ยอดวิวรวม

170

ยอดวิวเดือนนี้

7

ยอดวิวรวม


170

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


2
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  8 ต.ค. 64 / 13:47 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

สวัสดีค่ะ ต้องขอบอกก่อนเลยว่าจริง ๆ เรื่องนี้ลงไว้ในแอปจลด.มานานพอสมควรแล้วค่ะ แต่เพิ่งมีโอกาสได้เอามาลงในเด็กดี เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นอีกเรื่องที่เรารู้สึกเอ็นจอยกับการแต่งมากและหวังว่าทุกท่านจะเอ็นจอยกับการอ่านนะคะ

หากมีข้อแนะนำอย่างไร เชิญคอมเมนต์ติชมกันได้ตามสะดวกเลยค่ะ ขอขอบคุณค่ะ <3

เนื้อเรื่อง อัปเดต 8 ต.ค. 64 / 13:47


"ขอเบียร์อีกขวด แล้วก็เฟรนช์ฟรายจานใหญ่อีกจาน"

บริกรหนุ่มนามแอนดรูว์เผยยิ้มที่มุมปาก หลังเห็นขวดแอลกอฮอล์เปล่าจำนวนหนึ่งบนโต๊ะกับจานที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบซอสมะเขือเทศที่วางซ้อนกันสามชั้นบนโต๊ะ นิ้วมืออ้วนป้อมของเขาจับปากกาจดรายการลงบนสมุดเยิน ๆ อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ถามหากลูกค้าขาประจำท่านนี้อยากได้อะไรเพิ่มเติม

"เอาเท่านี้ก่อน ขอบใจ"

แม็กซ์ตอบพลางปรายตามองบริกรคนดังกล่าวซึ่งช่วงนี้ได้เห็นหน้าค่าตากันบ่อยกว่าปกติเดินหายเข้าไปในครัวที่กำลังจอกแจกจอแจ

ข้างนอกหน้าต่างกำลังมีฝนตกโปรยปราย ทำเอาผู้คนที่กำลังย่ำราตรีต้องวิ่งหาที่หลบกันจ้าละหวั่นและหนึ่งในที่หลบชั้นดีก็คือบาร์เก่าตกแต่งสไตล์ย้อนยุคที่ชายหนุ่มใช้บริการอยู่ในขณะนี้

แม็กซ์ชอบบาร์แห่งนี้เพราะดูสงบและมีผู้คนเบาบางกว่าบาร์อื่นในละแวกใกล้เคียง มันตั้งอยู่บริเวณหัวมุมสุดท้ายของถนนสายเล็กที่ทอดยาวไปสู่ถนนใหญ่ใจกลางลอสแอนเจลิส นครที่ไม่เคยหลับใหล

ไม่นานนัก บริกรหนุ่มคนเดิมก็เดินมาหาเขาอีกครั้งพร้อมเบียร์เย็นฉ่ำหนึ่งขวดกับมันฝรั่งทอดสีเหลืองทองชุ่มน้ำมันร้อนจานใหญ่หนึ่งจาน

ใจจริงแม็กซ์อยากสั่งเหล้าเพียว ๆ มากกว่า แต่ก็กลัวตัวเองจะเมาหยำเปจนกลับหอพักไม่ถูกและกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่นั่งอ้วกแตกอ้วกแตนข้างถนน

นักศึกษาปริญญาโทอย่างเขาเคยเย่อหยิ่งเกินกว่าจะเรียกตัวเองว่าไอ้ขี้แพ้ กระทั่งได้ลิ้มรสความรู้สึกของคนอกหักเป็นครั้งแรก...

แม็กซ์รินของเหลวสีเหลืองมีฟองซู่ซ่าลงในแก้วทรงกระบอกจนเต็มก่อนจะกระดกหมดในคราวเดียว จากนั้นก็นั่งนิ่ง ปล่อยให้ความเย็นของมันไหลเวียนทั่วทั้งกระเพาะและค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความแสบร้อนซึ่งสามารถทำให้ร่างกายของเขาอุ่นขึ้น

แต่กายอุ่นจะมีประโยชน์อะไรหากใจยังหนาว

แม็กซ์หยิบมันฝรั่งทอดใส่ปากเคี้ยวพลางมองออกไปที่นอกบานกระจกขนาดใหญ่ของร้าน พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนที่ทำให้เขาต้องสูญเงินหลายเหรียญไปกับของมึนเมาเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คนดื่มจัดเลย

บอกใครเขาจะเชื่อว่าหนุ่มประวัติสวยหรูอย่างเขาจะถูกคนที่ตัวเองตามจีบมานานเขี่ยทิ้งเพียงเพราะทำตัวน่าเบื่อเกินไป

ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำ...แววตาว่างเปล่าสีน้ำตาลเฝ้ามองผู้คนกับรถยนต์ที่สัญจรไปมาท่ามกลางสายฝน บางทีก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังมองอะไรอยู่กันแน่ มันล่องลอยไปเรื่อย ๆ ไร้จุดหมาย

ต่อให้ล่องลอยไปสักกี่ไมล์ แต่ภาพชายหนุ่มอีกคนซึ่งนั่งด้านในสุดก็ยังคงอยู่ในสายตาของเขาอยู่ดี...

สามวันแห่งการก๊งเบียร์ย้อมใจในบาร์แห่งนี้ แม็กซ์มักจะพบชายคนดังกล่าวนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ทุกครั้งราวกับเป็นที่นั่งโปรด

ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่งรู้สึกว่าเมื่อเงยหน้าทีไรก็จะพบกับดวงตาลึกล้ำคู่นั้นเหมือนกำลังคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ตลอดเวลาและต่อให้มีใครอื่นมานั่งคั่นกลางก็มิอาจสามารถหลบเลี่ยงได้ด้วยรูปร่างอันสูงโปร่งของเขา

หากมองจากระยะนี้ เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีทีเดียว ผิวขาว ผมสีน้ำตาลเข้ม แต่งกายสะอาดสะอ้านเรียบร้อยด้วยเสื้อยืด กางเกงขายาว รองเท้าผ้าใบ บนโต๊ะมีเสื้อโค้ทสีครีมตัวใหญ่วางกองไว้ลวก ๆ กับไอศกรีมซันเดถ้วยใหญ่ที่กินหมดไปแล้วครึ่งหนึ่งและแว่นตาดำ

มีหลายครั้งที่แม็กซ์ตั้งใจจะผูกไมตรีด้วยการส่งยิ้มให้ ทว่าไม่เคยได้มันกลับคืนมาเลยแม้แต่หนเดียว

จากตอนแรกที่เคยหลงตัวเองกลับแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด อับอาย กระทั่งกลายเป็นความขุ่นเคืองในที่สุด

เมื่อความอดทนถึงขีดจำกัด ชายหนุ่มจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินตึงตังไปหาคู่กรณีพร้อมกับเบียร์ในมือ แม็กซ์เชื่อว่าทุกคนในร้านเห็นได้ชัดเจนว่าท่าทางของเขาจริงจังมากขนาดไหน แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะนั่งกินไอศกรีมซันเดอย่างสงบ

"ขอโทษนะครับคุณ..."

แม็กซ์ตัดสินใจเอ่ยปากเรียก และเมื่อมีโอกาสได้พบหน้าชัด ๆ ก็เผลออดคิดไม่ได้ว่าเขาดูดีอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด

"คุณครับ ได้ยินรึเปล่า ผมกำลังเรียกคุณอยู่นะ"

สุ้มเสียงที่เข้มกว่าเดิมเร้าให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ต้องผงกศีรษะตอบสนอง

เป็นตอนนั้นเองที่ใบหน้านวลเนียนประดับประดาด้วยดวงตากลมโต จมูกโด่งและริมฝีปากบางสีชมพูถูกเปิดเผย

"คุณคุยกับผมเหรอ"

เสียงแรกของชายแปลกหน้าคนนี้ช่างนุ่มนวลรื่นหู แฝงความไร้เดียงสาของวัยเยาว์

"ใช่" แม็กซ์ตอบพลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ที่ยังว่าง ดวงตาคมกริบมองคนที่นั่งหลังตรงเบื้องหน้าอย่างพิเคราะห์

"เรารู้จักกันรึเปล่าครับ" เจ้าตัวถาม

"ไม่หรอก แต่จะได้รู้จักกันตอนนี้แหละ"

"คุณมองผมทำไม"

แทนที่จะกรุณาแสดงอาการหวาดวิตกออกมาให้เห็นบ้าง แต่คู่กรณีหน้าหวานคนนี้กลับอมยิ้ม นั่นยิ่งทำให้เขาเดือดดาล

"ยิ้มแบบนี้หมายความว่าไง"

"เปล่า ๆ ขอโทษทีนะ ผมไม่ได้ตั้งใจ"

คนร่างสูงรีบแก้ตัวพลางสูดลมหายใจลึก ๆ กลั้นไม่ให้เสียงหัวเราะขบขันเล็ดลอดออกมา

"นึกแล้วว่าต้องเป็นเรื่องนี้"

"งั้นก็ตอบมาสิว่าคุณมีปัญหาอะไร ฟังนะ ผมมาที่นี่สามวันแล้ว ผมเจอคุณทุกครั้งและคุณก็จ้องมาที่ผมทุกครั้งด้วย รู้ไหมว่ามันเสียมารยาท"

"โอ้...อย่างนี้นี่เอง มิน่าคุณถึงดูหงุดหงิดจัง"

"ว่าแต่คุณนั่งตรงหน้าผมตลอดเลยเหรอ"

แม็กซ์กลืนน้ำลายเนื่องจากอยู่ ๆ ก็หลงลืมคำพูดในหัวไปเสียดื้อ ๆ ไม่เพราะท่าทียียวนก็แก้มขาวพวงนั้น

"ใช่ ก็แบบว่านี่มันที่ประจำผม ถ้ามันว่างผมก็นั่ง เหมือนคุณนั่นแหละน่า"

แม็กซ์มองริมฝีปากบางคู่นั้นที่กำลังขยับยิ้มกว้าง ถ้าไม่ติดว่ากำลังอารมณ์เสียอยู่ เขาคงจะนิยามว่ามันคือรอยยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในชีวิต แซงอันดับของโจชัว คนที่หักอกเขาแบบไม่เห็นฝุ่น

ชายหนุ่มแปลกหน้าไม่พูดอะไรต่อก่อนจะตักไอศกรีมใส่ปากและทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุอีกครั้ง

แม็กซ์นั่งหน้านิ่ว ความอึดอัดใจพลุ่งพล่านเป็นทวีคูณ ครั้นนึกได้ว่าถือแก้วเบียร์มาด้วยจึงดื่มมันจนหมดและมองดูอีกฝ่ายนั่งกินไอศกรีม

"นี่ ผมยังนั่งอยู่ตรงหน้าคุณนะ เผื่อคุณลืม"

ไหล่กว้างของคู่กรณีกระตุกเล็ก ๆ มือไม้ควานหากระดาษมาเช็ดคราบวิปครีมที่ติดอยู่ที่มุมปาก

"ขอโทษที ผมนึกว่าคุณไปแล้ว"

แม็กซ์หัวเราะในลำคอ "จะกวนประสาทไปถึงไหน"

"เปล่าสักหน่อย ก็คุณเงียบไปเองนี่"

"เอาล่ะ ผมไม่มีอารมณ์จะมาเล่นสนุกกับคุณหรอกนะ เลิกติดตลกสักที ดูหน้าผมสิ ผมดูเฮฮามากหรือไง"

แม็กซ์พูดเสียงเข้มอีกครั้งพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม แต่ฝ่ายนั้นหาได้กริ่งเกรงในท่าทีเกรี้ยวกราดเหล่านั้นไม่ ตรงกันข้าม กลายเป็นแม็กซ์เองที่ต้องรู้สึกเสียหน้า กระดากกระเดื่องคล้ายกับตอนส่งยิ้มให้แต่อีกฝ่ายดันเมินใส่ไม่มีผิด

"โอเค ได้ ผมไม่อยากรู้แล้วก็ได้ แต่จะขอเตือนไว้เอาบุญก็แล้วกัน..."

"อย่าเที่ยวมองใครต่อใครแบบนั้นอีก เข้าใจไหม นี่โชคดีนะที่เป็นผม หากเป็นคนอื่นล่ะก็คุณโดนแน่"

แม็กซ์เชือดนิ่ม ๆ ตามประสาปัญญาชนผู้หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง จากนั้นก็หุนหันลุกจากเก้าอี้

คนที่ยังนั่งเป็นทองไม่รู้ร้อนเผยยิ้มอีกครั้ง

"พอได้ยินคุณพูดแบบนี้ ผมก็ชักอยากมองคุณจริง ๆ ขึ้นมาเสียแล้วสิ"

น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นดังสายน้ำไหลที่ทรงพลังมากพอจนถึงกับทำให้คนที่กำลังขุ่นข้องหมองใจต้องเหลียวหลังกลับมามอง

"เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ"

"ผมบอกว่าผมชักอยากมองคุณจริง ๆ แล้ว"

หนุ่มนักศึกษายิ้มเยาะ "เฮอะ! แล้วที่ผ่านมานี่เรียกว่าอะไรมิทราบ"

หนุ่มผิวขาวจัดยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มดับรสหวานแสบคอจากไอศกรีมวานิลลา

"ผมปากดีไปอย่างนั้นแหละครับ ความจริงผมมองไม่เห็นคุณด้วยซ้ำ..."

.

.

.

"ตั้งแต่เมื่อไหร่"

"หือ หมายถึงอะไรเหรอ"

"แหม ก็เรากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ล่ะ"

"อ๋อ..."

"สิบสองขวบ"

แม็กซ์วางแก้วเบียร์ลงบนโต๊ะพลางมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอย่างสนใจ

"เกิดอะไรขึ้น" เขาถามต่อ

"กระจกตาติดเชื้อน่ะ"

หัวใจทั้งดวงกระตุกวูบหลังได้ยินคำตอบดังกล่าว

"ทั้งสองข้างเลยเหรอ"

"อืม คือ...ตอนไปหาหมอก็บอดเรียบร้อยแล้วข้างหนึ่ง อีกข้างก็เลยค่อย ๆ บอดตาม"

แม็กซ์เงียบ ความขุ่นข้องใจที่เคยมีหายไปไหนไม่รู้หลังจากทราบว่าคู่กรณีของตนเป็นผู้พิการทางสายตา ซึ่งหมายความว่าเหตุพิพาทที่ผ่านมานั้นเกิดจากความเข้าใจผิดล้วน ๆ

"แย่หน่อยนะ"

"ไม่หรอก ผมชินแล้ว"

แม็กซ์กัดริมฝีปากจนเจ็บด้วยความรู้สึกละอายใจ ดวงตาเรียวกำลังมองดูอีกฝ่ายเอื้อมมือหยิบกระดาษมาเช็ดปากอีกครั้งซึ่งไม่มีการควานค้นสะเปะสะปะให้เห็นเลย

ตอนแรกเขาคิดว่าอาจมีแต่ตนเท่านั้นที่โง่เขลาจนดูไม่ออก แต่พอเห็นความคล่องแคล่วเหล่านั้นแล้วก็หยุดสงสัยทันที

"คุณดูไม่เหมือนคนตาบอดเลย"

เยซินยักไหล่พลางเร่งกลืนน้ำในกระพุ้งแก้มตุ่ยลงท้อง

"ใคร ๆ ก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น"

"ไม่เห็นอะไรเลยจริง ๆ เหรอ"

"ไม่เลย"

แม็กซ์ยิ้ม "งั้นก็แสดงว่าคุณไม่รู้ความเป็นไปของร่างกายตัวเองมานานมากแล้วน่ะสิ"

"สิบสามปีเต็ม ๆ"

ชายหนุ่มผู้ไม่เคยมีประสบการณ์กับผู้บกพร่องทางการมองเห็นมาก่อนเริ่มนึกสงสัยว่าทำไมมันถึงยากลำบากเหลือเกินที่จะผละจากดวงตาอันมืดบอดคู่นี้

หรือมันอาจจะไม่เกี่ยวกันเลยก็เป็นได้...

แม็กซ์เงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นก็มองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นและพบจุดที่เป็นฝ้าสีขาวขุ่นเล็ก ๆ ภายในม่านตาสีน้ำตาลของเขา

"แล้วถ้าผมบอกว่าคุณเป็นคนหน้าตาดี คุณจะเชื่อผมไหม"

เยซินยกยิ้มที่มุมปาก

"เชื่อสิ"

"ถามจริง"

ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าไม่กี่ปีหัวเราะร่า

"คุณไม่ใช่คนแรกที่ชมผมแบบนั้นนะ บอกไว้ก่อน"

น่าแปลกที่คำพูดธรรมดาเหล่านั้นทำให้หัวใจอันห่อเหี่ยวดวงหนึ่งค่อย ๆ พองฟูทีละน้อยโดยที่ผู้เป็นเจ้าของไม่ทันรู้ตัว

"ยังอยู่ไหม"

แม็กซ์ผงะเหมือนคนเพิ่งฟื้นคืนสติ

"อยู่"

"อ๋อ..."

"ว่าแต่ใกล้ขนาดนี้เลยเหรอ"

ชายหนุ่มรีบดึงตัวเองกลับไปนั่งดังเดิมและภาวนาขอให้อีกฝ่ายเพิกเฉยกับเสียงโครมครามที่ตนเป็นผู้ก่อ

เยซินหัวเราะขบขัน ดวงตาที่อารมณ์ดีตามไปด้วยนั้นยิ่งส่งเสริมให้มีเสน่ห์

"ฝนหยุดตกแล้ว ผมต้องขอตัวกลับก่อน ขอบคุณที่มานั่งเป็นเพื่อนนะ" เขากล่าวพลางล้วงธนบัตรใบหนึ่งออกมาวางและทับมันด้วยถ้วยไอศกรีม ก่อนจะหันไปหยิบเสื้อโค้ทกับไม้เท้าสำหรับคนตาบอดที่สามารถพับเก็บได้ข้างใต้นั้น เขาจัดการปลดมันให้กางออกอย่างชำนาญ

"คุณพักอยู่แถวไหนน่ะ เยซิน"

แม็กซ์ผลุดลุกจากเก้าอี้เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินจากไป

"ที่อพาร์ตเมนต์กับพี่ชาย เดินย้อนขึ้นไปแค่สามช่วงตึกเอง"

"ผมเดินไปส่งคุณที่นั่นได้ไหม"

แม็กซ์เสนอขณะวิ่งแซงหน้าไปเปิดประตูให้และมือหนาของเขาก็คว้าแขนข้างหนึ่งของเจ้าตัวเอาไว้ได้

"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด กลับบ้านแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย"

"ผมไม่ได้เป็นห่วง แต่ผมอยากไปด้วย"

สายตาเลื่อนลอยกับรอยยิ้มบางทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก

ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจอีกดวงหนึ่งก็ดันเต้นแรงแบบเดียวกัน

.

.

.

เสียงไม้เท้าที่กระทบกับพื้นทางเท้าเป็นจังหวะหยุดลงยามมันนำพาเจ้าของมาถึงที่หมายโดยปลอดภัย

ปกติแล้วแม็กซ์ไม่ใช่คนพูดเก่ง เพียงแต่ชอบตั้งคำถามในสิ่งที่ตัวเองใคร่รู้ ผิดกับเยซินที่พูดเป็นต่อยหอยราวกับสนิทสนมกันมานาน และในระหว่างทาง ทั้งสองก็พูดคุยเแลกเปลี่ยนกันหลายเรื่อง

"คุณรู้ได้ยังไงว่าคุณเดินถึงบ้านแล้ว"

แม็กซ์ถามขึ้นพร้อมกวาดสายตามองอพาร์ตเมนต์หลังใหญ่แห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างร้านขายขนมปังกับสถานรับเลี้ยงเด็ก

"เคยได้ยินไหม ที่เขาว่าหากคนเราบกพร่องด้านใดด้านหนึ่งก็จะมีพรสวรรค์ทางด้านอื่นเข้ามาทดแทน" เยซินตอบพลางใช้นิ้วชี้เคาะขมับตัวเองเบา ๆ "ผมเป็นคนความจำดีล่ะ"

"ขอบคุณนะที่อุตส่าห์เดินมาส่ง"

"ไม่เป็นไรครับ"

เยซินยิ้มอย่างผ่อนคลาย ในใจนึกทั้งอยากรู้และอยากเห็นว่าอีกฝ่ายอาจจะกำลังยิ้มอยู่เหมือนกันหรือเปล่า

"งั้น...ราตรีสวัสดิ์" เขาตัดสินใจบอกลา ก่อนที่แขนข้างหนึ่งจะถูกรั้งไว้ด้วยมืออันแข็งแรงอีกครั้ง

"ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผมยังไม่ได้ขอโทษคุณเลย" แม็กซ์พูด

"ขอโทษเรื่องอะไร"

"ก็ที่ผมหาเรื่องคุณไง ไหนบอกความจำดี ขี้โม้มากกว่ามั้ง"

พอคนฟังได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ

"คุณกล้าเรียกการผูกมิตรแบบนั้นว่าหาเรื่องได้ยังไง หือ"

"ผมผูกมิตรได้ดีกว่านั้นเยอะ เชื่อสิ" ชายหนุ่มตอบ ใบหน้าของเขาร้อนผ่าววูบวาบ

"ยังไงก็ขอโท-"

"...คุณชอบดูเอ็มแอลบีไหม..."

แม็กซ์อ้าปากหวอหลังถูกพูดแทรก

"เอ็มแอลบี...เบสบอลน่ะเหรอ"

"ใช่"

"ก็...ก็งั้น ๆ น่ะ ถามทำไม"

"เผอิญผมมีตั๋วสองใบคู่เดอะ ดอดจ์เจอร์สกับแคนซัสที่จะแข่งกันในวันพรุ่งนี้ แต่พี่ชายผมเขาติดธุระด่วนก็เลยไปกับผมไม่ได้แล้ว และ..."

"เดี๋ยวก่อนนะ" แม็กซ์ขัด "คุณกำลังจะบอกผมว่าคุณชอบดูเบสบอลเหรอ"

"อื้ม"

"ชอบดูเบสบอลเนี่ยนะ"

"ใช่"

"มันจะเป็นไปได้ยัง- เอ่อ...ผมเปล่าดูถูกดูแคลนคุณนะ แต่ผมอยากรู้จริง ๆ"

"ผมก็ดูของผมมาตั้งแต่เด็กแล้ว แฟนคลับเดอะ ดอดจ์เจอร์สตัวยงเชียวล่ะจะบอกให้" เยซินคุยโอ่

"และถ้าคุณอยากรู้ล่ะก็...ไปดูกับผมสิ"

"ให้ตาย คุณเซอร์ไพรส์ผมไม่หยุดเลย" แม็กซ์หัวเราะพลางปรายตามองคนร่างสูงกว่าที่ยืนรอคำตอบอย่างใจจดใจจ่อเบื้องหน้าสักครู่แล้วจึงตอบตกลงในที่สุด

"ให้ผมมารับคุณที่นี่นะ" เขาอาสา

"แน่นอน ห้าโมงเย็นเจอกัน"

"โอเค..."

ชายหนุ่มยิ้มพร้อมถอนหายใจยาวเพื่อผ่อนคลายจากอาการประหม่า

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถละสายตาไปจากชายตาบอดผู้มีเสน่ห์เปี่ยมล้นทั้งรูปลักษณ์ ทั้งวาจาผู้นี้ได้ เสียอย่างเดียวคือดันสูงกว่าเขานิดหน่อยเท่านั้น

"ยังไม่กลับอีกเหรอ" เยซินถาม

"ยัง"

คนตัวสูงหัวเราะเบา ๆ "กลับได้แล้ว ถ้าฝนตกอีกรอบจะกลับลำบาก"

พอแม็กซ์มองบรรยากาศอึมครึมโดยรอบแล้วก็นึกเห็นด้วย

"งั้น...ราตรีสวัสดิ์นะ" เขากล่าว

"ราตรีสวัสดิ์"

แม้เยซินจะเดินหายลับไปในห้องโถงยาวแล้ว แต่ชายอีกคนก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับความรู้สึกหลากหลายกำลังตีกันวุ่นวายในหัว ซึ่งสองในนั้นที่ดูเหมือนจะชัดเจนที่สุดได้แก่

หนึ่ง-เยซินเป็นคนที่น่าสนใจ

และสอง-เขาดูกีฬาเบสบอลไม่เป็น

.

.

.

เย็นวันนัดหมาย แม็กซ์ขับรถมาจอดที่หน้าอพาร์ตเมนต์ เขาพบเยซินนั่งคอยท่าอยู่แล้วที่ม้านั่งข้างทางเดิน แต่งกายสบาย ๆ คล้ายกับตอนเจอกันที่บาร์เมื่อคืนวาน: เสื้อยืดคอกลม กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าผ้าใบและเสื้อโค้ทยาวสีครีมตัวโปรด

"ไง" แม็กซ์ลงมาจากรถพร้อมเอ่ยทักทาย ชายหนุ่มอมยิ้มหลังเพิ่งสังเกตเห็นว่าเยซินพกถุงมือรับลูกเบสบอลเก่า ๆ ติดมาด้วย

"ไปกันรึยัง"

เยซินลุกขึ้นยืนพลางยื่นมือคลำร่างสันทัดเปะปะกระทั่งจับเจอท่อนแขนของเขา

"ขี้เกียจใช้ไม้เท้าแล้ว ขออนุญาตนะ" เจ้าตัวว่าพร้อมคว้าหมับแขนข้างนั้นของเขาไว้

สภาพอากาศในช่วงโพล้เพล้นี้ค่อนข้างเย็นเนื่องจากมีฝนตกหนักตลอดทั้งคืน แต่เสียงหวานใสกับสัมผัสที่แขนนั้นกลับทำให้แม็กซ์รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

.

.

.

แม้จะเงอะงะไปบ้าง แต่อย่างน้อยแม็กซ์ก็สามารถนำทางคนแปลกหน้าตาบอดเข้ามานั่งในสนามตามเลขที่ระบุในตั๋วทันเวลาการแข่งขันพอดี

คืนก่อน ชายหนุ่มยอมเสียเวลาสองสามชั่วโมงสำหรับการอ่านหนังสือเตรียมสอบเพื่อทำการบ้านวิชากีฬาเบสบอลและผลลัพธ์ที่ได้ก็แสนคุ้มค่า นั่นคือเขาไม่เข้าใจอะไรเลย

ถ้าเป็นบาสเกตบอลก็ว่าไปอย่าง...

แม็กซ์เคยเชื่อมั่นครั้งหนึ่งว่าคนแก่เรียนอย่างเขาคงไม่ตกหลุมพรางใครง่าย ๆ แน่ แต่พอเป็นเยซินแล้ว เขากลับพูดได้ไม่เต็มปากนัก

"คุณว่าผมน่าเบื่อไหม" แม็กซ์ถามขึ้นขณะนั่งชมเกมเบสบอลคู่ระหว่างลอสแอนเจลิส ดอดจ์เจอร์สกับแคนซัส ซิตี้ รอยัลส์ร่วมกับกองเชียร์นับพันคนบนอัฒจันทร์

"ถามอะไรเนี่ย" เยซินนึกแปลกใจ ดวงตาของเขามองออกไปยังสนามอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าราวกับกำลังตั้งอกตั้งใจดูเกมอยู่จริง ๆ

"อยากรู้น่ะเลยลองถามดู"

เยซินหันหน้าไปหาเขา

"พูดแบบนี้...แสดงว่าต้องไปเจอเรื่องอะไรมาแน่ ๆ"

"เล่าสู่กันฟังได้นะคุณ"

ชายหนุ่มถอนหายใจพลางสั่นศีรษะ

"มันไม่สำคัญหรอก คุณตอบคำถามผมก็พอ"

"คุณไม่น่าเบื่อนะ ถ้าเทียบกับเบสบอล"

"เบสบอลน่ะต้องเล่นกันตั้งเก้าอินนิ่ง หลายคนถึงบอกว่ามันน่าเบื่อ"

"บ้าน่า! สนุกจะตาย"

เยซินได้ยินเขาพูดโพล่งแบบนั้นก็หัวเราะลั่น

"คุณดูเบสบอลไม่เป็นด้วยซ้ำ แม็กซ์"

"อ้าว ดูถูกกันนี่นา"

"อย่ามาทำเป็นพูดดีเลย ถ้าคุณดูเป็น ป่านนี้คุณต้องรายงานเกมให้ผมฟังแล้ว"

คนร่างสูงพูดต่อ ในขณะคนที่นั่งเคียงข้างเริ่มตัวหดเล็กลงเรื่อย ๆ

"ปกติเวลาผมมากับพี่ชาย เขาจะคอยรายงานเกมให้ผมฟังเสมอแล้วก็ฟังเสียงของกองเชียร์ด้วย นั่นแหละวิธีการดูเบสบอลของผม"

"...รู้ไหม ตอนคุณมองไม่เห็น คุณจะได้ยินมากกว่าคนอื่นนะ..."

เยซินอธิบาย จากนั้นก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้พร้อมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ และผ่อนออกมาช้า ๆ อย่างสบายใจ

แม็กซ์ไม่พูดอะไรต่อนอกจากมองอีกฝ่ายก่อนจะหยิบถุงมือรับลูกเบสบอลมาสวมเล่น

"ถ้าคุณเบื่อ คุณกลับก่อนก็ได้นะ"

"ไล่กันรึไง" แม็กซ์พูดขำ ๆ แต่ตั้งใจแกล้งทำเสียงเข้มไปอย่างนั้น

"เปล่าสักหน่อย เกรงใจต่างหากเล่า"

เยซินเชิดปากเถียง กิริยาแง่งอนเหมือนเด็กนั้นทำเอาเขากลั้นหัวเราะไม่อยู่

"แทนที่จะบอกตั้งแต่แรกว่าดูไม่เป็น เอ๊ะ หรือว่าคุณอยากดูอยู่แล้ว"

เขาสั่นศีรษะปฏิเสธ

"จริง ๆ ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นที่คิดว่าเบสบอลมันน่าเบื่อ"

"แล้วคุณมากับผมทำไม"

ยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงโห่ร้องด้วยความตื่่นเต้นดีใจจากผู้คนรายล้อมก็ดังครืนทั่วทั้งสนาม เยซินหันซ้ายหันขวาพลางรัวฝ่ามือตีหน้าขาของชายหนุ่มอีกคน

"เกิดอะไรขึ้น แกรนด์ สแลมเหรอ"

"เปล่า มีคนใกล้เรารับลูกเบสบอลจากเบอร์สามสิบห้าได้"

"จริงเหรอ โชคดีจัง! นั่นโคดี้ เบลลินเจอร์เชียวนะ ผมชอบเขา"

แม็กซ์ยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วจึงหันไปดูเกมต่อ

"นี่ คุณยังไม่ตอบคำถามผมเลยนะ"

"คุณมากับผมทำไม"

เมื่อเยซินสะกิดถามอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงขยับใบหน้าคมสันเข้ามาใกล้พวงแก้มขาวบนใบหน้าหวานอ่อนเยาว์นั้น

ไม่ขอใกล้มาก แค่ขอใกล้เพียงอีกฝ่ายรับสัมผัสจากลมหายใจของเขาได้เป็นพอ

"ตอนแรกก็แค่อยากรู้ว่าคุณดูเบสบอลยังไง..."

"แต่พอคิดไปคิดมา...ผมว่าผมอยากดูคุณมากกว่า"

มือเรียวขาวผลักใบหน้าของอีกคนออกไป อมยิ้มน่าเอ็นดูบนแก้มอวบอูมแสดงให้เห็นว่าหาใช่เพราะความรังเกียจไม่ ความขวยเขินต่างหาก

"เชื่อเถอะ คุณไม่ได้น่าเบื่อหรอก"

"อย่างน้อยก็สำหรับผม..."

หากจะมีเสียงอื่นใดที่ดังกว่าเสียงจากบรรดาแฟนกีฬาเบสบอลนับร้อยพัน ก็คงเป็นเสียงหัวใจเปล่าเปลี่ยวเดียวดายสองดวงนี้ที่กำลังได้ชีวิตชีวากลับคืนมา

.

.

.

เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่ฝนตกหนัก พื้นถนนบัดนี้ชื้นแฉะและเจิ่งนองไปด้วยแอ่งน้ำเล็ก ๆ มากมาย แม็กซ์กางเสื้อแจ็คเก็ตหนังของตัวเองไว้เหนือหัวเพื่อบังฝนให้กับเยซินระหว่างเดินไปส่งที่หน้าอพาร์ตเมนต์หลังการแข่งขันจบลง

"เข้าไปข้างในก่อนไหม" เยซินถาม

"ไม่ล่ะ ดึกแล้ว ผมไม่อยากรบกวนคุณ"

"คุณเปียกมากรึเปล่า"

"นิดหน่อยน่ะ ไม่เป็นไร"

เยซินล้วงผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้คนตรงหน้า

ครั้นจะรับมากลับถูกดึงมือหนีเสียอย่างนั้น

"ผมเช็ดให้ดีกว่า"

ว่าแล้วก็ค่อย ๆ ยื่นมือออกไปข้างหน้าช้า ๆ กระทั่งสัมผัสกับใบหน้าที่ตนไม่มีวันได้มองเห็น

แม็กซ์ยืนนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายใช้ผ้าเนื้อนุ่มผืนนั้นซับใบหน้าที่ชุ่มฉ่ำของตัวเองจนแห้งดี ก่อนที่จะมีมืออีกข้างยื่นมาลูบไล้ตั้งแต่ดวงตา จมูก ปาก รวมไปถึงโครงหน้าของตนราวกับกำลังสำรวจอะไรบางอย่าง

"ทำอะไรน่ะ"

"กำลังจินตนาการว่าคุณเป็นยังไง"

"แล้วเป็นยังไง"

เยซินเอามือลง ดวงตากลมโตเลื่อนลอยเจือรอยยิ้มละไม

"ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าคุณตัวเล็กกว่าผม"

แม็กซ์ยิ้มกว้าง ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นยังไม่จางหายไป

"ขอบคุณนะ" เยซินพูดต่อหลังถูกปล่อยให้ยืนฟังเสียงสายฝนพรำมาครู่ใหญ่

แม็กซ์มองดูชายหนุ่มเดินแกว่งไม้เท้าดังก็อกแก็กไปตามทางห้องโถงอพาร์ตเมนต์ ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีอันต้องย้อนกลับมาหา

"แม็กซ์...คุณยังอยู่ตรงนั้นไหม"

"อยู่สิ" เขาขานตอบทันที

เยซินเป่าปากเบา ๆ รู้สึกใจชื้นขึ้นอย่างประหลาด

"เราจะได้เจอกันอีกรึเปล่า"

ชายหนุ่มตรงหน้าทำให้อารมณ์และหัวใจทั้งดวงของเขากระเพื่อมไหว

"ขึ้นอยู่กับคุณ"

เขาแค่นตอบหลังยืนตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ยังส่งยิ้มให้แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ใดก่อนจะเป็นฝ่ายหันหลังเดินจากมาเองพร้อมด้วยความสงสัยว่าทำไมการพูดตรง ๆ จึงกลายเป็นเรื่องยากไปได้

.

.

.

"ใครมาส่งน่ะ"

"เพื่อน"

เยซินตอบเจนเซ่น ผู้เป็นพี่ชายหลังได้ยินเสียงของเขาดังมาจากห้องนั่งเล่น

"เบนนี่เหรอ"

"ไม่ใช่ เพื่อนใหม่น่ะ เผอิญเจอกันที่บาร์เมื่อวันก่อน"

"อ๋อ...แล้วสกอร์เป็นไง"

"นายน่าจะรู้อยู่แล้วนะ"

"แหม ก็ถามดู จะได้รู้ว่าไปดูมาจริงรึเปล่า"

"เงียบไปเลย"

เจนเซ่นหัวเราะเสียงดังพลางเดินมาที่โต๊ะอาหาร ที่ ๆ น้องชายทิ้งเสื้อโค้ทชื้นน้ำฝนเอาไว้

"บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าถอดเสื้อวางเรี่ยราด ฉันขี้เกียจตามเก็บ"

"ช่วยไม่ได้ ก็นายชอบย้ายราวแขวนเสื้อเองนี่"

เจนเซ่น วัยสามสิบต้น ๆ หงุดหงิดเล็กน้อยที่โดนเถียงกลับมาแบบนั้น เขาหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือพลางมองค้อนน้องชายที่กำลังนั่งเอาผ้าขนหนูเช็ดผมเปียกอยู่ที่โซฟา

"ตกลงนายจะตอบฉันไหมว่าสกอร์เท่าไหร่"

"โอ้ คงไม่ต้องแล้วล่ะ ฉันเชื่อแล้วว่านายไปดูมาจริง ๆ ..."

"ไปได้มาได้ยังไงเนี่ย หือ"

เยซินขมวดคิ้ว "อะไร"

"ก็ลูกเบสบอลในกระเป๋าเสื้อโค้ทของนายไง ให้ตายสิ! ฉันไปดูกับนายมาไม่รู้ตั้งกี่รอบไม่ยักโชคดีแบบนี้บ้าง"

ยิ่งได้ยินเสียงเอะอะของพี่ชายก็ยิ่งสับสนงุนงงว่ามันมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทของเขาได้อย่างไร

"เอ๊ะ นี่มันเบอร์โทรศัพท์นี่"

เยซินผงะ "อะไรนะ"

"เบอร์โทรศัพท์ คงมีใครบางคนใช้ปากกาเขียนมันไว้บนลูกเบสบอล"

"นี่มันอะไรกันวะเนี่ย! มูกี้ เบ็ตส์จีบนายเหรอ" เจนเซ่นยังคงคะยั้นคะยอถามไม่หยุด

หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบหนึ่ง มือไม้สั่นระริกกำลังล้วงหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง

"โคดี้ เบลลินเจอร์มั้ง เอาล่ะ รีบบอกเบอร์มา"

.

.

.

สองหนึ่งสามเจ็ดหนึ่งสองเจ็ดห้าสองสี่

เยซินยังคงจำหมายเลขนี้ได้ขึ้นใจแม้จะล่วงเลยมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่เจนเซ่นบอก ตอนนี้เขานอนอยู่บนเตียงในห้องนอนส่วนตัว แต่หัวจิตหัวใจนั้นล่องลอยออกไปไกล

ชายหนุ่มกดลบหมายเลขดังกล่าวก่อนจะเริ่มพิมพ์มันใหม่โดยฟังเสียงตัวเลขเหล่านั้นทีละตัวอย่างระมัดระวังแล้วจึงตัดสินใจกดโทร.ออก

เสียงต่อสัญญาณที่ดังขึ้นในแต่ละครั้งทำให้เขาแทบประสาท ทว่ามันดังอยู่ไม่นานนักก่อนจะเงียบหายกะทันหัน

"ฮัลโหล..."

เยซินทักทาย หัวใจซึ่งกำลังเฝ้ารอฟังเสียงตอบกลับดวงนั้นเต้นตูมตาม

.

.

.

"ไง...คนแปลกหน้า"

.

.

.

…จบบริบูรณ์…

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

×