Age Of War

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 2,604 Views

  • 55 Comments

  • 65 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    429

    Overall
    2,604

ตอนที่ 12 : สงครามบุกตีรังมด (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 73
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    2 ม.ค. 62

***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]

วันที่ 17 ของเกมส์แห่งสงคราม

ด้วยการที่เดินทัพอย่างเป็นระบบระเบียบ อีกทั้งเป็นเหล่านักรบผู้ห้าวหาญ

เลยทำให้กองกำลังของบานากับแครอทมาถึงที่หมายได้เร็วกว่าที่คาดหมายเอาไว้ถึงหนึ่งวัน

นักรบเผ่ายักษาในชุดเกราะหนังทั้งหมดร่วมหนึ่งแสนนาย ต่างกำลังนั่งพักเอาแรงอยู่บนทุ่งหญ้าโล่งกว้าง

ห่างออกไปสุดริมขอบฟ้า ข้าเห็นเนินดินที่สูงชัน

บางทีคงเป็นสิ่งก่อสร้างของพวกตัวเขี้ยว

“พวกเราจะบุกโจมตีลอบโจมตีตอนตะวันลับฟ้า ตอนนี้พักเอาแรงกันก่อน อย่าลืมจัดเวรยามรอบค่ายด้วย”

“บานา จะให้ฉันขี่เจ้าโทเมไปตรวจดูฐานของมันก่อนมั้ย? ”

“ไม่ดี มันเด่นสะดุดตาไป”

ข้าตอบขุนนางแครอทกลับไป

[อสูรปีก] ผิวสีเขียวที่สูงห้าเมตรกว่าสยายปีกออกราวกับจะบอกว่า “ผมทำได้น่า”

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้งนะบานา ให้ฉันไปตรวจแผนผังฐานที่มั่นของพวกมันก่อนเถอะ”

“... แน่ใจว่าสามารถสำรวจโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวได้นะ? ”

“บินเหนือเมฆ แค่นี้พวกมันก็ไม่รู้แล้วว่ามีใครบินอยู่บนฟ้า อีกอย่าง ฉันมั่นใจในสายตาของตัวเองมากเลยนะ”

“... ได้ ระวังตัวด้วยละ”

“อือ~”

แครอทตอบด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริง ก่อนที่จะขึ้นขี่เจ้าโทเมบินขึ้นฟ้า

ผมสีม่วงยาวอันงดงามได้โบกสะบัดไปตามสายลมที่ปะทะใบหน้าของเธอ

พอเห็นดังนี้ข้าก็คิดว่า---

“ทำไมคนสวยอย่างยัยนั่นถึงยังไม่ยอมแต่งงานกันนะ? ”

ในโลกเดิมนั้น สหายของข้าคนนี้เนื้อหอมพอดูเลยละ

เห็นว่าถูกขอแต่งงานตั้งหลายครั้ง แต่เธอกลับปฏิเสธคำขอเหล่านั้นทั้งหมด

“ช่างเถอะ ตอนนี้มาตั้งสมาธิกับแผนการบุกโจมตีดีกว่า”

ว่าแล้ว ข้าก็กลับไปเช็คสภาพอาวุธของตนเอง

อาวุธที่ข้าถนัดสุดคือตรีศูล

เนื่องจากวัตถุดิบไม่ค่อยจะมี ตรีศูลที่มีในตอนนี้จึงสร้างมาจากไม้และเขี้ยวของสัตว์ร้ายเท่านั้น

ใช้ไม้เนื้อแข็งเป็นแกนหลัก และใช้เขี้ยวสัตว์แทนสามง่ามที่อันตราย

ผูกมัดเข้าด้วยกันด้วยเชือกที่ทอขึ้นจากเส้ยใยของพืชจากกรรมวิธีลับของพวกเราเผ่ายักษา

ด้วยความเหนี่ยวเป็นพิเศษนี้ จึงทำให้อาวุธจากวัสดุพื้น ๆ มีความแข็งแรงมากพอควร

ถึงจะถูกสร้างจากพืชพรรณที่ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ความแข็งแรงก็ไม่ถือว่าเลวร้ายเท่าไหรนัก

ข้าตรวจหนังสัตว์กับเชือกที่มัดตัวตรีศูล ว่ายังมีสภาพดีไร้ปัญหาใด ๆ

หลังจากเช็คสภาพอาวุธ ต่อมาก็เป็นชุดเกราะหนังของตนเอง

เตรียมความพร้อมก่อนรบ รวมไปถึงทวนแผนการทุกอย่าง

จากนั้นก็เข้าสู่การเข้าสมาธิ

จินตนาการคืออาวุธ เป็นพลังที่สุดหยังถึงซึ่งสามารถทำให้เห็นอนาคตได้

คิดถึงทุกกรณีเหตุการณ์ ทบทวน และคาดเดาในสิ่งที่ตนเองอาจจะเจอ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชัยชนะของสงครามในครั้งนี้



… เวลาได้ผ่านไปจนถึงช่วงหัวค่ำ

อสูรปีกได้สยายปีกปกคลุมไปทั่วฟ้า

เงาดำนั้นแผ่ขยายร่อนลงมาที่ข้า

“แครอท เป็นยังไงบ้าง”

“การป้องกันสมบูรณ์แบบสุด ๆ เนินที่เห็นนั้น เป็นกำแพงดินสูงลาดขึ้นไปราวหลายสิบเมตรได้ แถมข้างในยังเป็นหลุมลึกลงไป ช่องทางเดินก็คับแคบ ถ้าไม่ระวังคงร่วงลงไปตายได้ง่าย ๆ เลย และดูเหมือนว่าจะมีสิ่งก่อสร้างคล้ายปราสาทอยู่ตรงกลางของฐาน มันมีรูปทรงเป็นฐานสามเหลี่ยมสูง สร้างจากหินและดินอย่างละเอียดอ่อน ไม่เห็นคริสตั้นแห่งชีวิตของศัตรู บางทีคงอยู่ข้างในปราสาทนั้นนะ”

แครอทตอบข้าพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส

จะยิ้มทำหยัง? จริงจังหน่อยสิเธอ…

ยัยนี่จะไหวไไหมเนี่ย อีกเดียวก็จะเริ่มแผนการเข้าตีแล้วนะ

แต่ด้วยข้อมูลของแครอท เลยทำให้ข้าเริ่มเห็นทิศทางลมของการทำสงครามครั้งนี้

เอาละ ถึงเวลาสลักความหวาดกลัวของพวกเราเผ่ายักษาลงไปในจิตใจของพวกตัวเขี้ยวได้แล้ว



***นักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]

เกิดแสงสว่างวาบ แล้วตัวข้าก็รู้สึกได้ถึงชีวิตและร่างกาย

ข้า [สกัด] ได้คืนชีพกลับมาแล้ว

“ฮึ ชุดเกราะ อาวุธ หายไปหมดเลย…”

ข้าอยู่ในสภาพที่เปล่าเปลื่อย

สิ่งที่จำได้เป็นครั้งสุดท้าย คือภาพของปีศาจยักษ์สูงสีเมตรหัวล้านที่เก่งกาจสมควรค่าแก่การนับถือ

“อยากสู้กับคนเก่งกาจเช่นนั้นอีกสักครั้ง…”

ข้าคือนักรบผู้ซื่อตรง ยามที่พบเจอศัตรูที่เก่งกาจ มันอดที่จะทำให้ข้าอยากเข้าปะทะตัวต่อตัวอย่างตรงไปตรงมามิได้

อยากต่อสู้เช่นนั้นอีกครั้ง

ข้าเดินออกมาจากห้องโถงที่ใช้เก็บคริสตั้นแห่งชีวิต

พื้นที่นี้อยู่ ณ ใจกลางของรังพวกเรา

ด้วยชั้นหินที่หนา เส้นทางตรงอันคับแคบ และเส้นทางเขาวงกต ไม่ว่าศัตรูหน้าไหน คงยากที่จะบุกรุกเข้ามาถึงข้างในนี้ได้

“ (สกัด ขุนพลของฉัน เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้!?) ”

ในตอนที่ข้าเดินออกมาจากเส้นทางอันวกวน เสียงขององค์ราชินีย์แฟตก็ได้ดังก้องขึ้นมา

“ (ต้องขออภัย ตัวข้านั้นได้พ่ายแพ้ แต่ทิศทางลมของศึกสงครามยังอยู่ข้างเรา ข้าคิดว่าท่านสเลบคงสามารถเอาชัยชนะมาให้พวกเราตามประสงค์ของท่านได้อยู่ครับ) ”

“ (เช่นนั้นก็ดี ส่วนเจ้ารีบไปหาชุดเกราะตัวใหม่มาสวม แล้วรีบไปทำงานต่อได้แล้ว!) ”

“ (รับทราบครับ…) ”

ถึงจะรู้สึกไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้พักผ่อน แต่ข้าคือมดองครักษ์ จะให้ขันขืนคำสั่งของท่านคงไม่ได้อยู่แล้ว

แต่ว่าข้าคือคนของราชินีย์ [ฟรีด้า] มิใช่หรือ? ทำไมต้องมาทนรับคำสั่งจากยัยปากร้ายคนนี้ด้วยละ?

ให้ตายสิ ท่านฟรีด้าไม่น่าให้แฟตยื้มตัวข้ามาเลยเสียจริง

ข้าเก็บความไม่พอใจ แล้วรีบไปสั่งการมดทาสให้เอาชุดเกราะสีแดงตัวใหม่มาสวมให้ข้า

“ต้องขออภัยครับท่านสกัด เนื่องจากปัญหาด้านทรัพยากรณ์ เลยยังทำให้ต้องทนใช้ของโบราณอย่างเกราะดินกับหอกเขี้ยวต่อไปนะครับ”

“ไม่เป็นไร”

มดทาสตัวหนึ่งก้มหัวให้ข้า ก่อนที่จะรีบไปตระเตรียมอาวุธชุดใหม่

ยังมีลูกน้องของข้าอีกเป็นจำนวนมากที่พึ่งได้รับชีวิตใหม่รอบที่สองจากศึกสงครามเมื่อวานนี้

เหนือยหน่อยนะพวกแก

“เอาเถอะ อย่างน้อยงานเฝ้ารังคงไม่เหนื่อยเท่าไหร---”

“ (ศัตรูบุก! ขอแจ้งให้ทุกคนทราบ ศัตรูบุกแล้ว! เป็นพวกปีศาจยักษ์!) ”

เป็นอีกครั้งที่มีคลื่นเสียงแทรกเข้ามาในสมอง

แต่คราวนี้มาด้วยช่องสัญญาณเตือนภัย

ศัตรูบุก? เวลานี้เนี่ยนะ!

“ (ขอแจ้งเตือนทุกคน ฉัน [แฟต] จะรับทำหน้าที่บัญชาการศึกป้องกันในครั้งนี้ ขอให้ทุกคนภายใต้การนำของราชินีย์ตนอื่นรับฟังคำสั่งจากฉันด้วย) ”

คราวนี้เป็นเสียงของท่านแฟต

“ (ศัตรูคือพวกปีศาจยักษ์ มีจำนวนประมาณหนึ่งแสนตัว ตอนนี้หน่วยเฝ้าระวังนอกรังกำลังต่อต้านพวกมันอยู่ แต่คงถ่วงเวลาได้อีกไม่นาน ขอให้ทุกคนประจำตำแหน่งเดียวนี้!) ”

ฉับพลันนั้น ภาพของสนามรบก็ได้ถูกส่งเข้ามาภายในหัวของข้า

นี่เป็นหนึ่งในพรสวรรค์ของท่านแฟต มีเพียงเธอเท่านั้น ที่สามารถส่งข้อมูลผ่านคลื่นสมองเป็นภาพเช่นนี้ได้

ไม่มีองค์ราชินีย์หรือชาวอาร์โธรโพดาคนไหนทำได้แบบนี้หรอกนะ หรือถ้ามี ก็ทำได้แค่ส่งเป็นภาพลาง ๆ ที่ดูไม่รู้เรื่องเท่านั้น

ขนาดอัจฉริยะอย่างสเลบยังทำได้แค่ส่งภาพแตก ๆ เลย

ข้ารีบวิ่งไปเข้าประจำตำแหน่งตามที่องค์ราชินีย์แฟตส่งข้อมูลมาให้

นั่นก็คือการออกไปข้างนอกเนินของรัง เพื่อขับไล่ศัตรูนั่นเอง

“หน่วยรบของข้า ตามข้ามา! ”

“โอ้ว! ”

กองกำลังของข้า กองทัพสีแดงที่ได้รับมาในครั้งนี้นั้น เป็นมดทาสจำนวนสามแสนนาย

เนื่องจากกำลังพลครึ่งหนึ่งของมดทหารเลวถูกส่งไปกวาดล้างข้างนอก เลยทำให้เหลือประจำปกป้องฐานเพียงสองแสนนายเท่านั้น

ถึงจะรวมกับพวกที่พึ่งมาเกิด มันก็เพิ่มจำนวนมาได้เพียงนินเดียวเท่านั้น

ส่วนพวกกองกำลังหลักอย่างกองกำลังมดทหารระดับสูง กับมดองครักษ์ จะให้อยู่เฝ้าที่รัง อยู่ข้างคริสตั้นแห่งชีวิต

เลยทำให้ข้าต้องนำทัพที่อ่อนแอเช่นนี้อย่างช่วยไม่ได้ไปแทน

ต่อให้มีอาวุธ แต่มดทาสก็คือมดทาสอยู่วันยังค่ำ

พวกมันไม่ใช่นักรบ

“รบสองวันติดกันเลยเช่นนั้นหรือ...ช่างเป็นโลกที่โหดร้ายเสียจริง”

ข้าพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น



กองกำลังในชุดเกราะสีแดงได้วิ่งเคลื่อนตัดผ่านทุ่งหญ้าไปทางกองกำลังสีน้ำตาลที่กำลังพัวพันกับเหล่ามดทหารเลวในชุดเกราะสีดำ

เหล่านักรบยักษาจำนวนหนึ่งแสนนายซึ่งนำโดยขุนพลบานากับแครอท ต่างกำลังพบกับปัญหาที่น่าหนักอก

บานาวางแผนบุกลอบโจมตีภายในเงามืด แต่กลับกลายเป็นว่าถูกศัตรูรู้ตัวก่อน

ตอนที่เขานำทัพเดินตัดผ่านทุ่งหญ้า เขาไม่รู้ตัวเลยมีราชินีย์แฟตได้วางการระวังภัยเอาไว้รอบรังอยู่แล้ว

เหล่าทหารเลวทั้งหมดจำนวนหนึ่งหมื่นนายที่วางกำลังรอบรังนั้น ได้คอยลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืนอย่างไม่มีหยุดพัก

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ต่อให้เป็นเผ่าปักษาที่โบยบินบนฟ้าก็คงมิอาจรู้ตัวได้

เพราะว่าพวกเขาอยู่ใต้ดินนั่นเอง

นับเป็นเอกลักษณ์พิเศษหนึ่งของพวกอาร์โธร์โพดาที่มีหนวดในการรับคลื่นสัญญาณรอบตัวได้ดี

รวมไปถึงคลื่นเสียงและแรงสั่นไหวของอากาศด้วย

ดังนั้น ต่อให้พวกเขาลาดตระเวนอยู่ใต้ดิน แต่ถ้าหากมีแรงสั่นไหวจำนวนมากอยู่บนผิวดิน พวกเขาก็จะรู้ตัวได้ในทันทีว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

เลยทำให้บานาพบการโจมตีแบบฉับพลันจากใต้ดิน

แต่เขาสามารถรับมือต่อสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดฝันนี้ได้อย่างน่าชื่นชม

ทันทีที่เห็นพวกศัตรูปรากฏจากใต้ดิน เขาก็รีบสั่งการให้ทุกคนปราบศัตรูตรงหน้าลงทันที

ควบคุมสถานการณ์ด้วยเสียงคำรามไปทั่วสนามรบ กลบความสับสนของเหล่าลูกน้อง แล้วจัดการปราบศัตรูจนหมดสิ้นไปในพริบตา

จากเหตุการณ์นี้ บานาได้สูญเสียทหารของตนไปเพียงประมาณหนึ่งพันคนเท่านั้น

แต่ช่างน่าแปลกที่ภายในสนามรบ กลับไม่มีร่างของขุนนางสตรีสีม่วงผู้งดงาม

และมังกรของเธอก็ไม่ถูกพบเห็น ณ ที่ใดในสนามรบแห่งนี้

ในเวลานั้นเอง กองทัพของสกัดก็ได้เร่งฝีเท้าใกล้เข้ามา

คลื่นสีแดงจำนวนสามแสนนายวิ่งเข้าหาด้วยความรวดเร็วดั่งม้าศึกที่น่ากลัว

แผ่นดินได้สั่นไหว ควันได้ลอยคลุ้งขึ้นมาปกคลุมไปทั่วทั้งปฐพี

จำนวนที่มากกว่าถึงสามเท่า ทำให้กำลังของกองทัพขุนนางยักษาบานาเริ่มถดถอยลง

ถึงสกัดจะมองว่ามดทาสไม่ถูกนับรวมเป็นกำลังรบ แต่องค์ราชินีย์แฟตไม่ได้มองเช่นนั้น

ถึงจะเป็นแค่ตัวหมากที่อ่อนแอสุด แต่หากใช้ให้เป็น เบี้ยก็สามารถฆ่าขุนศึกที่เก่งกาจได้

“ทุกคน เดินหน้า! ”

บานาสั่งให้กองทัพของเขาเดินหน้าต่อ

เขาก้าวท้าวไปนำที่ด้านหน้าของกองทัพ

ชูตรีศูลขึ้นฟ้า แล้ววิ่งเข้าใส่ฝูงของศัตรูอย่างห้าวหาญ

ทำเพื่อเพิ่มกำลังใจให้กับทหารฝ่ายตนเอง

แต่ในเวลานั้น บานาได้เหลือบไปเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของศัตรู

สิ่งนั้นคืออาวุธสำหรับใช้ปาหิน [สติงเกอร์]

ถึงรูปแบบจะแตกต่างอารยะธรรมของพวกยักษา แต่นั่นคืออาวุธร้ายในสมัยโบราณไม่ผิดแน่นอน

และในตอนที่เข้าระยะโจมตี กองทัพเกราะแดงก็ได้หยุดฝีเท้าลง

ภายใต้การนำของสกัด กองกำลังมดทาสได้เริ่มขว้างลูกหินขนาดเท่าลูกรักบี้เข้าใส่บานา

บานาใช้กำปั้นอันล้นเหลือ ชกไปที่หินเหล่านั้นจนแตกละเอียด

ใช้ตรีศูลปัดป้องห่าฝนลูกหินที่รุนแรง

และใช้สายตาที่เฉียบคมหลบหลีกอันตรายเหล่านั้น

เหล่ายักษาต่างคำรามก้อง

กำลังมากกว่าแล้วไง?

เสียเปรียบแล้วไง?

แผนลอบโจมตีล้อมเหลวแล้วไง?

ช่างหัวมารดามันเถอะ

ในเมื่อขุนนางของพวกเขา [ยักษาแห่งปฐพี บานา] ต่อสู้อย่างห้าวหาญเช่นนี้ จะให้พวกเราทำตัวขลาดเขล่าให้อายลูกหลานได้เยี่ยงนั้นหรือ?

แผ่นหลังสีเลือดหมูของบานาช่างดูยิ่งใหญ่

แม้นจะเป็นช่วงเวลาค่ำคืนที่มืดมิด แต่กลับเด่นชัดอยู่ในสนามรบอย่างเจิดจ้า

พวกยักษาต่างกรูเข้าใส่กองทัพมดทาสสีแดงอย่างไม่เกรงกลัว

เฉกเช่นกองทัพช้างที่บดขยี้กองทัพมด

พวกอาร์โธร์โพดาระดับมดทาสมิใช่คู่ต่อสู้ของกองกำลังขุนพลบานาเลยสักนิด

สกัดเริ่มรู้สึกกังวลใจ

องค์ราชินีย์แฟตคิดอะไรอยู่กันแน่นะ? เขาคิดเช่นนั้น

สกัดใช้ร่างอับใหญ่โต ใช้เขี้ยวที่ภาคภูมิใจบดขยี้พวกยักษาไปได้ถึงสิบนาย

ใช้วิชาหอกอันเก่งกาจ ล้มไปอีกสี่สิบกว่านาย

โบยบินขึ้นฟ้า แล้วสะบั้นเศียรลงมาอีกกว่าห้าสิบนาย

เพียงแค่เขาคนเดียว ก็สามารถปลิดชีพพวกยักษาไปได้ถึงหนึ่งร้อยคนแล้ว

สมกับที่มีฝีมือระดับหนึ่งในขุนพลของเผ่าอาร์โธร์โพดา

*เคร้ง! *

แต่ท่วงท่าอันลื่นไหลกลับต้องมาหยุดด้วยตรีศูลของบุรุษผู้หนึ่ง

ดวงตาสีทองได้จับจ้องไปที่เขา

ผมสีส้มดั่งเปลวเพลิงนั้นทำให้สกัดรับรู้ ว่าชายตรงหน้านี้ไม่ใช่ธรรมดา

สกัดตั้งท่าต่อสู้ด้วยหอกเขี้ยวทั้งสี่ในมือ

หอกของสกัดทั้งสี่เล่มนั้น มีความยาวราวสองเมตร

ส่วนของบานานั้น คือตรีศูลเล่มเดียวที่มีความยาวสองเมตรเช่นกัน

สกัดได้เปรียบในด้านของจำนวนอาวุธและจำนวนแขนที่มากกว่า

ราวกับรับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง บรรดาทหารเลวที่สู้รบกันอยู่รอบข้าง กลับหยุดมือลง

พวกเขาทิ้งระยะห่างออกจากพวกเขา จนเกิดเป็นลานกว้างทรงกลมขนาดสิบเมตรได้

สายลมได้พัดผ่าน พร้อมกับเสียงเอยนามของนักรบ

“ข้า [นักรบผู้ซื่อตรง สกัด] ”

“ข้า [ยักษาแห่งปฐพี บานา] ”

ถึงจะเป็นภาษาที่แตกต่าง แต่ทั้งคู่ก็ได้จดจำนามนั้นเอาไว้

ว่าศัตรูของเขามีชื่อเสียงเรียงนามว่าเช่นใด

ขาของทั้งคู่ได้ขยับ

สกัดว่องไวกว่า

หอกทั้งสี่ได้ถูกวาดโจมตีเข้าใส่ทีละเล่ม

สกัดได้เรียนรู้จากการปะทะกับขุนนางแคนตาลูปแล้ว ว่าพวกเผ่ายักษานั้น ไม่อาจเอาชนะในด้านของพละกำลังได้

เขาจึงเปลี่ยนวิธีการโจมตีเล็กน้อย

หลอกล่อด้วยหอกเขี้ยวเล่มแรก ใช้เล่มที่สองดึงความสนใจ แล้วใช้เล่มที่สามกับสี่ในการโจมตีจริง

หอกเขี้ยวได้แหวกอากาศพุ่งเข้าไป

ส่วนฝ่ายบานานั้น เขาตั้งตรีศูลขึ้นมาในท่ารับที่แปลกประหลาด

ใช้มือขวาจับด้ามของอาวุธ และนำมันมาพาดลงบนแขนซ้าย

ดวงตาจับจ้องไปที่อาวุธของสกัด ราวกับจะเล็งยิงลูกปืนออกมา

ราวกับเวลาได้หยุดลง บานาได้เห็นวิถีโจมตีของหอกทั้งสี่ของสกัดแล้ว

นำสามง่ามของตรีศูลเข้ารับปลายของหอกเขี้ยวเอาไว้

ใช้แขนซ้ายที่วางพาดเป็นจุดหมุน แล้วเบี่ยงวิธีโจมตีออกไป

หนึ่ง สอง สาม และสี่ การโจมตีทั้งสี่ของสกัด ได้ถูกบานารับเอาไว้ด้วยปลายของตรีศูลทั้งหมด

ซ้ำร้าย บานายังใช้สิ่งนั้น กดอาวุธของสกัดลง จนมิอาจดึงมันกลับมาได้

สกัดได้เลือกที่จะทิ้งอาวุธไป

เขาบินขึ้นฟ้าสูงห้าเมตรเพื่อทิ้งระยะห่างจากบานา

หากปะทะด้วยตัวเปล่า เขาคิดว่าคงไม่อาจจะเอาชนะบานาได้

แต่จะให้หันหลังหนีศัตรู มันก็หาใช่วิธีการของตัวเขาเอง

ดังนั้นสกัดจึงเลือกที่จะพุ่งเข้าใส่

และเป็นไปตามที่เขาคาดการ

บานาปาเขี้ยวหอกทั้งสี่ของสกัดเข้าใส่

สกัดรีบบินหลบการโจมตีทั้งสี่นั้น

แต่บานาคาดการเอาไว้อยู่แล้ว

ในทิศทางที่สกัดบินหนีออกมานั้น ตรีศูลของบานารออยู่แล้ว

สามง่ามของบานาได้แทงทะลุลงไปที่ส่วนหัวของสกัด

เขาพยายามดิ้นรน ใช้พลังชีวิตที่สูงส่งของเผ่าอาร์โธร์โพดายื้อเวลาเอาไว้

ถ้าจะต้องตาย อย่างน้อยก็ขอสร้างบาดแผลให้ทิ้งเอาไว้ให้ได้

เขาคิดเช่นนั้น

เขี้ยวที่ยาวหนึ่งเมตรของสกัดได้หุบลงไปมาอย่างบ้าคลั่ง

เสียงตัดอากาศอันน่ากลัวทำให้บานาถึงกับต้องผงะรีบปล่อยอาวุธทิ้งไป

ตรีศูลของบานาถูกเขี้ยวของสกัดกัดทำลายเป็นชิ้น ๆ

เลือดสีดำซึ่งไหลอาบลงมาจากเกราะส่วนหัว ทำให้เขาดูคล้ายกับปีศาจ

“ช่างเป็นนักรบที่น่าเกรงขามยิ่งนัก”

บานากล่าวชมศัตรูของเขา

แน่นอนว่าสกัดฟังไม่ออก แต่เขาเข้าใจว่ากำลังถูกศัตรูกล่าวชมอยู่

สกัดพยายามออกแรงที่ขาเพื่อวิ่งเข้าใส่บานาอีกครั้ง

เขี้ยวของเขาได้จมลึกลงไปในแขนซ้ายของบานา

ส่วนบานาได้จับปลายตรีศูลที่หักลง ซึ่งยังเหลือคาอยู่ส่วนหัวของสกัดแทน

เขาใช้กำลังแขนอันทรงพลังดันสิ่งนั้นให้จมลึกลงไป

ด้วยความที่ร่างกายของเผ่าอาร์โธร์โพดานั้นเปราะบาง จึงทำให้สกัดถูกแรงอันมหาศาลนั้นกดทับตั้งแต่หัวลงมา

ร่างของเขาถูกบดบี้แบนเฉกเช่นช้างที่เหยียบย่ำมด

สกัดได้ตายอีกครั้ง

พร้อมกับความตายของสกัด เสียงโห่ร้องของเผ่ายักษาก็ได้ดังกู่ก้อง

ในเวลาเดียวกัน กองทัพมดทาสในชุดเกราะแดงเองก็วิ่งหนีกลับไปที่รังเช่นกัน

ลูกน้องของบานาต่างรู้สึกยินดีกับชัยชนะแรกของตน

ทั้งที่ปะทะกับศัตรูซึ่งมีกำลังมากกว่าถึงสามเท่า แต่พวกเขากลับพึ่งจะศูนย์เสียกำลังพลไปเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น

เลยทำให้พวกเขารู้สึกถึงความเปรมปรีดิ์แห่งชัยชนะ

เป็นชัยนะที่เหนือชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เป็นชัยชนะที่ทำให้พวกเขาลืมความอัปยศในวันแรกของเกมส์แห่งสงคราม

ลืมแม้กระทั้งความน่ากลัวที่แท้จริงของพวกอาร์โธร์โพดาไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

0 ความคิดเห็น