Merry Winter ร้อนรักร้ายผู้ชายอันตราย

ตอนที่ 3 : 1. Memory of Enchanted Day [100%] : แปะรูป Odeonplatz (ลานโอเดออน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,433
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    3 มี.ค. 54

 

 

 

ชอบมาก แต่งจบบทเลยเมื่อคืนนี้แต่ไม่ได้ต่อเรื่องอื่น ไม่เป็นไร เดี๋ยวจัดการ

 

 

 

 

1. Memory of Enchanted Day

ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปีทีแล้ว มีวันหนึ่งที่ผมตัดสินใจไปเพื่อรอออทัมที่โรงเรียนสอนภาษาเยอรมันที่เธอเรียนอยู่ อีกห้านาทีเธอจะออกจากห้องเรียน เหตุผลที่ผมไปที่นั่นก็เพราะว่าเมื่อวันก่อนเธอบอกผมว่าเธอมีแฟนแล้วผ่านโทรศัพท์ ซึ่งผมไม่เชื่อเธอและต้องการจะเคลียร์ให้รู้เรื่อง นึกโกรธอยู่ในใจคิดว่าจะสั่งสอนเธอให้สาสมกับที่เธอโกหกผม เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร ยิ่งใหญ่มาแต่ไหนที่คิดว่าจะมาหว่านเสน่ห์ทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วปฏิเสธใครให้หน้าหงายก็ได้อย่างนั้นเหรอ เธออาจจะทำแบบนั้นกับคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่กับผมอย่างแน่นอน...ไม่ใช่หลังจากที่ผมได้ลิ้มลองริมฝีปากรสเลิศของเธอแล้ว ผมต้องได้อะไรมากกว่านั้น เพราะถ้าหากเธอให้ผมไม่ได้ เธอก็ไม่ควรจะเข้ามายุ่งกับผมเสียแต่แรก

ผมมองร่างบางเดินตัวปลิวผ่านไปโดยไม่สังเกตเห็นว่าผมยืนพิงตึกรออยู่ก่อนแล้ว ทุกย่างก้าวของเธอคล้องแคล้วว่องไวเน้นความโดดเด่นของสรีระร่างกายเธอให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหาภายใต้เสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อน เรียวขาสวยขยับเดินเป็นจังหวะราวกับว่าเธอกำลังเดินอยู่บนแคทวอร์ค เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มออกห่างไปสักระยะ ผมก็ก้าวขาเดินตามเธอไปอย่างใจเย็น แต่เพราะจังหวะการก้าวที่กว้างกว่าทำให้ผมเดินมาถึงตัวเธอได้ในไม่ช้า

หมับ!

ผมคว้าต้นแขนเล็กเอาไว้ก่อนที่เธอจะทันได้ก้าวขาลงจากฟุตบาทเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง เธอหันหน้ามามองด้วยแววตาแน่นิ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงใสพร้อมกับรอยยิ้มว่า

“เอ็ดเวิร์ด”

“ออทัม” ผมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแต่ดุดันไปในตัว

“คุณมาทำอะไรแถวนี้คะ” เธอถามเป็นภาษาอังกฤษ

“มาตามจับเด็กเลี้ยงแกะน่ะ คุณพอจะรู้ใช่ไหมว่าแถวนี้มีเด็กเลี้ยงแกะจอมโกหกหลงเข้ามาปะปนอยู่ด้วย”

“น่าเสียใจจัง แย่หน่อยนะคะที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเด็กเลี้ยงแกะที่คุณหมายถึงเลย” เธอเอ่ยด้วยท่าทางสบายๆ ไม่ได้เกรงกลัวต่อสายตาดุดันของผมเอาเสียเลย

“แต่ผมรู้” ผมบอกบีบแขนเธอเล็กน้อย ออทัมก้มหน้ามองดูมือผมแล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน “คุณยังไงล่ะ”

“ขอโทษนะคะ ถ้าหากคุณคิดว่าจะกล่าวหาว่าฉันเป็นเด็กเลี้ยงแกะ ก็ช่วยพูดให้มันกระจ่างกว่านี้สักหน่อยก็ยังดี ที่สำคัญคุณควรจะปล่อยแขนฉันได้แล้วนะคะ ฉันไม่แน่ใจว่าแฟนของฉันจะอยู่แถวนี้รึเปล่า ถ้าเขามาเห็นภาพเราสองคนแบบนี้มันคงดูไม่ดีเท่าไหร่นัก”

“แฟนของคุณเหรอ” ผมยิ้มเยาะหัวเราะอยู่ในลำคอ “ตอนที่คุณคุยกับผมคุณอาจจะอยู่ที่ไหนกับเพื่อนคุณก็ได้ ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนที่เราเจอกันคุณบอกว่าคุณยังโสด ลืมไปแล้วรึยังไงว่าคุณนั่งร้องไห้ฟูมฟายด้วยสภาพน่าสมเพชเวทนาขนาดไหน ลืมไปแล้วเหรอว่าคุณเป็นคนดึงผมเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความน่าขายขี้หน้านั่น หรือว่าคุณลืมไปแล้วว่าเราจูบกันดูดดื่มอย่างไรขณะที่มือของผมล้วงอยู่ใต้กระโปรงของคุณ”

“ที่คุณลูบไล้ต้นขาของฉันเหมือนอดอยากปากแห้งขาดเซ็กส์มานานในผับนั่นนะเหรอคะ” เธอเลิกคิ้วสูงก่อนพูดต่อไปว่า “เหตุการณ์หน้าขายหน้าขนาดนั้น ฉันลืมไม่ลงหรอกค่ะ เอ็ดเวิร์ด” เธอยิ้มกว้างมองผมอย่างท้าทาย ไร้ซึ่งความเขินอายต่อสายตาของผู้คนที่อยู่ลอบด้าน มีแต่ผมเสียอีกที่รู้สึกหัวเสียอยู่คนเดียว

“ฟังนะ” ผมขยับเข้าประชิดตัวเธอ รวบร่างบางเอาไว้ก่อนที่เจ้าตัวจะทันได้หนี “ผมไม่อยากทำให้เรื่องระหว่างเราบานปลายไปมากกว่านี้ แต่ผมไม่ชอบให้ใครมาปฏิเสธผมจนหน้าหงายเหมือนอย่างที่คุณทำ”

“ฉันขอโทษที่คืนนั้นฉันลากคุณมาเป็นผู้โชคร้ายคอยปลอบใจและรับหน้ากับคนในผับแทนแบบนั้น ทั้งยังบอกคุณไปว่าฉันยังไม่มีแฟนและก็ไม่ชอบความสัมพันธ์ที่ต้องผูกมัด คุณก็รู้ว่าฉันเริ่มเมาหน่อยๆ แล้ว ประจวบเหมาะกับที่ฉันได้ลิ้มลองรสชาติของการอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ฉันก็เลยพูดออกไปแบบนั้น แต่ฉันมีแฟนแล้วจริงๆ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน แต่คำพูดยังเหมือนขวานที่ผ่าแสกหน้าผมอยู่ดี 

ผมเกือบจะบีบแขนเธอให้แตกได้ แต่เพราะความหลงใหล ผมใจอ่อน ทำได้แค่ยืนมองดูเธอมองโต้ตอบกลับมาด้วยแววตาสดใสไร้ความเกรงกลัว

“สารภาพมาเลยดีกว่า ว่าแท้จริงแล้วคุณไม่มีใครใช่ไหม”

“ฉันมีค่ะ” เธอยืนยัน “ขอโทษนะคะเอ็ดเวิร์ด ฉันกำลังจะไปที่ลานโอเดออน(Odeon Platz)เพื่อถ่ายรูปสักหน่อย รบกวนคุณช่วยปล่อยแขนฉันได้ไหมคะ คนอื่นเขาเริ่มมองว่าเราทะเลาะกันหมดแล้ว ซึ่งฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่”

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่เคยแสดงทีท่าเดือนร้อนอะไรเลยเวลาที่ผมโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนแทบจะกระชากเธอขึ้นโรงแรมเสียเดียวนี้เวลานี้ได้ แต่เมื่อเธอเอ่ยปากชวนออกมาแบบนี้ ผมกลับรู้สึกได้ว่าอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อครู่นี้มันลดลงมากขนาดไหน มากจนผมเริ่มรู้สึกเอ็นดูเธอเกินกว่าจะทำร้าย ปล่อยร่างเธอให้เป็นอิสระ

“เมื่อวันก่อนฉันลืมเอากล้องมา เลยไม่ได้ถ่ายภาพเก็บเอาไว้ วันนี้เลยต้องมาตามเก็บภาพอีกที” เธอบอกพลางเอื้อมมือไปกดปุ่มสัญญาณไฟ หันมายิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตร

ผมขมวดคิ้วกับฟันแน่นขณะทอดมองดูเธอ และนั่นก็ยิ่งทำให้หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความปรารถนาต้องการผู้หญิงตรงหน้าเกินกว่าจะหักห้ามใจไหว แต่ต้องทนฟังเสียงพูดคุยที่เหมือนนกแก้วของเธออธิบายถึงสิ่งที่เธอจะทำเป็นรายการต่อไป

ความสดใสของเธอในวันนี้ ขัดกับภาพหญิงสาวที่นั่งดื่มอยู่ในผับไอริสพลางร้องไห้ขี้มูกโป่งเมื่อวันที่เราเจอกันครั้งแรก ผมมีความจำเป็นต้องไปนั่งข้างเธอบนเก้าอี้ไม้ตรงเคาน์เตอร์แจกเครื่องดื่มเพราะไม่มีที่อื่นว่างอยู่เลย วินาทีนั้นผมต้องการแอลกอฮอล์กรวดลงท้องให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการที่ผมจะระเบิดตัวเองแตกเป็นเสี่ยงด้วยความโมโห และเธอก็หันมาคุยกับผม ไม่เกรงกลัวสายตาอาฆาตที่ผมมองเธอ เธอยิ้มทั้งน้ำตา ความเห็นใจทะยานเข้ามาในอก ผู้คนรอบข้างมองดูผมด้วยสายตาแปลกๆ เธอดื่มเครื่องดื่มในแก้วอีกครั้ง จากนั้นก็ขยับเข้าใกล้ โน้มหน้ามาหาผม ชั่ววินาทีหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่าหญิงสาวตรงหน้างดงามเพียงใด ผมที่เพิ่งเลิกกับผู้หญิงเลวๆ มาจนแทบจะเป็นโรคเกลียดผู้หญิงเข้าไส้ ที่เคยเห็นเธอแล้วอยากจะขย่ำเธอให้ป่นปี้เพื่อระบายอารมณ์ในตอนแรก กลับเปลี่ยนใจเพราะนึกสงสารเธอ ปล่อยให้เธอเอนตัวเข้าหา ซุกอยู่ในอก เธอบ่นพึมพำเรื่องการไม่ชอบความสัมพันธ์แบบผูกมัด บอกว่าอยากลองจูบผมดูสักครั้ง ผมอยากจะปฏิเสธในตอนแรก แล้วผมก็ไม่ได้ทำ เราจูบกันในนาทีต่อมา โดยที่ผมไม่รู้ว่าทำไม หลังจากที่เราจูบกัน ผมก็ขอคบกับเธอ แต่กลับถูกปฏิเสธ

ความโมโหแล่นเข้ามาในอกผมอีกระรอก ผมดื่มจัด เธอดื่มจัด ผมมองดูเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอหันมาพูดคุยสัพเพเหระ แต่ไม่กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้เธอร้องไห้ ผมเอื้อมมือไปดึงเก้าอี้ของเธอเข้ามาใกล้ จากนั้นก็ดึงเธอมาจูบอีกรอบ เธอไม่ปฏิเสธ ความปรารถนาของผมในตัวเธอเพิ่มมากขึ้นจนผมอดไม่ได้ที่จะสอดมือเข้าไปใต้กระโปรง ลูบไล้เรียวขาเนียนนุ่มของเธอ แล้วเธอก็ผละออก บอกว่าอยากกลับบ้าน เธอวิ่งออกจากร้านไป ปล่อยให้ผมเป็นคนจ่ายค่าเครื่องดื่มที่เธอดื่มทิ้งไว้ จนผมเกือบจะตามเธอไม่ทันเพราะถูกแคชเชียร์รั้งไว้ให้จ่ายเงิน จากนั้นผมก็วิ่งออกไปข้างนอก เห็นเธอนั่งอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพข้างถังขยะ

ผมนั่งลงข้างๆ เธอ ขอคบกับเธออีกครั้ง มันงี่เง่า เพียงแต่วินาทีนั้นผมเองก็รู้สึกเคว้งคว้างเหลือเกิน ความเจ็บปวดที่ถูกทำร้ายจากแฟนคนเก่า...คนที่ผมรักมากจนแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกได้ทำให้ผมเกือบจะฆ่าตัวตายอยู่หลายครั้ง แต่ผมไม่ได้ทำ จนกระทั่งมาเจอออทัม และนั่นก็คือส่วนหนึ่งของการเริ่มเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมทั้งหมด แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพียงแค่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเชื่อมโยงเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้

ย้อนกลับมาตอนที่ผมเดินตามออทัมไปยังลานโอเดออน บางครั้งก็ดูเหมือนเธอมีอำนาจอะไรสักอย่าง สิ่งที่เธอพูดและคิดจะทำสามารถขัดขวางสิ่งที่ผมต้องการจะทำได้อย่างไม่ยาก ผมแทบจะโกรธเธอจนตัวสั่น แต่เมื่อเห็นเธอยิ้มมีความสุขเหมือนไม่ถือสาในสิ่งที่ผมพูดทั้งยังประกอบกิจกรรมต่างๆ ต่อไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นอย่างเริ่งร่า ทำให้ผมหมดความสามารถในการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดไปโดยปริยาย ดูเหมือนกับว่าผมจะไม่เข็ดเรื่องผู้หญิง แต่ก็รู้สึกเหมือนตัวเองขาดผู้หญิงไม่ได้เช่นกัน และในขณะเดียวกัน...ผมก็เกลียดพวกเธอ เกลียดผู้หญิงทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพวกที่ชอบทำร้ายจิตใจผู้ชายราวกับว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีชีวิต แน่นอนว่าผมจะต้องเอาคืน ผมเอาคืนแน่ๆ แต่เมื่อไหร่...เมื่อไหร่นะเหรอ ผมไม่รู้ แค่รอโอกาสจะปลดปล่อยความโกรธแค้นเหล่านี้ออกไปเท่านั้น

“คุณไม่ควรตื้อฉันเลยนะคะเอ็ดเวิร์ด” เธอบอก ขณะแหงนหน้าถ่ายรูปโบสถ์เทียอาทีเนอร์(Theatinerkirche)[1] โบสถ์สไตล์บาโรกสีเหลืองที่ตั้งอยู่บนลานโอเดออน “เพราะฉันมีแฟนที่วิเศษมาก แล้วฉันก็ไม่อยากจะนอกใจเขา” เธอหันกลับมาพลางยิ้มร่า

ผมหรี่ตามองเธอขบฟันแน่น ยังไม่เชื่อในสิ่งที่เธอพูด มีอะไรบางอย่างบอกผมว่าเธอโกหก และพยายามจะโกหกผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงต้องการผู้หญิงจอมโกหกตรงหน้า

“เขาวิเศษมาก” เธอหันมาเผชิญหน้ากับผมอธิบายสีหน้าเคลิ้มฝันก่อนรีบบอก “ใช่ว่าฉันจะคิดว่าคุณไม่วิเศษหรอกนะคะ คุณต้องเป็นคนรักที่ดีได้แน่ๆ แม้ว่าเวลาเมาคุณจะเหมือนคนบ้าเซ็กส์ไปหน่อยก็เถอะ”

“ถ้าคุณอยากรู้ล่ะก็ผมบ้าได้ตลอดเวลา” ผมเอ่ยเสียงเย็นชา แท้จริงแล้วผมแค่ประชด แต่ช่วงนั้นผมคลั่งจนแทบจะทำได้หมดทุกอย่างอยู่แล้วเพื่อหาทางออกจากความแค้นเหล่านั้น

“เยี่ยมเลย” เธอผยักหน้ายิ้มๆ “แต่ฉันเป็นพวกเคร่งเรื่องอย่างว่า ฉันหมายถึง...ไม่นิยมทำอะไรแบบนั้นก่อนแต่งงาน แล้วคนรักของฉันก็เข้าใจเรื่องนี้ดีเสียด้วยสิ เราไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนั้นเลย แต่เชื่อเถอะค่ะ ว่าถึงแม้ว่าฉันจะถูกผู้ชายลวนลามต้นขามาจนเซ็ง และฉันกับแฟนก็ไม่เคยคิดจะทำเรื่องพวกนั้น เพื่อให้คุณเข้าใจอีกรอบ...พวกเรายังรักกันเหนียวแน่นโดยปราศจากเซ็กส์ ซึ่งมันก็ไปได้สวยมากๆ ด้วยสิ”

เธอเก็บกล้องลงในกระเป๋า ผมยืนมองดูเธอสาธยายเป็นไอ้งั่ง ยิ่งเธอพูด...ผมก็ยิ่งหลงใหล ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรออกมาก็ตาม ผมรู้ว่าตัวเองต้องการไปพบแพทย์เพื่อบำบัดสุขภาพจิตโดยด่วนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ผมไม่มีวันไปให้พวกนั้นเขียนใบสั่งยาแก้เครียดให้ผมหรอกนะ

“สักวันหนึ่งถ้าคุณเจอคนที่คุณรักจริงๆ” เธออธิบายพลางกวาดตามองไปรอบๆ เธอมองไปทางซ้ายมือแล้วก็รีบหันกลับมาอธิบายให้ผมฟังหน้าเจือนรอยยิ้มเล็กน้อย แววตาหมองหม่นชั่วขณะ จากนั้นเธอก็อธิบายเสียงเจื้อยแจ้วต่อไป “แล้วคนที่เหมาะสมกับคุณจะต้องวิเศษกว่าฉันหลายพันเท่า”

“คุณเห็นผมเป็นเด็กเหรอ คิดจะกล่อมผมรึเปล่า”

“ไม่ค่ะ ฉันคิดว่าแฟนฉันมาแล้วแหละ เรานัดกันที่นี่” เธอยิ้มกว้าง หันไปทางซ้ายมืออีกครั้งแล้วโบกมือท่าทางกระตือรือร้น

ผมมองตามเธอไป เห็นชายหนุ่มผมสีน้ำตาลบลอนด์ที่เดินมาพร้อมกับหญิงสาวชาวเอเชียผมสีน้ำตาลอ่อนจากการย้อม เขามองมายังพวกเราท่าทางนิ่งสงบ ผมพยายามจะจับผิดออทัมสลับกับเขา หญิงสาวคนนั้นแยกจากเขาไปในเวลาต่อมา

“ขอโทษนะคะเอ็ดเวิร์ด แต่ฉันต้องทำให้คุณผิดหวังอีกครั้ง” เธอบอก “เพื่อให้คุณรู้...ฉันเสียใจที่โกหกคุณ...”

สรุปว่าเธอยอมรับแล้วใช่ไหม ผมยังตีหน้านิ่งรอฟังคำสารภาพต่อไป

“...ในวันนั้น” คำต่อท้ายแผ่วเบาจนผมเกือบจะไม่ได้ยินเพราะผู้คนที่เพิ่งผ่านพวกเราไปเสียงดังจนน่ารำคาญแต่ผมได้ยินที่ออทัมพูดทุกถ้อยคำ ซึ่งมันไม่เข้าหูผมสักอย่าง “ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยปลอบโยนฉัน และก็ขอบคุณที่สนใจฉันขนาดนี้ แต่ฉันคบกับคุณไม่ได้ ฉันต้องไปแล้วนะคะ”

ออทัมโบกมือให้ผมด้วยรอยยิ้มแต่จ้ำเท้าหนีไปราวกับรังเกียจผมเต็มทน ผมแทบจะกระทืบเท้าให้ด้วยความฉุนเฉียวตอนที่เห็นเธอพุ่งเข้าใส่หมอนั่นแล้วจูบกับเขาอย่างอ้อยอิ่ง สติผมแทบขาดสะบั้นเมื่อมือใหญ่นั่นรวบร่างของเธอเอาไว้ อยากจะเดินเข้าไปต่อยหน้าเขาสักหน แต่กลับทำได้แค่ยืนนิ่งเหมือนถูกสาบเป็นหิน พวกเขาพูดคุยกันท่าทางฉอเลาะจนน่าหมั่นไส้ เป็นภาพที่ผมเกลียดจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไร มันตอกย้ำให้ผมนึกถึงภาพอลิเซียนอนอยู่บนเตียงกับชายอื่นอีกครั้ง เมื่อออทัมผละออก พวกเขาพูดคุยกันอีกครั้ง จากนั้นหมอนั่นก็ก้มลงจูบเธออีกรอบ มองมาทางผมราวกับจะท้าทาย ผมกำหมัดแน่น...ก่อนตัดสินใจเดินหนีจากตรงนั้นมา มุ่งหน้าไปยังทางข้ามถนนอย่างหัวเสีย ไฟรูปคนเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว ดูร้อนเหมือนอุณภูมิภายในร่างกายของผม วินาทีที่ผมกำลังจะก้าวลงถนนนั้นเอง แล้วมันก็เกิดขึ้น...จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของเรื่องราวทั้งหมด

หมับ!

“ใจเย็นๆ สิคะคุณ ไฟมันแดงแล้วนะ เดี๋ยวก็ถูกเขาบีบแตรไล่เอาหรอก” เสียงหวานใสทักขึ้นอย่างเป็นมิตร ผมหันขวับกลับไปจ้องหน้าคนพูดตาเขม็ง

“ช่างหัวพวกคนพวกนั้นเป็นไร” ผมสะบัดแขนออกจากมือของเธอที่ก่อนหน้านี้ดึงเสื้อผมเพื่อรั้งเอาไว้ จากนั้นก็หันหน้ากลับมามองสัญญาณไฟอย่างอยู่ไม่เป็นสุข ภายในใจเดือดปุด

เสียงกรอบแกรบเรียกสายตาของผมให้หันกลับไปมองเจ้าของมืออีกรอบอย่างรำคาญ ผมจึงนึกขึ้นได้ว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวกันกับคนที่เคยเดินมาพร้อมกับหมอนั่น แฟนของออทัม เธอกำลังกางแผนที่มิวนิคอยู่ แล้วก็พับมันเก็บใส่กระเป๋า หยิบแผนที่ทางเดินรถไฟออกมาแทน จากนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้น มองไปข้างหน้าพลางยิ้มกว้าง ก่อนหันกลับมาทางผม

“จ้องหน้าฉันนานขนาดนี้ คุณหลงเสน่ห์ฉันเหรอคะ” เธอถามแล้วยิ้มให้ผม เธอดูสดใสและไร้พิษภัย ติดจะไร้เดียงสาเสียด้วยซ้ำ เธอหน้าอ่อนเหมือนเด็กอายุสิบสาม แต่ผมเดาว่านั่นไม่ใช่อายุของเธอ คนเอเชียมักดูอ่อนกว่าวัยกว่าชาวยุโรปอยู่แล้ว “ท่าทางจะหลงเสน่ห์ฉันเข้าแล้วจริงๆ” เธอหันไปหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว

ผมมองเธอแววตาแน่นิ่งไม่ตอบสนองอะไรกลับไปทั้งนั้น เมื่อสัญญาณไฟรูปคนเปลี่ยนเป็นสีเขียวผมก็เดินจากมา ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมาติดๆ พอหันกลับไปมองจึงได้เห็นว่าเป็นเธอคนนั้น

“อย่างี่เง่าหน่อยเลย ฉันไม่ได้หลงเสน่ห์เธอหรอก เลิกตามฉันได้แล้ว” ผมตะคอกใส่ เธอผงะเล็กน้อยก่อนจะเบิกตากว้าง

“ฉันไม่ได้คิดว่าคุณจะหลงเสน่ห์ฉันหรอกค่ะ เมื่อก่อนหน้านี้ฉันพูดเล่นเท่านั้นเอง แค่จะมาถามทางจากคุณเพราะเห็นคุณเดินไปทางเดียวกับเส้นทางที่ฉันคิดว่าตัวเองต้องการจะไป” เธออธิบาย ผมพ่นลมออกจมูกอย่างหัวเสีย “ฉันมีปัญหาเรื่องการจดจำสถานที่นิดหน่อย”

“คุณจะไปไหน” ผมถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอา

“ที่นี่ค่ะ” เธอยื่นแผนที่ให้ผม แล้วชี้ลงบนจุดที่เธอต้องการจะไป ซึ่งอยู่คนละทางกับจุดที่ผมยืนอยู่โดยสิ้นเชิง จากนั้นเธอก็ร่ายยาว “โชคดีจริงๆ ที่ฉันหาซื้อแผนที่ได้จากร้านหนังสือใกล้ๆ ลานโอเดออนนี้ เพราะที่ร้านเช็กสเปียร์ที่ฉันไปเมื่อก่อนหน้านั้นแผนที่หมดพอดี ปรกติแล้วฉันจะพกมันติดตัวมาด้วยเสมอ วันนี้ลืมเอามาก็เลยต้องซื้อใหม่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มีปัญหากับมันอยู่ดี”

“อ่านออกค่ะ อ่านเก่งด้วย แต่ประมวลข้อมูลไม่ค่อยได้ เป็นโรคประจำตัวอย่างหนึ่งที่รักษาไม่ได้ค่ะ”

“คุณโง่เหรอ”

“ไม่ได้โง่ค่ะ” เธอเอ่ยเสียงใส “ไอคิวฉันปรกติดี แต่นี่เป็นโรคประหลาดอย่างหนึ่งที่คุณหมอยังหาคำตอบให้ฉันไม่ได้”

ผมพิจารณาเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า นึกสงสัยขึ้นมาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมอนั่นยังไง วินาทีนั้นเอง...ความคิดไม่ดีของผมก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

“คุณมาถูกทางแล้วแหละ เดี๋ยวผมไปส่ง”

เธอเบิกตากว้าง มองผมด้วยท่าทางหลงใหล เคลิบเคลิ้ม ก่อนจะเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทางดีใจ ผมไม่สนว่าหลังจากนั้นเธอจะคิดยังไง หากที่ๆ ผมจะพาเธอไปคือที่ของผม แต่ไม่ใช่ที่ของเธอ

เธอก็คือ...เกริดาหญิงสาววัย 18 ในตอนนั้น เธอกำลังจะมีอายุครบ 19 ปีในเดือนกันยายน ปัจจุบันเธอมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนผม...มีอายุมากกว่าเธอแค่ปีเดียว และตอนนี้ผมอายุ 21 ปีแล้ว

 

 

 

พระเอกคิดอะไร O[]o ช็อกล่วงหน้า(555) คนแต่งบ้ามาก 555 ชอบเรื่องนี้แล้วอ่ะ ชอบม๊ากมาก(ชอบทุกเรื่องเลย) (บ้ามาก)

 

 

 



[1] Theatinerkirche (ger.) : Theatner Church (eng.) โบสถ์เทียอาทีเนอร์ โบสถ์บาโรกสไตล์อิตาลีที่สร้างขึ้นในปลายยุคบาโรก ตั้งอยู่บนลานโอเดออนในเมืองมิวนิค(เมืองหลวงของรัฐบาวาเรียนในประเทศเยอรมัน)

















 เพิ่งอัพไปเมื่อวาน(ของนาต)แต่ไทยขึ้นวันใหม่แล้ว มาเพิ่ม 55

“คุณอ่านหนังสือไม่ออกรึไง” ผมถามอย่างไม่เกรงใจ

 

มาแค่ครึ่งบท เพราะว่าจะไปต่ออีวานกับไดม่อนค่ะ เวียนเทียนๆ (อีรอสยังต่อในสมุดเหมือนอย่างเคยเมื่อมีโอกาส ตอนนี้จะลอกอาเบลลงสมุดแล้วเช่นกัน 555 แต่ยังไม่ได้ทำ สองหนุ่มน้อยคงไปต่อในสมุดเช่นเคย แต่ที่แต่งลงคอมสดๆ ร้อนๆ คงเป็น...อีวาน ไดม่อน แล้วก็ เอ็ดเวิร์ดสุดเลวนี่ (ทำไมถึงได้เลวขนาดนี้นะ สาวๆ จะเกลียดเขารึเปล่า) พี่นาตแอบเกลียดแหละ แต่ก็สงสารในเวลาเดียวกัน(ในเรื่องนี้) ในเรื่อง Merry Autumn ไม่สงสารเท่าไหร่ >_< หาวิธีดำเนินเรื่องได้แล้ว แปลกแตกต่างจากเรื่อง Merry Spring และ Merry Autumn ออกไปอีก (ชอบมากค่ะ ชอบการเปลี่ยนแปลง) หวังว่าทุกคนจะทนได้นะคะ ^^

ขอบคุณน้องนันที่สนใจผลงานพี่ตลอดเวลา ไม่ว่าพี่จะเขียนออกมายังไงก็ตาม ขอบคุณนะคะที่อยู่เคียงข้างกัน ขอให้นิยายพี่ผ่านการพิจารณาทุกเรื่อง รวมไปจนถึง Merry Spring ที่กำลังรอผลการพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด >_< อยากให้ผ่านจังเลย ครบสองเดือนรึยังนะ หรือครบสามรึยังที่พี่ส่งไปให้นั้น อยากให้ผ่านจังเลย อยากหาบ้านให้ไดม่อนกับเอ็ดเวิร์ดด้วย

ชอบเกริดา แต่เธอยังไม่ออกเลย เกริดา อ่านออกเสียงเป็น เกริด้า นะคะแต่เขียน เกริดา >_< โอ้ย...นอนตอนเย็นมาสองสามชั่วโมง ตื่นมาทำอาหารให้พ่อ(เป็นนังซินค่ะ) ตอนนี้แอบเบลอๆ นิดหน่อย 555

รักทุกคนที่ติดตาม

ขอบคุณที่แอ๊ดผลงานเอาไว้นะคะ ยังไงช่วยออกความเห็นด้วยนะจ้ะ

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

198 ความคิดเห็น

  1. #198 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2557 / 20:21
    ทำไมอ่านอีกรอบแล้วเขินเอ็ดมันละเนี่ย 555+
    #198
    0
  2. #102 2anyone★ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2554 / 21:38

    เอ็ดเวิร์ดหื่นอ่ะ แอร๊ยยยยยยยยย
    ปล. เค้าชื่อบีนะคะพี่นาต 'bee'

    #102
    0
  3. #101 Elnin-Yimm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2554 / 18:54
     พี่นาต
    ถ้านิยาพี่จะสนุกขนาดนี้นะ ><"
    ชอบจัง จะอ่านให้ครบทุกตอนเลย!!

    ตอนแรกมา หวือหวา วิบวับ
    ตกใจตอนมือล้วงใต้กระโปรง 55
    #101
    0
  4. #100 rainbow ♥ rozen (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กันยายน 2554 / 16:39
    มีการมาต่อประโยคตอนท้ายอีกนะเนี่ย

    555
    #100
    0
  5. #99 Oïo PangYen oïO (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 มีนาคม 2554 / 15:36
    หนุก ๆ
    #99
    0
  6. #98 noname (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 มีนาคม 2554 / 20:32
    ติดตามผลงานของคุณนาตหลายเรื่องค่ะ



    เสน่ของแต่ละเรื่องคือ เหมือนอ่านนิยายฝรั่งอ่าค่ะ



    เหือนหนังสือแปลประมาณนั้น ชอบค่ะ
    #98
    0
  7. #97 แมวบ้าเฉยๆ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 มีนาคม 2554 / 08:03
     พี่นาต แมวบ้ามาอ่านเกริดาแล้ววววว
    มีคำผิดหนึ่งคำๆ
    แคชวอร์ค มันต้อง แคทวอล์ค :))

    #97
    0
  8. #96 poidon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 18:29
    ภาคต่อ ><

    เอ็ดเวิร์ดน่ากลัวนะเนี่ย ชักห่วงเวอจิ้นของเกริดา แล้ว TT
    #96
    0
  9. #95 popoja (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มกราคม 2554 / 19:44
    โฮะๆๆคร้าเจ๊ กระจ่างแร้ว
    อัพเร้วว55
    #95
    0
  10. วันที่ 25 มกราคม 2554 / 22:28
    ตอนที่เอ็ดเวิร์ดเจอกับนางเอก(เกริดา)ตอนนั้นเกริดาอายุ 18 ย่าง 19
    (เรื่องที่ดำเนินหน้านี้ควบปัจจุบันและอดีต)
    บรรยายแบบเรื่องเล่าแต่แทรกสถานการณ์
    ซึ่งตอนนี้นางเอก 20 แล้ว
    ส่วนพระเอก 21 และกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว
    (มันค่อนข้างสับสนนะ เพราะวิธีบรรยายเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น)
    พี่เขียนแบบนี้ให้ดูเหมือนว่าสถานการณ์เพิ่งเกิดขึ้น
    แต่จริงๆ แล้วตอนนี้ เอ็ดเวิร์ดกำลังเล่าให้เราฟังว่าเขาไปทำอะไรมาบ้าง
    จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ถ้าหากบทที่สองจะกระจ่างกว่านี้
    จะชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องนี้รายละเอียดเล็กๆ น้อยสำคัญมากเลยเวลาอ่าน
    อาทิเช่น "สิงหาคมเมื่อปีที่แล้ว" "ตอนนั้น ตอนนี้ ปัจจุบัน"
    คือมันไม่ง่ายสำหรับทำความเข้าใจ พี่พอจะบอกได้เลย
    ระหว่างที่อ่านก็จะมีสถานการณ์แทกสถานการณ์ด้วย ^~^
    #94
    0
  11. #93 popoja (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มกราคม 2554 / 21:11
    ว้ากกกกกกกกกก ถึงหุ่นนายจะน่ากินแต่ไงนายร้ายเยี่ยงนี้55555
    เอาแต่ใจน้าดูเร้ยอ่าเจ๊ เกลียจผู้หญิงซะด้วยยย นางอลิเซียร้ายกาจ(เหนแก่ผู้ชายเร้ยเคืองเพศเดียวกัน กร้ากกกก)มาทำเอดเกรียดผู ญ555555555
    อ่านมาสรุป ออทัมก็แอบร้ายน่ะเจ๊นาตตต แต่ไหงเกริดาแบ๋วเยี่ยงนี้หลาเนี้ยย เดียวแอบหลงน่ะจ๊ะ55555
    เจ๊งงอ่า ตอนบรรทัดสุดท้าย18 19 20 เจอกันนานแล้วหรอคร้าหรือว่าปัจจุบันอายุ20 หรือว่าจ๊ะจ๋างงไปเอง555555555
    ชอบเรื่องนี้ ชอบทูกเรื่องงงงงง
    ชอบหลานเจ๊ กร้ากก ขอจ๊ะจ๋าสักคนนนนนนน5555555555
    #93
    0
  12. #92 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มกราคม 2554 / 13:29
    ร้ายกาจ=..=
    ปากคอเลาะร้ายจริงเชียว555
    เพราะเป็นเกริดาปากเอ็ดเวิร์ดเลยยังปลอดภัย เป็นคนอื่นอาจปากแตกไปแล้ว555

    เกริดายังน่ารักเหมือนเดิมเลย>O<
    อย่ายอมเอ็ดเวิร์ดให้มากนักนะในอนาคตนะ^^

    ทิ้งท้ายไว้ได้น่าบีบคอมากเลย555
    จะทำอะไรเกริดายะ คนนิสัยไม่ดี>///<

    ออทัมกับไดม่อนออกแค่นี้เหรอ55

    #92
    0
  13. วันที่ 25 มกราคม 2554 / 10:30
    หนูนันไม่รู้สึกอะไร แต่เขาทำพี่ในเต้นแรงมาก
    หัวใจจะวายตายทุกวินาที ToT มัน...ไม่ไ้ด้ตื่นเต้น
    แต่ว่าความคิดเขาสับสนมาก(ไ่ม่เกี่ยวกับพี่นะ)
    คือไม่เคยเห็นตัวละครสับสนขนาดนี้มาก่อน
    ไม่นับลูคัส แต่หมอนั่นเข้าใจง่ายกว่าคนนี้อ่ะ

    #91
    0
  14. #90 สาวน้อยฤดูร้อน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 มกราคม 2554 / 06:45

    ท่าทางอ่รมณ์เอ็ดเวิร์ดเป็นพวกอารมณืแปรปรวนเหลือเกิน
    แต่เลวเนอะจะขย่ำออทัมo_O
    โหยความคิดพี่แกดุเดือดเลือดพล่านไปไหน

    งานนี้เกริดาคงเป็นพระเภทลองรับอารมณ์โกรธของพี่แกแหงๆTOT
    โอย แสนดีกับแสนเลว

    มานิดเดียวยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับเอ็ดเวิร์ดเลย ไม่รักและเกลียด
    แต่คิดว่าน่าจะค่อนไปทางชอบละ^^
    เป็นพวกเอาแต่ใจสุดๆ เลย555
    #90
    0