สุดปลายยอดสน

ตอนที่ 22 : คนคนนั้นที่มีอยู่จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ธ.ค. 61

บทที่  22

คนคนนั้นที่มีอยู่จริง

                3  ปีผ่านไป...

                “สน...สนลูก  อยู่ในห้องหรือเปล่า ?”  เสียงเรียกอยู่หน้าห้อง...คงเป็นป้าแหวน

                “ครับ  ขอผมแต่งตัวก่อนนะครับป้าแหวน”  ปากตอบคนเป็นป้า...แต่สายตาจ้องเขม็งไปที่ประตู

                “ออกไปนะ!  อย่ามาขวาง!  เสียงตะคอกที่เบาไม่ต่างจากเสียงกระซิบตะคอกใส่...บางสิ่งบางอย่าง  ที่ยืนขวางอยู่หน้าประตู

                มันอยู่กับต้นสน...ไม่พูด  ไม่ทำอะไร  เพียงแต่จับจ้องมา...ด้วยแววตาน่าขนลุก...ตลอดสามปี  สามปีที่ต้นสนอยู่ที่บ้าน  ไม่ได้ไปเรียน...ไม่ได้ไปพบเพื่อน ๆ สรกับบุ้งยังคงติดต่อมาอยู่เสมอ...แต่หลัง ๆ ก็เริ่มห่างไปเรื่อย ๆ เพราะทั้งสองคนทำงานกันแล้ว...แล้วต้นสนล่ะ ?

                ต้นสนเรียนไม่จบ  ไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนและไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ...ต้องติดอยู่ที่นี่  เป็นแค่คนใช้...และคงจะต้องเป็นไปตลอดชีวิต

                คุณท่าน  ผม...ผมอยากไปเรียน  นะครับ  ให้ผมกลับไปเรียนเถอะ.. 

                ไม่ได้!  แกมันไม่ปกติ  จะไปเรียนทำไมให้มันเดือดร้อนคนอื่น...อยู่ที่นี่  กินยารักษาอาการแกซะ  อย่าทำให้ฉันเดือดร้อนไปมากกว่านี้!’

                มันมีจริง ๆ ผีมันมีจริง ๆ มีแต่คุณพ่อที่เชื่อ...

                หุบปากนะ!...แหวน  พามันไปนอน  อย่าให้มันมาเพ่นพ่านบนนี้อีก!’

                หายไปแล้ว...

                “ครับ  ป้าแหวน  ขอโทษที่สนช้านะครับ...ป้ามีอะไรเหรอครับ ?”  ต้นสนเปิดประตูมาพบกับป้าแหวนที่ยืนคอยอยู่หน้าห้อง

                “ขอโทษที่ป้ามากวนดึก ๆ นะลูก”

                “ไม่เป็นไรครับ  ป้าแหวนมีอะไรเหรอครับ ?”

                “คือว่า...”

                ******************************************************************************

                “ที่นี่มีหมอเก่ง ๆ หลายคนนะครับ  คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วง...ครับ...แค่นี้นะครับ  สวัสดีครับ”

                คนตัวสูงวางสายโทรศัพท์หลังจากที่ต้องรับปากกับคนปลายสายหลายครั้งหลายครา...ว่าที่นี่จะปลอดภัย  สำหรับคนที่พามาอย่างกะทันหัน...ต้นสน

                ยังไม่ตื่นสินะ...

                สายตาคมปลาบเหลือบไปมองคนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง  ใบหน้าอ่อนใสมีแววเหนื่อยอ่อนอย่างคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ...ดูเหมือนว่า  จะผอมลงกว่าตอนที่พบกันครั้งสุดท้ายเสียอีก...น่าเป็นห่วง..

                บางครั้ง  ติยศก็รู้สึกว่าแม่ของตนแปลก...ความสัมพันธ์แปลกประหลาดของคนสองคนที่อยู่บ้านเดียวกัน  แม่ทำเหมือนเกลียดเด็กคนนี้หนักหนา  แต่บางครั้ง...ก็เหมือนไม่ใช่  อาจเป็นเพราะพี่ชายที่ตายไป...ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงดูยุ่งเหยิงแบบนี้..
                “ถ้าพี่ยังอยู่...”

                รำพึงกับตนเองได้แค่นั้นก็ได้ยินเสียงคนกำลังเดินมา...สงสัยจะกลับมาแล้ว

                “คุณอา...”

                “ชู่ว...เงียบหน่อย”  ติยศสั่งคนมาใหม่ด้วยเสียงกระซิบพร้อมกับค่อย ๆ ปิดประตูห้องของคนที่นอนหลับสนิท

                “คนนั้นเขา...”  เมื่ออยู่กันสองคน  ไววิทย์ที่เพิ่งกลับจากการไปโรงเรียนก็เริ่มบทสนทนาขึ้น

                “เขาจะมาอยู่ที่นี่กับพวกเรา”  คนเป็นอาพูดเพียงสั้น ๆ เพราะก่อนหน้านั้น...เรื่องที่ควรจะพูดก็ได้พูดกับไววิทย์ไปพอสมควรแล้ว

                “เขาเป็น...เป็นพี่ผมจริงเหรอ  ทำไมคุณย่าไม่เคยบอก  แถมยัง..”  ให้เป็นแค่คนใช้ในบ้าน...ไววิทย์ต่อท้ายในใจเพราะรู้สึกสงสารคนที่นอนหลับอยู่

                “เรื่องบางอย่างมันก็ซับซ้อน...แต่มันผ่านไปแล้ว  แกไม่ต้องใส่ใจหรอก  ให้รู้ว่าเขาเป็นพี่แกก็พอ  พี่ที่เกิดจากแม่คนเดียวกัน  แล้วตอนนี้พี่แกก็ไม่ค่อยแข็งแรง  แกเป็นน้อง...ก็ช่วยดูแลเขาดี ๆ ก็พอ”  คนเป็นอาพูดเพียงแค่นั้นแล้วทั้งสองก็แยกย้ายเข้าห้องของตัวเอง

                ซะที่ไหน...

                พอลับหลังคนเป็นอา  เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าสิบหกแต่ดูจากเค้าร่างกายแล้วอีกสองสามปีคงจะตัวโตพอ ๆ กับผู้เป็นอา...ค่อย ๆ ย่องจากห้องอย่างแผ่วเบาแล้วตรงไปทางห้องห้องหนึ่งที่เพิ่งมีคนเข้ามาอยู่...

                เมื่อมาถึงหน้าห้อง  เด็กหนุ่มค่อย ๆ บิดลูกบิดแล้วเปิดออกเบา ๆ แล้วโน้มศีรษะแอบมองคนบนเตียง

                น่ารักจังเลย...เคยเห็นแค่ผ่าน ๆ ตอนกลับบ้านคุณย่าที่เมืองไทย  พอได้มามองใกล้ ๆ แบบนี้ยิ่งน่ารักมาก ๆ เลย...

                คนเป็นน้องชายยืมด้อม ๆ มอง ดูคนเป็นพี่ชายที่ตอนนี้ยังนอนหลับสนิทด้วยสายตาที่หลงใหลได้ปลื้ม...

                “...!!!...”

                จู่ ๆ คนที่นอนหลับปุ๋ยก็ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลันทำให้คนที่แอบมองอยู่ไม่ทันได้หลบหลีก  ยืนตกใจทำอะไรไม่ถูกอยู่กับที่...

                “เอ่อ...คือ...”  ไววิทย์ยืนติดอ่างอยู่กับที่  ในขณะที่คนบนเตียงเพียงค่อย ๆ ขยับลุกจากท่านอนเป็นท่านั่งด้วยท่าทางที่ยังง่วงซึมอยู่

                “เอ่อ  ใครเหรอครับ ?”  เสียงแหบพร่าอย่างคนเพิ่งตื่นนอนเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู...หน้าคุ้น ๆ

                “เอ่อ  คือ  ผม...ผม”  เด็กหนุ่มหน้าแดงแล้วแดงอีกอย่างเขินจัด  ยืนหันซ้ายหันขวาพร้อมกับยกมือขึ้นเกาหัว

                “ผมหลับนานแล้วเหรอครับ  คุณติอยู่รึเปล่า ?”  ต้นสนถามเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ที่หน้าประตู  พลางค่อย ๆ ลงจากเตียงพร้อมกับถามตัวเองในใจ...ทำไมคุ้นจังนะ ?

                “...”

                “...”

                เมื่อทั้งสองได้มายืนเผชิญหน้ากัน  ต้นสนคิดว่าทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้...หากมันหายไปหรือว่าต้นสนลืมมันไปก็จะไม่มีวันเสียใจ...เสียใจเท่ากับการลืมเลือนคนคนหนึ่ง  คนที่รักมากที่สุด...คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้...

                เด็กหนุ่มที่ตัวสูงกว่าก้มมองคนที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า  พี่ชายของเขาตัวเล็กมาก  เล็กกว่าที่คาดไว้เสียอีก  ตากลม ๆ นั้นวาวไปด้วยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาจนแทบจะหยาดหยด...สายใยบางอย่าง  มือคู่เล็ก ๆ ที่เคยเห็นราง ๆ ยามหลับฝันบางคืน...มันกลับชัดเจนขึ้นมา  ใช่แล้ว  เป็นมือของคนคนนี้...พี่ชายของไววิทย์

                “พี่ครับ  นี่ผมเอง...ต้นหม่อน”

                ******************************************************************************

                “คุณติคะ  อาหารพร้อมแล้วค่ะ”  แม่บ้านสาวเอ่ยเตือนเจ้านายถึงเวลาทานอาหาร  เมื่อได้รับการพยักหน้าเบา ๆ เป็นการตอบรับก็ค่อย ๆ เลี่ยงออกไปจากห้องทำงานของชายหนุ่ม

                เจ้าตัวก้มลงดูเวลาที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้งแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องของหลานชาย...

                “ไว”  เมื่อลองเรียกและเคาะประตูกลับได้รับความเงียบงันเป็นคำตอบ  คุณอาผู้เคร่งขรึมจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปในห้อง...เพื่อพบกับความว่างเปล่า

                “หายหัวไปไหน ?”  คุณอาหนุ่มอดจะบ่นออกมาเบา ๆ ไม่ได้เมื่อไม่พบหลานชายในห้องพร้อมกับคิดว่าอีกฝ่ายคงไปเถลไถลที่ไหนโดยไม่บอกกล่าวกันก่อน  เจ้าตัวส่ายหน้าเบา ๆ อย่างปลง ๆ แล้วตัดสินใจเดินไปอีกห้องห้องหนึ่ง...ที่มีคนมาอยู่เพิ่ม

                ป่านนี้จะตื่นรึยังนะ ? นอนนานเกินไปแล้ว...เดี๋ยวก็ปวดหัวพอดี..

                ติยศตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะเพราะคาดว่าต้นสนคงยังไม่ตื่น...

                แต่เมื่อเข้ามาแล้วกลับพบกับภาพที่ไม่คาดคิดมาก่อน...

                คนร่างสูงยืนมองภาพตรงหน้าพร้อมยิ้มอย่างระอาเล็ก ๆ แล้วตัดสินใจว่าจะทานอาหารเย็นแค่คนเดียวปล่อยให้สองคนพี่น้อง...นอนกอดกันอยู่บนเตียงจนกว่าจะตื่นกันเองโดยไม่เข้าไปปลุกแต่อย่างใด..

                “สา  พอไวกับต้นสนตื่นแล้วก็ช่วยทำอะไรง่าย ๆ ให้สองคนนั้นกินด้วยนะ  ฉันมีธุระ  ถ้าใครถามก็บอกว่าฉันไปบริษัทแล้วกัน”

                “ค่ะ  คุณติ”

                หลังทานอาหารง่าย ๆ เพียงคนเดียวเรียบร้อยแล้ว  ติยศก็ออกไปข้างนอกทันที...ในหัวนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้...

                “แม่กังวล  อยู่ที่นี่ก็มีแต่แม่  ต้นสนมันป่วยหนัก  นางแหวนมันก็คงดูแลไม่ไหว...”

                “คุณแม่จะให้ผมกลับไปไหมครับ  ช่วงนี้ผมว่าง  ให้คุณประคองดูแลบริษัทก่อนได้ไม่มีปัญหาอะไร”

                “อย่าเลย  แม่แค่เครียด ๆ เฮอะ!  ดูพี่ชายแกสิ  มันทิ้งอะไรไว้ให้ฉัน  นอกจากจะทำให้ฉันผิดหวังแล้ว  พี่แกยังกล้า!...”

                ติยศจับกระแสเสียงของความคิดถึงถวิลหาอาวรณ์ทุกครั้งที่ผู้เป็นแม่เอ่ยถึงพี่ชายที่จากไปได้เสมอ  แม้การกล่าวถึงจะเป็นเรื่องด่าทอตำหนิอีกฝ่ายก็ตาม...

                “พี่เขารักต้นสนมาก...ผมเองก็..”

                “อะไร...ตาติ”

                “เปล่าครับ..”

                “เฮอะ  เอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอม  พี่แกดีแต่หาเรื่อง  ตายไปแล้วก็ยังหาแต่เรื่องให้ฉัน!

                ติยศฟังคนเป็นแม่บ่นเรื่อย ๆ ในใจลึก ๆ รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนอย่างไร...คนปากแข็ง  ปากอย่างใจอย่าง  นั่นล่ะ...คุณแม่

                “แล้วลูกรักของพี่ชายแกก็หาแต่เรื่อง  นอกจากจะไม่สบายมันยังเอาเรื่องวุ่น ๆ มาให้ฉันอีก...นี่แกรู้ไหม  คนจากบ้านกิจจาวาณิชยังคอยเทียวไปเทียวมาอยู่เรื่อย ๆ...น่าปวดหัว”

                “กิจจาวาณิช ?  พวกเขามาทำไมเหรอครับ ?”

                “ก็มาขอต้นสนมันนะสิ  ฉันก็บอกแล้วว่าเด็กมันไม่ปกติ...แถมไอ้หนุ่มนั่นก็ยังอายุน้อย  เอามันไปก็ขี้คร้านจะเบื่อเข้าสักวัน...ฉันไม่ไว้ใจ...เอ่อ  แม่หมายถึง  เดี๋ยวพอเลิกกันก็ซมซานกลับมา...ฉันเบื่อจะมองหน้ากันไม่ติดกับบ้านนั้น...”

                ติยศไม่ได้สนใจว่าแม่ของตนจะกลบเกลื่อนความห่วงใยที่มีต่อต้นสนอย่างไร  สิ่งที่สนใจก็คือ...

                “แม่ปฏิเสธพวกเขาไปเถอะครับ”

                “หะ  นี่ลูกว่าไงนะ ?”

                “ผมบอกว่าปฏิเสธไปเถอะครับ...แล้วบอกว่าต้นสนจะย้ายมาอยู่กับผม  มารักษาตัวอยู่ที่นี่...”

                “แม่หลบเลี่ยงมาตั้งนานแล้ว  บอกให้รอนายเสกข์อะไรนั่นเรียนจบ  จนตอนนี้เด็กนั่นก็เรียนจบมีการงานทำแล้ว  ปฏิเสธตรง ๆ ก็กลัวว่าจะผิดใจกัน...”  เสียงของคุณมรกตมีแววลำบากใจเพราะคำนึงถึงมิตรภาพระหว่างครอบครัวที่มีมาอย่างยาวนาน...

                “คุณแม่ไมต้องห่วง...เดี๋ยวผมจัดการเอง...”

                “เอ่อ...แล้วแต่ลูกเลยตาติ”

                ******************************************************************************

                “คุณย่าครับ  ผมยอมไม่ได้...ผม..”

                คนสูงวัยอดสงสารหลานชายไม่ได้  แต่จะให้เธอดื้อแพ่งอยู่ก็เกรงว่าจะเสียหน้าไปเปล่า ๆ หันไปมองลูกชายและลูกสะใภ้ที่มีสีหน้าลำบากใจด้วยกันทั้งคู่

                “ตัดใจเถอะลูก  สามสี่ปีมานี่แม่ว่ามันก็พอพิสูจน์ได้แล้วว่าทางนั้นคงไม่เต็มใจที่จะ...”  คนเป็นแม่พูดเสียงแผ่วลงในตอนท้ายเพราะกลัวจะไปกระทบจิตใจของลูกชายคนเล็กที่เธอรักมาก ๆ ให้เสียใจไปยิ่งกว่าเดิม

                “ไม่จริง  ตอนที่ผมไปหาน้องที่บ้าน  เรายังคุยกันดี ๆ อยู่เลย  เราสองคน...”  อยากจะพูดว่าเราสองคนรักกันก็เหมือนมีหินมาถ่วงปาก...รักกันงั้นเหรอ ? ตัวเสกข์แน่นอนว่ารักต้นสนอยู่แล้ว...แถมรักมานานแล้วด้วย  แล้วต้นสนล่ะ ?  รักเสกข์หรือเปล่า...

                “ถึงทางนั้นจะบอกว่าต้องพาต้นสนไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ...แต่พ่อฟังดูแล้ว  ยังไง ๆ ก็เป็นการปฏิเสธทางเราอ้อม ๆ อยู่ดี  พ่อว่าแกเลิกซะเถอะ...”

                “ไม่ครับ!  ไม่รอให้คนเป็นพ่อพูดจบ  เสกข์ก็สวนคำพูดขึ้นมาทันที  จนผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ต่างก็ส่ายหน้าระอากับความดื้อดึงนั้น  พลางคิดในใจว่าเด็กคนนั้นมีอะไรดีให้คนอย่างศุภเสกข์  กิจจาวาณิช  หลงใหลคลั่งไคล้ขนาดนั้น...

                “เฮ้อ...พ่อเบื่อจะพูดกับแกแล้ว  แล้วแกจะทำยังไงต่อละ  คนที่แกหมายตาเขาหนีไปไกลถึงต่างประเทศขนาดนี้...”

                “ผมจะตามไป...”  เสกข์บอกกับทุกคนที่นั่งอยู่อย่างมุ่งมั่น

                “ถ้าเราจะไม่ได้รักกัน...ขอให้ผมได้ลองให้ถึงที่สุด  นะครับคุณย่า  คุณพ่อคุณแม่...”

                ผู้ใหญ่ทั้งสามหันมองหน้ากันไปมาแล้วได้แต่ถอนหายใจ...

                “อืม  ขอให้แกโชคดี  ตาเสกข์”

                แม่ของเสกข์มองตามลูกชายที่เดินจากไปอย่างเป็นห่วง  ในใจนึกภาวนาให้ลูกสมหวัง...ทำไมเธอจะไม่รู้  ว่าลูกเธอรักเด็กคนนั้นมากแค่ไหน...รูปถ่ายในห้องนั่น  ตั้งแต่สมัยมัธยมสินะที่ทั้งสองเคยเจอกัน  ดูเผิน ๆ มันเหมือนกับนิยายรักที่คนสองคนบังเอิญพบกันแล้วพรหมลิขิตก็บันดาลให้มารักกัน...แต่เรื่องของลูกชาเธอดูจะไม่ง่ายดายเช่นนั้น...หากว่าความรักนั้น  เกิดขึ้นอย่างยินยอมทั้งสองฝ่าย  ไม่ใช่แค่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด  อย่างเช่นฝ่ายลูกชายเธอ...





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น