คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

83

ยอดวิวเดือนนี้

17

ยอดวิวรวม


83

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  12 ก.ค. 63 / 15:10 น.
นิยาย #§ [줤] #เพียงเยาว์ [มาร์คคยอม] ๒ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ถวายบังกะโลเพคะ ไรท์ตัดสินใจแต่งเพิ่มขึ้นมาอีกตอนเพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกอยากต่อความยาวสาวความยืด 5555 ไม่รู้ว่าจะมีใครเฝ้ารออยู่บ้างรึเปล่า ถ้ามีก็ขอขอบคุณมากๆเลยค่ะ


จริง ๆ ไรท์แต่งตอนที่สองนี้มาสักพักแล้ว แต่เปิดให้อ่านเฉพาะในแอปจลด. เพราะในหมวดเรื่องสั้นในเด็กดีมันให้แต่งได้แค่ตอนเดียว คือไรท์ก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาแต่งเพิ่มเติมเหมือนกันค่ะ จะลบตอนก่อนทิ้งแล้วค่อยเอามารวมเป็นหมวดนิยายเรื่องยาวก็รู้สึกเสียดายยอดวิว (ซึ่งก็มีไม่มากอยู่แล้ว 555) ฉะนั้น ไรท์ขออนุญาตเปิดหมวดเรื่องสั้นขึ้นมาอีกหมวดสำหรับตอนที่สองนี้นะคะ :) ละหากผิดพลาด ไม่ถูกใจประการใดต้องขออภัยเช่นเคยค่ะ


     ถ้าอ่านแล้วชื่นชอบก็อย่าลืมกดหัวใจ คอมเมนต์ บอกต่อกันนะคะ ขอบคุณค่ะ ^^

อ่านบทแรก คลิก → https://writer.dek-d.com/BookkieEmerson/story/view.php?id=2096368

เนื้อเรื่อง อัปเดต 12 ก.ค. 63 / 15:10


เยาว์นั่งรวมอยู่กับครอบครัววงมโหรีและบรรดาข้ารับใช้ในวังหลวง ณ ริมแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอโยธยามาอย่างยาวนาน ซึ่งโดยปกติแล้วจักมีเรือลำน้อยใหญ่สัญจรขวักไขว่จอแจ แต่เพลานี้กลับนิ่งสงบกระทั่งสามารถมองเห็นเงาสะท้อนของตนเองบนผืนน้ำสีเขียวมรกตได้อย่างชัดเจน

 

เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังหนาหูขึ้นทุกขณะเมื่อเรือพระที่นั่งลำหนึ่งกำลังเคลื่อนริ้วขบวนเข้าใกล้ท่าน้ำ ความระยิบระยับสวยงามของทองคำรวมไปถึงเหล่าเพชรนิลจินดาที่ประดับอยู่บนหัวเรือยามกระทบแสงแดดอำไพนั้นสร้างความตกตะลึงและปีติยินดียิ่งแก่เหล่าชาวประชาที่มาเฝ้ารอรับเสด็จตั้งแต่ตะวันยังโผล่มิพ้นขอบฟ้าดี

 

เยาว์มิได้ให้ความสนใจกับความงดงามสมคำร่ำลือเหล่านั้นเท่าคนอื่น ๆ เพราะมัวแต่ซักไซ้ไล่เลียงนางแจ่ม ผู้เป็นมารดาเกี่ยวกับผู้มาเยือนพระองค์นี้

 

นับตั้งแต่ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาในวังหลวงด้วยพระเมตตาบารมี นางแจ่มก็มีโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายการรับใช้พระอัครมเหสีบ่อยครั้ง นางบอกบุตรชายว่าพระองค์ทรงมีศักดิ์เป็นพระอนุชาต่างมารดาของเจ้าฟ้ามั่น ปัจจุบันทรงประทับ ณ พระราชวังเล็ก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ

 

เมื่อรู้ดังนั้น เยาว์ก็อดมิได้ที่จักชะโงกมองหาเสียประเจิดประเจ้อ ทำเอาผู้เป็นแม่ต้องทั้งดึงทั้งฉุดให้นั่งลงและเอ็ดถึงความไม่เหมาะสมชุดใหญ่

 

เสียงดังจุกจิกน่ารำคาญหูของสองแม่ลูกเรียกร้องให้เจ้าชายซึ่งทรงประทับอยู่บนพระที่นั่งตั่งไม้สักเคียงข้างพระบิดากับพระมารดาต้องเอี้ยวมอง

 

หญิงเจ้าเนื้อผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นแม่ครูวงมโหรีในพระอุปถัมภ์สลดลงในบัดดลเมื่อสบดวงพระเนตรอันเยือกเย็นคู่นั้น จักมีก็แต่บุตรชายของนางที่ยังหาญกล้าจ้องเขม็ง

 

เจ้าฟ้าหนุ่มรูปงามทรงมิได้ว่ากล่าวอันใดนอกจากแย้มพระสรวลให้ จากนั้นก็ทรงพระดำเนินติดตามพระขัตติยวงศ์เพื่อต้อนรับเสด็จ

 

สองพี่น้องเชื้อสายกษัตริย์ทรงสวมกอดกันอย่างรักใคร่และมีพระดำรัสทักทายตามประสาญาติสนิทครู่ใหญ่ที่บริเวณท่าน้ำ

 

คณะคนดนตรีในพระอุปถัมภ์ถวายความเคารพอีกคราขณะพระองค์เสด็จผ่าน

 

เยาว์แลเห็นโอกาสสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนจึงรีบเงยหน้าขึ้นมาเร็วกว่าคนอื่น

 

เจ้าฟ้าจากแขวงเมืองวิเศษไชยชาญพระองค์นี้ทรงพระสิริโฉมเฉกเช่นพระเชษฐาด้วยพระวรกายสูงโปร่ง ทรงมีพระพักตร์ละม้ายพระบิดาอยู่บ้าง แต่พระเนตรเรียวแหลมเป็นเอกลักษณ์คู่นั้นคงสืบทอดมาจากพระมารดาเป็นแน่

 

เยาว์ได้ยินพระนามเต็มของพระองค์ไม่ถนัดนัก แต่แว่ว ๆ เหมือนเจ้าฟ้ามั่นจักโปรดเรียกพระองค์ว่า 'องค์บุญ'

 

ครั้นถูกมองกลับบ้างก็ทำเอาตกอกตกใจมิใช่น้อย... เยาว์ตะลีตะลานก้มหน้างุดกับผืนดินพอรู้ตัวว่าถูกจับได้

 

"มีอันใดรึ น้องพี่"

 

เจ้าฟ้ามัฆวานตฤณโชติตรัสถาม

 

"เปล่าพะยะค่ะ"

 

พระเนตรคู่เล็กยังทรงจับจ้องหนุ่มสามัญชนจอมสงสัยผู้โค้งหมอบแทบเบื้องพระบาท ก่อนเสด็จผ่านไปเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

 

เยาว์ยกลำตัวขึ้นนั่งพับเพียบดังเดิมพร้อมกับอาการเหน็บชาที่น่อง เหลือบเห็นพระพักตร์ของเจ้าฟ้าสองพี่น้องกำลังทรงเหลียวหลังไว ๆ

 

พระองค์หนึ่งแย้มพระสรวลกว้าง ส่วนอีกพระองค์หนึ่งนั้นเรียบเฉย ยากจักคาดเดา

 

 

 

 

"คราวก่อนวงปี่พาทย์ มาคราวนี้ก็วงมโหรี ดูท่าพระองค์ยังโปรดศิลปะดนตรีมิเสื่อมคลาย"

 

"ทรงรับมาจากที่ใดหรือพะยะค่ะ"

 

เจ้าฟ้าเจนธรรมบริทัตหรือองค์บุญตรัสกับพระเชษฐาซึ่งมีพระชนมายุมากกว่าเพียงไม่กี่ชันษาขณะกำลังทอดพระเนตรการบรรเลงบทเพลงโดยวงมโหรีประจำพระราชสำนักที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดแสดงเป็นการต้อนรับ

 

"วงมโหรีวงนี้เดิมทีอยู่ที่แขวงบางช้าง แต่ระหกระเหินมาหากินที่นี่ พี่บังเอิญไปพบเข้าจึงตัดสินใจรับมาอุปถัมภ์"

 

"เจ้าคิดว่าอย่างไรบ้าง องค์บุญ"

 

"ไพเราะยิ่งพะยะค่ะ"

 

"หม่อมฉันใคร่สนใจแม่หญิงผู้นั้นนัก นางเป็นใครหรือพะยะค่ะ"

 

พระอนุชาต่างมารดาตรัสถามแล้วทรงชี้ไปที่กลางเวที

 

"หญิงที่สีซอสามสายอยู่น่ะรึ"

 

"นางชื่อแย้ม เป็นบุตรสาวคนโตของแม่ครูประจำวง"

 

เจ้าฟ้าผู้พี่ตรัสตอบพลางยกแก้วน้ำเสวยพระสุธารสที่มีกลิ่นหอมเย็นอ่อน ๆ จากดอกมะลิ

 

"หม่อมฉันหมายถึงหญิงที่ตีระนาดเอกต่างหากพะยะค่ะ"

 

เมื่อทรงสดับดังนั้นก็ทรงเกิดแปลกพระทัย

 

"กระนั้นหรอกรึ"

 

"พะยะค่ะ นางช่างงามด้วยเสน่ห์และฝีไม้ลายมือโดยแท้"

 

"จักว่าไปก็พิลึกชอบกลที่วงมโหรีของพระองค์มีมือระนาดเอกเป็นหญิง"

 

เจ้าฟ้ามัฆวานตฤณโชติหรือองค์มั่นทรงพระสรวลเบา ๆ พอทรงทราบว่าพระอนุชาก็ทรงคิดเฉกเช่นเดียวกับพระองค์เมื่อครั้นพบเยาว์เป็นครั้งแรก

 

"ผิดแล้ว น้องพี่ จงเพ่งพินิจให้ดีเถิด"

 

"มือระนาดเอกผู้นี้เป็นชาย หาใช่หญิงอย่างที่เจ้าคิดไม่"

 

พระอนุชาขมวดพระขนงเข้มเข้าหากันอย่างฉงนและทรงโต้แย้งพระเชษฐาด้วยความไม่ปักพระทัยเชื่อ

 

"พระองค์กำลังใคร่ชี้แจงหม่อมฉันว่ามือระนาดเอกผู้นั้นเป็นชาย แต่มีใบหน้าหวานละไมคล้ายหญิงกระนั้นหรือ จักเป็นไปได้อย่างไรพะยะค่ะ"

 

เจ้าฟ้าผู้พี่ไม่ตรัสเพิ่มเติมนอกจากแย้มพระสรวลบาง ๆ พลางมองพระอนุชาหุนหันลุกจากเก้าอี้ประทับเสด็จไปยังหน้าเวทีซึ่งเยาว์กำลังนั่งตีระนาดเอกพร้อมกับเหล่าพี่น้องและสหาย

 

 

 

 

ต่อให้มีผู้ชมเป็นหมื่นแสน เยาว์ยังรู้สึกตื่นเต้นปนกังวลใจไม่เท่าองค์เจ้าฟ้าหนุ่มพระองค์เดียว และยังไม่ล่วงรู้ด้วยว่าเมื่อใดถึงจักทำใจให้ชินชากับการบรรเลงมหรสพภายในวังได้เสียที

 

มิหนำซ้ำ วันนี้ยังมีเจ้าฟ้าอีกพระองค์มาจด ๆ จ้อง ๆ ตนอีก ก็ทำให้ยิ่งประหม่าเข้าไปใหญ่

 

"ไม่อยากเชื่อเลย เจ้าเป็นชายจริง ๆ ด้วย"

 

ถ้อยคำตรัสของเจ้าฟ้าเจนธรรมบริทัตกับรอยแย้มพระสรวลชื่นชมจนพระเนตรแคบตี่นั้นรบกวนสมาธิไม่น้อย

 

นี่เราต้องเจอคนทายทักเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไรหนอ...

 

เยาว์หยุดความว่อกแว่กไว้เพียงเท่านั้น เพราะถ้าหากพลั้งมือตีผิดลูกขึ้นมา เจ้าฟ้ามั่นทรงมีอันต้องอับอายเป็นแน่

 

แต่เยาว์หารู้ไม่ว่า เจ้าฟ้าองค์โตซึ่งกำลังทอดพระเนตรเหตุการณ์เบื้องหน้าอยู่อีกฟากหนึ่งก็ทรงเกิดความว้าวุ่นในพระทัยมิต่างกัน

 

 

 

 

"มิใช่ลูกนั้น อีกลูกหนึ่งตรงขวามือเอ็งต่างหาก"

 

บุญผ่องแหงนคอตะโกนพลางชี้นิ้วสั่งสหายซึ่งห้อยโหนอยู่บนต้นมะม่วงใหญ่ที่กำลังมีลูกดกเต็มต้น เสียดายที่บางลูกเก็บกินไม่ทัน ถูกทิ้งไว้จนงอมและเน่าตายคาขั้ว

 

เยาว์เหนี่ยวกิ่งมะม่วงสีเหลืองลูกเป้าหมายที่ชะรอยว่าเนื้อข้างในคงจะนุ่มหวานหอมไว้มั่น แล้วถึงปลดให้ร่วงใส่มือบุญผ่องที่ปรี่เข้ามารับอย่างแม่นยำ

 

"เอาล่ะ พอแล้ว เอ็งรีบลงมาเถิด ประเดี๋ยวไอ้แกละมันมาเห็นเข้าจักฉิบหายกันหมด"

 

"ไอ้แกละมันก็แค่เด็กก้นครัวตัวเท่าลูกหมา เอ็งจักกลัวกระไร"

 

"นี่เอ็งยังไม่รู้ล่ะสิท่า พักนี้มันริอ่านตีสนิทกับองค์มั่นและดูท่าพระองค์ก็ทรงเอ็นดูมันด้วย เพลาเสด็จประพาสต้นทีไร ข้าเห็นมันเดินตามพระองค์ต้อย ๆ ทุกครา"

 

"วันก่อน ข้ากับพี่แย้มแอบมาเก็บมะม่วงจากต้นนี้แล แล้วมันดันทะเล่อทะล่ามาเห็นเข้า เอาเรื่องไปทูลฟ้องพระองค์เสียใหญ่โตว่าข้ากับพี่เอ็งเป็นหัวขโมย เดชะบุญที่ทรงไม่ลงอาญา พูดแล้วยังแค้นใจไม่หาย ผีเด็กกลับชาติมาเกิดแท้ ๆ"

 

นางร่ายยาวพลางกัดฟันกรอด ๆ และยิ่งหัวเสียเมื่อเห็นเยาว์หัวเราะเยาะ

 

"เอ็งน่ะระวังตัวไว้ให้ดีเถิด องค์มั่นจักทรงลงอาญาเอ็งเข้าสักวัน"

 

"แค่เรื่องแอบเก็บมะม่วงไปกินนี้น่ะรึ"

 

เยาว์ย้อนถามหน้าเป็น

 

"ในเมื่อเอ็งรอด ข้าก็ต้องรอดเหมือนกันนั่นแล" จากนั้นก็ค่อย ๆ ปีนลงจากยอดต้นไม้อย่างแคล่วคล่องว่องไว

 

"มิใช่เรื่องนั้นดอก เยาว์เอ๋ย..."

 

"เรื่ององค์บุญต่างหาก"

 

ใบหน้าขาวของหนุ่มน้อยมือระนาดเอกแห่งวงมโหรีหลวงฉายแววสงสัยขึ้นมาทันที

 

"เรื่ององค์บุญเกี่ยวข้องอันใดกับข้าด้วยเล่า"

 

บุญผ่องได้ยินดังนั้นก็ทิ้งกระบุงหวายที่มีผลมะม่วงอยู่เต็มลงกับพื้นพร้อมยกแขนทั้งสองข้างเท้าสะเอว ดวงตาดำขลับทอประกายกราดเกรี้ยวปนริษยาเล็ก ๆ

 

"แหม เอ็งอย่ามาทำไขสือไปหน่อยเลย ข้าเห็นองค์บุญจ้องเอ็งตา..."

 

ยังไม่ทันชี้แจงให้ได้ความ เจ้าฟ้าต่างถิ่นผู้กำลังถูกครหาก็เสด็จผ่านมาโดยไม่คาดฝัน ทำเอาทั้งสองคุกเข่าถวายความเคารพแทบไม่ทัน

 

"พวกเจ้าสองคนทำกระไรกันอยู่รึ"

 

แม้จักกล่าวถึงสอง ทว่าพระเนตรเปี่ยมแววสนพระทัยดวงเดิมกลับทรงจับจ้องพ่อหนุ่มมือระนาดเอกรูปงามผู้เดียว

 

"เก็บมะม่วงกันอยู่ล่ะสิ ข้าขอสักลูกหนึ่งได้หรือไม่"

 

"ด้วยความยินดีเป็นล้นพ้นเพคะ ใต้ฝ่าพระบาท"

 

บุญผ่องจีบปากจีบคอซึ่งฟังดูก็รู้ว่าลึก ๆ แล้วหวั่นเกรงเพียงใด เพียงแต่ทำใจแข็ง เอารอยยิ้มและการแสดงออกถึงความจงรักภักดีเข้าสู้เท่านั้น

 

เจ้าฟ้าเจนธรรมบริทัตแห่งแขวงเมืองวิเศษไชยชาญทรงหยิบมะม่วงสีเหลืองทองลูกหนึ่งขึ้นมาตรวจดูสลับกับลูกที่ห้อยอยู่บนต้นใหญ่

 

"ผู้ใดเป็นคนปีนขึ้นไปเก็บ"

 

เยาว์เหลียวซ้ายแลขวาก่อนจักตอบว่าเป็นตนเอง

 

"ข้าอยากได้มะม่วงลูกนั้น เจ้าปีนขึ้นไปเก็บให้ข้าหน่อยสิ ส่วนเจ้ามีธุระอันใดก็รีบไปทำเถิด"

 

หนุ่มน้อยวัยยี่สิบเอ็ดฝนมองตามพระดัชนีที่ทรงชี้ไปยังมะม่วงลูกใดสักลูกหนึ่งบนต้นแล้วลอบถอนหายใจราวกับเหนื่อยหน่าย บุญผ่องสังเกตเห็นจึงแอบกระทุ้งศอกใส่แขนเจ้าตัวเบา ๆ ก่อนจักรีบทูลลาไปพร้อมกับมะม่วงสุกกระบุงใหญ่ ทิ้งให้เพื่อนชายเผชิญหน้ากับพระโอรสในพระเจ้าแผ่นดินเพียงผู้เดียว

 

"เจ้าชื่อเยาว์ใช่หรือไม่"

 

"พะยะค่ะ"

 

ทรงขยับแย้มพระสรวลบาง

 

"เยาว์สมชื่อ"

 

ครั้นสบสายพระเนตรของพระองค์ก็พลันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ อดคิดหมิ่นมิได้ว่าไยแววความกรุ้มกริ่มจึงล้นเกินความน่าครั่นคร้ามอันพึงมีในฐานะเชื้อพระวงศ์นัก

 

เยาว์ไม่ตอบโต้พลางกุลีกุจอปีนขึ้นไปเก็บผลมะม่วงให้เสร็จลุล่วงโดยเร็ว แม้จักไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไร

 

"ใช่ลูกนี้หรือไม่พะยะค่ะ"

 

เยาว์ถามขณะชี้ไปยังลูกที่ตนคิดว่าสีสวยน่ากินที่สุด

 

"ใช่แล้ว ลูกนั้นแล"

 

เยาว์จึงเอื้อมมือไปเหนี่ยวขั้วแล้วจัดการเด็ดมันออกมาเก็บไว้กับตัวอย่างง่ายดาย

 

"โยนลงมาสิ ข้ารอรับอยู่"

 

"มิได้ดอกพะยะค่ะ ให้ข้าพระพุทธเจ้านำลงไปถวายดีกว่า"

 

"โยนลงมาเถิด มิเช่นนั้นเจ้าจักปีนลงมาอย่างไรเล่า"

 

"แต่นั่นหมายถึงการหมิ่นพระเดชานุภาพนะพะยะค่ะ"

 

เยาว์ยืนกราน

 

"เจ้าอุตส่าห์มีน้ำใจ ข้าไม่ถือดอก เร็วเข้าเถิดหนา"

 

เจ้าฟ้าทรงยืนยันเสียงขึงขัง สองพระหัตถ์ผายออกรอรับมะม่วงมีบุญในมือของหนุ่มนักดนตรีแห่งวังหลวง

 

กลัวหมิ่นพระเดชานุภาพก็กลัว กลัวปีนตกลงมาคอหักตายก็กลัว เวรกรรมแท้ ๆ เยาว์เอ๋ย...

 

มือขาวเกาะลำต้นไม้งก ๆ เงิ่น ๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจทำตามพระประสงค์

 

ทว่าพอทำท่าจะปล่อยให้ผลมะม่วงให้ร่วงลงมานั้น หางตาก็ดันเหลือบไปเห็นเจ้าฟ้ามัฆวานตฤณโชติกำลังเสด็จตรงเข้ามาหาเสียก่อน

 

เยาว์ไม่รู้ว่าตนคิดไปเองหรือไม่ แต่สีพระพักตร์ขององค์มั่นเปลี่ยนไปครั้นทรงเห็นตนกับเจ้าฟ้าเจนธรรมบริทัตอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

 

ว่าแล้ว หนุ่มน้อยไม่รีรอ รีบตะกายลงมาจากต้นไม้ใหญ่อย่างว่องไวปานกระรอกจนเกือบพลาดท่าเสียหลัก โชคดีที่ชะตายังไม่ถึงฆาต

 

แต่ก็ไม่แน่...

 

"เจ้ากำลังคิดกระทำการใด แล้วไยจึงบังอาจสนทนากับน้องข้าโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นนี้"

 

ถึงแม้ว่าจักทรงพยายามซ่อนเร้นความฉุนเฉียวในพระทัยมิให้เปิดเผยออกมามากเกินสมควร แต่พระสุรเสียงที่แฝงไปด้วยพระบารมีเฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่านั้นช่างน่าเกรงขามนัก

 

"หม่อมฉันใคร่เสวยมะม่วง พ่อเยาว์ก็เลยอาสาปีนขึ้นไปเก็บให้..."

 

"พระองค์ทรงอย่าได้ถือโทษพ่อเยาว์เลยพะยะค่ะ"

 

เจ้าฟ้าผู้น้องทรงออกพระพักตร์รับแทนอย่างมีไมตรีจิต แม้นในแววพระเนตรจักเจือความยำเกรงพระเชษฐาอยู่บ้างก็ตาม

 

"แล้วไยจึงไม่บอกพี่ พี่จักได้สั่งให้คนครัวจัดไว้ให้"

 

เมื่อได้ยินพระองค์ตรัสเช่นนั้น พระอนุชาก็ทรงหันพระพักตร์ไปแย้มพระสรวลกระมิดกระเมี้ยนให้คนผิวขาวที่บัดนี้มอมแมมและชุ่มโชกด้วยเหงื่อกาฬยืนถือมะม่วงผลโตอยู่ข้างเคียง

 

หลังผลัดกันส่งรอยยิ้มแห้ง ๆ ไปมา เยาว์ก็ได้ยินองค์มั่นทรงกระแอมกระไอเบา ๆ เหมือนขัดจังหวะ

 

"หลังพระกระยาหารเย็น เจ้าจงไปบอกคนครัวให้เสริมมะม่วงสุกเป็นของหวานสำหรับเจ้าฟ้าเจนธรรมบริทัตด้วย…"

 

"ได้ยินหรือไม่ พ่อเยาว์"

 

พระสุรเสียงของพระองค์มั่นแข็งเข้มทุกครายามที่ต้องตรัสย้ำ

 

"พะยะค่ะ"

 

เยาว์ตอบ หลังจากนั้นก็ยืนฟังสองเชื้อพระวงศ์สนทนากันในเรื่องที่ตนไม่รู้ความ กระทั่งพระองค์หนึ่งเสด็จจากไป

 

แต่อีกพระองค์ยังทรงยืนวางมาดกอดพระอุระ ตีสีพระพักตร์ขึงตึงกลางร่มเงาใต้มะม่วงใหญ่

 

เยาว์เริ่มสะบัดร้อนสะบัดหนาว นึกหวั่นใจจักโดนลงอาญาแทนบุญผ่องกับแย้ม เพราะเมื่อพินิจพระอารมณ์แล้ว ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทรงกริ้วกับผู้ใดมา

 

"อย่าให้ข้าเห็นว่าเจ้าแสดงกิริยาอวดกล้าต่อหน้าญาติพี่น้องของข้าอีก เข้าใจหรือไม่"

 

หนุ่มชาวบางช้างพยักหน้ารับเนิบ ๆ พลางแอบทำหน้ามุ่ยไม่พอใจที่ถูกตำหนิ

 

"แล้วดูเอาเถิด เนื้อตัวสกปรกมอมแมมนัก ทีหลังหากใคร่เก็บมะม่วงอีกก็จงไปหาไม้มาสอยเสีย มิใช่ปีนขึ้นไปเยี่ยงลิงเยี่ยงค่าง เกิดพลาดท่าขึ้นมาจักเจ็บตัวเปล่า ๆ"

 

"เข้าใจหรือไม่"

 

เยาว์พยักหน้าเป็นครั้งที่สอง มิหนำซ้ำยังลอบถอนหายใจระบายความเบื่อหน่ายอีก ทำเอาองค์มั่นถึงกับเม้มพระโอษฐ์แน่นในท่าทียั่วพระโทสะนั้น

 

"ทีอยู่กับข้าล่ะรั้นจริงเชียว กับน้องข้าไยจึงอ่อนหวานเหลือเกิน"

 

"ขนาดมดยังมิอาจต้านทานได้เลย..."

 

ทั้ง ๆ ที่เป็นพระดำรัสเชิงประชดประชัน แต่กลับแฝงความกระเซ้าเย้าแหย่ไว้ด้วย

 

"พระองค์!"

 

เยาว์เชิดปากแผดเสียงลั่นปานเด็กยังไม่เดียงสาและเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างขุ่นเคืองใจ ขณะที่องค์มั่นทรงพระสรวลกระซิกกระซี้ ลบภาพเจ้าฟ้าผู้เคร่งขรึมก่อนหน้านี้ไปจนสิ้น พร้อมทรงหยิบมดแดงตัวใหญ่สองสามตัวออกมาจากกอผมดำขลับแม้อีกฝ่ายพยายามปัดป้อง

 

"กลั่นแกล้งข้าสนุกนักหรือพะยะค่ะ"

 

เยาว์ย้อนถาม ดวงหน้าหวานปานอิสตรีงอเป็นกระจ่า

 

"ก็ข้าไม่ชอบ"

 

"ไม่ชอบกระไร"

 

องค์มั่นทรงหันมองคนถามที่กำลังค้อนปะหลับปะเหลือก

 

"ก็ไม่ชอบที่เจ้าอยู่กับชายอื่นตามลำพังเช่นนั้น"

 

"แต่องค์บุญหาใช่ใครอื่นของพระองค์ไม่"

 

นิสัยเถียงคำไม่ตกฟากของหนุ่มไพร่ฟ้าผู้นี้สร้างความผิดพ้องหมองพระทัยแก่เจ้าชายไม่น้อย

 

"อย่างไรเสียก็หาใช่ข้า..."

 

"เจ้าคิดว่าตนเองมีสิทธิกระเง้ากระงอดได้เพียงผู้เดียวหรือ"

 

ทรงยอกย้อนแกมตัดพ้อ ทว่าครั้นทอดพระเนตรเห็นดวงหน้างามเกินชายของอีกฝ่ายกำลังอมยิ้มขบขันแล้ว จึงเป็นการยากที่จักทรงปั้นพระพักตร์ให้สงบนิ่งต่อไปได้

 

"คืนนี้จงมาพบข้าที่ห้องบรรทมหลังเพลาอาบน้ำเช่นเดิม"

 

เจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์ตรัสด้วยพระสุรเสียงที่ผ่อนคลายลงหลังทรงถูกรอยยิ้มน่ารักชะโลมล้างความขุ่นเคืองในพระทัย

 

แม้นการขัดพระกระแสรับสั่งจักเป็นการกระทำที่มิบังควรอย่างยิ่ง แต่เยาว์ก็เลือกที่จักปฏิเสธอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

"ข้าแต่องค์เจ้าฟ้า จนถึงบัดนี้ ข้ายังไม่มีบทเพลงใหม่ ๆ จักทูลบรรเลงถวายแด่พระองค์เลย ฉะนั้น ได้โปรดทรงพระกรุณาให้เพลาข้าอีกสักหน่อยเถิดพะยะค่ะ"

 

สิ้นเสียงวิงวอนของมือระนาดเอกประจำวังหลวง พระผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนก็แย้มพระสรวลปลอบโยนพร้อมทรงลูบกอผมชุ่มเหงื่อกาฬด้วยความรักใคร่

 

"แท้จริงแล้ว... การที่ข้าเรียกเจ้ามาบรรเลงดนตรีขับกล่อมทุกค่ำคืนนั้น ข้าหาได้สนใจสดับตรับฟังมากไม่"

 

พอตรัสจบ พระองค์ก็ทรงโน้มพระพักตร์เข้ามาใกล้ดวงหน้าหวานละมุน กระทั่งลมหายพระทัยอุ่น ๆ สัมผัสกับพวงแก้มแดงสุกปลั่ง

 

"ข้าสนใจเพียงเจ้าเท่านั้นแล เยาว์เอ๋ย"

 

พระสุรเสียงของพระองค์ช่างนุ่มนวลปานสายลมเย็นสดชื่นที่พัดผ่านมาอย่างประจวบเหมาะ มันมิได้พัดพาฝุ่นละอองหรือเศษใบไม้แห้งเฉาบนผืนธรณีไปอย่างเดียว…

 

...เพราะแม้แต่หัวใจดวงน้อยที่กำลังไหวสะท้านของเยาว์ก็พาลปลิดปลิวตามไปด้วย…

 

 

 

เยาว์นั่งอยู่หน้าคันฉ่องภายในห้องของตนซึ่งเป็นเรือนไม้หลังเอี่ยมและยังคงมีกลิ่นใหม่กรุ่นอยู่จาง ๆ สายตามองทอดยาวไปยังดวงจันทรานอกหน้าต่างที่กำลังส่องแสงแพรวพราวแข่งขันกับหมู่ดาวนับร้อยยามราตรี แต่แสงของมันหาได้สว่างพอไม่ เยาว์จึงต้องอาศัยแสงไฟจากตะเกียงตัวเขื่องช่วยเสริมอีกแรง

 

เยาว์ทำความสะอาดใบหน้าและผิวพรรณอย่างพิถีพิถันพร้อมแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านเช่นทุก ๆ ครั้งที่เจ้าฟ้ามัฆวานตฤณโชติทรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า

 

ทว่าครั้งนี้ไม่มีเครื่องดนตรีใดติดสอยห้อยตามไปด้วยเลย เยาว์จึงรู้สึกตัวเบาหวิวผิดปกติระหว่างเดินหิ้วตะเกียงกร่อม ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นชื้นผ่านด่านทหารเวรยามเฝ้าพระที่นั่งไปอย่างง่ายดาย

 

เยาว์ยังจำครั้งแรกที่เข้ามาในพระที่นั่งส่วนพระองค์แห่งนี้ได้ดี ตนแบกจะเข้ที่ทั้งใหญ่ทั้งหนักเดินวกไปวนมาในเขตพระราชวังอยู่นานสองนานกว่าจะพบ จนองค์มั่นถึงกับตรัสแซวว่าหากมาช้ากว่านี้คงง่วงจริง ๆ โดยไม่ต้องบรรเลงเพลงขับกล่อมแล้ว

 

ภายในห้องพระบรรทมอันสว่างไสวด้วยไฟสีเหลืองนวลจากตะเกียงและเปลวเทียนหอมนั้นว่างเปล่า เยาว์ทรุดนั่งลงบนพื้นไม้อย่างเกร็ง ๆ พลางมองไปรอบ ๆ เบื้องหน้าคือพระแท่นบรรทมขนาดใหญ่ซึ่งมีผ้าแพรถูกขึงไว้จนเรียบตึง แสดงให้เห็นว่าพระองค์ยังไม่เสด็จเข้ามาประทับ ใกล้ ๆ กันนั้นมีโต๊ะทรงพระอักษรกับตู้เก็บของใช้ส่วนพระองค์ที่ล้วนมีลวดลายวิจิตรงดงาม

 

"มาตรงเพลาเหมือนเคย"

 

เยาว์สะดุ้งเล็กน้อย สิ่งที่คิดเรื่อยเปื่อยในหัวสลายไปหมดสิ้นเมื่อเห็นเจ้าฟ้ามัฆวานตฤณโชติเสด็จข้ามธรณีประตูเข้ามา

 

องค์มั่นทรงประทับ ณ พระแท่นบรรทม ทรงนุ่งพระภูษาโสร่งสีเข้ม เปลือยพระวรกายท่อนบนประหนึ่งเพิ่งสรงน้ำเสร็จ พร้อมทอดพระเนตรมองคนที่กำลังถวายความเคารพแทบเบื้องพระบาทอย่างพินิจพิเคราะห์

 

"เสื้อตัวนี้ใช่ตัวที่ข้าซื้อให้เจ้าหรือไม่"

 

เยาว์พยักหน้ารับ "พะยะค่ะ"

 

"อืม... เหมาะกับเจ้าดี"

 

"ที่พระองค์เรียกข้ามาพบในคืนนี้ ทรงใคร่ให้ข้าถวายการรับใช้สิ่งใดหรือพะยะค่ะ"

 

องค์มั่นแย้มพระสรวลพลางทรงประคองคนผิวขาวนุ่มให้ขึ้นมานั่งเคียงพระวรกาย

 

"ข้ามีคำถามใคร่จักถามเจ้าให้แน่ใจ"

 

"คำถามอันใดหรือพะยะค่ะ"

 

คราวนี้ เยาว์หลุบตามองต่ำ มิอาจหาญกล้าสบพระเนตรลุ่มลึกอย่างเคย ความขวยเขินบางประการก็ผุดขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ ในใจทุกครายามชิดใกล้กับเจ้าฟ้าผู้ทรงพระสิริโฉมพระองค์นี้

 

"เจ้ารักข้าบ้างหรือไม่"

 

"ไยใต้ฝ่าพระบาทจึงถามข้าเช่นนี้"

 

พระดำรัสถามประโยคนั้นทำให้หัวใจของเยาว์แขวนลอยสูงและพาลสั่นสะท้านไปทั้งทรวงยามถูกเชยคางสวยให้เงยขึ้นมองพระองค์โดยตรง

 

"เพราะข้าใคร่รู้ว่าข้าควรเดินหน้าต่อหรือยอมจำนน"

 

ทรงเกริ่นอย่างมีนัยสำคัญ

 

"เจ้านี่ช่างยากแท้หยั่งถึงนัก ประเดี๋ยวอ่อนหวาน ประเดี๋ยวแง่งอน"

 

"ประเดี๋ยวก็ทำตัวเหมือนลิงทะโมนเหมือนเมื่อช่วงกลางวัน"

 

อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ค้อนขวับทำตาเขียวใส่ ทั้งยังเบือนหน้าหนีและกระหมิบปากบ่นกับลมกับฟ้าอีกต่างหาก

 

"เห็นหรือไม่ ข้าเคยพูดผิดเสียเมื่อไร"

 

"ข้าแค่หวังว่าที่ข้าครวญคิดมาตลอดว่าเจ้าเองก็รักข้านั้น ข้าเข้าใจถูกต้องแล้ว"

 

"แล้วเจ้าล่ะ จักใจไม้ไส้ระกำปล่อยให้ข้ารักอย่างเดียวดายได้ลงคอเชียวหรือ"

 

พระหัตถ์หนายื่นเข้ามาหมายจะเชยคางอีกสักครา แต่เยาว์กลับหันมามองเสียก่อน และเห็นพระองค์กำลังแย้มพระสรวลกว้าง

 

ตั้งแต่ครั้งแรกที่บุญพาวาสนาส่งจากบางช้างให้มาพบเจ้าฟ้า ณ กรุงอโยธยาแห่งนี้ เยาว์มักเฝ้าถามตนเองเสมอว่าจักต้องตกหลุมรักรอยยิ้มพิมพ์ใจของพระองค์ไปอีกนานเท่าใดกัน

 

"พระองค์ก็ทรงทราบคำตอบอยู่แล้ว เหตุไฉนจึงถามข้าอีก"

 

"ก็ข้าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดมาก่อน ข้ากลัวว่าเจ้าจักไม่เรียกมันว่าความรัก"

 

พระองค์ทรงโต้ด้วยพระอากัปกิริยาตัดพ้อปนออดอ้อน

 

"แล้วข้าต้องพูดอย่างไรบ้าง..."

 

"คำว่ารักในภาษาของพระองค์นั้นเหมือนกับที่สามัญชนอย่างข้าใช้กันหรือไม่..."

 

พระหัตถ์ที่ไล้ผมดำเรื่อยลงมาจนถึงพวงแก้มนุ่มทำให้หัวใจของหนุ่มน้อยมือระนาดเอกเต้นแรง

 

"ก็รักนั่นแล"

 

"ไม่มีคำอื่นใดอีก..."

 

เยาว์พลันรู้สึกว่าโลหิตทุกหยดในร่างกายต่างไหลเวียนมารวมกันที่ใบหน้าร้อนผ่าว ภายในพระเนตรงามคู่นั้นสะท้อนภาพของตนเองกำลังแย้มยิ้มเขินอายหลังถูกพระองค์ชี้แนะจนกระจ่างแจ้ง

 

กลิ่นหอมบริสุทธิ์คล้ายดอกโมกที่โชยจากลำคอระหงส์มากระทบพระนาสิกกระตุ้นให้เจ้าฟ้าทรงขยับพระวรกายชิดใกล้ สองพระหัตถ์หนาอันเคยสัมผัสศาสตราวุธ บัดนี้ถูกทดแทนด้วยการใช้ปลดกระดุมเสื้อและลูบไล้แผงอกขาวเนียนของคนที่พระองค์เองรักใคร่

 

องค์เจ้าฟ้าทรงจุมพิตประทับบนบ่ากว้างรวมถึงซอกลำคอกรุ่นกลิ่นดอกโมก ข้ามไปยังดวงตากลมซึ่งกำลังหลับพริ้มอย่างเคลิบเคลิ้มภายใต้สัมผัสอันนุ่มนวลละมุนละไมและจบลงที่หน้าผากขาวร้อนซ่านความเสน่หา

 

"เจ้าพอใจจักมอบให้ข้าได้มากเท่าใด"

 

พระโอษฐ์เรียวบางยังไม่ถอยออกห่างจากเป้าหมาย เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยคำหวานเท่านั้น

 

เยาว์ลืมตาขึ้นช้า ๆ สบแววพระเนตรเจือรอยแย้มพระสรวลอันมีกลิ่นอายของความปรารถนาเล็ก ๆ แล้วทูลว่า มากเท่าที่พระองค์จักพอพระทัย

 

"กระนั้นแล้ว เจ้าจงบอกรักให้ข้าฟังสักคราเถิด"

 

พระองค์ใคร่ร้องขอ กระทั่งทรงเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏบนดวงหน้างาม

 

"ข้ารักองค์มั่น"

 

เสียงของเยาว์ที่เปล่งออกมาช่างแผ่วเบา แต่สำหรับองค์เจ้าฟ้าแล้ว มันกลับดังก้องกังวาลไปทั้งห้องพระบรรทม

 

ลำคอระหงส์ถูกตระกองให้เข้ามาอิงแอบแนบแน่น ก่อนที่ริมฝีปากชมพูระเรื่อจักถูกเติมเต็มด้วยรสหอมหวานจากพระโอษฐ์และพระชิวหา เยาว์คล้อยเคลิ้มจนแทบอยากหยุดห้วงความปรารถนาไว้เสีย ณ ที่แห่งนี้

 

เจ้าฟ้าแห่งอโยธยาทรงถอนจุมพิตออกพลางมองใบหน้าพริ้มเพราของคนรักซึ่งเป็นไพร่ฟ้าสามัญชนอย่างพึงพระทัย จากนั้นก็ทรงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างใบหู

 

"องค์มั่นคนนี้ก็รักเพียงเยาว์..."

ผลงานอื่นๆ ของ KellyLena

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 mamieweiei (@mamieweiei) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 07:58
    องค์มั่นนน น้องเขินหมดแล้ว;-;
    ถ้ามีอีกก็รออยู่ติดตามนะคะคิคิ
    #2
    0
  2. #1 mamieweiei (@mamieweiei) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 07:57
    องค์มั่นนนนนนนนนนนน้องเขินหมดแน้ว;-; มากี่ครั้งก็ยังติดตามอยู่นะคะะะะคิคิ
    #1
    0