Romeno & Julia-ta The Love Connect... - Romeno & Julia-ta The Love Connect... นิยาย Romeno & Julia-ta The Love Connect... : Dek-D.com - Writer

    Romeno & Julia-ta The Love Connect...

    โดย papyrus

    เขาเป็นนักฟุตบอล เธอเป็นนักเขียน เธออกหัก เขาอกหัก เธอและเขาคุยกันทางอีเมล์ โดยไม่เจอหน้ากัน เขาและเธอจะลงเอยอย่างไร???

    ผู้เข้าชมรวม

    7,872

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    7.87K

    ความคิดเห็น


    77

    คนติดตาม


    2
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  5 ส.ค. 48 / 12:12 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
      หญิงสาวคนหนึ่งนั่งทอดสายตาอยู่บนโขดหินริมทะเล  ผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวยของเธอถูกกระแสลมพัดจนปลิวไสวภายใต้หมวกปีกบานถักสีน้ำตาลอ่อน  ที่ลู่ไปตามกระแสลมเช่นกัน  น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มปนเขียว  ซัดสาดละอองน้ำเย็นมาที่โขดหินที่เธอนั่งอยู่

          ปลาตัวเล็กๆสีเหลืองและสีเขียวเหลือบ  ว่ายตอดโขดหินดูน่ารักน่าชังยิ่งนัก   แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มแสดต้องกายสาวเป็นเงาทอดยาวไปบนพื้นหาดทรายแก้วขาวละเอียด  บรรยากาศแบบนี้ใครได้สัมผัสเป็นต้องได้พบความสุขทุกคนไป   แต่ไม่ใช่เธอคนหนึ่งล่ะ!!!    สายตาของเธอที่มองทอดไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย  กลับถูกกลบไปด้วยน้ำตา  ไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นอะไร  และไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น   นอกจากตัวของเธอเอง!!!   เธอลงจากโขดหินที่เธอนั่งอยู่เมื่อครู่  สายตาของเธอล่องลอยอย่างไร้จุดหมาย  กระโปรงบานยาวสีชมพูอ่อนของเธอเปียกโชกชุ่มไปด้วยน้ำทะเล  หมวกปีกบานสีน้ำตาลอ่อนของเธอถูกลมพักโบกสะบัดหลุดออกจากศีรษะของเธอ  เธอไม่สนใจที่จะเก็บมัน  ตัวของเธอทรุดลงไปยังพื้นน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มปนเขียวนั้น  เธอก้มหน้าลงและร้องไห้อย่างสุดกำลัง  เธอใช้มือทุบลงไปบนพื้นน้ำอย่างบ้าคลั่ง  จนละอองน้ำกระเด็นเปียกปอนเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่  ปลาตัวเล็กที่ว่ายเล่นไปมาในละแวกนั้น  ต่างตื่นตกใจพากันหนีกระเจิง  เธอหยุดมือน้อยๆของเธอที่กำลังทำร้ายท้องทะเลนั้น  และลุกขึ้นทั้งลำตัวเปียกปอน  เธอเดินลากขาที่ดูเหมือนจะหนักมากกว่าน้ำหนักตัวของเธอจริงๆ ออกจากท้องทะเลนั้น  เธอนั่งลงบนพื้นทรายแก้วสีขาวละเอียด  และหยิบบางสิ่งที่ดูเหมือนเศษกระดาษออกมาจากตะกร้าที่เธอวางไว้

          “ผมหวังว่าเราคงจะจากกันด้วยดี”

          แต่ละตัวอักษรที่ลงลวดลายลงในจดหมายแผ่นน้อยที่อยู่ในมือของเธอนั้น  เหมือนเข็มพิษที่แสนคมปักกลางดวงใจดวงน้อยของเธอ  เธอค่อยๆฉีกจดหมายฉบับนั้นด้วยความบรรจงเหมือนกับกลัวว่าตัวอักษรจะตกหล่น  เธอเอาจดหมายที่เธอเพิ่งฉีกนั้น  วางลงบนกองฟืนและเธอก็ลงมือจุดไฟเผามันด้วยตัวของเธอเอง  เธอมองจดหมายแผ่นนั้นที่กำลังถูกเผาจนมอดไหม้  ตาของเธอเลื่อนลอย  เธอมองผ่านเข้าไปในกองไฟนิ่งนานอยู่อย่างนั้นและนึกถึงวันวานเก่าๆ

          “จูเลียต้า  ผมรักคุณ  คุณจะแต่งงานกับผมมั๊ย?”  ชายผู้ที่เธอเคยเรียกว่าคนรักถามเธอด้วยสายตาที่ดูเหมือนจริงใจ  จนเธอถึงกับทำอะไรไม่ถูก

          “คุณแน่ใจแล้วหรือคะ  ฮริสตอฟ?  คุณแน่ใจแล้วเหรอคะที่คุณจะรักฉัน?”  จูเลียต้ามองลึกลงไปยังสายตาที่ฉาบไปด้วยความจริงใจของฮริสตอฟเหมือนค้นหาอะไรบางอย่าง

          “ทำไมจะต้องแน่ใจด้วยล่ะครับ?  ผมรักคุณก็คือผมรักคุณ  จะต้องแน่ใจอะไรอีกครับ?”  ฮริสตอฟตอบเธอ  เธอยิ้มให้เขาพร้อมทั้งน้ำตา  เขายิ้มตอบเธออย่างเชื่อมั่น  เธอโผเข้ากอดเขาอย่างดีใจสุดชีวิต

          “ฉันก็รักคุณค่ะ  ฮริสตอฟ  ฉันก็รักคุณ”  เธอกอดเขาอย่างมีความสุข  เธอไม่เคยมีความสุขอะไรเท่านี้มาก่อน   มีความสุขใดๆในโลกนี้เล่าจะเท่าความสุขที่คนที่เรารักนั้นรักเราเป็นไม่มี  เธอตอบตกลงที่จะแต่งงานกับเขาอย่างไม่ลังเล

          “คุณรอผมหน่อยนะ  จูเลียต้า  คุณรอให้ผมกลับจากซูริคเสียก่อน  ผมจะต้องไปทำงานที่นั่น  1  ปี  คุณรอผมนะ  ผมจะกลับมาแต่งงานกับคุณ”  ฮริสตอฟมองหน้าหญิงสาวที่ดูเหมือนจะสลดลงไปเล็กน้อย  แต่เธอก็ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน

          “ฉันรอมาได้เกือบ  23  ปี  อีกแค่ปีเดียวฉันจะรอไม่ได้เชียวหรือคะ?”  ฮริสตอฟมองหน้าหญิงสาวอย่างดีใจ  เขาสวมกอดเธอแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากชีวิตของเขา  เธอยิ้มทั้งน้ำตาอย่างมีความสุข

          แล้ววันที่เขาจากไปก็มาถึงเธอไปส่งเขาขึ้นเครื่องที่สนามบินแห่งชาติกรุงเบอร์ลิน

          “คุณสัญญาได้มั๊ยว่าคุณจะรอผม?”  ฮริสตอฟเอ่ยปากถามหล่อนอีกครั้ง

          “ฉันสัญญาค่ะ  ว่าฉันจะรอคุณ”  หญิงสาวส่งยิ้มหวานให้เขาก่อนที่เขาจะเดินจากไป

          “ฉันรักคุณนะ  ฮริสตอฟ  ฉันรักคุณ”  เธออยากจะพูดกับเขาเหลือเกิน  แต่เธอก็ทำไม่ได้  น้ำตาหยดเล็กๆ  ร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยนั้น  ซึ่งมันเป็นตัวบ่งบอกว่าเธอรักเขามากแค่ไหน

          หลังจากวันนั้นมา  เขาและเธอก็ติดต่อกันทางอี-เมล์แทบทุกวัน  แล้วก็ 2  วันครั้ง  อาทิตย์ละครั้ง     2  เดือนครั้ง   และก็เงียบหายไป   เธอพยายามติดต่อเขาทั้งทางโทรศัพท์และทางจดหมาย  แต่ก็ไม่มีสิ่งใดๆตอบกลับมาเลยแม้สักอย่าง   ถึงวันกำหนดที่ฮริสตอฟจะต้องกลับมา  เธอตื่นแต่เช้าและรีบไปรอที่สนามบินกรุงเบอร์ลิน  วันนั้นเธอแต่งตัวสวยที่สุด  จนผู้ชายแถวนั้นต่างมองเธอเป็นตาเดียว  บางคนเข้ามาทักทำเป็นตีสนิท  แต่เธอก็ได้แต่ยิ้ม  ในใจของเธอไม่หวั่นไหวอีกแล้ว  ในใจของเธอมีแต่ชื่อของฮริสตอฟเต็มไปหมด  เธอยืนรอเที่ยวบินสายการบินเยอรมัน-สวิตเซอร์แลนด์  เที่ยว  ซูริค-เบอร์ลิน   ที่กำลังจะมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ  

          “มาแล้ว  มาถึงแล้ว!!!”  เธอตะโกนอย่างดีใจอย่างไม่สนใจสายตาใคร  เธอชะโงกดูผู้โดยสารแต่ละคนที่ออกมาจากช่องประตูทางออก  แต่ไม่มีคนที่เธอต้องการพบ

          “คงขนของเยอะมั๊ง?  เดี๊ยวก็คงออกมา”  เธอเฝ้าคอยอยู่จนคนสุดท้ายออกจากห้องทางออก   แต่ไม่มีฮริสตอฟ!!!

          ประตูทางออกถูกปิดลงแล้ว  เธอวิ่งเข้าไปถามพนักงานต้อนรับ

          “เที่ยวบินนี้ผู้โดยสารหมดแล้วหรือคะ?”  

          “หมดแล้วครับ  ผู้โดยสารที่กลับจากซูริค  วันนี้มีเท่านี้แหล่ะครับ”  พนักงานต้อนรับยิ้มให้เธออย่างไม่ตรี  แต่เธอทำหน้าเจื่อนๆลงไปอย่างเห็นได้ชัด

          “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?  ไม่พบคนที่ต้องการหรือครับ?”  พนักงานหนุ่มถาม

          “ค่ะ  เขาบอกจะกลับมาเที่ยวนี้นี่คะ?  แล้วทำไม?”  จูเลียต้าเริ่มทำหน้าไม่ค่อยดี

          “เอ่อ…ถ้ายังไง  เดี๋ยวผมลองเช็กให้ก็แล้วกันนะครับ  เขาชื่ออะไรครับ?”  พนักงานต้อนรับคนนั้นเดินนำเธอมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง  เธอรีบเดินตามเขาไป

          “ฮริสตอฟค่ะ  ฮริสตอฟ”  พนักงานค่อยๆเลื่อนดูรายชื่อปผู้โดยสารที่ละคน

          “โจนาธาน  ฮริสตอฟ  ใช่มั๊ยครับ?”  พนักงานคนนั้นถามเธอ

          “ไม่ใช่ค่ะ  อเล็กซานเดอร์  ฮริสตอฟค่ะ”  

          “เสียใจด้วยนะครับ  ไม่มีชื่อผู้โดยสารคนนี้ในลิสต์รายชื่อครับ”  พนักงานยิ้มปลอบใจเธอ  เธอทำหน้าผิดหวังและเดินออกจากบริเวณสนามบินไป  เธอเช่าโรงแรมข้างๆสนามบินเพื่อรอคนรักของเธอ

          “เขาอาจจะมาเที่ยวบินอื่นก็ได้  ซูริค-เบอร์ลิน  มีตั้งหลายเที่ยวนี่นา”  เธอคิดเข้าข้างตัวเอง  

          ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  เธอก็มารอที่สนามบินทุกวัน  จากวันเป็นสัปดาห์  เธอรออยู่อย่างนั้นจนเป็นเดือน  และในที่สุดเธอก็เดินทางกลับบ้านที่ดอร์ทมุนด์  ด้วยความคิดที่ว่า  ฮริสตอฟคงจะทำงานติดพันจนกลับเยอรมนีไม่ได้  จนกระทั่งจดหมายฉบับนั้นมาถึง  จดหมายที่จงใจฆ่าเธอทั้งเป็นฉบับนั้นนั่นเอง

          แพททริเซีย  จูเลียต้า  เป็นหญิงสาวอายุ  24  ปี  อาศัยอยู่ที่เมืองดอร์ทมุนด์  ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี  เธอเป็นลูกครึ่ง  เช็ก  -  เยอรมัน  แม่ของเธอเป็นเช็ก  พ่อของเธอเป็นเยอรมัน  เธอมาอาศัยอยู่ที่เยอรมนีตั้งแต่เกิด  เธออยู่กับพ่อและแม่ของเธอเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว  ก่อนที่เธอจะรับปริญญาตรี  สาขาวรรณกรรม  ที่มหาวิทยาลัยมิวนิค  พ่อและแม่ของเธอเดินทางจากดอร์ทมุนด์  เพื่อมาหาลูกสาวที่กำลังรับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ  1  ที่มิวนิค  แต่พวกเขาก็มาไม่ถึงที่หมาย  เมื่อรถที่พวกเขานั่งมาเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ  พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิตทันที  เหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความเจ็บปวดให้กับเธอเป็นอย่างมาก  หลังจากนั้นเธอก็เป็นคนขาดความรักมาตลอด  จนได้พบกับฮริสตอฟ  ซึ่งเขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตของเธอ  ทำให้เธอกลับมีความสดใสและร่าเริงขึ้นอีกครั้ง  แต่ในที่สุดก็เขาอีกนั่นแหล่ะ  ที่เป็นคนกระชากวิญญาณความเป็นมนุษย์ของเธอให้หลุดลอยไป

          เธอมีอาชีพเป็นนักเขียนอิสระ  นักประพันธ์ระดับโลกเป็นความความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตของเธอ  หนังสือที่เธอแต่งเคยประสบความสำเร็จในวงการหนังสือระดับโลกมาแล้ว  เธอตั้งใจที่จะแต่งต่อไปเรื่อยๆ  เพื่อความสำเร็จสูงสุดในชีวิต  เธอหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะรับรางวัลนักเขียนยอดเยี่ยมและหนังสือที่ขายดีที่สุด  แต่ตั้งแต่  ฮริสตอฟเข้ามาในชีวิตของเธอ  เธอก็หยุดความฝันที่เธอเพิ่งจะสร้างมันมาด้วยมือของเธอเองและเอาเวลาทั้งหมดทุ่มให้เขาแต่เพียงผู้เดียว  แล้วต่อจากนี้ไปล่ะ  จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของเธอ  ในเมื่อเขาไปจากชีวิตของเธอแล้ว???

          เที่ยงคืนกว่าแล้ว  เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่อยู่นั้นแห้งสนิทด้วยไอร้อนของเปลวไฟและลมเย็นจากทะเล  น้ำตาที่เคยอาบแก้มก็แห้งคาตา  เธอนั่งกอดเข่ามองดูดวงดาวที่กำลังส่องแสงกระพริบล้อเล่นกับแสงจันทร์ที่เห็นเพียงเสี้ยวดวงอย่างสนุกสนาน  เธอยิ้มให้กับมันเหมือนกับพยายามจะปลงอะไรบางอย่างที่สุมอยู่ในใจเธอ   เธอหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คประจำตัว  ที่เธอเคยใช้แต่งหนังสือประจำขึ้นมา  เธอเปิดเครื่องและเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ต  เธอเข้าไปในเว็บไซต์ที่ประกาศหาเพื่อนคุยออนไลน์  และทิ้งเบอร์อี-เมล์ ของเธอไว้ในเว็บไซต์นั้น  เธอปิดหน้าจอลงแต่เปิดระบบตอบรับอี-เมล์เอาไว้  เธอเอนตัวลงนอนบนเสื่อที่เธอปูเอาไว้และมองท้องฟ้าอย่างล่องลอย  ปกติแล้วเธอเป็นคนที่ชอบมองท้องฟ้าในเวลาเที่ยงคืนมาก  เพราะมันมืดแต่แฝงไปด้วยความสดใสของประกายดาวและแสงจันทร์  แต่วันนี้เธอกลับรู้สึกเหงาและเดียวดายภายในจิตใจอันอ่อนแอของเธอ  เธอไม่เคยมีเพื่อนสนิทที่จะโทรคุยได้เวลาที่เธอมีปัญหาทุกข์ร้อนใจ  เธอจึงจำเป็นต้องใช้วิธีนี้ในการหาเพื่อน   และในที่สุด!!!

          ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…

          ระบบอี-เมล์ของเธอเริ่มส่งสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่า  ตอนนี้มีอี-เมล์ของใครคนหนึ่งเข้าสู่ระบบเครือข่ายอี-เมล์ของเธอแล้ว  เธอรีบเปิดหน้าจอและเช็คเมล์ของเธอทันที

      “สวัสดีครับ
                   “สวัสดีครับ
                      ผมชื่อ  โรเมโน  โทมิสกี้  จากสาธารณรัฐเช็ก  นะครับ  ผมอายุ  25  ปี  ถ้าให้ผมเดา  คุณกำลังอกหักใช่มั๊ย?  ทำไมผมรู้น่ะเหรอ?  เพราะไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกนะ  ที่ลงสมัครหาเพื่อนคุยตอนเที่ยงคืนกว่าๆแบบนี้  < ขอโทษที  ที่ปรากนะเพิ่งจะ  5  ทุ่มกว่าๆ เอง>  คุณต้องสงสัยอีกแน่ๆ  ว่าป่านนี้แล้ว  ทำไมผมยังไม่นอน  และอี-เมล์มาหาคุณได้  ผมกำลังจะบอกว่า  ผมเองก็เพิ่งอกหักมาเหมือนกัน  ฉะนั้นไม่ต้องอะไรมาก  ผมว่าเราหัวอกเดียวกันนะ  ว่าไงล่ะ?  คุณจะคุยกับผมมั๊ย?  ถ้าคุยกรุณาเมล์กลับมาด้วย
      ……Romeno…..”

          หญิงสาวออกจะฉงนกับคำพูดของชายหนุ่มอยู่บ้างเล็กน้อย  แต่ไม่ใช่เรื่องภาษา  ถึงแม้ว่าพ่อหนุ่มนามว่าโรเมโน คนนี้จะใช้ภาษาดอยช์ปนเช็กในการสนทนากับเธอ  ซึ่งมันอาจจะดูแปลกๆไปบ้างก็เถอะ  แต่มันก็ไม่มีปัญหาสำหรับเธอเพราะเธอก็พอจะรู้ภาษาเช็กอยู่บ้างเหมือนกัน  แต่ที่เธองงก็คือ  คำพูดที่ดูเหมือนจะรู้ใจเธอไปเสียทุกอย่างของเขา  เธอตกลงใจทันทีที่จะอี-เมล์ตอบเขา

      “สวัสดีค่ะ  
              ฉันชื่อ  แพททริเซีย  จูเลียต้า  เป็นเยอรมัน  อายุ  24  ค่ะอยู่ที่เมือง ดอร์ทมุนด์ ทางตะวันตก  ขอบคุณนะคะที่อี-เมล์ตอบกลับมาในเวลาแบบนี้  คุณรู้มั๊ยคะ?  ตอนนี้ฉันกำลังเหงามาก  ฉันกำลังต้องการเพื่อนคุย  คุณเดาถูกแล้วล่ะค่ะ  ตอนนี้ฉันกำลังอกหัก  แล้วก็เพิ่งจะอกหักตอนประมาณ  6  โมงเย็นของวันนี้นี่เอง  แล้วคุณล่ะคะ  อกหักตั้งแต่ตอนไหน?  ฉันคิดว่าคุณคงอกหักนานแล้วมั๊งคะ  คุณดูเหมือนจะไม่เศร้าเลย  หรือว่าคุณจะทำใจได้แล้วคะ?  แล้วคุณทำยังไงคะ?  ขอคำแนะนำหน่อยได้มั๊ย?
      ……Julia-ta……”

      10 นาทีหลังจากนั้น

      “สวัสดีอีกรอบ
              ขอโทษทีนะครับ  ที่ทำให้คุณรอ  พอดีผมเปิดดิกชันนารีอยู่  ผมยังไมค่อยเก่งภาษาดอยช์เท่าไหร่  แต่ก็พอไปวัดไปวาได้  
              อะไรกัน  หาว่าผมอกหักนานแล้ว  อันที่จริง  เมื่อวานนี้เองล่ะครับ  สดๆร้อนๆเลย  เธอเดินเข้ามาหาผม  แล้วเธอก็บอกผมว่า  เราสองคนเข้ากันไม่ได้  แล้วเธอก็เดินจากผมไป  คุณเอ๊ย…ผมแทบบ้า  มันเหมือนอะไรต่อมิอะไรในหัวของผมระเบิดเละไปหมด  ใจผมสลายไปเลย  แต่หลังจากนั้น  10  วินาที  < ช่วงปรับตัว >  ผมก็กระโดดลิงโลด  ดีใจสุดๆ  คิดเข้าข้างตัวเองว่า  ผมปลดภาระส่วนตัวออกไปได้แล้ว  ทีนี้ผมก็จะหาผู้หญิงคนใหม่แบบที่เธอหาผู้ชายคนใหม่บ้าง  แค่นี้ผมก็ตัดใจได้แล้ว  ผมคิดเสียว่า  เมื่อก่อนนี้ที่ผมได้ร้องขอความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า  มันคงเป็นบททดสอบจากท่านล่ะมั๊ง   เคยคิดมั๊ยว่า  เม็ดทรายเล็กๆที่เราบรรจงกอบมันไว้ในมือ  พยายามรักษามันเอาไว้สุดชีวิตไม่ให้มันร่วงหลุดไปแม้สักเม็ด  แต่มันก็ไม่วายที่จะหลุดรอดช่องระหว่างนิ้วมือแต่ละนิ้วลงสู่พื้นได้  มันก็เหมือนกับความรักของคนเรา  ตอนเรามีความรัก  เราก็พยายามประคับประคองให้มันมั่นคงที่สุด  แต่มันก็ต้องเจอจุดบอดจนได้  มันต้องมีจุดโหว่อะไรซักอย่างที่ทำให้ความรักที่อุตส่าห์ประคับประคองนั้น  หลุดลอยออกไปจากชีวิตของเรา  ปลงซะเถอะคุณ  ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิต  อย่าคิดอะไรมาก    อืห์ม…ดึกแล้วนะ  จะตี  2  แล้ว  คุณไม่ง่วงบ้างเหรอ?  ผมชักง่วงแล้วสิ  พรุ่งนี้เราค่อยคุยกันใหม่นะครับ  หวังว่าคุณคงจะติดต่อมาอีก…< ขอโทษที  ผมมันอ่อนภาษา  คุณพอจะเป็นภาษาอังกฤษมั๊ยครับ ?  จะดีมาก  ถ้าคุณใช้ภาษาอังกฤษกับผม >…
      ……Romeno…….

      จูเลียต้ายิ้มน้อยๆ  เธอกำลังคิดว่า  ทำไมนะ?  แค่คำพูดผ่านทางเครื่องมือสื่อสารออนไลน์ถึงได้ทำให้เธอรู้สึกดีอย่างนี้  เธอรู้สึกสบายใจกับคำพูดของชายคนหนึ่ง  ซึ่งมีนามว่า  โรเมโน  ซึ่งก่อนหน้านั้นประมาณ  2  ชั่วโมง  เธอยังรู้สึกแย่กับความรู้สึกในใจของเธออยู่เลย  แต่เมื่อเธอได้คุยกับเขา  ทำไมเธอถึงได้มีความรู้สึกเปลี่ยนไปเช่นนี้   เธอปิดเครื่อง  และเดินไปยังเต็นท์  เธอซุกตัวเข้าไปในนั้น  พร้อมทั้งหลับตาและยิ้มรับความรู้สึกใหม่ที่เหมือนฟ้าหลังฝนในชีวิตเธอ………

          เธอตื่นขึ้นจากเสียงของคลื่นและเสียงของสายลมที่พัดผ่านแทรกสอดเข้ามาในเต็นท์นอนของเธอ  เธอลุกขึ้น  เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่  พร้อมกับรับลมที่ผ่านเข้ามาในเต็นท์อย่างสดชื่น  เธอเดินออกไปยังชายหาด  พร้อมทั้งนึกถึงคำพูดที่เมื่อคืนโรเมโนได้พูดกับเธอไว้

          “ ผมคิดเสียว่า  เมื่อก่อนนี้ที่ผมได้ร้องขอความรักต่อพระผู้เป็นเจ้า  มันคงเป็นบททดสอบจากท่านล่ะมั๊ง   เคยคิดมั๊ยว่า  เม็ดทรายเล็กๆที่เราบรรจงกอบมันไว้ในมือ  พยายามรักษามันเอาไว้สุดชีวิตไม่ให้มันร่วงหลุดไปแม้สักเม็ด  แต่มันก็ไม่วายที่จะหลุดรอดช่องระหว่างนิ้วมือแต่ละนิ้วลงสู่พื้นได้  มันก็เหมือนกับความรักของคนเรา  ตอนเรามีความรัก  เราก็พยายามประคับประคองให้มันมั่นคงที่สุด  แต่มันก็ต้องเจอจุดบอดจนได้  มันต้องมีจุดโหว่อะไรซักอย่างที่ทำให้ความรักที่อุตส่าห์ประคับประคองนั้น  หลุดลอยออกไปจากชีวิตของเรา  ปลงซะเถอะคุณ  ถือว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิต  อย่าคิดอะไรมาก”

          เธอค่อยๆกอบทรายแก้วสีขาวละเอียดไว้ในมือของเธอ  แล้วค่อยๆปล่อยให้มันไหลออกมาตามซอกมือ  เม็ดทรายเล็กละเอียดเหล่านั้นเมื่อต้องกับลมแล้วปลิวกระจายไปทั่ว  เธอยิ้มและนั่งลงบนพื้นทรายนั้น  เธอมองท้องฟ้าและท้องทะเลสะท้อนแสงสีทองยามเช้าอย่างสดชื่น  เสียงเพลงซึ่งบรรเลงโดยสายลม  เสียงคลื่นและเสียงนก  ร้อยเรียงออกมาเป็นบทเพลงที่ไพเราะสุดบรรยาย  เธอปล่อยอารมณ์ให้ลอยไปตามเสียงบรรเลงนั้นอย่างเบาใจ  แต่…

          ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…

          เธอรีบวิ่งไปที่เต็นท์ของเธอ  และรีบเปิดโน้ตบุ๊คของเธอทันที

      “ฮ้าว…Guten Morgan Lady…
              เป็นยังไงบ้างครับสำหรับเช้านี้  เมื่อคืนนอนหลับหรือเปล่า?  อย่าคิดมากนะครับ  เดี๋ยวพล็อตเรื่องแต่งหนังสือไม่ได้แย่เลย  ผมคงไม่ได้อ่านพ็อกเก็ตบุ๊คของคุณอีก  < อย่าทำหน้าสงสัยอย่างนั้นสิครับ >  ผมอยากรู้จังว่าตอนจบ  พระเอกของเรื่อง  เส้นขอบฟ้ากับความฝัน  จะได้เดินทางตามฝันของตัวเองหรือเปล่า  < สงสัยอีกล่ะสิ >  เฮ้อ…คนสวยๆ  ฉลาดๆ  อย่างคุณ  ไม่น่าอกหักเลยเนอะ  ดูผมนี่…หล่อก็ไม่หล่อ  แถมปากไม่ดีอีกตังหาก  อย่างนี้โดนผู้หญิงทิ้งมันก็ปกติ  แต่ชีวิตคนเรามันก็อย่างนี้แหล่ะครับ  มีขึ้นมีลงของมันไปเรื่อยๆ  ถ้าผมเป็นคุณนะ  ผมจะไม่นั่งเฉยๆ  แล้วคิดถึงเรื่องบ้าๆพวกนี้หรอก  ผมจะเอาสมองเด็ดๆของคุณ  มาแต่งหนังสือยังจะดีกว่าอีก  ได้เงินด้วย  ผมเป็นกำลังใจให้นะครับ  สู้ต่อไปเถอะ  คุณตั้งความหวังอะไรไว้ในชีวิตคุณ  คุณก็ต้องก้าวไปสู่จุดนั้นอย่างมั่นคง  ล้มแล้วต้องลุก  ไม่ต้องกังวลกับขวากหนามที่คอยมาทิ่มตำคุณ  ถ้าคุณผ่านมันไปได้  ผมเชื่อว่าคุณจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตแน่ๆ  เหมือนหนังสือที่คุณแต่งไง  ทำให้เหมือนอย่างนั้นสิครับ
      ……จากเพื่อนที่แสนดีของคุณ…Romeno…”

          เธอนั่งตาค้างมองอีเมล์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอนิ่งนานอยู่อย่างนั้น

          “เขารู้ได้ยังไง ว่าฉันเป็นนักเขียน?”  เธออึ้งไปพักใหญ่  แต่เธอก็ลงมือกดแป้นพิมพ์อีกครั้ง

      “Guten Morgan…Romeno…
          ฉันสบายดีค่ะ  แล้วก็นอนหลับด้วย  แต่เอ…ฉันคุยกับคุณมาตั้งนาน  ไม่ยักรู้นะคะว่าคุณเป็นหมอดู  ทายแม่นยังกะตาเห็น  คุณทราบได้ยังไงคะว่าฉันเป็นนักเขียน?  ฉันบอกชื่อจริงคุณนะคะ  ไม่ได้บอกนามปากกา  < แปลกใจจัง  >  เรื่องของฉัน  ฉันพอทำใจแล้วล่ะค่ะ  ขอบคุณนะคะที่เป็นกำลังใจให้  แต่คงต้องใช้เวลาซักพักที่จะให้ลืมได้หมด  ฉันรักเขามาก  มากพอที่จะตายแทนเขาได้  และเขาก็ทำร้ายฉันจนเจ็บสาหัส  มันเป็นแผลที่ฝังอยู่ในอกจนยากที่จะรักษา  แต่ช่างมันเถอะค่ะ  ฉันจะต้องพยายามเอาชนะมันให้ได้  ขอบคุณนะคะที่แนะนำให้ฉันแต่งหนังสือต่อ  ฉันเกือบจะลืมมันไปเลยค่ะ  ฉันไม่ได้ติดต่อสำนักพิมพ์มาเกือบปีแล้วล่ะค่ะ  หนังสือวางขายไป  2  เล่ม  ก็พิมพ์แล้วพิมพ์อีกก็เลยไม่ได้ไปใส่ใจกับมัน  แต่หลังจากนี้ไปฉันจะแต่งมันต่อค่ะ  ถูกแล้วล่ะค่ะ  The Excellent Novelist  แห่งปี  เป็นความฝันสูงสุดของฉัน  ฉันจะต้องตามรอยฝันของฉันให้ได้  คุณล่ะคะ?  คุณฝันอะไรอยู่?  เตือนคนอื่นแล้ว  ก็อย่าลืมเตือนตัวเองนะคะ  ตามความฝันของคุณให้เจอนะคะ
      ……..Julie-ta  ตอบเพื่อนที่แสนดี……...”

      “ คุณจูเลียต้าที่รักครับ…
          จากการที่เราได้คุยกัน  ผมเริ่มทราบแล้วว่าคุณรักเขามากแค่ไหน  ผมคิดว่าคนอย่างคุณ  คงเป็นคนที่ถอนตัวจากความรักไม่ขึ้นแล้วล่ะครับ  คุณเป็นเหมือนดอกกุหลาบแรกแย้มที่ต้องการแสงอาทิตย์เพื่อยังการเจริญเติบโต  ถ้าคุณขาดมันคุณก็จะตาย  คุณต้องนึกให้ได้ว่าคุณเป็นปุถุชนธรรมดา  คุณมีสิทธ์ที่จะเลือกในสิ่งที่คุณต้องการ  จำเป็นด้วยเหรอครับที่คุณจะต้องรักแต่เขาคนเดียว  ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้รักคุณแล้ว  คิดให้ดีนะครับ  ผมให้สติคุณแล้ว  ส่วนเรื่องที่ผมทราบว่าคุณเป็นนักเขียนก็ไม่ยากเลย  บังเอิญว่าผมเป็นแฟนพันธ์แท้ของ  เส้นขอบฟ้ากับความฝัน  อยู่ครับ  แล้วผมจะไม่รู้เลยเหรอครับว่าใครเป็นคนแต่ง  ถึงแม้ว่าในหนังสือจะมีแต่นามปากกาของคุณ  ผมจะสืบไม่ได้เลยหรือครับ?  < ง่ายๆ  แค่นี้เอง  ไม่เห็นมีอะไรมาก  >  คุณรู้มั๊ย?  ผมเอาแง่คิดต่างๆในหนังสือที่คุณแต่ง  มาเป็นสติเตือนใจผมตลอดเวลา  แล้วคุณล่ะครับ?  คุณได้เอาสิ่งที่คุณใช้ความคิดของคุณกลั่นกรองออกมาเป็นตัวหนังสือเหล่านั้น  มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตบ้างหรือเปล่า?  พูดถึงเรื่องความฝัน  ผมลืมบอกไปว่าตอนนี้ผมเป็นนักฟุตบอลอยู่ครับ  ความฝันสูงสุดของผมน่ะเหรอครับ?  ความฝันสูงสุดของผมก็คือ  ทำหน้าที่ในสนามให้ดีที่สุด  จุดมุ่งหมายอยู่ที่ดาวซัลโวครับ  แต่ทุกวันนี้  ผมก็ค่อนข้างพอใจในสิ่งที่เป็นแล้วล่ะครับ  < ถึงแม้ว่าผมเพิ่งจะอกหักก็ตาม…ชินแล้วล่ะ  >  
      …….Romeno……..

      เธอนิ่งไปนานกับคำพูดเตือนสติของชายหนุ่ม

          “จริงสินะ  ทำไมเราต้องยึดติดกับเขาด้วยล่ะ?  ความรักระหว่างเรากับฮริสตอฟ  มันสมควรจะจบลงๆได้แล้วตั้งแต่ที่จดหมายฉบับนั้นมาถึง  ทำไมเราถึงได้โง่อย่างนี้”  เธอเดินไปที่ริมทะเลอีกครั้งและหยิบเปลือกหอยเล็กๆ  ขึ้นมากอบไว้ในมือน้อยๆ  ของเธอ  เธอเลือกเอาเปลือกหอยแต่ละเปลือกออกจากเม็ดทราย  และขว้างลงทะเลพร้อมทั้งตะโกนอย่างปลดปล่อย

          “ฮริสตอฟ  คุณออกไปจากชีวิตฉันซักที !!! “

          “ออกไปซะ  ฉันไม่ต้องการคุณอีก !!! “

          “จะไปไหนก็ไป  ฉันไม่รักคุณแล้ว !!! “  เธอหัวเราะดังๆ  อย่างสบายใจ  พร้อมทั้งทิ้งตัวลงบนเปลวคลื่นฟองขาวละเอียด  เธอไม่เคยรู้สึกสบายใจอย่างนี้มาก่อนเลย  เธอสามารถยิ้มให้กับดวงตะวัน  สายลม  และเกลียวคลื่น  อย่างเต็มที่และสดใส  เธอรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายในหัวใจเธอจนหัวใจของเธอพองโต  สมองของเธอปลอดโปร่งและสดใส

          ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…

          “ตายแล้ว…เราลืมโรเมโนไปได้ยังไงเนี่ย?”  เธอรีบเปิดเมล์ของเธอดูทันที

          “คุณจูเลียต้า  เพื่อนที่น่ารักของผม

          โกรธผมเหรอ?  ขอโทษครับที่พูดอะไรไม่คิดไปนิดนึง  ไม่ได้คิดว่าคุณยังทำใจไม่ค่อยได้  พูดแรงไปหน่อย  ขอโทษนะครับ  คุณคงอภัยให้ผมนะ…???
      …….Romeno……..”

          เธอยิ้มแล้วส่ายหน้าช้าๆ  แล้วก็ลงมือกดแป้นพิมพ์อีกครั้ง

      “คุณโรเมโนคะ
             ฉันโกรธคุณค่ะ  โกรธมากด้วย  โกรธที่คุณให้สติฉัน  โกรธที่คุณทำให้ฉันคิดได้  โกรธที่คุณทำให้ฉันสบายใจเป็นที่สุด  โกรธที่คุณทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะก้าวตามฝันของฉัน  โกรธมากด้วย  โกรธๆๆๆ
      …….Julie-ta……..”

      “ขอโทษๆๆๆ  อย่างใจจริง
                 ผมขอโทษคุณจริงๆ นะครับ  ไม่คิดว่าคุณจะโกรธขนาดนั้น  ผมขอโทษ  ผมผิดไปแล้ว  เอางี้…คุณจะเตะผมมั๊ย?  เดี๋ยวผมให้เตะ  โอ.เค๊?
      …….Romeno……”

      “คุณโรเมโนคะ
              คุณเชื่อหรือคะว่าฉันโกรธคุณ?  ตั้งแต่ฉันเกิดมายังไม่เคยรู้สึกโกรธใครจริงจังเลยซักคนนอกจากโกรธตัวเอง  คุณเชื่อมั๊ยคะ?  แม้แต้ผู้ชายคนที่ทำให้ฉันเจ็บปวดอย่างที่สุดคนนั้น  ก็ไม่ได้ทำให้ฉันโกรธเขาเลยซักนิด  ความรู้สึกกับเขาตอนนี้  ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นคนสอนฉัน  และกระตุ้นฉันให้กลับเข้าสู่เส้นทาง  ฉันรู้สึกขอบคุณมากกว่ามั๊งคะ  อ้อ…คุณด้วยค่ะ  ฉันเกือบลืมคนสำคัญที่สุดอย่างคุณไป  คุณคืออีกคนที่เตือนสติฉัน  ขอบคุณมากนะคะ
      ……..Julie-ta…….”

          เธอกดปุ่ม  sent  ที่เครื่อง  พร้อมทั้งรอยยิ้มสดใสที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธอ  เธอรู้สึกเต็มใจและรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกที่จะรออีเมล์ตอบกลับจากเขา  แต่…

          “ชั่วโมงกว่าแล้ว  ทำอะไรอยู่นะโรเมโน  ฉันพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแล้วนะ”  เธอเริ่มคิดมากไปเรื่อยๆ

      “โรเมโนคะ
              คุณหายไปไหนคะ?  ตอบกลับมาสิคะฉันรอคุณอยู่….Julie-ta…..”

      เธอเริ่มกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อยๆ  10  โมง  11  โมง  เที่ยง  เที่ยงครึ่ง  จนกระทั่งบ่ายสอง  เธอเดินไปเดินมาที่ชายหาดอย่างร้อนรน  สลับกับเดินไปดูที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เธอต่อระบบอีเมล์ทิ้งไว้

      “โรเมโน…โรเมโน…คุณอยู่ไหนนะ?  โรเมโน…”  เธอเดินกลับไปนั่งที่ชายหาดอีกครั้งและนั่งลงอย่างหดหู่

          “คุณคงจะรำคาญฉันสินะ  คุณคงจะเหมือนกับหลายๆ คนที่อยู่กับฉัน  ทุกคนรำคาญฉัน  ไม่อยากคุย  ไม่อยากเจอหน้าฉัน”  เธอก้มหน้าลงและทำสายตาห่อเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด

          ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…

          เครือข่ายอีเมล์ของเธอทำงานอีกครั้ง  แววตาของเธอในขณะนั้นเปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละแววตากัน  เธอรีบวิ่งมาที่คอมพิวเตอร์ของเธอทันที

          “เที่ยวบินไปกลับ  4  ที่นั่น  พร้อมโปรโมชันพิเศษ  บินสู่เช็กโดยสวัสดิภาพ        < พื้นที่โฆษณา > “

          เธอแทบจะทุ่มโน้ตบุ๊กคราคาเหยียบแสนของเธอทิ้ง  ถ้าไม่ติดที่โรเมโน

          “โอ.เค.  ถ้าคุณจะไม่ติดต่อมา  ฉันก็จะปิดเครื่อง”  เธอพับหน้าจอลง  ทั้งที่ใจของเธอไม่ต้องการอย่างนั้น  เธอเก็บเครื่องไว้ในกล่องและเธอก็วิ่งออกจากเต็นท์ไป  วิ่งไปไกลจนถึงป่ามะพร้าวที่ชาวบ้านแถวนั้นปลูกเอาไว้  เธอนั่งพิงต้นมะพร้าวต้นหนึ่งและทอดสายตาลงไปในทะเล  ที่ในขณะนั้นแสงสีทองยามเย็นจากขอบฟ้าสะท้อนพื้นน้ำดูระยิบระยับสวยงามราวภาพวาด  มันคงเป็นภาพที่สวยงามมากสำหรับคนที่มีความสุข  แต่เธอไม่…!!!  ความรู้สึกเดิมๆของเธอกลับมาอีกครั้ง  ความรู้สึกว่างเปล่าในจิตใจ  ความรู้สึกที่ไม่มีใคร  และโดดเดี่ยว  เธอนั่งอยู่ที่นั่นจนอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า  แสงดาวระยิบระยับ  ที่ดูเกลื่อนกลาดดาดดาเต็มพื้นฟ้าสีดำสนิทอันกว้างใหญ่  ทอแสงประกายทักทายเธอ  เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มน้อยๆ  ให้กับมัน  แต่รอยยิ้มของเธอนั้นจะว่าสดชื่นก็ไม่เชิง  มันเหมือนต้นกล้าขาดน้ำ  ดูแห้งๆ  ไร้ชีวิตชีวา  เธอลุกขึ้นและเดินกลับเต็นท์ของเธออย่างไม่กังวลกับเวลา     2  ทุ่ม  50  นาที  แล้ว     12  ชั่วโมง  กับอีก  50  นาที  กับการรอคอยเมล์ตอบกลับของโรเมโน  เธอคิดว่าเธอจะไม่เมล์ไปรบกวนเขาอีกแล้ว  ต่อแต่นี้ไปเธอก็จะเก็บเขาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจ  และระลึกเสมอว่า  เขาคือคนที่ทำให้เธอตื่นขึ้นอีกครั้งและหลุดพ้นจากความฝันที่ชั่วร้ายนั้น  เธอยิ้มชืดๆ  ให้กับตัวเองอีกครั้ง  แต่เธอก็ยิ่งรู้สึกเหงาหนักกว่าเดิม  เธอก้มมองปูลมตัวเล็กๆ  ที่วิ่งตัดหน้าเธอไป  มันวิ่งไปขุดรูๆ  หนึ่งที่บริเวณชายหาด  แต่เมื่อมันขุดเสร็จ  คลื่นก็ซัดรูที่มันขุดไว้จนมิด  ทรายที่มันขุดขึ้นมากองไว้  ก็พลิกกลบลงไปอีก  มันก็ไม่ท้อ  ยังคงอดทนขุดรูอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ  จนในที่สุดมันก็เจอจุดที่คลื่นไม่สามารถทำลายที่อยู่มันได้  แล้วมันก็อยู่ในนั้นโดยไม่มีละอองและเปลวคลื่นมารบกวนอีก  เธอมองปูลมตัวนั้น  มันทำให้เธอคิดอะไรได้บางอย่าง

          “ความพยามยาม  ใช่แล้ว…เราต้องมีความพยายามที่จะก้าวต่อไปด้วยขาของตัวเอง  เราต้องสานความฝันของตัวเองให้สำเร็จให้ได้  โรเมโนคะ  ฉันจะพยายามค่ะ  ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่ก็ตาม  ไม่ช้าไม่นานหรอกค่ะ  คุณคงจะได้อ่านผลงานของฉันอีกแน่ๆ”  เธอทุบกำปั้นน้อยๆ  ลงบนตักของเธอเองอย่างเชื่อมั่น  เธอสูดลมหายใจเพื่อเติมเต็มความคิดของเธอ  แต่ลมหายใจนั้นไม่ได้ช่วยเติมเต็มความรู้สึกลึกๆ  ที่ต้องการใครสักคนของเธอเลย  แต่ยังไงเสีย  ในเมื่อเธอให้ความเชื่อมั่นตัวเองแล้ว    เธอก็ต้องทำ  เธอลุกขึ้นจากผืนทรายและรีบเดินไปเปิดโน้ตบุ๊กของเธอทันที

          ติ๊ดๆ…ติ๊ดๆ…

          เธอลืมปิดระบบอีเมล์  แต่ก็นับเป็นโชคดีของเธอที่เธอลืมปิด

          “อีเมล์ใหม่  50  ฉบับ  อะไรกันเนี่ย?  แล้วฉันจะอ่านยังไงหมด?”  เธอมองกล่อง  Inbox  ที่มันเตือนว่ามีอีเมล์มากเกินไปแล้วแทบช็อก  เธอคลิกปุ่ม Inbox เพื่ออ่านจดหมาย

      “จูเลียต้า
              Was  fehlt  Ihnen?  < คุณเป็นอะไรไป > ผมเขียนจดหมายมาไม่รู้กี่  10  ฉบับ  ก็ไม่ยอมตอบผมซักที  ฉบับนี้ฉบับสุดท้ายแล้วนะ  ถ้าไม่เขียนตอบกลับมาอีก  ผมจะคิดว่าคุณไม่อยากคุยกับผม  และผมก็จะไม่เขียนมาอีก  โอ.เค๊.?
      ……….Romeno……….”

          จูเลียต้าอ่านจดหมายฉบับที่  50  ของโรเมโน  ในขณะที่น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม  ไม่ใช่โกรธที่เขาประชดประชันเธอ  แต่น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยของเธอนั้นเป็นน้ำตาแห่งความดีใจอย่างสุดประมาณ  เธอนึกว่าเขาจะไม่เขียนมาหาเธออีกแล้ว  เธอรู้สึกเหมือนกับว่า  เธออยากจะกระโดดกอดเขาถ้าเขามายืนอยู่ตรงหน้าให้หายคิดถึงมันเป็นความทรมานในใจแบบแปลกๆ  แต่มันก็เป็นความทรมานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

      “ขอโทษค่ะ  โรเมโน…
              ขอโทษนะคะที่ไม่รีบอีเมล์ตอบคุณ  ฉันเห็นคุณหายไปเลย  ก็เลยไม่เขียนอีก  คุณไปไหนเหรอคะ?  คุณติดธุระอะไรก็น่าจะบอกกันก่อน  ฉันรอคุณทั้งวันเลยคุณรู้มั๊ย?  คุณรู้มั๊ยการรอคอยมันทรมานแค่ไหน?  คุณน่ะบ้า  ทีหลังบอกด้วยนะว่าจะไปไหนจู่ๆ  ก็หายไปเฉยๆ  คนบ้า…!!!  อย่าทำแบบนี้อีกนะ  ฉันคิดถึงคุณจนแทบบ้า  คุณรู้มั๊ย?
      …….Julie-ta………”

      “ขอโทษ ๆๆ  นะครับ  gnädige Frau
              ผมผิดไปแล้วครับ  พอดีผมรีบมากเลย  โค้ชมารับผมเร็วมากเลยเมื่อเช้า  ผมต้องรีบไปครับ  ก็วันนี้ผมมีแข่งตอนบ่ายนี่  ผมก็เลยต้องรีบไปยืดเส้นยืดสายตอนเช้าซักพัก  ผมมีอะไรจะคุยให้ฟังด้วยล่ะ  จะเอาให้คุณหายเหงา  หายคิดถึงผมไปในบัดดลเลย  วันนี้ผมแข่งกับไกเซอร์เสลาเทิร์นของเยอรมันด้วยล่ะครับ  ผมกดเฮตทริกด้วย  ผมไม่อยากจะเชื่อนะครับว่าทีมใหญ่ๆของเยอรมันจะมาแพ้ที่ปราก  เมื่อก่อนจะถึงบอลโลกที่เอเชีย  ผมจำได้ว่าปีศาจแดงแห่งเบตเซ่นแบร์ก  ใช้หอกสอยสปาร์ต้า ปราก  ร่วงคาบ้านมาแล้วแต่ตอนนั้นผมยังเจ็บอยู่ก็เลยไม่ได้ลงให้ปราก  ตอนนั้น  โคลเซ่อัดปรากไป  2  ตุง  ผมล่ะเสียวสันหลังแทน  แต่ผมว่าตอนนี้ฟอร์มเขาดูตกๆไปนะครับ  ตอนนี้ผมทราบมาว่า  บุนเดสลีกา  ยังไม่เปิดฤดูกาลใช่มั๊ยครับ?  แต่ดิวิชั่น  1  ที่เช็กปิดแล้วนะครับ    ผมต้องไปซ้อมทุกวันตั้งแต่  8  โมงเช้าจนถึง  4  โมงเย็น  ถ้าวันไหนมีแข่งก็อาจจะเย็นหน่อย  อาจจะทุมนึงหรือ  2  ทุ่ม  ประมาณนี้ล่ะครับ  ช่วงนี้ทีมใหญ่ๆ  ในเยอรมันก็คงเตรียมทีมกันน่าดู  แต่ดูไปดูมาเท่าที่สปาร์ต้า  ปราก  ไปเยือนถิ่นเยอรมันมา  ผมว่ามีอยู่  3  ทีม  ที่น่าจับตามองก็มี  สตุ๊ตการ์ดของมากัธ  ทีมเด็กหนุ่มน่าจะมาแรงนะครับ  ในนี้ผมชอบ  เควิน  คูรานยี่  ครับผมว่าเขาเล่นบอล หนักดี  แล้วก็เจ้าประจำถาดสลัด  เสือใต้  บาเยิร์น มิวนิค  ทีมผมไปเยือนมาแล้วครับที่โอลิมปิค  สเตเดี้ยม  ทีม…แต่ละคน  ผมงี้หงอเลย  แต่ผลเราก็เสมอกัน  นัดนั้นผมกดประตูให้ทีมนาทีสุดท้ายพอดี  รอดตัวไป  และก็อีกทีมแชมป์เมื่อฤดูกาล  2001/02  ไงครับ  โบรุสเซีย  ดอร์ทมุนด์ไง  ผมเคยไปเหยียบ  เวสต์ฟาเล่น  สเตเดี้ยมมาแล้ว  ผมอึ้งมากเลย  สนาม…โอ้พระเจ้า  ทันสมัยสุดยอด  อลังการมาก  แฟนๆ  เสือเหลือง  นะครับ  เยอะมากๆ  เหลืองอร่ามทั้งอัฒจรรย์  ใจจริงผมชอบแฟนๆดอร์ทมุนด์มากเลยนะครับ  เขาเชียร์กันน่ารักดี  วันนั้น  ปรากโดนเสือเหลืองฆ่าครับ  แต่ผมก็อภัยให้พอดีว่าผมมีเพื่อนอยู่ที่นั่นตั้ง  2  คน  ทั้ง  แยน  ทั้ง  รอสซี่  คุณรู้จักมั๊ยครับ?  แยน  โคลเลอร์  กับ  โทมัส  โรซิคกี้น่ะ  ซี้ผมเอง  เอาไว้ผมจะแนะนำให้รู้จักนะครับ     ไงครับ?  หายคิดถึงผมยังเอ่ย…ถ้ายัง  จะให้ผมคุยอีกมั๊ยครับ?  ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะเลย  ทั้งเรื่องที่ผมเดินตกอัฒจรรย์ที่เวสต์ฟาเล่น  เรื่องที่ผมกดเฮตทริกวันนี้  เรื่องที่ผมโดนไบแดงในฐานะที่ไปต่อยหน้ากรรมการ  เอาเรื่องไหนดีครับ?  บอกมาเลย   เดี๋ยวจัดให้

      ปล.  ผมก็คิดถึงคุณมากเหมือนกัน  แต่ผมต้องคุมสมาธิให้อยู่ในเกมครับ  ผมเลยเอาความคิดถึงเก็บไว้ที่บ้าน  ไม่ได้พกลงสนามด้วย  เสียดายนะครับที่เราไม่ได้คุยกันทางโทรศัพท์  พอดีที่บ้านพักผมมันไม่สะดวก  < อีกอย่างโทรข้ามประเทศมันแพงครับ >  เราคุยกันทางอีเมล์ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ  โอ.เค๊.?
      ………..Romeno…………”

      “โรเมโน…
              อะไรกันคุณนี่  มาถึงก็คุยแต่เรื่องฟุตบอล  ฉันไม่ได้อยู่ในเหมือนคุณนะคะ  แต่ฉันก็ยินดีกับคุณนะคะที่ชนะ  และยิงเฮตทริกได้  คุณเล่นคุยยาวอย่างนี้  ฉันลืมไปเลยว่าจะพูดอะไร  อ้อ…คุณเป็นเพื่อนรอสซี่เหรอคะ?  ถ้าคุณเจอเขา  ฝากบอกเขาด้วยนะคะว่าอย่าย้ายออกจากเวสต์ฟาเล่นเลย  ถ้าย้ายไปแล้ว  แฟนๆคงคิดถึงเขามาก  < ฉันคนหนึ่งล่ะ >    อืห์ม…ฉันดีใจนะคะ  ที่คุณยังคุยกับฉันเหมือนเดิม  รู้มั๊ยคะ?  ถ้าฉันไม่มีคุณ  ฉันก็ไม่รู้จะคุยกับใครเหมือนกัน  ตั้งแต่นี้ไปฉันจะเมล์หาคุณตั้งแต่  6  โมงเย็นเป็นต้นไปนะคะ    < ถ้าคุณว่าง  ถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องตอบกลับมาถือว่าเข้าใจนะคะ >  โรเมโนคะ  ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป  ฉันจะเริ่มแต่งหนังสืออีกครั้งนะคะ  < ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะ >  แล้วพรุ่งนี้ฉันก็จะกลับไปดอร์ทมุนด์แล้ว  ฉันหมายถึงกลับบ้านฉันน่ะค่ะ  เพราะตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ที่บ้าน  ฉันมาตากอากาศน่ะค่ะ  พรุ่งนี้เจอกันเหมือนเดิมนะคะ  เอาล่ะค่ะ…วันนี้ง่วงนอนแล้ว  ฉันเข้านอนก่อนนะคะ  แล้วพรุ่งนี้เราค่อยคุยกันใหม่  < ระวังตัวด้วยนะคะ  หมายถึงเวลาซ้อมน่ะค่ะ  อย่าให้เจ็บนะ  ถ้าเจ็บล่ะก็คุณคงไม่ได้ลงสนามแน่เลย  รักษาสุขภาพด้วยนะคะ …เป็นห่วงนะ >
      Sie  werden  mir  sehr  fehlen  < I  miss  you  very  much > …Julie-ta…”

          เธอปิดเครื่องพร้อมทั้งรอยยิ้มที่สดใส  ที่หวนกลับมาสู่ใบหน้าที่อ่อนหวานของเธออีกครั้ง  เธอรับรู้และรู้สึกถึงความอบอุ่นและเป็นมิตรอย่างบอกไม่ถูก  เธอนิ่งไปพักหนึ่งแล้วทำถ้าเหมือนนึกอะไรออก

          “สปาร์ต้า ปราก เหรอ?”  เธอรีบกูลีกูจอเปิดหน้าจออีกครั้ง  พร้อมทั้งเรียกโปรแกรม  Search  แล้วพิมพ์คำว่า  สปาร์ต้า ปราก  ลงไป  เว็บไซต์เป็นพันเว็บขึ้นมาให้เธอเลือกที่หน้าจอ  เธอคลิกเข้าไปในเว็บไซต์หนึ่ง  ที่มีรูปและประวัตินักฟุตบอลทั้งทีม  เธอรู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำที่จะได้เป็นรูปของคนที่เป็นที่พึ่งทางใจของเธอคนนี้  เธอกดดับเบิ้ลคลิกที่คำว่า  Team  ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ  มีชื่อของนักฟุตบอลตั้งแต่หมายเลข  1 – 22  เธอไล่ดูรายชื่อพร้อมกับหัวใจที่เต้นระทึก  และในที่สุด…!!!

          !!!…โรเมโน  โทมิสกี้  เบอร์  10…!!!

          “เจอแล้ว  ฉันเจอคุณแล้ว  เยส!!!”  เธอลืมคุณสมบัติกุลสตรีเยอรมันไปเสียสนิท  เธอกระโดดทั้งๆ  ที่กำลังนั่งอยู่  แล้วเธอก็ค่อยๆ  เลื่อนมือไปสัมผัสแป้นพิมพ์  อย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  เธอหลับตาลงและกด  Enter  ……กรุณารอสักครู่…….หน้าจอของเธอขึ้น  Profile  ของโรเมโน  พร้อมทั้งภาพของเขา  เธอค่อยๆ  ลืมตาขึ้น  และก็พบกับความผิดหวัง  ภาพของเขามันไกลเกินไปเหมือนช่างภาพไม่ค่อยเต็มใจถ่ายซักเท่าไหร่  แต่ก็พอจะมองรู้เรื่องบ้าง  ผมของเขาสีน้ำตาลอ่อนตามภาษาคนเช็ก  ผอมสูงตามภาษานักฟุตบอล  ผิวขาว  อะไรกัน  เธอรู้เพียงเท่านี้…!!!  เธอถอนหายใจแรงๆ

          “รูปแค่นี้  ไม่ต้องถ่ายซะดีกว่า  ไม่ได้ช่วยอะไรเลยซักนิด  ช่างเหอะ  ดูแฟ้มประวัติก็ได้”  เธอเลื่อนดูแฟ้มประวัติของเขา

          “หมายเลข 10  สังกัด  สปาร์ต้า ปราก  ตำแหน่ง  เพลย์ แมกเกอร์  สูง  186  น้ำหนัก  77   วันเกิด  20  กันยายน  1979  เคยเป็นทีมเยาวชนของสาธารณรัฐ  เช็ก  เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ  5  ขวบ  ถนัดเท้าซ้าย  เป็นดาวซัลโวสูงสุดเมื่อฤดูกาลที่แล้วทั้งๆที่เป็นกองกลาง  ยังไม่มีครอบครัว  สปอนเซอร์ส่วนตัว  Puma  เรตติ้งในทีมสูงมาก  เคยติดทีมชาติชุดใหญ่แต่บาดเจ็บต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า  เลยหลุดจากทีม  แต่ตอนนี้กำลังเรียกเรตติ้งการติดทีมชาติอีกครั้ง  งานอดิเรก  ตอบจดหมายแฟนๆที่ทยอยส่งมาเรื่อยๆ  อย่างไม่ขาดสาย,  คอมพิวเตอร์,  อ่านหนังสือ,…”  เธอนิ่งไปพักหนึ่ง

          “เขามีชื่อเสียงขนาดนี้เลยหรือ?  ไม่อยากจะเชื่อเลย…เฮ้อ…เอาล่ะ…หยุดแค่นี้ดีกว่า  โรเมโนคะ  ฉันไม่อยากรู้จักคุณมากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ  ฉันไม่อยากรู้สึกเกร็งเวลาคุยกับคุณ  ฉันอยากให้คุณเป็นบุคคลนิรนามในใจฉันตลอดไป  แล้วเราค่อยคุยกันนะคะ”  เธอปิดเครื่อง  แล้วยิ้มให้กับตัวเอง  ก่อนที่จะปิดไฟและล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข

          -::-…………แล้วเวลาก็ผ่านเลยไปจนกระทั่งความผูกพันเล็กๆนั้นถูกเรียกว่าความอบอุ่น………-::-

          “Hi…my dear friend I\'m Romeno…
              ไงครับ?  วันนี้เป็นไงบ้าง?…เดือนเศษๆ แล้วนะครับที่เรารู้จักกัน  ผมยินดีมากครับและเป็นสุขมากเมื่อผมได้คุยกับคุณ  เวลาในช่วงนี้มันทำให้ผมประทับใจอย่างบอกไม่ถูก  ผมดีใจที่ผมได้รู้จักคุณมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน  คุณรู้มั๊ยครับ?  ผมอ่านหนังสือที่คุณแต่ง  แล้วผมก็จินตนาการถึงนิสัยส่วนตัวของคุณ  คุณรู้มั๊ยครับ?  จินตนาการที่ผมมีต่อคุณมันเป็นคนละแบบกับที่ผมรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณด้วยตัวของผมเองไกลลิบเลย  < ขอโทษนะครับที่ผมแอบศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับตัวคุณ  ตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่ผมจริงใจนะ >…น่าละอายจัง  ตอนแรกที่ผมจินตนาการถึงตัวคุณ  ผมคิดว่าตัวคุณคงจะหยิ่งยโสน่าดู  แต่พอผมรู้จักคุณแล้ว  ผมก็รู้ว่าความคิดของผมมันผิดโดยสิ้นเชิง  ผมอยากจะบอกคุณว่า  ผมชอบคุณแล้วล่ะ…< อ๊ะๆๆ  อย่าจินตนาการไปไกลนะครับ  ผมหมายถึงชอบแบบเพื่อนน่ะครับ  หรือว่าคุณอยากให้ผมชอบคุณแบบอื่นล่ะ? >…แล้วคุณล่ะชอบผมมั๊ย?  < แฮ่ๆๆ…?!?!?! >…เอ…ผมรู้นะตอนนี้คุณกระวนกระวายใจอยู่  ผมคิดว่าคุณอยากรู้จักผมมากขึ้นใช่มั๊ยล่ะ?…และคุณก็คิดว่าคุณจะสืบประวัติผมและก็เห็นหน้าผมตามเว็บไซต์  ตอนนี้คุณเห็นหน้าผมหรือยังครับ?  < หรือคุณไม่ได้สนใจผมเลย >  แล้วคุณรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมบ้าง?  เอ่อ…ผมขอเตือนนะครับ  กรุณาอย่าไปสนใจกับข่าวลือส่วนตัวของผมนะ  มันไม่เป็นจริงเลย  สื่อชอบเขียนข่าวมั่ว  < เอ่อ…คุณอ่านภาษาเช็กออกหรือเปล่าครับ? >  จริงๆแล้วผมมีแฟนอยู่คนเดียวนะครับแล้วเขาก็ทิ้งผมไปเมื่อเดือนก่อนโน้น  ไม่ได้มีหลายคนจริงๆนะ  < จริงๆแล้วผมเป็นคนจริงใจนะครับ…จริงๆนะเชื่อเถอะ  >  ผมหวังว่าคุณคงจะตอบอีเมล์ผมนะ …Take care of yourself…I miss you so much…Romeno…”

          “Romeno…-::-
              ฉันสบายดีค่ะ  เพียงแต่พักนี้เครียดกับการแต่งหนังสือไปหน่อยเท่านั้น  แต่อย่างอื่นก็ปกติดี  ฉันก็ยินดีนะคะและก็มีความสุขมากๆ ที่ได้รู้จักคุณ  คุณรู้มั๊ยคะ  คุณคือแสงสว่างเล็กๆท่ามกลางเมฆฝนที่กำลังโหมกระหน่ำของฉัน  คุณช่วยพาฉันออกจากมรสุมแย่ๆของชีวิต  ฉันขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ  ตอนนี้คุณรู้จักฉันมากขึ้นแล้ว  แต่ฉันยังไม่ค่อยรู้จักคุณเท่าไหร่เลยค่ะ  ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่สนใจคุณนะคะ  แต่ว่าฉันไม่อยากรู้จักคุณมากกว่านี้เองต่างหาก  ใจจริงฉันอยากให้จินตนาการของฉันนำพาไปสู่คุณ  คือฉันอยากรู้จักคุณด้วยจินตนาการของฉันเองมากกว่าค่ะ  อย่าลืมสิคะว่าฉันเป็นนักเขียน  ยังไงเสียก็ต้องใช้จินตนาการให้เป็นประโยชน์อยู่แล้วจริงมั๊ยคะ  < มันตื่นเต้นดีนะคะวิธีนี้  แต่ว่า…คุณจะให้ฉันจินตนาการถึงคุณยังไงดีล่ะคะ? >…ขอบคุณนะคะที่คุณชอบฉัน  ฉันก็ชอบคุณเหมือนกันค่ะ  < แต่…ฉันอยากจะบอกคุณมากกว่านี้  แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลานั้นค่ะ…ช่างมันเถอะ…อย่าคิดอะไรมากนะคะ >…ฉันเปิดเว็บไซต์ของสปาต้า ปรากดูแล้วล่ะค่ะ  แต่ฉันอ่านแต่แฟ้มประวัติของคุณเท่านั้นเองล่ะค่ะ  < คุณนี่เก่งจัง!!! >…ส่วนเรื่องข่าวลือของคุณฉันไม่สนใจหรอกค่ะ  เพราะเท่าที่ฉันรู้จักคุณมา  คุณไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย  < ถ้าคุณมีผู้หญิงอยู่รอบๆ ตัวจริงล่ะก็  คุณจะเอาเวลาที่ไหนมาตอบจดหมายฉันล่ะคะ…จริงมั๊ย?…แต่คุณจะแก้ตัวกับฉันทำไมล่ะคะ?…ฉันไม่ได้เป็นแฟนคุณซะหน่อย? >…โรเมโนคะ…ฉันรู้สึกเหงาจังเลยค่ะ  คุณรู้มั๊ยคะรอบๆตัวฉันในตอนนี้ไม่มีใครเลยซักคน  บางครั้งฉันเหงาจนรู้สึกอย่างร้องไห้  โรเมโนคะ…คุณสัญญากับฉันได้มั๊ย?  ไม่ว่าคุณจะมีใครอยู่ข้างๆในตอนนี้  หรือในอนาคตคุณจะต้องแต่งงานกับใคร  คุณจะต้องเป็นเพื่อนฉันและอยู่เคียงข้างฉันตลอดไป…สัญญาได้มั๊ยคะ…โรเมโน…Juliata…”

          “จูเลียต้า  ที่รักของผม
              ขอบคุณนะครับที่คุณเชื่อมั่นในตัวผม  คุณบอกว่าคุณเหงาและก็ไม่มีใครใช่มั๊ยครับ…อย่าลืมผมสิครับ  ผมยังอยู่ตรงนี้  ผมสัญญานะครับว่าจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป  ชาตินี้ทั้งชาติผมอาจจะไม่ได้แต่งงานก็ได้  เพราะผมคงเข็ดไปอีกนานกับเรื่องนี้  คุณไม่ต้องกังวลว่าคุณจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดหรอกครับ  อีกไม่นานหรอกจะมีคนๆหนึ่งที่ดีที่สุดมายืนเคียงข้างคุณแทนผมในตอนนี้  ผมเชื่ออย่างนั้น  แต่ตอนนี้คุณจำเอาไว้ว่าเวลาคุณเหงา  ให้คุณแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้า  แล้วนั่งนับมัน  ตอนนั้นคุณจะรับรู้และรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างกายของคนๆหนึ่ง  ซึ่งยืนอยู่ข้างๆคุณและนับดาวที่เกลื่อนท้องฟ้าไปพร้อมกับคุณ  คนๆนั้นคือ…ผมเอง…ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน  แต่ท้องฟ้าที่เราเห็นนั้นก็เป็นท้องฟ้าผืนเดียวกัน  แล้วไม่แน่นะครับว่าดาวดวงที่เรามองอยู่นั้น  อาจจะเป็นดาวดวงเดียวกันก็เป็นได้ …อืห์ม…ผมมีอะไรบางอย่างอยากจะให้คุณ  มันเป็นเพลงที่ผมชอบมากที่สุดในเวลาที่ผมรู้สึกเหงา  ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าความหมายที่แท้จริงแล้วคนร้องต้องการสื่อถึงอะไรกันแน่  แต่เพลงนี้มันก็ทำให้ผมรู้สึกอยู่เสมอว่ามีคนๆหนึ่งยืนอยู่ข้างๆผมในเวลาที่ผมฟังมัน…ถึงแม้ว่าคนๆนั้นอาจจะไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้เลยก็เป็นได้  เธอคนนั้นอาจจะเป็นเพียงมโนภาพ…ไม่มีหน้าตา…ไม่มีร่างกาย…ไม่มีลมหายใจ…แต่สิ่งที่เธอมีก็คือ…กำลังใจไงครับ…เธอทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น  และมีความหวังอย่างบอกไม่ถูก…คุณรู้มั๊ยครับ  ว่าตอนนี้ผมกำลังพยายามจะทำให้เธอคนนั้นมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ…คุณรู้มั๊ยครับว่าผมหมายถึงอะไร?…เอาล่ะครับอย่าคิดอะไรมากเลย  ผมหวังว่าคุณคงจะชอบเพลงนี้เหมือนที่ผมชอบนะครับ…ผมส่งไฟล์เสียงพร้อมกับเนื้อเพลงมาให้คุณด้วย  ลองเปิดฟังนะครับ…ผมเชื่อว่าคุณต้องชอบมัน…

      -::-…Here In My Heart… <- Plus One ->…-::-

      …Wherever you are tonight girl, I’ll see you in my dream…Wherever I go tomorrow, You’ll be here next to me…*And though we are a world a apart…I know you’ll never be that far…**’Cause here in my heart, there’s a picture of us…Together forever unfaded and unbroken…Wherever you are, your love covers me…Forever more, you’ll be here in my heart……Whenever I miss, miss you so much, it’s more than I can bear…Now I won’t cry, I’ll just close my eyes and know you’ll be there…Your kiss and your touch, I’ll never forget…’Cause you’re as close as my very next breath…My Heart…

          ไงครับ?…ซึ้งล่ะสิ  เก็บมันไว้นะครับแล้วผมจะอยู่กับคุณตลอดไป…Bye for now…Romeno…”

          เธอนั่งอมยิ้มพร้อมทั้งน้ำตาเมื่อเธอได้ฟังเพลงนี้  เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นคนละเอียดอ่อนและโรแมนติกขนาดนี้

          “ขอบคุณค่ะโรเมโน  คุณน่ะอยู่ในใจฉันตลอดกาลอยู่แล้ว  แล้วไม่มีวันหรอกนะคะ  ไม่มีวันที่ฉันจะลบภาพของคุณออกจากใจของฉัน  เพราะคุณคือคนที่ฉันรัก…”

          แสงดาวระยับทอตัดกับสีของท้องฟ้าที่มืดมิดราวกับกำมะหยี่สีดำดูนุ่มนวล  ทะเลแห่งดวงดาวหลากสีสัน  หลากขนาด  ต่างกระพริบเหมือนจงใจยิ้มให้กับเธอ  วันนี้เป็นวันแรกที่เธอมองพวกมันได้อย่างมีความสุขที่สุด……”มันช่างสวยงามราวกับความฝัน”…….เมื่อก่อนนั้นเธอมองท้องฟ้าเพียงแค่ความสวยงามของค่ำคืนหนึ่งเท่านั้น  แต่วันนี้เธอรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน  อบอุ่นแบบแปลกๆ  ความรู้สึกแบบนี้เธอเคยรู้สึกมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่เธออยู่ข้างกายฮริสตอฟ  แต่หลังจากที่ฮริสตอฟหลุดออกไปจากวงโคจรชีวิตของเธอ  ความรู้สึกแบบนี้มันก็เหือดหายไปตามกาลเวลาที่ไหลดั่งสายน้ำ  แต่ ณ เวลานี้  ณ ตรงนี้ และ ณ วินาทีนี้  มันถูกดึงออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดของหัวใจเธอ  มันถูกดึงมาอาบร่างกาย  ความรู้สึก  วิญญาณ  และหัวใจของเธออีกครั้ง…

      -::-::-…ความสัมพันธ์อันอบอุ่นของเขาและเธอผ่านเลยไปอีกเดือนเศษ…โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย!!!…-::-::-
          
      “โรเมโน  ที่รัก…
              โรเมโนคะ  ตอนนี้ฉันกำลังส่งวรรณกรรมของฉันเข้าประกวดค่ะ  คุณรู้มั๊ยคะ?  รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน  มันเป็นรางวัลของนักเขียนยอดเยี่ยมของโลก  มันยิ่งใหญ่มาก...มากจนเกินจะฝัน  แต่ฉันจะพยายามค่ะ  ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยรู้สึกมั่นใจซักเท่าไหร่ก็ตาม  คุณเคยอ่านหนังสือเรื่อง  My Brave  ของ  Inspiring  มั๊ยคะ?  หนังสือเล่มนี้ก็ถูกส่งเข้าประกวดด้วย  เนี่ยล่ะค่ะตัวเก็งที่จะได้รับรางวัล  คุณรู้มั๊ยคะ?  My Brave  เนี่ย  3 days  3  million  เลยนะคะ  ภายในหนึ่งอาทิตย์ต้องพิมพ์ซ้ำถึงสี่ครั้ง  ฉันลองอ่านดูแล้ว  ยอมรับเลยค่ะ  ดีมากจริงๆ  ฉันเริ่มต้นร้องไห้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องเลย  หาข้อติไม่ได้จริงๆนะคะ  แค่เห็นว่า  Inspiring  ส่งประกวด  ฉันก็ถอดใจแล้วล่ะค่ะ  แต่ไม่เป็นไรหรอก  ฉันลองส่งหาประสบการณ์ไปก่อนน่ะค่ะ  ปีหน้าก็ยังมี  ฉันส่งปีหน้าอีกครั้งก็คงไม่เป็นไร  แต่ปีนี้ก็อยากลองเสี่ยงดู   โรเมโนคะ  ในฐานะที่คุณก็เป็นแฟนหนังสือของฉันแล้ว  ก็ช่วยส่งกำลังใจมาเชียร์ฉันหน่อยนะคะ
      ......รักมาก.......(  เอ้อ...เขาจะประกาศผลการตัดสินวันที่จัดงานวรรณกรรมโลกที่กรุงวอซอร์  โปแลนด์นั่นล่ะค่ะ  ประมาณวันที่  20  สิงหาคม...อย่าลืมเปิด ทีวี ดูล่ะ )...Julia-ta...”

          “ถึงจูเลียต้าที่รักของผม...
              แน่นอนที่สุดครับ  ผมจะอยู่เคียงข้างและเป็นกำลังให้คุณตลอดไป  ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า  “เส้นขอบฟ้าและความฝัน”  ของคุณน่ะ  จะต้องได้รับรางวัลแน่นอน  เชื่อผมเถอะ ...เอ้อ!!!...  จูเลียต้าที่รักครับ  ผมขอโทษจริงนะครับ  ผมคงจะไม่ได้คุยกับคุณเป็นเดือนแน่ๆเลย  ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป  ผมคงจะต้องไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่สเปน  เพื่อเตรียมตัวสำหรับครึ่งฤดูกาลหลังน่ะครับ  ผมคงจะไม่ได้ติดต่อคุณในช่วงเวลานี้  แต่คุณอย่ากังวลไปเลยครับ  ยังไงๆ ผมก็ยังคงคิดถึงคุณ  และคุณก็ยังคงเป็นหนึ่งในใจผมเหมือนเดิม โชคดีนะครับ...ลาก่อน...จูเลียต้าครับ  ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจในความรู้สึกของผมหลังจากที่ผมคบกับคุณมาเกือบปี  ผมมีอะไรบางอย่างอยากจะบอกคุณ  คือ...ผมอยากจะบอกคุณเอาไว้ตรงนี้ว่า  “  ผมรักคุณเหลือเกิน”   จำเอาไว้นะครับว่าผมจะรักคุณ  และรักคุณตลอดไป...ถึงแม้ว่าลมหายใจของผมจะไม่มีบนโลกใบนี้แล้วก็ตาม...ลาก่อนครับ...Romeno...”

          คำพูดเหล่านี้ของโรเมโน...เธอรู้ดีว่าเธออยากได้ยินมันมานานมาก  เธอรอมาเกือบปีที่จะฟังคำว่า  “รัก”  จากโรเมโน  เธอควรจะดีใจ   กระโดดโลดเต้น  และยิ้มอย่างภาคภูมิในเสน่ห์ของตัวเอง  แต่เธอกลับไม่รู้สึกอย่างนั้นในตอนนี้  ไม่ใช่เพราะความรู้สึกที่ว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนกระทั่งเดือนหน้าเขาจะไม่ได้อยู่ในเช็ก  และตอบอีเมล์เธออีก  แต่มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  มันหดหู่  เศร้า  ขาดแคลน  และเหมือนมีความรู้สึกแปลกๆ คล้ายๆ กับว่ามีอะไรบางอย่างในตอนนี้กำลังถูกพรากออกไปช้าๆ  ช้าๆ  ออกไปจากเธอ  ห่างออกไป...ห่างออกไปอย่างรู้สึกได้ด้วยลมหายใจของเธอ  เธอรู้สึกบอกไม่ถูก..มันไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรใดๆได้  เธอพยายามที่จะอีเมล์ไปหาโรเมโนอีกหลายต่อหลายครั้ง  เผื่อว่าเขาจะตอบเธอกลับมาบ้างไม่ฉบับใดก็ฉบับหนึ่ง  แต่ไม่เป็นผล!!!...ไม่มีอีเมล์แม้สักฉบับตอบกลับมาถึงแม้ว่าเธอจะรอจนกระทั่งเช้าแล้วก็ตาม  เธอพยายามต่อไปเรื่อยๆ  โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากจะติดต่อเขาในขณะที่เขาบอกเธอว่าเขาจะไม่อยู่ในช่วงนี้  เธอพยายามจนในที่สุดอีเมล์ฉบับที่ 166  ของเธอถูกตีกลับมาด้วยตัวของเธอเอง!!!...นั่นก็หมายความว่า  Inbox  ของโรเมโนเต็ม  เมล์ของเธอจึงถูกตีกลับ  เธอปิดเครื่องทั้งๆที่ใจไม่ค่อยดี

      -::-…1  อาทิตย์ผ่านไปกับสายลมหนาวของเดือนสิงหาคมที่พัดผ่านเข้ามาจากทางเหนือของทวีป…-::-

          “เฮ้อ...หนาวจัง  ผ่านไปอาทิตย์นึงเต็มๆ แล้วนะที่โรเมโนไปสเปน  อีกไม่กี่อาทิตย์ก็ได้คุยกันเหมือนเดิมแล้ว เรื่องที่เราไม่สบายใจน่ะ...เราคงจะคิดมากไปเองล่ะมั๊ง...ชอบคิดมากเรื่อยเปื่อยจริงๆ...เรื่องอื่นที่น่าคิดมีอีกตั้งมากมาย  ดูซิ...เหลืออีกหนึ่งอาทิตย์กับอีกสามวันแล้วนะที่เราจะต้องไปวอซอร์  เร็วเหลือเกิน  ตื่นเต้นจังเลย...ฮืห์ม...วันนี้ไปบุกตลาดซักหน่อยดีกว่า  เผื่อจะได้ลดกังวลไปได้บ้าง  ไม่ได้ไปเดินตลาดนานแล้วด้วย”  เธอพูดกับตัวเองในขณะที่กำลังใช้หวีสางเส้นผมสีน้ำตาลเข้มยาวสลวยของเธออย่างเบามือ  เธอลุกขึ้นแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อที่จะออกจ่ายตลาดวันแรกในรอบสองอาทิตย์  เธอออกจากบ้านแล้วเดินเข้าสู่จัตุรัสกลางเมืองที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมของพ่อค้าและแม่ค้า  หรือเรียกง่ายๆว่าตลาดนัด  เธอเดินเลือกของตามร้านต่างๆ  เมื่อเสร็จจากร้านขายของทั่วไปแล้ว  เธอก็อดไม่ได้ที่จะตรงเข้าร้านหนังสือเพื่อเช็กเรตติ้งของตัวเอง  ในขณะที่เธอกำลังหยิบหนังสือออกมาจากชั้นวางเพื่อที่จะอ่านข้างใน  เธอก็เห็นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งมีทั้งชายและหญิงอายุราว  20  ปีเศษ  เดินเข้ามาในร้านด้วยท่าทางเคร่งเครียด

          “เมื่อคืนพวกนายได้ดูข่าวกันหรือเปล่าวะ?  ที่รถโค้ทของสปาต้า ปรากยางแตกจนรถกลิ้งลงทะเลที่สเปนน่ะ  เห็นเขาบอกว่าหาซากรถไม่เจอเลย  แล้วคนในรถจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้  เห็นเขาบอกว่ารถคันนั้นกำลังขนนักเตะกลับมาที่พัก  ฉันกลัวจริงๆ  กลัวว่าคริสตอฟกับโรเมโนตัวเด่นของทีมจะ....???..เฮ้อ...ไม่อยากจะพูด  ไอ้บ้าคนขับรถมันขับรถยังไงของมันวะ  โครตห่วย แกคิดดูนะถ้าแถวสองดุๆอย่างโรเมโน  กับกองหน้าคมๆ อย่างคริสตอฟม่องทั้งคู่ล่ะก็  สปาต้า ปราก ก็สปาต้า ปรากเถอะ  ซวยไปอีกนาน  ฉันอุตส่าห์เป็นแฟนพันธ์แท้  แต่ถ้าไม่มีสองคนนี้ฉันก็คงจะต้องพับเสื้อ  Toyota  เก็บเอาไว้ก้นโกดัง  เรียกง่ายๆว่า  ไม่รู้จะเชียร์เพื่ออะไรนั่นล่ะ...เฮ้อ...สงสัยฉันคงต้องโทรไปหาเพื่อนที่เช็กซะแล้ว...เดี๋ยวพวกนายไปกับฉันหน่อยก็แล้วกันนะ”  

          เธอแทบช็อคเมื่อสิ้นเสียงของเด็กหนุ่มคนนั้น  หนังสือเล่มที่เธอเพิ่งจะหยิบออกมาเมื่อครู่นั้นร่วงหล่นจากมือของเธอทันที เธอค่อยๆลากขาที่ดูเหมือนจะไม่มีแรงพยุงเลยแม้แต่น้อยมาหาเด็กหนุ่มคนนั้น

          “น้องจ๊ะ...เมื่อกี้ที่น้องพูดน่ะ...พูดเล่นใช่มั๊ยจ๊ะ?...พูดเล่นใช่มั๊ย?...บอกพี่สิจ๊ะว่าพูดเล่น”  เธอฝืนยิ้มออกไปเพื่อให้ตัวเธอเองรู้สึกดีขึ้น  เด็กหนุ่มคนนั้นดูจะออกอาการไม่เข้าใจเธอเล็กน้อย  เหมือนเธอกำลังพูดคนละภาษากับเขา  เธอพูดกับเขาเหมือนจะบังคับให้เขาพูดออกไปว่า “ใช่  ผมพูดเล่น”  ซึ่งคำๆนั้นเป็นที่เธออยากจะได้ยินจากเด็กหนุ่มคนนั้นใจจะขาดเช่นกัน

          “พี่ครับ  เรื่องแบบนี้มันพูดเล่นกันได้หรือครับ พี่รู้มั๊ยครับ โตโยต้าคลับน่ะ  โฮมเพจของพวกผมครับ  ผมรักสปาต้า ปราก ขนาดนี้  พี่จะให้ผมพูดเล่นทำไม  ผมจำเป็นต้องพูดเล่นกับไอ้เรื่องแบบนี้เหรอครับ  จำเป็นเหรอครับถามหน่อย  ขอโทษนะครับที่ผมอาจจะพูดแรง  ผมกำลังเครียดครับ  ผมขอตัวนะครับ  ผมจะไปเช็กข่าวกับเพื่อน  ขอโทษนะครับ  ถ้าพี่อยากจะรู้รายละเอียดอะไรจริงๆ  โน่นเลยครับ  หนังสือพิมพ์ข้างหน้าร้าน  ขอตัวนะครับ”   เด็กกลุ่มนั้นออกจะดูกิริยาไม่ดีกับเธอไปเสียหน่อย  แต่เวลาอย่างนั้นจะให้เธอถือสาอย่างไรเล่า  เธอยืนนิ่ง  ตัวของเธอรู้สึกชาอย่างบอกไม่ถูก  มันเริ่มไล่ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงปลายนิ้ว  เธอรู้สึกเหมือนกับว่ามีลมเย็นๆลึก ๆ  แทรกสอดเส้นประสาททุกเส้นของเธออย่างบ้าคลั่ง  ใบหน้าที่เคยมีเลือดฝาดสาวสีชมพูจัดกลับดูซีดเซียวลงอย่างถนัดตา  ผิดกับความรู้สึกในตัวที่เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเส้นเลือดแต่ละเส้นกำลังจะถูกระเบิดออกและฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ   มันเป็นสัญญาณอันตรายก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงกับพื้น  และหลังจากนั้นความมืดจากทั่วทุกสารทิศก็เข้ามาครอบงำเธอโดยที่เธอไม่ตั้งใจ  เสียงหวีดร้องดังขึ้นเป็นระยะ ๆ จากผู้คนรอบข้าง  แต่เสียงหวีดร้องเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เธอกลับลุกขึ้นได้อีกครั้งเลย  ไม่แม้แต่จะทอนเรี่ยวแรงคืนให้กับเธอ!!!

          -::-…ผมคงจะไม่ได้ติดต่อคุณในช่วงเวลานี้  แต่คุณอย่ากังวลไปเลยครับ  ยังไงๆ ผมก็ยังคงคิดถึงคุณ  และคุณก็ยังคงเป็นหนึ่งในใจผมเหมือนเดิม โชคดีนะครับ...ลาก่อน...จูเลียต้าครับ  ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจในความรู้สึกของผมหลังจากที่ผมคบกับคุณมาเกือบปี  ผมมีอะไรบางอย่างอยากจะบอกคุณ  คือ...ผมอยากจะบอกคุณเอาไว้ตรงนี้ว่า  “  ผมรักคุณเหลือเกิน”   จำเอาไว้นะครับว่าผมจะรักคุณ  และรักคุณตลอดไป...ถึงแม้ว่าลมหายใจของผมจะไม่มีบนโลกใบนี้แล้วก็ตาม...ลาก่อนครับ…-::-

      !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!โรเมโน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

          เธอสะดุ้งตื่นท่ามกลางความหนาวเย็นในห้องพิเศษห้องหนึ่งของโรงพยาบาล  พร้อมทั้งคำพูดสุดท้ายของโรเมโนที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเธออย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย  เธอพยายามที่จะลืมตาอยู่ตลอดเวลาถึงแม้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เธอลืมตา  น้ำตาของเธอก็มักจะเอ่อล้นจนเต็มดวงตาคู่นั้นของเธอก็ตาม  เพราะเมื่อใดก็ตามที่เธอหลับตา  เธอมักจะพบภาพของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนหันหลังให้เธออยู่ตลอดเวลา  กับคำพูดที่เธอรู้สึกคุ้นเคยอยู่เสมอ  ถึงแม้ว่าน้ำเสียงของเขาคนนั้น  เธอจะเป็นคนอนุมานด้วยตัวของเธอเองก็ตาม  ในมโนภาพนั้นเป็นภาพที่เธอกำลังพยายามร้องเรียกแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคอของเธอเลยแม้แต่น้อย  เป็นภาพที่มองออกไปเบื้องหน้าแบบอึดอัด  ขยับตัวได้อย่างเชื่องช้า  เสียงที่พยายามเค้นแต่ไม่เป็นผล  เขาคนนั้นไม่หันกลับมามองเธอ  มีแต่ประโยคสุดท้ายที่เขาให้ไว้กับเธอเท่านั้นที่ยังเชื่อมเขากับเธอ  เธอพยายามตะเกียกตะกายที่จะวิ่งเข้าไปหาเขา  แต่เธอก็ทำได้แค่เหมือนกับภาพช้าที่อยู่ในวีดีโอเท่านั้น  แต่เขากลับเดินออกห่างไปจากเธออย่างรวดเร็ว  มันเร็วเหลือเกิน  เร็วจนเธอไม่สามารถใช้กำลังในส่วนที่มีอยู่วิ่งเข้าไปหาเข้าได้  ที่ทำได้ก็แค่เพียงมองเขาทั้งน้ำตากับน้ำเสียงที่ตะโกนอยู่ภายในอกของเธอเท่านั้น

      !!!!!!!!!!!!!!!!!!โรเมโน!!!!!!!!!!!!!!!!!!

          “จูเลียต้าที่รักของผม...ผมรู้ว่าคุณคิดถึงผม...แต่คุณรู้มั๊ย?  ผมคิดถึงคุณมากกว่าที่คุณคิดถึงผมเสียอีก...แต่ต่อไปนี้...หน้าที่ของคุณไม่ใช่คิดถึงผมแล้วนะ...ชีวิตของคุณยังคงต้องก้าวต่อไป...ทำวันข้างหน้าให้ดีกว่าวันนี้...ให้ดีกว่าวันที่คุณมีผม...คุณอย่าลืมสิ...ผมจะยืนเคียงข้างคุณเสมอไม่ว่าวันข้างหน้าของคุณจะเป็นอย่างไร...คุณจะยังอยู่ในใจผมเสมอ...ไม่ว่าที่นี่หรือที่ใดๆ บนโลกใบนี้...คุณจะอยู่ในใจ,  ในความคิด,  ในความฝัน,  ในลมหายใจและในชีวิตของผม... ก็ผมสัญญากับคุณแล้วไงครับ...ว่าที่ใดก็ตามที่มีเพลง...Here  In  My   Heart ...คุณก็จะมีผมที่นั่น...คุณจะไม่ได้อยู่เดียวดายหรอกครับ...ผมสัญญา...ผมรักคุณนะจูเลียต้า...”    

          ร่างกายของโรเมโนค่อยๆจางลงทุกทีๆ และในวินาทีสุดท้ายที่ร่างกายของเขากำลังจะกลืนไปกับสายลม  เขาก็หันกลับมาหาเธอ  มันเป็นภาพของใบหน้าที่เลือนรางเต็มที  เขาก้มลงมาหาเธอและค่อยๆจุมพิตอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปากสีชมพูบางของเธอ  ถึงแม้ว่าเขาจะดูเหมือนเป็นเพียงอากาศที่โปร่งใส  แต่เธอก็สามารถรับรู้สัมผัสอันอ่อนนุ่มจากปากของเขาได้อย่างชัดเจน  เธอพยายามยกมือเพื่อที่จะโอบกอดเขา  แต่เธอก็ทำไม่ได้  โรเมโนใช้มือของเขาสัมผัสใบหน้าของเธอเหมือนเขาต้องการที่จะร่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย  เขายิ้มให้เธอและเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มของเธออย่างเบามือ  เขาลุกขึ้นและมองเธออีกครั้งอย่างอาลัยอาวรณ์  และในที่สุดร่างกายของเขาก็หายไปกับลมที่พัดเอื่อยๆ อยู่ในขณะนั้น  เธอแทบคลั่งกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า  น้ำตามากมายไหลออกมาจนตาเธอรู้สึกได้ถึงความอุ่นที่ดวงตาทั้งสองข้าง  

      กลับมานะโรเมโน...อย่าไปนะ...ฉันยังไม่ได้บอกรักคุณเลย...ฉันรักคุณค่ะโรเมโน...ฉันรักคุณ...!!!!!!!!!!!!!!
          
          เธอลุกจากเตียงของโรงพยาบาลและเดินขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าอย่างเลื่อนลอย  เธอเดินมาหยุดตรงรั้วกั้นตึกและมองไปยังท้องฟ้ามืดมิดที่มีดวงดาวมากมายที่คอยกระพริบเป็นกำลังใจให้เธอเช่นเคย  เธอนึกถึงคำพูดที่โรเมโนเคยพูดกับเธอทางอีเมล์

          “......คุณจำเอาไว้ว่าเวลาคุณเหงา  ให้คุณแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้า  แล้วนั่งนับมัน  ตอนนั้นคุณจะรับรู้และรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างกายของคนๆหนึ่ง  ซึ่งยืนอยู่ข้างๆคุณและนับดาวที่เกลื่อนท้องฟ้าไปพร้อมกับคุณ  คนๆนั้นคือ…ผมเอง…ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน  แต่ท้องฟ้าที่เราเห็นนั้นก็เป็นท้องฟ้าผืนเดียวกัน  แล้วไม่แน่นะครับว่าดาวดวงที่เรามองอยู่นั้น  อาจจะเป็นดาวดวงเดียวกันก็เป็นได้......”

          “โรเมโนคะ... ฉันมีอะไรหลายต่อหลายอย่างที่อยากจะบอกคุณ  คุณรู้หรือยังคะว่าฉันรักคุณ  ตอนนี้ฉันบอกคุณไปแล้วคุณจะรู้มั๊ยนะ...คุณรู้มั๊ยว่าคุณน่ะบ้าที่สุดเลย  คุณไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉันเลย...ไหนคุณเคยสัญญาว่าคุณจะยืนเคียงข้างฉันตลอดไปไงคะ...แต่ทำไมตอนนี้คุณมาจากฉันไป...คุณไม่รักษาสัญญา...ฉันเกลียดคุณ!!!”  จูเลียต้าตะโกนออกมาดังๆ บนดาดฟ้านั้นแล้วเธอก็ทรุดตัวลง  เธอร้องไห้จนตัวโยน  น้ำตาของเธอไหลออกมาจนแห้งคาตา  แล้วเธอก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีเสียงๆหนึ่งแทรกสอดโสตประสาทของเธอเข้ามาอย่างแผ่วเบา

          “ผมรักคุณเหลือเกินที่รัก...ผมรักคุณจริงๆนะ...อย่าโกรธผมเลย...ใครบอกว่าผมไม่ทำตามสัญญาล่ะ...ก็ผมกำลังทำอยู่นี่ไง..แต่คุณสัญญากับผมซักอย่างได้มั๊ย?...ผมไม่อยากให้คุณละทิ้งความฝันของคุณเพียงเพราะผม...คุณจะต้องก้าวต่อไป...ผมจะอยู่ที่นั่นและคอยรับรางวัลที่น่าภาคภูมิใจกับคุณ...คุณรู้มั๊ยครับ?...คุณคือนักเขียนในใจของผมนะครับ...ผมรักทุกตัวอักษรที่คุณเขียน...เชื่อผมนะครับ...ทำในสิ่งที่คุณรักให้ดีที่สุด...แล้วคุณจะได้ในสิ่งที่คุณปรารถนา...ผมเชื่อมั่นในตัวคุณนะครับ...”  

          “โรเมโน!!!...คุณอยู่ไหน?...โรเมโน...ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน...โรเมโน...”   เธอร่ำร้องเรียกเขาปานจะขาดใจ  เธอพยายามมองหาเขาในทุกๆ ที่ที่เป็นไปได้บนดาดฟ้านั้น  แต่ให้ตายเถอะ!!!  เธออยู่คนเดียวเท่านั้นบนดาดฟ้า  เสียงๆนั้นมันคงจะออกมาจากภายใต้จิตสำนึกของเธอเองอย่างแน่นอน...และคงจะไม่มีทางหรอกที่จะเป็นเขามาบอกเธอด้วยตัวเอง...ไม่มีทางเสียหรอก...!!!   เธอมองจากดาดฟ้านั้นออกไปยังกลุ่มดาวที่ล่องลอยอยู่เกลื่อนฟ้าในขณะนั้น  เธอยิ้มน้อยๆให้กับพวกมัน

          “ขอบคุณค่ะโรเมโน...ขอบคุณที่เตือนสติฉัน...ตกลกค่ะ...ฉันสัญญากับคุณว่าฉันจะทำความฝันของฉันให้สำเร็จ...ฉันจะต้องเป็นนักเขียนที่ดีที่สุด...ไม่เพียงเพราะหวังเพียงรางวัลเท่านั้น...แต่ความฝันสูงสุดของฉันตั้งแต่ที่ฉันตั้งมั่นที่จะเป็นนักเขียนก็คือ...ทุกๆ ตัวหนังสือที่ฉันบรรจงร้อยเรียงมันเอาไว้ในหนังสือของฉัน...จะต้องทำให้ทุกคนที่อ่านมันมีความสุข...เหมือนที่คุณรู้สึก...ฉันสัญญาค่ะ...ฉันจะทำ...”  สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป  มันดูสดใสขึ้นทันทีที่เธอคิดอย่างนั้น  เธอเดินลงจากดาดฟ้าและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้านทันที


      ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

          “ตอนนี้ฉันมาถึงวอซอร์แล้วนะคะ...แล้วก็กำลังฟังเพลงของคุณอยู่ด้วย  ฉันอยากจะบอกคุณจริงๆ ว่าฉันชักเริ่มจะชอบเพลงนี้ซะแล้วสิ  คุณรู้มั๊ย? ครั้งแรกที่คุณเอาเพลงนี้มาให้ฉันฟังน่ะ  ฉันคิดว่ามันน้ำเน่านะ ...เอาล่ะค่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันรู้สึกชอบมันแล้วก็แล้วกันนะคะ.......เอ่อ...โรเมโนคะ...พรุ่งนี้แล้วนะคะ  พรุ่งนี้แล้วที่เขาจะประกาศผลนักเขียนยอดเยี่ยมของโลก  ฉันยังอดตื่นเต้นไม่ได้เลยค่ะ...ยังไงก็ช่วยเป็นกำลังใจอย่าให้ฉันตื่นเต้นไปมากกว่านี้ก็แล้วกันนะคะ...แล้วก็ช่วยกรุณากล่อมฉันให้หลับทีนะคะ  เพราะฉันรู้สึกว่าคืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับแน่ๆ...”  เธอยิ้มให้กับอีเมล์ฉบับเก่าๆ ที่โรเมโนส่งให้เธอเมื่อเดือนก่อน  เธอยังอดยิ้มไม่ได้กับมัน  ถึงแม้ว่าการยิ้มในครั้งนี้จะเป็นการยิ้มทั้งน้ำตาก็เถอะ...

      ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

      ณ  กรุงวอซอร์  ประเทศโปแลนด์

          “สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านในซิตี้ ฮอล์แห่งนี้นะคะ   วันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับนักเขียนทุกท่านกับวรรณกรรมอันทรงคุณค่าของพวกท่านเอง  อีกครึ่งชั่วโมงขอให้พวกท่านทุกคนขึ้นมายืนบนเวทีนี้นะคะ  เราไม่ได้ประกวดนางงามนะคะ  ไม่จำเป็นต้องร้องไห้หรือเป็นลมเวลาประกาศผลนะคะ...กรุณาเตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะคะ...แล้วดิฉันจะเรียนเชิญทีหลัง  แต่ตอนนี้ขอให้พวกท่านรับประทานอาหารตามสบายนะคะ...อาหารของเราเป็นอาหารชั้นเลิศจาก.........???????????”  พิธีกรสาวของงานกำลังบรรยายบรรยากาศของงานในค่ำคืนนั้นอย่างเรื่อยเปื่อยเพื่อต้องการที่จะฆ่าเวลา  แต่เธอไม่ได้สนใจในสิ่งที่พิธีกรสาวพูดเลยแม้แต่น้อย  สิ่งที่เธอให้ความสำคัญอยู่ตอนนี้ก็คือ...กำลังใจจากตัวเธอเอง!!!

          “โรเมโนคะ  อีกไม่กี่นาที  ฉันคงจะต้องขึ้นไปอยู่บนนั้นแล้ว...อย่าลืมเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะคะ...”   เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง...วันนี้เธอดูสวยมากกับชุดราตรีเกาะอกผ้าไหมสีชมพูอ่อนยาวคลุมเท้า  ซึ่งดูเข้ากับทรงผมซึ่งถูกรวบเป็นช่อดูสวยงาม  เมื่อเธอเดินเข้ามาในงาน  ทุกคนในที่นั้นต่างมองเธอเป็นตาเดียว  เพราะปกติทุกคนในที่นั้นในฐานะนักเขียนด้วยกันจะไม่เคยเห็นเธอแต่งตัวได้สวยขนาดนี้  ที่เธอแต่งตัวแบบนี้ไม่ใช่เพราะเธอมั่นใจว่าต้องได้รับรางวัลที่กำลังจะประกาศนี้  แต่เป็นเพราะเธอไม่ต้องการให้ใครต่อใครในที่นั้นมองเห็นความเศร้าในตัวเธอต่างหากเล่า  เธอสูดลมหายใจลึกๆอีกครั้งและเดินเข้ามาร่วมในงาน  เธอทักทายทุกคนและแจกลายเซ็นให้กับแฟนหนังสือของเธออย่างเต็มใจ  เธอไม่ต้องการที่จะเป็นนักเขียนขึ้นหิ้งแบบใครหลายคน  แต่ที่เธอต้องการเป็นเพียงแค่ต้องการให้ใครก็ตามที่รู้จักและอ่านหนังสือของเธอมีความสุขเพียงเท่านั้นเอง...

          “เอาล่ะค่ะ...เวลาสำคัญของทุกคนในที่นี้กำลังมาถึงแล้ว  ขอเชิญนักเขียนทุกท่านขึ้นบนเวทีได้แล้วคะ...”  ประโยคที่พิธีกรสาวคนนั้นประกาศดูเหมือนจะเป็นประโยคทำลายความมั่นใจของใครหลายคนรวมทั้งตัวของเธอเองด้วย...และแล้วในขณะที่เธอกำลังจะเดินขึ้นเวทีนั้นเธอก็ได้เจอคูแข่งคนสำคัญของเธอเอง...

          “Inspiring!!!”

          เขา...ผู้มีนามปากกาตามที่เธอเรียก  หันมายิ้มให้กับเธอ  ด้วยสายตาที่ออกจะดูเยือกเย็นไปสักนิด  แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความจริงใจ  เธอยิ้มตอบเขาด้วยความจริงใจเช่นกัน เธอไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่งของเธอแต่อย่างใดเพราะเธอเคยให้สัญญากับโรเมโนเอาไว้ว่าเธอจะเขียนหนังสือด้วยความสุขไม่ใช่เพียงเพราะรางวัล  เขามองมาที่เธออีกครั้ง  และส่งของให้เธอชิ้นหนึ่งแล้วเดินไปยังตำแหน่งที่ยืนของเขาบนเวทีนั้น  โดยที่เขาไม่พูดอะไรแม้สักคำ  ของที่เขาส่งให้เธอนั้นเป็นเพียงแค่กระดาษโน้ตเล็กๆแผ่นหนึ่งเท่านั้นเอง  เธอทำหน้าไม่เข้าใจแต่ก็อ่านโน้ตแผ่นนั้น

          “เขาบอกให้คุณรอ”

          โน้ตเล็กๆ ที่อยู่ในกระดาษแผ่นนั้นทำให้เธออดสงสัยไม่ได้  เธอกำลังจะเดินไปหาเขาเพื่อไขข้อข้องใจ  แต่ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวออกไปพิธีกรบนเวทีก็ขอร้องให้ทุกคนยืนอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง  เธอเลยได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้อย่างนั้นเอง  เธอมองหน้าเขา  เขาก็ได้แต่ยิ้มที่มุมปากให้เธอโดยที่ไม่พูดอะไรที่พอจะใบ้ให้เธอเข้าใจเลยสักนิด  ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามคุยกับเขาเป็นภาษาใบ้ก็ตาม

          “กรุณาอยู่ประจำที่ของพวกท่านนะคะ  ต่อไปนี้เราจะเริ่มประกาศรางวัลแล้วนะคะ  อ้าว!!!  เอ๊ะ!!!  อะไรอีกล่ะคะเนี่ย?...เอ่อ...คุณแพทริเซีย  จูเลียต้า  คะ  อยู่ตรงไหนคะ?  มีคนส่งช่อดอกไม้มาให้ค่ะ...แหม...กำลังใจถึงที่เลยนะคะ...”   พิธีกรสาวเอ่ยปากเรียกเธอ  ทั้งๆที่ตัวของเธอเองตอนนี้มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด  เธอเดินออกมารับช่อดอกลิลลี่สีขาวพิสุทธิ์จากพิธีกรสาว  เธอถามพิธีกรสาวคนนั้นว่าใครฝากดอกไม้ช่อนี้มาให้เธอ  พิธีกรสาวคนนั้นก็ได้แต่ส่ายศีรษะและยิ้มให้เธอเหมือนกับว่าเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน  จูเลียต้าเดินกลับมายังตำแหน่งที่ยืนของเธอ  เธอกำลังรู้สึกฉงนกับเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้  แต่ในขณะที่เธอกำลังยืนฉงนอยู่นั้น  เธอก็พบว่าในช่อดอกไม้นั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่  เธอหยิบมันขึ้นมาและก็พบว่ามันเป็นแหวนทองคำขาวฝังเพชรเม็ดเล็กๆ ไว้ตรงกลางพร้อมกับโน้ตหนึ่งใบที่ดูไปดูมาแล้วกระดาษโน้ตแผ่นนั้นเป็นแบบเดียวกับที่  Inspiring  ให้เธอ  

          “แต่งงานกับผมนะ”

          โน้ตใบที่สองเขียนเอาไว้ว่าอย่างนั้น  เธอหันกลับไปหา Inspiring  อีกครั้ง  เขายังคงยิ้มให้เธอเช่นเคย  เธอยิ้มให้เขาแบบไม่เข้าใจ  เธอชี้มาที่ช่อดอกไม้และพยายามจะถามเขาว่ามันหมายถึงอะไร  แต่เขาก็ยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้นและปล่อยให้เธอวุ่นวายกับความคิดของเธอเอง

          “ได้เวลาประกาศผลรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมประจำปีนี้แล้วนะคะ...และผลการตัดสินก็อยู่ในมือของดิฉันแล้ว...ขอเวลาซักนาทีสำหรับการแกะนะคะ”  ในตอนนั้นเธอเลิกวุ่นวายกับความคิดเรื่องดอกไม้และกระโน้ต  เธอวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่หลังเวที  และออกมายืนที่ตำแหน่งของเธออีกครั้ง

          “รางวัลวรรณกรรมและนักเขียนยอดเยี่ยมประจำปีนี้ได้แก่....” เธอยืนหลับตาและกำมือแน่นด้วยความตื่นเต้น

          “My Brave  ของนักเขียนผู้มีนามปากกาว่า   Inspiring  ขอเชิญออกมารับรางวัลทางด้านนี้เลยค่ะ...”  จูเลียต้าลืมตาขึ้นและถอนหายใจเล็กๆ  เธอรู้สึกเสียดายเล็กน้อยแต่เธอก็ทำใจเอาไว้แต่แรกแล้วว่าเธอต้องแพ้เขา...เธอหันมามองและยิ้มให้เขาด้วยความยินดี  เขาก็ยิ้มตอบเธออีกเช่นเคย

          “ปีนี้เรามีรางวัลพิเศษสำหรับวรรณกรรมที่โดดเด่นและน่าจับตามองมากที่สุดด้วยนะคะ...ซึ่งผลงานนั้นก็คือ  “เส้นขอบฟ้ากับความฝัน”  ขอเชิญเจ้าของผลงานออกมารับรางวัลได้เลยค่ะ...”   เธอยืนนิ่งและกำลังประสาทตาย  พิธีกรพยายามสะกิดให้เธอรู้ตัวและออกไปรับรางวัล  เธอออกไปรับรางวัลทั้งๆที่ยังคงประสาทวุ่นวายอยู่อย่างนั้น

          “ถ่ายรูปคู่กันหน่อยสิครับ”  ชายหนุ่มผู้มีนามปากกาว่า  Inspiring  เอ่ยปากขอเธอ  เธอยิ้มให้เขาและยินดีถ่ายรูปด้วย  หลังจากงานที่งานประกาศผลเลิก  เธอจึงเดินเข้าไปถามเขาเกี่ยวกับโน้ตแผ่นนั้น  ดอกไม้ และแหวน

          “นี่คุณคิดว่าผมเป็นคนให้คุณหรือครับ?  ผมอยากจะบอกว่าผมน่ะมีคู่หมั้นแล้วนะครับ  ผมคงไม่ส่งของพวกนั้นไปให้คุณหรอก...”  เขาตอบอย่างงงๆ ในตัวเธอ

          “อ้าว...แล้วโน้ตที่คุณให้ฉันล่ะคะ?”  

          “มีคนๆ หนึ่งฝากมาบอกคุณครับ  ผมก็เลยเขียนโน้ตไว้ให้คุณ  เท่านั้นเอง”

          “ใครคะ?”

          “ผมก็ไม่ทราบนะครับ  แม่บ้านของผมเป็นคนพบแล้วเธอก็บอกผมมาแค่นี้  เอ่อ...ขอโทษนะครับ  ผมต้องรีบไปแล้ว  ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”   เธอยิ้มตอบและขอบคุณเขาก่อนที่ทั้งคู่จะแยกลากัน  เธอยังคงสงสัยอยู่นั่นเองว่า  ใครเป็นคนมอบของเหล่านี้ให้เธอ  เธอเดินไปนั่งที่ศาลาท่าน้ำและคิดอะไรต่างๆนานา  ที่คิดว่าจะเป็นไปได้กับเหตุการณ์นี้  

          “เอ...หรือว่าเขาจะมาส่งผิดคน?  ใช่ๆ  มีสิทธิเป็นไปได้ อ้าว !!!  ตายล่ะสิไม่ได้หยิบมาด้วย  ตายแล้ว...”  เธอรีบเดินออกจากที่นั่นเพื่อที่จะกลับไปเอาช่อดอกไม้และแหวนที่เธอวางไว้หลังเวที

          “แย่ล่ะสิ  หายไปไหนได้ยังไงเนี่ย?”  เธอเดินหาอยู่รอบๆ บริเวณนั้นอย่างกระวนกระวาย

          “หาไอ้นี่อยู่เหรอครับ?”  เธอหันกลับไปตามเสียงนั้นทันที  แล้วเธอก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในชุดสูทสีดำยืนถือช่อดอกไม้ที่เธอต้องการหาอยู่ในมือ

          “อ้อ...ใช่ค่ะ  ขอบคุณมาก  ดิฉันกำลังตามหาอยู่พอดี”  เธอเดินมาที่เขาและยื่นมือไปที่เขาเพื่อขอมันคืน  เขาไม่ยอมส่งช่อดอกไม้นั้นให้เธอ  เธอออกอาการสงสัยเล็กน้อยจึงมองหน้าของเขา  ชายหนุ่มคนนั้นมองหน้าของเธอแล้วยิ้ม  เธอเพิ่งจะสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าชายหนุ่มคนนี้หน้าตาดีเหลือเกิน  เธอมองหน้าของเขาตอบและคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับหน้าตาของเขา  

          “เอ่อ?...เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าคะ?”  เธอถามเขา

          “ไม่หรอกครับ  ผมเพิ่งจะเจอคุณวันนี้เอง”  เขายิ้มให้เธออีกครั้ง  แต่เธอทำหน้าตาฉงน

          “ถ้าอย่างนั้น...ดิฉันขอของพวกนั้นคืนได้มั๊ยคะ?  เพราะมันไม่ใช่ของๆดิฉัน  ดิฉันต้องไปตามหาเจ้าของน่ะค่ะ”  

          “ของพวกนี้...มันเป็นของคุณครับ...ไม่ใช่ของใคร”  เขาตอบเธอ

          “ไม่หรอกค่ะ  เขาคงมาส่งผิดคนมากกว่า”

          “จะผิดคนได้ยังไงล่ะครับ  ก็ผมเป็นคนให้คุณเอง”  เขาจับมือของเธอขึ้นมาไว้แนบอกของเขา  เธอยืนนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง

          “คุณจำผมไม่ได้หรือครับ?”

          “ขอโทษค่ะ  ดิฉันจำไม่ได้จริงๆ  คุณเป็นใครกันแน่คะ?”

          “romenocz@centrum.cz...Do you remember me? “  เธอมองหน้าของเขานิ่งนานอยู่อย่างนั้น  เขาเองก็เช่นกัน  ทั้งคู่ต่างมองตาของกันและกันเหมือนกับกลัวว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะจากไป  เธอมองหน้าเขาและเริ่มที่จะร้องไห้

          “คนบ้า!!!  ปล่อยฉันนะ  ฉันไม่รู้จักคุณ  คุณเป็นใคร?”  เธอพยายามที่จะสะบัดมือหนีจากเขา  แต่เขาก็ดึงเธอเข้ามากอดไว้  เธอร้องไห้เหมือนกับกลัวว่าจะไม่ได้ร้องอีก

          “ผมขอโทษจูเลียต้า...ผมขอโทษ...อย่าทำกับผมแบบนี้...ผมรักคุณนะ...”   โรเมโนกอดเธอไว้แน่น  ในขณะที่เธอเอาแต่ร้องไห้

          “ตั้งแต่อุบัติเหตุที่มาดริดผมก็เอาแต่รักษาตัวอยู่ที่นั่น  ผมไม่ได้เจ็บอะไรมากแค่กระดูกแตกนิดเดียว  แต่เพื่อนของผมต้องมาตาย  ผมทำใจไม่ได้เลยต้องเก็บตัวเงียบอยู่พักหนึ่ง...แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าผมคิดถึงคุณเหลือเกิน...ได้โปรด จูเลียต้า...คุณอย่าโกรธผมนะ”  

          “คุณรู้มั๊ยคะว่าฉันคิดถึงคุณแค่ไหน?...คุณไม่ติดต่อกลับมารู้มั๊ยคะ...ฉันนึกว่าคุณ.........”   เธอซุกตัวที่หน้าอกของเขาและร้องไห้เหมือนเด็กๆ

          “ที่รัก  อย่าร้องนะ...ผมไม่อยากให้คุณร้องไห้...ผมอยู่ตรงนี้แล้วไง...ผมกำลังกอดคุณอยู่...คุณไม่ได้อยู่คนเดียวแล้วนะ  ผมขอโทษที่ผมปล่อยให้คุณรอ...ผมจะชดใช้ให้คุณทั้งชีวิตของผม...แต่งงานกับผมนะ?”  เธอมองตาของเขาและยิ้มบางๆอย่างเต็มใจ

          “แล้วคุณรักฉันเหรอ?”

          “ความรักที่ผมมีให้คุณน่ะ  มันไม่สามารถถ่ายเทออกมาเป็นคำพูดได้หรอก  เพราะมันมากเหลือเกิน  แล้วคุณล่ะ  คุณรักผมมั๊ย?”

          “สำหรับฉันน่ะเหรอคะ?...คุณรักฉันมากเท่าไหร่...คูณเพิ่มอีกล้านเท่า  นั่นล่ะค่ะ  คือความรักที่ฉันให้คุณ”  

          “แต่งงานกับผมนะ?”  โรเมโนจ้องตาของหญิงสาวเพื่อรอคำตอบ  จูเลียต้ามองตาของชายหนุ่มเช่นกัน  อีเมล์ฉบับน้อยๆที่เขาเป็นคนเขียนให้เธอ  มันทำให้เธอรู้สึกถึงความรักที่เขามอบให้  แต่!!!  เมื่อเธอกลับมาคิดดูอีกที  เธอเพียงรู้จักกับเขาในโลกของอีเมล์แค่เท่านั้นเอง

          “ฉันรู้นะคะว่าเรารู้จักกันก็แค่ในเมล์  แต่ฉันคิดว่า  ความรักเนี่ย  เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่เราบอกกันและกัน  แต่เราจะใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจะพิสูจน์ว่ามันมากมายซักเพียงไหน  ฉันตกลงค่ะ...ฉันจะแต่งงานกับคุณ...ฉันรักคุณค่ะโรเมโน...”  เธอโผเข้ากอดเขาอีกครั้ง ไฟสีต่างๆสว่างขึ้นจากมุมต่างๆของเวที  พร้อมกับเพลง  Here  In  MY  Heart  ซึ่งเป็นเพลงที่ทำให้เขาอยู่ในใจเธอ  ตลอดไป  และตลอดไป...โรเมโนหยิบแหวนจะช่อดอกไม้นั้นและสวมให้เธอ  พร้อมกับเสียงปรบมือและหวีดร้องจากเพื่อนนักเขียนของเธอที่อยู่ในฮอล์นั้น  ทุกคนต่างอวยพรให้กับทั้งคู่

          “คุณเชื่อผมมั๊ย?  ผมน่ะจะพิสูจน์ให้คุณเห็นความรักที่แท้จริงของผม...ทุกวัน...ทุกเวลา...ที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับคุณ...ผมรักคุณนะจูเลียต้า...”   เขาบรรจงจุมพิตลงบนหน้าผากของเธอ  

          “ฉันเชื่อค่ะ  และฉันก็จะรอให้คุณพิสูจน์ด้วย...ถึงแม้ว่าคุณจะใช้เวลาพิสูจน์มันทั้งชีวิตของฉันก็ตาม...”



                                                                          -::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-::-

      นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      คำนิยม Top

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      คำนิยมล่าสุด

      ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

      ความคิดเห็น

      ×