คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [ KNB fanfic] Eyes On You

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 9 พ.ค. 62 / 23:29


fanfic AoKaga เรื่องแรก (กระแสซาแล้วเพิ่งจะได้ดูกะเค้า ฮือ)

+++

Eyes On You

 

...แปลก...

คางามิ ไทงะ หยุดก้าวเดินอีกครั้ง ก่อนจะหันกลับไปมองยังทิศทางด้านหลัง ทว่าไม่พบอะไรผิดปกติ เขาเกาหลังคอตนเองเบาๆ

สงสัยจะคิดไปเองล่ะมั้ง?

เมื่อกี๊ยังสงสัยว่ามีคนแอบเดินตามอยู่แท้ๆ แต่พอหันกลับไปทีไรก็ไม่พบเห็นใครหรือคนที่ท่าทางน่าสงสัยเลยสักคน

ชายหนุ่มไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เอาเสียเลย มันรบกวนจิตใจเขา... ต่อให้หลายคนเคยบอกเอาไว้ว่าคนที่มีร่างกายแข็งแรงพร้อมส่วนสูงที่สูงถึง 190 ซม.อย่างเขาไม่จำเป็นต้องกลัวใครก็เถอะ... แต่เรื่องแบบนี้...มันชวนให้หวาดระแวงอยู่ดีไม่ใช่หรือ ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม...

คางามิมองสำรวจรอบๆอีกครั้ง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครแอบตามมา เขาก็หันกลับไปก้าวเท้าเดินต่อ คราวนี้เร่งฝีเท้าในการเดินให้ไวขึ้น เขาอยากกลับถึงที่พักไวๆเหลือเกิน...

 

เมื่อเห็นเป้าหมายเดินออกไปไกลพอสมควรแล้ว เขาจึงออกจากที่ซ่อนตัวเพื่อที่จะมองส่งอีกฝ่ายไปจนลับสายตา

ความรู้สึกไวเหมือนกันแฮะ... งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า...

เขายิ้มกับตัวเองขณะก้าวเดินไปยังทิศทางฝั่งตรงข้าม ตั้งใจจะตรงกลับบ้านทันที แม้จะไม่ได้ตามไปจนสุดทางเหมือนทุกครั้งก็ไม่เป็นไร ยังไงเสียวันนี้เขาก็ได้เห็นหน้า ได้เฝ้ามองคนที่อยากเจอ แค่นั้นก็พอใจแล้ว

อาโอมิเนะ ไดกิ เดินฮัมเพลงตลอดทางอย่างอารมณ์ดี เมื่อกลับถึงห้องพัก เขาก็จัดแจงโยนกระเป๋าสะพายลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและทิ้งตัวนอน

นิ้วสีแทนเลื่อนเปิดอัลบั้มรูปถ่ายในมือถือ วันนี้เขาถ่ายรูปได้เยอะเป็นพิเศษ ...ส่วนมากก็เป็นรูปแอบถ่ายของเป้าหมายของเขานั่นแหละ ชายหนุ่มผมแดงเจ้าของส่วนสูง 190 ซม.กับรูปร่างที่สมส่วนสุดเพอร์เฟค คางามิ ไทงะ...

เขาได้พบกับคางามิครั้งแรกเมื่อ... ไม่สิ จะเรียกว่าพบกันก็ไม่ถูก หากแต่เป็นการ เห็น เสียมากกว่า เขาเห็นอีกฝ่ายครั้งแรกที่สนามบาสฯในสวนสาธารณะเล็กๆแห่งหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่เขามักไป ล่าเหยื่อ ในยามดึก...และไม่แปลกใจเลยว่ารูปร่างหน้าตาของผู้ชายผมแดงคนนั้นทำให้เขาถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะดวงตาสีแดงสวยคู่นั่น...

เขาเริ่มต้นการติดตามเฝ้ามองคนๆนั้นมาได้ประมาณเดือนหนึ่งแล้ว ทำให้ได้รู้ว่าเป้าหมายของตนชื่อคางามิ ไทงะ ทำงานเป็นพนักงานร้านพิซซ่าชื่อดังในย่านช็อปปิ้งมอลล์ มักชอบไปเล่นบาสเก็ตบอลอยู่คนเดียวในเวลากลางคืนหลังเลิกงาน ส่วนในวันหยุดแม้ว่าจะอยากออกไปเล่นบาสเก็ตบอลแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ออกไปเพราะร่างกายต้องการพักผ่อนบ้าง หรือไม่ก็หมดเวลาไปกับการทำความสะอาดบ้าน ดูแมตช์ NBA หรือนั่งๆนอนๆ

สิ่งที่เขาติดใจมากที่สุด...คือสีหน้าตอนทำอาหารของคางามิ... มันอาจจะฟังดูแปลก แต่ก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสีหน้าตอนทำอาหารของอีกฝ่ายนั้นดูสงบนิ่งและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

...สักวันหนึ่งฉันจะกินอาหารฝีมือนาย...คือสิ่งที่อาโอมิเนะตั้งใจไว้และมั่นใจว่าตนเองจะทำได้อย่างแน่นอน

เขาเลื่อนนิ้วปิดหน้าจอมือถือ วางมันไว้บนโต๊ะข้างเตียง ค่อยๆปิดเปลือกตาลงพร้อมกับริมฝีปากที่คลี่ยิ้มจางๆ

ราตรีสวัสดิ์...คางามิ...

 

++++

 

อาทิตย์ต่อมา...

“ขอบคุณที่ใช้บริการครับ!” คางามิโค้งศีรษะส่งลูกค้าคนสุดท้ายของร้าน เขาลอบถอนหายใจ เลิกงานแล้ว เดี๋ยวรีบทำความสะอาดแล้วแวะสนามบาสฯหน่อยดีกว่า ช่วงนี้งานที่ร้านยุ่งมากเสียจนเล่นเอาเขาหมดแรงจนไปซ้อมบาสเก็ตบอลไม่ไหวไป 3-4 วันเลยทีเดียว

“คางามิ เดี๋ยวฝากเอาขยะไปทิ้งแล้วล็อคร้านด้วยล่ะ” ผู้จัดการร้านสั่งทิ้งท้ายไว้ ก่อนจะกลับไปพร้อมกับพนักงานคนอื่นๆที่ชวนกันไปกินข้าวรอบดึกและต่อคาราโอเกะ

ภายในร้านเงียบกริบ... คางามิสำรวจความเรียบร้อยของร้าน ก่อนจะนำถุงขยะประจำวันไปทิ้งที่ถังขยะหลังร้าน จังหวะที่หมุนตัวกลับมาเพื่อจะเดินไปปิดไฟและล็อคร้านนั้น เขาก็แทบจะชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“!? อารามตกใจ คางามิผงะถอยหลังโดยสัญชาติญาณ “คุณ...”

“อ้าว ก็อยู่นี่นา” ชายคนนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งประหลาดใจ

“เอ๊ะ?”

“พอดีผมเห็นไฟที่ร้านยังเปิดอยู่ ป้ายก็ยังเป็น open แต่ไม่เห็นพนักงานเลยซักคน ก็เลยลองเดินมาดูที่หลังร้านว่ามีคนอยู่รึเปล่าน่ะครับ” ชายคนนั้นกล่าว

บ้ายยังเป็น Open? เป็นไปไม่ได้...เราหันด้าน Close ออกไปแล้วนี่นา...

แม้จะสงสัย ทว่าคางามิก็เอ่ยตามมารยาท “ขอโทษนะครับ แต่ร้านปิดแล้วครับ”

“เอ๋? ปิดแล้วอย่างงั้นเหรอ? ว้า...แย่ชะมัด” จู่ๆชายคนนั้นก็ทรุดนั่งลงกับพื้น “ฉันหิวจะตายอยู่แล้ว...”

“เอ๊ะ เอ่อ คุณ--”

“ไม่มีอะไรเหลือจากวันนี้เลยเหรอ? เอาของที่เหลือมาขายผมก็ได้นะ ผมมีเงินจ่าย แต่ผมลุกไม่ไหวแล้วถ้าไม่ได้กินอะไร ร้านอื่นก็ปิดกันหมดแล้ว เห็นร้านนี้ยังเปิดอยู่ ผมก็เลย...”

เอาไงดีวะ? คางามิชั่งใจขณะมองสำรวจชายแปลกหน้า อีกฝ่ายนั้นมีส่วนสูงพอๆกับเขา มีผิวสีแทน มีผมและดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ดูลึกลับยังไงชอบกล

คางามิสังเกตุเห็นถุงใส่ลูกบาสฯที่อีกฝ่ายสะพายอยู่บนหลัง “คุณ...เล่นบาสฯด้วยเหรอครับ?”

“หา? อ๋อ ใช่--”

โครกก--กก

เสียงท้องร้องดังมาจากชายหนุ่มผมสีน้ำเงิน แถมเจ้าตัวยังทำหน้าเหมือนจะตายให้ได้

“หวา ขอโทษครับๆ คุณรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวผมจะรีบกลับมา” พูดจบก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในร้านทันที

อาโอมิเนะยิ้มมุมปากขณะมองตามอีกฝ่ายไป ใจดีกับคนแปลกหน้าอย่างที่คิดจริงๆ

ความจริงแล้วเขาเป็นคนสะเดาะกลอนประตูหน้าร้านเข้าไปพลิกป้ายเป็น Open เองนั่นแหละ แต่ว่าความหิวนี่ของจริง เพราะเขาเล่นแอบมาเฝ้าอยู่ตั้งนานแถมยังไม่ได้กินอะไรมาเลยด้วย

“ขอโทษที่ทำให้รอ ทางร้านไม่มีอาหารเหลือเลยเพราะเราทำสดใหม่เป็นประจำทุกวันครับ อาหารที่เหลือจากการขายในแต่ละวันจึงต้องนำไปทิ้ง...”

พล่ามอะไรยาวเหยียดวะ? อาโอมิเนะขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายที่ปิดร้านเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังเดินกลับมา

“ถ้าไม่รังเกียจ...เอานี่ไปรองท้องก่อนก็ได้ครับ” ชายหนุ่มผมแดงยื่นห่อช็อคโกแลตโปรตีนบาร์ให้คนที่ยังนั่งอยู่ที่พื้น

“เอ่อ...นี่...?”

“ของกินเล่นของผมเอง กะเอาไว้กินรองท้องเวลาอยู่ที่สนามบาสฯน่ะครับ”

“โฮ่ นายก็เล่นบาสฯด้วยงั้นเหรอ?” อาโอมิเนะแกะซองโปรตีนบาร์และกัดคำโต

“ก็มีบ้างครับ”

  “เห— น่าสนใจนี่ สนใจมาเล่นด้วยกันหน่อยมั้ยล่ะ?”

“จะดีเหรอครับ?”

“อื้อ ไปเล่นกันซักตา เดี๋ยวผมเลี้ยงอาหารตอบแทน”

“แค่เล่นบาสฯอย่างเดียวก็ได้ครับ ไม่ต้องเลี้ยงอาหารหรอก”

“ให้ผมเลี้ยงเถอะครับ” อาโอมิเนะว่าพลางกลืนโปรตีนบาร์คำสุดท้ายลงท้อง “ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้ ผมคงได้หิวตายอยู่แถวนี้แน่เลย”

“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งครับ” คางามิยิ้มแหย แค่โปรตีนบาร์แท่งเดียวไม่น่าจะอยู่ท้องได้นานหรอกนะ

ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ ไปสนามบาสฯกันเถอะ”

“ผมว่าคุณไปหาอาหารกินก่อนดีกว่ามั้ยครับ? ที่ถนนฝั่งตรงข้ามนั่น เดินไปอีกไม่ไกลเท่าไหร่มีร้านขายเคบับที่เปิดตลอด 24 ชม.อยู่...”

“ไม่เป็นไร ไปเล่นบาสฯกันก่อน” ฉันรู้ว่านายอยากเล่นบาสฯใจจะขาดอยู่รอมร่อ

อะไรของหมอนี่น่ะ? พิลึกคน... “แต่ถ้าหิวอยู่ก็ไม่มีแรงเล่นไม่ใช่เหรอครับ?” คางามิรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเอาเปรียบอีกฝ่ายตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกมส์ยังไงยังงั้น

อาโอมิเนะคลี่ยิ้ม “แค่นี้สบายมากครับ ยังไงผมก็ไม่แพ้อยู่แล้ว”

แลดูมั่นใจซะจริงนะ... ความหงุดหงิดที่อยากจะเอาชนะคนแปลกหน้ารายนี้เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของคางามิ “งั้นตกลงครับ เราไปเล่นบาสฯกันก่อน”

              “เยี่ยม”

 

++++

             

“ร้านใกล้ปิดแล้วนะครับ” คางามิบอกลูกค้าคนสุดท้ายในร้านที่ยังคงนั่งฟังเพลง มือคลิ๊กเม้าส์ ตามองหน้าจอแลปท็อปตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ

“หือ? ว่าอะไรนะ?” อาโอมิเนะละสายตาจากหน้าจอและถอดหูฟังออกเมื่อเห็นว่าพนักงานร้านมายืนอยู่ข้างโต๊ะ  

“ร้านใกล้ปิดแล้วครับ”

“อ๊ะ อ้อ...ลืมเวลาไปเลยแฮะ” เขาเอียงคอไป-มาไล่ความปวดเมื่อย จากนั้นเอื้อมมือหยิบพิซซ่าชิ้นสุดท้ายบนจานที่ตอนนี้เย็นชืดไปหมดแล้วขึ้นมากัดกิน

หลังจากที่พบกันและไปเล่นบาสเก็ตบอลด้วยกันครั้งแรกนั้นก็ผ่านมา 2 อาทิตย์แล้ว พวกเขาพูดคุยและสนิทสนมกันมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ อาโอมิเนะมักจะแวะมากินพิซซ่าที่ร้านนี้อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็หอบงานมาทำ หอบหนังสือมานั่งอ่าน หรือไม่ก็นั่งมองคางามิทำงานเฉยๆจนร้านปิด หลังจากนั้นพวกเขาก็จะไปเล่นบาสเก็ตบอลและกินมื้อค่ำด้วยกัน

เท่าที่คางามิรู้ อาโอมิเนะเป็นช่างภาพอิสระพ่วงรับจ้างจิปาถะนิดหน่อย ดังนั้นจึงค่อนข้างมีเวลาว่างมากกว่าเขา เพราะสามารถนำงานไปทำงานที่ไหนก็ได้ที่อยากทำ...

“แหม ดีจังเลยนะคางามิคุง มีคนมารอรับกลับบ้านแบบนี้ โรแมนติกจัง” พนักงานสาวในร้านแซวอย่างอดไม่ได้ เธอสังเกตุเห็นว่าชายหนุ่มผมสีน้ำเงินคนนี้มักมานั่งที่ร้านจนร้านปิดแล้วกลับพร้อมคางามิอยู่บ่อยครั้ง

“โรแมนติกอะไรกันเล่า แค่ไปเล่นบาสฯด้วยกันเอง” แม้จะพูดไปแบบนั้น ทว่าลึกๆในใจเขาก็แอบหวั่นไหวอยู่นิดหน่อย

 

เมื่อปิดร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ตรงไปยังสนามบาสเก็ตบอลที่ประจำทันที

“คางามิ...ทำอาหารเก่งใช่มั้ย?”

“เอ๊ะ?” จู่ๆก็ถูกถามในสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับบาสเก็ตบอล ทำให้คางามิเสียสมาธิและถูกชิงลูกบาสฯไปจนได้ พอจะชิงกลับ ลูกบาสฯก็ลอยหวือลงห่วงไปเสียแล้ว

“ผมชนะอีกตามเคย” อาโอมิเนะหัวเราะหึหึในลำคอ

“คุณขี้โกงนี่”  

“โกงยังไง? ก็แย่งลูกมาแล้วชู้ตลงห่วงเป๊ะ ไม่เห็นว่าจะเป็นการโกงตรงไหนเลย”

“จู่ๆก็ถามนอกเรื่องแบบนั้น...มันทำให้ผมเสียสมาธิ...”

“ฮะ ฮะ อย่างงั้นเหรอ?” อาโอมิเนะเก็บลูกบาสฯลงถุงตาข่ายของมัน “คุณยังมีสมาธิไม่ดีพอล่ะสิ”

“...”

“เอาล่ะๆ ตามกฎนะ คนแพ้ต้องเลี้ยงอาหารคนชนะ” อาโอมิเนะว่า “แล้วผมก็อยากกินอาหารที่คุณทำ”

ไหงงั้นวะ? “เอางั้นเหรอครับ?”

“เอางั้นแหละ”

“งั้นวันอื่นผมทำให้ก็ได้ วันนี้เราไปกินที่ร้านดีกว่า ผมเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรต่อแล้ว ว่าแต่...รู้ได้ไงว่าผมทำอาหารเป็น?”

“ทำงานอยู่ที่ร้านของกินก็ต้องทำอาหารเป็นไม่ใช่เหรอ?” ใครมันจะไปตอบว่าแอบตามส่องนายอยู่ตลอดเวลากันเล่า?

              ตรรกะแปลกๆ แต่ก็พูดไม่ผิดซะทีเดียว... คางามิเกาหลังศีรษะแก้เขิน “อ่า...ก็ใช่ แต่ผมไม่รับประกันว่ารสชาติจะถูกปากคุณนะ”

              “ไม่มีปัญหาครับ ผมกินง่ายอยู่ง่าย” อาโอมิเนะยิ้มกว้างอย่างผู้มีชัย อะไรที่เขาต้องการ เขามักจะได้มันเสมอ...

 

++++

 

              “หืมม์? รู้สึกเหมือนโดนสะกดรอย?” ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเลิกคิ้วระหว่างดูดโกโก้ปั่น วันนี้เป็นวันหยุด(ของคางามิ) พวกเขาก็เลยชวนกันออกมากินมื้อเที่ยงด้วยกัน

              “อือ แรกๆก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ แต่พอนานๆเข้าก็รู้สึกว่าน่าจะใช่” คางามิถอนหายใจพลางส่งชิ้นเนื้อเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

            เป็นไปไม่ได้...การสะกดรอยของเราสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่น่าจะโดนจับได้นี่หว่า!? อาโอมิเนะขมวดคิ้ว “แล้ว...จะทำยังไงต่อไป?”

              “จริงๆผมอยากแจ้งตำรวจนะ แต่...” ไม่มีหลักฐาน...

              “...”

              “...”

              เกิดความเงียบระหว่างพวกเขาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่อาโอมิเนะจะตัดสินใจเอ่ยปาก “เอาอย่างงี้มั้ยล่ะ ให้ผมกลับบ้านเป็นเพื่อนคุณ”

              “ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ครับ”

              ยิ่งกว่ายินดีซะอีก! ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินคิด “ไม่หรอก ไม่ลำบากอะไรเลย”

              “แต่...”

              “หากเจ้าโรคจิตนั่นโผล่มา เราจะได้จับมันส่งตำรวจไปเลยไงล่ะ”

              คางามิชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง “เอาตามนั้นก็ได้ครับ...”

 

              หลังเสร็จจากมื้อกลางวันแล้ว พวกเขาก็ไปต่อกันที่สนามบาสเก็ตบอลที่สวนสาธารณะไม่ไกลจากร้านที่กินข้าว มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นซ้อมบาสเก็ตบอลอยู่ที่นั่นกันพอดี พวกเขาจึงขอร่วมวงเล่นด้วย แล้วการแข่งบาสเก็ตบอลขนาดย่อมก็เกิดขึ้น มันสนุกและเพลิดเพลินมาก รู้ตัวอีกทีตะวันก็แทบจะลับขอบฟ้าเสียแล้ว

              “หวา เล่นกันจนลืมเวลาเลยแฮะ” นาโอกิ หนึ่งในกลุ่มเด็กวัยรุ่นเอ่ยขึ้นหลังมองเวลาบนจอโทรศัพท์มือถือ

              “นั่นสิ ไปหาอะไรกินกันแล้วกลับบ้านดีกว่า พวกพี่ๆก็มาด้วยกันสิครับ” วัยรุ่นผมสั้นเกรียนที่ชื่อ มาเอดะ เอ่ยปากชวน

              “แบบนั้นก็ดีเหมือนกันแฮะ” อาโอมิเนะตอบตกลง ตอนนั้นเองที่เขารู้สึกถึงบางอย่าง...

...ความรู้สึกที่ถูกเฝ้ามอง...

เขาหันไปมองคางามิ เห็นอีกฝ่ายกำลังซับเหงื่อด้วยผ้าขนหนูที่เตรียมมาและยื่นมือข้างที่ว่างไปรับกระป๋องน้ำผลไม้เย็นๆจากเด็กวัยรุ่นอีกคน ...หมอนั่นไม่รู้ตัวหรอกรึ?... “พวกนายไปก่อนเลย ฉันขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ เดี๋ยวตามไป”

“ได้ครับ งั้นพวกผมไปรอที่ร้านก่อนเลยนะครับ”

เมื่อทุกคน(รวมถึงคางามิ)เดินออกจากสนามบาสฯไปจนพ้นระยะสายตาแล้ว อาโอมิเนะก็เดินตรงไปยังห้องน้ำสาธารณะที่อยู่ใกล้กับสนามบาสฯ เขาเห็นผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่งกำลังยืนล้างหน้าอยู่ที่อ่างล้างมือ ในห้องน้ำไม่มีคนอื่นอีก...

“จากจุดนี้ มองเห็นสนามบาสฯได้ชัดเลยสินะ” อาโอมิเนะเอ่ยขึ้น

“เอ๋?” ชายร่างท้วมยังไม่ทันได้ปิดน้ำก็โดนจับหลังศีรษะโขกเข้ากับกระจกตรงหน้า

“ว่าแล้วเชียว...เป็นแกนี่เอง...ถ่ายมาเยอะเหมือนกันนะนี่” อาโอมิเนะใช้มือข้างที่ว่างเลื่อนดูรูปในกล้องดิจิตอลตัวเล็กจิ๋วของอีกฝ่าย ภายในแกลอรี่นั้นเต็มไปด้วยรูปแอบถ่ายของชายหนุ่มผมแดง...คางามิ ไทงะ...

“กล้องผม! ต-ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!?

“เมื่อไหร่ไม่สำคัญหรอก” อาโอมิเนะโน้มตัวเข้าไปพูดที่ข้างหูอีกฝ่าย “แต่ช่วยหยุดตามเขาได้มั้ย?”

“พูดอะไรของคุณน่ะ!? ผมไม่--!!” ยังพูดไม่จบดีก็โดนโขกหัวกับกระจกอีกครั้ง คราวนี้แรงจนกระจกร้าวเช่นเดียวกับผิวบนหน้าผากของชายร่างท้วมที่เริ่มปริแตกและมีเลือดไหลซึม เขาพยายามเหลือบตามองคนที่ทำร้ายเขา ทว่านอกจากมุมจะลำบากแล้ว ร่างของอีกฝ่ายยังยืนบังแสงไฟทำให้เงาบดบังใบหน้าอีกด้วย สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือดวงตาสีน้ำเงินที่วาวโรจน์ด้วยโทสะจนดูน่ากลัวในเงามืดนั่น

“หมอนั่นเป็นของฉัน ของฉันคนเดียวเท่านั้น แกไม่มีสิทธิ์เสนอหน้าเข้ามายุ่งอะไรทั้งนั้น”

ชายร่างท้วมกลืนน้ำลายดังเอื๊อก มือไม้แข้งขาไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ รังสีอำมหิตที่แผ่ออกจากตัวผู้จู่โจมนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะทนได้

“เข้าใจแล้วก็ตอบด้วยโว้ย!” อาโอมิเนะจับศีรษะอีกฝ่ายโขกกับกระจกรัวๆ

“โอ๊ย! ขอโทษครับ เข้าใจแล้วครับ!! จะไม่ยุ่งแล้วคร้าบ!” ชายร่างท้วมร้องด้วยความเจ็บปวดและตัวสั่นเป็นลูกนก

“ดี” อาโอมิเนะสะบัดร่างอีกฝ่ายลงบนพื้น จากนั้นเปิดช่องใส่เมมโมรี่การ์ดของกล้อง ดึงมันออกมา แล้วโยนกล้องคืนใส่ผู้เป็นเจ้าของ “อย่าเสนอหน้ามาให้เห็นอีกล่ะ ส่วนเมมการ์ดนี่ฉันขอรับไว้ล่ะนะ”

 

 

“อ๊ะ มาแล้วเหรอ นั่งสิ อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟพอดีเลย” คางามิยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเดินเข้าร้านมา

อาโอมิเนะนั่งลงข้างคางามิ ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะลงมือรับประทานอาหารด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นแก๊งค์วัยรุ่นก็ชวนกันไปต่อคาราโอเกะจนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทจึงจะแยกย้ายโดยที่ต่างฝ่ายต่างแลกเบอร์กันไว้ชวนกันไปเล่นบาสเก็ตบอลในโอกาสต่อไป

พวกเขาจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายได้ทันเวลาอย่างฉิวเฉียดและลงที่สถานีซึ่งเลยทำงานของคางามิไปหนึ่งป้ายพอดี และจากสถานีนี้ต้องเดินหรือนั่งรถเมล์ไปอีกประมาณ 3 ป้ายถึงจะถึงคอนโดของคางามิ

“วันนี้สนุกมาก ขอบคุณนะครับ” คางามิกล่าวลาชายหนุ่มผมสีน้ำเงินด้วยน้ำเสียงติดจะอ้อแอ้เล็กน้อย รู้สึกหัวหมุนมาตั้งแต่ออกจากร้านคาราโอเกะแล้ว ให้ตายสิ ไม่น่าดื่มเลย…

ยาน่าจะออกฤทธิ์แล้วล่ะมั้ง... อาโอมิเนะคิดขณะมองคางามิที่เหมือนจะยืนไม่ค่อยอยู่ สีหน้าของอีกฝ่ายบ่งบอกได้ชัดว่ากำลังอยู่ในอาการมึนเมาและง่วงนอนทว่าฝืนอยู่ “คุณดูท่าจะไม่ไหวแล้วนะครับ”

“ส่งผมแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”

“ตกลงกันแล้วนี่ว่าผมจะเดินไปส่งคุณถึงบ้านน่ะ” อาโอมิเนะข่มกลั้นอาการตื่นเต้นที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ภายใน เขานึกขอบคุณในความคออ่อนของอีกฝ่ายและยานอนหลับฤทธิ์กลางๆที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ...อีกไม่นานเกินรอ เขาก็จะได้สัมผัสและย่ำยีเรือนร่างที่เฝ้ามองมาตลอดหลายเดือนนั่นเสียที!

“แต่มันดึกมากแล้วนี่นา”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“จริงๆแล้ว ผมเกรงใจนะครับเนี่ย” คางามิยิ้มแหย ทว่าอาการมึนหัวทวีคูณขึ้น ทัศนวิสัยเบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยวจนคางามิยืนต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาก้าวเดินต่อได้ไม่ถึง 5 ก้าวก็หยุดและเริ่มโงนเงน ...บ้าเอ๊ย!…

อาโอมิเนะรีบเข้าไปพยุงร่างของอีกฝ่ายไว้อย่างรวดเร็ว

“อา...ขอโทษนะครับ” ดวงตาสีแดงหลุบต่ำลงมองพื้นด้านหน้า สภาพตูนี่น่าอายชะมัด... “ต้องลำบากคุณแล้วล่ะ”

“เพื่อนกันก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วครับ” อาโอมิเนะส่งยิ้มให้อีกฝ่าย

“ขอบคุณครับ” คางามิไม่แน่ใจว่ารอยยิ้มของอาโอมิเนะเป็นแบบไหน เพราะภาพที่เขาเห็นตรงหน้านั้นบิดเบี้ยวเหมือนเกลียวคลื่นทะเลไปหมด…

“บอกที่อยู่ของคุณมาสิครับ” อาโอมิเนะกระซิบที่ข้างหูคนในอ้อมแขน…

...และคางามิก็เอ่ยปากบอกที่อยู่ของตน…

ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินแสร้งพยักหน้าเพื่อรับรู้ทั้งๆที่รู้จักสถานที่นั้นดีอยู่แล้ว ก่อนจะก็เริ่มพยุงคนเมาให้ก้าวเดินไปยังทิศทางของสถานที่เป้าหมาย

...ค่ำคืน...ยาในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์...ช่วยพากลับบ้าน...และได้อยู่กันเพียงลำพัง…

เท่านี้แผนการทั้งหมดก็บรรลุผล...

อาโอมิเนะลอบแสยะยิ้ม

...ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะ คุณเป้าหมาย...   

 

-END-


ผลงานอื่นๆ ของ ButterChicken

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 ZANDRO
    วันที่ 10 เมษายน 2563 / 14:49
    อยากให้มาต่อมากเลยค่ะ เเอบอยากรู้ว่าหนูมี๊จะเป็นยังไงต่อไป☺️
    #2
    0
  2. วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 19:36

    อาโอมิเนะดูเป็นคนมีแผนร้ายเลยนะค่ะดูเหมือนพวกโรคจิตเลย555

    #1
    0