงมีคืนที่สองตามมาได้อีกไม่รู้

 

            เธอทิ้งนามบัตรให้แขกทุกคนที่เคยใช้บริการไม่ได้หวังให้เจอกันอีก แค่เผื่อไว้ในกรณีที่อาจเกิดปัญหา

 

            ไม่นึกว่าหนึ่งวันหลังจากนั้น คุณมินะจะโทรกลับมาจริง ๆ

 

            “คุณยังสอนฉันเล่นกีตาร์ไม่จบเลย”

 

            โอโหโผล่มาก็ทักทายกันด้วยเสียงแหบพร่าปานนี้ ใครมันจะไปทนไหว

 

            อย่างที่เราสองคนต่างรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความรักอาจจะไม่ใช่ แค่เพียงความหลงใหล ถูกชะตาชั่วครั้งชั่วคราว หรือถ้าพูดตรงตัวหน่อยก็คือพวกเธอชอบรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม กับการมีความสัมพันธ์ทางกายแบบไม่ต้องผูกมัดเท่านั้นเอง

 

            สรุปอย่างหยาบก็คือการระบายความใคร่นั่นแหละ

 

            บางทีก็รวมถึงความสบายใจของกันและกันด้วย

 

            เราไม่ใช่คนรู้จัก ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่ญาติพี่น้อง ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกันเพราะงั้นถึงกล้าทำสิ่งที่ไม่อาจทำกับคนอื่นได้โดยไม่ต้องเก็บมาคิดกังวลภายหลัง

 

            มินะสะดุ้งตื่นหลังจากเผลองีบเพราะความเพลียได้ราวชั่วโมง หรี่เปลือกตาเห็นภาพมัว ๆ เคลื่อนไหวอยู่ข้างเตียง กำลังทิ้งน้ำหนักลงมาจนฟูกยวบเล็กน้อย

 

            “ขอโทษทีค่ะ” ตัวต้นเหตุทำหน้าเหลอหลา ตกใจที่เห็นดาราสาวขยุกขยิกตัวตื่นในจังหวะเดียวกับตอนที่เธอปีนขึ้นเตียง “ฉันทำให้คุณตื่นหรือเปล่า”

 

            “ไม่เป็นระ พึมพำตอบรับเสียงเบาหวิว เกือบจบประโยคนั่นแหละถึงได้รู้สึกตัวว่าเผลอพูดแบบนั้นอีกแล้วแต่จะให้กลับตัวก็ไม่ทัน เลยได้แต่สบตากับบุคคลร่วมเตียงที่มองมาอย่างขบขัน

 

            “คุณพูดได้แต่คำว่าไม่เป็นไรเหรอคะ”

 

            พอโดนยอกย้อนกลับเข้าบ้าง มินะก็เขินแปลก ๆ ได้แต่เบ้ปากตอบโต้ ตีแขนอีกคนแล้วพลิกตัวตะแคงอีกด้านหนีปัญหา ทิ้งไว้เพียงเสียงกลั้วหัวเราะจากด้านหลัง กระทั่งค่อย ๆ เงียบลงคิดเอาเองว่าแชยองคงจะหลับตาแล้ว ก็เลยแอบเหลือบกลับไปมอง

 

            เพื่อให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่หลับซ้ำยังส่งสายตาแป๋วนั่นมองเธออีก

 

จะเพราะความคับแคบของเตียง เราใกล้กันมาก และไม่มีใครทำลายระยะห่างนี้ จนสัมผัสถึงลมหายใจ ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปคราวแรกที่มอบจุมพิตให้กันอานุภาพมากพอให้ใจสั่นไหว อย่างที่ใครเคยบอกไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวอะไรแบบนั้น ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลย

 

ขนาดที่ทำให้ชั่วขณะหนึ่งของความคิดสงสัยว่าเป็นไปได้ไหม? หากเราจะลองมองหน้า สบตากันในสถานที่ ๆ มีแสงสว่างบ้างสักครั้ง

 

            “วันอาทิตย์นี้ว่างหรือเปล่าคะ” กระซิบถาม ไม่รู้ว่าทำไมคราวนี้น้ำเสียงถึงเลือนรางกว่าปกติ

 

            “ฉันไม่ได้เข้าร้านวันอาทิตย์นะคะ”

 

            “ก็แปลว่าว่างใช่ไหมคะ” มินะอมยิ้ม “จะชวนไปเดินเล่นเป็นเพื่อนหน่อยค่ะหมายถึงตอนกลางวันนะ ถ้าคุณไม่ว่าอะไร”

 

            แชยองเลิกคิ้วงุนงง เพราะไม่เคยมีลูกค้ารายไหนจ้างทำงานตอนกลางวัน เลยพยายามแปลประโยคข้างต้นว่าเป็นการเชื้อเชิญที่มีความหมายทางตรง หรือแฝงความนัย “อันนี้ไม่ได้จ้างใช่ไหมคะ”

 

            “ถ้าไม่จ้างจะไม่ไปเหรอคะ” ดาราสาวหัวเราะเสียงแผ่ว ก่อนจะเอ่ยประโยดถัดมาด้วยท่าทางจริงจังกว่าเคย

 

“ฉันชวนคุณค่ะ”

 

 

-----------------------------------------------------------------

           

 

            ย่านศูนย์การค้าช่วงเช้าวันอาทิตย์มีแค่ผู้คนบางตา เพราะอย่างนั้นมันจึงกลายเป็นสถานที่ชั้นดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการความวุ่นวายมาเดินเล่น ออกเดตกันได้โดยไม่กลัวว่าจะถูกสายตาใครจับจ้อง

 

            เดตเหรอมินะเม้มปาก สะบัดหัวไล่ความคิดประหลาดให้หลุดจากหัว

 

            ทำไมถึงเผลอคิดว่าเป็นการเดตไปได้นะ ทั้งที่ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย

 

            แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่เคยเที่ยวกับใครสองต่อสองแบบนี้มานานแล้วขนาดพี่ฮโยรินยังแปลกใจ พยายามซักไซ้ถามว่าเธอจะไปกับใคร ตามด้วยคำถามยาวอีกเป็นหางว่าว และแน่นอนว่าเธอเลือกไม่ตอบ

 

            นักแสดงสาวเดินเคียงข้างกับนักดนตรีสาวไปเรื่อยเปื่อย อาบแดดอุ่น ลมโชยเย็น บรรยากาศอึดอัดผสมกับกับความเก้อเขินและประหม่า จนพานให้ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรประหนึ่งสาวน้อยวัยแรกรุ่นริเริ่มมีความรัก

 

            ทั้งที่เคยทำเรื่องอย่างว่าลึกซึ้งกันหลายต่อหลายครั้งแล้ว หากพอไม่ได้อยู่ด้วยกันในฐานะแบบนั้น กลับเขินอายง่ายดาย กับแค่จับมือยังไม่กล้า ได้แต่ปล่อยให้หลังมือเสียดสีกันบางคราว แล้วก็ชะงักงันราวกับโดนไฟฟ้าช็อต

 

            หรือการโดนแสงอาทิตย์มันทำให้พวกเธอมียางอายมากกว่าที่ผ่านมา?

 

            “เราจะไปไหนกันดี” หันมองสาวตัวเล็กกว่าอย่างถามความเห็น ถึงเธอจะมีเป้าหมายที่วางแผนไว้แล้ว แต่ก็ไม่อยากมัดมือชก กลัวอีกคนมองเธอเป็นคนเอาแต่ใจ

 

            “แล้วแต่คุณเลยค่ะ ปกติฉันขาเที่ยวกลางคืน” แชยองหัวเราะจนมินะอดยิ้มตามไม่ได้

 

            พอมองหน้ากันชัด ๆ แบบนี้ มันชวนให้รู้สึกดีมากกว่าจริง ๆ ด้วย

 

            “คุณว่าตัวไหนสวยกว่ากันคะ” มินะเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเธอพากันเข้ามาในร้านเสื้อผ้ายี่ห้อดัง พลางทาบเสื้อสองสามตัวสลับกัน ท่าทางคิดไม่ตก “ช่วยเลือกหน่อยสิ”

 

            แชยองละสายตาจากเสื้อผ้าอื่นในร้าน ช่วยจับช่วยดูสักพักก็ยังเลือกไม่ถูก เลยให้มินะลองสวมชุดจริง ๆ เพียงไม่กี่อึดใจสาวเจ้าก็ออกมาพร้อมกับชุดแรก ยืนหมุนตัว ขยับท่าทางสักพักก็กลับไปเปลี่ยนชุดที่สอง ชุดที่สาม โดยที่สุดท้ายแชยองก็ยังให้คำตอบไม่ได้ว่าตัวไหนดีกว่ากัน

 

            “ไม่ได้ยอนะคะ” สาวนักดนตรีว่า “คุณเลือกชุดไหนก็ได้ สวยหมดเลย”

 

            หุ่นผอมบาง ส่วนสูงกำลังดี ผิวก็เนียนละเอียด จะใส่ชุดแบบไหนก็เลยดูดีไปหมดน่าอิจฉาชะมัด

 

มินะยิ้มรับคำชมนั้นโดยไม่พูดอะไร รู้สึกเหมือนหัวใจฟูฟ่องอย่างน่าประหลาด ทั้งที่ปกติก็ได้ยินคนชมเรื่องความสวยจนชิน เพราะว่าตัดใจเลือกไม่ได้สักชุด สุดท้ายแม่นักแสดงสาวก็หยิบเสื้อทั้งสามให้พนักงานคิดเงินเสร็จสรรพตามประสาคนมีเงินเหลือกินเหลือใช้

 

            พอเครื่องเริ่มติด มินะก็เดินลิ่วเข้าร้านอื่นอย่างอารมณ์ดี แล้วอาจจะเพราะแชยองเดินตามมาข้างหลังอย่างเชื่องช้าเกินไป เลยถือวิสาสะกุมมือลากให้เดินทันกัน ช่วยเลือกกลิ่นน้ำหอมบ้าง ลองสีลิปสติกบ้าง กิจกรรมอย่างที่พวกผู้หญิงทั่วไปทำกัน

 

            ใสเว่อร์จนอยากจะลืมไปเลยว่าความสัมพันธ์ของพวกเธอเริ่มต้นเพราะอะไร

 

“เหนื่อยหรือยังคะ” มินะถามระหว่างที่พากันมานั่งพักในมุมอับของร้านอาหาร ทั้งที่ผ่านมาไม่ถึงครึ่งวัน ทว่าคนฝั่งตรงข้ามดูหน้าซีดเซียวอย่างน่าเป็นห่วง “คุณดูง่วง ๆ นะ”

 

แชยองยิ้มเพลีย “ขอโทษนะคะ ฉันไม่ค่อยถนัดออกแรง” พยายามตั้งหัวโงนเงนให้ตรง ซึ่งยากลำบากเหลือเกินในสภาพเช่นนี้ให้ตาย คนอย่างเธอเคยต้องมาเหนื่อยกายตากแดดตากลมซะที่ไหน อันที่จริง แค่เมื่อเช้าเธองัดตัวเองจากเตียงขึ้นมาทันตามนัดได้ก็เก่งแล้ว

 

ถ้าไม่ใช่เพราะคุณมินะชวน

 

แล้วทำไมต้องยอมฝืนตัวเองเพื่อคน ๆ เดียวด้วยนะ? ปกติไม่ยักจะเป็น

 

“งั้นเดี๋ยวเรากลับกันเลยดีกว่าค่ะ” มินะลุกจากเก้าอี้ สวมแว่นดำเพราะช่วงนี้คนเริ่มเยอะแล้ว เก็บถุงหิ้วของที่ซื้อคล้องไว้กับแขนซ้าย เพื่อจะยื่นมืออีกข้างที่ว่างช่วยจับนักดนตรีขี้เซาให้ลุกขึ้นเดิน

 

“บอกทางมานะคะ ฉันจะขับรถไปส่งเอง”

 

สอดประสานนิ้วทั้งห้าอย่างแนบแน่น แบ่งปันความอบอุ่นให้แผ่ซ่านทีละนิดจนหัวใจต้องสั่นไหวอีกคราวระยะทางจากร้านไปถึงอาคารจอดรถดูช่างยาวไกลดุจนิจนิรันดร์

 

แล้วความสุขนั้นก็ดับวูบลงเหมือนถูกปิดสวิตช์ เมื่อเธอเห็นหน้าจอใหญ่ยักษ์กำลังฉายโฆษณาที่แม่สาวข้างกายเป็นพรีเซนเตอร์คงเพราะภาพนั้นมันชัดเกินไป หรือจะเพราะผู้คนเริ่มหนาตาจนกลัวว่าจะเกิดปัญหาตามมาก็ไม่อาจทราบ

 

เราปล่อยมือจากกัน

 

เมียวอิ มินะเคยมีข่าวลือว่าคบผู้หญิงเมื่อสมัยยังเป็นสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ป

 

เพราะอย่างนั้นมันถึงเสี่ยงถ้าหากมีใครจับได้

 

            “เรารีบเดินกันเถอะค่ะ” มินะกระซิบบอกน้ำเสียงหงุดหงิดเจือแววเครียด สถานการณ์ยิ่งน่าอึดอัดเมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางคนในกลุ่มฝูงชนนั่นแอบยกโทรศัพท์ถ่ายรูปเอาเถอะ เธอพยายามปลอบใจตัวเอง อย่างมากสุดคงได้แค่ตั้งกระทู้ถกเถียงกันในเน็ตเท่านั้น สักวันสองวันเรื่องก็จะซาไปเอง

 

            ยกเว้นแต่ว่าจะมีใครคุ้ยประวัติแชยอง

 

            “เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะคะ” รีบพูดทันทีที่เข้ามาในรถคันหรู กระจกติดฟิล์มดำทั่วทั้งคันจึงมั่นใจว่าปลอดภัย มินะเลื่อนฝ่ามือแตะแขนแชยองเบา ๆ รู้สึกผิดที่พาไปเจอสถานการณ์แบบนั้น “ฉันไม่คิดว่า

 

            “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ” แชยองตัดบทพลางฉีกยิ้ม

 

            “แต่

 

            “ยังไงเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว” เอนหลังพิงกับเบาะรถ พูดต่อโดยไม่สบตาคนข้าง ๆ “คุณกับฉันเราเพิ่งเจอกันแค่สองคืนกับอีกหนึ่งวัน แล้วสองคืนที่ว่าคุณก็เสียเงินให้ฉันด้วย”

 

            หัวเราะขืน ๆ “จะว่าเป็นลูกค้ากับคนถูกจ้างก็ไม่ผิดมั้งคะ”

 

            “แชยอง”

 

นักดนตรีสาวเผลอกัดริมฝีปาก ขณะที่สติเริ่มล่องลอยไม่อยู่กับตัว เพราะเธอคุ้นชินกับความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว พอผูกพันกับใครเข้าหน่อยก็ชักเหลิง หลงปล่อยใจให้รู้สึกดีรู้สึกดีจนน่ากลัวว่าจะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้อีก

 

ใช้เวลาอยู่กับคุณมินะนานเกินไปหน่อยแล้วมั้ง

 

            ถึงตอนนี้อาจจะยังแค่หวั่นไหวแต่ถ้าเกิดหลงรักขึ้นมาจริง ๆ มันต้องแย่แน่

 

          โทรศัพท์มือถือของมินะดังขึ้น เสียดแทงผ่านอากาศภายในรถมินะกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ เดาว่าคนที่โทรมาคงไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากพี่ฮโยริน อย่างน้อยแค่หวังว่าจะไม่ได้โทรมาเพราะเรื่องที่เธอกำลังกลัว

 

            “ฉันว่าฉันกลับเองดีกว่า” แชยองเปิดประตูรถ ใช้จังหวะที่นักแสดงสาวยังประมวลผลไม่ทัน เดินออกมา “เราไม่ควรรู้จักกันมากกว่านี้”

 

            และปิดประตูลงอย่างไม่ลังเล

 

 

-----------------------------------------------------------------

 

 

            ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์วันนั้น

 

            มินะประมาทเกินไปสิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่แค่เพราะรูปถ่ายวันอาทิตย์ แต่เป็นเพราะมีคนระแคะระคายเรื่องที่เธอไปนั่งร้านเหล้าตั้งแต่วันพุธ และรูปถ่ายหน้าโรงแรมยามวิกาลกับหญิงสาวปริศนา กระทู้ในอินเตอร์เน็ตเชื่อมสองประเด็นนี้เข้าด้วยกัน

 

            โชคดีที่ภาพจากกล้องไม่ชัดเจนนัก สุดท้ายมันก็เลยกลายเป็นแค่ข่าวลือ ชาวเน็ตหันไปสนใจกระแสข่าวอย่างอื่นแทนแต่ก่อนจะถึงวันนั้น ก็โดนต้นสังกัดเรียกไปตำหนิพร้อมกับพี่ฮโยรินที่บ่นทุกวินาที โทษฐานก่อเรื่อง

 

            มินะเท้าคางมองบรรยากาศมืดทึมสลับกับแสงจากอาคารและร้านรวงนอกตัวรถยนต์ที่กำลังขับเคลื่อนโดยพี่ผู้จัดการคนเก่ง ชีวิตเธอกลับมาเป็นเหมือนเดิม ทำงานทั้งวันทั้งคืน

 

            ราวกับว่าเหตุการณ์สองคืนหนึ่งวันนั้นคือฝันไป

 

            เธอไม่ได้ติดต่อกับแชยองเลยนับตั้งแต่วันที่โดนปิดประตูใส่หน้าอันที่จริง เธอพยายามโทรหาแล้ว แต่แชยองไม่รับสาย จงใจหลบหน้ากัน

 

            การจราจรภายในตัวเมืองยังตัดขัดเล็กน้อยแม้เวลาจะปาไปสี่ทุ่มกว่า รถค่อย ๆ ชะลอตัวลงและหยุดนิ่ง ไฟสีแดงทั้งจากท้ายรถคันอื่นและสัญญาณจราจรปกคลุมทั่วพื้นที่ ไม่มีอะไรน่าพิสมัย มินะเกือบจะก้มหน้า เลื่อนนิ้วไถจอโทรศัพท์แก้เบื่อแล้ว หากไม่ทันนึกบางอย่างได้

 

            วันนี้เป็นวันจันทร์ เธอจำได้ว่าแชยองต้องเล่นดนตรีที่ร้านเหล้า

 

            เส้นทางนี้ถ้าเลี้ยวซ้าย ขับต่อไปอีกไม่กี่นาทีก็น่าจะ

 

            อยู่ใกล้แค่นี้เอง

 

            “พี่คะ” เอ่ยกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่สมกับเป็นตัวเอง “ฉันขอแวะทำธุระหน่อยได้ไหม”

 

            “เธอจะไปไหน”

 

            “ร้านเหล้าที่ฉัน

 

            “ไม่ได้” พี่ฮโยรินตอบเสียงแข็ง รู้ทันทีว่านักแสดงสาวในความดูแลคิดจะก่อปัญหาอีกแล้ว “อยากให้ชาวเน็ตขุดคุ้ยเรื่องนั้นอีกหรือไง”

 

            “พี่ฮโยรินคะ ขอร้องล่ะ” แววตาแข็งกร้าวของผู้จัดการสาวอ่อนลงเมื่อสัมผัสถึงร่องรอยความเสียใจในประโยคนั้น ทำงานด้วยกันก็หลายปี มินะไม่เคยอ้อนวอนเธอแบบนี้มาก่อนเลย

 

            “ไม่ได้” แม้จะนึกสงสาร แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม “มันไม่สวยงามเหมือนละครหรือหนังรักฟีลกู๊ดที่เธอเคยเล่นหรอกนะ รู้ใช่ไหมเธอไม่ควรเอาตัวเองไปเสี่ยงกับผู้หญิงที่เคยเจอกันแค่ไม่วัน”

 

            “รู้ค่ะ ฉันรู้” มินะก้มหน้ามองมือบนตักที่จิกกันแน่น ดวงตาวูบไหวครู่หนึ่ง ก่อนจะสบตาคนข้างหน้าผ่านเงาสะท้อนของกระจก “แต่แชยองคุ้มค่าที่จะเสี่ยงด้วย”

 

            “เธอเชื่อว่ามันคือความรักแล้วเหรอ”

 

            นักแสดงสาวผู้ห่างร้างรักมานานเริ่มลังเลเมื่อโดนถามกลับทบทวนความรู้สึกนี้ที่ดูน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าความรักในภาพยนตร์ หรือบางทีมันอาจจะเป็นแค่ความถูกชะตาที่เธอเผลอนึกไปเอง? แต่ถ้ารู้สึกแค่นั้น ทำไมต้องคิดถึงยามไม่ได้เจอหน้า ทำไมต้องโหยหาช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกัน

 

            ทำไมต้องเจ็บปวดเมื่อนึกถึงวันนั้นที่แชยองบอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน

 

            “ค่ะ”

 

            “...”

 

            บรรยากาศภายในรถเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง

 

            “ฉันเชื่อว่ามันเป็นความรักของฉัน”

 

            สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวรถยนต์เคลื่อนไปข้างหน้า

 

            และเลี้ยวซ้าย

 

             

-----------------------------------------------------------------

 

 

            เรียวนิ้วแตะสายกีตาร์ บรรเลงบทเพลงคลอกับเสียงหวานใสของนักร้องข้างกายอย่างแช่มช้า ทั้งที่เนื้อหาเพลงกล่าวถึงความรักที่สดใส แต่ไม่รู้ทำไม นักดนตรีสาวของเราถึงได้ทำหน้าเศร้า หดหู่ราวกับเล่นเพลงธรณีกรรแสง

 

            จบบทเพลงหนึ่ง จีฮโยก็ถามแชยองทุกครั้งว่าไหวไหม? เป็นอะไรหรือเปล่า? แชยองส่ายหน้าปฏิเสธเพราะไม่อยากให้เพื่อนกังวล ครั้นเริ่มเล่นเพลงใหม่ จังหวะการดีดกีตาร์ของเธอก็ยังเศร้าเหมือนเดิม

 

            เศร้าขนาดว่าถ้ามีลูกค้ากำลังอกหักได้ฟังคงต้องนั่งร้องไห้

 

            เธอรู้สึกเหมือนทำบางอย่างหล่นหายไปจากชีวิตเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

 

            แน่นอนเธอรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่หาย

 

            รวมถึงรู้ด้วยว่าเธอไม่มีสิทธิ์ทวงมันคืน

 

            ประตูหน้าร้านถูกเปิดอีกครั้งในรอบครึ่งชั่วโมง ปกติไม่มีใครสนใจลูกค้าที่เข้ามาใหม่หรอก นอกเสียจากพนักงานบริการกับพี่ยูบินเจ้าของร้านแชยองเองก็เหมือนกัน จะให้สนใจอะไรได้อีก ลำพังแค่ตอนนี้เล่นกีตาร์ให้ถูกคอร์ดจนจบเพลงก็ดีแล้ว

 

            “แชยอง” จู่ ๆ พี่ยูบินก็เดินเข้ามาเรียก ขัดจังหวะการเริ่มเพลงใหม่

 

            “มีคนอยากเจอเธอแหน่ะ”

 

            จีฮโยผิวปากหวิวเชิงล้อเลียน สวนทางกับแชยองที่เลิกคิ้วงุนงงต้องเป็นลูกค้าใหญ่ระดับไหนกันถึงให้พี่ยูบินเป็นคนเรียกตัวเธอไปเจอได้น่ะ?

 

            เดาว่าคงเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักพอตัว

 

            “ขอโทษนะพี่ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยอยากรับงาน” แชยองปฏิเสธเสียงอ่อย ด้วยเกรงใจพี่ยูบินที่อุตส่าห์บากหน้ามายุ่งกับเรื่องพรรค์นี้

 

            “เขายืนยันว่าจะเจอเธอให้ได้นะ” เจ้าของร้านคนสวยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ไม่งั้นก็ไปขอโทษด้วยตัวเองสิ”

 

            แชยองถอนหายใจเหนื่อยหน่าย ถ้าถึงขนาดนี้แล้วจะให้ดื้อด้านต่อก็คงกระไรอยู่ เธอค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้ เตรียมจะส่งต่อกีตาร์ลูกรักให้จีฮโยรับดูแลชั่วคราว

 

            “อ้อเขาให้เอากีตาร์ไปด้วยนะ” ประโยคนั้นทำเอาแชยองสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิม คราวแรกเธอยืนยันว่าจะไม่เอาไปด้วยเพราะตั้งใจไปปฏิเสธ แต่พี่ยูบินก็พูดซ้ำว่าลูกค้าบอกแบบนั้น เรื่องมากจริง ๆ

 

            ด้วยเหตุนี้นักดนตรีสาวจึงต้องแบกกีตาร์ เดินไปพลางบ่นมุบมิบไป กระทั่งถึงปลายทางซึ่งเป็นโต๊ะตัวด้านในมุมอับของร้าน มีผู้หญิงสองคนนั่งรออยู่

 

            เหมือนหลุดมาจากโทรทัศน์อย่างไรอย่างนั้นเลย

 

            “สวัสดีค่ะ” เสียงนุ่มนิ่มโพล่งขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างเห็นเหงือก ยิ่งตอกย้ำให้แชยองรู้ว่าตัวเองไม่ได้ตาพร่าไปเอง

 

            ฉิบหาย

 

            ไวเท่าความคิด แชยองรีบใส่เกียร์หมา เตรียมสับขาวิ่งประหนึ่งสวมวิญญาณนักวิ่งทีมชาติ

 

            “หยุดดดด!” หากยังช้ากว่าพี่ยูบินที่รีบขวางทางไว้ รั้งข้อมือจนตัวแทบปลิวตามแรงกระชาก แชยองเงยหน้ามองคนเป็นเจ้านาย ร้องขอความเห็นใจ “พี่ยูบินคะ ฉัน

 

            “นั่งคุยกับลูกค้าดี ๆ นะ” หากสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการผลักไส พี่ยูบินยิ้ม ตบบ่าให้กำลังใจพอเป็นพิธีก่อนจะเดินถอยไป เช่นเดียวกับผู้หญิงอีกคนที่มากับมินะ

 

            เหลือเพียงพวกเธอสองคน คั่นกลางด้วยโต๊ะหนึ่งตัว

 

            “คุณมาที่นี่ทำไมคะ” แชยองทำลายความเงียบ “ไม่กลัวเป็นข่าวเหรอ”

 

            ทั้งที่อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิแต่เพราะยังมีความห่วงใยซุกซ่อนอยู่ข้างใน มินะจึงไม่รู้สึกว่าต้องกลัวอะไร ส่งยิ้มหวานให้กันอย่างเคย

 

            “รู้ด้วยเหรอคะ”

 

            “ก็ฉันอยู่ในข่าวนั้นด้วยนี่”

 

            มินะหัวเราะ “คุณรู้ว่าฉันมาทำไม”

 

            “ฉันไม่รู้”

 

            “คุณรู้ค่ะ”

 

            “ไม่รู้”

 

            “ฉันคิดถึงคุณ” กำแพงที่เพียรสร้างพังทลายต่อหน้าต่อตา หัวใจกระตุกเฉกถูกมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชากเพียงแค่นักแสดงสาวใช้เสียงนุ่มนิ่มกับสีหน้าหงอย ๆ แบบนั้น

 

            “มินะ” เป็นครั้งแรกที่แชยองรู้สึกว่าการเรียกชื่อใครสักคนพร้อมกับมองหน้าคนนั้นเป็นเรื่องยาก แล้วก็นิ่งเงียบอีกครู่ใหญ่ให้คนรอฟังหัวใจเต้นตุบ ๆ ลุ้นว่านักดนตรีตัวเล็กจะพูดอะไร จะทำร้ายจิตใจกันไหม? หรือจะเปิดโอกาสให้กันสักที?

 

“เรื่องของเรามันควรจบตั้งแต่คืนแรกแล้ว”

 

            “...”

 

            แต่รอยยิ้มยังคงปรากฏบนใบหน้า แม้ดวงตาวูบไหวแต่มินะก็ยังยิ้ม

 

            “พูดต่อสิ”

 

            นั่นทำให้แชยองรู้สึกแย่กว่าเดิม เธอจึงเบือนหน้าหลบสายตา พร่ำบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเราเป็นเพราะหัวใจอ่อนแอเกินไป แล้วแผลมันก็ยังสดอยู่ แต่สักวันหนึ่งพวกเธอจะชินชาเอง

 

            ก็แค่ความบังเอิญพาเรามาเจอกันในคืนนั้น

 

ดาราดังระดับนั้นจะมารักกับผู้หญิงที่ขายตัวแลกเงินอย่างเธอได้ยังไง

 

อาจจะกำลังฝัน—และเธอควรตื่นได้แล้ว

 

“คนอย่างคุณมีตัวเลือกดีกว่านี้ตั้งเยอะ ไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน คุณก็มีความสุขได้”

 

“...”

 

“กลับไปเถอะค่ะ” แชยองหันมาสบตามินะในที่สุด “นี่มันไม่ใช่ที่สำหรับคุณหรอก”

 

หากคนโดนผลักไสไล่ส่งกลับยังรักษารอยยิ้มไว้ได้ พยายามเมินเฉยต่อความใจร้ายของนักดนตรีสาวที่ทำให้เธอหลงรักทำให้เธอสบายใจทุกครั้งยามอยู่ด้วยเหมือนกับที่พักพิงอันอบอุ่น แล้วก็เป็นคนเดียวกับที่ทำให้เธอเจ็บปวดมากที่สุดในโลก

 

“แชยอง” มินะพูดเสียงแผ่ว “บางทีนะ—ถ้าเผื่อว่าคุณจะลืม”

 

“...”

 

“ตอนนี้ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง”

 

“...”

 

“อยู่ตรงนี้เพื่ออ้อนวอนขอความรักจากผู้หญิงอีกคน”

 

“...”

 

“แค่รักฉัน ขอแค่นี้เอง มันยากมากนักเหรอ”

 

“...”

 

เราสองคนจ้องตาเวลาแค่เสี้ยวนาทียาวนานเหมือนชั่วกัลป์

 

“ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้คุณยังไม่อยากรักก็ไม่เป็นไร” คนขอความรักว่าพลางหัวเราะ เธอยืดหลังตรง ขยับตัวลดระยะห่าง อย่างน้อยให้มากพอจะแตะมือกันถ่ายทอดความอบอุ่นและความรักให้อีกคนสัมผัส “ฉันจะทำให้คุณอยากรักฉันเอง”

 

แชยองถูกทำลายกำแพงลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

จากที่ตั้งใจว่าจะไม่ยอมอ่อนไหว ก็ต้องยอมโดนสยบเสียราบคาบ

 

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ เรื่องของเรา

 

มินะกุมมือเธอ ออกแรงบีบหลวม ๆ ราวกับจะให้คำมั่น ปลอบประโลมว่าไม่ต้องกลัว

 

“ทุกอย่างเป็นไปได้ค่ะ ถ้าฉันต้องการ”

 

“...”

 

แชยองเงียบ ไม่ตอบรับแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือพูดจาร้าย ๆ เหมือนคราวแรก ให้มินะใจชื้นมีหวังขึ้นมาบ้าง

 

            “ถ้าครั้งแรกของเรามันทำให้คุณไม่ประทับใจ งั้นมาเริ่มต้นกันใหม่”

 

            “...”

 

 

            “เล่นกีตาร์ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ”

 

 

“นั่นของคุณเหรอคะ”

 

“อ๋อค่ะ ใช่ค่ะ ปกติฉันเล่นดนตรีที่นี่”

 

 

 

คุณอยากฟังเพลงไหม?”

 

 

            ด้วยประโยคที่พานให้ย้อนนึกถึงคืนแรกเท่านั้นเอง ความขุ่นมัวข้องใจทั้งหลายก็เหมือนจะถูกพัดผ่านไป แล้วแทนที่ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ดีกว่านั้น คล้ายเกราะน้ำแข็งที่ถูกความอุ่นละลาย

 

 

แชยองอมยิ้มบาง ก่อนตอบกลับ

 

 

            “ไม่เป็นไรค่ะ”

           

 

 

            แล้วเสียงบรรเลงดนตรีก็ค่อย ๆ ดังขึ้น

           

           

           

 

Just a Girl, and Another Night.

 


ผลงานอื่นๆ ของ JSSKY

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. #5 TaTRV (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 21:40
    โอ้ววววว เเม้นนนนนนนนน ฟิลกู้ดค่ตๆๆๆๆ
    #5
    0
  2. วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 15:25
    ได้ฤกษ์อ่านสักที หลังจากเฟฟไว้นานมาก
    สมกับที่ชอบหนังเรื่องนี้เลยค่ะ
    พอได้มาอ่านเวอร์ชั่นมิแชงที่ได้แรงบันดาลใจแล้ว
    ทุกอย่างมันลงตัวดีจัง จากหม่นๆมันกลายเป็นละมุนได้จริงๆ
    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆนะคะ^^
    #4
    0
  3. #3 U.U
    วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 16:46
    เรื่องนี้ไม่เคยดูแต่เคยได้ยินชื่อ ดีงามพระราม4มากๆค่ะ
    #3
    0
  4. วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 11:15
    ดีงามมมมมม อบอุ่นหัวใจมากๆเลย
    ขอบคุณสำหรับฟิคนี้นะคะ มันดีมากจริงๆ
     
    #2
    0
  5. วันที่ 1 ตุลาคม 2560 / 00:04
    ฮอลลลลล...มีทุกอารมณ์ในตอนนี้เลยนะคะ และมีความสุขมากๆ ยิ้มไม่หุบเลย ขอบคุณไรท์ที่มาทำให้หัวใจพองโตนะคะ
    #1
    0