คัดลอกลิงก์เเล้ว
publisher-03 นิยายตีพิมพ์
  • สำนักพิมพ์ : O2love
  • ประเภท : แฟนตาซี
  • วันที่จัดจำหน่าย : ตุลาคม 2552
  • The Seekers

    โดย Caje

    การผจญภัยข้ามมิติหลากหลายของเด็กหญิงลึกลับผู้ไร้เวทมนตร์เพื่อตามหา 'อะไรบางอย่าง'

    ยอดวิวรวม

    85,409

    ยอดวิวเดือนนี้

    5

    ยอดวิวรวม


    85,409

    ความคิดเห็น


    389

    คนติดตาม


    89
    เรทติ้ง : 99 % จำนวนโหวต : 168
    จำนวนตอน : 44 ตอน
    อัปเดตล่าสุด :  19 ต.ค. 53 / 14:26 น.

    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
     

    The Seekers แผงขายแล้ว


    หลังจากรอคอยมายาวนาน ในที่สุดนิยายก็ได้ออกเป็นรูปเล่มแล้วล่ะค่ะ

    ภาพปก The Seekers

    ใครอ่านแล้วชอบ ช่วยอุดหนุนกันด้วยนะคะ


    ข้อมูลเล็กน้อยสำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ามาอ่าน...

    แนวเรื่อง : Fantasy / Adventure / Youth Novel

    แต่งประชดตลาดเล็กๆ น้อยๆ เขียนตามอารมณ์คนแต่งค่ะ

    ไม่มีโรงเรียนเวทมนตร์ (ยกเว้นจะไปอ่านตอนพิเศษแต่งล้อโรงเรียนเวท)
    มีแต่ผู้กล้าฝึกหัด สหายจากต่างมิติในทำคำนาย นักเวทกวนประสาท และจอมปีศาจที่ยังไม่ปรากฏตัว

     

    ติดต่อ

    สำหรับใครที่ต้องการจะคุยกับเคจ ก็เขียนมาหากันได้ทุกทาง ตามแต่สะดวกค่ะ

    เรื่องเกี่ยวกับนิยายก็โพสต์มาในหน้านิยายนี้ได้เลยค่ะ

    อยากคุยเล่นทำความรู้จักก็ Quick Message ใน My.iD หรือจะส่งข้อความลับมาก็ได้ค่ะ

    ทางอีเมล์ caje23@gmail.com ก็ได้นะคะ

    MSN ก็ใช้เมล์นี้เช่นกัน แอดได้เลย แต่แอดแล้วช่วยบอกสักหน่อยนะคะว่าเป็นใคร อย่าแอดแล้วทิ้งไว้เฉยๆ ไม่คุยตอบ

    ...หยิบยื่นความจริงใจให้กันดีกว่าค่ะ ^^

     

    Links ที่เกี่ยวข้อง

    My.iD ของ Caje
    >> My.iD เคจเองค่ะ ข่าวสารต่างๆ ก็แจ้งในนี้ด้วยอีกทาง มีการอัพเดตเรื่อยๆ ค่ะ

    รวมตอนพิเศษของ The Seekers
    >> ตอนนี้ยังมีอยู่แค่นิดเดียว แต่พอมีโอกาสแล้วจะแต่งเพิ่มให้ค่ะ แวะเวียนไปอ่านเล่นๆ ได้
    แต่ควรจะตัวเรื่องหลักก่อนค่ะ จะได้ไม่งงว่าเป็นมายังไง

    The Seekers (2)
    >> บ้านอีกหลังของนิยายเรื่องนี้ที่อยู่ในหมวดวรรณกรรมเยาวชนค่ะ
    เริ่มลงจาก 'กาลกิณีวิปโยค' ซึ่งเป็นภาคต่อของ 'ผู้กล้าแห่งรูลน์' ค่ะ

     

     

    ขอให้อ่านนิยายกันให้สนุกนะคะ ^_____^

     

    --------------------------------

     

    ใครที่หน้านิยายเป็นอักษรตัวเล็ก ลองกด Refresh ดูนะคะ
    บางที css อาจจะโหลดช้าค่ะ

     
    ว่าแล้วก็แปะภาพสักหน่อยดีกว่า...

    โพล68895

    บันทึกเป็นเรื่องโปรด
    บันทึก The Seekers เป็นเรื่องโปรด
    เพื่อรับข่าวสารและเนื้อหาตอนใหม่ๆ ได้โดยไม่มีพลาด



    แบนเนอร์ในเครือ

    Seek... Your DestinyThe Seekers
    ร่วมด้วยช่วยกันเผยแพร่ความบ้าCode และเทคนิคตกแต่ง My.iD2 และหน้าบทความ [Writer] by Caje

    Other Style Banners?
    >> Click here <<
     
     
    />

    สารบัญ อัพเดท 19 ต.ค. 53 / 14:26

    บันทึกเป็น Favorite

    ตอน
    ชื่อตอน

    ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Caje จากทั้งหมด 9 บทความ

    บทวิจารณ์

    ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

    คำนิยม Top

    "The Seekers การค้นหาที่ยังไม่สิ้นสุด"

    (แจ้งลบ)

    (คำเตือน ทั้งบทวิจารณ์นี้มีเนื้อเรื่องและเฉลยเนื้อเรื่องค่อนข้างมาก หากไม่ต้องการเสียอรรถรสจากการอ่าน กรุณาละเว้...››อ่านต่อ

    (คำเตือน ทั้งบทวิจารณ์นี้มีเนื้อเรื่องและเฉลยเนื้อเรื่องค่อนข้างมาก หากไม่ต้องการเสียอรรถรสจากการอ่าน กรุณาละเว้นข้อความที่ถมดำอยู่) กระแส นิยมนิยายแฟนตาซีในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซาลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อสี่ ห้าปีก่อน ทำให้นิยายแนวผจญภัยแฟนตาซีออกมาให้เห็นในท้องตลาดน้อยลง และที่มีอยู่ก็เป็นนิยายแปลหรือนิยายแฟนตาซีภาคต่อของนักเขียนที่มี ประสบการณ์อยู่แล้วมากกว่าจะเป็นผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ การที่ The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ ผลงานแรกของ ”สัจนา” หรือ Caje ได้ตีพิมพ์ออกมากับสนพ. โอทูเลิฟ นั้นคงเป็นเครื่องหมายแสดงคุณภาพได้ระดับหนึ่ง ส่วนเนื้อหาข้างในก็คงยังต้องติดตามประเมินค่าต่อไป เพราะดูเหมือนว่า The Seekers จะยังอยู่ให้เราลุ้นเรื่องราวได้อีกหลายเล่มเหมือนกัน โลกไร้ผู้คน : บทนำที่มีผู้คน จุดเริ่มต้นของเรื่องราว บทนำเรื่อง “โลกไร้ผู้คน” เป็นบทเปิดที่สัจนานำเสนอและเล่าเรื่องราวของเรื่อง ค่อยๆเปิดเผยที่มาและความเป็นไปของตัวละครเอก “ไมอา” ออกมาอย่างดี โดยไม่ต้องพร่ำพรรณนาบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติให้ยืดยาวเป็นย่อหน้า หากแต่ใช้สถานการณ์เล็กๆเป็นกลวิธีเล่าแทน ทั้งเรื่องของสาเหตุที่ไมอาต้องเดินทาง วิธีการใช้ของวิเศษเข็มทิศค้นหาสิ่งที่ต้องการ นอกจากนั้นยังมีจุดเล็กๆที่จะเชื่อมเนื้อเรื่องของบทเปิดไปใช้ในเนื้อเรื่องต่อไปได้ อย่าง “กระจกย้ายเงา” ถือว่าเป็นแนวคิดที่ประยุกต์จากเรื่องแฟนตาซีอื่นๆมาใช้ได้อย่างกลมกลืนทีเดียว กฎแห่งการเดินทาง : บทสนทนาที่ชาญฉลาด The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ มีจุดเด่นที่น่าประทับใจ คือการเลือกใช้บทสนทนาที่ชาญฉลาด เล่าเรื่องออกมาผ่านการโต้ตอบของตัวละคร รวมถึงสื่อ “สาร” ผู้ผู้เขียนต้องการส่งออกมาโดยใช้บุคลิกลักษณะของตัวละครแต่ละตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่การสักแต่ว่ายัดเอาคำพูดสวยๆเท่ๆ ใส่ปากตัวละครให้เทศนาสั่งสอนสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอกจนหน้าเบื่อ เราลองมาดูตัวอย่างสักหนึ่งบท เช่น บทสนทนาระหว่างไมอากับโคเซฟ ในบทที่ 3 หน้า 60-61 ที่สื่อถึงเส้นทางการเลือกของการดำเนินชีวิตที่โคเซฟตัดสินใจออกมาได้โดยผู้เล่า(Narrator) ที่อยู่เป็นบุคคลที่ 3 ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาในบทบรรยาย อีกจุดหนึ่งคือบทสนทนาเรื่องการสอนเวทมนตร์ ในบทที่ 8 หน้า 148-150 ที่อธิบายความสำคัญและลักษณะการฝึกเวทมนตร์ผ่านการโต้ตอบได้อย่างน่าสนุก และบทโกหกหน้าตายของไมอาต่อพระราชาแห่งรูลน์ ในหน้า 103 - 104 จุดนี้เองที่เปลี่ยน The Seekers ให้ดูน่าสนใจแตกต่างจากนิยายแฟนตาซีดาดๆ ที่ให้ผู้บรรยายเล่าเรื่องและรายละเอียดของตนเองยาวยืดเป็นหน้าๆ กระจกสีชา : เหตุผลของเวทมนตร์ ในราชอาณาจักรรูลน์ สถาปัตยกรรมอันเป็นจุดเด่น น่าสังเกตที่สัจนาสร้างขึ้นมา คือ กระจกประดับสีชา ซึ่งเกี่ยวร้อยกับเหตุผลของอุปกรณ์เคมีและยาเวทมนตร์ ในแง่การกรองแสงสว่าง แสดงให้เห็นว่าสัจนาเองมีหลักการของเหตุผลและใช้หลักการนั้นอธิบายรายละเอียดต่างๆของโลกแฟนตาซีให้สมเหตุสมผลได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “เครื่องแปลภาษา” ที่อยู่ในกระเป๋าเป้เวทมนตร์สี่มิติที่คงไม่เกี่ยวกับหุ่นยนต์แมวสีฟ้าจากโลกอนาคต ซึ่งทำให้ไมอาพูดจากับมนุษย์ในแต่ละมิติที่ตนเองเดินทางไปได้เข้าใจ แม้ว่าจะมีปัญหาที่แปลบทเพลง กวี ติดขัด(หน้า 59) หรือไม่สามารถแปลอักขระโบราณได้(หน้า 111)และเรื่องการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของชุดสารพัดนึก(หน้า 82) แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่า “โลกแฟนตาซี” นั้นเป็นโลกแห่งจินตนาการ จะอยู่เหนือความจริงอย่างไรก็ได้ แต่การที่โลกแห่งแฟนตาซีนั้นสมเหตุสมผล มีที่มาที่ไป ย่อมชักชวนให้ผู้อ่านหลงเชื่อและกลืนตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีนั้นได้ง่ายกว่า ปรัชญาแห่งการฝึกฝน : ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหรือผู้กล้า ย่อมต้องฝ่าฟัน บทที่จับใจและเขียนได้ดีที่สุดของ The Seekers ใน ทัศนะของผู้วิจารณ์ เห็นทีจะหนีไม่พ้นบทที่ 7 “การฝึกวิชา” ซึ่งเนื้อหาในบทนี้อาจจะสะท้อนใจผู้อ่านหลายคนที่ยังอยู่ในวัยเรียน วัยแสวงหา และมีความฝันมากมายเข้ามาเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต แต่ก็ยังหาไม่พบ อาจเป็นเพราะว่า “สัจนา” เขียนนิยายเรื่องนี้ในขณะที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างการสอบเข้า มหาวิทยาลัย จึงถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีพลัง ผู้กล้าโคเซฟเองไม่ได้เชี่ยวชาญหรือถนัดอะไรมากเป็นพิเศษต่างจากผู้กล้าใน เรื่องแฟนตาซีอื่นๆที่มีอาวุธวิเศษในตำนานไม่ว่าจะเป็นดาบเทพหรือไม้เท้า แหวน มงกุฎ ชุดครบเซ็ต เป็นภาคบังคับให้ใช้ โคเซฟเองเป็นผู้กล้าที่ต้องผ่านการเรียนรู้อย่างเข้มข้นเป็นเวลาสองปี ฝึกฝนจนรอบด้านทุกศิลปะการต่อสู้ ประสบความลังเลสงสัยว่าตนเองจะเอาดีทางใด จะใช้อะไรไปสู้กับจอมมาร จนสรุปได้ว่าต้องเอาทุกอย่างไปต่อสู้พร้อมๆกันนี่แหละ ชวนให้คิดถึงการสอบแอ็ดมิชชันของเหล่านักเรียนที่ยังไม่ตกลงปลงใจจะเลือกสอบตรงทางไหน ได้แต่แบกอาวุธคือความรู้ใส่สมองทั้งเจ็ดวิชาสิบวิชาไปสอบ GAT PAT O-net A-net ตามคำบัญชาของพระราชาและพระราชินีประจำอาณาจักรที่ชื่อว่าบ้านและครอบครัวฉันใดก็ฉันนั้น อีกจุดหนึ่งที่สัจนาถ่ายทอดออกมาได้ดีผ่านบทสนทนา ที่ชาญฉลาดคือ ภาวการณ์ชะงักนิ่ง ที่เห็นว่าการเรียนและกิจการที่ทำทุกอย่างย่อมมีช่วงเวลาของความหยุดชะงัก ถ้าหากขยันหมั่นเพียรและใช้ความตั้งใจจริงฟันฝ่าไป ก็จะพบกับความสำเร็จที่เหนือขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง(หน้า 130) กลวิธีการเล่าก็ดี น้ำเสียงของตัวละครที่ส่งออกมาก็ดี พอมองออกได้ว่าผู้เขียนเองได้ผ่านขั้นตอนความยากลำบากดังกล่าวมาแล้วและอยาก จะถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้กำลังใจไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียน งานเขียน หรือผู้กล้าในโลกแฟนตาซี การฝึกฝนและอดทนที่จะฟันผ่าขีดจำกัดนั้นไปย่อมจะนำพาความสำเร็จมาสู่ผู้ ฝึกฝนได้อย่างแน่นอน หอคอยฟ้าทมิฬ : จุดมืดมิดและรูรั่วที่รอการเติมเต็ม ไม่ใช่ The Seekers จะมีแต่จุดดีน่าชมไปเสียทุกอย่าง จุดบกพร่องที่เห็นได้เด่นชัดของ The Seekers กลับมาปรากฏในช่วงท้ายก่อนจะจบนี่เอง การฟันผ่าอุปสรรคในหอคอยฟ้าทมิฬที่ตัดสลับกับตำนานผู้กล้า ถือว่าเป็นกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ และอาจจะทำได้ดีกว่านี้หากเพิ่มเติมส่วนของการต่อสู้ หรือปัญหาที่โคเซฟพบเจอในแต่ละชั้นๆ ให้ละเอียดขึ้นสมกับที่อุตส่าห์ฝึกฝนทั้งร่างกาย จิตใจ อาวุธ และเวทมนตร์ มาตลอดสองปี แต่กลับเป็นว่าสัจนาเทน้ำหนักให้เรื่องของฝั่งผู้กล้าในอดีตมากกว่าจนทิ้งความตื่นเต้นเร้าใจในส่วนของโคเซฟไปเสียมาก หากจะเพิ่มเติมเข้าไป เช่น บรรยายฉากการแก้ไขต่อสู้โดยใช้เวทมนตร์ในหอคอยชั้นที่ 3 บรรยายความปวดร้าวและสับสนในจิตใจของโคเซฟเมื่อพบกับภาพลวงตาตัวปลอมของคนใกล้ชิดในชั้นสุดท้าย ซึ่งอาจเรียงลำดับจากคนสำคัญน้อย (พระราชา อาวีเนียส ธาสก้า) คนสำคัญมาก (ครอบครัว) และคนสำคัญที่สุดตามเนื้อเรื่อง (ไมอา) ที่กว่าจะตัดใจเข้าต่อสู้ได้ ต้องถูกภาพลวงตาเหล่านั้นทำร้าย หรือบาดเจ็บโชกเลือดมากกว่านี้สักหน่อยคงจะดีขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมการต่อสู้กับจอมมารตัวร้ายหลักไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้กล้าในอดีตหรือฝั่งโคเซฟ อย่างไรก็ตามการตัดสินประเมินค่าในขณะนี้อาจจะเร็วเกินไปหากมองว่า เรื่อง The Seekers นี่จะมีต่ออีกถึง 3 เล่ม ซึ่งเนื้อเรื่องตรงนี้อาจจะถูกเก็บงำเอาไว้เพื่อไปเปิดเผยในเล่มหลังๆก็ได้ อีกจุดบกพร่องหนึ่งที่เห็นมากในช่วงแรก แต่ลดลงในบทหลังๆคือ การใช้คำฟุ่มเฟือย คำผิดประเภท ที่ดูหรูหราแต่ไม่มีความหมาย เช่น “เอ่ยเอื้อนออกมา” (หน้า 20) “เคลื่อนคล้อยมองถัดไป” (หน้า 22) “รัฐบุรุษของรูลน์” (หน้า 94) ซึ่งความคลี่คลายของความคิดและเนื้อเรื่องคงจะทำให้ภาษาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้ในอนาคต ตำนานวีรบุรุษ : วาทกรรมของนิทาน การค้นหาที่ยังไม่สิ้นสุด (ส่วนนี้อาจจะทำให้เสียอรรถรสของเนื้อเรื่อง กรุณาลากคร่อมหากต้องการอ่าน) บทจบของเล่มแรกนี้ชวนให้พิศวงว่า “สัจนา” กล้าหาญในการนำเสนอจุดจบของนิยายแฟนตาซีที่ไม่ใช่เรื่อง Happy Ending ยังไม่พอ ยังท้าทายความคิดและความเชื่อของ “ตำนานวีรบุรุษ” ด้วยว่า เรื่องราวใดๆก็ตามอาจจะถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของผู้เล่า เข้าตำรา “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” มากกว่าจะเป็นความจริงของผู้กล้าที่ประสบความสำเร็จในการปราบจอมมารร้าย อาจเรียกได้ว่าบทจบนี้เป็นนิยายแฟนตาซีที่เข้าข่ายถอดรื้อนิยม(Deconstructionism) ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม บทต่อสู้ของ The Seekers ไม่ ได้ดึงดูดอารมณ์ให้ตื่นเต้นเท่าที่ควรก่อนหน้า เมื่อมาหักมุมเสียก่อนว่าผู้กล้าพบความพ่ายแพ้และต้องค้นหาความจริงในเล่ม ต่อไป ทำให้ไม่เกิดอารมณ์ความรู้สึกเสียดาย หรือขัดแย้ง ชวนคิดต่อมากนัก อีกทั้งดูเหมือนว่าเป็นตอนจบที่ห้วนไปนิดหน่อย หวังว่าเล่มต่อไป “สัจนา” จะสามารถหาจุดลงตัวระหว่างบทสนทนาและฉากตื่นเต้นได้ดียิ่งขึ้นเพื่อจุดจบที่ ลงตัว (จบส่วนที่ทำให้เสียอรรถรส) The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ ถือได้ว่าเป็นนิยายแฟนตาซีซีรีส์หน้าใหม่ ที่มีคุณภาพไม่แพ้นิยายรุ่นพี่ แม้เรื่องราวจะยังสะดุดชะงัก ไม่เข้มข้นถึงอกถึงใจนักอ่านที่ต้องการความตื่นเต้น แต่ปรัชญา แนวคิด ภาษา ก็ส่งผ่านออกมาได้อย่างละเอียดลออ ลุ่มลึกและมีมิติ รวมถึงสาระแนวคิดที่ซ่อนอยู่ก็เหมาะกับการอ่านทบทวน และสามารถอ่านซ้ำไปมาเพื่อตีความต่อได้เรื่อยๆ อีกทั้งคุณภาพการผลิตหนังสือของสำนักพิมพ์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งการพิสูจน์อักษรที่หาที่ผิดไม่ได้เลยภาพสี ภาพประกอบ ปก บทสนทนาเล็กๆน้อยๆกับผู้เขียน และการ์ตูนแถม ในราคา 185 บาทนั้นถือว่าคุ้มค่าควรแก่การซื้อเก็บ และติดตามรอเล่มต่อๆไปในอนาคต ‹‹ย่อ

    เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ | 28 ต.ค. 52

    • 21

    • 0

    คำนิยมล่าสุด

    "The Seekers การค้นหาที่ยังไม่สิ้นสุด"

    (แจ้งลบ)

    (คำเตือน ทั้งบทวิจารณ์นี้มีเนื้อเรื่องและเฉลยเนื้อเรื่องค่อนข้างมาก หากไม่ต้องการเสียอรรถรสจากการอ่าน กรุณาละเว้...››อ่านต่อ

    (คำเตือน ทั้งบทวิจารณ์นี้มีเนื้อเรื่องและเฉลยเนื้อเรื่องค่อนข้างมาก หากไม่ต้องการเสียอรรถรสจากการอ่าน กรุณาละเว้นข้อความที่ถมดำอยู่) กระแส นิยมนิยายแฟนตาซีในปัจจุบันที่ค่อนข้างซบเซาลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อสี่ ห้าปีก่อน ทำให้นิยายแนวผจญภัยแฟนตาซีออกมาให้เห็นในท้องตลาดน้อยลง และที่มีอยู่ก็เป็นนิยายแปลหรือนิยายแฟนตาซีภาคต่อของนักเขียนที่มี ประสบการณ์อยู่แล้วมากกว่าจะเป็นผลงานของนักเขียนหน้าใหม่ การที่ The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ ผลงานแรกของ ”สัจนา” หรือ Caje ได้ตีพิมพ์ออกมากับสนพ. โอทูเลิฟ นั้นคงเป็นเครื่องหมายแสดงคุณภาพได้ระดับหนึ่ง ส่วนเนื้อหาข้างในก็คงยังต้องติดตามประเมินค่าต่อไป เพราะดูเหมือนว่า The Seekers จะยังอยู่ให้เราลุ้นเรื่องราวได้อีกหลายเล่มเหมือนกัน โลกไร้ผู้คน : บทนำที่มีผู้คน จุดเริ่มต้นของเรื่องราว บทนำเรื่อง “โลกไร้ผู้คน” เป็นบทเปิดที่สัจนานำเสนอและเล่าเรื่องราวของเรื่อง ค่อยๆเปิดเผยที่มาและความเป็นไปของตัวละครเอก “ไมอา” ออกมาอย่างดี โดยไม่ต้องพร่ำพรรณนาบุคลิกลักษณะและคุณสมบัติให้ยืดยาวเป็นย่อหน้า หากแต่ใช้สถานการณ์เล็กๆเป็นกลวิธีเล่าแทน ทั้งเรื่องของสาเหตุที่ไมอาต้องเดินทาง วิธีการใช้ของวิเศษเข็มทิศค้นหาสิ่งที่ต้องการ นอกจากนั้นยังมีจุดเล็กๆที่จะเชื่อมเนื้อเรื่องของบทเปิดไปใช้ในเนื้อเรื่องต่อไปได้ อย่าง “กระจกย้ายเงา” ถือว่าเป็นแนวคิดที่ประยุกต์จากเรื่องแฟนตาซีอื่นๆมาใช้ได้อย่างกลมกลืนทีเดียว กฎแห่งการเดินทาง : บทสนทนาที่ชาญฉลาด The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ มีจุดเด่นที่น่าประทับใจ คือการเลือกใช้บทสนทนาที่ชาญฉลาด เล่าเรื่องออกมาผ่านการโต้ตอบของตัวละคร รวมถึงสื่อ “สาร” ผู้ผู้เขียนต้องการส่งออกมาโดยใช้บุคลิกลักษณะของตัวละครแต่ละตัวให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่การสักแต่ว่ายัดเอาคำพูดสวยๆเท่ๆ ใส่ปากตัวละครให้เทศนาสั่งสอนสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะบอกจนหน้าเบื่อ เราลองมาดูตัวอย่างสักหนึ่งบท เช่น บทสนทนาระหว่างไมอากับโคเซฟ ในบทที่ 3 หน้า 60-61 ที่สื่อถึงเส้นทางการเลือกของการดำเนินชีวิตที่โคเซฟตัดสินใจออกมาได้โดยผู้เล่า(Narrator) ที่อยู่เป็นบุคคลที่ 3 ไม่ต้องแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาในบทบรรยาย อีกจุดหนึ่งคือบทสนทนาเรื่องการสอนเวทมนตร์ ในบทที่ 8 หน้า 148-150 ที่อธิบายความสำคัญและลักษณะการฝึกเวทมนตร์ผ่านการโต้ตอบได้อย่างน่าสนุก และบทโกหกหน้าตายของไมอาต่อพระราชาแห่งรูลน์ ในหน้า 103 - 104 จุดนี้เองที่เปลี่ยน The Seekers ให้ดูน่าสนใจแตกต่างจากนิยายแฟนตาซีดาดๆ ที่ให้ผู้บรรยายเล่าเรื่องและรายละเอียดของตนเองยาวยืดเป็นหน้าๆ กระจกสีชา : เหตุผลของเวทมนตร์ ในราชอาณาจักรรูลน์ สถาปัตยกรรมอันเป็นจุดเด่น น่าสังเกตที่สัจนาสร้างขึ้นมา คือ กระจกประดับสีชา ซึ่งเกี่ยวร้อยกับเหตุผลของอุปกรณ์เคมีและยาเวทมนตร์ ในแง่การกรองแสงสว่าง แสดงให้เห็นว่าสัจนาเองมีหลักการของเหตุผลและใช้หลักการนั้นอธิบายรายละเอียดต่างๆของโลกแฟนตาซีให้สมเหตุสมผลได้ อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “เครื่องแปลภาษา” ที่อยู่ในกระเป๋าเป้เวทมนตร์สี่มิติที่คงไม่เกี่ยวกับหุ่นยนต์แมวสีฟ้าจากโลกอนาคต ซึ่งทำให้ไมอาพูดจากับมนุษย์ในแต่ละมิติที่ตนเองเดินทางไปได้เข้าใจ แม้ว่าจะมีปัญหาที่แปลบทเพลง กวี ติดขัด(หน้า 59) หรือไม่สามารถแปลอักขระโบราณได้(หน้า 111)และเรื่องการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของชุดสารพัดนึก(หน้า 82) แม้ว่าหลายคนอาจจะคิดว่า “โลกแฟนตาซี” นั้นเป็นโลกแห่งจินตนาการ จะอยู่เหนือความจริงอย่างไรก็ได้ แต่การที่โลกแห่งแฟนตาซีนั้นสมเหตุสมผล มีที่มาที่ไป ย่อมชักชวนให้ผู้อ่านหลงเชื่อและกลืนตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกแฟนตาซีนั้นได้ง่ายกว่า ปรัชญาแห่งการฝึกฝน : ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนหรือผู้กล้า ย่อมต้องฝ่าฟัน บทที่จับใจและเขียนได้ดีที่สุดของ The Seekers ใน ทัศนะของผู้วิจารณ์ เห็นทีจะหนีไม่พ้นบทที่ 7 “การฝึกวิชา” ซึ่งเนื้อหาในบทนี้อาจจะสะท้อนใจผู้อ่านหลายคนที่ยังอยู่ในวัยเรียน วัยแสวงหา และมีความฝันมากมายเข้ามาเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต แต่ก็ยังหาไม่พบ อาจเป็นเพราะว่า “สัจนา” เขียนนิยายเรื่องนี้ในขณะที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างการสอบเข้า มหาวิทยาลัย จึงถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีพลัง ผู้กล้าโคเซฟเองไม่ได้เชี่ยวชาญหรือถนัดอะไรมากเป็นพิเศษต่างจากผู้กล้าใน เรื่องแฟนตาซีอื่นๆที่มีอาวุธวิเศษในตำนานไม่ว่าจะเป็นดาบเทพหรือไม้เท้า แหวน มงกุฎ ชุดครบเซ็ต เป็นภาคบังคับให้ใช้ โคเซฟเองเป็นผู้กล้าที่ต้องผ่านการเรียนรู้อย่างเข้มข้นเป็นเวลาสองปี ฝึกฝนจนรอบด้านทุกศิลปะการต่อสู้ ประสบความลังเลสงสัยว่าตนเองจะเอาดีทางใด จะใช้อะไรไปสู้กับจอมมาร จนสรุปได้ว่าต้องเอาทุกอย่างไปต่อสู้พร้อมๆกันนี่แหละ ชวนให้คิดถึงการสอบแอ็ดมิชชันของเหล่านักเรียนที่ยังไม่ตกลงปลงใจจะเลือกสอบตรงทางไหน ได้แต่แบกอาวุธคือความรู้ใส่สมองทั้งเจ็ดวิชาสิบวิชาไปสอบ GAT PAT O-net A-net ตามคำบัญชาของพระราชาและพระราชินีประจำอาณาจักรที่ชื่อว่าบ้านและครอบครัวฉันใดก็ฉันนั้น อีกจุดหนึ่งที่สัจนาถ่ายทอดออกมาได้ดีผ่านบทสนทนา ที่ชาญฉลาดคือ ภาวการณ์ชะงักนิ่ง ที่เห็นว่าการเรียนและกิจการที่ทำทุกอย่างย่อมมีช่วงเวลาของความหยุดชะงัก ถ้าหากขยันหมั่นเพียรและใช้ความตั้งใจจริงฟันฝ่าไป ก็จะพบกับความสำเร็จที่เหนือขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง(หน้า 130) กลวิธีการเล่าก็ดี น้ำเสียงของตัวละครที่ส่งออกมาก็ดี พอมองออกได้ว่าผู้เขียนเองได้ผ่านขั้นตอนความยากลำบากดังกล่าวมาแล้วและอยาก จะถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้กำลังใจไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียน งานเขียน หรือผู้กล้าในโลกแฟนตาซี การฝึกฝนและอดทนที่จะฟันผ่าขีดจำกัดนั้นไปย่อมจะนำพาความสำเร็จมาสู่ผู้ ฝึกฝนได้อย่างแน่นอน หอคอยฟ้าทมิฬ : จุดมืดมิดและรูรั่วที่รอการเติมเต็ม ไม่ใช่ The Seekers จะมีแต่จุดดีน่าชมไปเสียทุกอย่าง จุดบกพร่องที่เห็นได้เด่นชัดของ The Seekers กลับมาปรากฏในช่วงท้ายก่อนจะจบนี่เอง การฟันผ่าอุปสรรคในหอคอยฟ้าทมิฬที่ตัดสลับกับตำนานผู้กล้า ถือว่าเป็นกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ และอาจจะทำได้ดีกว่านี้หากเพิ่มเติมส่วนของการต่อสู้ หรือปัญหาที่โคเซฟพบเจอในแต่ละชั้นๆ ให้ละเอียดขึ้นสมกับที่อุตส่าห์ฝึกฝนทั้งร่างกาย จิตใจ อาวุธ และเวทมนตร์ มาตลอดสองปี แต่กลับเป็นว่าสัจนาเทน้ำหนักให้เรื่องของฝั่งผู้กล้าในอดีตมากกว่าจนทิ้งความตื่นเต้นเร้าใจในส่วนของโคเซฟไปเสียมาก หากจะเพิ่มเติมเข้าไป เช่น บรรยายฉากการแก้ไขต่อสู้โดยใช้เวทมนตร์ในหอคอยชั้นที่ 3 บรรยายความปวดร้าวและสับสนในจิตใจของโคเซฟเมื่อพบกับภาพลวงตาตัวปลอมของคนใกล้ชิดในชั้นสุดท้าย ซึ่งอาจเรียงลำดับจากคนสำคัญน้อย (พระราชา อาวีเนียส ธาสก้า) คนสำคัญมาก (ครอบครัว) และคนสำคัญที่สุดตามเนื้อเรื่อง (ไมอา) ที่กว่าจะตัดใจเข้าต่อสู้ได้ ต้องถูกภาพลวงตาเหล่านั้นทำร้าย หรือบาดเจ็บโชกเลือดมากกว่านี้สักหน่อยคงจะดีขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมการต่อสู้กับจอมมารตัวร้ายหลักไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้กล้าในอดีตหรือฝั่งโคเซฟ อย่างไรก็ตามการตัดสินประเมินค่าในขณะนี้อาจจะเร็วเกินไปหากมองว่า เรื่อง The Seekers นี่จะมีต่ออีกถึง 3 เล่ม ซึ่งเนื้อเรื่องตรงนี้อาจจะถูกเก็บงำเอาไว้เพื่อไปเปิดเผยในเล่มหลังๆก็ได้ อีกจุดบกพร่องหนึ่งที่เห็นมากในช่วงแรก แต่ลดลงในบทหลังๆคือ การใช้คำฟุ่มเฟือย คำผิดประเภท ที่ดูหรูหราแต่ไม่มีความหมาย เช่น “เอ่ยเอื้อนออกมา” (หน้า 20) “เคลื่อนคล้อยมองถัดไป” (หน้า 22) “รัฐบุรุษของรูลน์” (หน้า 94) ซึ่งความคลี่คลายของความคิดและเนื้อเรื่องคงจะทำให้ภาษาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปได้ในอนาคต ตำนานวีรบุรุษ : วาทกรรมของนิทาน การค้นหาที่ยังไม่สิ้นสุด (ส่วนนี้อาจจะทำให้เสียอรรถรสของเนื้อเรื่อง กรุณาลากคร่อมหากต้องการอ่าน) บทจบของเล่มแรกนี้ชวนให้พิศวงว่า “สัจนา” กล้าหาญในการนำเสนอจุดจบของนิยายแฟนตาซีที่ไม่ใช่เรื่อง Happy Ending ยังไม่พอ ยังท้าทายความคิดและความเชื่อของ “ตำนานวีรบุรุษ” ด้วยว่า เรื่องราวใดๆก็ตามอาจจะถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือของผู้เล่า เข้าตำรา “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” มากกว่าจะเป็นความจริงของผู้กล้าที่ประสบความสำเร็จในการปราบจอมมารร้าย อาจเรียกได้ว่าบทจบนี้เป็นนิยายแฟนตาซีที่เข้าข่ายถอดรื้อนิยม(Deconstructionism) ได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม บทต่อสู้ของ The Seekers ไม่ ได้ดึงดูดอารมณ์ให้ตื่นเต้นเท่าที่ควรก่อนหน้า เมื่อมาหักมุมเสียก่อนว่าผู้กล้าพบความพ่ายแพ้และต้องค้นหาความจริงในเล่ม ต่อไป ทำให้ไม่เกิดอารมณ์ความรู้สึกเสียดาย หรือขัดแย้ง ชวนคิดต่อมากนัก อีกทั้งดูเหมือนว่าเป็นตอนจบที่ห้วนไปนิดหน่อย หวังว่าเล่มต่อไป “สัจนา” จะสามารถหาจุดลงตัวระหว่างบทสนทนาและฉากตื่นเต้นได้ดียิ่งขึ้นเพื่อจุดจบที่ ลงตัว (จบส่วนที่ทำให้เสียอรรถรส) The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ ถือได้ว่าเป็นนิยายแฟนตาซีซีรีส์หน้าใหม่ ที่มีคุณภาพไม่แพ้นิยายรุ่นพี่ แม้เรื่องราวจะยังสะดุดชะงัก ไม่เข้มข้นถึงอกถึงใจนักอ่านที่ต้องการความตื่นเต้น แต่ปรัชญา แนวคิด ภาษา ก็ส่งผ่านออกมาได้อย่างละเอียดลออ ลุ่มลึกและมีมิติ รวมถึงสาระแนวคิดที่ซ่อนอยู่ก็เหมาะกับการอ่านทบทวน และสามารถอ่านซ้ำไปมาเพื่อตีความต่อได้เรื่อยๆ อีกทั้งคุณภาพการผลิตหนังสือของสำนักพิมพ์ที่อยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งการพิสูจน์อักษรที่หาที่ผิดไม่ได้เลยภาพสี ภาพประกอบ ปก บทสนทนาเล็กๆน้อยๆกับผู้เขียน และการ์ตูนแถม ในราคา 185 บาทนั้นถือว่าคุ้มค่าควรแก่การซื้อเก็บ และติดตามรอเล่มต่อๆไปในอนาคต ‹‹ย่อ

    เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ | 28 ต.ค. 52

    • 21

    • 0

    389 ความคิดเห็น

    1. #387 k_fruit (@kfruit) (จากตอนที่ 44)
      วันที่ 16 มกราคม 2555 / 20:19
       รอ
      #387
      0
    2. วันที่ 23 ตุลาคม 2553 / 17:30

      ที่บ้าน ยังไม่ออกวางขายเลย T_T อยากอ่านๆ

      #386
      0
    3. #385 jillhonda (@jillhonda) (จากตอนที่ 44)
      วันที่ 19 ตุลาคม 2553 / 19:22

      เคจสู้ๆนะค่ะ เราจะเป็นกำลังใจให้

      เราจะคอยอยู่เสมอค่ะ

      #385
      0
    4. #384 Star* of Radiance (@Findarato) (จากตอนที่ 44)
      วันที่ 19 ตุลาคม 2553 / 15:03
      เข้าใจๆ
      เสียใจด้วยนะที่เคจจี้ต้องเผชิญกับชะตากรรมแบบนี้...อนาคตก็ขอให้ The Seekers โชคดียิ่งๆขึ้นไปละกัน
      แต่ตอนนี้คงต้องตาม Special Ones ก่อน
      เคจจี้เขียนอะไรมาเราตามไปอ่านอยู่แล้วล่ะ (แต่เมื่อไหร่นี่อีกเรื่อง TTwTT)
      #384
      0
    5. วันที่ 17 ตุลาคม 2553 / 12:40
      น่าอ่านจังค่า เป็นกำลังใจให้นะคะ
      #383
      0
    6. #382 27149 (@bluemouse) (จากตอนที่ 7)
      วันที่ 6 กันยายน 2553 / 20:34

      ยังคงปูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของโลกในเรื่องได้ดีครับ ทั้งเรื่องสัตว์พาหนะ วัฒนธรรมนิด ๆ หน่อย ๆ ศาสนา อาหารการกิน ค่อย ๆ หยอดมาทีละนิด หยิบมาใช้เสริมบทบาทเป็นส่วนนึงของเรื่อง แล้วก็ช่วยให้เห็นภาพแบ็คกราวด์ชัดขึ้นไปด้วยในตัว

      อืม อ่านบทนี้ รู้สึกว่าไมอาออกแนวอาร์ต ๆ แฮะ เดายากจัง ตอนที่แล้วเพิ่งทำข้อตกลงเหมือนจะเดินทางไปด้วยกันอีกไกล ปรากฏว่าตอนถัดมา หนุ่มโดนทิ้งซะแล้ว ใจนางดั่งดินฟ้าอากาศจริง ๆ
      แต่พอท้ายบทก็กลับมาร่วมทางกันอีกรอบนึง แหะ ๆ พลัดพรากกันแป๊บเดียว ^^a

      เพลงที่โคเซฟร้องที่แต่งเป็นกลอน เล่นคำกับเสียงได้ลื่นและยาวดีครับ (มีวรรคเดียวที่สะดุดติ๊ดนึง)

      โคเซฟแสบไม่เบา (ก็ใช้เครื่องเทศนี่นะ ) ตอนแรกแอบสงสารลุงเฮตเทฟแกนิดนึง พอตัดมาอีกฉาก อ้าว กะจิ๊กของเด็กนี่หว่า สมควร =__=

      #382
      0
    7. #381 27149 (@bluemouse) (จากตอนที่ 5)
      วันที่ 30 สิงหาคม 2553 / 17:18

      มาอ่านต่ออีกสองตอนขอรับ น้อง Caje (ในเมนต์ของกบฏมายา ฯ เรียกข้าพเจ้าว่าพี่ งั้นขอถือวิสาสะเรียกน้องละกันเน่อ )

      ฉากเปิดมามิติใหม่ คุมจังหวะจะโคน แล้วก็ใช้ประโยชน์จากฉากนี้ได้คุ้มดีครับ แทรกคำใบ้ข้อมูลของไมอา ทั้งความคิด (ไม่ชอบนักเวท ?) คุณสมบัติบางประการ (ตกพื้นไม่เป็นไร ?) จุดอ่อน (เวลาย้ายมิติ) และนิสัยแอบแก่ (บ่นเป็นชุด :D) เพิ่มเติมเข้ามาได้เนียน แล้วก็นำไปสู่การพบกันกับโคเซฟที่จะมาให้ข้อมูลแรกเริ่มของมิติด้วย
      นอกจากนี้ก็โยงกลับไปตอนเปิดเรื่องให้อ๋อว่า ไมอาขอบคุณใคร คนที่ส่งข้ามมานี่เอง ทีแรกนึกว่าเจ้าแสงสี ๆ ที่ขี่มา ไมอาจะเรียกออกมาได้ตามสะดวกซะอีก แบบนี้เจ้าหญิงรูริออกแนวน่ากลัวนะเนี่ย ใช้คาถาได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่ดันปิดไว้ ถ้าหล่นมาผิดพิกัดนี่ซวยเลย = =" (แต่เจ้าหล่อนมีบทแค่นี้รึ เสียดาย)
      จะว่าไป เวลาผ่านเข้ามามิติใหม่ จะลอยลงมาจากฟ้า สมมติถ้าไปมิติที่มีเทคโนโลยีแล้ว จะมีไปเสยเข้ากับเครื่องบินบ้างมั้ยเนี่ย (ฮา)

      โคกับไม ให้อารมณ์สบาย ๆ ลอย ๆ ดี อ่านแล้วรู้สึกว่าสองคนนี้ยังมีความเป็นเด็กกันทั้งคู่ (ถึงแม้ฝ่ายหญิงท่าทางจะแอ๊บวัยก็ตาม =__=)
      โคเซฟ คิดอะไรไม่ซับซ้อน รู้รอบตัวเยอะ แต่ก็ซื่อ ไม่ระแวงใคร
      ไมอา ถึงโดยรวมจะแสดงด้านที่เป็นผู้ใหญ่ออกมา ทั้งเล่นละครตาใส กลวิธีในการถามไถ่ไล่เลียงแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ซักไซ้ถ้าอีกฝ่ายไม่ตอบ ดูเฉยชา แต่เอาจริง ๆ กลับใจดี ถึงขี้แกล้ง แต่พออีกฝ่ายมีปฏิกริยาตอบสนองเกินกว่าที่กะไว้ก็รู้สึกผิดทันที ไปว่าเขาในใจยังขอโทษอีก
      รู้สึกว่าเจ๊แกเป็นพวกเจ้าเล่ห์แบบพอเพียงจัง ^^a

      #381
      0
    8. วันที่ 28 สิงหาคม 2553 / 22:14

      ขอบคุณที่ไปคอมเมนต์ให้นะครับ คุณ Caje ^__^

      (ออกตัวก่อนว่าผมเอง ไม่ใช่คนประเมินเรียบเรียงความคิดอะไรเก่งนัก และหลายท่านแสดงความเห็นเอาไว้ละเอียดยิบแล้ว แค่ฟังไว้เป็นคอมเมนต์นึงละกันครับ แหะ ๆ)

      ขอชิมลางเฉพาะสองตอนแรกก่อน เป็นแนวที่ล้อเลียนขนบผู้กล้าสินะครับนี่ 

      เท่าที่ได้อ่าน จุดแข็งที่สุด คือการบรรยายครับ ลื่นไหลและให้รายละเอียดได้ดี แสดงว่ามีภาพในหัวชัดเจนมากเลยเวลาที่เขียน แล้วก็กะปริมาณได้พอดีๆ ไม่เยิ่นเย้อจนเกินไป ชั่งน้ำหนักได้ค่อนข้างแม่น ระหว่างการบอกให้เห็นภาพกับการสร้างบรรยากาศ

      ถ้าตั้งใจเขียนให้แหวกแนวก็คิดว่าแหวกในระดับนึงเลยครับ โดยมากตัวเอกที่ข้ามมิติจะเป็นพวกที่ข้ามมาแล้วเหวอๆ ซะส่วนใหญ่ แต่นี่ท่าทางจะข้ามไปข้ามมาบ่อยจนเป็นงานแล้ว ตอนแรกนึกว่าหุ่นยนต์ เห็นวิเคราะห์ข้อมูลดูเป็นระบบเชียว (ถ้าให้เป็นหุ่นยนต์จริง คงยิ่งแหวกเข้าไปใหญ่)

      ในบทแรก แอบรู้สึกนิดๆว่าเรื่องที่ตัวเอกมาจากต่างมิติหรือต่างห้วงเวลา บอกเร็วไปนิด (พูดในแง่การเดินเรื่อง โดยมองข้ามข้อที่ว่า "คนอ่านก็ต้องรู้จากคำโปรยอยู่แล้ว" ไปก่อนนะครับ ^^a) ถ้าอุบเอาไว้ เลือกใช้คำที่บอกเป็นนัยๆ ก็พอ น่าจะทำให้ฉงนกับความคิดพินิจวิจารณ์ของตัวเอกเวลาเดินผ่านตึกรามบ้านช่อง เป็นปริศนาชวนติดตามให้อ่านต่อได้มากกว่า และจะทำให้ประโยคท้ายบทเป็นจุดตัดจบที่คมขึ้น ในแง่ของการเฉลยว่า "มาจากต่างมิติ" นั่นเอง
      แต่ทั้งนี้ เนื่องจากเรื่องนี้ล้อแนวผู้กล้าจากต่างมิติหน่อยๆ ก็เลยไม่แน่ใจว่าคุณ Caje จงใจจะทำให้คำว่า ต่างมิติ มันเป็นแค่เรื่องธรรมดา ๆ รึเปล่า ^^a

      ฮาตรงประโยคที่นึกในใจว่า ไม่เอานะ ครั้งที่เท่าไหร่แล้วนี่ ท่าจะเจอมาเยอะ 55+
      กับ ปัดฝุ่นตามตัวซะหน่อย ไมอานี่หน้าขรึมแอบรั่วสินะ

      ไอเท็มกระจก คิดมาได้น่าสนใจดีครับ

      แล้วไว้จะมาอ่านต่อเน่อ ถ้าหาเจอก็จะซื้ออ่านดูครับ ^__^

      #380
      0
    9. #379 my_aquafirene (@paroongorn) (จากตอนที่ 1)
      วันที่ 14 มิถุนายน 2553 / 21:35
      เห็นทีข้าน้อยจะต้องไปติดตามหามาครอบครองสักเล่มเสียแล้วล่ะท่านเคจ...
      #379
      0
    10. วันที่ 28 พฤษภาคม 2553 / 10:48

      แวะมาบูรณะที่นี่สักหน่อยค่ะ

      พี่เก้า ๑ ขอบคุณพี่เก้ามากๆ สำหรับความคิดเห็นนะคะ ส่วนใหญ่ก็คุยกันไปทางหลังไมค์หมดแล้วนี่เนาะ ดังนั้นในหน้านิยายของผ่านก่อนล่ะกันนะคะ พี่เก้าคงไม่ว่าอะไร (ชักเริ่มขี้เกียจอีกแล้วสิเรา)

      RayGuard ๑ ถ้ามีโอกาสได้อุดหนุน ก็ขอให้อ่านให้สนุกนะคะ

      เห็นมีอัพหลายๆ ตอนไม่ใช่อะไร แค่เห็นอะไรที่มันคั่งค้างแล้วไม่คอยพอใจน่ะค่ะ เลยจะสะสางให้เสร็จเสียทีเดียว

      อ้อ... จะนำเนื้อหาของมิติต่อไป (ภาคจงชิว) บางส่วน มาลงไว้ให้อ่านที่นี่ด้วยนะคะ

      แล้วก็... ถ้าเริ่มต้นเขียนมิติต่อจากนั้นอีกเมื่อไหร่ (ภาคมิเชียนีมา) ก็จะนำมาลงให้อ่านในบทความนี้ ควบคู่กับ The Seekers (2) ด้วยค่ะ

      ถือเสียว่าเป็นการขยายฐานผู้อ่านจากทั้งหมวดแฟนตาซีและวรรณกรรมเยาวชนล่ะกันนะคะ

      ส่วนอยากจะคอมเมนต์ที่ไหน ก็ตามสะดวกเลยค่ะ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

      ^________^

      #378
      0
    11. #377 RayGuard (@RayGuard) (จากตอนที่ 7)
      วันที่ 1 เมษายน 2553 / 22:46
      บรรยายเก่งจัง~~ 

      เรื่องนี้มีหนังสือแล้วนี่เนอะ แบบนี้ก็ไม่ต้องมาอ่านหน้าคอมแล้ว ฮิฮิ
      #377
      0
    12. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 / 22:16
      ผมลืมบอกไปว่า อ่านเรื่องนี้แล้วชอบโคเซฟมากสุดนะ รองลงมาก็... ไมอา มั้ง

      จริงๆ ตัวละครน้อยเกิน สรุปยาก 555+
      #376
      0
    13. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:17
      <ต่อ>
      อีกจุดหนึ่งที่อาจไม่ใช่ข้อเสีย แต่เป็นจุดคาใจของผมอย่างหนัก ก็คือ เรื่องราวที่โคเซฟต้องบุกเข้าไปในหอคอยทมิฬ
      ประเด็นก็คือตอนแรกนั้น คำพูดและเนื้อเรื่องได้พยายามปูให้ผมรู้สึกว่า อานีเวียส (อาจ) จะเป็นผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ โดยพิจารณาจากการรวมศูนย์อำนาจ การพยายามกั๊กข้อมูลหลายอย่างด้วยคำพูดหรือการกระทำ...และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อพบว่าหอคอยปีศาจได้ปรากฏตัวแล้ว ทำไมถึงไม่มีการเตรียมตัวผู้กล้าให้พรักพร้อมกว่านี้ เพราะนี่คือการต่อสู้ที่มีชะตาของโลกเป็นเดิมพัน (หากตำนานเป็นจริง) แต่ในเรื่องจู่ๆ อานีเวียสก็เรียกโคเซฟมาเหมือนกับชวนไปกินข้าว หรือทำกิจกรรมธรรมดา แถมยังไม่มีการรายงานให้พระราชาทราบ... ที่แปลก ก็คือในเมื่อทุกคนได้ประจักษ์ชัดแล้วว่าหอคอยของจอมมารมีจริง ทำไมถึงไม่มีการแจ้งทางพระราชวังให้เอากองทัพมาคุมเข้ม วางแผนสำรอง หรือวางแผนโจมตีแต่อย่างใด 

      ทั้งหมดนี้เลยทำให้ผมฟันธงว่า อานีเวียสจะต้องมีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยแน่ๆ แต่กลับกลายเป็นว่า สุดท้ายเขาเป็นคนดี...? 
      ตอนจบจึงทำให้รู้สึกคาใจมากว่า "เฮ้ย นี่มันจบแล้วเรอะ ยังไม่เคลียร์เลยซักอย่าง" (หรือผมมึนแล้วอ่านจับประเด็นไมได้เองหว่า -_-a) ... ที่เขียนนีไม่ใช่ตอนจบแย่นะครับ...แหวกแนวดี แถมอารมณ์ดราม่าน่ะใช้ได้เลย แต่มันขาดความสมจริงตามมาตรฐานของเรืองที่อุตส่าห์ปูมาอย่างดิบดีในช่วงต้นน่ะสิครับ
       
      สุดท้ายแล้ว ในภาพรวม ถือว่าผมชอบ The Seeker นะครับ ... อาจจะเป็นเพราะว่า ผมไม่ชอบอะไรที่ฟูมฟายหรือกรี๊ดกร๊าดมากเกินไปก็ได้ เลยรู้สึกว่า ธาตุเข้ากับเรื่องนี้ ถึงไมอาจะดูเงียบขรึมและน่าหยิกไปบ้าง แต่ช่วงเวลาดีๆ ระหว่างเธอกับโคเซฟ ก็ทำให้อมยิ้มได้เยอะเลยแหละ ^_^

      สู้ๆ นะเคจ 
      #375
      0
    14. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:16

      นี่เป็นเม้นหลังจากอ่านจบทุกตัวอักษรแล้วนะ ^^

      จะว่ายังดีล่ะ ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า เรี่องนี้เริ่มมาเหมือนเนิบๆ ในช่วง 1-2 ตอนแรก แต่พออ่านไปเรือ่ยๆ ก็รู้สึกติดพันจนวางไม่ลงเหมือนกันนะ จุดเด่นที่สุดของเรื่อง คงเป็นข้อมูลและเหตุผลต่างๆ ที่มีรองรับอยู่โดยตลอด และสามารถสื่อให้รู้สึกว่า ผู้เขียนหรือเคจ เป็นคนที่มีความรู้ดีมากๆ คนหนึ่ง (แนวเด็กเรียนมาเอง ^^) ทำให้สิ่งที่สื่อออกมา ดูฉลาดอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องสร้างความรู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้ดูเว่อร์เกินจริงแต่อย่างใด

      โดยเฉพาะช่วงที่โคเซฟเริ่มฝึกอาวุธแล้วมีการเชิญปรมาจารย์วิชาต่อสู้แขนงต่างๆ มาติวเข้มสำหรับอาวุธแต่ละชนิด ก็มีการอธิบายทฤษฎีของศิลปะการต่อสู้ให้ดูมีความลึกซึ้งอยู่บ้าง (แม้จะแอบรู้สึกว่า ระดับปรมาจารย์น่าจะเข้าใจเคล็ดบางอย่างได้ดีกว่านี้ก็เถอะ) แต่จุดที่เจ๋งกว่านั้นคงเป็นช่วงที่เคจตีแผ่ทฤษฎีเวทมตร์ออกมาได้ดูมีเหตุผลได้มากทีเดียว...จนทำให้ผมแอบหนาวเล็กน้อย เพราะ  episode4 ในเรื่องวินดี้เทล ก็จะมีการจาระไนศาสตร์แห่งเวทมนตร์ไว้คล้ายๆ กับ The Seeker เหมือนกันครับ >_< 

      นอกจากนั้น พวกข้อคิด หรือคำพูดที่สอดแทรกอยู่ ก็สะท้อนความช่างคิด หรือคติดีๆ ของผู้เขียนออกมาเด่นชัด อย่างตอนที่ไมอาแนะนำปัจจัยในการเลือกอาชีพให้โคเซฟ ที่ต้องพิจารณาทั้งในแง่ของความถนัด ความชอบ และความคาดหวังของครอบครัว ให้ทุกอย่างอยู่บนทางสายกลาง ...ไม่วิ่งโร่ตามฝันโดยไม่แคร์ใคร ในขณะที่ก็ไม่ยอมตามใครจนเสียความสุขของตัวเอง ...เป็นอะไรที่น่าชื่นชมครับ ... เราไม่ค่อยเห็นนิยายแฟนตาซีของไทยที่พยายามจะสื่อสารปรัชญาหรือแนวคิดแบบใช้สติทำนองนี้บ่อยนัก ส่วนที่บรรยายสวยๆ อารมณ์พีคๆ อะไรหวานๆ เลี่ยนๆ พระเอกไล่จูบนางเอก นั้นเห็นจนเกร่อแล้ว...

      แต่ด้วยความที่ใส่รายละเอียดมาก ก็ทำให้การดำเนินเรื่องในมุมกว้างดูอ่อนไปไม่น้อย เวลาผ่านไป 2 ปีกว่าๆ ที่โคเซฟอยู่ในวัง แต่ดูเหมือนความสนิทสนมจะไม่มีให้เห็นมากนัก ไมอาเองก็ยังเป็นตังละครที่ลึกลับ จนค่อนข้างจะดูเหมือนหยุดนิ่งอยู่กับที่... จุดนี้เข้าใจว่าเคจคงจงใจจะรักษาลักษณะของไมอาที่ต้องแบกรับภาระอะไรที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ ...จึงเป็นคนเข้มแข็ง เจ้าเล่ห์ และผ่านอะไรมาเยอะ จนสามารถสะกดอารมณ์ไว้ได้ แต่ก็มีช่วงที่ขี้น้อยใจเหมือนผู้หญิงเช่นกัน อย่างไรก็ตาม... ก็แอบคาดหวังว่ามันน่าจะมีพัฒนาการ หรือเฉลยเป้าหมายของไมอาให้มากกว่านี้ซักหน่อย ... เพราะอ่านไปตั้งนาน สุดท้ายก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า ไมอาเป็นใคร มาจากโลกไหน ทำไมอยู่ในร่างนี้ กำลังตามหาใคร เพื่ออะไร และสุดท้ายแล้วต้องการทำอะไรกันแน่... ทั้งหมดเริ่มต้นด้วยเครื่องหมายคำถาม แล้วก็ยังจบลงด้วยเครืองหมายคำถามเช่นเดิม

      <ต่อ>

      #374
      0
    15. วันที่ 28 มกราคม 2553 / 22:19

      กรี๊ดดังๆ ในใจเมื่อเข้ามาเห็นคอมเมนต์ของท่านหยกเพิ่มขึ้นมา
      ก่อนหน้านี้ก็เคยกรี๊ดเมื่อเห็นของท่านสตาร์ฯ ไปแล้ว แต่ก็ต้องขออภัยที่ไม่ได้โพสต์ตอบในตอนนั้นด้วยค่ะ

      ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณจริงๆ

      ดีใจที่เห็นว่ามีคนชอบอาวีเนียสเพิ่มขึ้น (ตอนแรกๆ ที่ลงในเน็ต ไม่มีใครบอกว่าชอบหมอนี่เลย)

      ดีใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นว่ามีคนชอบโคเซฟอีกคน (คนเขียนไม่ได้ลำเอียงนะคะ ตอนแรกที่เรื่องนี้ลงในเน็ตกระแสโคเซฟมาดีมากๆ แต่พอหนังสือออกแล้วกลับไม่ค่อยมีฟีดแบ็กกลับมาซะงั้น เลยเอาใจช่วยอยู่)

      และดีใจที่สุดที่คะแนนไมอานำอยู่ ณ ขณะนี้ (อันนี้ต้องยอมรับว่าลำเอียงให้ตัวเอกของเรื่องจริงๆ ค่ะ)


      [อ้าว เฮ้ย... คนอ่านเขาอุตส่าห์ทั้งมาวิจารณ์ แสดงความคิดเห็น (และกรี๊ดกร๊าดตัวละคร) แต่คนเขียนไหงกลับมาเป็นอย่างนี้ซะได้]

      แค่อยากแสดงให้เห็นว่าชอบใครเชียร์ใครก็แสดงออกมาได้เต็มที่ค่ะ พื้นที่ในหน้านี้ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกคน ไม่จำเป็นต้องวิชาการเสมอไปหรอกค่ะ

      และสำหรับทุกคำติชมนั้น เคจก็น้อมรับฟังไว้ แม้นิยายที่ตีพิมพ์ออกมาจะแก้ไขไม่ได้แล้ว แต่ถ้ามีโอกาสก็จะนำมาปรับปรุงในอนาคต และพัฒนาฝีมือการเขียนต่อไปค่ะ

      สุดท้ายก็ขอบอกอีกครั้งว่า...

      ขอบคุณมากๆ ค่ะ

      ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ผู้เขียนสุขใจได้ยิ่งกว่าการได้รู้ว่าหนังสือของตนนำความสุขมาให้ผู้อ่านอีกแล้ว

      ^______________^



      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 มกราคม 2553 / 22:19
      #373
      0
    16. วันที่ 28 มกราคม 2553 / 16:50
      (ต่อจากความคิดเห็นที่ 373 ค่ัะ ^^ ยาวไปนิด ขอโทษทีนะคะ)

      >>> Spoil Area <<<

      ตอนแรกไม่คิดว่าผู้กล้าจะต้องมาฝึกฝนวิชาถึงสองปีก่อน (ฮา) เพราะเรื่องส่วนใหญ่พักนี้ก็จะปูทางว่าผู้กล้าไปเอาอาวุธวิเศษ ได้รับพลังมา เพราะเป็นผู้ที่ถูกเลือก ไม่ก็จะตัดตอนช่วงฝึกวิชานี้ออกไป แล้วเข้าสู่เนื้อเรื่องการเดินทางเลย แต่เรื่องนี้แปลกออกไป เพราะให้ความสำคัญกับจุดนี้ และปูทางให้คนอ่านได้รับรู้เนื้อเรื่องและเห็นพัฒนาการของตัวละครไปพร้อมๆ กัน

      กระนั้น...ช่วงเตรียมการของผู้กล้านี้ก็ผ่านไปไว้เหมือนโกหก ขณะที่คนอ่านกำลังเพลินกับชีวิตอันแสนสงบสุข คนเจ้าเล่ห์ที่กุมชะตากรรมของเรื่องไว้ก็ประกาศ "จอมปิศาจคืนชีพแล้วนะ เอ้า! ไปกันได้แล้ว!" ด้วยประโยคนั้นที่เหมือนหลอกให้คนอ่านยิ้มแป้นว่า เย้...จะได้ออกเดินทางแล้ว (ถึงจะไม่ทนตั้งตัว...แต่ก็เยี่ยม ^^) ทว่า...คนอ่านก็ได้ลืมไปว่าเจ้า "คนเจ้าเล่ห์" ที่ว่าดันมีวิชาลับที่เรียกว่าประตูวิเศษ (ไม่ใช่แระ) มาคนอ่านและตัวละครในเนื้อเรื่องข้ามไปสู่ที่อยู่ของจอมปิศาจอย่างรวดเร็ว (แง...การออกเดินทาง การเดินทางไกล การเดิน...เดิน...เดิน...อันยาวนาน แง...)

      ผู้กล้าจะได้สู้รบกับปิศาจ... ความจริงนี้มาพร้อมกับความจริงอีกข้อที่ว่า "สหายต่างมิติมาได้ถึงเพียงแค่นี้ ภารกิจลุล่วงแล้ว!" อ่านมาถึงตรงนี้ใจหายค่ะ ยิ่งอ่านมาถึงตอนท้ายของเรื่องยิ่งรู้สึกว่า ตอนที่โคเซฟเข้าไปในหอคอย ยังลุ้นๆ อยู่เลยว่าเดี๋ยวไมอาก็จะตามมาด้วย ไม่ก็ทั้งสองเดี๋ยวก็ได้พบกัน แต่พออ่านไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงตอนที่สู้กับอาวีเนียสก็ยังลุ้นอยู่ ไปๆ มาๆ โคเซฟ (ที่น่ารัก) ดันหายไปอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัวซะงั้น สารภาพว่าพลิกกลับไปกลับมาระหว่างหน้า 231 กับ 232 อยู่นานมาก ตอนแรกเข้าใจว่าหน้าหายไปด้วย (ด้วยความเบลอส่วนหนึ่งด้วยค่ะ) จนอ่านไปถึงว่าจอมปิศาจถูกทำลายแล้ว จึงถึงบางอ้อว่า...เรื่องของโคเซฟต่อจากนั้นมันกลายเป็นปริศนาไปเสียแล้ว โอ้ว...ค้างคา อ่านมาถึงช่วงนี้ก็ยังมีลุ้นต่อถึงตอนจบ เผื่อว่าจะมีอะไรโผล่มาใบ้บ้าง จนกระทั่งอ่านจนจบเล่ม...

      คุณเคจค่ะ...เราอยากจะตะโกนดังๆ โวยวายไปรอบบ้าน (เว่อร์ไป -_-") เรื่องมันค้างมาก ค้างมากมาย ค้างแบบ...แง...แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ โอ้ว...ค้าง!กระทั่งเราจำได้ว่ามันมีบอกไว้ว่า...ยังมีต่อ ^^ อ่า...โคเซฟคะ ยัง (มีหวัง) ได้เจอกันอีกสินะ ^_____^

      (/me ถึงไมอาค่ะ แซวเล่นๆ นะคะ ว่าไม่รู้เจ้าตัวชอบรึเปล่าเนี่ยสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ ยังไม่ได้บอกลาเลยนะ...ยังไม่ได้บอกลาเลยนะ ฮือ...)

      อ่า...จบคอมเม้นต์ เหมือนแรกๆ จะแนวหลักการนิดๆ (จริงเรอะ?) แต่พอคอมเม้นต์มาเรื่อยก็ชักกะไร้เหตุผลและใส่อารมณ์เข้าไปส่วนใหญ่ นี่มันเม้นต์อะไรกันนี่... ดูจะไร้สาระมากกว่านะคะ เหอๆ คอมเม้นต์นี้อาจมีหลายเรื่องที่นึกได้ระหว่างอ่านตกหล่นไปบ้างต้องขอโทษด้วย นะคะ เพราะชอบอ่านหนังสือเพลินๆ เลยลืมเรื่องเม้นต์ไป (/me แล้วใครเขาให้มาเม้นต์กินเนื้อที่อย่างนี้ย่ะ) แต่อ่านมาถึงตอนจบนี่ ยังไงก็ต้องเม้นต์ให้ได้ค่ะ มันขัดใจสุดๆ >_<"

      อ้อ...เกือบลืม ถึงอาวีเนียสจะลึกลับมาตลอดเรื่อง แต่ฉากเศร้าๆ ตอนท้ายเรื่องนี่คนเขียนจงใจเขียนเทคะแนนให้ท่านนักเวทกวนประสาทคนนี้รึ เปล่าคะ? ถ้าใช้ล่ะก็...ขอบอกว่าสำเร็จแล้วค่ะ ^^ เพราะจากที่ไม่ชอบคนเจ้าเล่ห์คนนี้มาตลอดเรื่อง ตอนจบนี่...ชักจะเศร้าตามไปจริงๆ แฮะ

      >>> Spoil Area [END] <<<

      โดยสรุปแล้วชอบเรื่องนี้ค่ะ อ่านจบไปเล่มหนึ่งแล้ว เรื่องยังเป็นปริศนาอยู่เลย ยังมีอีกหลายปมที่ต้องค้นหาคำตอบกับต่อไป เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ ค่ะ

      ^_______^


      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 มกราคม 2553 / 18:04
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 29 มกราคม 2553 / 18:03
      #372
      0
    17. วันที่ 28 มกราคม 2553 / 16:45
      มารายงานตัวค่ะ ^^

      อ่าน The Seekers (1) จบแล้วค่ะ พออ่านจบก็งานเข้า...เลยไม่ได้มาคอมเม้นต์ ได้แต่เขียนใส่กระดาษไว้ก่อน จากนั้นก็ดองเอาไว้เกือบวัน ต้องขอโทษด้วยนะคะ

      >>> Spoil Area <<<


      ...และแล้วจากการค้นหาอันยาวนาน (?) เราก็ได้หนังสือมาค่ะ (ขอบคุณมากๆ นะคะ) วันแรกที่ได้มาก็เอามานอนกอดเพราะเหนื่อยจากการเดินทาง (อ้าว...) เล่มเล็กไปหน่อยเลยใช้หนุนแทนหมอนไม่ได้ เฮ้อ...แย่จัง (ไม่ใช่แระ) เข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ ^^" ด้านล่างนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ ขัดใจ ติดใจ แย้งกันตรงไหนก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

      เริ่มล่ะ!! ^^

      สารภาพก่อนว่าเป็นคนผูกมิตรกับเรื่องและตัวละครยากค่ะ ดังนั้นตอนเปิดเรื่องมากจึงยังมึนจับต้นชนปลายไปค่อยถูกเท่าไร ค่อยยังชั่วที่คนเขียนค่อยเป็นค่อยไป เผยข้อมูลและความเป็นมา (แบบปริศนา) ของไมอาตัวเอกเรื่องทีละนิด คนอ่านจึงจับทางไปได้ ถ้ามองโดยส่วนตัวคิดว่าฉากมิติของรูริเหมือนจะเป็นบท "ทักทาย" ของเรื่องให้คนอ่านค่อยๆ สัมผัสที่ไปที่มาและทำความคุ้นเคยก่อน แล้วจึงเข้าสู่เนื้อเรื่องหลักในบทของรูลน์ต่อไป...

      (ตรงช่วงต้นเรื่องนี้...อาจเป็นความเห็นที่ไม่ดีเท่าไรนะคะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ คือว่ามันเต็มไปด้วยบทบรรยาย ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ผิด แต่อ่านไปแล้วรู้สึกว่าเรื่องมันเงียบ...อย่างน่าประหลาด อารมณ์ตอนนั้นประมาทโคเซฟตอนท้ายเรื่องที่อยู่คนเดียวในหอคอย T^T พอบทสนทนาโผล่ขึ้นมาทีหนึ่งนี่ดีใจมากๆ เลยค่ะ)

      เมื่อเข้าสู่มิติของรูลน์ ตัวเอกอีกคนก็ปรากฏตัว...โคเซฟ ผู้กล้าคนนี้ทำคะแนนชนะใจแม่ยกเก่งมากค่ะ (ฮา) ด้วยความที่เป็นคนซื่อๆ ใสๆ ผูกมิตรกับคนง่าย ซ่อนความดื้อนิดๆ เอาไว้ และยังรักการผจญภัยอีก จึงทำให้กลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ (/me หรือสำหรับเราคนเดียวหว่า?) อ่า...ชมมากไปเดี๋ยวทั้งคอมเม้นต์นี้จะกลายเป็นเรื่อง "ว่าด้วยมุมมองที่มีต่อโคเซฟ" ไปซะก่อน

      โคเซฟในความคิดของเรานั้น เป็นตัวละครในอุดมคติ เด็กน้อย (จริงๆ อยากเรียกพ่อหนุ่มอ่ะ TT) คนนี้มีความกล้าหาญอยู่เป็นทุนเดิม เขาเลือกที่จะออกเดินทางตามความฝัน เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น มีความพยายามและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค จึงทำให้เขาคนนี้กลายเป็นผู้กล้าได้ตามอย่างที่คำทำนายว่าไว้ หากเปรียบกับไมอาแล้ว โคเซฟเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่สามารถควบคุมความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองได้ดี เป็นเด็กที่ซ่อนความเป็นผู้ใหญ่ไว้ในตัว และยังสามารถเติบโตต่อไปได้อีก ความจริงข้อนี้จึงช่วยเสริมกับบทบาทผู้กล้าของเรื่อง... (/me ออกทะเลแล้ว แง...)

      สำหรับบทของรูลน์ซึ่งได้พาทั้งสองไปสู่การผจญภัยบทใหม่ บทที่ว่าด้วยผู้กล้าและสหายจากต่างมิติ (พูดถึงเรื่องนี้แอบขำเหมือนกันตอนไมอาคิดว่า "ท่านผู้กล้า...อีกแล้ว...ไม่เอานะ..." ^^) จากที่ตัวเอกทั้งสองคนเที่ยวชมเมืองด้วยกันโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่ากำลังถูกหมายตัว (?) กระทั่งโดยเจ้าเข็มทิศ (เจ้ากรรม?) ชี้ทางให้ไมอาไปยังวิหารเทพจันทรา...และได้พบกับนักบวชเจ้าเล่ห์กำลัง (แขยะ) ยิ้มรอเหยื่อ (/me โดนตบ) ...อาวีเนียสเข้ามาในเนื้อเรื่องด้วยความลึกลับ เหมือนเป็นตัวละครที่กำปมของเรื่องเอาไว้ และชี้นำเส้นทางของผู้กล้า (ไม่ชอบท่านนักเวทกวนประสาทคนนี้เลยจริงๆ ค่ะ แฟนคลับอย่าว่ากัน) ภารกิจจึงได้เริ่มขึ้น...

      และ...ก็เข้าสู่การเดินเรื่องที่เราชอบที่สุดค่ะ ^^

      >>> Spoil Area [END] <<<

      (พิมพ์เพลินจนเกิน limit เดี๋ยวอ่านต่อคอมเม้นต์ข้่างบนนะคะ ^^")

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 29 มกราคม 2553 / 16:41
      #371
      0
    18. วันที่ 3 มกราคม 2553 / 20:13

      อ่านจบละ...ในที่สุด (ซีด)

      *สปอยล์ทั้งยวง ใครยังไม่อ่าน The Seekers กรุณาอย่าอ่านคอมเม้นต์อันนี้เด็ดขาด 555*

      ช่วงบทนำ เราว่ามันดูมีประเด็นน้อยไปหน่อย ทำให้เหมือนเป็นแต่ส่วนแนะนำตัวละคร และนำเข้าสู่เรื่องราวตอนต่อไปเฉยๆ...ถ้าเรื่องราวของมิติในบทนำมีอะไรมากกว่านี้ หรือเปิดเผยอะไรมากกว่านี้ น่าจะดึงดูดมากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็ตัดรายละเอียดบางอย่างไปเลยก็ได้ เพราะช่วงแรกๆการบรรยายภาพยังดูไม่ค่อยลงตัว บางส่วนที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่ก็กลับละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว (เช่น รูปลักษณ์ของไมอา เพราะสามารถเติมการบรรยายส่วนนี้เรื่อยๆในเรื่องตอนอื่นได้อีกน่ะ)

      แต่พอตัดเข้ารูลน์ โทนเรื่องเปลี่ยนไปมากๆ แค่การฝึกวิชาเตรียมเป็นผู้กล้า ดูไม่น่าจะน่าสนใจขนาดนี้ แต่เคจจี้ทำได้...เพราะเวลาอ่านมันจะเหมือนเป็นการเปรียบเทียบถึงชีวิตจริงสุดๆล่ะ-___-"
      ฉากของเรื่องบรรยายเห็นภาพ (อย่างมีเหตุมีผล 55+) โคเซฟกับไมอาก็ดูสมจริงดี ที่ชอบอีกอย่างก็คือทฤษฎีเวทมนตร์นี่ล่ะ...เหมือนเป็นการวิเคราะห์โลกยังไงบอกไม่ถูก

      ช่วงที่กำลังฝึกวิชากันอยู่ ส่วนที่น่าสนใจที่สุด เราว่าไม่ใช่ปริศนาของไมอา (เพราะโผล่มาให้คิดน้อยเกินไป) แต่เป็นลักษณะตัวละคร และจุดมุ่งหมายของการปราบปีศาจ...เหตุผลของตัวละครแต่ละตัวต่างกันไป และสมเหตุสมผล มีแต่อาวีเนียสเท่านั้นที่ลึกลับคลุมเครือมากๆๆ...คลุมเครือยิ่งกว่าไมอาเสียอีก กระทั่งว่าอ่านตลอดเรื่องแล้วก็ได้แต่เดาไปตามประสาเท่านั้น ไม่มีอะไรเฉลยมาจริงๆเลยสักอย่าง

      สิ่งที่ทำให้อาวีเนียสกลายเป็นตัวละครเด่นที่สุดในสายตาเรา นอกจากเรื่องความคลุมเครือในตัวเอง และความยิ่งใหญ่ที่แฝงไว้ตลอด ก็คือตัวคำทำนาย--คำทำนายที่ไม่มีหลักประกันอะไรเลย ดูเลื่อนลอย กลับทำให้อาวีเนียสสามารถควบคุมไมอากับโคเซฟไว้ ชักใยไปตามต้องการได้

      ...ยิ่งไปกว่านั้น ตอนจบที่ปราบปีศาจสำเร็จ ความคลุมเครือนี้ยิ่งเข้าขั้นหนัก
      การเล่าเรื่องของอาวีเนียส และการตะลุยหอคอยทมิฬฟ้า กลับเด่นน้อยกว่าตัวตนของอาวีเนียส เพราะเรื่องยังไม่เฉลยเลยสักนิดกับประเด็นปราบปีศาจ ส่วนการหายไปของโคเซฟ (และไมอาคิดว่าตายไปแล้ว <<อันนี้เราว่าไมอาเชื่อง่ายไปหน่อยนะ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลย คำของอาวีเนียสก็ไม่ได้ยืนยันอย่างนั้นด้วย) กลับไม่สามารถทำให้เราเชื่อตามไมอาได้จริงๆ เพราะตัวตนอาวีเนียสทำให้เราระแวงเจตนาของคนคนนี้ไปหมด ว่าจุดประสงค์ที่เขาต้องการมัน...ไม่น่าจะใช่แค่ที่บอกกล่าวในเรื่องเป็นแน่

      ความมุ่งหมายของไมอาเปิดเผยมาบ้างแล้วในเรื่อง แต่ของอาวีเนียส ไม่มี

      สรุป...อ่านจบด้วยความอยากอ่านต่อ และความหวาดระแวงกับทุกรายละเอียดที่อาจจะใส่ไว้ในเรื่องล่ะ 55+

      ป.ล. ทำไมวิเคราะห์แต่อาวีเนียสหว่า...ลำเอียงจริงๆ 555

      #370
      0
    19. วันที่ 15 ธันวาคม 2552 / 23:48

      แวะมาปัดกวาด เอ๊ย ไม่ใช่ เก็บรายละเอียดที่หน้านี้ค่ะ

      นิยายออกวางแผงแล้ว แต่รู้สึกหน้านี้กลับดูเงียบเหงาชอบกล

      ใครอ่านจบแล้วคิดเห็นอย่างไรบอกกล่าวให้ฟังกันได้นะคะ

      หรือแค่มาบอกว่าได้ซื้อมาอ่านเรียบร้อยแล้ว คนเขียนก็ดีใจสุดๆ ล่ะค่ะ


      ป.ล. ขอบคุณพี่เก้าที่ตามมาคุยถึงที่หน้านี้ด้วยนะคะ

      ^______^

      #369
      0
    20. #368 Gow27 (@Gow27) (จากตอนที่ 5)
      วันที่ 27 ตุลาคม 2552 / 17:01
      เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกถึงอารมณ์ของการดูเชิงกันทางนามธรรมได้เยอะดี ^^

      ตอนนี้ อยากรู้จริงว่าทรายที่ไมอาใช้โรยใส่โคเซฟตอนนอนนั้น เป็นทรายแบบที่ Sand Man ในนิทานของชาวยุโรปที่เอาไว้โรยใส่เด็กๆ ให้นอนหลับฝันดีรึเปล่านะ 

      แต่อ่านมาจนถึงตอนนี้ เป้าหมายของไมอาก็ยังไม่ปรากฏ ... คงจะต้องติดตามกันต่อไป
      #368
      0
    21. #367 Gow27 (@Gow27) (จากตอนที่ 4)
      วันที่ 27 ตุลาคม 2552 / 16:57
      ตามมาเม้นหลังจากที่อ่านจากหนังาอนะครับ (ต่อไป ถ้าอ่านตอนไหน ผมจะมาเม้นในหน้านี้ แบบเรียงตอนละกันนะ ^^)

      สำหรับตอนนี้ สิ่งที่ชอบมากที่สุด คงเป็นลูกเล่นการเล่าเรื่องแบบแปลกๆ ที่มีให้เห็นอยู่เป็นระยะครับ ถ้าจะให้ทวนก็จำไม่ค่อยได้ แต่มีอยู่ 3-4 ประโยคที่ไม่ได้นำเสนอตรงๆ ทื่อๆ เหมือนเรื่องที่ผมเขียน (จึงต้องเก็บไว้เรียนรู้เพิ่ม) นอกจากนั้น อีกตอนที่ชอบ ก็คือช่วงที่ไมอา กับ โคเซฟพยายามประเมินซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในการของความรู้และสติปัญญา ทำให้ดึงอารมณ์แบบของการชิงไหลชิงพริบแบบน่ารักๆ ออกมาได้ ... แถมยังทำให้เห็นว่า ไมอาไม่ใช่สาวหวานจริงๆ เสียด้วย (รู้สึกว่า เธอจะค่อนข้างห้วนๆ มาตั้งแต่ตอนแรกๆ ละ) แต่เสน่ห์ของไมอา กลับอยู่ที่ความเจนโลกของเธอ...มากกว่าที่เราจะเห็นได้จากรูปลักษณ์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราย มีความทะเยอะทะยานในเป้าหมายเป็นอย่างสูง ...แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่ลึกๆ จนไม่แปลกใจเลยที่จริงๆ แล้วไมอา... อาจเป็นใครก็ได้ ที่กำลังใช้ร่างของเด็กอายุ 11 ขวบเพื่อทำภารกิจบางอย่างเท่านั้น

      ในขณะเดียวกันบุคลิกสดใสของโคเซฟก็สะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจเป็นอนย่างสูงของเขา ซึ่งสื่อออกมาได้เป็นอย่างดี ... ทว่าช่วงที่ผมชอบมากที่สุดในเรื่อง กลับเป็นตอนที่โคเซฟเล่าถึงอาณาจักรสองอาณาจักรที่ประชันกันด้วยจุดแข็งคนละแบบ โดยเฉพาะเศรษฐกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศนั้นๆ และนโยบายบางอย่างก็ฟังดูเหมือนคนมีความรู้เขียน... โดยไม่ต้องพยายามทำให้เนื้อหาดู "เจ๋ง" แต่อย่างใด เพราะมันสื่อออกมาทางภาษาเรียบร้อยแล้ว ^^

      ประเทศที่เน้นนโยบาย "ทางการศึกษา" .... อืม... เราไม่ค่อยเห็นสิ่งเหล่านี้ในนิยายแฟนตาซีเรื่องอื่นจริงๆ ผมเลยชอบคำนี้มาก ^_^ อย่างไรก็ดี จากเนื้อหาแล้ว ดูเหมือนรูลล์จะไม่มีอะไรไปสู้จินได้เลยแฮะ แถมเมื่อมองในแง่ของภูมิประเทศ...ทรัพยากรอันจำกัดของจินน์ ก็เหมือนจะบีบให้จินน์ต้องไปรบกับอาณาจักรใกล้เคียงได้จริงๆ 

      สรุปแล้ว ตอนนี้ก็เป็นตอนที่มีลูกเล่นหลายอย่างให้ได้บันเทิงตอนอ่านไม่น้อยทีเดียวล่ะ 
      #367
      0
    22. วันที่ 23 ตุลาคม 2552 / 22:26
      เข้ามาดีใจกับน้องเคจด้วยนะคะ พี่ไม่มีเวลามอ่านเลย
      เผลอแป้บเดียวเป็นเล่มซะแล้ว
      ขอให้ยอดขายถล่มทลาย พิมพ์ซ้ำหลายๆครั้งเลยนะคะ
      #366
      0
    23. วันที่ 20 ตุลาคม 2552 / 21:53

      มาตามสัญญาแล้วค่ะ

      ติดตามเนื้อเรื่องต่อจากหนังสือ The Seekers : ผู้กล้าแห่งรูลน์ ได้ที่นี่นะคะ

      The Seekers (2)

      ^________^

      #365
      0