นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

นิยาย [One-Shot:TWICE] Please, Repeat (MiChaeng)

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


Please, Repeat




Can't nobody do it like you

Said every little thing you do

Hey baby say it stays on my mind

And I, I'm officially-- 

------- ---







“ทำไมชอบเป็นแบบนี้อีกแล้วอ่ะ”



“ก็เธอมันงี่เง่า เด็กน้อย เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผลด้วย”



“ว่าไงนะ”



ปุ!



“เฮ้ ฉันแก่กว่านะ กล้าดียังไงมาปาตุ๊กตาใส่ฉัน”



“แค่ปาลงพื้นมั้ยล่ะ ไม่เห็นจะโด--



ป้าบ!



“หุบปาก ไม่ต้องเถียง”



“เมื่อกี้พี่ปาโดนหน้าฉันเต็ม ๆ เลยนะ”



“จะทำไม ก็ตั้งใจอ่ะ”



“ใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล”



“เฮอะ ถ้าจะมีแฟนแบบนี้ ไม่มีซะยังดีกว่า”



“เออ งั้นก็ไม่ต้องมี”



“...”




“เลิกกันเลยมั้ยล่ะ”


 

 


 

 

************************************************************************

แวะมาอ่อยก่อน เดี๋ยวค่อยลงตอนเต็ม

ไม่ต้องห่วงนะคะ เรื่องนี้ฮาร์ดคอร์แต่ไม่ดราม่าแน่นอน

อันที่จริงเราคิดว่ามันเป็นเรื่องที่โคตรน่ารักด้วยแหล่ะ 555555555

น่ารักยังไง เดี๋ยวจะได้รู้กัน ;)

 

ปล.กรุณาอย่าทวง Sweetest Sentiment เพราะแต่งถึงตอนที่ 11 แล้ว ;p

บอกแล้วแง่ะว่าไม่ดอง เชื่อใจกันหน่อยซี่


เนื้อเรื่อง อัปเดต 31 ก.ค. 59 / 02:45







PLEASE, REPEAT




 

ท่ามกลางเพลงนับร้อยนับพันในเพลย์ลิสต์

อาจมีหนึ่งเพลงโปรดที่ฟังซ้ำได้ทั้งวัน

แต่ถ้าวันหนึ่งเรารู้สึกเบื่อมันขึ้นมาล่ะ

หลังจากนั้นเราจะยังอยากฟังมันต่อไปมั้ย






ซนแชยอง” เรียกชื่อจริงเต็มยศเน้นย้ำทุกคำชัดเจนบ่งบอกถึงอารมณ์คุกรุ่นอันยากจะดับได้ในเวลานี้ หากนั่นยังไม่น่ากลัวมากเท่าน้ำเสียงห้วนเย็นเยียบ ตัดกับดวงตาวาวโรจน์ประหนึ่งมีกองเพลิงสุมอยู่ภายใน




“จ๋า” กระนั้นเจ้าของชื่อยังทำใจดีสู้เสือ ฉีกยิ้มหวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า กระพริบตาปริบ ๆ หวังใช้ความน่ารักชนะทุกสิ่งอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ




แต่จากสายตาของคนอารมณ์ไม่ดี หรือ เมียวอิ มินะที่ตวัดมองอย่างดุเดือดนั้น ยืนยันได้เลยว่าคราวนี้มันใช้ไม่ได้ผล—ไม่เลยสักนิด




ใครก็ได้ช่วยที เค้ากัวแล้วง่ะ




“นี่อะไร” มินะยื่นโทรศัพท์ขึ้นมาจ่อหน้า ทำเอาจำเลยตัวน้อยกลืนน้ำลายดังเอื้อกด้วยเพิ่งสำนึกได้ว่าความผิดของตนเองท่าจะมีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้




“โห มินะซื้อเคสอันใหม่เหรอ น่ารักจังเลย”




“ไม่ตลก”




“...”




ครั้นเห็นคนไม่ตลกเอาแต่นั่งหน้าจ๋อยไม่ยอมอธิบายภาพหลักฐานบนหน้าจอโทรศัพท์เพิ่มเติมเสียที มินะจึงตัดสินใจเปิดประเด็นขึ้นมาเอง




“ไหนบอกว่าแค่ไปซื้อของทำงาน แล้วรูปนี้คืออะไร” เครื่องมือสื่อสารแทบจะหักคามือตามอารมณ์โกรธที่ปะทุขึ้นเฉกเช่นภูเขาไฟระเบิด ผสมปนเปกับความเป็นห่วงและความน้อยใจ




แชยองโทรมาบอกแค่ว่าเย็นนี้จะแวะมาหาที่ห้องหลังจากแวะซื้ออุปกรณ์ทำงานเสร็จ




จากนั้นก็หายไปเกือบสองชั่วโมง




อุตส่าห์เป็นห่วงนักหนาว่าค่ำป่านนี้แล้วทำไมอีกฝ่ายยังไม่มา—กระทั่งยกโทรศัพท์ขึ้นเปิดแอพพลิเคชั่นยอดฮิตเลื่อนดูข่าวสารหวังสงบสติอารมณ์ แล้วก็แจ็คพ็อตแตกเจอรูปคนที่ตัวเองกำลังเป็นห่วงยิ้มแฉ่งในอินสตาแกรมคนอื่น




จะไม่หงุดหงิดเลยถ้าแชยองไม่ปล่อยให้คนอื่นเอาหน้าแนบจนแทบจะสิงกันขนาดนั้น



จะไม่หงุดหงิดเลยถ้ายัยคนอื่นนั่นไม่ตั้งแคปชั่นชวนเลี่ยนชนิดที่แฟนตัวจริงอย่างเธอยังไม่เคยทำ




Date with  เฮอะ สวีทมากมั้ง”




และสุดท้าย—จะไม่หงุดหงิดเลยถ้าเธอไม่เคยเห็นสายตาคนอื่นเวลามองคนของเธอ




จะโดนเขาแดกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก




“ก็—บังเอิญเจอกัน แล้วพี่เขาก็บอกว่าจะเลี้ยงไอติม” แชยองตอบอ้อมแอ้ม ท้ายประโยคเสียงเริ่มเบาหวิวจนแทบจะลอยหลุดสลายหายไปตามอากาศ




มินะแค่นหัวเราะ แน่นอนว่าประโยคข้างต้นไม่ใช่คำอธิบายที่เธอต้องการฟัง




“อ้อ พอเขาจะเลี้ยงไอติมก็เดินตามต้อย ๆ ไปเลย? ใจง่ายเนอะ”



“...”



“แล้วยังไง ได้ไอติมฟรีแค่นี้เลยยอมให้เขานัวเนียง่าย ๆ งี้เหรอ”



“...”



“คิดว่าฉันจะรู้สึกยังไงตอนเจอภาพนี้อ่ะ”



“...”



“นี่มันครั้งที่เท่าไรแล้ว”



“...”



“เธอเป็นแฟนฉันนะ จะทำอะไรคิดถึงใจกันบ้างสิ”




อย่าด่าเยอะค่ะพี่ น้องสำนึกผิดไม่ทัน




“พอเลย ไม่ต้องยุ่งกับยัยนั่นแล้ว คราวหลังถ้าอยากกินไอติมก็บอก เดี๋ยวซื้อให้กิน” มินะเกือบจะได้แต้มนำแล้วถ้าไม่หลุดพูดประโยคนี้ขึ้นมา ทำเอาหญิงสาวตัวเล็กผู้ถูกซื้อได้ด้วยไอติมนิ่วหน้าน้อย ๆ กลืนถ้อยคำขอโทษนับร้อยลงคอทันที




แชยองยอมรับว่าตัวเองผิดที่มัวเถลไถลจนกลับค่ำ




ยอมรับว่าตัวเองผิดที่ถ่ายรูปใกล้ชิดสนิทสนมกับคนอื่น แล้วไหนจะแคปชั่นชวนเข้าใจผิดที่คนลงไม่ได้ปรึกษาเธอก่อน




เธอรู้ว่ามินะไม่ค่อยชอบรุ่นพี่คนนั้น




แต่ถึงขนาดห้ามไม่ให้ยุ่งด้วยนั่นมันก็ออกจะละเมิดความเป็นส่วนตัวเกินไปหน่อยหรือเปล่า




“ถ้าจะหวงขนาดนี้จับฉันใส่กรงล่ามโซ่ไว้เลยมั้ย”



“แชยอง อย่ามาประชด”




“ทำไมชอบเป็นแบบนี้อีกแล้วอ่ะ” น้ำเสียงเริ่มแสดงถึงความรำคาญระคนเหนื่อยหน่าย แชยองโหมดจ๋อยหลบไป เพราะโหมดสู้คนอิ๊สคัมมิ่ง “ทีพี่ไปเที่ยวสองต่อสองกับคนอื่น ฉันยังไม่เคยว่าอะไรเลย”




“ก็เขาเป็นเพื่อนฉัน”



“เอ้า นี่ก็เป็นรุ่นพี่ฉันเหมือนกัน”



“รุ่นพี่บ้าบออะไรถ่ายรูปลงแคปชั่นหวานขนาดนั้น เธอไม่เคยเห็นสายตายัยนั่นเวลามองเธอรึไง”



            “อะไรอ่ะ ไม่แฟร์เลย ฉันโตแล้วนะ จะไปทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของฉันป่ะ” สงครามสองคาบสมุทรทวีความรุนแรงขึ้นตามระดับอารมณ์




“พรุ่งนี้ฉันจะชวนพี่เขากินไอติมอีก กินกันยันร้านปิดเลย พนักงานไล่ก็ไม่เลิก ไม่สนด้วยว่าพี่จะว่ายังไง”




            ฝ่ายญี่ปุ่นถึงกับคิ้วกระตุกเมื่อได้รับสาส์นท้าทายจากเกาหลี และเพราะไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าอีกฝ่ายจะกล้าตอกกลับเธออย่างเจ็บแสบเช่นนี้ มินะจึงไม่รู้ว่าจะขุดประโยคใดขึ้นมาตอบโต้ได้ดีมากไปกว่า



“เธอมันงี่เง่า เด็กน้อย เอาแต่ใจ ไม่มีเหตุผลด้วย”



หาเรื่องด่าเลยจ้ะ



อันธพาลสุด




“ว่าไงนะ” คนโดนด่าอ้าปากค้าง บังเอิญสายตาเหลือบเจอตุ๊กตาเพนกวินที่ซื้อให้มินะเป็นของขวัญเมื่อปีก่อนนอนแอ้งแม้งบนโซฟา เธอคงโยนมันใส่อันธพาลญี่ปุ่นไปแล้วหากไม่ติดว่าจิตใจฝ่ายดีตะโกนห้ามไว้เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายยิ่งกว่าเก่า




แต่หยิบขึ้นมาแล้ว ครั้นจะวางลงที่เดิมก็ดูเหมือนเธอเป็นผู้แพ้อย่างไรไม่รู้



สุดท้าย เป้าหมายของเจ้าตุ๊กตาจึงเป็นพื้นห้อง



ปุ!



“เฮ้ ฉันแก่กว่านะ กล้าดียังไงมาปาตุ๊กตาใส่ฉัน”



“แค่ปาลงพื้นมั้ยล่ะ ไม่เห็นจะโด--”



ป้าบ!



พูดไม่ทันจบประโยค เพนกวินน้อยที่น่าสงสารก็โบยบินใส่แชยองจนหน้าแทบหงาย




“หุบปาก ไม่ต้องเถียง”




“เมื่อกี้พี่ปาโดนหน้าฉันเต็ม ๆ เลยนะ”




“จะทำไม ก็ตั้งใจอ่ะ” มินะลอยหน้าลอยตาตอบ รอยยิ้มบางกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้กำชัย ปราศจากความรู้สึกผิดแม้เพียงเสี้ยวเดียว




“มันเจ็บนะ ถ้าฉันเสียโฉมหรือเตี้ยลง ใครจะรับผิดชอบ”




“ไม่รู้ไม่สน ก็ไปให้ยัยรุ่นพี่แสนดีของเธอช่วยสิ”




“ใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล” แชยองยกมือลูบคอที่ได้รับผลกระทบจากแรงกระแทกเมื่อครู่ “อย่างน้อยฉันก็ไม่เคยทำตัวงี่เง่า หวงก้าง ชอบใช้ความรุนแรงเหมือนพี่อ่ะมินะ”




“ไม่ให้ฉันเป็นแบบนี้ได้ไง ก็ดูเธอทำตัวสิ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ายุ่งกับคนอื่น เธอเคยฟังฉันบ้างมั้ย หรือลืมไปแล้วว่าเราเป็นแฟนกัน” มินะขบริมฝีปากแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์




ใครจะไปมัวใจเย็นเป็นแม่พระอยู่ได้ในเมื่อนี่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเธอทะเลาะกันเพราะคนอื่น เด็กนั่นก็รู้ว่าเธอเป็นคนขี้หึง หวงก้างแล้วทำไมยังชอบปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้คนอื่นเขามาเล่นด้วยง่าย ๆ ล่ะ




อะไรคือความพิเศษในฐานะคนรัก ในเมื่อคนอื่นก็แทบจะได้สิทธิในตัวแชยองเหมือนเธอ



บางทีถ้าลองนับกันจริงจังแล้ว เธออาจจะมีเวลาอยู่กับแชยองน้อยกว่าคนอื่นก็ได้




“เฮอะ ถ้าจะมีแฟนแบบนี้ ไม่มีซะยังดีกว่า”




“เออ งั้นก็ไม่ต้องมี—เลิกกันเลยมั้ยล่ะ”




“อย่าท้าฉันนะ ซนแชยอง”




“ไม่ได้ท้า นี่จริงจังมากเลย เมียว-อิ-มิ-นา-ริ” สกิลยียวนกวนประสาทถูกนำมาใช้เพื่อการนี้อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะโดนตบสวนให้หน้าหงายอีกรอบ “เบื่อแล้ว แฟนหรือแม่ก็ไม่รู้ จู้จี้ขี้บ่นชะมัด”




“เมื่อกี้ว่าอะไรนะ”




“หูตึงเหรอ ก็บอกว่าเบื่อคนจู้จี้ขี้บ่นไง”




“คิดว่าเธอเบื่อเป็นคนเดียวหรือไง ฉันก็ไม่อยากมีแฟนเป็นเด็กใจแตกเหมือนกัน” พูดจบ คนจู้จี้ขี้บ่นก็ตัดปัญหาเดินหลบเข้าห้องนอน กระแทกประตูปิดเสียงดังอย่างจงใจ ทำเอาเด็กใจแตกถึงกับสะดุ้งโหยง กระพริบตาปปริบ ๆ ตรงที่เดิม ไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อไปดี




เจ็บแทนประตูง่ะ



 

 

------------------------------------------------------------------------

 

 



            สองวันเท่ากับสี่สิบแปดชั่วโมง



            เทียบเคียงได้สองพันแปดร้อยแปดสิบนาที




            ฉะนั้นหมายความว่าเป็นเวลาอย่างต่ำหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสองพันแปดร้อยวินาทีโดยประมาณนับตั้งแต่พวกเธอจบสิ้นความสัมพันธ์ในฐานะคนรัก กลายเป็นช่วงเวลาแห่งอิสระที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องมีอีกคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำใช ไม่ต้องมีใครมาคอยชวนทะเลาะ




แฮปปี้จะตาย



ไม่ได้รู้สึกเหงาหรือคิดถึงเลยสักนิด



ไม่เล้ย!



ไม่จริง ๆ นะ




เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ไง ทำไมไม่เชื่อกันเล่า!




“เป็นบ้าเหรอแชง” ระหว่างนั่งทึ้งหัวตัวเองด้วยความหงุดหงิด เสียงราบเรียบของเพื่อนต่างชาติคนสนิทก็ปลุกคนสติแตกให้หลุดจากภวังค์




โจว จื่อวี่ ปรายสายตาไปทางอาจารย์สาวที่ยืนบรรยายอยู่ด้านหน้าอย่างแข็งขัน เมื่อแน่ใจว่าเจ้าหล่อนไม่ได้มุ่งความสนใจมาทางพวกเธอท่ามกลางนักศึกษากว่าครึ่งร้อยในห้อง สาวไต้หวันจึงเริ่มเปิดบทสนทนาอีกครั้ง “ฉันเห็นแกเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะถ้าคิดถึงขนาดนี้ ทำไมไม่ไปขอคืนดีล่ะ”




“อะไร ไหนใครคิดถึง มั่วแล้ว ไม่มี๊”




            แต่ตราบเท่าที่โลกยังหมุนรอบตัวเองฉันใด ซนแชยองก็ยังเป็นมนุษย์ปากแข็งฉันนั้น ไม่มีเปลี่ยน




            “เหรอ” จื่อวี่ยกยิ้มมุมปาก “งั้นฉันคงเข้าใจผิดไปเองสินะที่เห็นแกชะเง้อคอมองหาใครบางคนทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าตึกคณะกับโรงอาหารนั่นน่ะ”




            “เอ ถึงไหนแล้วนะ” แชยองตีเนียนเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย จดจ้องสายตาระหว่างอาจารย์สาวสลับก้มเขียนยุกยิกลงบนสมุด แสร้งทำทีราวกับสนใจเนื้อหาบทเรียนเสียเต็มประดา




            ทั้งที่รู้ดีว่าลึกข้างในใจเธอยังไม่สามารถสลัดเรื่องใครบางคนที่จื่อวี่พูดถึงออกไปได้เลย




            ทุกฉาก ทุกโมเม้น ทุกความทรงจำ ทุกคำพูดยังวนเวียนอยู่ในหัวเธอตลอดเฉกเช่นภาพยนตร์ที่ถูกฉายซ้ำต่อเนื่องนับสิบรอบ หรือบางทีอาจเป็นการตั้งค่าให้เล่นเพลงเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า




            ปัญหาคือเธอไม่รู้ว่าปุ่มกดปิดมันอยู่ตรงไหน




            ตลกดี เป็นตัวตั้งตัวตีบอกเลิกแท้ ๆ แต่เธอกลับทำตัวเหมือนคนโดนหักอกเสียอย่างนั้น




            หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็กล่าวเลิกคลาสเรียนที่ไร้ความหมายสำหรับแชยอง นักศึกษาทยอยกันออกจากห้องไปทีละกลุ่ม ขณะที่เธอได้แต่นั่งถอนหายใจทิ้ง ขยับปลายนิ้วเก็บของเข้ากระเป๋าอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรงประหนึ่งหมดสิ้นแล้วทุกความหวังในชีวิต ร้อนถึงเพื่อนสนิทตัวโย่งให้ต้องรับหน้าที่ช่วยลากคนช้ำรักไปหาอะไรกินข้างนอก




            ไม่ทันคาดคิดว่าทันทีที่เดินลงมาหน้าตึกจะได้เจอกับคู่กรณีโดยบังเอิ๊ญบังเอิญ




            “แชง”



            “เออ เห็นแล้ว”




            ใครบางคนที่เธออาจจะคิดถึงนิดหน่อยกำลังเดินควงแขนมากับหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอีกคน กระหนุงกระหนิงท่าทางมีความสุข อ้อ ขยายความเพิ่มคือหล่อนเป็นรายเดียวกับเพื่อนสนิทที่ชอบออกไปเที่ยวด้วยกันสองต่อสองนั่นแหล่ะ




            ว่าแต่คนอื่นใจแตก ไม่เห็นจะดูตัวเองบ้าง



            เธอคงไม่หวง ไม่คิดมากเลยงั้นสิ




            “ดูมีความสุขดีเนอะ ไม่เห็นเศร้าอมทุกข์เหมือนแกเลย”



            ไม่ต้องย้ำก็ได้มั้ง!




            แชยองขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างไม่สบอารมณ์ และยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดเมื่ออดีตแฟนหันหน้ามาทางเธอ ปรายสายตามองประมาณสามวิก่อนจะเบือนกลับทันทีราวกับเธอเป็นเพียงเศษฝุ่นเศษลมหรือธาตุอากาศที่ไม่ควรค่าต่อการสนใจ



            โอโห หยามแรงอะไรเบอร์นี้!



            “แกโดนเมินอ่ะแชง”



            เท่านั้นแหล่ะคนโดนเมินก็สติแตก ก้าวขาฉับ ๆ ไปขวางหน้าคู่กรณีทันที




            มินะเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยคาดไม่ถึงว่าแชยองจะเป็นฝ่ายเดินมาหาเธอก่อน แม้จะยังไม่ทราบจุดประสงค์ แต่จากหน้าเง้างอปกปิดอารมณ์หงุดหงิดไม่มิดนั่นบวกกับนิสัยส่วนตัวของอีกฝ่าย ก็เพียงพอให้เธอเดาได้ว่าไม่ใช่การขอคืนดีแน่ ๆ




            ยัยเด็กเอาแต่ใจเม้มริมฝีปากเหยียดตรง



            หรี่ตามองเธอจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวาจนครบรอบ



            แล้วสะบัดหน้าหันกลับไปอีกทางชนิดที่ต่อให้เป็นเด็กอนุบาลก็ดูออกว่าจงใจทำ



            อ้อ ไม่ยอมโดนเมินฝ่ายเดียวว่างั้น



ขอให้คอเคล็ด!


 

 

            ------------------------------------------------------------------------

 

           


            “ฟ้ามืดจังฝนตกอีกแน่เลย”




            มินะเงยหน้าหลังจากได้ยินคำพูดพึมพำของเพื่อนสาวคนสนิท หรือ มินาโตะซากิ ซานะ บรรยากาศภายนอกอาคารมืดลงกว่าที่ควรเพราะแสงอาทิตย์ถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ต้นไม้เอนเอียงไปตามลมที่ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกเสี้ยววินาที อันเป็นสัญญาณแรกเริ่มของน้ำจากเบื้องบนที่คงร่วงหล่นตามมาในอีกไม่ช้า




            “รีบกลับกันเถอะแก วันนี้ฉันไม่ได้เอาร่มมาด้วย”




            “งั้นแกยืมของฉันก่อนก็ได้นะ เผื่อฝนตกระหว่างทาง” มินะหยิบร่มพับออกจากกระเป๋า ยื่นให้ซานะอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “พอดีว่าฉันมีร่มสองคัน”




            “หืมทำไมพกร่มตั้งสองคันอ่ะ”




            มือบางชะงักค้างกลางอากาศ รอยยิ้มหวานจืดเจื่อนลงทันที



            นั่นสิ



          ทำไมกันนะ



            ตั้งแต่เมื่อไรที่เธอคิดว่าการพกร่มสำรองอีกคันเป็นเรื่องปกติ



 

            “ลืมเอาร่มมาอีกแล้วเหรอ”



          “ไม่ได้ลืมซะหน่อยก็แค่”



          “แค่?



          “เมื่อเช้ารีบออกจากห้องไปนิดนึงเอง”



          “สำหรับฉันนั่นเรียกว่าลืมนะ”



          “โหย ไม่เห็นเป็นไรเลยยังไงมินะก็เอาร่มมาเผื่อฉันตลอดอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”

           




            คงเป็นเพราะความเคยชินล่ะมั้ง



พอไม่มีคนมาอ้อน ส่งเสียงกระเง้ากระงอดข้างกายแล้วก็รู้สึกโหวงแปลก ๆ เหมือนกันแฮะ




            แน่ล่ะเธอคงเป็นนักโกหกชั้นยอด หากเธอกล่าวว่าไม่ได้คิดถึงช่วงวันเวลาที่เคยมีร่วมกันกับคนตัวเล็ก อันที่จริง เกือบจะบอกได้เต็มปากเต็มคำด้วยซ้ำว่าเธอยังมีความรู้สึกให้อีกฝ่ายแทบจะเหมือนเดิมทุกอย่าง



            แชยองคงไม่รู้หรอกว่าคืนนั้นเธอนั่งกอดเข่าร้องไห้ในห้องนานเท่าไร



            ยากแค่ไหนกับการปั้นสีหน้าเรียบเฉย แสร้งทำเป็นว่าไม่รู้สึกรู้สาอะไรทุกคราวที่เจอกันโดยบังเอิญ



            แม้จะอยากเดินเข้าไปตบหน้า หยิกแก้มแล้วคว้าเข้ามากอดมากแค่ไหน



            เธอไม่สามารถทำได้




“ก็ปกติมีเด็กบ้าคนหนึ่งชอบลืมเอาร่มมาตลอดเลยนี่นา”




            เด็กบ้านั่น



          วันนี้จะลืมเอาร่มมาอีกหรือเปล่านะ




           

------------------------------------------------------------------------

           




            บางทีนะบางที




            ชาติก่อนเธออาจจะเคยทำกรรมกับคนอื่นเอาไว้มากก็ได้



            คนบนฟ้าถึงได้ดลบันดาลให้ช่วงนี้เธอพบกับชะตากรรมเลวร้ายมากเป็นพิเศษ




            โดนแฟนเก่าเมิน ซ้ำควงคนอื่นเดินผ่านมาต่อหน้าต่อตาเมื่อตอนเที่ยงก็ว่าแย่แล้ว ตกเย็นยังเจอจัดชุดใหญ่ ต้อนรับการออกจากตึกหลังเลิกงานชมรมศิลปะด้วยห่าฝนตกหนักเสียยิ่งกว่าท่อประปาแตก ระดับน้ำรอการระบายสูงจนเกือบท่วมตาตุ่ม เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง




            เพื่อนคนอื่นก็กลับกันไปนานแล้ว



            แย่ที่สุดคือเธอไม่ได้เตรียมร่มมา



            อย่าว่าแต่ไปให้ถึงจุดพักหลบชั้นดีอย่างร้านสะดวกซื้อหน้ามหาวิทยาลัยซึ่งห่างออกไปเกือบครึ่งกิโลเมตรเลย เดินแค่สามก้าวก็เปียกหมดตัวเป็นลูกหมาตกน้ำแล้วมั้ง




            คิด ๆ ดูก็ตลกอีกแล้ว




            สัปดาห์ก่อนยังมีคนพกร่มมาเผื่อเธออยู่เลย




            ปฏิเสธไม่ได้หรอก มินะดูแลเธออย่างดีเสมอและคงไม่มีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าเจ้าหล่อนแน่




            แชยองเงยหน้ามองเม็ดฝนจากบนฟ้า สลับกับน้ำเจิ่งนองเบื้องล่างอย่างลังเลแน่นอนว่าการยืนใต้อาคารไม่ทำให้เธอถึงห้องพัก ครั้นจะไปนอนรอในห้องชมรมก็เกรงว่าคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก ดังนั้นเธอจึงต้องกลั้นใจวิ่งฝ่าสายฝนและสายน้ำออกไปอย่างกล้าหาญ




            อหหห เย็นจนหน้าสั่น



          ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย!




            ทุกย่างก้าวผ่านไปอย่างยากลำบาก มิหนำซ้ำฝนยังตกแรงขึ้นทุกที




            ระหว่างที่เธอกำลังต่อสู้กับอุปสรรคทั้งทางอากาศและทางบก ก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องมือสื่อสารทรงสี่เหลี่ยมในกระเป๋าเสื้อ คราแรกเธอตั้งใจว่าจะโทรกลับไปทีหลังจึงยังไม่รับสาย กระทั่งสายที่สองและสายที่สามตามมาติด ๆ แสดงถึงความไม่ยอมแพ้ของอีกฝ่ายนั่นแหล่ะ เธอเลยต้องหยิบมันขึ้นมา




            ผู้หญิงขี้บ่น ;p




            ใบหน้าอ่อนเยาว์ซีดเซียวลงทันตา มือไม้สั่นแรงจนคนทรงเจ้ายังต้องกราบ อย่างที่เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะหนาวหรือกลัวเจ้าของเบอร์ที่ติดต่อมากันแน่




            ด้วยไม่มั่นพอจะยืนรับโทรศัพท์ท้าทายอำนาจฝน ขณะเดียวกันการไม่รับสายท้าทายอำนาจแฟนเก่าก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก แชยองจึงรีบวิ่งไปให้ถึงใต้ชายคาป้ายรถเมล์อันเป็นแหล่งพักรบที่ใกล้ที่สุดก่อนถึงร้านสะดวกซื้อ




            สูดลมหายใจลึกเรียกพลังให้ตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล เช็ดมือลงบนเสื้อซึ่งไม่ช่วยทำให้หายเปียก ก่อนจะบรรจงใช้นิ้วสั่นเทากดรับสาย ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรลงไป เสียงเย็นเยียบจากอีกฝั่งก็ถูกส่งขัดขึ้นมาเสียก่อน




            “ซนแชยอง” สาบานได้ว่าเธอสัมผัสถึงพลังงานแรงกล้านั่นผ่านทุกถ้อยคำจนขนลุกเกรียว “ทำไมรับช้า”




            “เอ่อ เมื่อกี้วิ่งหาที่หลบฝนอยู่”



            “ลืมเอาร่มมาอีกแล้วใช่มั้ย”



            “...”



“เธออยู่ไหน”



            เหมือนจะเดจาวูยังไงไม่รู้




          ว่าแต่เธอจะต้องกลัวมินะอีกทำไม ในเมื่อตอนนี้ไม่ได้เป็นแฟนกันเหมือนเดิมแล้ว



“ฉันจะอยู่ที่ไหนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ พวกเราไม่ได้เป็



“ฉันถามว่าเธออยู่ที่ไหน”



แง ไม่ต้องทำเสียงดุขนาดนั้นก็ได้ เค้ากัวแล้ว




“หน้ามหาลัย เอ่อ ตรงป้ายรถเมล์ก่อนถึงร้านขายของ”



ระบุพิกัดละเอียดกว่านี้ก็คงต้องใช้เส้นละติจูด ลองจิจูดแล้ว




“รออยู่ตรงนั้นแหล่ะ เดี๋ยวฉันไปรับ”



“ไม่เป็นไร หอฉันอยู่ใกล้แค่นี้เอง วิ่งแป๊บเดียวก็ถึง”



“ถ้าจำไม่ผิดคำว่าใกล้ของเธอคือต้องเดินต่อจากร้านขายของอีกห้านาทีโดยไม่มีที่หลบเลยนะ”



“แต่หอพี่อยู่ไกลกว่านะ ไม่ต้องมารับหรอก ฉันกลับเองได้”




“บอกว่าให้รอก็รอสิ”




สิ้นคำประกาศิต แชยองก็รูดซิปปิดปากเงียบ กลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงลำคอแห้งผาก สมองอื้ออึงไม่รู้จะสรรหาคำใดมาตอบโต้คนอายุมากกว่าได้ในเวลานี้เฉกเช่นเด็กตัวน้อยที่เพิ่งโดนผู้ปกครองจับได้ว่าแอบหนีเที่ยวข้างนอกทั้งที่ยังมีความผิดเก่าติดตัว




บางทีเธอน่าจะลองเถียงต่อสักหน่อย



แต่พอคิดดูอีกที




“จ้ะ”




อย่าท้าทายอำนาจมืดเลย


 

 

------------------------------------------------------------------------

 

 



“รู้ว่าตัวเองป่วยง่ายแล้วยังจะตากฝนอีก”



“...”



“ถ้าฉันไม่มารับก็คิดจะวิ่งกลับทั้งอย่างนี้เลยสินะ”



“...”




“ดูแลตัวเองหน่อยสิ พอฉันไม่อยู่ด้วยทีไร เธอชอบเป็นแบบนี้ทุกที” สาบานได้มินะพยายามบอกตัวเองเป็นพันครั้งไม่ให้สติแตก หากความใจเย็นที่เพียรสร้างตลอดทางถูกพังทลายลงง่ายดาย เพียงสภาพเปียกปอนตั้งแต่หัวจรดเท้าของคนตัวเล็กปรากฏสู่สายตา




จะให้เธอไม่โกรธได้ยังไง ในเมื่อความทรงจำครั้งที่แชยองป่วยหนักนอนซมเป็นอาทิตย์ยังตามหลอกหลอนถึงทุกวันนี้ เพียงเพราะร่างกายรับอากาศที่แปรปรวนกะทันหันไม่ได้เท่านั้นเอง



แล้วตอนนี้กลับหาญกล้าถึงขนาดเดินตากฝนกลับหอ



โชคดีแค่ไหนที่เธอพลันนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้แชยองต้องอยู่ทำงานที่ห้องชมรมศิลปะหลังเลิกเรียน ถึงได้ลองโทรมาเช็คจนรู้ว่าเป็นไปตามที่คาดไว้จริง ๆ เนี่ยแหล่ะ




รู้น่าว่าเลิกกันแล้วเป็นห่วงไม่ได้รึไง




“ขอโทษ”



ให้ตายสิเธอเกลียดสีหน้าสลดกับแววตาละห้อยของแชยองจริง ๆ




มินะถอนหายใจหลังจบบทสวดยาวเหยียด แน่นอนว่ายังมีประโยคอีกมากมายที่เธออยากพรั่งพรูออกมา ถ้าไม่ติดว่าร่างกายสัมผัสได้ถึงละอองฝนและอากาศที่เย็นขึ้นทุกที แม้ว่าจะหลบอยู่ใต้ชายคาร้านค้าขนาดใหญ่ก็ตาม




ขนาดเธอยืนแค่แป๊บเดียวยังหนาวเลยแล้วแชยองจะหนาวมากขนาดไหนกัน




“ช่างเถอะ รีบกลับกันได้แล้ว” ยัดร่มพับประจำตำแหน่งใส่มือเปียกชื้น แต่คนที่เธอกังวลว่าจะป่วยกลับยืนนิ่งอยู่อย่างเดิม ไม่แสดงท่าทีว่าจะกางร่มออกไปไหนสักนิด




            “มินะ”



            “อะไร”



            “ฉันขอโทษ”



            “เธอขอโทษไปแล้ว”




            “หมายถึงเรื่องวันก่อน” แชยองเอ่ยในที่สุด เม้มริมฝีปากนิดหน่อยก่อนเริ่มประโยคถัดไป “ขอโทษที่ทำตัวไม่น่ารัก ตอนนั้นฉันควรใจเย็นกว่านี้เนอะ เราจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน”




            “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ผิดที่วุ่นวายเรื่องส่วนตัวของเธอเกินไป ขอโทษเหมือนกันนะ” มินะคลี่ยิ้มบาง ในเมื่ออดีตเด็กเอาแต่ใจยอมรับผิดแล้ว จะให้เธอยึดถือทิฐิส่วนตัวต่อไปก็คงกระไรอยู่  



            โดยเฉพาะทิฐิที่เป็นต้นเหตุให้พวกเธอตกอยู่ในสภาพนี้



            พอมาลองนึกดูดี ๆ แล้ว มันเป็นการเลิกคบที่งี่เง่าและเด็กน้อยที่สุดในโลกเลย




            “อื้อ ฉันรู้ว่าพี่เป็นห่วงฉัน เหมือนอย่างตอนนี้แหล่ะขนาดเลิกกันแล้วนะ ยังจู้จี้ขี้บ่นไม่เปลี่ยนเลย”




            “นี่!




            อ้าว ตกลงยังไง จะเปิดวอร์อีกรอบใช่มะ




            “แต่สองวันนี้พอไม่มีคนมาคอยบ่น ก็เหงาแปลก ๆ” แชยองเรียบเรียงคำพูดอย่างใจเย็น หลุดอมยิ้มมุมปากเมื่อเห็นคนขี้บ่นทำหน้ามุ่ยไม่พอใจ “ถ้าเป็นไปได้ก็อยากโดนบ่นอีกเหมือนกันนะ”



            “จะขอคืนดีเหรอ”



            “แล้วยอมมั้ยล่ะ”



            “ถ้าฉันยอมจะได้อะไร”




            ครั้นเห็นฝั่งญี่ปุ่นยังตั้งแง่ รักษาระยะห่าง ไม่หวั่นไหวต่อสัญญาสงบศึกจากทางเกาหลีโดยง่าย แม่ทัพตัวน้อยจึงอธิบายข้อเสนอเพิ่ม คราวนี้พกความมั่นใจเต็มปรอทว่าทางการญี่ปุ่นไม่มีทางปฏิเสธได้




“ก็จะได้มีแฟนตัวเล็ก น่ารัก ใจง่าย ซื้อตัวได้ด้วยไอติมแค่ถ้วยเดียวเป็นไง น่าสนใจพอรึยัง” ฉีกยิ้มกว้างอย่างน่ารักจนเกิดรอยบุ๋มข้างแก้มอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมยักคิ้วสองครั้ง แววตาส่องประกายวิบวับ ภาคภูมิใจเสียเต็มประดา




            บอกไม่ถูกเลยว่าควรเอ็นดูหรือหมั่นไส้มากกว่ากัน




“แล้วคนใจง่ายแน่ใจนะว่าอยากคืนดีกับคนขี้บ่น”



“อื้อ แน่ใจสิ”



“เราอาจทะเลาะกันทุกวันเหมือนเดิม”



“ถ้าทะเลาะแล้วยังอยู่ด้วยกันก็ไม่เป็นไร”



“...”  




            “ทำไมคนขี้บ่นเล่นตัวจัง ไม่คิดถึงคนใจง่ายเหรอ”




            “มานี่มา” มินะไม่ตอบ หากอ้าแขนกว้างเป็นสัญญาณเปิดรับคนตัวเล็กเข้าสู่อ้อมกอดแล้วโยกตัวไปมาราวกับเด็ก ๆ



“ฉันรักเธอนะแชยอง รักมากด้วยรู้ใช่มั้ย”



กระซิบแผ่วเบาข้างหู ก่อนจะกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ดื่มด่ำทุกสัมผัสอบอุ่นให้สมกับที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ตั้งสองวันอันที่จริงเธอก็นึกอยากจะจับแชยองฟัดให้หายมันเขี้ยวด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่ายังเกรงใจสายตาประชาชีที่อาจบังเอิญเดินผ่านมาแถวนี้




            “ทำไมจะไม่รู้ล่ะ พี่รักฉันมากขนาดไหน ฉันก็รักพี่มากเท่านั้นเหมือนกัน”




           

            ความรักของเราก็เป็นแบบนี้



            แน่ล่ะพวกเธอไม่ได้ชอบทุกอย่างของกันและกันหรอก ด้วยนิสัยที่แตกต่าง ทำให้มีหลายครั้งที่อาจผิดใจกันบ้าง นึกเบื่อ นึกรำคาญจนอยากจะกดลบมันทิ้ง




แต่ท้ายที่สุด เธอก็ยังเลือกจะเก็บรักษาความรักนี้ไว้



            มองข้ามเหล่าข้อเสียอันน่ารำคาญใจ เพราะส่วนที่ชอบมันมีมากมายเหลือเกิน




 

“คราวนี้ไม่เลิกกันอีกแล้วนะ”




“อื้อ ไม่เลิกทะเลาะหนักยังไงก็ไม่เลิก”



                       

            เชื่อเถอะมีไม่กี่คนบนโลกหรอกที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเราได้มากขนาดนี้



            ก็ถ้าเจอแล้ว ใครจะยอมโง่ปล่อยให้หลุดมือไปง่าย ๆ




          ต่อให้ความรักของเราเปรียบเสมือนการฟังเพลงเดิมซ้ำ



            เธอก็พร้อมจะฟังมันทุกวันโดยไม่มีข้อแม้



            ขอแค่เรายังฟังมันด้วยกัน



 

            แค่เราสองคน

           

           





The End

           





           

 

*******************************************************************************************

กราบขออภัยทุกท่าน รู้นะว่าแอบแช่งชักหักกระดูกกันโทษฐานมาช้า

ซึ่งที่อัพช้านี่ไม่ใช่ว่าเล่นตัวหรืออะไรนะคะ ขี้เกียจล้วนๆ เนี่ย บอกกันตามตรงเลย

ส่วนหนึ่งคือแต่งแล้วหาทางจบไม่ได้ด้วยค่ะ 55555555555555555555555

เห็นมีน้อย ๆ ไม่กี่ย่อหน้าแค่นั้น ใช้เวลาแต่งทั้งวันเลยนะคะนั่น อย่าดูถูกไป

เอาเป็นว่า ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการอ่านวันช็อตเรื่องนี้นะคะ

 



ผลงานอื่นๆ ของ JSSKY

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

ยังไม่มีรีวิวของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

12 ความคิดเห็น

  1. #12 TaTRV (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 มีนาคม 2562 / 20:23
    ค่ตดี ค่ตพรีเมี่ยมมม โอ้ยยย น่ารักกกก
    #12
    0
  2. #11 TCL903
    วันที่ 2 สิงหาคม 2559 / 03:47
    กรี้ดดดด เกาหลี-ญี่ปุ่นเซ็นสัญญารักกันแล้ววว! ><
    คราวหน้าอย่าวอร์กันอีกนะคะ หรือถ้าวอร์ก็อย่าฉีกสัญญารักทิ้งค่ะ
    จงดองกองเกี่ยวกันไว้ โลกของแม่ยกจะได้แฮปปี้
    มินาริและซนแชยองก็แฮปปี้~~ น่าร้ากกกกกกก
    #11
    0
  3. #10 PanNiKin
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 15:03
    โง้ยยยยยยยยยยยย
    ลงนาม MOU เกาหลี-ญี่ปุ่นหรอเนี่ย
    น่ารักเกิ๊น หมั่นไส้ 5555
    #10
    0
  4. #9 apolloxx17 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 23:37
    *จุดพลุเปรี้ยงปร้างงงงง* นี่คือคาแรคเตอร์พี่มินะในฝันเราเลยค่ะ กี้ดดดดดด ดีมากที่ดีมากมาก โฮ้ยยยยย แค่มโนว่าโดนเค้าดุแบบแชยองบ้างนี่ก็เขิ้ลลลลลลล บ้าจริงงงงงง >\\\<
    #9
    0
  5. #8 CH2POo
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 16:50
    น่ารักมุมิมากกกกกกกกกกก น้องแชงก็นารักมินะก็อยากได้ 555555

    ลิ้นกับฟันมีกัดกันบ้างแต่ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกัน
    #8
    0
  6. #7 toto-ru
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 16:41
    แอร๊ยยยยย ชอบอ่าาา 
    เขิลไปด้วยเลยยยย

    ชอบภาษาคำบรรยายของไรท์ มันทำให้คิดภาพตามไปด้วยได้ตลอดดดด 
    รอติดตามเรื่องต่อไปนะคร้าาาาร

    #7
    0
  7. #6 myoui_MINA (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 14:09
    เขินอะงื้อออ ><
    #6
    0
  8. #5 #171717
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2559 / 07:05
    ปกติเห็นแต่ญี่ปุ่นยอมเกาหลี พอแชงโหมดอ่อนด้อยกับมินะแล้วตลกยังไงไม่รู้อ่ะค่ะ ยิ่งตอนพูดว่า จ้ะ นี่ตลก น่ารักด้วย 555555555555
    #5
    0
  9. วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 11:27
    ดูรุนแรงนะคะ ?? ดราม่าได้แต่อย่าแรงนะคะ ใจบางค่ะ5555555
    #4
    0
  10. #3 toto-ru
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 23:30
    แอร๊ยยยย แค่คำโปรยก็น่าลุ้นแระ พี่มินะนิยังไง ตอนอยู่กับแชงไม่เห็นค่านะ แล้วจะมาขอ repeat 
     
    รอคร้า !!!! 
    ปล.ขอดราม่าหน่วงๆนะค่ะ เราชอบเวลาไรท์บรรยายอารมเศร้าๆ มันแอบหน่วงขึ้นมาจริงๆ 
    #3
    0
  11. #2 Kkero
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 21:56
    รอด้วยใจจดจ่อค่ะ ดีใจที่กลับมา เราจะไม่ทวงเรื่องเดิมนะคะ เพราะเราเข้าใจ เราแค่อยากจะบอกให้รู้ว่า เรายังรอเรื่องนั้นอยู่นะคะ นานแค่ไหนก็รอได้ค่ะ
    #2
    0
  12. #1 TaTRV
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 21:05
    ไรท์คัมเเบคคคคคคคคค i miss u so much. >3<. ไรเก๊ารออยู่นาาาา เรื่องนี้ละก็เรื่องเก่าด้วยยยยย ดีจายยยที่ไรท์กลับบบ รักยะเคิ้ปปป.
    เค้าว่าเรื่องนี้มันต้องออกมาเเนวตีกัน เเตาเเอบมุ้งมิ้งงี้ช้ะะ 5555555 รออคร้าาา
    #1
    0