สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 6 : คนขี้หึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    2 ก.ย. 61

บทที่ 6

คนขี้หึง

                พี่จะให้ผมช่วยอะไร...พี่เสกข์  ปั้นจั่นถามด้วยแววตายิ้ม ๆ เพราะรู้ทันเรื่องที่พี่ชายคนสนิทจะให้ตนช่วย

                ก็...ไม่มีอะไรมาก  แค่ตอนมึงไปหาแฟนแล้วเจอต้นสน  ก็พูด ๆ แบบ...พูดถึงกู  ปั้นจั่นมองดูพี่ชายสายรหัส  ซึ่งเป็นพี่รหัสโดยตรง  เพราะตามธรรมเนียมของสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า  ถ้าปีไหนมีรุ่นพี่มากกว่ารุ่นน้อง  หรือรุ่นน้องมากกว่ารุ่นพี่  ถ้าเกิดว่ารุ่นพี่คนไหนจับฉลากแล้วไม่ได้น้องรหัส  ปีนั้นรุ่นพี่คนนั้นก็ไม่มีน้องรหัสของตนเอง  ซึ่งเสกข์ก็เป็นหนึ่งในนั้น  แต่ช่วงหลังมานี้  ไอ้เพื่อนร่วมรุ่นเกิดมีจิตเมตตาอยากได้น้องนุ่งเด็ก ๆ เข้าใหม่มาดูแล ประกอบกับปีที่ปั้นจั่นเข้ามาเรียนนั้น  มีจำนวนเด็กใหม่มากกว่ารุ่นพี่ปีสอง  ปั้นจั่นเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีพี่รหัสร่วมกับเพื่อน ๆ อีกบางส่วน  บางส่วนที่ว่าจึงได้ตกเป็นเหยื่อของพี่ ๆ ปีสี่ที่อยากมีน้องรหัสแล้วไม่ได้มีจนจะเรียนจบอยู่รอมร่อ...

                แล้วพี่เสกข์ก็จับได้น้องปีหนึ่ง...น้องปั้นจั่น  พี่เสกข์ก็จัดการเลี้ยงดูปูเสื่อน้องนุ่งอย่างดี  ด้วยเหล้าบ้าง...บุหรี่บ้าง...เอ็นดูหนักเข้า  ก็เลี้ยงด้วย...ลำแข้ง..

                โธ่!...พี่กู  ดูจากสภาพก็รู้  ว่าแอบเล็งเค้ามาหลายปีดีดัก  แต่ที่ไม่ได้แด-สักทีก็เพราะ...  โห่  ผมก็นึกว่าพี่จะให้ผมหาอุบายหลอกล่อ  แล้วพี่ก็ฉุด! อะไรงี้

                ก็มันแบบ...แบบว่า...  ถ้าปั้นจั่นตาไม่ฝาด  เหมือนเห็นพี่ชายตัวใหญ่...ยืนบิดด้วยความเขินอายประดุจสาวน้อย..

                จะได้แอ้มเค้ามั้ยเล่า! ไอ้พี่บ้า  พี่เสกข์  ถ้าพี่อยากสมปรารถนา  พี่ต้องรุกเลย! เดี๋ยวผมช่วย  บอกสรให้ช่วยด้วยเลยเอ้า! พี่บุ้งด้วย  ผมจะดึงมาเป็นพวก...

                เออ ๆ  พอก่อน...ก็..คนมันกล้าแค่นี้นี่หว่า  เดี๋ยวค่อยเป็นค่อยไป..  คนพูดพูดพลางก้มหน้างุดซึ่งปั้นจั่นเห็นแล้วอยากจะหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน

                ค่อยเป็นค่อยไปบ้านพี่นะสิ!  คิดว่าตัวเองเป็นเด็กปีหนึ่งอยู่รึไง!’  ปั้นจั่นเริ่มอารมณ์ขึ้นเมื่อพี่ชายผู้เพอร์เฟคไม่ได้ดังใจในเรื่องความรัก  พี่ต้องลุยได้แล้ว!  นะ ๆ ผมช่วยเต็มที่

                เอ่อ...ไว้จะคิดดูอีกทีนะ..  ปั้นจั่นถึงกับกลอกตามองบนทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของพี่ชาย...  หึงเค้าขนาดนี้ยังจะรออะไรอยู่อีก ?

                ******************************************************************************          

               “วันนี้ ๆ วันนี้ไอ้จั่นบอกว่าน้องมากินข้าวที่คณะวิทย์...”  บ่นพึมพำกับตัวเอง..

                “ไอ้เสกข์ไปเหอะ  ไปกินข้าวกัน...บ่นไรวะ ?”  เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้นมา

                “วันนี้กูอยากไปกินที่คณะวิทย์”  บอกอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ

                “ห๊ะ...ไปทำไมตั้งไกล”

                “หึ ๆ ในหัวมันมีอยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ”  ได้ยินดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจเจตนาของเพื่อนที่อยากไปกินข้าวที่อื่นให้เสียเวลาเดินไปทำไม

                “ไม่ต้องมายิ้มล้อกู  ก็พวกมึงนั่นแหละ  คืนนั้น...ไม่น่าเลย  ทำไมไม่ห้ามกู...อุตส่าห์ตามดูมาตั้งนาน...อยู่ ๆ น้องก็หายไป  กว่ากูจะจับทางได้เหมือนเดิมเล่นเอาเหนื่อยเลย”

                “อ้าวโทษพวกกูอีก  ก็คนมันเมานี่หว่า...มึงก็ด้วยนั่นแหละ  ตัวนำเพื่อนเลย”  ว่าออกมาด้วยความรู้สึกผิดเหมือนกัน...น้องคงกลัวมาก...

                “ลืมให้หมด ๆ พวกมึงต้องลืมให้หมด  พวกมึงไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!  พอพูดถึงเรื่องคืนนั้นคนก่อเรื่องหลักก็รู้สึกโมโหขึ้นมา  ไอ้พวกนี้มันเห็น...แถมยังได้จับด้วย..อ๊ากกกก!!!  อยากควักตาแล้วก็ตัดมือพวกมันจริง ๆ

                “ก็อยากลืมอยู่หรอก...แต่มันขาว...มา..ก...โอ้ย!!!  เบา  ไอ้เสกข์!  พูดออกมาอย่างเพ้อ ๆ แล้วก็หายเพ้อทันใดด้วยโดนฝ่ามือใหญ่กระชากผมแทบขาดและทำท่าว่าจะกดกระแทกโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า

                “เฮ้ย ๆ พอไอ้เสกข์ ๆ พอ ๆ”  เพื่อนคนอื่นรีบห้ามคนมือไวทันทีทันใดกลัวได้เกิดการฆาตกรรมขึ้น มาด้วยสาเหตุจากพิษรักแรงหึง

                “เออ...โทษทีไอ้เสกข์  แฮะ ๆ”  คนพูดไม่ระวังจนเกือบเสียชีวิตอย่างไม่ทราบสาเหตุรีบกล่าวขอโทษอย่างออดอ้อน...ซึ่งเสกข์มองแล้วอยากเข้าไปลูบปลอบที่ทำรุนแรงเมื่อกี้...ลูบด้วยฝ่าเท้านะ..

                “กูรู้ว่ามึงหยอกเล่น  แต่คนนี้ไม่ได้จริง ๆ ที่กูไม่มีแฟนก็เพราะรอ...คนนี้แหละ”  คนพูดเปลี่ยนอารมณ์เป็นพื้นหลังสีชมพูในทันใดสลัดคราบปีศาจเมื่อครู่เสียสิ้น

                “เออ ๆ เข้าใจแล้ว ๆ”

                หลังจากนั้นทัพหนุ่มหล่อก็ได้ฤกษ์เคลื่อนย้ายไปสู่โรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์เพื่อมาตามหาหัวใจโดยมีสายสืบฝีมือดีเป็นผู้บอกเส้นทาง...

                “นั่นพี่  นั่งอยู่นั่นไง!

                ******************************************************************************

                ท่ามกลางความจอแจของโรงอาหารคณะวิทยาศาสตร์  กลุ่มเด็กหนุ่มสาวจากคณะมนุษยศาสตร์กลุ่มใหญ่ก็ก้าวเข้ามา  พลันสอดส่ายสายตามองหาที่นั่ง

                “นั่น ๆ นั่งตรงนี้เหอะ!” เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนออกมาพลางวางกระเป๋าลงเพื่อจองที่นั่งทันทีทันใด

                “สน  กินไรดีอ่ะ ?”  เสียงทุ้มเข้มถามเพื่อนสนิทตัวเล็กข้างกาย

                “เหมือนเดิมป่ะ ? ตอนรับน้อง..”  ต้นสนตอบกลับพร้อมยิ้มให้อย่างรู้กัน

                ต้นสนกับอันดาเป็นเพื่อนคนแรก ๆ ที่ต่างคนต่างที่มาแล้วมารู้จักกันในวันรับน้อง  ในตอนปีหนึ่งช่วงที่การรับน้องยังไม่สิ้นสุด  หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมอันแสนเหนื่อยล้า  ต้นสนกับอันดามักชวนกันไปกินข้าวหน้าเป็ดของคณะวิทย์เป็นประจำ  จนกระทั่งห่างกันก็ไม่มีโอกาสได้มากินอะไรแบบนี้บ่อยนัก

                วันนี้ต้นสน  บุ้ง  และสร  เผอิญเดินมากินข้าวที่คณะวิทยาศาสตร์แล้วเจอกับกลุ่มของอันดาพอดี  จึงตัดสินใจไปด้วยกัน

                “คนเยอะจัง  อุตส่าห์เปลี่ยนบรรยากาศจากคณะตัวเองมาเป็นที่นี่...นึกว่าคนจะน้อยซะอีก..”

                “คนเยอะไม่เป็นไร...อาหารตา”  คนพูดว่าพลางหัวเราะพร้อมทำหน้าตาเจ้าชู้

                “หูดำหมดแล้วครับคุณอันดา  ฮ่า ๆ” 

                ด้วยความที่ไม่ได้คุยกันบ่อยแต่ไม่ได้ทำให้ความสนิทสนมน้อยลงกว่าเดิม  เพื่อนคนอื่นในกลุ่มเก่าของต้นสนก็เช่นกัน  ทุกคนสนิทกันหมดเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือมีบุ้งกับสรเข้าไป  ทั้งหมดพูดคุยกันเสียงดังแต่ไม่เป็นการเสียมารยาทเพราะโรงอาหารที่ไหน ๆ มันก็เสียงดังเหมือนกันหมด  คนโน้นคุยกับคนนี้  คนนี้คุยกับคนโน้น  ทำให้การกินอาหารกลางวันเป็นไปได้ช้ากว่าทุกวัน...

                ต้นสนนั้นคุยกับทุกคนในโต๊ะอย่างสนุกสนาน...ไม่ทันเห็นสายตาอำมหิต  ปนอคติด้วยความหึงหวงของผู้ชายคนหนึ่ง

                “ไม่ใช่แน่นอน  พี่เสกข์  นั่นก็เพื่อน ๆ เค้านั่นแหละ  หายใจลึก ๆ พี่” 

                “เพื่อนประสาอะไรนั่งใกล้กันขนาดนั้น  แถมคุยกันแค่สองคน  หึ้ย!!  ไหนมึงบอกไม่มีใครมาจีบเค้าไง!  ปั้นจั่นรวมถึงเพื่อน ๆ ที่เหลือมองหน้ากันไปมา  มึงนี่หึงจนหน้ามืด...น้องเค้าก็คุยกับทุกคนป่ะวะ ?

                ได้แต่บ่นออกมาแค่ในใจเพราะไม่อยากขัดอารมณ์ขี้มโนขี้โมโหของเพื่อน  พลันน้องเล็กสุดในกลุ่มก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้  จากที่จะแก้ต่างให้เป้าหมายของพี่ชายคนสนิท  กลับพูดในทางยุงยงขึ้นมา...

                “เออ  เห็นแบบนี้ก็ชักไม่แน่ใจแล้วซิ  ผมก็มัวแต่คอยระวังคนนอกให้พี่ลืมระวังคนใกล้ชิดอย่างเพื่อนในคณะไปสนิท...”  ว่าพลางมองสีหน้าของคนบ้ายุ

                “...”

                “แต่ความจริงแล้ว  พี่เค้าก็มีสิทธิ์จะคุยจะศึกษาดูใจกับใครก็ได้นะ  ก็เค้าโสดนี่...”  ว่าไปอีกดอก

                “...”  มีเพียงความเงียบตอบกลับมาจากคนนั่งนิ่ง  พาให้ทุกคนในกลุ่มกลั้นหายใจ

                “เอาไงต่อ...ไอ้เสกข์”

                “กูว่ากูต้องจัดการ...” 

                ******************************************************************************

                เช้าวันต่อมา  ท่ามกลางสายฝนปรอย ๆ ละอองเล็ก ๆ  ที่หน้าคณะมนุษยศาสตร์ตึกสามอันเป็นที่พบปะพูดคุยของนักศึกษาสาวิชาเอกภาษาอังกฤษ  กลับมีสิ่งแปลกปลอมโพล่ขึ้นมา...

                เป็นชายหนุ่มกลุ่มใหญ่  มีมากันห้าคน...การแต่งกายดูก็รู้ว่ามาจากคณะไหน...

                “ขอโทษครับ  น้องต้นสนพี่ขอโทษครับ!

                “ใครมาตะโกนอะไรวะ...เฮ้ย  โดนลงโทษไรเปล่า ?”  เสียงจอแจเริ่มดังขึ้น  “หล่ออะแก!  ทุกคนร่วมกันเริ่มซุบซิบนินทา

                “ขอโทษครับ  น้องต้นสนพี่ขอโทษครับ!  เสียงตะโกนของคนหน้าคณะยังดังต่อเนื่อง  พูดซ้ำไปซ้ำมาอย่างกับแผ่นหนังสะดุด

                “ต้นสนไหนอ่ะ ?  เขินแทนอะแก!  เสียงถามไถ่ไปมาด้วยความสงสัยดังขึ้นเป็นระยะ ๆ อย่างไม่มีหยุด

                ******************************************************************************

                ภายในห้องเรียนเย็นฉ่ำพาให้ง่วงหงาวหาวนอนนั้น  อยู่ ๆ อาจารย์ประจำวิชาก็เรียกต้นสนออกไปพบ

                “แดนสรวง  มาหาครูเดี๋ยวซิ”  ต้นสนเดินออกไปหาอาจารย์ที่หน้าห้อง  ระหว่างที่อาจารย์ปล่อยให้เพื่อน ๆ ง่วนกับการทำงานที่อาจารย์สั่งให้ทำจึงไม่ค่อยมีคนสนใจต้นสนมากนักว่าอาจารย์เรียกเพื่อนไปทำไม...

                “หัวหน้าภาควิชาเค้ามาแจ้งกับอาจารย์  เรื่องที่...มีนักศึกษาปีสี่จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาขอพูดคุย

                ต้นสนเกร็งตัวขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน...

                “เรื่องคืนนั้น...อาจารย์รู้แล้วนะ  หนูโอเคมั้ย ?  หรือยังกลัวอยู่”  อาจารย์สาวถามอย่างเอื้ออารี

                “เอ่อ...เค้าบอก...พวกเค้าบอกเหรอครับ..”  ต้นสนถามเสียงสั่น  ใบหน้าใบหูสลับกันเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด

                “พวกพี่เค้าอยากมาขอโทษหนู...เรื่องที่...มันจริงใช่มั้ย ?  มีอะไรเกินเลยกว่านั้นหรือเปล่า  บอกอาจารย์ได้นะ  ไม่ต้องกลัว”

                โกหก!...แต่ดีแล้วที่ไม่บอก..  “เอ่อ...เป็นอย่างนั้นแหละครับ  แต่..อาจารย์  ผมไม่อยากเจอพวกเค้า”  ว่าออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี

                “ไปเถอะลูก  มา...มากับอาจารย์”  อาจารย์กล่าวกับต้นสนพลางบอกให้เพื่อน ๆ ทำงานให้เสร็จหรืออยากจะออกจากห้องก่อนเวลาก็ย่อมได้เลย  พลางขอตัวพาต้นสนออกไปพร้อมกัน

                “อาจารย์พาผมไปไหนครับ ?”  ต้นสนถามขณะลงลิฟต์มาชั้นล่างสุดกับอาจารย์

                อาจารย์สาวไม่ตอบอะไรจนกระทั่งมาถึงที่หมายจึงจูงมือต้นสนมาที่หน้าตึก...

                อ่ะ!  คนวันนั้น!’  แม้ต้นสนจะไม่รู้จักมักคุ้นในหน้าตาของคนพวกนั้น  แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร...  แล้วยังตะโกนอะไรน่าอายแบบนั้น...น่าขายหน้า...น่าขายหน้าที่สุด!’  ใบหน้าน่ารักเริ่มร้อนขึ้นมาจากความอายและความโกรธ...

                “นี่พวกเธอ!!  หยุดตะโกนได้แล้ว!  ต้นสนมานี่ซิลูก”

                “...”  ต้นสนเดินออกมาหาอาจารย์อย่างว่าง่ายพลางก้มหน้าก้มตามองแต่ทาง

                “ให้พี่เค้าขอโทษนะลูก”

                “...”

                “น้องครับ  วันนั้น...พวกพี่ขอโทษนะ  เรามาดีกันนะ ?”  เสียงขอโทษดังออกมาจากปากทุกคนในกลุ่มซึ่งต้นสนไม่ได้สนใจฟังว่ามันดังมาจากใครบ้าง

                อยากออกจากที่นี่  เมื่อไหร่...จะได้ไปจากตรงนี้..

                “ต้นสน  ว่าไงคะ ?  อภัยให้พี่เค้ามั้ย”

                “ครับ”  ตอบทั้ง ๆ ที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่  อาจารย์สาวก็มองอย่างกลุ้มใจแต่ก็ยังเห็นด้วยว่าอย่างน้อยก็ให้ขอโทษไปก่อน

                “พวกพี่เค้าโดนพักการเรียนหนึ่งสัปดาห์  แจ้งเรื่องถึงผู้ปกครองรับทราบ  แล้วถ้าทำผิดอีกก็จะถูกไล่ออก...อย่างนี้ดีมั้ยคะ ?”

                “ครับ”  ต้นสนก็ยังคงตอบรับออกมาอย่างว่าง่าย  ไม่หายโกรธหรอก...ไม่มีวั..น...อะ!’

                อยู่ ๆ ผู้ชายที่อยู่หน้าสุดก็ทำเรื่องให้ต้นสนไม่อยากมามหาลัยอีกหลาย ๆ วัน  เพราะตกเป็นที่นินทาของเพื่อนในคณะ  หรืออาจจะเป็นคณะอื่น ๆ...แทบจะทั้งมหาลัยเลยก็ว่าได้เพราะดันมีมือดีถ่ายคลิป..

                “ยกโทษให้พี่ได้มั้ยครับ...นะ..”  คนที่ชื่อ  เสกข์  คนที่ต้นสนจำได้ว่าเป็นคนลงมือ...อยู่ ๆ ก็คุกเข่าลง  แล้วดอกกุหลาบสีแดงสด  เอามาจากไหน ?  ก็ยื่นมาตรงหน้าต้นสน

                “...!!!???...”

                อาจารย์สาวถึงกับทำตัวไม่ถูก  เมื่อในขั้นแรกคิดว่าตนเองมาเป็นตัวแทนเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องกลั่นแกล้งรังแกรุ่นน้อง  แต่ไหงตอนนี้...เธอรู้สึกว่าตัวเองมาเป็นพยานในการสารภาพรักไปซะได้ ?..

               

                               

 

              

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น