บล็อคตอนที่แล้วขัดใจล่ะสิ อยู่ๆตัดจบ
มีเรื่องเล่าอีกยาวมาก พิมพ์ไม่ไหว กลัวอ่านแล้วตาลาย (แค่นี้ยังลายไม่พอ?)
มาอ่านกันต่อละกัน ฮุๆ
เช้าวันที่สาม กลุ่มเราได้ออกเดินทางเป็นกลุ่มแรก มันต้องสลับลำดับการเดินทางกันบ้างเพื่อความเท่าเทียม
เดินมาก็เจอตาน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่น้ำไหลออกมาเป็นลำธาร น้ำตรงนี้สะอาดมากๆเลย กินได้กรอกน้ำเก็บซะให้เรียบร้อย เพราะ
ระหว่างทางไม่มีน้ำให้เติม
ด่านแรกที่เจอเลยเป็นทางลาดชันมาก เดินเฉยๆไม่ได้ มันต้องมีเชือกคอยช่วย เอ็กซ์ตรีมสุด
แต่เพราะว่าเป็นกลุ่มแรกทำให้พื้นมันยังไม่เรียบมาก
ระหว่างไต่ไปอุปกรณ์ก็หล่นไปด้วย ทั้งกระทะ หม้อสนาม ขวดน้ำ ตะหลิว
จะให้ปล่อยทิ้งไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวไม่มีอะไรมาทำกับข้าว ต้องเสี่ยงชีวิตไปเก็บมาให้หมด ของก็หล่น ตัวก็จะตก ไหลไปเกือบตกหน้าผา
แล้วล่ะ ลำบากซะ
ชอบด่านนี้มากที่สุดเลย มันรู้สึกว่าท้าทายดี
ทั้งเดินลงแล้วก็เดินขึ้นเขา กี่ลูกต่อกี่ลูกก็ไม่รู้ ผ่านป่ามาหลายประเภทมาก ทั้งป่าที่เป็นป่าจริงๆต้นไม้หลากหลายประเภท เดินมาถึง
ยอดก็เป็นทุ่งหญ้า ร้อนมากเลย เจอแสงแดดเต็มๆ
บนยอดเขาวิวสวยมากเลยล่ะ ไม่มีพวกบ้านคน ไม่มีสายไฟ ไม่มีมลพิษ อากาศบนนี้เย็นสบายบริสุทธิ์มากๆ
แล้วก็ค่อยๆเดินลงเขา เราเดินพลาดอ่ะ มองไม่เห็นเลยว่าพื้นมันไม่เท่ากัน หญ้าบังทางไว้หมดเลย
ข้อเท้าของเราเลยแพลง ก่อนหน้านี้ข้อเท้าเราแพลงมาก่อนแล้วอ่ะ แต่ก็หายแล้ว
ไม่คิดว่าจะต้องมาข้อเท้าแพลงในป่าแบบนี้ เป็นภาระให้คนอื่นอีก
แต่อาการคราวนี้เบากว่าครั้งที่แล้ว เรายังเดินได้อยู่
ระหว่างเดินก็มีเพื่อนผู้ชายที่เดินไปเป็นเพื่อนเรานั่นแหล่ะ คอยช่วยตลอดเวลา ช่างเป็นคนดีจริงๆ
แล้วก็ได้เวลาพักกินข้าวเที่ยง
มีเพื่อนใหม่มากินข้าวด้วยคือ ....
งูเขียว! โอ้ว...มีงูเขียวมานั่งเป็นเพื่อน
วงแตกเลยตอนนั้น ทุกคนช็อคมากอ่ะ
เรากับเพื่อนเห็นงูมันชูคออยู่ข้างๆรุ่นพี่
ก็ไม่รู้ว่าจะบอกยังไงดีอ่ะ เลยสะกิดให้รุ่นพี่ที่นั่งใกล้ๆคอยบอก กลัวว่าเรากับเพื่อนบอกมันจะแตกตื่นฉกที่คอรุ่นพี่คนนั้นอ่ะ
จริงๆแล้วงุฌขียวตัวนั้นมันตัวเล็กนิดเดียวเอง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นงูแล้วมันก็ต้องเตือนไว้ก่อนล่ะเนอะ
พอเดินมาถึงที่พักซึ่งมันจะเป็นคืนสุดท้ายที่จะค้างอยู่ในป่าแล้ว
ที่พักวันนี้เราพักที่ป่ายูคาลิปตัส สามารถตัดไม้ได้ตามใจชอบได้เลย เพราะว่าต้นยูคามันงอกเร็ว แค่ตัดให้เหลือตอไว้ก็พอ ห้าปีมันก็
งอกเหมือนเดิมแล้วล่ะ
พอกินข้าวเสร็จก็มีรุ่นพี่มาทดสอบว่าได้เรียนรู้อะไรจากการเดินป่าบ้าง
พวกเราปีหนึ่งก็ตอบได้แค่ไม่กี่อย่าง รุ่นพี่ก็มาไซโคว่าเดินมาตั้งสองวันเต็มๆได้ความรู้แค่นี้เหรอ
พอได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกว่าพวกรุ่นพี่กลุ่มเราจะต้องโดนด่าแน่ๆ
แต่พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเงียบ ถ้ามีคนเถียงกลับไปคงจะโดนด่ายาว ก็เลยเงียบไว้ดีกว่า
คืนนี้สุดท้ายจะโดนด่าเยอะเป็นพิเศษ แต่ละคนก็ร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก แล้วยังจะดับเทียนให้มันรู้สึกแย่อีก
หลังจากนั้นรุ่นพี่ก็เข้ามาปลอบ บอกว่ามันเป็นการทดสอบจิตใจว่าเข้มแข็งพอมั้ย
กว่าจะปลอบกันเสร็จก็ประมาณเที่ยงคืน แล้วก็ได้กินขนมหวานถั่วแดงต้มในน้ำโอวัลติน
อร่อยเหมือนกันนะ จริงๆได้ยินพวกรุ่นพี่ทำขนมตั้งแต่ตอนโดนด่าแล้วล่ะ นึกว่าจะทำกินกันเอง
เช้าวันต่อมา วันนี้เราจะได้กลับบ้านแล้ว แค่เข้าป่ามาสี่วันเหมือนเข้าป่ามาเป็นเดือน
น้ำก็ไม่อาบ ฟันก็ไม่แปรง พอแต่ละคนมาถึงบ้านพักต่างวิ่งกันมาเข้าห้องน้ำ แต่ละคนนี่สภาพดูไม่ได้เลยจริงๆ ทนอยู่ได้ยังไงเนี่ย
การเดินป่าคราวนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตเลยนะ
ครั้งนึงเราก็เคยใช้ชีวิตอยู่ในป่า ทำให้ได้เจอเพื่อนที่แท้จริง
ทุกวันนี้เราสนิทกับเพื่อนคนนี้มากเลยล่ะ
งงล่ะสิคนไหน?
ก็คนที่เดินช้าเป็นเพื่อนเราน่ะสิ อยู่ในป่าเพื่อนคนนี้คอยช่วยเหลือเราตลอด
พอมาอยู่ในเมืองเราก็ต้องช่วยเพื่อนตอบแทนกลับไปบ้าง
ไม่ได้คิดเลยนะว่าจะต้องเป้นการตอบแทนสำหรับเรื่องในป่า
แต่มันเป็นน้ำใจที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือกัน
จบแล้วล่ะจ้ะ
ในนิยายเรื่อง "Magic Spell สะกดหัวใจนายพ่อมด" ก็มีฉากเดินป่าเหมือนกัน
แต่เป็นฉากเดินป่ากันตอนกลางคืน
พอได้อ่านฉากนี้ก็คิดไปถึงวันที่ตอนมาเข้ามานอนในป่าครั้งแรก
ในป่ามันช่างมื้ดมืด มองอะไรไม่เห็นเอาซะเลย
ส่วนในนิยายก็ไม่ได้ต้องมานอนในป่าเหมือนกับเรา แค่นั้นมันก็ได้อารมณ์แล้วล่ะเนอะ
วันนี้เล่าเป็นวันสุดท้ายแล้วล่ะ สำหรับกิจกรรมที่ร่วมสนุกกับแจ่มใส
แต่ถ้าว่างๆจะมาเล่าเรื่องอื่นๆต่อ (ไม่มีคนมาอ่านก็ไม่เป็นไร เราจะเล่าต่อไป ฮุๆ)
นิยายก็เอามาจากชีวิตจริงนั่นแหล่ะเนอะ ไม่งั้นจะเอาเหตุการณ์ที่ไหนมาเขียนล่ะ
ขอไปอ่านนิยายต่อละนะ
อ่านจบแล้วก็คลิกด้านล่างซักนิดนะจ้ะ
หรือชอบอันไหนก็คลิกเลย





ความคิดเห็น