ศึกวังหลังชิงบัลลังก์หัวใจมังกร (รีไรท์แล้ว เนื้อหาฉบับเดียวกันกับ E-book ค่ะ)

ตอนที่ 1 : หญิงแค้นมากล้นวังใน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,996
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 209 ครั้ง
    20 ส.ค. 63

อาคารสองชั้นรูปทรงโมเดิร์น ทาสีขาวสบายตาทั้งหลัง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนถนนสายหลักในตัวเมืองปักกิ่ง ผู้คนภายนอกต่างเคลื่อนไหวด้วยความเร่งรีบรีบร้อน แต่ทว่าบรรยากาศภายในอาคารแห่งนี้กลับเงียบสงบเป็นอย่างมาก เพราะนี้คือหอสมุดแห่งชาติประจำเมืองปักกิ่งที่พึ่งสร้างขึ้นมาใหม่จากภาคเอกชนเมื่อสองปีที่ผ่านมา

จางหนิงเอ๋อ คือหนึ่งในบรรณารักษ์ประจำหอสมุดแห่งนี้ มีหน้าที่ในการจัดหมวดหมู่หนังสือ (Catalog) ต่างๆ และทำการซ่อมแซมหนังสือหรือทรัพยากรสารสนเทศที่ชำรุด เธอพึ่งเรียนจบการศึกษาและเริ่มทำงานที่หอสมุดแห่งนี้ได้สองเดือน พร้อมเพื่อนสนิทจากคณะเดียวกันชื่อ เสี่ยวซี ทั้งสองคนสนิทกันมาก เรียกได้ว่าที่ไหนมีจางหนิงเอ๋อ ที่นั่นต้องมีเสี่ยวซีอยู่ด้วย ผู้คนในหอสมุดดูบางตา และบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

จางหนิงเอ๋อ หลังจากจัดหมวดหมู่ของหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอจึงเดินมานั่งประจำที่โต๊ะทำงาน โดยไม่ลืมถือหนังสือที่ยังอ่านไม่จบมานั่งอ่านต่อที่โต๊ะทำงานด้วย

“หนิงเอ๋อ จางหนิงเอ๋อ” เสียงเรียกเบาๆ ดังขึ้นจากโต๊ะด้านทางด้านหลัง เมื่อจางหนิงเอ๋อหันหน้าไปดูก็พบว่าเสี่ยวซีกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ จางหนิงเอ๋อจึงเดินตรงไปหาเสี่ยวซีที่โต๊ะ และนั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับถามขึ้นว่า "มีอะไรหรือเปล่าเสี่ยวซี" จางหนิงเอ๋อถามขึ้นเสียงเบา

“แกอ่านอะไรของแกอยู่หรอหนิงเอ๋อ? เห็นแกดูขมักเขม้นตั้งใจจังเลยนะ” เสี่ยวซีถามพลางชะโงกหน้าลงไปดูปกหนังสือที่จางหนิงเอ๋อถืออยู่

“ฉันกำลังศึกษาตำราเกี่ยวกับชนิดของยาพิษและยาถอนพิษอยู่หน่ะแก”

จางหนิงเอ๋อตอบพลางหันหน้าปกหนังสือให้เสี่ยวซีดู

“ฉันมีเรื่องอยากคุยกับแก ตอนพักเที่ยงเราออกไปกินข้าวด้วยกันที่ร้านอาหารข้างๆ หอสมุดนี่ได้มั้ย?” เสี่ยวซีนัด

“ได้สิ” จางหนิงเอ๋อตอบรับคำชวน พร้อมทั้งขอตัวกลับไปทำงานต่อ

(เวลา 12.00 น.)

“ไปกันเถอะหนิงเอ๋อ พักเที่ยงแล้ว” เสี่ยวซีเดินมาเรียกที่โต๊ะ

“อืม” จางหนิงเอ๋อตอบ พร้อมทั้งใช้กระดาษหนาคั่นหนังสือหน้าที่ยังอ่านไม่จบไว้ ทั้งสองเดินออกจากหอสมุดไปอย่างเงียบๆ และแวะกินอาหารตามสั่งข้างๆ หอสมุด เมื่อสั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวซีก็เปิดฉากการพูดคุยขึ้นมาทันที

“หนิงเอ๋อ แกจะอ่านตำราที่ว่าด้วยยาพิษและการถอนพิษไปทำไม? ฉันไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวข้องกับงานบรรณารักษ์ของเราตรงไหนเลย” เสี่ยวซีถามขึ้นด้วยความสงสัย

"ฉันก็อ่านไปเรื่อยๆ อ่ะแก มีตำราอะไรให้อ่าน ฉันก็อ่านไปเรื่อย" จางหนิงเอ๋อตอบพลางตักกระเพราปลาหมึกเข้าปาก

“บางวันฉันก็เห็นแกอ่านทักษะการฆ่าคนด้วยมือเปล่า ฉันถามจริงๆ เถอะหนิงเอ๋อ คนสวยระดับดาวคณะบรรณารักษ์อย่างแกมีลับลมคมในอะไรกับฉันรึเปล่าเนี่ย?” เสี่ยวซีถามทีเล่นทีจริง"

“บ้า!!! ไม่มีอะไร ความชอบส่วนตัวของฉันล้วนๆ เลยแก ทำมาเป็นตื่นเต้น สมัยเรียนฉันก็อยู่ชมรมกีฬา ขี่ม้า ยิงธนู เทควันโด ฉันไม่เห็นแกจะตื่นเต้นอะไรแบบนี้เลย” จางหนิงเอ๋อตอบยิ้มๆ

“ฉันก็สงสัยเป็นธรรมดาแหล่ะ เห็นแกอ่านเรื่องยาพิษ อ่านเรื่องการฆ่าคนนี่นา คนสวยจิตใจดีแบบแกจะไปฆ่าใครได้ ขนาดยุงกัด แกยังไม่กล้าตบยุงเลยนี่นา” เสี่ยวซีพูดปนขำ

“เอ่อนี่ หนิงเอ๋อ เย็นนี้เป็นวันที่เราครบรอบการเป็นเพื่อนรักกันครั้งแรกมาสี่ปีเต็ม เราไปฉลองกันมั้ย?” เสี่ยวซีกล่าวชวน

“ได้สิ วันนี้เป็นเย็นวันศุกร์พอดีเลย แต่ขอนัดเวลาเป็นช่วงดึกหน่อยได้มั้ยแก พอดีหลังเลิกงาน ฉันมีงานพิเศษต้องทำต่อนิดหน่อยหน่ะ” จางหนิงเอ๋อกล่าวขอ

“ได้สิแก ไม่มีปัญหา ห้าทุ่มเราเจอกันเลย ขอเป็นกินอาหารรสเลิศที่ภัตตาคารหรูๆ เคล้าเสียงไวโอลินเพราะๆ ท่ามกลางบรรยากาศของแสงเทียน เห็นวิวสวยๆ ยามค่ำคืนด้วยนะแก โรแมนติกจะตาย” เสี่ยวซีตอบรับคำขอ พร้อมทั้งทำหน้าเพ้อฝันถึงบรรยากาศที่ตนวาดฝันไว้

“เสี่ยวซี เสี่ยวซี!!!” จางหนิงเอ๋อเรียก พร้อมทั้งสะกิดคนตรงหน้าที่กำลังทำหน้าตาเคลิบเคลิ้มอย่างหนักอยู่

“อะไรกันหนิงเอ๋อ แกจะเรียกฉันทำไมเสียงดังหะ?” เสี่ยวซีทำหน้าเหมือนกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน

“ดูแกจะเคลิบเคลิ้มเสียจนแมลงวันบินเข้าปากไปได้ตั้งหลายตัวแล้วนะนั่น” จางหนิงเอ๋อหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นหน้าตาเง้างอนของเพื่อน

“หนิงเอ๋อ จำไว้เลยนะแก กล้ามาทำลายความสุขของฉัน แต่ไม่เป็นไรหรอกตอนเย็นฉันก็จะมีความสุขอีกครั้งแล้ว” เสี่ยวซีพูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเลื่อนหน้าจอไปมาพร้อมทั้งอมยิ้มน้อยๆ ไปด้วย

“ความสุขอะไรของแกหรอเสี่ยวซี” จางหนิงเอ๋อถามพลางเหลือบตาดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเสี่ยวซีไปด้วย

“ก็เย็นนี้สามีของฉันจะมาหาหน่ะสิแก” เสี่ยวซีตอบพลางทำหน้าตาเขินอายม้วนตัวไปมาเบาๆ

“แกไปแอบแต่งงานตอนไหนกันยะแม่คนสวยกอดอุ่น ไหนสามีอยู่ไหน สามีน่ารักรึเปล่า” จางหนิงเอ๋อกล่าวแซวเพื่อนด้วยความชอบใจ

“นี่ไงแก… สามีฉันคือฮ่องเต้จากเรื่องศึกวังหลังชิงบัลลังก์หัวใจมังกรนี่ไง ละครเรื่องนี้คนฮิตติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง เรตติ้งอันดับหนึ่งของจีนด้วยนะ ทั้งๆ ที่พึ่งจะออกอากาศได้สามตอนเอง” เสี่ยวซีโฆษณาไม่หยุดด้วยความภาคภูมิใจ

“แกอย่าลืมดูนะหนิงเอ๋อ เย็นนี้เวลาหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ไม่ดูเดี๋ยวจะคุยกับฉันไม่รู้เรื่องนะ” เสี่ยวซีบอก

“โอเค ฉันจะดูละครเรื่องนี้ ในเย็นวันนี้ก็แล้วกันนะ แต่ว่าตอนนี้แกชวนฉันเม้าท์มอยจนจะบ่ายโมงแล้ว เราไปทำงานกันต่อดีกว่า” จางหนิงเอ๋อกล่าวชวน ทั้งสองจึงเดินไปทำงานด้วยกันหลังจากจ่ายค่าอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว

(เวลา 18.00 น.)

คือเวลาเลิกงานของหอสมุดแห่งนี้ จางหนิงเอ๋อรีบเก็บกระเป๋ากลับบ้านทันที เนื่องจากเธอมีงานพิเศษที่ต้องทำต่อ

“แกอย่าลืมดูละครที่ฉันแนะนำไปนะหนิงเอ๋อ และอย่าลืมเวลานัดห้าทุ่มของเราด้วยล่ะ” เสี่ยวซีกล่าวย้ำอีกครั้งก่อนกลับบ้าน

“อืม ฉันไม่ลืมหรอก” จางหนิงเอ๋อรับคำ พร้อมทั้งเดินออกจากหอสมุดไปด้วยความรีบเร่ง

(เวลา 19.00 น.)

“พระสนมเพคะ พระสนม ฮือๆๆๆๆ ” เสียงนางกำนัลร่างท้วมนางหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างเตียงของผู้เป็นนายอย่างน่าสงสารดังขึ้น

“เหตุใดพระสนมจึงได้อายุสั้นเช่นนี้ สิ้นบุญของพระสนมแล้ว หม่อมฉันจะหันหน้าไปพึ่งพาผู้ใดกันได้อีกเล่าเพคะ พระสนมยังสาวยังสวยอยู่แท้ๆ นอกจากจะโชคร้ายถูกส่งมาอยู่ตำหนักเย็นโดยที่ไม่มีความผิดแล้ว ยังมาถูกลอบวางยาพิษให้สิ้นชีพไปอีก” นางกำนัลกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า พร้อมทั้งค่อยๆ ห่มผ้าห่มให้พระสนมของตนอย่างเบามือ

“ไม่ได้!!! ข้าจะต้องรีบไปตามหมอหลวงมารักษาอาการให้พระสนม” นางกำนัลร่างท้วมเอ่ยขึ้นพลางรีบร้อนลุกขึ้นด้วยความลนลาน เมื่อเดินสลับกับวิ่งออกมาจนถึงหน้าประตูตำหนักเย็นแล้ว จึงเคาะประตูขึ้นเสียงดังปังๆ!!!

“เปิดประตูเดี๋ยวนี้ พวกเจ้าจงรีบเปิดประตูให้ข้าบั่ดเดี๋ยวนี้ พระสนมไป๋ตาอิ้งถูกลอบวางยาพิษ ข้าจะรีบไปตามหมอหลวงมารักษา” นางกำนัลร่างท้วมเคาะประตูเสียงดังแรงขึ้นและร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา

“ข้าขอร้องพวกเจ้า ช่วยไปตามหมอหลวงมารักษาพระสนมของข้าที ได้โปรดเถิด” แต่ถึงแม้นางจะอ้อนวอนเพียงไรก็ไม่เป็นผล ทหารยามที่เฝ้าหน้าประตูตำหนักเย็นกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง เหมือนเสียงของนางเป็นเพียงสายลมเบาพัดผ่านไปเท่านั้น

“เฮ้อ!!! นี่มันละครหลังข่าวเรื่องอะไรกันเนี่ย เห็นยัยเสี่ยวซีบอกว่าสนุกนัก สนุกหนา พอมาดูเข้าจริงๆ ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย” จางหนิงเอ๋อบ่นกระปอดกระแปด พร้อมกับกดรีโมทปิดทีวีด้วยความเบื่อหน่าย

(ติ้งนึง) เสียงไลน์แจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น มือบางจึงกดโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู ก็พบเข้ากับข้อความว่า

ภารกิจลับ ล้วงข่าวส่งยา ค้าอาวุธ ยั่วยวน ชวนปั๊มลายนิ้วมือ

เป้าหมาย เหมาชิวถัง (นักการเมืองท้องถิ่น หนุ่มใหญ่วัย 45 ปี)

สถานที่ งานกินเลี้ยงของบริษัทเหมา

เวลา (21.00น. ถึง 22.00 น.)

หมายเหตุ ถ้าภารกิจสำเร็จ ให้ส่งงานไว้ที่เคาน์เตอร์หน้าบริษัท

จางหนิงเอ๋อ นั่งเงียบๆ อย่างใช้ความคิดในการวางแผนการทำงานของเธอ

(สายลับ) อาชีพที่น้อยคนนักจะได้เป็น เพราะเป็นอาชีพที่เสี่ยงและค่อนข้างอันตรายเป็นอย่างมาก จางหนิงเอ๋อ ตัดสินใจที่จะเป็นสายลับเมื่อสองปีก่อนด้วยอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น

เหตุผลหลัก คือคำว่าเงิน เธอต้องการเงินเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาใช้ในการรักษามารดาที่ป่วยด้วยโรคไข้สมองอักเสบ และต้องการเก็บเงินไว้สักก้อนเพื่อซื้อที่ปลูกบ้านในอนาคต ตอนนี้มารดาของเธออาศัยอยู่กับน้องชายเพียงสองคนที่เมืองซีอัน บิดาของเธอเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังเด็กและฝากฝังให้เธอช่วยดูแลแม่และน้องชายต่อไป ดังนั้นเธอจึงใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลครอบครัวของเธอให้มีความสุขที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้

เหมาชิวถัง ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเขาเป็นนักการเมืองที่ชื่นชอบคนสวย เขาควงดาราสาวไม่ซ้ำหน้ากันในแต่ละวัน นอกจากธุรกิจของตระกูลที่ทำให้เขาร่ำรวยแล้ว ยังมีธุรกิจมืดคือการค้ายาและการค้าอาวุธที่ช่วยส่งเสริมให้ตระกูลของเขาร่ำรวยมากยิ่งขึ้นไปอีก

จางหนิงเอ๋อขบคิดถึงวิธีการที่จะนำลายนิ้วมือของเหมาชิวถังออกมาด้วยอยู่สักพัก จึงได้ข้อสรุปว่าจะปลอมตัวเข้าไปร่วมงานเลี้ยงและแอบลักลอบนำแก้วไวน์ที่เหมาชิวถังเคยจับไว้ออกมาด้วย เพราะเธอทราบมาว่าเหมาชิวถังนั้นคลั่งไคล้ในการดื่มไวน์เป็นอย่างมาก ซึ่งแก้วไวน์นี่คงพอจะใช้ส่งงานให้นายจ้างได้ ซึ่งเธอก็ไม่ทราบแน่ชัดว่านายจ้างนั้นคือใคร ทุกอย่างล้วนเป็นความลับหมดทั้งสิ้น

คิดได้ดังนั้นแล้ว จางหนิงเอ๋อ จึงไปอาบน้ำและแต่งตัวด้วยชุดราตรีสีโรสโกลด์ โชว์แผ่นหลังขาวผ่อง แต่งหน้าฉ่ำๆ ด้วยลุคที่ดูเซ็กส์ซี่เร้าใจ พร้อมใส่ส้นสูงห้านิ้วสีชมพูอ่อนที่ดูเข้ากันกับชุดเป็นอย่างดี ออกไปขึ้นรถแท็กซี่หน้าคอนโดที่เธอเช่าเอาไว้ตอนมาทำงานได้เงินเดือนแรก

เมื่อแท็กซี่ขับรถมาจอดยังหน้าบริษัทเหมาแล้ว หญิงสาวจึงก้าวเท้าลงจากรถด้วยท่วงท่าที่สง่าผ่าเผย ส่งยิ้มน้อยๆ เมื่อพบเจอกับผู้คนตลอดทางเดินเข้างาน

โชคดีเป็นของเธอ เมื่องานเลี้ยงของบริษัทที่จัดขึ้น ไม่มีการคัดกรองคนเข้าร่วมงาน เนื่องจากเหมาชิวถังต้องการซื้อใจพนักงาน โดยการจับสลากของรางวัลชิ้นใหญ่ 100 รางวัล และอนุญาตให้พนักงานทุกคนนำคนในครอบครัวเข้ามาร่วมงานได้

จางหนิงเอ๋อ เข้ามาร่วมงานเลี้ยงในขณะที่เหมาชิวถังกำลังจับฉลากรายชื่อผู้โชคดีคนที่สามสิบห้าขึ้นมารับรางวัลพอดี เธอรอจนกระทั่งการจับฉลากดำเนินไปจนถึงคนที่ห้าสิบ พิธีกรบนเวทีจึงประกาศคั่นรายการโดยการแสดงโชว์ชุดพิเศษจากนักร้องชื่อดังขึ้นมาร้องเพลงให้ความสุขกับเหล่าผู้คนภายในงาน

เหมาชิวถัง เดินลงจากเวทีและเดินไปนั่งยังโต๊ะผู้บริหาร จางหนิงเอ๋อสังเกตุพบว่าเค้าชอบดื่มไวน์องุ่นเป็นพิเศษ เธอรอจนกระทั่งเขาลุกไปเข้าห้องน้ำ จึงเดินตามหลังเขาไปติดๆ พร้อมกับถือแก้วไวน์ที่มีไวน์องุ่นอยู่ครึ่งแก้วไปด้วย เมื่อเห็นเหมาชิวถังเดินออกมาจากห้องน้ำ จางหนิงเอ๋อจึงเริ่มทำตามแผนทันที

“โอ๊ยยยย!!!” จางหนิงเอ๋อร้องขึ้นพลางกระเด็นไปข้างหลังเล็กน้อย

“คุณไม่เป็นอะไรนะครับ” เหมาชิวถังถามหลังจากประคองจางหนิงเอ๋อไว้ในอ้อมแขน

“ไม่เป็นไรค่ะท่านประธาน ต้องขอโทษด้วยที่ฉันซุ่มซ่ามเดินไม่ระวังจนชนกับท่านเข้า” จางหนิงเอ๋อตอบพลางหลุบตาลงมองพื้น

"คุณชอบดื่มไวน์เหมือนกันหรอครับ" เหมาชิวถังถามเมื่อมองเห็นว่าจางหนิงเอ๋อถือแก้วไวน์ติดมือมาด้วย พลางใช้ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังหญิงสาวไปมาเบาๆ

“ชอบมากเลยค่ะท่านประธาน สนใจดื่มไวน์ด้วยกันสักแก้วมั้ยคะ?” จางหนิงเอ๋อกัดฟันตอบอย่างพยายามควบคุมความโมโหที่ตนถูกลวนลาม

“ผมต้องสนใจดื่มไวน์กับคนสวยอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่รังเกียจ เราเข้าไปดื่มไวน์ข้างในกันดีกว่ามั้ยครับ?” เหมาชิวถังกล่าวชวน

“ได้ค่ะ แต่ขอเป็นที่ลับตาคนหน่อยนะคะ เพราะฉันยังไม่อยากเป็นข่าวและตกเป็นเป้าสายตาของใครค่ะ” จางหนิงเอ๋อตอบ

“ได้ครับ เชิญ” เหมาชิวถังพูดพร้อมกับเดินนำเข้าไปข้างในงาน และเลือกที่นั่งตรงคนไม่พลุกพล่านโดยมีกองของขวัญตั้งบังสายตาผู้คนไว้อีกชั้นหนึ่ง

“ขอไวน์องุ่นขาวสองแก้ว” เหมาชิวถังสั่ง บริกรที่อยู่บริเวณนั้นรีบมารับออเดอร์และนำไวน์องุ่นขาวสองแก้วมาให้ด้วยความรวดเร็ว

เมื่อจิบไวน์ไปได้สักพัก เหมาชิวถังก็ถูกเชิญตัวให้ขึ้นไปจับฉลากของรางวัลอีกสิบรางวัลพร้อมกับมอบของขวัญให้กับพนักงานผู้โชคดีอยู่บนเวที

จางหนิงเอ๋อรีบเทไวน์จากแก้วของเหมาชิวถังทิ้ง และใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อแก้วไวน์ใส่ในกระเป๋าใบใหญ่ที่เธอเตรียมมาด้วยอย่างเบามือ พร้อมกับทิ้งกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กๆ ไว้ให้เหมาชิวถังดูต่างหน้าว่า ขอโทษด้วยที่เธอเสียมารยาทขอกลับก่อน เนื่องจากมีธุระด่วน

จางหนิงเอ๋อรีบเดินออกมานำกระเป๋าไปฝากไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์ทันที และเดินออกมาขึ้นรถแท็กซี่ที่หน้าบริษัทกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโด

(เวลา 22.40 น.)

กริ๊งงงงง กริ๊งงงงง!!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“ฮัลโหล ว่าไงแก” จางหนิงเอ๋อกดรับโทรศัพท์และกรอกเสียงลงมาตามสาย

“ฉันกำลังจะออกจากบ้านนะ แกทำอะไรอยู่ ให้ฉับขับรถไปรับแกที่คอนโดมั้ย?” เสี่ยวซีถาม

“ไม่เป็นไรแก ฉันนั่งรถแท็กซี่ไปเองได้ ฉันกำลังจะออกจากคอนโดไปตอนนี้แหล่ะ แล้วเจอกันนะ” จางหนิงเอ๋อตอบพร้อมกับสะพายกระเป๋า เดินไปขึ้นแท็กซี่ที่หน้าคอนโด

เมื่อเดินทางมาถึงยังภัตตาคารที่นัดกันไว้แล้ว จางหนิงเอ๋อก็พบว่าเสี่ยวซีกำลังก้มหน้าก้มตาดูเมนูอาหารอยู่ พร้อมกับมีเสียงไวโอลินแว่วมาจากโต๊ะไกลๆ ทางขวามือ เสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นมาพบจางหนิงเอ๋อพอดี เธอจึงกวักมือเรียกเพื่อนด้วยความดีใจ

“หนิงเอ๋อๆ ทางนี้แก มานั่งตรงนี้” เสี่ยวซีเรียก

จางหนิงเอ๋อจึงเดินไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเสี่ยวซีและเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวซีแกสั่งอาหารได้เต็มที่เลยนะ เดี๋ยววันนี้ฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง พอดีฉันได้เงินจากการทำงานพิเศษนิดหน่อยหน่ะ” เมื่อจางหนิงเอ๋อ คิดถึงยอดเงินสามหมื่นหยวนในบัญชีที่นายจ้างนิรนามโอนเข้าบัญชีของเธอเมื่อตอนสี่ทุ่มแล้วก็รู้สึกใจฟูขึ้นมาทันที

“โอเค งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ” เสี่ยวซีพูดพลางเรียกบริกรมารับออเดอร์

“ขอหูฉลามสองที่ ซุปรังนกสองที่ ปลาแซลมอลและไข่ปลาคาเวียร์อย่างละ สองที่ ส่วนน้ำดื่มขอเป็นน้ำส้มคั้นสองแก้วค่ะ” เสี่ยวซีสั่งอาหารเสียงดังฟังชัด พร้อมกับเอ่ยเสียงหวานว่า

“ฉันสั่งเผื่อแกด้วยนะเพื่อนรัก แล้วที่ฉันแนะนำละครดังหลังข่าวภาคค่ำแสนสนุก แกดูรึยัง?” เสี่ยวซีถามพร้อมกับทำหน้าตาลุ้นฟังคำตอบไปด้วย

“เนื้อเรื่องก็งั้นๆ แหล่ะแก ฉันได้ดูถึงตอนที่นางสนมคนที่ถูกส่งตัวไปอยู่ในตำหนักเย็น ถูกลอบวางยาพิษในอาหาร แล้วนางกำนัลก็ร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจตายตามไปด้วยอีกคน แค่นั้นเอง”

“สมควรแล้วแก เห็นว่าก่อนหน้านี้นางสนมคนนี้ก็ทำกับนางสนมคนอื่นไว้เยอะ สงสัยกรรมคงจะตามทันแล้ว ฉันล่ะหมั่นไส้ เป็นแค่ตัวประกอบบทไม่สำคัญดันหน้าตาสวยกว่าคนอื่น หึยยยย หมั่นไส้!!!” เสี่ยวซีพูดอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“ใจเย็นๆ ก่อนมั้ยแกเสี่ยวซี อาหารมาเสิรฟ์โน่นแล้ว” จางหนิงเอ๋อพูดปนหัวเราะกับอาการอินจัดของเพื่อน

“เอาจริงๆ ถ้าฮ่องเต้ไม่หล่อฉันไม่ดูจริงๆ นะแก น่ารำคาญจะตาย พวกสนมจะเยอะไปไหน” เสี่ยวซีพูดพลางซดน้ำซุปหูฉลามไปด้วย

“เรื่องธรรมดาแก ผู้ชายคนเดียวแย่งกันทั้งวังหลัง ต่างฝ่ายต่างก็ต้องงัดกลยุทธ์ต่างๆ ออกมาฟาดฟันกันเพื่อการแย่งชิง บางคนบ้างก็หวังในอำนาจลาภยศสรรเสริญ บางคนหวังในตำแหน่งอันจอมปลอม ส่วนบางคนก็หวังในความรักอันฉาบฉวยจากองค์ฮ่องเต้ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครที่จะมีความสุขที่แท้จริงสักคนหรอก ขนาดแกยังอยากจะแย่งชิงฮ่องเต้กับเหล่าพระสนมเลยนี่นา ไม่งั้นจะมีคำกล่าวที่ว่า หญิงแค้นมากล้นวังใน ได้ยังไงกันล่ะ จริงมั้ย?” จางหนิงเอ๋อแสดงความคิดเห็นอีกแง่มุมหนึ่ง

สองสาวกินไปคุยกันไปด้วยความสนุกสนาน จนกระทั่ง…..

“แค่กๆๆ” อยู่ดีๆ จางหนิงเอ๋อก็พลันรู้สึกจุกแน่นคอหอย หายใจไม่ออก หลังจากกินไข่ปลาคาเวียร์ไปเพียงไม่กี่คำ

“หนิงเอ๋อๆ!! แกเป็นอะไรไป?” เสี่ยวซีถามเพื่อนด้วยความตกอกตกใจ พร้อมกับก้มลงไปประคองจางหนิงเอ๋อที่ลงไปนั่งกุมหน้าอกข้างซ้ายและทำหน้าพะอืดพะอมอยู่ที่พื้น

“ฉันแน่นหน้าอก จุกแน่นคอหอย หายใจไม่ออกเลยแก สงสัยอาหารจะเป็นพิษ” จางหนิงเอ๋อพูดพลางหายใจหอบ พยายามเอาอากาศเข้าปอดอย่างสุดความสามารถ

“เรียกรถพยาบาลที!!! ใครก็ได้ ช่วยด้วย!!! ช่วยเพื่อนฉันที!!!” เสี่ยวซีร้องหาคนช่วยไม่หยุด

ก่อนที่สติของจางหนิงเอ๋อจะดับวูบลง พลันได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาจากที่ไกลๆ ดังขึ้นมาว่า….

“พระสนมเพคะ พระสนม ทรงฟื้นขึ้นมาสิเพคะ พระสนม”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 209 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

97 ความคิดเห็น

  1. #33 Joob-Thidathip (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:15
    ผ้าขาวบางมันไม่เข้ากับนิยายเลยค่ะ
    อ่านเจอกระเพราปลาหมึกอยากกินเลย ✌️
    #33
    2
    • #33-1 爱飛 อ้ายเฟย(จากตอนที่ 1)
      12 กรกฎาคม 2563 / 22:32
      ขอบคุณที่แนะนำค่ะ เขียนนิยายรักจีนโบราณเรื่องแรกภาษาอาจจะยังไม่สละสลวยเท่าที่ควร จะพยายามปรับปรุงแก้ไขนะคะ ว่าแต่อยากกินกระเพราปลาหมึกด้วยจังเลยค่ะ ❤️❤️
      #33-1
    • #33-2 爱飛 อ้ายเฟย(จากตอนที่ 1)
      12 กรกฎาคม 2563 / 22:36
      อ๋อ ตอนใช้ผ้าขาวบางห่อแก้วไวน์ใช่มั้ยคะ ไรท์จะแก้เป็นคำไหนดีน้า ยังคิดไม่ออกเลยค่ะ เขียนจบแล้วจะรีไรท์ทั้งหมดอีกทีแล้วกันนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ 😉😉💘💘
      #33-2