Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,581 Views

  • 55 Comments

  • 63 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    406

    Overall
    2,581

ตอนที่ 13 : สงครามบุกตีรังมด (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 70
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    3 ม.ค. 62

***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]

ในคืนวันที่ 17 ของเกมส์แห่งสงคราม

ผม สเลบ กำลังทำการขยายวางแนวอาณาเขตบ่งบอกเขตแดนประเทศของพวกเรา ชาวอาร์โธร์โพดาตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาอยู่

หลังจากวันที่ 16 ผมก็ได้สั่งกองทัพเกราะแดงของสกัด ให้เคลื่อนพลไปทางเหนือ ตามทิศที่กองทัพของพวกปีศาจยักษ์บุกมา

ที่ปลายของเส้นทางนั้น พวกเราได้พบกับแม่น้ำขนาดใหญ่ และชุมชนของพวกศัตรูปรากฏอยู่

มันเป็นศึกกวาดล้างที่ง่ายยิ่งนัก เพราะพวกที่อาศัยอยู่รังนั้น ไม่มีใครที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นนักรบเลยแม้แต่คนเดียว

แล้วพอขึ้นวันที่ 17 หลังจากที่ตรวจตราจนแน่ใจว่าไม่มีศัตรูเหลืออยู่ ผมก็เลยสั่งให้วางกำลังพล และสร้างแนวรั้วป้องกันขึ้นที่ริมแม่น้ำ

ดินแดนที่อยู่แม่น้ำฝั่งนี้ จะต้องเป็นของพวกเรา ชาวอาร์โธร์โพดาทั้งหมด

แน่นอนว่าผมไม่ลืมพวกปีศาจน้อยที่เหลือรอดหรอกนะ

ผมละทึ่งกับแผนการของพวกมันเสียจริง

สร้างรังติดริมแม่น้ำ สร้างเขื่อนรองรับเอาไว้ แล้วขุดเป็นร่องลึกตลอดแนวป้องกันของตนเอง

พอศัตรูเข้าสู่ต่ำแหน่ง พวกมันก็พังเขือนเพื่อปล่อยให้น้ำไหลบ่าทะลักเข้ามา

ทำได้ทั้งปราบศัตรูและเกิดเป็นแนวป้องกันใหม่ที่ทรงพลัง

แต่ออกจะตื้นเขินไปนิด

เพราะทำแบบนั้น มันก็เท่ากับว่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวกลางเกาะร้างไป

ผมยังคงสั่งให้ทหารล้อมแนวคลองเกิดใหม่เอาไว้

ศัตรูไม่คิดที่จะเคลือนตัวบุกมาอีกฟาก อีกทั้งยังไม่ทำอะไรจนข้ามสู่วันที่ 17

ผมมานั่งคิด

เกาะที่โดดเดี่ยวนั้น ไร้ซึ่งอาหารและทรัพยากร

หรือว่าเจ้าพวกปีศาจน้อยไม่ต้องการอาหาร?

แถมพอมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มรู้สึกสงสัย

พวกมันที่เหลือไปอยู่ที่ไหนกัน?

หากข้อมูลของเทพห่านรากที่แจ้งในวันแรกเป็นเรื่องจริง แต่ละเผ่าจะต้องมีกองกำลังจำนวนหนึ่งล้านนายไม่ขาดไม่เกิน มิ ใช่หรือ?

แต่ไม่ว่าจะคาดการด้วยสายตาเช่นไร ทั้งปีศาจน้อย กับปีศาจยักษ์ ก็มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งแสนเสียด้วยซ้ำ

“ (เป็นไปได้สองอย่าง คือพวกมันเป็นตัวล่อ ส่วนที่เหลือหนีไปแล้ว หรือไม่---) ”

หรือไม่ก็ส่งกำลังที่เหลือกว่านับเก้าแสนนายไปลอบบุกจมตีรังของเขา

“ถ้าประมาณด้วยสายตา ที่เหลืออยู่ตรงนี้คงมีประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ที่รังหลักก็จะมีกองกำลังแปดแสนห้าหมื่นนาย แถมยังมีองค์ราชินีแฟตคุมอยู่ งั้นก็ไม่น่าจะเป็นอะไร”

หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจปฏิบัติตามภารกิจเดิมต่อ

ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น ผมคิดเช่นนั้น



***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

“แปรน~ เคลื่อนทัพ! ”

ข้าเป่าแตรเขาสัตว์พร้อมกับค่ำสั่งที่ลั่นวาจาออกไป

ถึงแขนซ้ายจะบาดเจ็บ อีกทั้งสูญเสียตรีศูลคู่กายไป แต่ข้ายังคงสู้ไหวอยู่

อาวุธเองก็ใช้หอกเขี้ยวของศัตรูที่มาเสีย

ระยะห่างจากฐานของศัตรูกับกองทัพของข้าเหลืออีกไม่มาก

เสียงย่ำเท้ายังดังสั่นสะท้านไปทั่งทุ่งหญ้าและปฐพี

ไม่มีวี่แววการลอบดักโจมตีจากศัตรู

อีกทั้งภาพของกองทัพเกราะแดงที่หันหลังหนี ก็ยิ่งทำให้กำลังใจของฝ่ายข้าฮึกเฮิมยิ่งขึ้น

แต่ภายในใจข้ากลับรู้สึกว้าวุ่น

นี่มันง่ายไปหรือเปล่า?

กองทัพเกราะแดงเมื่อกี้นี้นั้น พวกมันมีความสูงเฉลี่ยเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น

ถึงจะมีระดับสูงสามเมตรหลุดมาคนหนึ่ง แต่ก็มีเพียงแค่คนเดียว

ผิดกับวันแรก ที่เจอพวกสูงเมตรครึ่งซึ่งมีความสามารถในการต่อสู่สูงกว่า

ข้ารู้สึกเป็นกังวล ว่าเดินทัพต่อไปแบบนี้จะดีจริงหรือ?

“ (แต่กำลังใจของทุกคนกำลังสูงอยู่ ไฟกำลังโหม อย่าพึ่งเอาน้ำไปราดเลย) ”

หลังจากคิดไตรตรองแล้ว ข้าจึงตัดสินใจบุกต่อด้วยเหตุนี้

“ยังไงก็เป็นการตีตั๋วเที่ยวเดียวอยู่แล้ว”

ข้าไม่คิดว่ากองทัพหนึ่งแสนนายจะสามารถตีฐานหลักศัตรูแตกได้

ยังไงคำสั่งของราชาดูเรียนคือ [จงสลักความกลัวให้พวกมัน] ดังนั้นข้าจึงไม่คิดมากเรื่องเกี่ยวกับแผนการของศัตรูมากมายนัก

บุกเข้าไปละเลงเลือดพวกมันให้มากที่สุด นี่จะถึงจะสลักความหวาดกลัวให้ได้

ไม่ว่าจะเจอแผนการเหนือชั้นแค่ไหน ก็จะขี้โกงใช้พละกำลังบุกลุยทะลวงออกไป

ให้พวกมันตราตรึงลงไปเสีย ว่าพวกเรา เผ่ายักษา ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวของพวกมัน!



หลังจากเดินทัพต่อมาได้ราวครึ่งชั่วโมง กองทัพของบานาก็มาถึงที่ตีนเนินของแนวกำแพง

เนินดินสูงชันกว่าสามสิบเมตรตรงหน้านั้น คือกำแพงป้องกันอริศัตรูของเผ่าอาร์โธร์โพดา

มันไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นหน้าผาสูงเหมือนกำแพงเมืองของมนุษย์

เพราะไม่ว่าหน้าผาสูงชันเพียงใด ด้วยพื้นฐานร่างกายของเผ่าอาร์โธร์โพดา พวกมันก็สามารถปีนข้ามไปได้

ดังนั้น กำแพงสูงชันจึงไม่จำเป็น

และในเมืองความชันไม่จำเป็น แนวคิดจึงกลายเป็น [ทำให้เป็นเนินสูงเพื่อวางกับดักดีกว่า]

โครงสร้างกำแพงของพวกเขาจึงออกมาในรูปแบบนี้แทน

ทุกหย่อมหญ้าที่เป็นเนินสูงคล้ายกับไม่มีอะไร

ภายใต้พื้นดินนั้นคือทุ่งสังหารของพวกอาร์โธร์โพดา

ไม่ว่าจะกองทัพที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน

หรือแม้แต่เหล่าทหารที่ยืนประจำอยู่บนยอดเนินพร้อมกับถาดน้ำมันเดือด

ท่อนเหล็กทรงกระบอกกลมที่ยาวกว่าสิบเมตร

และอาวุธร้ายอีกมากมาย

ใช่ นี่คือรูปแบบป้องกันฐานตามปกติของเผ่าอาร์โธร์โพดา

แต่คราวนี้กลับไม่ใช้สิ่งที่กล่าวมาสักอย่าง

มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูงซึ่งควรประจำการ กลับไม่เห็นเงาของพวกเขาเลยสักคน

กลับมีเพียงแค่กองทัพของมดทาส ในชุดเกราะสีดำกับแดงราวสามแสนกว่านายเท่านั้น

บานารู้สึกไม่ดีเลยสักนิด แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อ

เขาสั่งให้หน่วยโล่ถือโล่ไม้หุ้มหนังสัตว์เดินนำทัพ

กางโล่ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และเหนือหัวของตนเอง

สติงเกอร์ของได้ยิงลูกหินขนาดเท่าลูกรักบี้ ทิ้งลงมาราวห่าฝน

กระทบโล่ดังก้อง จนดังเสียดหูน่ารำคาญ

ฝ่ายยักษาที่อยู่นอกระยะ ได้โต้กลับ

สติงเกอร์ของพวกเขามีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเหนี่ยว และใช้เหวี่ยงได้ดีกว่า

ระยะโจมตีของพวกยักษาจึงไกลกว่า

ในขณะที่แถวตอนลึกขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนเดินเรียงโถมขึ้นเนิน

ห่าฝนกระสุนจากฝ่ายยักษาก็ได้ถูกยิงสวนออกไป

พวกยักษาไม่ได้ใช้หินทั้งก้อนแบบที่พวกอาร์โธร์โพดาใช้

สิ่งที่พวกเขาใช้คือหินที่ถูกลับคมมาอย่างชาญฉลาด

รูปร่างเพรียวบาง อีกทั้งยังคมกริบ

เพิ่มทั้งแรงปะทะ ความแม่นยำ อีกทั้งยังส่งไปได้ไกลกว่า

หากสามารถหาแร่เหล็กได้ พวกเขาคงหลอมอาวุธที่ดีกว่านี้มาใช้แล้ว

แต่เพียงแค่สิ่งนี้ มันก็มากพอที่ทำให้พวกยักษามีชัยในด้านของระดับระอาวุธใช้งาน

มดทาสซึ่งอ่อนแอ ต่างถูกกระสุนหินกระแทกจนดับดิ้น

ชุดเกราะดินที่สวมใส่ มิ ได้ช่วยพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ด้วยพละกำลังอันมากล้นของเผ่ายักษ์ ทำให้กระสุนหินที่ถูกปาไปด้วยเชือกเหวี่ยงอย่างสติงเกอร์ มีความรุนแรงพอ ๆ กับปืนไฟยุคเริ่มแรกของมนุษย์เลยทีเดียว

พวกมดทาสที่ประจำการบทยอดเนินเริ่มระส่ำระสาย

ในขณะที่ฝ่ายกองทัพของบานาเริ่มคึกคะนองมากขึ้น

ช่างเป็นอริศัตรูที่ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคู่มือได้

จนพวกเขาเริ่มรู้สึกละอายใจ ว่าทำไมในวันแรกของสงครามถึงพ่ายแพ้ให้กับพวกนี้ได้กันนะ?

“อย่าประมาท! อย่าลดการระวัง! เคลื่อนทัพต่อไปแบบนี้! ”

บานาเริ่มรู้สึกถึงอันตราย

กำลังใจที่สูงลิบเกินไป จะนำมาซึ่งอันตรายที่เรียกว่า [ความประมาท]

บานาจึงรีบตะโกนคุมสติลูกน้องของตน

กองทัพโล่ยักษาได้ปีนขึ้นมาถึงยอดเนินได้สำเร็จ

ในขณะที่พวกกองทัพมดทาส ต่างวิ่งหนีทิ้งซากศพพวกพ้องเอาไว้อยู่บนยอดเนินเขานั้น

ทั้งที่ควรจะเป็นศึกบุกตีที่ยากลำบาก แต่นี่กลับสามารถยึดยอดเนินกำแพงได้อย่างง่ายดาย

พวกมดทาสตายไปมากกว่าสองหมื่นคน

ในขณะที่พวกยักษาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย กับเสียกำลังพลไปเพียงแค่ไม่กี่สิบนาย

เหล่ายักษาต่างกู่ร้องอย่างโอหัง

บานามองเข้าไปในฐานของศัตรู

อาคารดินจำนวนมากถูกสร้างอยู่ภายในหลุมลึกรูปทรงวงรี

ตามแนวผนังที่ลึกลงไปกว่าห้าสิบเมตร มีอุโมงค์ปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก

มันให้ความรู้สึกคล้ายกับเหมือง

ตรงกับรายงานของขุนนางแครอท ข้างในนี้ ไม่ว่าจะเลือกลงจากตำแหน่งใด ก็มีเพียงแค่เส้นทางแคบ ๆ กว้างไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้น

มิหนำซ้ำ มันยังไม่มีบันไดหรือเนินลาดให้พวกเขาเดินลงไปได้

เป็นเพราะพวกเผ่าอาร์โธร์โพดาไม่รู้จักคำว่าบันได เลยไม่มีบันปรากฏให้เห็น

“เตรียมเชือก พวกเราจะห้อยลงไป ค่อย ๆ ช้า ๆ ”

บานารู้สึกได้ถึงกับดัก

เขาไม่เห็นศัตรูเลย นอกจากฝูงมดทาสที่กำลังวิ่งงพล่านอยู่ข้างล่าง

ฐานของศัตรูมันเงียบราวกับป่าช้า เงียบจนเกินไป

บานาจับจ้องดูลูกน้องของตนห้อยเชือกลงไป

พวกเขาต่างกำลังคึกคะนอง และเต็มไปด้วยความโอหังบนใบหน้า

“อย่าประมาท! ”

บานาคำรามก้อง

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การลำเลียงพลก็ยังราบลื่นอยู่

กองทัพของบานาได้ไต่เชือกลงมา พวกมดทาสที่รอป้องกันอยู่พื้นล่างสุดเอง ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก

มดทาสต่างกรูเข้าใส่เหล่าผู้บุกรุกราวกับฝูงซอมบี้

ช่างเป็นภาพที่กล้าหาญ แต่ช่างชวนเวทนา

ผู้รุกรานร่างยักษ์เริ่มบทบยี้เหล่ามดทาสจนบี้แบน

หรือเขาจะคิดมากไปเอง?

บานาคิดเช่นนั้น

เขากระโดดไต่เชือกลงไป

ลงบนเส้นทางเดินชั้นแรก ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม

ไล่กระทีบศัตรูที่ดักรอจนร่วงหล่นจากเส้นทาง

จนกระทั้งมาถึงพื้นชั้นล่างสุด

บานากู่ร้องข่มขวัญศัตรูตรงหน้า

“โอ้ววว! ”

เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวของพวกศัตรูตรงหน้า

บานานำทัพของเขาบุกตีฝ่าพวกศัตรูตรงหน้า

เป้าหมายคือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงงกลางของลานกว้างนี้

และในตอนนั้นเอง ที่เขาได้ตระหนักบางอย่าง

“ (ทำไมเสียงขานรับถึงเบาลง?) ”

เหล่ายักษาที่ควรมีร่วมนับหนึ่งแสนนาย ควรจะส่งเสียงกระหึ่มมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ?

จากมุมมองของบานา เขาไม่อาจรู้ได้เลย ว่าความจริงเหลือกองพลเพียงสามหมื่นนายแล้ว

เขาติดกับดักของราชินีแฟตโดยไม่รู้ตัว

ราชินีแฟตไม่เคยประมาทใคร

โดยเฉพาะกับบานา เผ่ายักษาที่เธอยังคงจำตราตรึงจากในสงครามวันแรกได้

เธอหวาดกลัวเขา และเพราะหวาดกลัว เธอจึงต้องงัดแผนการที่ดีที่สุดมาใช้ปราบเขาลง

เธอใช้มดทาสเพื่อทำให้กองทัพของบานาเริ่มเหิมเกริม

ทำให้ศัตรูติดประมาทเพราะชัยชนะที่จงใจมอบให้

แลกมดทาสส่วนหนึ่ง เพื่อปราบกองทัพนับแสน ถือว่ามีราคาถูกมาก

หากประเมินจากคลื่นสมองที่หายไป เธอเลยพอจะเดาได้ว่ามีมดทาสตายไปประมาณสี่หมื่นนาย

เธอสั่งให้มดทาสออกไปรับหน้า และถอยทัพเมื่อถึงเวลา

ล่อมันเข้ามาในรัง แล้วลอบโจมตีจากในดินในช่วงที่พวกมันต้องปีนลงมาจากเนิน

ตอนแรกองราชินีแฟตคิด ว่าคงเป็นศึกที่ยากลำบากอยู่ดี ต่อให้พวกมันติดกับแผนการนี้

แต่พอรู้ว่าเผ่ายักษาเดินบนกำแพงไม่ได้ เรื่องทุกอย่างจึงง่ายขึ้น

แผนเดิมคือการให้พวกมดทหารเลวซ่อนอยู่ในกำแพง แล้วดึงพวกมันเข้าไปฆ่าในโพรงตามผนังอย่างฉับพลัน

เหมือนแมลงช้างที่ดักรอศัตรูให้ตกลงไปในหลุม

แต่พอพบความจริงที่ยักษาไม่สามารถเดินตามกำแพงได้ งานของพวกเขาจึงง่ายขึ้นเยอะ

โผล่มาแค่เขี้ยว แล้วแอบตัดเชือกทิ้งก็พอแล้ว

ร่างของยักษาจำนวนมากได้ร่วงลงมาจากระดับความสูงหลายสิบเมตรจนตายลง

แถมยิ่งเกิดความย่ามใจจากชัยชนะที่ได้มา ก็ยิ่งระวังรอบข้างน้อยลง

มีน้อยคนนักที่รู้ว่าเกิดบางอย่างผิดปกติขึ้น

แต่สุดท้ายก็ไปโทษที่ว่า [เชือกไม่แข็งแรงพอ]

จำนวนที่ถูกดักฆ่าตอนปีนลงมาจากเนิน มีร่วมกว่าสองหมื่นนาย

ทุกคนล้วนแต่เป็นพวกที่ออกตัวสุดท้ายทั้งนั้น

ส่วนพวกที่อยู่บนเนินอีกหมื่นคน ก็ถูกมดทหารระดับสูงจำนวนหนึ่งหมื่นกวาดล้างจนหมดแบบไม่ทันตั้งตัวจากใต้ดินบนยอดเนินนั้น

องราชินีแฟตรอจังหวะที่จะแอบกวาดล้าง จากด้านท้ายของกองทัพบานามาตั้งแต่แรกแล้ว

บานาวิ่งนำทัพอยู่หน้าสุด พวกที่อยู่รั้งท้ายก็ถูกมดทหารเลว ลากลงไปเชือดในดินแบบนิ่ม ๆ

จนกระทั้งเหลือเพียงสามหมื่นนายโดยไม่ทันรู้ตัว

ทหารส่งสารของฝ่ายยักษารีบเร่งวิ่งตัดกองทัพมาหาบานา

เขาเป่าแตรเขาสัตว์อย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนพรรคพวกที่แถวหน้า

ว่ากำลังถูกลอบโจมตีจากใต้ดิน

แต่อนิจจา พวกเขาที่หันกลับมาตามต้นเสียงนั้น กลับไม่เห็นร่างของศัตรูเลย

มีเพียงแค่พวกอยู่ท้ายแถวเท่านั้น ที่สงสัยว่า “เพื่อนตรูหายไปไหน? ”

เริ่มเกิดความสับสนขึ้นมาภายในกองทัพ

บานาเองก็รู้ตัวแล้วว่า [ชิบหายแล้ว]

ผลการรบแบบนี้จะสลักความหวาดกลัวลงไปในจิตใจของศัตรูได้เช่นกัน

บานาคิดเช่นนั้น



***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]

“ชนะแล้วสินะ…”

ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่จะติดต่อไปหาราชินีองค์อื่นผ่านคลื่นสมอง

ว่าพวกเราชนะแล้ว

“แลกกำลังพลสี่หมื่นนาย กับศัตรูประมาณหนึ่งแสนนายอย่างงั้นหรือ? ยังใช้ไม่ได้เท่าไหรเลยนะ”

ฉันต่อว่าตัวเอง

ราชินีกับพวกมดทาสคงต่อว่าฉัน ว่าเป็นราชินีแห่งความหยาบคายและโหดร้าย

แต่ฉันจำเจ้าปีศาจยักษ์นั้นได้ ถ้าส่งกองทัพมดทหารไปปะทะตรง ๆ ตั้งแต่แรก คงได้เสียกองกำลังอันทรงคุณค่าไปมากกว่านี้แน่นอน

“... นั่นมันอะไรกัน? ”

จากช่องหน้าต่างบนยอดสุดของปราสาท ฉันมองเห็นการเปลี่ยนรูปขบวนของพวกปีศาจยักษ์

จากแถวหน้ากระดาน ได้กลายเป็นรูปขบวนทรงสี่เหลี่ยม

โดยมีเจ้าปีศาจผมเปลวเพลิงอยู่ ณ ศูนย์กลาง

“คงรู้ตัวเรื่องลอบโจมตีแล้ว เลยเปลี่ยนไปเน้นที่ป้องกันแทนแล้วสินะ”

ฉันชื่นชมศัตรู

แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวถึงความสามารถของมัน

“... ทุกหน่วย ขย้ำได้”

แล้วฉันก็สั่งลงดาบออกไป

กองทัพทั้งหมดที่ซ่อนตัวได้พลุบออกมาจากทั้งดิน ทั้งผนัง

รวมไปถึงใต้เท้าของพวกปีศาจยักษ์

กองทัพนับแสนต่างปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดฝัน และเริ่มกรูเข้ามาบดขยี้เหล่าปีศาจยักษ์

จากใบหน้าที่เหิมเกริมของพวกมัน ได้ฉับพลันแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่ซีดเซียว

ผิดกับพวกมดทาส มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูงสามารถทำการรบได้อย่างดีเยี่ยม

เลือดสีดำของพวกยักษ์ได้สาดกระเซ็นออกมาไปทั่วท้องฟ้า

พวกเราได้เปรียบอย่างล้นเหลือ

แต่ในสนามแห่งนั้น กลับมีเพียงผู้เดียวที่ยังสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้

ปีศาจยักษ์ที่ถูกเรียกว่า [อสูรแห่งอัคคี]

เห็นสเลบเคยบอกฉันว่ามันชื่อบานา

แต่คำว่าอสูรคงเหมาะสมกับมันมากกว่า

มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูง ต่างถูกอสูรอัคคีไล่ฆ่าราวกับมดทาส

เป็นความแข็งแกร่งที่เรียกได้ว่า [ขี้โกง]

มีคนเสียชีวิตเพราะเจ้าอสูรตัวนั้นไปร่วมกว่าหนึ่งพันนาย กว่าที่จะสามารถปลิดชีพเจ้าอสูรร้ายนั้นลงมาได้

พร้อมแสงรับรุ่นอรุงของวันที่ 18 สงครามที่ด้านล่างก็ได้สงบลง

ฉันรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังสั่นกลัวอยู่

“อสูรแห่งอัคคีบานา…”

ฉันพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับดูแสงตะวันยาวเช้าที่สดใสนั้น



***นักรบยันเดเระ [แครอท]

เพราะการเสียสละช่วยดึงความสนใจของบานา ฉันเลยสามารถลอบเข้ามาที่ปราสาทของตัวเขี้ยวจากบนฟ้าได้สำเร็จ

“บานา…”

ไฟแค้นกำลังลุกโหมกระหนำอยู่ภายใจ

เจ้าพวกนี้บังอาจทำให้ชายอันเป็นที่รักของฉันต้องตายเป็นรอบที่สอง

บังอาจทำให้เขาเจ็บปวด

“ฆ่า… ฉันจะเป็นฝันร้ายของพวกแกเอง ไอพวกตัวเขี้ยว จะหาคริสตั้นของพวกแกให้เจอ แล้วทำลายทิ้งเสีย ทีนี้บานาก็จะชื่นชมฉัน มองแค่ฉัน เป็นของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น หุ หุ หุ หุ”

ฉันหัวเราะอย่างชั่วร้าย ก่อนที่จะกลืนหายเข้าไปในเงามืดของปราสาทไป

***

แผนผังสรุปผลลัพธ์ของเกมส์แห่งสงครามวันที่ 16-18


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #39 senseihen (@senseihen) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 เมษายน 2562 / 18:27
    ผมคิดไปเองว่ามนุษย์โดนล้อม??แแบบนี้ไม่เสียเปรียบหรอ
    #39
    0