เมืองจันทราดอกไม้ร่วง มหาสมุทรดอกไม้บาน 《月都花落,沧海花开》

ตอนที่ 1 : แรกพบใต้แสงจันทร์ (บทนำ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,846
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    3 มิ.ย. 59


          สามร้อยสิบสามปีให้หลัง ข้าฝันว่าได้ย้อนกลับไปในวัยเยาว์อีกครั้ง หวนคืนสู่รัตติกาลที่มหาสมุทรจับตัวเป็นน้ำแข็งคืนนั้น แล้วนั่นก็เป็นค่ำคืนที่ข้าพานพบกับคนผู้นั้นครั้งแรก

ในวันเก็บมุกที่มีเพียงปีละครั้ง เพื่อตัดสินแพ้ชนะกับพี่ชายให้รู้กันไปข้าง ข้ากระโดดดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลทันที คาดไม่ถึงว่า โชคชะตาจะไม่เข้าข้าง เจอคลื่นยักษ์ซัดโถมเข้าพอดี ท้องทะเลในรัศมีหลายสิบลี้ปรากฏวังน้ำวนขนาดใหญ่ ตวัดแหวกจุดกึ่งกลางของน้ำทะเลออก ปากที่แสยะฉีกกว้างของสัตว์ประหลาดโผล่พุ่งขึ้นมา ขนาดพอกับวังน้ำวนเบื้องล่าง ข้าร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ หวังจะเลี่ยงหลบ แต่เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นกลับผงาดตัวขึ้น เหยียดกรงเล็บออกมาคว้าร่างของข้าไว้ มันตัวยาวสี่จั้ง[1] สีนิลสลับคราม ดวงตาสีทองดุจเพลิง ริ้วสีชาดดั่งภูษาทอ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันคือมังกรวารีหรือผานหลงในตำนานนั่นเอง

ผานหลงมีพิษ ปลิดคร่าชีวิตได้

นึกถึงเรื่องนี้แล้ว ข้าจึงไม่กล้าผลีผลาม แต่ก็ไม่อาจข่มเสียงสะอื้นได้ น้ำตาแห่งความพรั่นพรึงพรั่งพรู ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่ ชาวซู่เจาทั้งหมดต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริดกับรูปลักษณ์ของมัน พากันร้องด้วยความตกใจ หนีพล่านกันชุลมุน พี่ชายขี่วิหคห้าสีบินย้อนกลับมา หวังปะทะกับมัน แต่กลับถูกผานหลงตวัดกรงเล็บโจมตีให้ถอยร่นไปอยู่นอกรัศมีหนึ่งร้อยก้าว ผานหลงจับตัวข้าไว้แน่น กรีดเสียงคำรามยาว แล้วกระพือคลื่นยักษ์ซัดโถม มันขยับเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหิมเกริม มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของท้องทะเล เพียงพริบตาเดียว บรรดาชาวเผ่าเดียวกันกับข้าพลันอยู่ห่างไกลออกไป กลายเป็นเพียงจุดสีดำเล็กๆ มากมายนับไม่ถ้วน จากนั้นอีกเพียงครู่ก็หายลับไปท่ามกลางเมฆหมอกหนาทึบ มหาสมุทรกว้างใหญ่ดุจผืนฟ้า ลมทะเลโหมกระหน่ำขุนเขา บิดน้ำทะเลเป็นเกลียวคลื่น ทว่าสำหรับผานหลงตัวนี้ กลับเสมือนแผ่นดินอันราบเรียบ เมื่ออาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำ ความมืดมิดก็มาเยือน ในที่สุดข้าก็ข่มความหวาดกลัวไว้ไม่อยู่ ปล่อยโฮร้องไห้เสียงดัง แต่ไม่ว่าข้าจะร่ำไห้อาละวาดอย่างไร ก็ไร้ผลต่อความเร็วอันน่ากลัวของมัน

กี่ร้อยจั้งแล้ว หรือว่ากี่พันจั้ง ข้าไม่รู้ว่ามาไกลแค่ไหนแล้ว รู้เพียงว่ามีพายุฝนที่เสมือนคมมีดกระหน่ำกรีดผ่านใบหน้า เมื่อใดที่บริเวณโดยรอบปรากฏเงาของหมู่เกาะ เงานั้นก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งเมื่อเสียงปริแตกของน้ำแข็งดังกึกก้อง ข้าจึงมองเห็นน้ำทะเลไหวกระเพื่อม พายุแรงสนั่นไหว ตวัดม้วนเกลียวคลื่นยักษ์ขึ้นสูงสามพันจั้ง ก่อนจะแข็งตัวเป็นประตูน้ำแข็ง กลายสภาพเป็นคมมีดใต้แสงจันทร์ กีดขวางเส้นทางของผานหลง พาให้สรรพสิ่งหยุดนิ่ง

ผานหลงบีบร่างข้าจนแน่น ทำเอาข้าเกือบอาเจียน จากนั้นมันก็ผ่อนลมหายใจยาวๆ อยู่กับที่เฮือกหนึ่ง ลดความเร็วให้ช้าลง หันร่างบินเข้าฝั่ง มันบินไปทางหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงดังครืด เมื่อข้าก้มลงมอง พบว่าแม้กระทั่งน้ำทะเลก็จับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง เมื่อครู่เป็นเสียงกรงเล็บของผานหลงที่ครูดกับน้ำแข็งจนแตกร้าว

เวลาล่วงเลยสู่ราตรีกาล จันทร์กระจ่างลอยเด่นอยู่กลางฟ้า ดวงเล็กเหมือนถาดทรงกลมสีขาวเงิน ข้าไม่เคยเห็นแสงจันทร์ในระยะไกลขนาดนั้นมาก่อน ด้วยเหตุนี้ทุกอย่างบนท้องทะเล กระทั่งผลึกน้ำแข็งสีน้ำเงินเข้มนั้น จึงล้วนดูเลือนรางมายา คล้ายตกอยู่ในภวังค์ฝัน แสงดาวหมื่นแสนทาบทออยู่บนผิวน้ำแข็ง สะท้อนเกล็ดน้ำแข็งเป็นประกายระยิบระยับจนข้าต้องหรี่ตาลง ผานหลงบินเลียบหน้าผา หยุดนิ่งกลางอากาศบนยอดหน้าผาสูง ก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม

มันหันหน้าเข้าหายอดผา บนยอดหน้าผาสูงเบื้องหน้ามีศาลาสีชาดบนเนินทิวสน ในศาลามีเหยือกและจอกสุราที่ทำจากหยกงดงามวางอยู่ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าศาลา เขายืนหันหลังให้พวกเรา รูปร่างสูงสง่า เรือนผมดำขลับสลวยดุจธารน้ำ อาภรณ์ชุดยาวดุจไอหมอกที่แผ่คลุมสยายอยู่บนพื้น เป็นสีฟ้าล้ำลึกเช่นเดียวกับมหาสมุทรในค่ำคืนนี้

บุรุษหนุ่มสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ปล่อยนาง"

ผานหลงสิ้นความองอาจเช่นเมื่อครู่ที่ผ่านมา มันวางข้าลงบนริมหน้าผาเบาๆ จากนั้นยาอายุวัฒนะเม็ดหนึ่งก็ลอยออกจากกระเป๋าชุดยาวของบุรุษหนุ่มไปอยู่กลางกรงเล็บของผานหลง บุรุษหนุ่มกล่าวกับมัน "สิ่งนั้นแทนภูตวารีได้เป็นร้อยตน ไปเถอะ"

ผานหลงก้มมอง ดวงตาสีทองพลันฉายประกายดีใจ แล้วจึงก้มหัวลงเป็นการคำนับบุรุษหนุ่มอีกครั้ง กรีดเสียงคำราม ก่อนจะพุ่งทะยานลงจากหน้าผา ดำดิ่งลงไปใต้ท้องทะเลอย่างรวดเร็ว ส่วนข้านั่งพับอยู่บนพื้นในสภาพอกสั่นขวัญหาย เหม่อมองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า อยากเอ่ยอะไรสักนิด แต่กลับสั่นเทาจนเปล่งเสียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ข้าอายุน้อยเกินไป ซ้ำเวทมนตร์ยังไม่แก่กล้าพอ ตรงกันข้ามกับพลังเทพของบุรุษหนุ่มผู้นี้ ต่อให้อยู่นอกรัศมีสิบลี้ประสาทสัมผัสของข้าก็ยังรู้สึกได้

เขาเองก็ไม่พูดจากับข้า เพียงเดินเยื้องเข้าไปในศาลา รินสุราให้ตัวเองหนึ่งจอก ฟ้าสีนิลประดับจันทร์เคล้าเสียงรินสุรา เรือนร่างของเขางามสง่าราวกับเซียน เคลิ้มฝันคล้ายจันทร์ทรงกลด สูงส่งเกินเอื้อมถึง ในที่สุดเขาก็เอียงหน้ามามองข้าแวบหนึ่ง มุมปากผุดรอยยิ้มหยัน "ภูตวารีน้อย เจ้าใจกล้าไม่เบาเลยนะ"

ในเวลาเช่นนี้ คนทั่วไปคงเอ่ยถามว่าเขาเป็นใคร แต่ข้ากลับบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ข้าเป็นชาวซู่เจา หาใช่ภูตวารีอะไรนั่น"

"ภูตวารีก็คือภูตวารี ไฉนต้องมีนามมากมาย" แม้ว่าเขาจะยิ้ม ทว่ากลับไม่มีวี่แววเกรงใจเลยแม้แต่นิด สีหน้าท่าทีฉายแววดูแคลน

เสื้อผ้าของข้าเปียกปอน เนื้อตัวเประเปื้อนดินโคลน ไร้เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืน หากยังคงเช็ดดวงหน้าด้วยแขนเสื้อ ยืดอกเล็กๆ ขึ้น "ข้าชื่อลั่วเวย เป็นชาวซู่เจา อย่าได้เปลี่ยนชื่อแซ่ข้าตามอำเภอใจ"

และแล้วเขาก็เลิกยืนกราน เพียงบอกด้วยรอยยิ้มบางๆ "ได้ เรียกเจ้าว่าลั่วเวยก็แล้วกัน"

แสงจันทร์นวลกระจ่าง เสียงคลื่นดุจจะเอ่ยถ้อยคำ ฉับพลันบุรุษหนุ่มก็ดื่มสุราจนหมดจอก เขาทอดสายตามองพระจันทร์เต็มดวงกลางฟ้าแวบหนึ่ง คล้ายรำพันกับตัวเอง "วันนี้ดาวตี้คง[2]ดวงเดิมปรากฏเหนือดาวเทียนอิง ไม่รู้ว่าอนุชนยังมีเวลาพันปีหรือไม่"

เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้พูดกับข้า แต่ท่านอาจารย์เคยบอกพวกเรามาก่อนว่า ดาวเทียนอิงเป็นดาวแห่งเภทภัย 'ดาวตี้คงปรากฏเหนือดาวเทียนอิง' เท่าที่เดาได้ น่ากลัวจะมีเภทภัยหายนะ ข้าไม่ปราถนาจะเห็นดาวเทียนอิง และอันที่จริงก็มองไม่เห็นดาวเทียนอิงด้วยซ้ำ จึงเอ่ยเพียงว่า "ข้าเห็นเพียงจันทร์สุกสกาว หาได้เห็นดาวเทียนอิง"

บุรุษหนุ่มตอบ "สองวันนี้หายไปแล้ว ก่อนหน้านี้ปรากฏอยู่สิบวัน และมองเห็นได้จากตรงนี้เท่านั้น"

"ท่านอยู่ที่นี่มาสิบกว่าวันแล้วหรือ"

"สองเดือนต่างหาก"

ข้าตะลึง "สองเดือน อยู่ตามลำพังในศาลาบนผาสูง เรื่องอาหารการกินไม่ลำบากหรือ อ้อ ไม่สิ เป็นอาหารเคล้าสุราต่างหาก"

"ใช่ว่าทุกคนจะต้องการอาหารเสมอไป" บุรุษหนุ่มรินเหล้าให้ตัวเองต่อ ราวกับกำลังบอกข้าว่า แค่มีสุราก็เพียงพอแล้ว

บุรุษผู้นี้มีพลังเทพสูงล้ำนัก หรือว่าเขากำลังบำเพ็ญเป็นเซียน หรือถ้าไม่ใช่ เขาก็อาจเป็นครึ่งเซียนไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ล้วนทำให้ข้าอดลิงโลดไม่ได้ จึงเอ่ยถาม "ขอบังอาจถามนามของท่านได้หรือไม่"

เขาหันมามองข้า นัยน์ตาเป็นประกายดุจแสงดาว จมูกเป็นสันราวภูเขาหิมะ บนโหนกแก้มสองข้างมีลายคลื่นน้ำสองสายทอดตัวคดเคี้ยวลงอย่างชดช้อย เดิมควรจะเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้สูงศักดิ์ แต่นัยน์ตาของเขากลับฉายให้เห็นแววเผด็จการ "เจ้าควรจะห่วงความปลอดภัยของตัวเองมากกว่า เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะข้าช่วยเจ้าไว้ เจ้าคงถูกผานหลงตัวนั้นจับกลับไปทำยาบำรุงครรภ์แล้ว"

"ยา...ยาบำรุงครรภ์?" เหงื่อเย็นๆ แตกพลั่กท่วมตัวข้า

"ฮูหยินของผานหลงกำลังตั้งครรภ์ คนของเผ่าเจ้าคือยาบำรุงชั้นเลิศ"

มิน่าล่ะ! เมื่อครู่มันดุร้ายกับข้ามาก แต่กลับไม่สังหารข้าในทันที ที่แท้ก็คิดจะจับข้าตัวเป็นๆ กลับไปตุ๋นยานี่เองนึกถึงเรื่องนี้ ข้าก็สั่นสะท้าน ทว่าผานหลงที่ดุร้ายมากฤทธิ์ เจอบุรุษหนุ่มผู้นี้แล้วก็ยังต้องเคารพนอบน้อม นั่นยิ่งทำให้ข้าสนใจใคร่รู้ถึงตัวตนฐานะของเขา เพียงแต่ข้ายังหาโอกาสซักถามอีกครั้งไม่ได้ เขาพลันปรบมือสองครั้ง แล้วบอกกับข้าว่า "ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว เจ้ากลับไปได้แล้ว"

เกิดเงามืดวงใหญ่แผ่คลุมพื้นดินตรงหน้าข้า เดิมข้านึกว่าเป็นเงาเมฆ แต่เมื่อหันไปมองก็ตระหนกตกใจจนเกือบทรุดไปกองที่พื้น ไม่รู้มีมังกรอีกตัวหนึ่งปรากฏตัวที่ริมหน้าผาตั้งแต่เมื่อไร มันเผชิญหน้ากับพวกเราด้วยท่วงท่าค้อมศีรษะเช่นเดียวกัน เพียงแต่มังกรตัวนี้มีปีกที่หลัง ลำตัวเป็นสีเหลือง มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมื่อครู่นี้มาก แค่เพียงมันหายใจแผ่วเบา ก็มีไอเย็นกลุ่มใหญ่ผุดพวยขึ้นกลางอากาศทันที ข้าถูกไอเย็นนั้นจู่โจมจนร่างกายสั่นสะท้านไปด้วยความหนาวเย็น

ในตำรากล่าวไว้ว่า มังกรอายุห้าร้อยปีเป็นมังกรธารา อายุพันปีเป็นมังกรปักษา มังกรที่มีเกล็ดเรียกมังกรธารา มังกรที่มีปีกเรียกมังกรปักษา สิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ตรงหน้าข้า ที่แท้คือมังกรปักษาที่อายุมากกว่าพันปี! การได้เจอมังกรถึงสองตัวภายในวันเดียว อีกทั้งตัวที่สองยังทรงพลังเหนือชั้น ทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย แต่คิดในใจว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มีพลังในการต่อสู้มังกร ดังนั้นนอกจากตกตะลึงกับรูปลักษณ์ที่ดุร้ายของมันแล้ว ข้ารู้ว่าตัวเองยังปลอดภัย

ครู่ต่อมา มังกรปักษาก็ยื่นกรงเล็บออกมาช้อนร่างของข้าขึ้นนั่งบนหัวของมัน ข้าอุทานเบาๆ ได้ยินบุรุษหนุ่มเอ่ยเพียงว่า "มันจะส่งเจ้ากลับบ้านเดี๋ยวนี้ ภายหน้ายามออกจากบ้าน ก็จงระวังตัวให้รอบคอบ"

"ช้าก่อน!" ข้าเลื่อนมือไปคว้าหนวดมังกรสองสามเส้น แล้วรีบละล่ำละลัก "ท่านพ่อของข้าเคยบอกว่ามีเพียงเซียนเท่านั้นที่จะมีพลังในการต่อสู้มังกรได้ หรือว่าท่านเป็นเซียน"

"ไม่ได้มีเพียงเซียนเท่านั้นที่จะมีพลังในการต้อสู้มังกร"

"แล้วท่านเป็นใครกันแน่ ชื่อเสียงเรียงนามอะไร บุญคุณในวันนี้ ลั่วเวยจะจดจำไม่ลืม วันหนึ่ง"

"แค่เรื่องเล็กน้อยเหมือนออกแรงยกมือเท่านั้น ไม่จำเป็น" บุรุษหนุ่มตัดบทอย่างห่างเหิน "เจ้ากับข้าไกลห่างเหลือแสน ชาตินี้คงยากจะได้พบกันอีก"

"อย่างน้อยก็ช่วยบอกนามของท่านกับข้า!"

"ข้าไม่มีนาม" เขาปรบมืออีกสองครั้ง มังกรปักษาก็กระพือปีกขึ้นฟ้า บินร่อนตามกระแสลม เพียงครู่เดียวก็พาข้าออกไปไกลลิบ ข้าหันกลับไปมองบุรุษหนุ่มผู้นั้นอีกหน ลมทะเลพัดเสื้อคลุมยาวของเขาจนพลิ้วสะบัด ผมดำขลับของเขาปลิวสยาย ยอดผาแสนธรรมดานี้กลับมีแสงกระจ่างจากจันทร์เต็มดวงทอทาบไปทุกส่วน ในฐานะที่เป็นชาวซู่เจา เดิมทีแสงระยิบระยับบนผืนน้ำกับสิ่งของที่มีประกายก็ดึงดูดพวกเราได้โดยง่ายอยู่แล้ว ยังมีเกล็ดน้ำแข็งหมื่นแสนสะท้อนแสงวิบวับบนพิ้นผิวมหาสมุทร กอปรด้วยหมู่ดาวที่ถักทอบนทางช้างเผือก ทิวทัศน์อันงดงามตระการตายามรัตติกาลนี้ตราตรึงอยู่ในใจข้า

ภายหลังข้าถึงรู้ว่าดาวเทียนอิงที่ปรากฏบนผืนฟ้าก่อนหน้านี้ เป็นลางบอกเหตุถึงเภทภัยร้ายแรงที่บ้านเกิดของข้าในอีกยี่สิบเจ็ดปีต่อมา แต่สำหรับบุรุษหนุ่มผู้นี้ ก็ถือเป็นหายนะที่งดงามในชีวิตข้าเช่นกัน

ข้าครุ่นคิด โชคชะตากับความแค้น ความรักความชังทุกอย่างนับจากนี้ ล้วนมาจากความใฝ่ฝันอันไร้เดียงสาในช่วงแรกสุดของชีวิตข้านั้นทีเดียว

ไกลห่างเหลือแสน ไร้วาสนาพานพบ

ถ้อยคำสั้นๆ เพียงแปดคำ ฟังแล้วธรรมดาสามัญ แต่กลับเป็นลางบอกถึงความคิดถึงคำนึงอย่างไม่สิ้นสุดตลอดสามร้อยกว่าปีให้หลัง

หากสิ้นหนทางเพียงเท่านี้ ไร้วาสนาพบพานกันอีก เรื่องราวคงจะจบลงด้วยดี

พุทธองค์ตรัสไว้ว่าชีวิตมีทุกข์แปดประการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่รัก อาฆาตพยาบาท ไม่ได้ในสิ่งที่ปราถนา ปล่อยวางไม่ได้

สิ่งที่งดงามที่สุดในชีวิต คือรู้ว่าท่านเองก็รักมั่นลึกซึ้งเหมือนข้า

สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต คือรู้ว่ารักมั่นของท่านอยู่ที่ใด

ปุถุชนมักกล่าวว่า การมั่นรักยืนยงเป็นเรื่องดี แต่กลับไม่คำนึงถึงกาลเวลาที่จะผ่านไปอย่างสูญเปล่า หนี้รักยากชำระ การยึดมั่นทั้งชีวิตนับเป็นความผิดมหันต์




[1] มาตราหน่วยวัดโบราณของจีน หนึ่งจั้งยาวประมาณ ๓.๓๓ เมตร

[2] หนึ่งในดาวร้ายทั้งหกทางโหราศาสตร์จีน ดาวดวงนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสูญเสีย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #47 [兰兰] หลันหลัน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 16:53
    เราซื้อมานานมากแล้ว เพื่อนที่ซื้อมาอ่านด้วยกันบอกจบแบบ.... เราไม่กล้าอ่าน 55555 จนถึงตอนนี้เพิ่งจะหยิบมาอ่าน ตราตรึงใจมาก แม้จะจบเศร้า แต่ก็ซาบซึ้งจริงๆ นี่เล่นอึนมึน หดหู่ไปหลายวัน อารมณ์เทาๆ ทำอะไรไม่สดชื่นเลย 5555 ชอบมาก ให้หยิบมาอ่านอีกหลายรอบก็ยังชอบ
    #47
    0
  2. #15 Ijana (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2559 / 08:24
    Happy end ป่าวค่ะ น่ากลัวจะไม่ใช่รึป่าว
    #15
    0
  3. #10 เอล (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 17:00
    งง อ่ะ
    #10
    0
  4. #7 KorBua (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 00:19
    รอๆๆๆ จะออกรวมเล่มประมาณเมื่อไหร่คร๊า
    #7
    1
    • #7-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      3 มิถุนายน 2559 / 07:56
      ประมาณเดือนกรกฎาคมจ้า
      #7-1
  5. #6 pim pims (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 23:56
    ภาษาดีสวยค่ะสัญญาว่าจะตั้งใจอ่านทุกตัวไม่อ่านข้ามๆผ่านๆ
    งานน้ำตามานี้ จบเศร้าหรือป่าวหรือแฮปปี้แต่แบบ เพียงพิณ ,ลำนำทะเล,ฮว่าเซียนกู่,ลำนำเทพ หรือป่าว เค้าได้เตรียมใจไว้เลย

    #6
    0
  6. #5 Bess (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 19:42
    ชอบมากค้าาา ลงอีบุ๊คเร็วๆนะค่ะ
    #5
    1
  7. #4 snantaza (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 17:55
    ภาษาไพเราะมากค่ะเราชอบนะ
    #4
    1
    • #4-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      2 มิถุนายน 2559 / 21:13
      ขอบคุณค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ :)
      #4-1
  8. #3 Duang (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 16:07
    พระจันทร์่น่าจะ"ใกล้" รีเปล่าคะ

    เดาว่าอยู่ในมือผานหลง เดาว่าความเป็นระยางค์คู่หน้าเหมือนกระรอกถือถั่ว ก็น่าจะสูงกว่าเดิมนะ



    บรรทัดเกือบสุดท้าย

    สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต คือ "ไม่"รู้ว่ารักมั่นของท่านอยู่ที่ใด

    น่าจะตกคำว่า"ไม่"รึเปล่าคะ



    ภาษาสวยแต่เยอะไปมันจะอ่านยากและน่าเบื่อนะ

    อันนี้เอามาจากประสบการณ์ตัวเองตอนอ่านอ๋องไก่ รำคาญจนอ่านไม่จบซักที



    ชอบประโยคสุดท้ายที่ว่า การยึดมั่นทั้งชีวิตนับเป็นความผิดมหันต์
    #3
    1
    • #3-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      2 มิถุนายน 2559 / 17:29
      "ไกล" ถูกแล้วค่ะ เนื่องด้วยเมืองอยู่ใกล้กับพระจันทร์มาก เมื่อผานหลงพาไปก็ยิ่งไกลห่างจากพระจันทร์และเมืองไปทุกที

      ส่วนสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต คือการที่ลั่วเวยรู้ว่ารักมั่นนั้นอยู่ที่ใดถูกต้องแล้วค่ะ เรื่องราวจะค่อยๆ เฉลยออกมาให้ทราบนะคะ :)

      ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับนะคะ
      #3-1
  9. #2 After all (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 00:17
    รออัพจ่อไป น่าสนุก ภาษางดงามดีมากค่ะ
    #2
    1
    • #2-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      2 มิถุนายน 2559 / 13:40
      ขอบคุณค่า :) รอติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ
      #2-1
  10. #1 เลอมาน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2559 / 23:01
    แค่บทนำก็อยากซื้อรูปเล่มแล้วค่าาาา T^T
    รีบมาลงต่อนะคะ แต่หวังว่าจะไม่ต้องเสียน้ำตาน้า
    #1
    1
    • #1-1 เพ่ยเพ่ย_editor(จากตอนที่ 1)
      2 มิถุนายน 2559 / 21:10
      เตรียมผ้าเช็ดหน้าได้เลยค่า เพราะงานน้ำตาก็มา ซึ้งจนน้ำตาไหล :)

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 มิถุนายน 2559 / 21:11
      #1-1